Gardenia

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Gardenia

Post01 Jan 2008 14:26

คำนำของคนเขียน

ถึงผู้อ่านทุกท่านครับ เนื่องจากนิยายเรื่องนี้ ได้เคยนำมาลงไปบ้างแล้ว(อย่าถามว่าลงตั้งเมื่อไหร่จำไม่ได้แล้วหมือนกัน) แล้วอยู่ๆก็หายไปไม่ได้มาลงอีกเลย จนผู้ติดตามหลายท่านถึงกับแช่งชักหักกระดูกคนเขียนเนื่องด้วยทำให้อารมณ์ค้าง
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดขึ้นเพราะผู้เขียนเองมีภาระกิจต่างๆมากมายประดังเข้ามา(เที่ยว เหล่หนุ่ม แต่ขี้เกียจซะเป็นส่วนใหญ่) และเมื่อลองอ่านใหม่พบว่าทั้งเนื้อเรื่องและการเขียนวกไปเวียนมา(เพราะเพิ่งหัดเขียน) ซึ่งไหนๆก็ทิ้งไว้นานแล้ว ก็เขียนใหม่มันซะเลย
ก็เลยกลายเป็นว่านิยายเรื่องนี้โดนคนเขียนจับดองเปรี้ยวดองเค็มอยู่ในไหมานานมาก มากจนคนเขียนเริ่มจะคิดว่าถ้าไม่เอาขึ้นมาต้องเน่าแน่ๆ(หรือเน่าไปแล้วก็รู้)
จึงเห็นควรแก่เวลาเสียที่นะครับที่จะเอามาลงใหม่ และขออนุญาติขุดกระทู้เก่าขึ้นมาเพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่


หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้คงจะเป็นที่ถูกใจของผู้อ่านนะครับ

นายแก้ว
Last edited by glass on 08 May 2011 19:09, edited 2 times in total.
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post01 Jan 2008 16:40

ตามมาอ่านนิยายอย่างใจจดจ่อครับ

ลงตอนต่อไปเร็วๆ นะครับ ในเรื่องบอกว่าเหตุการณ์ที่แก้วข่มขืนใหญ่นั่นเกิด"เมื่อคืน" ผมพาลคิดย้อนกลับไปถึงสามเดือนเลยทีเดียว เพราะมันนานจัด 55
User avatar
tualek
อนุบาล อนุบาล
Posts: 80
Joined: 01 Jan 2008 12:12

Re: Gardenia

Post01 Jan 2008 17:28

ตามมาอ่านครับ.... scene นี้ คุณใหญ่ น่ารักจัง :greez:
@ ความรักเปรียบเสมือนเม็ดทราย @
@ ยิ่งบีบแรงเท่าไหร่ @
@ ทรายก็ยิ่งไหลออกจากมือเร็วขึ้นเท่านั้น @

User avatar
PasSaKorn
ประถม ประถม
Posts: 335
Joined: 31 Dec 2007 15:49

Re: Gardenia

Post02 Jan 2008 09:27

น่ารักดีเนอะ

ติดตามตอนต่อปายยยยยยยยย
....แล้วเจอกันนะ

เจ้าความรัก....
User avatar
WaTZkUnG
ประถม ประถม
Posts: 367
Joined: 02 Jan 2008 07:39
Location: หน้า 7-eleven เบอร์มิวดา

Re: Gardenia

Post11 Jan 2008 18:10

เมื่อไหร่จะมาต่อครับ รออ่านอยู่ เข้ามาดูทุกวันเลย
User avatar
tualek
อนุบาล อนุบาล
Posts: 80
Joined: 01 Jan 2008 12:12

Re: Gardenia

Post14 Jan 2008 09:12

พี่แก้วคร๊าบบบบบบบบบบบบ

นานมากมายแล้วคร๊าบบบบบบบ
คิดถึงๆๆ

ยังรออยู่นะครับ
....แล้วเจอกันนะ

เจ้าความรัก....
User avatar
WaTZkUnG
ประถม ประถม
Posts: 367
Joined: 02 Jan 2008 07:39
Location: หน้า 7-eleven เบอร์มิวดา

