Gardenia

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Gardenia

Post01 Jan 2008 14:26

คำนำของคนเขียน

ถึงผู้อ่านทุกท่านครับ เนื่องจากนิยายเรื่องนี้ ได้เคยนำมาลงไปบ้างแล้ว(อย่าถามว่าลงตั้งเมื่อไหร่จำไม่ได้แล้วหมือนกัน) แล้วอยู่ๆก็หายไปไม่ได้มาลงอีกเลย จนผู้ติดตามหลายท่านถึงกับแช่งชักหักกระดูกคนเขียนเนื่องด้วยทำให้อารมณ์ค้าง
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดขึ้นเพราะผู้เขียนเองมีภาระกิจต่างๆมากมายประดังเข้ามา(เที่ยว เหล่หนุ่ม แต่ขี้เกียจซะเป็นส่วนใหญ่) และเมื่อลองอ่านใหม่พบว่าทั้งเนื้อเรื่องและการเขียนวกไปเวียนมา(เพราะเพิ่งหัดเขียน) ซึ่งไหนๆก็ทิ้งไว้นานแล้ว ก็เขียนใหม่มันซะเลย
ก็เลยกลายเป็นว่านิยายเรื่องนี้โดนคนเขียนจับดองเปรี้ยวดองเค็มอยู่ในไหมานานมาก มากจนคนเขียนเริ่มจะคิดว่าถ้าไม่เอาขึ้นมาต้องเน่าแน่ๆ(หรือเน่าไปแล้วก็รู้)
จึงเห็นควรแก่เวลาเสียที่นะครับที่จะเอามาลงใหม่ และขออนุญาติขุดกระทู้เก่าขึ้นมาเพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่


หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้คงจะเป็นที่ถูกใจของผู้อ่านนะครับ

นายแก้ว
Last edited by glass on 08 May 2011 19:09, edited 2 times in total.
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post01 Jan 2008 16:40

ตามมาอ่านนิยายอย่างใจจดจ่อครับ

ลงตอนต่อไปเร็วๆ นะครับ ในเรื่องบอกว่าเหตุการณ์ที่แก้วข่มขืนใหญ่นั่นเกิด"เมื่อคืน" ผมพาลคิดย้อนกลับไปถึงสามเดือนเลยทีเดียว เพราะมันนานจัด 55
User avatar
tualek
อนุบาล อนุบาล
Posts: 80
Joined: 01 Jan 2008 12:12

Re: Gardenia

Post01 Jan 2008 17:28

ตามมาอ่านครับ.... scene นี้ คุณใหญ่ น่ารักจัง :greez:
@ ความรักเปรียบเสมือนเม็ดทราย @
@ ยิ่งบีบแรงเท่าไหร่ @
@ ทรายก็ยิ่งไหลออกจากมือเร็วขึ้นเท่านั้น @

User avatar
PasSaKorn
ประถม ประถม
Posts: 335
Joined: 31 Dec 2007 15:49

Re: Gardenia

Post02 Jan 2008 09:27

น่ารักดีเนอะ

ติดตามตอนต่อปายยยยยยยยย
....แล้วเจอกันนะ

เจ้าความรัก....
User avatar
WaTZkUnG
ประถม ประถม
Posts: 367
Joined: 02 Jan 2008 07:39
Location: หน้า 7-eleven เบอร์มิวดา

Re: Gardenia

Post11 Jan 2008 18:10

เมื่อไหร่จะมาต่อครับ รออ่านอยู่ เข้ามาดูทุกวันเลย
User avatar
tualek
อนุบาล อนุบาล
Posts: 80
Joined: 01 Jan 2008 12:12

Re: Gardenia

Post14 Jan 2008 09:12

พี่แก้วคร๊าบบบบบบบบบบบบ

นานมากมายแล้วคร๊าบบบบบบบ
คิดถึงๆๆ

ยังรออยู่นะครับ
....แล้วเจอกันนะ

เจ้าความรัก....
User avatar
WaTZkUnG
ประถม ประถม
Posts: 367
Joined: 02 Jan 2008 07:39
Location: หน้า 7-eleven เบอร์มิวดา

Re: Gardenia

Post08 Feb 2008 15:18

รอพี่แก้ว.. T_T

เมื่อไหร่ตอนต่อไปจะมา..TT^TT เศร้าๆๆๆ
+ I think TVXQ are normal people
+ so..??
+ Maybe.. They will like you..^^
+ Really..??
+ Ya..!! Nothing's impossible, right?? You told me every people born to dream..^^
User avatar
kiszmark.i-am
อนุบาล อนุบาล
Posts: 40
Joined: 03 Jan 2008 23:07

Re: Gardenia

Post10 Feb 2008 18:07

ฉลองบอร์ดใหม่ด้วยการโพสต์ให้เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก
แล้วก็เปลี่ยนuseใหม่แล้ว แต่ไม่เปลี่ยนใจไปจากเรื่องนี้แน่
จะตามจิกอ่านต่อไปเพราะรักพรายแก้ว คิดถึงพรายแก้วมั่กๆ

อ่านแล้วก็รีบๆมาอัพต่อนะคับ มีคนเค้าติดตามอ่านเยอะมากมาย
~Life is long if you know how to use it.~ >_<
~EaM~
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 3
Joined: 10 Feb 2008 17:52

Re: Gardenia

Post18 Feb 2008 09:12

รอ ร๊อ รอ แล้วก็ รออีก อย่าทำร้ายจิตใจกันมากไปกว่านี้เลยครับ รีบมาลงต่อเหอะ ใจจะขาดรอนๆ อยู่แล้ว
gardenia
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 1
Joined: 18 Feb 2008 09:06

Re: Gardenia

Post18 Feb 2008 16:30

ช่วยเอามาลงใหม่ตั้งแต่แรกได้ไม๊คะ
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: Gardenia

Post21 Feb 2008 18:48

ย้งยี้ wrote:ช่วยเอามาลงใหม่ตั้งแต่แรกได้ไม๊คะ


เห็นด้วยคับ
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้โพส แต่ตามอ่านอยู่นะคับนายแก้ว
มาต่ออย่างด่วนนะคับ :D
"..วันใดเธอหนาวสั่น.............
ส่งผ่านความฝัน ของฉันไปห่มเธอ.."
User avatar
fogy
มัธยม มัธยม
Posts: 589
Joined: 30 Dec 2007 08:24

Re: Gardenia

Post15 Mar 2008 15:07

มารอตอนต่อไปด้วยคนค่ะ

แอบตามอ่านมาเป็นปีแล้ว ได้ฤกษ์สมัครมาเม้นท์ให้ นายแก้วซะที

รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: Gardenia

Post24 Mar 2008 16:24

วันนี้จะมาประท้วงคนแต่งโดยเฉพาะ
ทำไมไม่มาต่อล่ะคร้าบบบบบบบบบบ
กำลังรออ่านอยู่นะ มาต่อเร็วๆเข้า
ไม่งั้นจะแช่งจิงๆด้วย
~Life is long if you know how to use it.~ >_<
~EaM~
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 3
Joined: 10 Feb 2008 17:52

Re: Gardenia

Post16 Apr 2008 20:19

+เอิ้กๆ T_T รอคอยมานานแสนนาน T^T

มาแต่งต่อเร็วๆนะคะ..^^

คิดถึงแก้วกับใหญ่จังเล้ยยยยยยยยยยยยยย
+ I think TVXQ are normal people
+ so..??
+ Maybe.. They will like you..^^
+ Really..??
+ Ya..!! Nothing's impossible, right?? You told me every people born to dream..^^
User avatar
kiszmark.i-am
อนุบาล อนุบาล
Posts: 40
Joined: 03 Jan 2008 23:07

Re: Gardenia

Post18 Jul 2013 00:03

บทนำ......



เสียงเหล็กกรีดร้องบาดลึกลงในโสตประสาท.........ท่ามกลางแสงจัดจ้าที่ทำให้ตาพร่ามัว... หัวรถโลหะขนาดมหึมากำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็ว.....

รอยยิ้มขมขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ ดวงตาแดงก่ำเลื่อนลอยเหลือบมองต้นตอเสียง ก่อนค่อยๆหลับตา และเคลื่อนร่างสูงใหญ่ไปข้างหน้า

จุดหมายคือรางรถไฟอันกำลังสะท้อนแดดจัดจ้าจนเกิดประกายวับวาวบาดตา...

ที่ที่หมายมาดว่าจะใช้เป็นเรือนตาย!

เสี้ยววินาทีก่อนที่จะก้าวลงสู่ห้วงแห่งนิรันดร์กาล ความอ่อนนุ่มของอะไรบางอย่างก็รัดเข้าที่เอวและกระชากกลับมาอย่างรุนแรงจนหงายหลัง เสียงกรีดร้องและเสียงนกหวีดดังลั่น.....



“ตรู๊ดดดดด”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ เรียสติให้คืนกลับมา เมื่อเอื้อมมือกดรับ เสียงคุ้นเคยของผู้เป็นเพื่อนก็ดังขึ้น...
“ใหญ่ อีกสิบนาทีจะเริ่มประชุมแล้ว”
เสียงพูดแจ้วๆ ดังกวนประสาทหูโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนเมื่อตอบรับสิ่งที่ปลายสายยัดเยียดมาให้และกดตัดสาย นั่นแหละ เสียงต่างๆจึงสิ้นสุดลง

ขอบตาร้อนผ่าวและแสบเคืองจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ความรู้สึกอ่อนเพลียถาโถมเข้ามาราวกับระลอกคลื่น ถึงแม้จะกินยาและพักสายตาไปชั่วครู่แล้วก็ตาม แต่ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้น

หัวปวดเหมือนกับจะปริร้าว เส้นเลือดข้างขมับซ้ายขวากำลังเต้นเป็นริ้วๆ ... อาการแบบนี้บอกชัด...ไมเกรน.... โรคที่เป็นเพื่อนเก่ากำลังแวะมาเยี่ยมเยือน และเป็นหนักเสียจนยาเอาไม่อยู่

.....คงใกล้เวลาตายแล้วสินะ...

ชายหนุ่มยิ้มขื่นๆกับตัวเอง ก่อนละสายตาจากขวดยาที่ตั้งเด่นกลางโต๊ะ ไปยังผนังกระจกใส

แดดจ้าภายนอก สาดสะท้อนแท่งกระจกสูงต่ำที่มีอยู่มากมายจนเกิดเป็นประกายแสงบาดตา รถไฟฟ้าที่ดูเหมือนงูสีขาวตัวใหญ่ เคลื่อนตัวแทรกไปตามแท่งกระจกสูงและลับหายเข้าไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้....เหมือนกับ...วันนั้น

ชายหนุ่มหลับตา ทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้และพยายามสงบใจ....

....ทั้งที่เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว.....แต่ทำไมถึงไม่อาจจะลืมได้....ในทุกครั้งที่หลับตายังต้องเจอ ยังต้องคิดถึง

ทั้งๆที่รู้ว่าทุกสิ่งมันเป็นไปไม่ได้แล้ว.........


“ตรู๊ดดด...”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เตือนสติให้คิดถึงหน้าที่ที่ต้องทำ ชายหนุ่มรับสาย ตอบรับไปด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนจะรีบปรับอารมณ์ที่วาววับในดวงตา และลุกออกไปจากโต๊ะทำงาน...



....................................................



แดดยามเย็นสาดส่องมายังชานชาลา ลำแสงสีทองพาดผ่านผู้คนมากมายที่กำลังรอรถไฟฟ้า ก่อให้เกิดเป็นเงาทอดยาวเล่นลวดลายประหลาดบนพื้น
ผู้คนแปลกหน้าพลุกพล่าน. เสียงพูดคุยจอแจน่ารำคาญ ..... คงเพราะเป็นเวลาเลิกงานผู้คนถึงได้มากมาย ...ผิดกับช่วงดึกที่คุ้นเคย....

กระบอกตาเริ่มปวดหนึบๆเมื่อเจอแสง เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบตับเร่งเร้า เงาในกระจกสะท้อนให้เห็นดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยฤทธิ์ไข้

มีคนเคยบอกไว้ว่า....ถ้าจิตใจอ่อนแอ ร่างกายจะอ่อนแอตามไปด้วย หมอเองก็บอกอย่างนั้น แถมยังบอกให้ทำใจให้สบาย คิดไว้เสมอว่าตนเองมีค่า ถึงอย่างไรก็ยังมีคนรักและเป็นห่วงอยู่ ...

...มีคนที่ยังรักยังเป็นห่วงงั้นหรือ....นอกจากเงาแล้ว ชีวิตนี้เหลือใครบ้าง
ไม่มีเลย... ไม่เหลือใครเลยสักคน
การเหลือตัวคนเดียวมันช่างทรมาน ความโดดเดี่ยวมันน่ากลัว.......มากกว่าความตายเสียด้วยซ้ำ...

นั่นสินะ .....คราวนั้น... ถ้าเรา...ตายไปซะ ก็ไม่ต้องมาทรมานซ้ำสองแบบนี้ ....

รถไฟฟ้าขบวนถัดไปกำลังเข้าสถานี ชายหนุ่มเหม่อมองหัวขบวนที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว ก่อนจะขยับตัวไปยังริมรางรถไฟด้วยอาการใจลอย

ถ้าตายไปซะ ...ก็ไม่ต้องทรมาน.....

เสียงล้อเหล็กเสียดสีรางใกล้เข้ามา เช่นเดียวกับเท้าก้าวมั่นไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล

.....ต่อไป ก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว.....


รอยยิ้มขื่นๆผุดขึ้นบนใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ดวงตาแดงก่ำมองเหม่อไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย หากแต่ภาพอะไรบางอย่างที่ปรากฎขึ้นในสายตากลับทำให้ต้องชะงักค้าง.....
.
กลางชานชาลาฝั่งตรงข้าม... ในแสงยามเย็น ร่างๆหนึ่งก้าวมาหยุดยืนนิ่งท่ามกลางผู้คน ผมยาวดำอันปลิวกระจายไปตามแรงลม ขับดวงหน้าอ่อนใสให้ยิ่งแจ่มชัด
ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่งเหมือนเวลาถูกหยุดเอาไว้ ร่างกายเองก็เหมือนถูกตรึงไว้กับที่ หากภาพเส้นผมที่พลิ้วลมยังคงชัดเจนในดวงตา... และทำให้หัวใจที่อ่อนล้ากลับสั่นไหวรุนแรงจนราวกับจะหลุดออกจากอก ....


“ปรี๊ดๆๆ !!!!!!!”

เสียงนกหวีดดึงสติให้หลุดจากภวังค์และถอยห่างจากเส้นเหลือง ทันก่อนที่ขบวนรถไฟฟ้าจะวิ่งเข้ามาเทียบชานชาลาอย่างรวดเร็ว ความแรงของขบวนรถทำให้ผมปลิวสะบัดตาม
ชั่วอึดใจรถไฟฟ้าที่เข้ามาเทียบชานชาลาก็จากไป ภาพชานชาลาฝั่งตรงข้ามปรากฏขึ้นอีกครั้งในสายตา

..ในแสงยามเย็น... ท่ามกลางผู้คนมากมาย ร่างที่ปรารถนาจะพบ หายไปกับสายลมที่พัดพา...

ชายหนุ่มยืนนิ่ง เพ่งมองความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความสับสน......

ความจริง....หรือ..ภาพหลอน …….




..............................................................





เจอกันใหม่พุธหน้าครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post24 Jul 2013 22:22

1.....




เรือข้ามฝากลำใหญ่เสยหัวเข้าเทียบท่า.... ผู้โดยสารมากมายไหลทะลักขึ้นจากเรือ แข่งขันกับเวลาที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วในเช้าเร่งรีบ ขัดกับการไหลเอื่อยๆของ แม่น้ำสายสีน้ำตาลที่เป็นเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงประเทศ

ร่างบางปราดเปรียวก้าวออกจากโต๊ะเก็บค่าโดยสารของท่าเรือด้วยอาการไม่ต่างจากคนอื่นๆที่กำลังมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ เป้ใบใหญ่ดึงความสนใจจากสายตาหลายคู่ที่เดินผ่าน เพราะตัวคนสะพายนั้นถึงจะเป็นเด็กหนุ่มแต่ร่างกายก็เล็กบางจนน่ากลัวจะแบกไม่ไหว หากแต่คนสะพายเป้กลับไม่สนใจต่อสายตาที่มองด้วยความพิศวง และยังคงเดินกึ่งวิ่งหลบหลีกผู้คนที่กระจายอยู่เต็มทางเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ

จนเมื่อขึ้นรถและหาที่นั่งได้ เด็กหนุ่มร่างเล็กบางก็ปลดเป้ลงจากบ่า เสื้อเชิ๊ตสีขาวมอที่สวมปรากฎรอยเหงื่อเป็นวงน้อยใหญ่บนแผ่นหลัง ก่อนค่อยๆจางหายไปเมื่อเจ้าตัวยื่นมือขึ้นปรับช่องแอร์ด้านบนให้ลมเย็นพัดจ่อลงมา...
รถเมล์เคลื่อนตัวออกจากป้าย และค่อยๆห่างไกลจากท่าน้ำไป หากแสงประกายระยิบระยับจากแม่น้ำเบื้องหลังดึงดูดสายตาให้เหลียวกลับไปมอง....
ภาพต่างๆในความทรงจำค่อยๆผุดพรายขึ้นในความคิด…. ลำคลองสีน้ำตาลใสที่ตามริมตลิ่งเต็มไปด้วยต้นโสนดอกสีเหลืองทอง อันเคยลงว่ายเล่น บ้าน..ที่ในยามเย็นย่ำมักจะมีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังแว่วคละเคล้ากับเสียงเรไร

ความอ่อนไหวเริ่มแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ ใบหน้าสะอาดนวลจึงหันกลับมามองยังเส้นทางข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลง

ชีวิตที่คุ้นเคยมาแต่เด็ก ทุกสิ่งทุกอย่าง.....กำลังค่อยๆห่างออกไป


ความรู้สึกแปลบปลาบของอารมณ์หลั่งไหลเข้ามา เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ไม่ให้อ่อนไหวไปมากกว่านี้ เพราะรู้ว่าป่วยการที่จะมานั่งคร่ำครวญ ในเมื่อทุกอย่างมันเลยผ่านไปแล้ว

ใช่...... เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องก้าวต่อไป ....


..........................................


รถยนต์มากมายจากทุกสารทิศคลาคล่ำอยู่เต็มท้องถนนไม่ว่าจะหันไปทางไหน วงเวียนข้างหน้ารถหลายคันกำลังช่วงชิงพื้นที่อันมีอยู่น้อยนิดเพื่อเข้าสู่เส้นทางที่ต้องการ
ไม่แปลกนักที่รถยนต์จะมากมายเพราะที่นี่คือแหล่งต่อรถใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร หากใช่แต่รถยนต์เท่านั้นที่มากมาย ผู้คนในบริเวณนี้ก็ไม่ได้เป็นรองกัน มิหนำซ้ำยังดูจะมากกว่า ทั้งที่ยืนรอรถประจำทางและที่กำลังทยอยเดินขึ้นสะพานลอยเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งหากมองจากตึกสูงๆน่าจะให้ความรู้สึกเหมือนดูสารคดีชีวิตมดงาน
สภาพที่เห็น ทำให้พรายแก้วที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ต้องถอนใจซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เพราะความวุ่นวายที่สัมผัสได้ทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...ถึงแม้ที่นี่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องการก็ตาม

ไม่ควรเลย... ถ้าเมื่อวาน เก็บข้าวของแล้วไปที่หอพักซะตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากได้รับคำตอบว่าได้ที่พักแน่นอนแล้ว ก็คงไม่ต้องขนของเอาวันเริ่มงาน และคงไม่ต้องเจอสภาพที่แสนจะวุ่นวายน่ารำคาญแบบนี้


นึกถึงที่พักก็ทำให้นึกถึงบริพัฒน์...... เพื่อนในกลุ่มเพื่อนสนิทอันมีอยู่ไม่กี่คน ที่ตัดสินใจโทรหาเป็นคนแรกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อหาใครๆเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา....

“มึงหายไปไหนมา รู้บ้างรึเปล่าว่าเพื่อนเป็นห่วง “

นั่นคือคำพูดแรกที่บริพัฒน์ตอบกลับมาหลังจากรับสายและอึ้งไปเกือบอึดใจ....

จากนั้น....เมื่อตั้งตัวได้...คำด่ารัวเร็วก็ตามมาเป็นชุด จนเหนื่อยหรือสาแก่ใจก็ไม่อาจรู้ได้ คำด่าต่างๆจึงยุติลงไปพร้อมกับวางสายตึงไป
แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะคงยังไม่สาใจกันอย่างเต็มที่ ... หนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็มีโทรศัพท์ลึกลับเรียกตัวนัดพบให้ไปเจอ

..... นึกแล้วยังขำไม่หาย... วันนั้นเขายังจำได้ชัดเจน เพราะเพื่อนๆในกลุ่มมากันครบองค์ประชุม แถมแต่ละคนยังทำหน้าตาขึงขังเหมือนเตรียมตัวจะมาจัดเต็มให้ชุดใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะได้เฉ่งอะไร เก่งกาจก็หลุดเป่าปี่ออกมาเสียก่อน เลยพลอยทำให้สองสาวบราลีกับพิจิตราปล่อยโฮแล้วเข้ามาร่วมวงด้วย ส่วนคฑากับบริพัฒน์นั้นก็แอบซึ้งเงียบๆอยู่ข้างหลัง

ก็คงจะดราม่าบทโศกกันอีกนานถ้าไม่ได้เอ่ยประโยคเด็ดดวงขึ้นมาว่า ”กอดแบบนี้คิดค่าเสียหายเป็นข้าวหนึ่งมื้อนะ” เท่านั้นแหละ...คุณเพื่อนๆทั้งหลายก็ร่วมมือกันลงมะเหงกใส่หัวพร้อมกันอย่างไม่ต้องนัดหมาย แล้วก็พาหัวเราะร่วนอย่างสาใจที่ได้แก้แค้นเอาคืน

การได้เจอเพื่อนเก่า ได้ร่วมเฮฮา และอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ยังพอประโลมบาดแผลภายในให้พอทุเลาลงบ้าง

หากวันเวลาก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แปดเดือนที่ผ่านไปหลังจากที่ได้รวมตัวกันอีกครั้ง มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งสุขและทุกข์ เปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเพื่อนๆในกลุ่มหักเหขึ้นและลงไปตามกระแสคลื่นแห่งโชคชะตา รวมทั้งตัวของพรายแก้วเอง....

หลังเก่งกาจบินไปอังกฤษ พรายแก้วก็ได้งานทำหลังจากที่ตระเวนสมัครงานอยู่เกือบครึ่งปีเมื่อเรียนจบ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะย้ายมาอยู่นอกบ้าน
คนที่ช่วยให้ความคิดเป็นจริง ก็คือบริพัฒน์ โดยไม่ถามเหตุผล ทันทีที่ได้ยินเรื่องที่เปรยว่าจะออกมาอยู่นอกบ้าน เพราะได้งานในบริษัทที่ตั้งอยู่กลางเมืองใกล้กับร้านกาแฟซึ่งเป็นกิจการของที่บ้าน อีกฝ่ายก็จัดการหาที่อยู่ให้ โดยใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ ซึ่งก็ทันก่อนวันเริ่มงานวันแรกเพียงวันเดียว

นับเป็นโชคดีที่หาที่พักได้ทันเวลา แถมยังไม่ต้องเสียค่าประกัน หรือค่าเช่าล่วงหน้า.... แต่ว่า....จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าที่พักที่อีกฝ่ายหาให้อยู่ที่ไหน... และยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรหากต้องอยู่คนเดียว ...


เสียงโลหะเสียดสีกันดังแว่วจากที่ไกลๆ เรียกสติให้กลับคืนมา...... เมื่อเหลียวมอง...รถไฟฟ้ากำลังวิ่งมาลิบๆ
และวิ่งเข้าเทียบชานชาลาในเวลาอีกไม่ถึงอึดใจ
เมื่อรถจอดสนิทผู้คนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้าก็กรูเข้าไปต่อแถวในช่องทาง พรายแก้วจึงก้าวเข้าเข้าไปต่อแถวบ้าง

หากแต่เมื่อประตูเปิดออกและมองเห็นสภาพภายในแล้ว เขาก็ต้องชะงัก

รถไฟลอยฟ้า... จริงๆน่าจะเรียกว่าปลากระป๋องลอยฟ้ามากกว่า เพราะสภาพที่คนถูกอัดแน่นอยู่ภายใน ดูคล้ายกับปลาซาร์ดีนที่ถูกอัดแน่นในกระป๋อง ต่างกันแค่ไม่มีซอสมะเขือเทศราดอยู่ก็เท่านั้น
แต่ถึงคนจะแน่นมากเพียงใด พอประตูเปิดคนที่อยู่บนชานชาลาก็กรูเข้าไปถมเต็มพื้นที่ว่างอันเหลืออยู่น้อยนิดทำให้ภาในยิ่งอัดแน่นเพิ่มขึ้นไปอีก ดูแล้วน่ากลัวจะเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตหมู่เพราะเบียดกันตายหรือไม่ก็ขาดอากาศหายใจ

ด้วยเหตุนี้พรายแก้วเลยต้องยอมยกธงขาวและถอยออกมาเพื่อรอรถขบวนใหม่... แต่เมื่อมองนาฬิกาข้อมือ เขาก็แทบจะตาถลน
โอ้ว แม่เจ้า!...แปดโมงสิบสอง

เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว...ทำไงดี

..เอาวะ....เบียดก็เบียด


เด็กหนุ่มกัดฟันฮึดสู้ ก่อนจะกระโดดแผล่วเข้าไปร่วมวงศ์ไพบูลย์มหกรรมปลากระป๋องลอยฟ้าแห่งชาติเป็นคนสุดท้าย ทันก่อนประตูจะปิดเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้ประโยชน์จากร่างกายอันเล็กบางรีบแทรกตัวไปยังที่ว่างซอกเล็กๆริมประตูของตู้สุดท้ายและยึดไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว
รถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานี และมุ่งหน้าตรงยังสถานีถัดไป พรายแก้วถอนใจยาวอย่างโล่งอกก่อนพิงตัวเข้ากับซอกที่ยึดไว้และก้มมองนาฬิกา

....อีกเกือบยี่สิบนาที....หวังว่าคงจะทันหรอกนะ

ผู้คนที่เบียดกันหน้าประตูเริ่มขยับขยายหาที่ยืน ผิวเนื้อของใครหลายคนเสียดสีผ่านไหล่ไปมา แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่าคอยมองนาฬิกาที่ข้อมือ จนเมื่อร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งขยับมาใกล้....

ลมหายใจอุ่นๆรดเรี่ยลงบนหน้าผากเมื่อร่างนั้นเบียดเข้ามาจนเกือบชิด ความสูงที่เขาเองอยู่เพียงเลยคางของร่างนั้นมาเล็กน้อยทำให้ต้องเหลือบตาขึ้นมอง
ใบหน้าขาวจัดที่เต็มไปด้วยหนวดเคราหนาและผมยาวรุงรังชัดเจนอยู่ในสายตา แต่แก้วสีน้ำตาลมัวที่มองลงมาทำให้ต้องหลบตาไปทางอื่น
ความรู้สึกที่บอกว่าร่างสูงใหญ่นั่นเข้ามาใกล้จนมากเกินไป ทำให้เด็กหนุ่มพยายามถอยห่าง แต่แผ่นหลังที่มีเป้สะพายติดไว้ก็บอกกลับมาว่าไม่สามารถขยับต่อไปได้แล้ว

ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าเขาไม่ปรารถนาที่อยู่ใกล้ จึงพยายามจะไม่เบียดเข้ามา หากดวงตาสีน้ำตาลเศร้ากลับจับจ้องมานิ่งนาน จนทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

ในช่วงวินาทีที่รถไฟเคลื่อนไปจอดยังอีกสถานีหนึ่ง ผู้โดยสารด้านในต่างผลักดันแหวกหาช่องทางออกกันอย่างเร่งรีบก่อนที่รถเคลื่อนออกจากสถานี ทำให้ร่างสูงใหญ่ที่ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวและไม่ทันระวังเซเข้ามาและทับอัดติดพรายแก้วกับซอกเล็กนั่น
เสียงหัวใจเต้นถี่ๆ ดังอยู่ข้างแก้มที่แนบติดกับอกที่อัดเข้ามา กลิ่นหอม เบาบาง อ่อนโยน กรุ่นมาจากหน้าอกอุ่นที่ทั้งหนาและกว้างใหญ่
“ ขอโทษครับ “ เสียงทุ้มห้าว เอ่ยขอโทษเมื่อตั้งตัวได้ และยันตัวออกห่างตามเดิม

แต่...สายตายังคงมองมา....สายตาที่ลึกล้ำเหมือนบ่อน้ำกว้าง ....

เสียงโทรศัพท์มือถือเรียกสติให้กลับคืนมา เด็กหนุ่มดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงและกดรับ
“ ครับ อ้าว พัฒน์เหรอ อื้อ ขนของออกมาแล้ว ได้ๆ เดี๋ยวเที่ยงไปหาที่ร้าน ไม่ลืมหรอก เออๆ หวัดดี “
เด็กหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอาคนปลายสายที่ตัดสัญญาณไปแล้ว ก่อนหย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม

“ สถานีต่อไป ชิดลม next station CHIDLOM “

เสียงเตือนเมื่อใกล้ถึงสถานีถัดไปดังขึ้น พรายแก้วเหลือบมองนาฬิกา ก่อนจะขยับเป้ที่สะพายบนหลังให้เข้าที่เพื่อเตรียมตัว
“ชิดลม.... “

สิ้นเสียงประกาศ ..ประตูเปิดออก เด็กหนุ่มก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า เช่นเดียวหลายชีวิตที่ก้าวสู่ชานชาลาด้วยอาการรีบเร่ง

.......................................................



ความเย็นฉ่ำวิ่งเข้ามาปะทะใบหน้าหลังจากที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก ภาพที่ได้เห็นเมื่อก้าวเข้าไปคือห้องโถงกว้างใหญ่ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสที่มองภาพทิวทัศน์กว้างไกล สายแดดอ่อนๆยามเช้าสาดแสงลงกระทบพื้นแกรนิตสีดำจนเห็นละอองทรายภายในเป็นประกายระยิบระยับ
ฉากขนาดใหญ่ที่สูงจรดเพดานอันติดกับผนังกระจกและกั้นพื้นที่ระหว่างโถงต้อนรับกับส่วนสำนักงานภายใน ประกอบขึ้นจากแผ่นเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่บางอันด้านบางอันเงา โดยนำมาประกอบติดกันอย่างดูคล้ายไม่ตั้งใจเพราะบางอันห่างจนเกิดช่องว่าง ส่วนบางอันก็ถี่จนทับซ้อนเหลื่อมกันไปมา แต่เมื่อมองรวมกันแล้วกลับดึงดูดสายตาได้อย่างประหลาดจากลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และช่วยเสริมให้โลโก้บริษัทซึ่งเป็นสีดำด้านที่อยู่กึ่งกลางของฉากให้ดูโดดเด่นขึ้น

...ความเรียบง่ายที่แฝงลายละเอียดทำให้ห้องๆนี้ดูเท่ห์และมีระดับไม่เหมือนใคร......สมกับเป็นบริษัทตกแต่งภายใน

เด็กหนุ่มมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกแปลกตา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบย่างมาทีนี่ เนื่องจากการสมัครและสัมภาษณ์จัดกันที่บริษัทใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาซึ่งอยู่คนละที่

นาฬิกาบนผนังทึบอีกฝั่งทำให้ต้องเลิกสนใจสิ่งรอบข้าง เด็กหนุ่มเดินไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่อยู่ใกล้ๆก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าด้านในว่างเปล่า

..ไม่ยักกะมีคน....สงสัยไปเข้าห้องน้ำ...