Re: Gardenia

Post08 Feb 2008 15:18

รอพี่แก้ว.. T_T

เมื่อไหร่ตอนต่อไปจะมา..TT^TT เศร้าๆๆๆ
+ I think TVXQ are normal people
+ so..??
+ Maybe.. They will like you..^^
+ Really..??
+ Ya..!! Nothing's impossible, right?? You told me every people born to dream..^^
User avatar
kiszmark.i-am
อนุบาล อนุบาล
Posts: 40
Joined: 03 Jan 2008 23:07

Re: Gardenia

Post10 Feb 2008 18:07

ฉลองบอร์ดใหม่ด้วยการโพสต์ให้เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก
แล้วก็เปลี่ยนuseใหม่แล้ว แต่ไม่เปลี่ยนใจไปจากเรื่องนี้แน่
จะตามจิกอ่านต่อไปเพราะรักพรายแก้ว คิดถึงพรายแก้วมั่กๆ

อ่านแล้วก็รีบๆมาอัพต่อนะคับ มีคนเค้าติดตามอ่านเยอะมากมาย
~Life is long if you know how to use it.~ >_<
~EaM~
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 3
Joined: 10 Feb 2008 17:52

Re: Gardenia

Post18 Feb 2008 09:12

รอ ร๊อ รอ แล้วก็ รออีก อย่าทำร้ายจิตใจกันมากไปกว่านี้เลยครับ รีบมาลงต่อเหอะ ใจจะขาดรอนๆ อยู่แล้ว
gardenia
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 1
Joined: 18 Feb 2008 09:06

Re: Gardenia

Post18 Feb 2008 16:30

ช่วยเอามาลงใหม่ตั้งแต่แรกได้ไม๊คะ
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: Gardenia

Post21 Feb 2008 18:48

ย้งยี้ wrote:ช่วยเอามาลงใหม่ตั้งแต่แรกได้ไม๊คะ


เห็นด้วยคับ
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้โพส แต่ตามอ่านอยู่นะคับนายแก้ว
มาต่ออย่างด่วนนะคับ :D
"..วันใดเธอหนาวสั่น.............
ส่งผ่านความฝัน ของฉันไปห่มเธอ.."
User avatar
fogy
มัธยม มัธยม
Posts: 589
Joined: 30 Dec 2007 08:24

Re: Gardenia

Post15 Mar 2008 15:07

มารอตอนต่อไปด้วยคนค่ะ

แอบตามอ่านมาเป็นปีแล้ว ได้ฤกษ์สมัครมาเม้นท์ให้ นายแก้วซะที

รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: Gardenia

Post24 Mar 2008 16:24

วันนี้จะมาประท้วงคนแต่งโดยเฉพาะ
ทำไมไม่มาต่อล่ะคร้าบบบบบบบบบบ
กำลังรออ่านอยู่นะ มาต่อเร็วๆเข้า
ไม่งั้นจะแช่งจิงๆด้วย
~Life is long if you know how to use it.~ >_<
~EaM~
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 3
Joined: 10 Feb 2008 17:52

Re: Gardenia

Post16 Apr 2008 20:19

+เอิ้กๆ T_T รอคอยมานานแสนนาน T^T

มาแต่งต่อเร็วๆนะคะ..^^

คิดถึงแก้วกับใหญ่จังเล้ยยยยยยยยยยยยยย
+ I think TVXQ are normal people
+ so..??
+ Maybe.. They will like you..^^
+ Really..??
+ Ya..!! Nothing's impossible, right?? You told me every people born to dream..^^
User avatar
kiszmark.i-am
อนุบาล อนุบาล
Posts: 40
Joined: 03 Jan 2008 23:07

Re: Gardenia

Post18 Jul 2013 00:03

บทนำ......