หากเมื่อมองไปรอบๆอีกครั้งก็ต้องชะงัก เพราะกระจกเงาด้านข้างสะท้อนเงาของตนเองกลับมา
เนคไทที่พยายามผูกไว้อย่างดีก่อนออกจากบ้านเบี้ยวบิดผิดรูป เชิ้ตขาวที่เคยเป็นเสื้อนักศึกษาเก่า ทิ้งร่องรอยยับยู่ยี่จากการเบียดเสียดและชุ่มไปด้วยเหงื่อ

อย่างกับลูกหมา.......เด็กหนุ่มเบ้ปากให้กับตัวเองก่อนพยามจัดเนคไทให้เข้าที่




“ฮรึ่ม..“
เสียงกระเเอมห้าวๆที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้สะดุ้งสุดตัว และเมื่อหันหลังกลับไปในทันทีก็แทบชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่เข้ามายืนเกือบชิดด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ใบหน้าคมเข้มสีน้ำผึ้งอันตัดกับรอยเคราเขียวครึ้มก้มลงมอง ดวงตาคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็นสันจับจ้องมาด้วยความสงสัย
กลิ่นบุหรี่จางๆระเหยมาจากร่างกายหนา ถึงจะมีกลิ่นน้ำหอมเย็นสดชื่นปะปน แต่ก็ทำให้พรายแก้วรู้สึกคันจมูกตงิดๆ
“คุณจะติดต่อเรื่องอะไร”
เขาคนนั้นถามเมื่อเห็นว่าพรายแก้วยังมองหน้า คิ้วเข้มที่อยู่เหนือดวงตาคมกริบเลิกขึ้นเหมือนจะถามว่ามองอะไร
“ ผมจะขอพบคุณยุทธีครับ จะมารายงานตัว”
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ดูแล้วน่าจะเป็นพนักงานในนี้ ที่คงสังเกตว่าพนักงานต้อนรับไม่อยู่ จึงทำหน้าที่แทน
“ รายงานตัว..... รายงานตัวเข้าทำงานน่ะหรือ”
“ครับ ไม่ทราบต้องไปพบคุณยุทธีทางไหน”
ดวงตาคมกริบมองมาแปลกๆก่อนจะบอกห้วน
“ทางนี้”

เขาคนนั้นก้าวยาวๆ พาพรายแก้ว ไปยังทางเดินที่ซ่อนไว้ด้านหลัง และเลี้ยวเข้าทางเดินย่อยซึ่งสองข้างขนาบไปด้วยห้องขนาดใหญ่ที่กั้นด้วยผนังกระจกใสคาดขุ่น ภายในเรียงรายไปด้วยโต๊ะเก้าอี้ที่มีเจ้าของนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
และเมื่อเดินเข้ามาสุดทางที่ผนังกระจกใสกั้นระหว่างความว่างเปล่าภายนอกกับพื้นที่ภายใน หันไปทางซ้ายคือห้องซึ่งคิดว่าน่าเป็นห้องประชุมเพราะมีโต๊ะยาวและเก้าอี้วางเรียงราย
ส่วนทางขวาคือห้องที่มีป้าย ’ กรรมการผู้จัดการ ’ ติดไว้ คนเดินนำผลักประตูเข้าไปก่อนพยักหน้าให้พรายแก้วเดินตาม...

ห้องที่ก้าวเข้ามาสว่างขึ้นเมื่อมู่ลี่ถูกไขให้เปิดรับแสงสว่างจากผนังกระจก ประกายแดดยามสายสาดซัดเข้ามาตามช่องแสง ตกกระทบไปยังภาพวาดแนวอิมเพรสชั่นนิสที่อวดความอหังการของศิลปินผู้สะบัดฝีแปรงภายในกรอบสีบลอนซ์ทองที่แซมด้วยคราบสนิม

“คุณชื่อพรายแก้วใช่มั้ย “
เสียงห้าวๆของคนเดินนำ ทำให้ต้องละสายตาจากภาพวาดมายังต้นเสียงซึ่งกำลังค้นแฟ้มที่ชั้นหนังสือ และหยิบออกมาเปิดอ่านอย่างถือวิสาสะ
“ครับ“
“มีจดหมายรายงานตัวหรือเปล่า เอามาให้ผมสิ”
“หือ...ผม...... ต้องให้คุณด้วยหรือครับ?”
พรายแก้วถามกลับอย่างไม่เข้าใจ ...อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองเป๋งมา
“ใช่ ”
“แล้วทำไมผมถึงต้องให้คุณด้วยล่ะครับ ในเมื่อจดหมายนี่เป็นของคุณยุทธี“
ด้วยท่าทางเหมือนจะข่มกันนิดๆ ทำให้พรายแก้วตอบกลับไปอย่างอดไม่ได้... ก็จดหมายรายงานตัว ต้องให้กับเจ้านายโดยตรงของเขา แล้วนายคนนี้มีสิทธิ์อะไรจะมาขอ....
ดวงตาคมกริบตวัดมองมาก่อนมุมปากจะเหยียดขึ้น จากนั้นเขาคนนั้นเดินเข้ามานั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งและบอกด้วยเสียงเรียบๆ
“เพราะผมชื่อยุทธีน่ะสิ”

คำตอบนั้นทำให้ต้องขมวดคิ้ว.......... ไม่น่าเชื่อ ....ผู้ชายคนนี้น่ะหรือ ยุทธี ชยันตรา...เจ้าของบริษัท......

“คิดว่าผมโกหกหรือไง” ชายคนนั้นบอกอย่างรู้ทัน
“ เอ้า ดู”

บัตรพนักงานถูกยื่นมาให้ ....... รูปในบัตรเป็นรูปเดียวกับคนตรงหน้า. ส่วนชื่อข้างใต้คือ.....

ยุทธี ชยันตรา ......กรรมการผู้จัดการ ....!

“ทีนี้ส่งจดหมายรายงานตัวให้ผมได้หรือยัง”
คำพูดนั้นทำให้อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี.... แต่ที่ทำได้ก็แค่....เดินเอาจดหมายรายงานตัวไปยื่นให้...ผิดกับ คุณเจ้านายหมาดๆที่รับจดหมายไปเปิดอ่านอย่างนิ่งเรียบ พร้อมกันนั้นก็ชำเลืองมองมาด้วยสายตาพิจารณา
“คุณคือพรายแก้ว ภาติยะ งั้นสินะ...ใช่ตัวจริงรึเปล่า...”
แบบนี้มันล้อกันชัดๆ.......เด็กหนุ่มเข่นเขี้ยวก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำ
“มีสำเนาบัตรเซ็นรับรองเอกสารอยู่ในซองครับ แต่ถ้าไม่พอจะเอาบัตรประชาชนตัวจริงก็ได้ครับ”
ดวงตาคมกริบตวัดมองมาอย่างไม่พอใจ พรายแก้วทำหน้านิ่ง แต่สายตาก็จ้องกลับอย่างไม่ยอมลงให้เช่นกัน

สงครามสายตาดำเนินอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนริมฝีปากได้รูปของคนเป็นเจ้านายจะกระตุกขึ้นเหมือนจะยิ้ม จากนั้นจึงพับเก็บจดหมายลงซองและผุดลุกขึ้น

“ดี ! งั้นก็ตามผมมา จะพาไปประจำตำแหน่งงาน “

ร่างสูงก้าวนำไปอย่างเงียบๆ จนเมื่อถึงห้องที่เดินผ่านมาก่อนหน้านี้ คนเดินนำมาก็หยุดหน้าประตูกระจกใสคาดขุ่น จากนั้นใช้คีย์การ์ดแตะลงกับแป้นเลเซอร์ก่อนจะผลักประตูเดินนำเข้าไป
เสียงพูดคุยเงียบลงเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้ามา สายตาทุกคู่หันมองมาด้วยความสนใจ หลายคนดูเหมือนจะมองมาทางพรายแก้วอย่างพิจารณา เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่หันไปซุบซิบกัน
ปฏิกิริยาของคนที่ได้พบกันเป็นครั้งแรกเหมือนกับอีกหลายๆครั้งที่ได้ผ่านมา และทุกครั้งก่อให้เกิดความอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก หากก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านิ่งเฉย และรอให้ทุกอย่างเงียบสงบไปเอง

“ ทุกคน นี่น้องใหม่ ช่วยกันสอนงานด้วยนะ “ คุณยุทธีประกาศสั้นๆก่อนหันมาทางพรายแก้ว
”คุณอยู่กลุ่มงานที่ 3 โต๊ะอยู่ตรงนั้น ที่เหลือถ้าติดปัญหาอะไรก็บอกพี่ๆเขาได้ “
“ครับ “
เขาตอบรับก่อนเดินตรงไปนั่งยังโต๊ะของตน ทุกคนในห้องจึงก้มหน้าก้มตาทำงานต่ออย่างไม่ใสใจ

จนผู้เป็นเจ้านายก้าวออกจากห้อง พรายแก้วจึงปลดกระเป๋าลงจากหลังวางและก้มลงไปวางไว้ใต้โต๊ะเพื่อไม่ให้เกะกะ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องชะงัก เพราะ ผู้คนที่เคยตั้งหน้าตั้งตาทำงานก่อนหน้านี้ กลับไถลเก้าอี้เข้ามาล้อมโต๊ะ
“หวัดดีจ๊ะ”
หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งเข้มจัดผู้ที่ตากรีดอายไลน์เนอร์ไว้คมกริบ เป็นผู้ถามขึ้นมาคนแรก หลังจากที่ยิ้มพร้อมไปกับใช้สายตาสำรวจอย่างพิจารณา
“ชื่อพรายแก้วเหรอจ๊ะ”
“ครับ เรียกว่าแก้วเฉยๆก็ได้”
เด็กหนุ่มตอบยิ้มๆ แต่คู่สนทนากลับทำตาโต ก่อนไปสบตากับชายหนุ่มใส่แว่นอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ จนเมื่อเห็นว่าพรายแก้วยังมองอาการเหล่านั้นอยู่ เจ้าหล่อนจึงยิ้มเขินๆ
“ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ พี่ชื่อดลยา นิคเนมดลลี่จ๊ะ ส่วนตาแว่นที่นั่งข้างๆน้องนั่นชื่อบอยนะ คนนี้จะเป็นคนสอนงาน”
ใบหน้าที่สวมแว่นกรอบดำยิ้มให้เมื่อพรายแก้วยกมือไหว้ก่อนจะหันกลับไปสนใจงานตรงหน้าต่อ ส่วนสาวผู้ทำหน้าที่แนะนำก็ยังมองพรายแก้วแล้วได้แต่ยิ้มแหยๆ
“วันนี้พวกพี่ยังยุ่งเรื่องสรุปผลงบของโครงการเดือนที่แล้วอยู่ ยังไม่ว่างสอนงาน เลยจะให้ช่วยงานเอกสารไปก่อนนะ”
เจ้าหล่อนบอกก่อนจะหันไปหยิบกองแฟ้มบนโต๊ะของตนเองรวมถึงของคนอื่นมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็อธิบายวิธีการทำงานคร่าวๆและยิ้มให้อีกทีก่อนจะหันกลับไปนั่งโต๊ะทำงานตัวเอง

เอกสารกองใหญ่ถูกวางไว้ตรงหน้า บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้งเมื่อทุกคนเริ่มทำงานกันต่อ พรายแก้วพยายามปรับความรู้สึกที่แปลบปลาบในอกให้เป็นปกติก่อนค่อยๆเปิดเอกสารในแฟ้มลงกรอกข้อมูล

ช่างเถอะ......เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

แดดอ่อนๆที่ลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาเรียกสายตาไปยังภายนอกกระจก เมื่อมองลงไปคือกลุ่มบ้านเรือนและตึกสูงที่มีถนนพาดผ่านยุ่งเหยิง
ที่ตรงนี้สูงจากพื้นเหลือเกิน มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกสูงเสียดฟ้า มองแทบไม่เห็นพื้นดิน รถราวิ่งกันขวักไขว่น่าเวียนหัว พื้นที่สีเขียวก็น้อยเหลือเกินในความรู้สึก
ชีวิตคนในเมืองหลวงทำไมถึงสับสน วุ่นวายและแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาขนาดนี้.... ผิดกับบ้านสวนที่เคยอาศัย ถึงไม่ค่อยสะดวกนักแต่ก็เต็มไปด้วยความสุขสงบมีชีวิตชีวา

หากทำได้ ก็ไม่อยากจากบ้านมาอยู่ในที่แออัดแบบนี้เลยจริงๆ คิดถึงทุกอย่างที่อยู่ที่บ้าน ลำคลองฉ่ำเย็น ต้นพุดซ้อนต้นใหญ่ริมหน้าต่างห้องนอน ที่เคยได้กลิ่นทุกค่ำเช้า

ความนึกคิดหวนไปนึกถึงเจ้าของกลิ่นหอมเมื่อยามเช้า กลิ่นหอมนั่นเหมือนกลิ่นของดอกพุดซ้อน.......

นั่นก็คงมองมาเพราะสาเหตุเดียวกันกับคนอื่นละมั้ง..........


เสียงโทรศัพท์มือถือ ปลุกให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความนึกคิด เมื่อรับสายเสียงคุ้นเคยก็ดังลอดมา....
“ ไอ้แก้ว ข้าเอง “
รู้จากหน้าจออยู่แล้วว่าใครโทรมา หากแต่น้ำเสียงที่ฟังดูลุกลี้ลุกลน ทำให้รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
“ เออ รู้ แล้วโทรมามีเรื่องอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงไม่ค่อยดีนะ“
“ก็.........”
อีกฝ่ายออกอาการอึกอักขึ้นมาในทันที และนั่นทำให้พรายแก้วรู้ว่าอึกอักอย่างนี้แหละมีเรื่องแน่ แต่จะเรื่องอะไรคงต้องซักกันยาว
“ก็อะไร รีบพูดมาสิ จะทำงานต่อ “
“เฮ้ออออ...”ปลายสายถอนใจยาวอย่างอัดอั้น “ ถ้าบอกแล้วเอ็งอย่าด่าข้านะ”
“เออ ไม่ด่า รีบบอกมาเร็วๆจะทำงานต่อ”
“...ก็... คืองี้นะ.. พี่..คนที่ให้หาที่พักให้น่ะ เค้าเพิ่งโทรบอกเมื่อกี้นี้เองว่าห้องที่เอ็งจะไปอยู่ไม่มีแล้ว “
“ห๊า! ”
เสียงอุทานที่ดังลั่นอย่างลืมตัวทำให้คนรอบๆข้างหันมอง จนพรายแก้วต้องรีบปิดปากตัวเอง และหันไปยิ้มแหยให้ ก่อนจะพาตัวเองระเห็จออกมาจากโต๊ะ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะ อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลย ! “
เมื่อถึงนอกห้องก็แทบจะตะคอกถาม คนปลายสายจึงละล่ำละลักบอก
“ข้าก็ไม่รู้ เห็นพี่คนที่หอให้เขาบอกว่าคนเช่าห้องคนเก่าไม่ย้ายแล้ว ห้องก็เลยไม่ว่าง ”
เป็นคำตอบที่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนหมัดชกเข้าท้องจนจุก จนพูดไม่ออก และคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นดี
....การออกมายืนหยัดด้วยตัวเองครั้งแรกไปไม่รอดแล้วหรือนี่.....
“ไอ้แก้ว ทำไมเงียบไป ฟังอยู่หรือเปล่า ไอ้แก้ว”
อาการนิ่งเงียบของพรายแก้วคงทำให้ปลายสายร้อนรนอย่างหนัก จึงพยายามเรียกเสียงดัง เขาจึงต้องรีบตอบกลับก่อนที่อีกฝ่ายยิ่งเสียงดังไปกว่านี้
“เออ ฟังอยู่ๆ”
“ค่อยยังชั่ว ตกใจหมด นึกว่าเป็นอะไรไป”
“ไม่เป็นอะไรหรอก แค่งงๆ คิดอะไรไม่ออก ว่าจะเอาไงต่อดีกับเรื่องที่พักคืนนี้”
” ใจเย็นๆก่อนนะเอ็ง อย่าเพิ่งเครียด เรื่องที่พักไม่ต้องเป็นห่วง ข้าคุยกับพี่เขาแล้ว พี่เขาเลยจะรับผิดชอบด้วยการให้เอ็งไปอยู่กับเขาก่อน “
“ไปอยู่บ้านพี่เขา?.....พี่ไหน?”
“อ้าว ก็พี่คนที่เป็นธุระเรื่องหาหอพักให้เอ็งน่ะสิ”
“จะให้ไปอยู่กะคนแปลกหน้าเนี่ยนะ?”
พรายแก้วถามเสียงสูงปรี๊ด อารมณ์ก็เหมือนจะพุ่งปรี๊ดตามไปด้วย หากคนปลายสายตอบกลับอย่างแสนธรรมดา
“เออสิ ทำไมวะ”
“แล้วเอ็งไม่คิดจะห่วงข้าบ้างเลยหรือไง ถึงส่งให้ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้”
“ก็... แหม มันไม่รู้จะทำไงนี่หว่า จะให้ไปอยู่ที่บ้านก็กำลังซ่อมอยู่ซะด้วย ตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่ที่คอนโดกันหมดทั้งบ้านเลย ที่ร้านก็มีแต่ของนอนไม่ได้ซะด้วยนี่... แต่...ยังไงก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้อย่างนึงนะ”
“แก้ปัญหาบ้าอะไรวะ เพิ่มปัญหามากกว่า คนไม่รู้จักกันจะให้ไปอยู่กับเขาได้ไง นิสัยใจคอเป็นยังไง ไว้ใจได้รึเปล่าก็ไม่รู้ วันดีคืนดีเกิดไม่พอใจขึ้นมาจับข้าหมกส้วมจะทำไง“
“โธ่ ไอ้แก้ว แล้วเอ็งจะให้ข้าทำยังไง ให้หาหอใหม่ตอนนี้ใครมันจะไปหาได้ ”
ปลายสายเสียงอ่อยอย่างยอมรับผิด แต่ยังพยายามเกลี่ยกล่อมสุดฤทธิ์.....
“อย่าเพิ่งโมโหสิว้า คิดให้ดีๆก่อน ตอนนี้มีอะไรก็คว้าไว้ก่อนเหอะ เงินเอ็งก็ไม่ค่อยมีไม่ใช่หรือไง ไปอยู่กับพี่เขาสักพัก มีเงินเดี๋ยวค่อยขยับขยายก็ได้ แล้วเรื่องพี่คนที่หาหอให้ก็ ไม่มีอะไรหรอก เขาเป็นเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องข้าเอง แล้วที่สำคัญพี่เค้าให้อยู่ฟรีๆนะ “
คำชักชวนของเพื่อนดูมีภาษีขึ้นมาทันตาเมื่อมีคำว่า “ ฟรี “ แถมท้ายเข้ามาด้วย
“ ฟรี... จริงเหรอวะ “
“ อ้าว....ไอ้นี่ โกหกเอ็งแล้วได้โล่หรือไง”
“แหม ก็มันไม่น่าเชื่อนี่หว่า คนไม่รู้จักกันมาก่อน ให้ไปพักอยู่ด้วยฟรีๆเนี่ยนะ”
“โว๊ย เรื่องเยอะนักงั้นนอนแถวป้ายรถเมล์ไปแล้วกันนะ ข้าจะโทรไปบอกเค้าว่าเอ็งไม่เอา ! “
“เฮ้ย..! เดี๋ยวสิ ให้เวลาตัดสินใจหน่อยได้มั้ย “
“งั้นเอ็งมีเวลาคิดแค่30 วินาที เริ่มนับถอยหลังแล้วนะ 30 29 28 “
“ พอๆ ไม่ต้องนับ ปวดหัว ยังไงก็ไม่มีทางเลิกอื่นนี่หว่า ถ้าฟรีจริง งั้นก็.. โอเค “
เสียงเพื่อนปลายสายหัวเราะอย่างขำขัน
“ ถ้าซื้อหวย คงได้เงินอื้อไปแล้ว.. เรื่องงกนี่เอ็งไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ “
“ เออน่า มันเป็นคุณสมบัติประจำตัว เปลี่ยนไม่ได้หรอก “ พรายแก้วตอบ ก่อนจะถามกลับอย่างนึกขึ้นได้
“แล้ว....ว่าแต่ไม่รบกวนเขาหรือแบบนี้”
“ไม่หรอกมั้งก็เขาเสนอเองนี่”
“แล้วมันอยู่แถวไหนล่ะ ไอ้บ้านที่ว่าเนี้ย “
“ อยู่แถวซอย.อารีย์ เดี๋ยวเที่ยงมาที่ร้านนะ จะแนะนำให้รู้จัก นัดพี่เขาไว้แล้วเหมือนกัน“


..............................................................

ติดตามตอนต่อไปพุธหน้าครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post01 Aug 2013 06:40

3......





ท่ามกลางความวุ่นวายของร้านกาแฟช่วงเที่ยง เสียงกระดิ่งที่ติดไว้หน้าประตูดังขึ้น ทำให้กระแสความวุ่นวายดูจะชะงักไปชั่วครู่ และเมื่อเด็กหนุ่มผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าหยุดยืนหอบอยู่หน้าประตู สายตาของใครหลายคนก็เหลียวมองตามอย่างพิศวง

“ ไอ้แก้ว! “
ทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร บริพัฒน์ก็โบกมือให้อย่างลิงโลด ผิดกับพรายแก้วที่ยืนทำหน้ายู่ กระพือพัดตัวเองยกใหญ่
“..ร้อนเป็นบ้าเลย ! “
“ เออ อย่าเพิ่งบ่นอะไรตอนนี้เลย เอ็งมาก็ดีแล้ว..... เอ้า...ใส่ซะ“
พูดจบผ้ากันเปื้อนก็ลอยมาอยู่ในมือ จากนั้นถาด บรรจุ บราวนี่ กับกาแฟปั่นเย็นฉ่ำก็ตามมา
“อะไรนี่..ให้ใส่ทำไม แล้วนี่เตรียมไว้ให้กินเหรอ แหม.. ดีจังกำลังหิวเลย”
กำลังจะหยิบกาแฟเย็นขึ้นดูดคลายร้อน ก็โดนมือใหญ่ๆตีเผี๊ยะเข้าให้ จนต้องหดมือกลับ
“ของเอ็งที่ไหน นี่มันของลูกค้า ใส่ผ้ากันเปื้อนเร็วๆ แล้วเอานี่ไปเสิร์ฟโต๊ะเจ็ด “
ใช้กันดื้อๆแบบไม่ให้ปฏิเสธ คนมาใหม่จึงยังงงทำอะไรไม่ถูก จนฝ่ายเจ้าของร้านต้องด่าซ้ำ
“ อ้าว! ยืนเซ่ออีก เร็วเข้าลูกค้ารออยู่ “
ด่าแล้วก็หันไปยุ่งกับเครื่องชงกาแฟ พรายแก้วยืนแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะยอมสวมผ้ากันเปื้อนและยกของไปเสิร์ฟให้แต่โดยดี...

จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความวุ่นวายจึงค่อยซาลง และจนเมื่อลูกค้าคนสุดท้ายก้าวพ้นประตู พรายแก้วที่เพิ่งยกถาดถ้วยกาแฟไปเก็บหลังร้านก็เดินลากขามาแผ่หลาอยู่บนโซฟา
“แผ่เลยเหรอวะ“
บริพัฒน์เอ่ยถามในขณะที่เช็ดโต๊ะที่ยังทิ้งคราบกาแฟ คนถูกถามดีดตัวขึ้นค้อนควักพร้อมกับบ่นอุบ
“เออสิ ถามได้ มาร้อนๆ น้ำท่าก็ไม่ให้กิน แล้วแถมยังมาใช้งานกันอีก”
“ก็ แหม เผอิญขาดคนนี่หว่า แล้วเอ็งก็มาถูกจังหวะพอดี๊พอดี“
เจ้าของร้านลากเสียงยาวอย่างน่าหมั่นไส้ ก่อนจะเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์ และกลับมาพร้อมกล่องโฟม
“ บ่นมากนัก... เอ้านี่...สปาร์เก็ตตี้กระเพราะกุ้ง กินซะ ยังไม่ได้กินไรมาใช่มะล่ะ “

น้ำย่อยในกระเพาะเดือดพล่านจนแทบจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วตั้งก้าวมาในร้าน เมื่อมีอาหารมาล่ออยู่ตรงหน้า พรายแก้วจึงรีบคว้าหมับ และจัดการเปิดกล่องม้วนเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปากอย่างไม่รีรอ จนคนเอามาให้ต้องเอ็ดเสียงดัง
“ช้าๆ เดี๋ยวติดคอตาย “
“ก็มันหิวนี่หว่า แล้วยิ่งให้เดินไปเดินมาก็ยิ่งหิวใหญ่”
“อ๊ะ ๆ ยังบ่นไม่เลิก...งั้นบอกมาเลยอยากกินอะไรเพิ่ม เดี๋ยวเลี้ยงเต็มที่ ”
“เอานมอัญชันไม่หวานมากนะใส่น้ำแข็งน้อยๆ แล้วก็เอาบลูเบอรี่ชีสเค้ก ขอสองชิ้น แล้วก็เอาวุ้นลิ้นจี่มาล้างปากด้วย”
“โอ้โห ไอ้แก้ว นี่กะจะกินให้ล่มจมกันไปข้างเลยเหรอนี่”
“อ้าว ก็ไหนบอกเลี้ยงเต็มที่ไง สั่งแค่นี่ได้แค่ครึ่งกระเพาะเองนะ “
“จ๊ะพ่อ จะกินเท่าไหร่ก็ได้ไม่ว่า แต่ถ้าไม่หมดข้าจะเอายีหัวเอ็ง”
“เอ็งไม่มีทางได้ยีหัวข้าหรอก รุ่นนี้แล้ว” พรายแก้วยักคิ้วให้สองแผล็บ ก่อนหันมองซ้ายขวา
“ แล้วไหนล่ะคนที่นัดไว้”
“มาแล้ว แล้วก็ไปแล้วด้วย”
“อ้าว...”
“ไม่ต้องอ้าวเอิ๊วล่ะ ก็เอ็งมาช้า ดูดิ..เลยไม่ได้แนะนำให้รู้จักกันเลย”
“แล้วแบบนี้จะยังไงล่ะ ตอนเย็นต้องนัดเจอกับพี่เขาอีกหรือเปล่า”
“ไม่ต้องหรอก พี่เขาฝากกุญแจไว้แล้ว เอ็งกินไปก่อนนะ เดี๋ยวไปหยิบมาให้”

ร่างสูงโปร่งของเพื่อนเดินหายลับเข้าหลังร้าน พรายแก้วมองตามก่อนจะเลื่อนสายตามองไปรอบๆร้าน บนผนังสีขาวด้านหนึ่งมีการตกแต่งเพิ่มเติมให้แปลกตาออกไปจากเมื่อหลายเดือนก่อน ด้วยภาพวาดหลายต่อหลายภาพประดับเรียงรายไว้ มองแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเข้าในร้านขายงานศิลปะ แทนที่จะเป็นร้านกาแฟ
ภาพสวยงามที่ประดับไว้ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะแนวแอ็บแตรค อย่างที่เจ้าของร้านชอบ ภาพ แต่ละภาพ สวย ลึกล้ำและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังในทุกฝีแปรงที่สะบัดลงมา แสดงถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าของศิลปิน
สายตาพลันสะดุดเข้ากับภาพวาดดอกบัวแดงสะบัดพลิ้วเล่นลม ....ความคุ้นตาในทุกฝีแปรง ทุกสี ที่สะบัดลงบนผืนผ้าใบ ทำให้คอตืบตันจนกลืนอะไรไม่ลง

หัวใจที่เหือดแห้งเหมือนจะชุ่มชื่นจากหยาดน้ำประพรมลงมา หากแต่เพียงชั่วขณะก็รู้สึกแสบร้อนเมื่อรู้ว่าน้ำนั้นเป็นน้ำกรดที่ยิ่งกัดก่อนหัวใจให้เจ็บปวดยามที่ได้สัมผัส .....
.อดีตที่เคยหวัง หวนกลับมาให้เห็นอีกครั้ง..แต่...ก็เป็นเหมือนควัน.....ที่เมื่อสัมผัสทุกครั้ง ก็ทำให้เสียน้ำตา...
เด็กหนุ่มนิ่งงัน มองสิ่งที่เป็นร่องรอยอดีตของตน ก่อนจะกลบเกลือนความรู้สึกไว้ในใจตามเดิมเมื่อบริพัฒน์เดินกลับมา
“ชอบล่ะสิเอ็ง มองใหญ่เลย”
“อืม ร้านเอ็งรูปสวยๆเยอะดีนะ ทั้งหมดนี่ท่าจะหลายตังค์ “
“ ไม่เลย พวกนี้ของสะสมของพ่อทั้งแหละ “
“ ว่าแต่รูปนั้นน่ะ เอามาติดทำไม ไม่เห็นสวยเลย “ พรายแก้วชี้ไปยังภาพดอกบัว
“ ใครว่าไม่สวย รูปนี้น่ะ พ่อชมเปราะเลยนะ ว่าสะบัดฝีแปรงได้มีชีวิต เหมือนกับดอกบัวมันกำลังสะบัดเล่นลมอยู่จริงๆ นี่ยังบอกเลยว่าน่าเสียดาย ฝีมือขนาดนี้ถ้าได้ต่อจิตรกรรมคงจะไปไกล “
บริพัฒน์พูดพร้อมกับหันมาจ้องหน้าพรายแก้วที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารกล่องไปอย่างเงียบๆ
“ ถามจริงๆเหอะ เพราะอะไรเอ็งถึงไม่เรียนต่อจิตรกรรมอย่างเอ็งฝันไว้วะ ”
“ถามช้าไปมั้ย ?“ พรายแก้วเงยหน้ามองเพื่อนก่อนจะยิ้มล้อเลียน “เอ็งจะอยากรู้ไปทำไมตอนข้าเรียนจบแล้ววะ“
“ก็เอ็งอยู่ให้ข้าถามหรือไง ตอนยังเรียนไม่จบน่ะ “
“เตรียมจะขุดเรื่องเก่ามาด่าข้าอีกแล้วหรือนี่”
“ก็มันจริงนี่ อยู่หรือเปล่าล่ะ?“
“เออออ ไม่อยู่ แต่เรื่องนี้มันไม่มีอะไรสำคัญอะไรนักหนาหรอก ....ข้าก็แค่ไม่อยากเรียนขึ้นมาเฉยๆ “
“ แล้วความสามารถของเอ็งล่ะ จะปล่อยให้มันตายไปกับตัวรึไง “
“ก็..........คงงั้นมั้ง “
ผู้เป็นเพื่อนยักไหล่ทำท่าไม่แคร์ หากสิ่งที่แอบสังเกตุได้คือดวงตากลมใสที่หม่นแสงลงจนเกือบจะเป็นเศร้า แต่แล้วเพียงชั่วแวบเดียวก็จางหายไปเมื่ออีกฝ่ายแย้มรอยยิ้มขึ้นอย่างยียวน อาการนั้นทำให้บริพัฒน์ถอนใจก่อนจะวางของที่ถือติดมือไว้ตรงหน้า

“ เอ้านี่กุญแจ ส่วนนี่ก็แผนที่ ให้พี่เขาเขียนไว้ละเอียด เอ็งคงไม่หลงนะ “
ผู้เป็นเพื่อนพยักหน้าหงึกอย่างเด็กๆว่าง่าย แล้วจึงเอื้อมมือมาหยิบกุญแจและแผนที่ไปไล่เลียง ก่อนเงยหน้าขึ้นถาม
“เออ ... ว่าแต่คุณเจ้าของห้องเค้าชื่ออะไรนะ “
“ ชื่อ สิทันดร์ อรุณรังษี “
“นามสกุลคุ้นๆแฮะ ว่าแต่หน้าตาท่าทางเป็นไงวะ ใจดีหรือเปล่า “
“ก็ดูใจดีนะ เสียดายเอ็งมาช้า คลาดกันนิดเดียวเอง นี่ถ้ามาเร็วกว่านี้อีกนิด คงได้รู้จักกันแล้ว“
“ก็แหม ขาข้ามันไม่ได้ยาวนี่ จะได้เร็ว แล้วนี้จะรู้มั้ยว่าเขาหน้าตาเป็นไง มีรูปให้ดูรึเปล่า”
“ถามเหมือนรู้แฮะ มีดิ พอดีเมื่อกี้ตอนมารอคนยังไม่เยอะ เห็นเขามานั่งเหม่อ ดูอาร์ตดี เลยแอบถ่ายรูปเก็บไว้ รอแป๊บนะเดี๋ยวเอามาให้ดู
พัฒน์ลุกขึ้นจะเข้าหลังร้าน แต่ต้องชะงักเพราะพรายแก้วร้องเสียงหลง
“ตายห่.... เที่ยงห้าสิบ.....จะเข้างานแล้ว .... ไอ้พัฒน์ข้าไปก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกัน “
เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างบางๆวิ่งฉิวออกไป บริพัฒน์ได้แต่ตะโกนไล่หลัง
“อ้าว เฮ้ย ยังไม่ได้ดูรูปเลยน๊า “

ไม่มีเสียงตะโกนกลับนอกจากอาการโบกมือลาหยอยๆ …บริพัฒน์จึงได้แต่อมยิ้มพร้อมไปกับส่ายหน้าให้กับนิสัยดั่งเดิมของเพื่อน....