เสียงเหล็กกรีดร้องบาดลึกลงในโสตประสาท.........ท่ามกลางแสงจัดจ้าที่ทำให้ตาพร่ามัว... หัวรถโลหะขนาดมหึมากำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็ว.....

รอยยิ้มขมขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ ดวงตาแดงก่ำเลื่อนลอยเหลือบมองต้นตอเสียง ก่อนค่อยๆหลับตา และเคลื่อนร่างสูงใหญ่ไปข้างหน้า

จุดหมายคือรางรถไฟอันกำลังสะท้อนแดดจัดจ้าจนเกิดประกายวับวาวบาดตา...

ที่ที่หมายมาดว่าจะใช้เป็นเรือนตาย!

เสี้ยววินาทีก่อนที่จะก้าวลงสู่ห้วงแห่งนิรันดร์กาล ความอ่อนนุ่มของอะไรบางอย่างก็รัดเข้าที่เอวและกระชากกลับมาอย่างรุนแรงจนหงายหลัง เสียงกรีดร้องและเสียงนกหวีดดังลั่น.....



“ตรู๊ดดดดด”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ เรียสติให้คืนกลับมา เมื่อเอื้อมมือกดรับ เสียงคุ้นเคยของผู้เป็นเพื่อนก็ดังขึ้น...
“ใหญ่ อีกสิบนาทีจะเริ่มประชุมแล้ว”
เสียงพูดแจ้วๆ ดังกวนประสาทหูโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนเมื่อตอบรับสิ่งที่ปลายสายยัดเยียดมาให้และกดตัดสาย นั่นแหละ เสียงต่างๆจึงสิ้นสุดลง

ขอบตาร้อนผ่าวและแสบเคืองจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ความรู้สึกอ่อนเพลียถาโถมเข้ามาราวกับระลอกคลื่น ถึงแม้จะกินยาและพักสายตาไปชั่วครู่แล้วก็ตาม แต่ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้น

หัวปวดเหมือนกับจะปริร้าว เส้นเลือดข้างขมับซ้ายขวากำลังเต้นเป็นริ้วๆ ... อาการแบบนี้บอกชัด...ไมเกรน.... โรคที่เป็นเพื่อนเก่ากำลังแวะมาเยี่ยมเยือน และเป็นหนักเสียจนยาเอาไม่อยู่

.....คงใกล้เวลาตายแล้วสินะ...

ชายหนุ่มยิ้มขื่นๆกับตัวเอง ก่อนละสายตาจากขวดยาที่ตั้งเด่นกลางโต๊ะ ไปยังผนังกระจกใส

แดดจ้าภายนอก สาดสะท้อนแท่งกระจกสูงต่ำที่มีอยู่มากมายจนเกิดเป็นประกายแสงบาดตา รถไฟฟ้าที่ดูเหมือนงูสีขาวตัวใหญ่ เคลื่อนตัวแทรกไปตามแท่งกระจกสูงและลับหายเข้าไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้....เหมือนกับ...วันนั้น

ชายหนุ่มหลับตา ทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้และพยายามสงบใจ....

....ทั้งที่เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว.....แต่ทำไมถึงไม่อาจจะลืมได้....ในทุกครั้งที่หลับตายังต้องเจอ ยังต้องคิดถึง

ทั้งๆที่รู้ว่าทุกสิ่งมันเป็นไปไม่ได้แล้ว.........


“ตรู๊ดดด...”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เตือนสติให้คิดถึงหน้าที่ที่ต้องทำ ชายหนุ่มรับสาย ตอบรับไปด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนจะรีบปรับอารมณ์ที่วาววับในดวงตา และลุกออกไปจากโต๊ะทำงาน...



....................................................