.................................




แดดอ่อนแรงลงจนเหลือเพียงแสงสีเหลืองแกมส้ม ... รถไฟฟ้าขบวนยาวที่เพิ่งเข้าสถานีมาเมื่อชั่วครู่เคลื่อนตัวออกจากชานชาลาไปอย่างรวดเร็วจนเกิดแรงลม ดึงเส้นผมซอยสั้นที่ถูกเสยไว้ลวกๆให้ปลิวกระจายตาม จนเด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวลงมาหยุดยืนที่ชานชาลาต้องสะบัดหน้าไปอีกทางเพื่อไม่ให้ผมทิ่มเข้ามาในตา

หลังจากเบียดอยู่กับผู้คนที่โดยสารมาด้วยกันในรถไฟฟ้าได้พักใหญ่ ที่สุดก็มาถึงยังสถานีที่หมายพร้อมด้วยเป้ใบใหญ่บนหลัง ที่เหมือนจะหนักขึ้นหลังจากที่ต้องยืนแบกมาตลอดทาง ด้วยไม่มีที่ว่างพอให้วาง
ผู้คนที่โดยสารรถไฟฟ้ามาเที่ยวเดียวกัน ยังคงแย่งกันลงบันไดเพื่อรีบกลับบ้านจนทางลงสถานีแน่นขนัด...เด็กหนุ่มยืนมองดูความโกลาหลที่เป็นไปอย่างเงียบๆ ก่อนล้วงแผนที่จากในกระเป๋าเสื้อออกมาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง

ใกล้ถึงจุดหมายอีกที่แล้วสินะ....

หากคิดแล้วก็ต้องถอนใจ....เมื่อตระหนักได้ถึงสิ่งที่ลืมนึกถึงไป...

.....จริงๆแล้วในแง่ของความปลอดภัย เขาไม่รู้อะไรสักอย่างเลยเกี่ยวกับที่ที่ต้องอาศัยนอนในคืนนี้ ไม่รู้ว่าอยู่แถวไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของห้องหน้าตาเป็นยังไง

อาจเป็นเพราะกำลังเคว้ง จึงตกลงไปอย่างง่ายดายโดยไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน เพราะในตอนนั้น...สิ่งที่คิดมีเพียง...ขอแค่ไม่ต้องกลับบ้าน เรื่องที่ว่าจะอยู่อย่างไร จะเป็นอย่างไร.... ช่างมันเถิด อย่างไรก็คงไม่มีใครสนใจหรอก...

เพียงเท่านั้นความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งทับลงที่อกก็เกิดขึ้น เด็กหนุ่มพยายามสูดลมหายใจลึกๆเพื่อเรียกกำลังใจให้กับตนเอง ก่อนพับแผนที่เสียบเข้ากระเป๋าเสื้อ และก้าวลงบันไดเดินไปยังเส้นทางตามแผนที่อย่างเงียบๆ...


บ้านเรือนน้อยใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้เริ่มเรียงรายให้เห็นอยู่เป็นระยะเมื่อเดินเข้าซอยมาได้ซักพัก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่แข่งขันความเขียวสดของพุ่มใบ ตัดกับรั้วคอนกรีตหลากหลายรูปแบบ และซอยแตกย่อยที่ไม่รู้ว่ายาวไปถึงไหน

ที่นี่... ความจริงแล้ว ดูๆไปก็เหมือนกับที่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ตามชานเมืองมากกว่า เพราะความที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ความเงียบสงบ ต้นไม้เขียวชอุ่มสบายสายตา บ้านแต่ละหลังก็มีอาณาเขตกว้างขวาง แสดงให้เห็นว่าผู้อาศัยต้องมีฐานะดีมากพอที่จะไม่สนใจมูลค่าของที่ดินแถบนี้ที่พุงสูงขึ้นราวกับทอง

หลังจากเดินตามแผนที่ได้ชั่วระยะหนึ่ง ที่สุดพรายแก้วก็มาหยุดยืนอยู่หน้าซอยๆหนึ่งที่แตกย่อยออกมาจากถนนหลัก....

ป้ายไม้สีขาวยืนสงบนิ่งอยู่หน้าปากทางเข้า ใกล้กันคือ รั้วไม่ระแนงสีเดียวกับป้าย ที่ภายในมีต้นปีบอันแผ่กิ่งก้านและร่มเงาแลเลยออกมานอกรั้ว จนในยามที่ลมพัดผ่านดอกสีขาวก้านยาวจึงร่วงพราวเลยลงบนพื้นถนน...

ที่นี่งั้นหรือ...

..เด็กหนุ่มหยุดยืนมองป้ายพร้อมกับกางแผนที่ออกดูเพื่อให้แน่ใจ .....ชื่อซอยตรงกับแผนที่.... ซอยนี้เป็นซอยเล็กๆที่สามารถมองเห็นก้นซอยที่กั้นด้วยรั้วปูนไว้ได้ เท่าที่มองจากแนวรั้วที่อยู่ด้านซ้ายมือดูเหมือนจะมีบ้านอยู่หลังเดียวในซอย
แต่ในแผนที่ยืนยันมาอย่างนั้น แถมยังไม่ใช่บ้านหลังงามที่อยู่ต้นซอยนี้ด้วย ดังนั้นพรายแก้วจึงลองเดินเลาะริมรั้วไปเรื่อยๆ จนเมื่อสุดแนวรั้วเกือบสุดซอย จึงพบกับบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มเงาต้นชมพูพันธุ์ทิพย์...

ภายในลูกกรงเหล็กสนิมกรัง อาคารปูนหลังเล็กๆหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงแดดยามเย็น สีขาวมัวในแสงที่ส่องสะท้อน ให้ความรู้สึกเหมือนตึกนี้เป็นกล่องกระดาษเก่าๆเหลืองกรอบ
อาคารหลังนี้ดูเผินๆเหมือนกับจะเป็นส่วนหนึ่งของตึกขนาดชั้นครึ่งที่มีต้นไม้ล้อมรอบอย่างหนาแน่นอยู่ภายในรั้วปูนที่กั้นก้นซอย เนื่องจากมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แต่เมื่อสังเกตดีๆจึงจะพบว่าตึกหลังนี้ถูกแยกให้อยู่โดดเดี่ยวออกมาด้วยกำแพงปูนอันเดียวกับที่กั้นท้ายซอยไว้
และที่ทำให้อาคารหลังนี้ดูแปลกแยกออกมาอย่างชัดเจนก็คงจะเป็นความสูงที่มีมากกว่าอีกเกือบหนึ่งชั้น แถมดูเหมือนกับยังก่อสร้างไม่เสร็จ

เลขที่บนป้ายเหล็กที่โทรมไม่แพ้รั้วบอกชัดว่าใช่บ้านหลังที่หา พรายแก้วจึงคว้ากระเป๋าขึ้นมาค้นและหยิบกุญแจไขเปิดบานประตูเหล็กเลื่อนออก...
ภายในเมื่อก้าวเข้ามาเป็นพื้นที่โล่งที่เพียงลาดปูนไว้หยาบๆ ผนังทุกด้านที่ควรจะเป็นผนังปูนถูกแทนที่ด้วยลูกกรงเหล็กที่สูงจรดเพดานเพื่อบังสายตา
ตัวตึกสร้างเต็มพื้นที่มีอยู่น้อยนิดๆ ไม่เหลือพื้นที่ด้านหน้าและด้านข้างไว้ปลูกต้นไม้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีต้นหญ้าแห้งๆงอกขึ้นอยู่ตามรอยแตกของพื้นปูน
เลยไปด้านในสุดเป็นบันไดปูนซึ่งเวียนขึ้นไปชั้นบน เมื่อขึ้นไปจึงพบว่าเป็นพื้นที่ว่างเล็กๆที่สร้างต่างระดับ และสิ่งที่มองเห็นได้ในทันทีคือประตูสีไม้เข้มบนผนังสีขาวมอมัว

ความมืดพุ่งมาปะทะใบหน้าเมื่อเปิดประตู ความเงียบและกลิ่นอับของห้องที่อากาศไม่ถ่ายเททำให้รู้สึกหวั่นๆอย่างบอกไม่ถูก จนต้องยืนทำใจอยู่นานกว่าที่จะกล้าก้าวเข้าไปและใช้เวลาอีกเกือบนาทีกว่าจะควานหาสวิตซ์ไฟเจอ

เมื่อไฟสว่าง ความมืดมัวภายในห้องก็หายไป....และสิ่งที่เปิดเผยตัวขึ้นสู่สายตาคือสภาพที่เหมือนกับภายนอกไม่ผิดเพี้ยน
นั่นคือห้องที่ดูเหมือนยังสร้างไม่เสร็จ ด้วยเพราะผนังทุกด้านเป็นปูนเปลือยขัดมัน ไม่ทาสี เช่นเดียวกับพื้น

เบื้องหน้าอันเป็นพื้นที่ว่าง เดาได้ว่าน่าจะเป็นส่วนสำหรับนั่งเล่น เพราะมีพรมสีเทาผืนใหญ่ปูไว้กลางห้อง บนพรมมีกองหมอนหนุนสีดำและเทาหลายเฉดวางกระจัดกระจาย ด้านซ้ายเมื่อมองผ่านกำแพงปูนที่เจาะช่องเป็นแนวตั้งยาวๆหลายช่องคือพื้นที่ส่วนที่เป็นครัวและทางเข้าห้องน้ำที่ถูกซ่อนไว้อย่างแยบยล โดยมีแผงไม้ระแนงสีเข้มสูงจรดเพดานเป็นตัวกำหนดพื้นที่ของครัวกับห้องนั่งเล่นให้ชัดเจนขึ้น

ส่วนด้านตรงข้ามที่มีผนังปูนขวางไว้และเจาะช่องยาวๆเช่นกัน มีทางเว้นไว้ด้านซ้ายสุด คาดว่าน่าจะเป็นทางเข้าส่วนห้องนอน ซึ่งก็เป็นไปตามที่คิด เพราะเมื่อก้าวเข้าไป...เตียงนอนขนาดไม่ใหญ่ที่ตั้งชิดอยู่หลังกำแพงปูนคือสิ่งยืนยัน ข้างเตียงอีกด้านมีตั่งไม้สีดำสนิทที่วางโคมไฟไว้ด้านบนตั้งอยู่ ผนังด้านปลายเตียงที่อยู่ติดกับทางเข้าฝังตู้เสื้อผ้าที่บานประตูเป็นไม้ระแนงกรุกระจกขาวขุ่น ส่วนอีกด้านที่มีผ้าม่านสีทึมปิดบังไว้ น่าจะเป็นหน้าต่าง

ไวเท่าความคิด เด็กหนุ่มก้าวไปแหวกม่านออก สิ่งที่พบคือประตูบานเลื่อนกระจกใสยาวจรดเพดาน ที่กั้นระหว่างห้องกับระเบียงปูนขนาดกว้างประมาณสามเมตรซึ่งล้อมด้วยลูกรงเหล็กสูงระดับเอว

เมื่อเปิดประตูบานเลื่อนออก อากาศภายในจึงเริ่มหมุนเวียน ความอึดอัดจึงค่อยๆจางหายไป

แต่...ให้ยังไงรู้สึกแปลกอยู่นั่นเอง
อาจเป็นเพราะ ห้องๆนี้ ... ดิบ ขรึม และแห้งแล้งเหลือเกินในความรู้สึก ถึงได้รู้สึกเช่นนี้

....ความจริงหากตกแต่งอะไรบ้าง หรือเพิ่มสีสันเข้ามา ก็อาจทำให้ห้องดูดีขึ้น แต่...เจ้าของห้องคงชอบอะไรเรียบๆ ถึงได้ไม่มีอะไรเลยสักอย่างในห้อง ..ไม่มีแม้แต่รูปของตัวเอง

แล้วที่สำคัญคงจะไม่ค่อยใสใจกับความเป็นอยู่มากนัก....เพราะห้องนี้เหมือนกับไม่มีใครอยู่มาหลายวัน ดูได้จากเสื้อผ้าที่ใช้แล้วยังกองเต็มตะกร้า และฝุ่นบางๆจับเต็มพื้นห้อง
สภาพเหล่านี้ทำให้พรายแก้วต้องถอนใจยาว ก่อนจะปลดเป้ลงจากหลังแล้วลงมืดจัดการเก็บกวาดในสิ่งที่พอจะทำได้...

.........................




..พระอาทิตย์ดวงโตเคลื่อนต่ำลงจวนเจียนจะลับขอบฟ้าเมื่อก้าวออกมาจากห้องน้ำ แสงสว่างอันเคยเจิดจ้าในยามบ่าย ค่อยๆอ่อนลงจนจวนเจียนจะดับ และทำให้ห้องๆนี้มืดมัวตามลงไป
ส่วนที่ยังพอมีแสงสว่างก็มีอยู่เพียงส่วนห้องนอนที่ติดกับระเบียงเท่านั้น และยังไม่มืดพอจะเปิดไฟ พรายแก้วจึงเดินเข้าไปนั่งแปะลงที่ขอบประตูระเบียง

หลังจากจัดการทำความสะอาดห้องขนานใหญ่แล้ว ห้องทั้งห้องก็สะอาดเอี่ยมขึ้นทันตา แต่ตัวคนทำก็กลับขะมุกขะมอมไปด้วยคราบฝุ่น ยิ่งเมื่อผสมรวมกับเหงื่อด้วยแล้ว ก็ทำให้คันยุบยิบไปทั้งตัวจนต้องรีบไปอาบน้ำ

ลมร้อนละอุพัดผะแผ่วประทะใบหน้า ทำให้ผมที่เพิ่งหมาดจากการสระ แห้งและปลิวกระจาย ความร้อนจากละไอที่ถูกพัดเข้ามาทำให้เหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามไรผม หากแต่พรายแก้วก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่านั่งพิงขอบบานประตูระเบียงที่เปิดกว้างอยู่และมองออกไปยังท้องฟ้าสีสวยอย่างเงียบๆ

ทุกสิ่งเริ่มเข้าสู่ความมืดมัวของรัติกาลเมื่อถึงเวลาเย็นย่ำ ลำแสงสุดท้ายที่ยังพยายามให้ความสว่างแก่พื้นโลกอย่างเต็มที่ แต่งแต้มท้องฟ้าที่เริ่มกลายเป็นสีเทาน้ำเงินให้เจือไปด้วยสีแดง ส้ม ชมพูและม่วง แซมสลับกันจนเกิดเป็นภาพอันน่าดู และเป็นดั่งถ้อยคำอำลาของพระอาทิตย์ที่มีต่อผืนแผ่นดิน



เจ้านกแก้วป่าเอย หลงเริงร่อนถลา จรมาในดงไกล

ลมหนาวพัดผ่าน ตะวันอ่อนแสง เจ้าก็อ่อนแรงทันตา

ปีกเจ้ายังอ่อน ขนเจ้ายังบาง จะทานน้ำค้างฤาไหว

*เอ๋ย....เจ้าดอกพุดซ้อน เจ้านกแก้วปีกอ่อน ค่ำนี้จะนอนไหนเอย เอ๋ยเล่าเจ้าแก้วเอย*


เพลงกล่อมเด็กที่ผุดพรายขึ้นในความคิดทำให้พรายแก้วชะงักงัน ก่อนจะถอนใจยาว

คิดถึงยาย...จัง

ความอ่อนแอเริ่มแทรกซึมเข้ามาเหมือนเคย พรายแก้วข่มกดความรู้สึกต่างๆที่ประดังเข้ามาลงสู่ที่เดิม
ก่อนพยายามปลุกปลอบใจตนเอง

...อย่าอ่อนแอ....อยู่คนเดียวแล้ว.....ต้องเข็มแข็งเข้าไว้


พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมตึกไปแล้ว เหลือเพียงสีแดงจางๆจับที่ตีนฟ้า..... ความงดงามของแสงสุดท้ายที่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย นำพาให้ก้าวออกไปยังระเบียงห้อง

การจากลาของดวงอาทิตย์ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่กลับทำให้ท้องฟ้าที่เคยสดใสหม่นหมองลงทันตา
และเมื่อท้องฟ้าหม่นหมอง ก็พาให้บรรยากาศในโลกนี้เงียบงัน จนใจที่เคยปลุกเร้าให้ฮึดสู้ กลับเปลี่ยนเป็นวูบไหวลง
เด็กหนุ่มทอดสายตามองไกลแสนไกล ก่อนจะถอนใจ

ตอนนี้ก็ได้ออกมาอยู่โลกภายนอกแล้ว ได้อยู่คนเดียวอย่างที่ต้องการ.. แต่ทำไมถึงไม่ได้รู้สึกดีอย่างที่คิดเลย

ท่ามกลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกสูง มองออกไปทางไหนก็มีแต่สิ่งน่าอึดอัด เสียงรถวิ่งกันขวักไขว่ดังแว่วมาจนถึงที่นี่แม้จะอยู่ห่างจากถนนใหญ่อยู่พอสมควร
ผิดกับบรรยากาศยามเย็นที่บ้าน....บ้านริมน้ำที่สุขสงบ ลำคลองใสที่ไหลรินเอื่อยๆ ดงดอกโสนสีเหลืองทองบานสะพรั่ง ....
ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงติดตรึงอยู่ในใจ...... ทุกอย่างที่เป็นอดีตไปแล้วเมื่อได้ก้าวออกมา....