แดดยามเย็นสาดส่องมายังชานชาลา ลำแสงสีทองพาดผ่านผู้คนมากมายที่กำลังรอรถไฟฟ้า ก่อให้เกิดเป็นเงาทอดยาวเล่นลวดลายประหลาดบนพื้น
ผู้คนแปลกหน้าพลุกพล่าน. เสียงพูดคุยจอแจน่ารำคาญ ..... คงเพราะเป็นเวลาเลิกงานผู้คนถึงได้มากมาย ...ผิดกับช่วงดึกที่คุ้นเคย....

กระบอกตาเริ่มปวดหนึบๆเมื่อเจอแสง เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบตับเร่งเร้า เงาในกระจกสะท้อนให้เห็นดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยฤทธิ์ไข้

มีคนเคยบอกไว้ว่า....ถ้าจิตใจอ่อนแอ ร่างกายจะอ่อนแอตามไปด้วย หมอเองก็บอกอย่างนั้น แถมยังบอกให้ทำใจให้สบาย คิดไว้เสมอว่าตนเองมีค่า ถึงอย่างไรก็ยังมีคนรักและเป็นห่วงอยู่ ...

...มีคนที่ยังรักยังเป็นห่วงงั้นหรือ....นอกจากเงาแล้ว ชีวิตนี้เหลือใครบ้าง
ไม่มีเลย... ไม่เหลือใครเลยสักคน
การเหลือตัวคนเดียวมันช่างทรมาน ความโดดเดี่ยวมันน่ากลัว.......มากกว่าความตายเสียด้วยซ้ำ...

นั่นสินะ .....คราวนั้น... ถ้าเรา...ตายไปซะ ก็ไม่ต้องมาทรมานซ้ำสองแบบนี้ ....

รถไฟฟ้าขบวนถัดไปกำลังเข้าสถานี ชายหนุ่มเหม่อมองหัวขบวนที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว ก่อนจะขยับตัวไปยังริมรางรถไฟด้วยอาการใจลอย

ถ้าตายไปซะ ...ก็ไม่ต้องทรมาน.....

เสียงล้อเหล็กเสียดสีรางใกล้เข้ามา เช่นเดียวกับเท้าก้าวมั่นไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล

.....ต่อไป ก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว.....


รอยยิ้มขื่นๆผุดขึ้นบนใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ดวงตาแดงก่ำมองเหม่อไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย หากแต่ภาพอะไรบางอย่างที่ปรากฎขึ้นในสายตากลับทำให้ต้องชะงักค้าง.....
.
กลางชานชาลาฝั่งตรงข้าม... ในแสงยามเย็น ร่างๆหนึ่งก้าวมาหยุดยืนนิ่งท่ามกลางผู้คน ผมยาวดำอันปลิวกระจายไปตามแรงลม ขับดวงหน้าอ่อนใสให้ยิ่งแจ่มชัด
ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่งเหมือนเวลาถูกหยุดเอาไว้ ร่างกายเองก็เหมือนถูกตรึงไว้กับที่ หากภาพเส้นผมที่พลิ้วลมยังคงชัดเจนในดวงตา... และทำให้หัวใจที่อ่อนล้ากลับสั่นไหวรุนแรงจนราวกับจะหลุดออกจากอก ....


“ปรี๊ดๆๆ !!!!!!!”

เสียงนกหวีดดึงสติให้หลุดจากภวังค์และถอยห่างจากเส้นเหลือง ทันก่อนที่ขบวนรถไฟฟ้าจะวิ่งเข้ามาเทียบชานชาลาอย่างรวดเร็ว ความแรงของขบวนรถทำให้ผมปลิวสะบัดตาม
ชั่วอึดใจรถไฟฟ้าที่เข้ามาเทียบชานชาลาก็จากไป ภาพชานชาลาฝั่งตรงข้ามปรากฏขึ้นอีกครั้งในสายตา

..ในแสงยามเย็น... ท่ามกลางผู้คนมากมาย ร่างที่ปรารถนาจะพบ หายไปกับสายลมที่พัดพา...

ชายหนุ่มยืนนิ่ง เพ่งมองความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความสับสน......