ป่านนี้ที่บ้านจะเป็นอย่างไรบ้างนะ...... จะมีใครคิดถึงเราบ้างไหม......จะมีใคร......เป็นห่วงเราบ้าง...

ความชื้นของอารมณ์เข้าเกาะขนตา เด็กหนุ่มทรุดลงนั่งกอดเข่า เหม่อมองไปยังท้องฟ้าสีมัว

คงไม่มีหรอก .......ไม่มี.....


..............................


ราวกับผ่านไปชั่วกัลป์เมื่อรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งจากความมืด ภาพพระจันทร์เสี้ยวสีซีดถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาค่อยๆชัดเจนขึ้นในสายตา ความไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศรอบตัวทำให้ต้องมองไปรอบๆด้วยความงุนงง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน

หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ........

คราบน้ำตายังกรังอยู่เต็มสองแก้ม พรายแก้วถอนใจลูบหน้า

นี่เรา...มัวคร่ำครวญถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วทำไมกัน ทั้งที่มันกลับไปไม่ได้แล้ว...


เด็กหนุ่มพยายามสะบัดหัวให้หายจากอาการงัวเงีย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ตกลงสัมผัสผิวกายอย่างแผ่วเบา

ละอองน้ำเล็กๆกำลังพร่างพรมลงมา ฝอยมากมายที่ไม่อาจมองเห็นได้ แตะแต้มลงบนผิวจนรู้สึกถึงความเย็นชื้น จากนั้นจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นหยดน้ำที่ใหญ่ขึ้นจนต้องรีบลุกก้าวเข้าห้อง

เสียงเปาะแปะดังตามหลังเมื่อปิดประตูกระจก เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นซัดซ่าดังระงม เม็ดฝนภายนอกปลิวว่อนไปตามแรงลมเกรี้ยวกราด เมฆดำเข้าครอบคลุมจนมองไม่เห็นอะไรบนท้องฟ้า แสงสว่างวูบวาบเข้าแทนที่แสงจันทร์ซีดๆ ก่อนสายแสงจะวิ่งลงสู่เบื้องล่าง

เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านไปทั่วฟ้า ดังจนรู้สึกได้ว่าพื้นดินก็สะเทือนไปด้วย

...ดูท่าจะตกหนัก ก็ฟ้าครึ้มมาหลายวันแล้วนี่นะ

....เด็กหนุ่มสูดหายใจให้หายงัวเงียอีกครั้งก่อนจะพยายามเคลื่อนตัวไปยังโต๊ะหัวเตียง ควานมือหาและกดสวิตซ์เปิดไฟ

มืด.... ....ไฟดับ ....

เขาถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะคลำทางไปนั่งลงที่เตียงนอนหนานุ่ม

ไม่รู้กี่โมงแล้ว.... มืดๆแบบนี้มองอะไรไม่เห็น จะเดินไปไหนก็ไม่ได้ ห้องที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ ไม่รู้ว่าเทียนหรือไฟฉายเก็บไว้ไหน

อากาศเย็นลงจนเริ่มรู้สึกหนาว เรียกความง่วงงุนให้กลับมา พรายแก้วสลัดความคิดทุกอย่างออกจากหัว และถือวิสาสะซุกตัวลงบนเตียงอย่างจำใจ

ป่านนี้คุณเจ้าของห้องคงไม่กลับมาแล้ว

ผ้านวมหนานุ่มที่คลุมร่างอุ่นสบาย เด็กหนุ่มหลับตา ขดตัวกลมอยู่ในผ้าห่มเหมือนลูกแมวเกียจคร้าน และใช้เวลาเพียงไม่นานที่จะปล่อยจิตให้ล่องลอยไปสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง....

............................


เวลาค่อยๆเลื่อนไหลไป เช่นเดียวเมฆดำที่ค่อยๆเคลื่อนลอยออกอย่างช้าๆ ท้องฟ้ายังคงคร่ำครวญแม้ฝนจะซาเม็ดลง แสงวูบวาบที่เกิดขึ้นเป็นระยะก็เหมือนจะเกิดขึ้นห่างไกลออกไป..

ถึงแม้ฝนจะทำให้อากาศโดยรอบจะเย็นเยียบลง หากแต่ความอุ่นสบายก็ยังคงล้อมรอบตัวอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงความรู้สึกอึดอัดที่ปะปนเข้ามาเท่านั้นที่ทำให้พรายแก้วรู้สึกตัวขึ้นจากภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นและลืมตาขึ้น

ภาพที่ปรากฎยังพร่าเลือนเพราะฟ้าไม่สว่าง สิ่งที่มองเห็นเป็นเพียงห้องมืดๆกับแสงฟ้าแลบวูบวาบ

อากาศหนาวเย็นเชิญชวนให้นอนต่อ เด็กหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง แต่ก็ต้องสะกิดใจเมื่อรู้สึกมีบางอย่างผิดปกติไป

....รู้สึกเหมือนกับร่างกายอิงอะไรอุ่นๆ แถมมีอะไรบางอย่างรัดตัวไว้จนขยับไม่ได้...

มือถูกส่งไปหาคำตอบหลังจากที่สมองเกิดคำถาม เมื่อแตะโดนก็ต้องชะงัก เพราะสัมผัสนั้นเย็นชืดและให้ความรู้สึกเหมือนกับ.....


...ท่อนแขนคน....

อาการงัวเงียหายวับเป็นปลิดทิ้ง แถมขนคอลุกชันขึ้นทันควัน ในหัวกระซิบคำๆหนึ่งที่ไม่อยากได้ยิน




ผี!


เท่านั้นร่างกายก็ดีดผึ่งออกจากเตียงไปอย่างรวดเร็ว แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็ปะทะกับบานกระจกโครมใหญ่

พรายแก้วล้มคว่ำลงไม่เป็นท่า เป็นจังหวะเดียวกับที่เงาดำบนเตียงผงกหัวขึ้น

แสงสว่างบนท้องฟ้าวาบขึ้นอีกครั้งก่อนจะส่งเสียงครืนครัน ใบหน้าของเงาดำปรากฏชัดเจนในแสงสว่างเพียงชั่วเสี้ยวนาที แล้วกลับซ่อนตัวในเงามืดดังเดิม หากแต่นั่นทำให้ต้องตะลึงงัน


นี่มัน!....







...............ผู้ชายคนเมื่อเช้า !!!!!!..........




...........................................................



พบกันใหม่พุธหน้าครับ

(ปล.พุธนี้เหนื่อยมากเผลอหลับไปก่อน เลยเอามาลงให้ก่อนไปทำงานแทนแล้วกันนะครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post07 Aug 2013 22:22

4.........



เมฆดำอันครอบคลุมอยู่ทั่วฝืนฟ้าค่อยๆเคลื่อนลอยออกไปอย่างอ้อยอิ่ง แสงวูบวาบอันเกิดขึ้นไกลๆเป็นระยะในกลุ่มเมฆบอกให้รู้ว่าพายุฝนลดอาการเกรี้ยวกราดลงแล้ว เหลือเพียงฝอยฝนเล็กๆพร่างพรมลงมาเกาะกระจกใสที่ก่อนหน้านี้เคยเปียกโชกไปด้วยฝนเม็ดโตที่ซัดกระหน่ำเข้ามา
ท้องฟ้าภายนอกยังคงมืดสนิท และทำให้ห้องนี้ยิ่งดูมัวๆ หากข้างบานกระจกเลื่อนอันกั้นห้องกับระเบียงมีร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตขาวยับยู่กับกางเกงขายาวดำยืนนิ่ง ทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าภายนอกไกลแสนไกล
ผิวขาวจัดจนแทบจะเรียกว่าซีด ยิ่งดูเผือดลงไปอีกในแสงไฟ ดวงตาลึกโรยไม่สดใสแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ใบหน้าซูบเซียวที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า รกไปด้วยหนวดเคราที่ยาวจนเกือบไม่เห็นริมฝีปาก
ถึงจะมองเห็นกันชัดๆแบบนี้ก็ไม่ยังอยากจะเชื่อสายตาอยู่ดี.... ผู้ชายคนเมื่อเช้า...คนที่ท่าทางแปลกๆไม่น่าไว้ใจคนนั้น... คนที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอกันอีก .แต่ตอนนี้เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้า แล้วแถมยังเป็นเจ้าของห้องที่ต้องมาอาศัยอยู่อีกด้วย... .

บังเอิญอะไรแบบนี้.....


“หัวเป็นยังไงบ้าง”

คำถามแผ่วเบาดังขึ้นหลังจากที่ความเงียบครอบคลุมอยู่ยาวนาน ทำให้พรายแก้วยกมือขึ้นแตะรอยแดงบนหน้าผากอย่างลืมตัว หากแล้วก็ต้องนิ่วหน้าเพราะรอยนั้นเริ่มออกอาการบวมช้ำ
“คุณคงจะเจ็บ“
ดวงตาคมเหลือบมาทันเห็นอาการที่เผลอแสดงออกมา ใบหน้าขาวจัดจึงยิ่งขรึมลง
“แค่หัวโนนิดหน่อยครับ ไม่เป็นอะไรหรอก”
พรายแก้วรีบบอก ถึงแม้ความจริงจะรู้สึกปวดหนึบๆ หรือจะตกใจจนแทบช๊อคก็ตาม แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย จะยอมรับว่าเขานั่นแหละทำให้ตกใจกลัวจนเจ็บตัวก็ดูจะใจดำเกินไป
“ขอโทษด้วย....ที่ทำให้ต้องเจ็บตัว”
โกหกไปก็ไม่ได้ผล.... เพราะยังไง ใบหน้าขาวๆที่เพียบไปด้วยเคราก็ยังขรึม....เด็กหนุ่มจึงได้แต่แอบกรอกตาไปมาก่อนจะพยายามบอกให้คลายความกังวลใจ
“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมต่างหากที่ต้องขอโทษที่ขึ้นไปนอนบนเตียงโดยไม่ได้ขอก่อน ”

แน่นอน...เรื่องนี้หากจะโทษว่าเป็นความผิดของใครก็คงต้องโทษตัวเอง เพราะถือวิสาสะไปนอนบนเตียงทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต แถมยังโวยวายทำเรื่องวุ่นจนตื่นกันหมด

แต่..ก็นะ.....บรรยากาศก็ทึมๆ แล้วอยู่ๆก็มีคนมานอนข้างๆ ใครบ้างจะไม่กลัว

นี่ถ้าไม่ติดว่าไฟสว่าง แล้วแก้วสีน้ำตาลมัวที่มองมานั่นมีแวว.... ป่านนี้คงได้เผ่นราบไปยืนสวดมนต์อยู่หน้าปากซอยเรียบร้อยแล้ว...
เมื่อนึกถึงตอนที่บึ่งหนีผีสุดชีวิต ก็ทำให้อดขำตัวเองไม่ได้........น่าอายชะมัด ไปโวยวายว่าเขาเป็นผี แล้วยังวิ่งไปชนกระจกเองอีก....ดีนะที่กระจกไม่แตก....

แต่....จะว่าไปก็เหมือนผีจริงๆนี่.... ขาวๆซีดๆ แถมยังทือๆพิกล

คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองผู้ที่กำลังแอบนินทาในใจ.... แล้วก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายจับจ้องมา

ความรู้สึกเหมือนกับมองลงไปในบ่อน้ำที่ยากจะหยั่งถึงก้นบึ้งเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนกับแววประหลาดบางอย่างปรากฏขึ้น ก่อนจะเลือนหายเมื่อใบหน้าขาวจัดเบือนหนีไปอีกทาง
พรายแก้วนิ่งงันกับสิ่งที่เกิด เช่นเดียวกับเขาคนนั้นที่ทอดสายตาออกไปภายนอกไกลแสนไกล...

ความเงียบเข้าครอบคลุมจนรู้สึกอึดอัด จนที่สุดร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งก็ทนเฉยไม่ไหว จึงต้องพาตัวเองเดินออกไปจากส่วนห้องนอน

“อีกนานกว่าจะเช้า...คุณ...นอนต่อเถอะ”

ใบหน้าขาวจัดเหลียวกลับมาบอกเบาๆเมื่อเดินเลยไปจนเกือบถึงทางเข้าห้องนอน จากนั้นเดินเร็วๆเข้าไปในห้องน้ำเหมือนกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง ทิ้งพรายแก้วที่ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้มองตามด้วยความไม่เข้าใจ

...............................

ท้องฟ้าที่มองผ่านหน้าต่างกระจกของรถไฟฟ้ายังคงเป็นสีกุหลาบเหมือนเช่นเดิมอย่างตอนที่ก้าวออกจากที่พัก พระอาทิตย์ดวงโตยังเคลื่อนไม่พ้นจากเส้นขอบฟ้าเต็มดวง แสงสว่างที่ทอทอดมาอ่อนบางจนแทบมองไม่เห็นเมื่อยามตกกระทบลงสู่พื้น
ช่างเป็นเช้าที่เชื่องช้าเหลือเกิน...บรรยากาศรอบตัวก็ยังงัวเงียอยู่ในเงาของรติกาลที่หลงค้างอยู่ ทั้งที่เวลาก็เลยหกโมงครึ่งไปแล้ว
เสียงประกาศเตือนว่าใกล้ถึงที่หมายทำให้เด็กหนุ่มละสายตาจากท้องฟ้าและลุกขึ้นเดินไปยืนรอหน้าประตู จากนั้นก็ก้าวลงไปยังชานชาลาเมื่อรถเข้าเทียบและประตูเปิด
มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินสำหรับคืนแรกของการนอนนอกบ้าน ความตื่นเต้นตกใจ ประหลาดใจ หรืออีกมากมายต่างๆนานาที่เข้ามาพร้อมกันในระยะเวลากระชั้นชิด ทำให้ประสาทการรับรู้ตื่นตัวจนตาแข็งค้างและไม่อาจหลับลงได้อีกเลย กระทั่งท้องฟ้าภายนอกสว่างคาตา
และด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ต้องออกมาทำงานแต่เช้าตรู่ ....ผิดกับคุณเจ้าของห้อง....ที่อาศัยพรมกลางห้องเป็นที่นอนเพราะสละเตียงให้... เขาคนนั้นหลับยาวไม่รู้สึกตัวเลยจนเช้า

ริ้วสีกุหลาบจากดวงอาทิตย์ที่แต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าเรียกสายตาให้ทอดมองขณะที่เดินลงจากสถานีรถไฟฟ้า จนเมื่อเดินมาถึงบริเวณสวนหย่อมหน้าตึกสำนักงานอันเป็นที่ที่มองเห็นท้องฟ้าได้ดีที่สุด เด็กหนุ่มจึงนั่งลงกับเก้าอี้และทอดสายตามองท้องฟ้าไปอย่างใจลอย
ท้องฟ้าหลังฝนในยามเช้านั้นงดงามนัก แต่สมองก็ไม่อาจเก็บความงดงามที่ประจักษ์อยู่ในสองตาได้ เพราะในหัวยังคงวุ่นวายไปด้วยภาพของเมื่อค่ำคืนกลับผุดขึ้นในสมอง

....ร่างสูงใหญ่ขาวจัดที่ตัดกับสีดำสนิทของฝืนฟ้าภายนอกผนังกระจก ใบหน้าซูบซีดที่เต็มไปด้วยเคราหนา ดวงตาสีสนิม...ที่สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นในใจ

ดวงตาคู่นั้น.......ทำไมเศร้าเหลือเกิน...





คำถามที่ถามตัวเองซ้ำไปมาหลายรอบทำให้เด็กหนุ่มเริ่มจะรำคาญตัวเอง

.... .. คิดอะไรอยู่ได้....ไม่ได้เกี่ยวกับเราซักหน่อย ...รีบขึ้นไปเคลียร์งานเก่าให้เสร็จดีกว่า สายๆจะได้เริ่มเรียนงานใหม่....



คิดแล้วก็ลุกขึ้นและเดินเร็วๆไปยังบันไดหินอ่อนอันทอดไปสู่โถงด้านล่างของตึกสำนักงาน จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังลิฟต์ที่อยู่เกือบด้านหลังอันติดกับลานจอดรถ
ประตูลิฟต์เปิดออกในทันทีที่กดเรียก เด็กหนุ่มเดินเข้าไปภายใน กดปิดแล้วกดเลือกชั้น จากนั้นก็ถอยไปพิงหลังกับผนังด้านในสุดและกอดอกมองตัวเลขสีแดงที่ไล่จากหนึ่งไปสองไปสามอย่างเชื่องช้า
จะเพราะความเชื่องช้าหรือความเงียบที่ห้อมล้อมอยู่รอบตัวไม่รู้ที่ทำให้ความคิดเริ่มล่องลอย และในที่สุดภาพเดิมก็วิ่งวนกลับมาอีกครั้ง ภาพที่ยังคงทำให้ความสงสัยค้างอยู่ในหัว

ตาเศร้าแบบนั้น....ท่าทางแบบนั้น...เหมือนคนกำลังมีความทุกข์...


ระหว่างที่ความคิดกำลังเลื่อนลอยไปอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ จู่ๆเสียงสัญญาณเตือนว่าถึงที่หมายก็ดังขึ้นพร้อมๆกับประตูลิฟต์ที่เปิดอ้าออก พรายแก้วที่เพิ่งหลุดจากภวังค์ความคิดตัวเองจึงรีบผลุนผลันออกไปจากลิฟต์ก่อนที่ประตูจะปิดลง


แต่ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรขวางหน้าทำให้ต้องชะงักเท้า ในวินาทีที่เหลือบตาขึ้น สิ่งที่เห็นในทันทีนั้นคือสีน้ำเงินเข้ม ก่อนจะรู้สึกเหมือนตัวเองปะทะเข้ากับกำแพงอย่างจัง

ร่างทั้งร่างกระดอนหงายหลังจากแรงปะทะ แต่ก่อนที่ลงไปกองกับพื้น ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างมาคว้าเอวไว้
กลิ่นบุหรี่ฉุนเฉียวที่ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมเย็นๆที่อยู่ใกล้จมูกทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมอง สิ่งที่อยู่ในสายตาทั้งสองข้างคือใบหน้าสีน้ำผึ้งที่คางเขียวไปด้วยรอยเครา
ดวงตาคมกริบใต้คิ้วหนาที่ขมวดจนแทบจะพันกันจ้องตอบมา ...หน้าเข้มแบบนี้ ตาแบบนี้....

....คุณเจ้านาย....

คำที่ดังขึ้นในสมองเป็นสิ่งที่ทำให้พรายแก้วได้สติและรีบดันตัวเองออกจากอ้อมแขนแข็งแรงของ ’กำแพง’ ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

“เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงห้าวเอ่ยถามหลังจากนิ่งตะลึงไปชั่วอึดใจ ดวงตาคมกริบมองมาพยายามสำรวจหาสิ่งผิดปกติ
“ผมไม่เป็นอะไรครับ ขอบคุณ”
พรายแก้วบอกก่อนจะพยายามเบี่ยงตัวหลบร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางเพื่อออกจากลิฟต์ แต่ประตูปิดลงเสียก่อนเขาจึงเอื้อมมือจะไปกดใหม่ หากช้ากว่าคนร่างสูงที่จิ้มนิ้วลงบนปุ่มเลขหนึ่งไปก่อน
ลิฟต์เคลื่อนตัวลง ก่อนที่จะทำอะไรได้ เท่านั้นพรายแก้วก็ขมวดคิ้วและเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสีเข้มที่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการคำอธิบายของการกระทำนี้
เท่านั้นใบหน้าสีเข้มจึงเหลียวกลับมา ดวงตาคมหรี่ลงจ้องกลับ
“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า”
“อะไรครับ?”
คำถามนั้นยิ่งทำให้ต้องขมวดคิ้ว... ลืมอะไร...เขาไม่ได้ลืมอะไรสักอย่าง คนถามมากกว่าที่ลืมให้เขาออกจากลิฟต์
“ก็เดินชนคนอื่นแล้ว ไม่คิดจะขอโทษกันเลยหรือไง”
มุมปากสีสดโค้งขึ้นเหมือนจะยิ้มเยาะ ....นี่มันแกล้งกันชัด....
“ผมคิดว่าผมไม่ได้ชนคุณนะครับ”
เด็กหนุ่มตอบกลับไปอย่างไม่ยอม..แน่ล่ะสิ..กำลังออกจากลิฟต์ดันมีกำแพงเข้ามาชน แล้วนี่ยังโดนกำแพงโทษว่าวิ่งไปชนอีก
“แหม ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก”
ใบหน้าสีเข้มส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะเท้ามือยันกับผนังด้านข้างและพูดเสียงเข้ม
“นี่ ไอ้การที่คุณวิ่งผลุนผลันออกมาจากลิฟต์แล้วชนผมนี่ คิดว่าใครควรจะเป็นคนผิดดีล่ะ ผมหรือเปล่า แต่ก็เอาเถอะถ้ายังคิดไม่ได้ก็ลืมมันไปซะ ผมก็ไม่ได้หวังให้คนที่เขาไม่สำนึกผิดจริงๆมาขอโทษหรอกนะ ถึงแม้เขาจะทำให้ผมเจ็บตัวก็ตาม แต่ขอร้องอะไรอย่าง คราวหน้าคราวหลังคุณช่วยระมัดระวังในการเดินหน่อย เพราะมันเป็นอันตรายทั้งตัวคุณและกับคนอื่น”
ดวงตาคมกริบที่มองมาด้วยแววตาเยาะๆทำให้รู้สึกกรุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก แต่พรายแก้วก็เถียงไม่ขึ้นเนื่องจากเขาเองก็ผิดเต็มๆที่ผลุนผลันออกไป ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือรีบ”ชิ่ง”ให้เร็วที่สุด
“ผม...ขอโทษครับ”
แทบจะเรียกได้ว่ากัดฟันพูด อีกฝ่ายก็คงจะสังเกตุได้จึงหัวเราะหึๆออกมา
“อืม อย่างนี้ค่อยเป็นเด็กดีหน่อย แล้วคราวหลังก็เดินระวังหน่อยแล้วกัน อย่าเที่ยวซุ่มซ่ามไปชนใครเขาอีกล่ะ”
มุมปากสีจัดดูเหมือนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะหมุนตัวเดินออกจากลิฟต์เมื่อประตูเปิด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นบุหรี่และน้ำหอมจางๆให้ลอยอยู่ในอากาศ พรายแก้วมองตามอย่างเข่นเขี้ยวก่อนจะกดเลือกชั้นที่เพิ่งไปถึงแต่ไม่ได้ลงอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
...หนอย...มาว่าเราเป็นเด็กไมได้ ซุ่มซาม...ตัวเองก็เดินไม่ระวังเหมือนกันแหละ...ตาขี้เก็ก

คิดแล้วก็แยกเขี้ยวใส่เสียทีหนึ่งก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง โดยไม่ทันสังเกตุเห็นร่างสูงที่เพิ่งเดินออกไปหยุดชะงัก.เมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจกเบื้องหน้า






.......................................................

รถเมล์สภาพเก่าแก่ครางฮือเมื่อวิ่งเข้าเทียบป้าย อาการไหวโยกไปทั้งคันจนเครื่องจวนเจียนจะดับในยามที่จอดสนิทชวนให้คิดว่าคงไปต่อไม่ไหวแน่ หากเมื่อผู้โดยสารขึ้นลงกันจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รถเมล์ก็ยังคงเคลื่อนต่อไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ปลายฟ้าที่เคยแดงจัดจ้าในตอนที่ก้าวออกจากตึกที่ทำงานเปลี่ยนแปรเป็นม่วงคล้ำเมื่อยามก้าวลงจากรถเมล์ หมู่ตึกสูงที่เคยงดงามในยามเที่ยงที่แสงแดดจัดเปลี่ยนเป็นทะมึนทึมจากความมืดที่ครอบคลุม
ผิดกับร้านแผงลอยริมถนนใต้สถานี ที่สว่างไสวขึ้นจากไฟสีส้มดวงน้อยๆที่พ่วงจากแบตเตอรี่รถยนต์เก่า ยิ่งฟ้ามืดลงเท่าไรก็ดวงไฟก็ยิ่งสว่างไสวจนร้านค้าเล็กๆเหล่านั้นดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของยังมากมายเช่นเดิม เสียงพูดคุย เสียงเรียกลูกค้า เสียงเพลงจากร้านขายซีดีที่เปิดเพลงดังกระหึ่มคละเคล้าไปกับเสียงรถยนต์ ทำให้ริมถนนใต้สถานีนี้ดูสับสนวุ่นวาย จนหัวที่มึนอยู่แล้วจึงยิ่งมึนหนักเมื่อต้องเดินผ่าน
แต่เมื่อเดินเข้าซอยไกลออกมาเสียงต่างจึงค่อยซาลง แต่ไฟริมถนนก็ยังคงสว่าง เช่นเดียวกับบ้านเรือนสองข้างทางเปิดไฟสว่างไสว
หากแต่เมื่อมาถึงยังซอยทางเข้าไปยังที่พักที่เพิ่งเข้าไปอยู่ได้เมื่อวาน ความรู้สึกเปลี่ยนไปทันที เพราะไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ต้นซอยหรือบ้านหลังน้อยที่เขาพัก ต่างก็มืดสนิทไม่มีแสงไฟเล็ดลอดออกมาเลยแต่น้อย ดูแล้วน่าวังเวงอย่างบอกไม่ถูก จนพาให้จินตนาการอันไม่พึงประสงค์ผุดพรายขึ้นในหัวอยู่ร่ำไป
พรายแก้วกลั้นใจเดินเร็วๆฝ่าความมืดและเงียบเข้าไปยังที่พัก โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องกลั้นใจ จนเมื่อถึงบ้านก้นซอยอันซ่อนตัวทะมึนอยู่ในเงาต้นไม้เขาก็รีบไขกุญแจประตูรั้วและเดินเร็วๆเข้าไป
ใจชื้นขึ้นมาหน่อยเมื่อเห็นว่ารถเต่าสีดำจอดอยู่ นั้นแสดงว่าคุณเจ้าห้องกลับมาแล้ว.. อาการเดินเร็วจึงเปลี่ยนเป็นช้าลง
จนเมื่อเปิดประตูห้องและเปิดไฟสว่างไปทั้งห้องแล้ว เขาก็ถอนใจก่อนจะค่อยๆเดินเอาของไปเก็บยังที่ จากนั้นก็เดินกลับยังครัว หยิบน้ำขึ้นกลอกปากแล้วนั่งลงอย่างตุ๊กตาหมดลาน
ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าสดใสในตอนกลางวันกลับกลายเป็นสีน้ำเงินเทาเมื่อเวลาแห่งรัติกาลเคลื่อนผ่านมา ทุกอย่างที่เคยดำเนินไปในช่วงเวลาของการดำรงชีวิตก็หยุดลง เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยได้พักผ่อน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจน.....ที่สุดก็หมดไปอีกหนึ่งวัน...
พรายแก้วกรอกน้ำเข้าปากอีกอึกและเหลือบมองนาฬิกา

...เกือบๆสองทุ่ม....เจ๋งชะมัด...

ด้วยเพราะอยากจะประหยัด จึงคิดลองนั่งรถเมล์กลับจากที่ทำงาน ผลที่ได้คือ กลับมาถึงห้องเอาตอนจะสองทุ่ม... ความจริงจะเรียกว่านั่งรถเมล์ก็ไม่ใช่ เพราะตั้งแต่ขึ้นรถมาจนลงรถก็ยังไม่ได้นั่งสักเสี้ยวนาที
และคำว่ารถเมล์ น่าจะมาจากคำว่ารถตังเมเพราะ ตรงกับสำนวนที่ว่า ‘ติดเป็นตังเม’...คือติดแหงกอยู่กับที่ไม่ยอมขยับขยื้อนไปไหนเลย
ดังนั้นเวลาที่ใช้กลับมาที่ห้อง จากแค่ไม่เกินยี่สิบนาทีหากมารถไฟฟ้า ก็เปลี่ยนเป็นหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาทีเมื่อมาด้วยรถเมล์...
แถมทำให้แทบจะหมดแรงเดินเพราะยืนโหนมาตลอดทาง จนข้าวเย็นที่เดินไปกินจากตลาดหลังสำนักงานย่อยไปจนเกือบหมดแล้ว
ทำไมรถถึงได้ติดแบบนี้..น่าจะเป็นเพราะฝนที่ตกลงมาห่าใหญ่ครึ่งชั่วโมงก่อนงานเลิก แต่ละคนจึงพยายามจะรีบกลับบ้านเพื่อหนีรถติด แต่เขาเหล่านั้นคงลืมไปหลายคนก็คิดแบบเดียวกัน
เมืองหลวงกับปัญหารถติด ยังไงก็หนีกันไม่พ้น ยังไงซะก็ต้องพยายามทำให้ให้ชินเข้าไว้
เด็กหนุ่มบอกตัวเองก่อนจะลุกขึ้นเก็บน้ำเข้าตู้เย็น ล้างแก้วแล้วเตรียมตัวไปอาบน้ำ หากเมื่อเดินไปยังส่วนห้องนอนแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว
เตียงนอนยังคงตึงเรียบเหมือนไม่เคยผ่านการนอน แต่ตะกร้าผ้าที่ว่างเปล่าในตอนเช้า ตอนนี้กลับมีเสื้อและกางเกงตัวใหญ่ยักษ์ของใครบ้างคนกองขยุ้มไว้
แล้วเจ้าของล่ะไปไหน....
พรายแก้วเหลียวมองไปรอบๆห้อง รวมถึงชะโงกไปดูที่ห้องน้ำ ...ทุกที่ว่างเปล่า ไม่มีใครเลยสักคนนอกจากตัวเขาเอง
...คุณเจ้าของห้องยังไม่กลับมาหรือนี่ เห็นรถจอดอยู่นึกว่ากลับมาแล้วซะอีก....