ความจริง....หรือ..ภาพหลอน …….




..............................................................





เจอกันใหม่พุธหน้าครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post24 Jul 2013 22:22

1.....




เรือข้ามฝากลำใหญ่เสยหัวเข้าเทียบท่า.... ผู้โดยสารมากมายไหลทะลักขึ้นจากเรือ แข่งขันกับเวลาที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วในเช้าเร่งรีบ ขัดกับการไหลเอื่อยๆของ แม่น้ำสายสีน้ำตาลที่เป็นเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงประเทศ

ร่างบางปราดเปรียวก้าวออกจากโต๊ะเก็บค่าโดยสารของท่าเรือด้วยอาการไม่ต่างจากคนอื่นๆที่กำลังมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ เป้ใบใหญ่ดึงความสนใจจากสายตาหลายคู่ที่เดินผ่าน เพราะตัวคนสะพายนั้นถึงจะเป็นเด็กหนุ่มแต่ร่างกายก็เล็กบางจนน่ากลัวจะแบกไม่ไหว หากแต่คนสะพายเป้กลับไม่สนใจต่อสายตาที่มองด้วยความพิศวง และยังคงเดินกึ่งวิ่งหลบหลีกผู้คนที่กระจายอยู่เต็มทางเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ

จนเมื่อขึ้นรถและหาที่นั่งได้ เด็กหนุ่มร่างเล็กบางก็ปลดเป้ลงจากบ่า เสื้อเชิ๊ตสีขาวมอที่สวมปรากฎรอยเหงื่อเป็นวงน้อยใหญ่บนแผ่นหลัง ก่อนค่อยๆจางหายไปเมื่อเจ้าตัวยื่นมือขึ้นปรับช่องแอร์ด้านบนให้ลมเย็นพัดจ่อลงมา...
รถเมล์เคลื่อนตัวออกจากป้าย และค่อยๆห่างไกลจากท่าน้ำไป หากแสงประกายระยิบระยับจากแม่น้ำเบื้องหลังดึงดูดสายตาให้เหลียวกลับไปมอง....
ภาพต่างๆในความทรงจำค่อยๆผุดพรายขึ้นในความคิด…. ลำคลองสีน้ำตาลใสที่ตามริมตลิ่งเต็มไปด้วยต้นโสนดอกสีเหลืองทอง อันเคยลงว่ายเล่น บ้าน..ที่ในยามเย็นย่ำมักจะมีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังแว่วคละเคล้ากับเสียงเรไร

ความอ่อนไหวเริ่มแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ ใบหน้าสะอาดนวลจึงหันกลับมามองยังเส้นทางข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลง

ชีวิตที่คุ้นเคยมาแต่เด็ก ทุกสิ่งทุกอย่าง.....กำลังค่อยๆห่างออกไป


ความรู้สึกแปลบปลาบของอารมณ์หลั่งไหลเข้ามา เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ไม่ให้อ่อนไหวไปมากกว่านี้ เพราะรู้ว่าป่วยการที่จะมานั่งคร่ำครวญ ในเมื่อทุกอย่างมันเลยผ่านไปแล้ว

ใช่...... เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องก้าวต่อไป ....


..........................................


รถยนต์มากมายจากทุกสารทิศคลาคล่ำอยู่เต็มท้องถนนไม่ว่าจะหันไปทางไหน วงเวียนข้างหน้ารถหลายคันกำลังช่วงชิงพื้นที่อันมีอยู่น้อยนิดเพื่อเข้าสู่เส้นทางที่ต้องการ
ไม่แปลกนักที่รถยนต์จะมากมายเพราะที่นี่คือแหล่งต่อรถใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร หากใช่แต่รถยนต์เท่านั้นที่มากมาย ผู้คนในบริเวณนี้ก็ไม่ได้เป็นรองกัน มิหนำซ้ำยังดูจะมากกว่า ทั้งที่ยืนรอรถประจำทางและที่กำลังทยอยเดินขึ้นสะพานลอยเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งหากมองจากตึกสูงๆน่าจะให้ความรู้สึกเหมือนดูสารคดีชีวิตมดงาน
สภาพที่เห็น ทำให้พรายแก้วที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ต้องถอนใจซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เพราะความวุ่นวายที่สัมผัสได้ทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...ถึงแม้ที่นี่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องการก็ตาม