ตกแล้ว...อยู่ห้องคนเดียวหรือนี่

ก่อนความคิดจะหลอนตัวเองไปมากกว่านี้ เขาก็เดินไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าขนหนูและเสื้อผ้าสำหรับผลัดแล้วตรงไปยังห้องน้ำ ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่จึงออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อยืดเก่าย้วยกับกางเกงนักเรียนขาสั้นเก่าๆสีซีด

ท้องฟ้าภายหลังออกจากห้องน้ำดูจะสีเข้มขึ้นกว่าเดิม เวลาก็ล่วงเลยมาสามทุ่มกว่าแล้ว น่าจะถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนได้เสียทีสำหรับวันนี้
แต่พรายแก้วก็ยังไม่ได้รีบเข้านอนอย่างที่ควรจะเป็นด้วยเพราะยังไม่ง่วงและอยากจะรอคุณเจ้าของห้องกลับมาก่อน เขาจึงเดินไปหยิบหนังสือที่ติดเอามาด้วยจากบ้านและเดินไปนั่งเอนหลังพิงเตียงนอน จากนั้นก็เริ่มอ่านเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอ

จนเมื่อผ่านเวลาไปพอสมควรและตาก็เริ่มล้าเพราะแสงไม่พอ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังภายนอกเพื่อพักสายตา
แสงวูบวาบจากท้องฟ้าไกลๆเรียกสายตาให้จ้องมอง...กลุ่มเมฆดำมัวกลุ่มใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ารวมกันจนท้องฟ้าภายนอกมืดมัว ดาวที่เคยส่งประกายวิบวับในช่วงหัวค่ำหายลับไปจนสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้พรายแก้ววางหนังสือลงก่อนจะเดินไปเกาะกระจกบานเลื่อนและเมียงมองไปยังท้องฟ้าภายนอก

...เมฆเยอะชะมัด มาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่หัวค่ำฟ้าก็ยังใสไร้เมฆอยู่เลยแท้ๆ...
...ฟ้าฝนจะตกหรือเปล่านะคืนนี้...

หากยังคิดไม่ทันจบฟ้าก็ส่งละอองน้ำหยดเล็กๆลงมาเกาะบนบานกระจกใสเป็นคำตอบและค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นเหมือนต้องการยืนยันว่าอย่างไรคืนนี้ฝนต้องตกแน่ๆ

..ฝนตกหนักอีกแล้ว...แบบนี้น้ำท่วมแน่ๆ...
...ไม่รู้ที่บ้านจะเป็นอย่างไรบ้าง ตอนที่ออกจากบ้านมาน้ำก็มากจนเกือบล้นตลิ่งแล้ว...

ความคิดที่ล่องลอยทำให้รู้สึกตัวว่าเริ่มเผลอไผลก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่ควรคิดถึง เด็กหนุ่มถอนใจก่อนจะเดินมาทิ้งตัวแผ่หลาลงกับเตียงนอนและเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีมัวภายนอก


....สองวันแล้วสินะที่อยู่นอกบ้าน สองวันที่อยู่เพียงลำพังอย่างเข็มแข็ง เหมือนที่เคยบอกกับตัวเองเมื่อยามก้าวเดินออกจากบ้านและพยายามจะแสดงให้ใครๆได้เห็น
แต่พรายแก้วรู้ดีว่านั่นไม่จริงเลย เขาไม่ได้เข็มแข็งขึ้นอย่างที่พยายาม เพราะใจยังคงอ่อนไหวไปกับสิ่งที่ยังติดค้างอยู่

สิ่งต่างๆยังวนเวียนอยู่ในใจให้หวนคิดถึง สิ่งที่ยังอาลัยอาวรณ์ สิ่งที่ยังคงเป็นเหมือนบาดแผลที่ตรึงอยู่ในหัวใจ หรือแม้แต่สิ่งที่จากไป

ถึงรู้ดีว่าทุกอย่างในห้วงความคิดล้วนเป็นอดีต ตอนนี้เขาอยู่ในปัจจุบัน คิดถึงอย่างไรก็กลับไปหาไม่ได้ เหมือนเรื่องบางเรื่อง แต่ถึงรู้ก็ไม่อาจหยุดคิดได้ ....
หรือถึงแม้จะปัจจุบันจะกลับไปหาได้ แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่เป็นเหมือนรั้วลวดหนามบางๆที่มองไม่เห็นคอยกางกั้นไว้ ที่หากฝืนที่จะฝ่าเข้าไปก็รังแต่เจ็บปวด

หัวใจหม่นมัวลงจนรู้สึกเศร้า...บ้าชะมัด......เป็นแบบนี้อีกแล้ว.......ทั้งที่พยายามจะไม่คิดถึง...แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เข้ามาในหัวยามที่อยู่เงียบๆคนเดียว.....
.......ความเศร้าก่อหลุมพรางไว้มากมาย.....และ...เขามักจะเผลอตกลงไปสู่หลุมพรางนั้นเมื่อยามที่อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้เสมอ.....

เพราะแบบนี้...ถึงไม่ชอบที่นี่เลย.....

แล้วเขาคนนั้น...คุณเจ้าของห้อง ทนอยู่ห้องเงียบเหงาหดหู่แบบนี้ไปได้อย่างไรนะ...หรือว่าจะชินชาไปแล้ว

...ยุ่งเรื่องของคนอื่นทำไมกันนี่...

เด็กหนุ่มตำหนิตัวเองก่อนเอื้อมมือวางหนังสือลงที่ตั่งข้างหัวเตียง จากนั้นก็ลุกขึ้นคุกเข่ากราบลงกับหมอน สวดมนต์เร็วๆ ดับไฟ และซุกตัวลงกับเตียงนอนพยายามสงบจิตใจให้ก้าวเข้าสู่ห้วงนิทรา

หากก็ยังหลับลงไม่ได้ทั้งที่รู้สึกล้าเหลือเกิน เพราะบรรยากาศรอบๆตัวยามดับเมื่อไฟแล้วสร้างความรู้สึกหลอนๆขึ้นในหัว ความมืดและอุณหภูมิที่ต่ำลงจากสายฝนทำให้ห้องๆนี้วังเวงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไรแต่ก็อดรู้สึกหวาดๆไม่ได้

จิตที่ไม่สงบจึงยังจับเสียงเม็ดฝนที่กระหน่ำใส่บานกระจกใส ดวงตาใสแจ๋วมองนาฬิกา สลับไปกับมองเม็ดฝนที่โปรยปราย

เกือบห้าทุ่มกว่าแล้ว ... คุณเจ้าของห้องยังไม่กลับเสียที ฝนก็ตกแบบนี้แล้วด้วย



เสียงแง้มประตูดังแทรกเสียงเม็ดฝนเข้ามาในภวังค์ พรายแก้วผงกหัวขึ้น เพ่งมองผ่านช่องว่างของผนังผ่าเข้าไปในความมืดสลัวอย่างระแวดระวังภัย

ร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามายืนพิงประตูห้องเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่ในความมืดมัว อาการหยุดนิ่งที่กินเวลาไปเกือบครึ่งนาทีก่อนจะโผเผเข้าห้องน้ำทำให้รู้สึกว่าร่างนั้นเหมือนลังเลอะไรบางอย่าง

ไฟห้องน้ำสว่าง... ภาพคุณเจ้าของห้องกระจ่างชัดกลางแสงไฟในระยะที่ไม่เห็นสีหน้า มีเพียงสภาพเสื้อผ้าเปียกชุ่มและผมที่จับกันเป็นก้อนจากการตากฝนที่ตกกระหน่ำภายนอกเท่านั้นที่พอจับรายละเอียดได้

ร่างสูงใหญ่หยุดยืนมองตัวเองในกระจกนิ่งนานอยู่เกือบสองนาทีราวกับรูปปั้น ก่อนใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยเคราหนาจะหันมาทางเตียงนอน จากนั้นก็นิ่งไปอีกอึดใจกว่าเขาจะถอดเสื้อออกจากตัวโยนใส่อ่างล้างหน้า ปิดไฟและเดินโซเซมาล้มตัวลงนอนบนผืนพรมกลางห้อง


ทุกอย่างนิ่งสงบลงเมื่อเวลาผ่านไปอีกชั่วครู่ พรายแก้วที่แอบมองภาพเหตุการณ์อยู่บนเตียงเงียบๆจึงค่อยเอนตัวลงนอน

ตะกอนที่ติดอยู่ในใจเริ่มฟุ้งกระจายจนคมของมันบาดรอยแผลเก่า เด็กหนุ่มพลิกตัวกลับ ดวงตาที่เบิกโพลงในความมืดเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าภายนอกผ่านแผ่นกระจกใสที่เกาะเต็มไปด้วยหยดน้ำด้วยสายตาซึมเศร้า

นี่...เรา....ทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกแล้วสินะ..


................................................


...................................

ขออนุญาติแก้ไขหน่อยนะครับ เผลืมดูว่ามันเป็นของเก่าที่ยังไม่ได้แก้
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post14 Aug 2013 23:32

5.......




อรุณรุ่งเยื้องย่างเข้ามาพร้อมกับความสว่าง ท้องฟ้าอันเหมือนเฟรมผ้าใบสีน้ำเงินเทาขนาดใหญ่เริ่มเจือจางลงและถูกแทรกซึมไปด้วยสีชมพูอมส้ม ก่อให้เกิดเป็นภาพอันงดงามน่าดู....

รัติกาลกำลังเคลื่อนจากไป.....ทุกสิ่งยังคงผันเปลี่ยนเวียนวนไปเรื่อยๆตามกระแสเวลา....... แต่ถึงอย่างนั้น...ณ ที่แห่งนี้กลับเหมือนเวลาจะหยุดนิ่ง เพราะทุกสิ่งยังคงถูกครอบคลุมไปด้วยเงามืดสลัว จนดูราวกับเป็นแดนสนทยา

เข็มสั้นของนาฬิกาขยับเข้าใกล้เลขหกอย่างจวนเจียน เป็นสัญญาณให้ต้องลุกออกจากเตียงนอน หากเมื่อยันตัวขึ้นนั่งแล้วก็ต้องถอนใจ
..หัวมึนงงจนรู้สึกเบลอ...กระบอกตาปวดหนึบและแสบเคือง.....อาการของร่างกายฟ้องชัดว่าย่ำแย่ ด้วยเพราะเมื่อคืนไม่ได้นอนหลับสนิทอย่างที่ควรจะเป็น...
หากจะโทษว่าเพราะเสียงฝนฟ้าที่กระหน่ำคร่ำครวญ คือสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ ก็ดูเป็นเหตุผลที่เหมาะสม.. แต่พรายแก้วรู้ดีว่านั่นไม่ใช่....
เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้นอนไม่หลับนั่นคือ....เสียง....ที่ดังก้องอยู่ในหัว เสียงที่คอยตอกย้ำให้รับรู้ว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครหลายคนต้องเดือดร้อน

เด็กหนุ่มถอนใจยาว ก้าวลงจากเตียงและมุ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างเร็วๆตามความเคยชิน หากแต่เมื่อก้าวพ้นส่วนห้องนอนก็ต้องชะงัก
กลางห้อง..ร่างของผู้เป็นเจ้าของห้องยังคงนอนหลับเหยียดยาวบนพรมในท่าเดิม ไม่มีอาการไหวติงใดๆราวกับไม่มีชีวิต ยกเว้นแต่เสียงลมหายใจเบาบางเท่านั้นที่ยังคัดค้านอยู่
ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก .... หากก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ไปมากกว่าก้มหน้ามุ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างเงียบๆ....


น้ำเย็นทำให้เช้าวันใหม่สดชื่นขึ้น... แสงจางๆเริ่มเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามาจนห้องสว่าง .....พระอาทิตย์ดวงโตโผล่รำไรขึ้นขอบฟ้าเป็นอาณัติสัญญาณให้ชีวิตในวันใหม่เริ่มต้น
พรายแก้วแต่งตัวอย่างเร็วๆหลังจากออกจากห้องน้ำ ผมที่เพิ่งสระยังค่อนข้างชื้น หากก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะเช็ดให้แห้ง เพียงแต่ใช้มือเสยขึ้นลวกๆพอไม่ให้ปรกหน้า
ท้องฟ้าภายนอกสว่างขึ้นมากจนต้องเหลียวมองนาฬิกา หากสิ่งพบก่อนนาฬิกากลับเป็นกระเป๋าเงินที่วางไว้ใกล้กันบนตั่งข้างเตียง..

เด็กหนุ่มนิ่งมองเหมือนไม่เคยเห็นอยู่อึดใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบและเปิดดู....
สิ่งที่พบข้างในเป็นธนบัตรเก่าใหม่คละกัน แต่จำนวนที่สำรวจด้วยสายตาทำให้ต้องถอนใจ
มีติดกระเป๋าแค่สองพันเท่านั้นเอง.....
..แต่ถ้าใช้ประหยัดจริงๆคงพอจนถึงสิ้นเดือน ..

สิ้นเดือนนี้.... ถ้าเงินเดือนแรกออกเมื่อไหร่....คงต้องลองหาหอใหม่ดู ถึงจะยังมีเงินไม่มากพอก็ตาม แต่จะอยู่รบกวนเขาไปมากกว่านี้ไม่ได้...



“อย่า...”
เสียงของใครสักคนดังขึ้นในความเงียบ เรียกความคิดที่เลื่อนไหลให้กลับคืนมา แม้เสียงนั้นเบาจนจับใจความแทบไม่ได้ แต่ก็เชิญชวนให้ต้องย่องเข้าไปดู
ต้นเสียงมาจากห้องนั่งเล่น เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงพบว่าร่างที่นอนเหยียดยาวบนพรมกลางห้องกำลังหอบหายใจและดิ้นรนโบกมือเปะปะทั้งที่ยังหลับตา
“... อย่าไป”
เสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แทบจะมองไม่เห็น..ใบหน้ารกครึ้มบิดเบี้ยวทุรนราย จนรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวในสีหน้านั้น

ดูท่าจะกำลังจะฝันร้าย ถึงได้ละเมอแบบนี้.......

...ปลุกดีไหมนะ....

ลังเลอยู่ชั่วครู่ ที่สุดจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะที่ข้อมือของผู้เป็นเจ้าของห้องเบาๆ
“คุณ .... คุณครับ”

ทันทีที่มือสัมผัสมือ ร่างของผู้เป็นเจ้าของห้องก็สะดุ้งเฮือกขึ้นสุดตัว และเมื่อดวงตาสีสนิมที่สั่นระริกเหลือบแลมา ร่างหนาทั้งร่างก็ผวากอดพรายแก้วไว้แน่น
“อย่าไปนะ อย่าจากผมไป”

ความรวดเร็วของเหตุการณ์ทำให้พรายแก้วตะลึงอึ้งอย่างทำอะไรไม่ถูก จนเมื่อรับรู้ได้ถึงความร้อนจากอ้อมกอดที่แนบแน่นสั่นเทาและเสียงกระซิบห้าวเครือ จึงพยายามขยับตัวและร้องบอกเบาๆ
“เอ่อ..คุณ... คุณครับ”
ใบหน้าร้อนจัดที่ซบซุกอยู่ที่เรือนผมชะงักนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนอ้อมแข็งแรงจะค่อยๆคลายออกเปิดทางให้ขยับตัวออกมา

ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เหมือนกับเมื่อครั้งได้พบกันครั้งแรกบนรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็รุนแรงจนต้องเอ่ยอะไรออกมาสักอย่างเพื่อพยายามระงับสติอารมณ์

“ เอ่อ... ผม... เห็นคุณละเมอ...ก็เลยปลุก.....เอ่อ.... คุณ ..เป็นอะไรหรือเปล่าครับ“
เจ้าของห้องที่หันหน้าหนีไปอีกทางนิ่งงันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันยิ้มเซียวๆให้
“ ผม....ไม่เป็นอะไร”
เป็นคำตอบที่ไม่น่าเชื่อเลยแม้แต่น้อย หากอีกฝ่ายก็คงรู้ว่าเขาไม่เชื่อจึงยืนยันคำเดิม
“ผมไม่เป็นอะไรแล้ว คุณไปทำงานเถอะ “
เมื่อบอกมาชัดเจนแบบนี้ พรายแก้วจึงทำได้แค่ถอยกลับมายังส่วนที่ห้องนอนและหยิบสัมภาระทุกอย่างใส่กระเป๋า จากนั้นจึงพาตัวเองไปยังหน้าห้องและเปิดประตูก้าวออกไป..