ไม่ควรเลย... ถ้าเมื่อวาน เก็บข้าวของแล้วไปที่หอพักซะตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากได้รับคำตอบว่าได้ที่พักแน่นอนแล้ว ก็คงไม่ต้องขนของเอาวันเริ่มงาน และคงไม่ต้องเจอสภาพที่แสนจะวุ่นวายน่ารำคาญแบบนี้


นึกถึงที่พักก็ทำให้นึกถึงบริพัฒน์...... เพื่อนในกลุ่มเพื่อนสนิทอันมีอยู่ไม่กี่คน ที่ตัดสินใจโทรหาเป็นคนแรกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อหาใครๆเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา....

“มึงหายไปไหนมา รู้บ้างรึเปล่าว่าเพื่อนเป็นห่วง “

นั่นคือคำพูดแรกที่บริพัฒน์ตอบกลับมาหลังจากรับสายและอึ้งไปเกือบอึดใจ....

จากนั้น....เมื่อตั้งตัวได้...คำด่ารัวเร็วก็ตามมาเป็นชุด จนเหนื่อยหรือสาแก่ใจก็ไม่อาจรู้ได้ คำด่าต่างๆจึงยุติลงไปพร้อมกับวางสายตึงไป
แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะคงยังไม่สาใจกันอย่างเต็มที่ ... หนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็มีโทรศัพท์ลึกลับเรียกตัวนัดพบให้ไปเจอ

..... นึกแล้วยังขำไม่หาย... วันนั้นเขายังจำได้ชัดเจน เพราะเพื่อนๆในกลุ่มมากันครบองค์ประชุม แถมแต่ละคนยังทำหน้าตาขึงขังเหมือนเตรียมตัวจะมาจัดเต็มให้ชุดใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะได้เฉ่งอะไร เก่งกาจก็หลุดเป่าปี่ออกมาเสียก่อน เลยพลอยทำให้สองสาวบราลีกับพิจิตราปล่อยโฮแล้วเข้ามาร่วมวงด้วย ส่วนคฑากับบริพัฒน์นั้นก็แอบซึ้งเงียบๆอยู่ข้างหลัง

ก็คงจะดราม่าบทโศกกันอีกนานถ้าไม่ได้เอ่ยประโยคเด็ดดวงขึ้นมาว่า ”กอดแบบนี้คิดค่าเสียหายเป็นข้าวหนึ่งมื้อนะ” เท่านั้นแหละ...คุณเพื่อนๆทั้งหลายก็ร่วมมือกันลงมะเหงกใส่หัวพร้อมกันอย่างไม่ต้องนัดหมาย แล้วก็พาหัวเราะร่วนอย่างสาใจที่ได้แก้แค้นเอาคืน

การได้เจอเพื่อนเก่า ได้ร่วมเฮฮา และอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ยังพอประโลมบาดแผลภายในให้พอทุเลาลงบ้าง

หากวันเวลาก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แปดเดือนที่ผ่านไปหลังจากที่ได้รวมตัวกันอีกครั้ง มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งสุขและทุกข์ เปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเพื่อนๆในกลุ่มหักเหขึ้นและลงไปตามกระแสคลื่นแห่งโชคชะตา รวมทั้งตัวของพรายแก้วเอง....

หลังเก่งกาจบินไปอังกฤษ พรายแก้วก็ได้งานทำหลังจากที่ตระเวนสมัครงานอยู่เกือบครึ่งปีเมื่อเรียนจบ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะย้ายมาอยู่นอกบ้าน
คนที่ช่วยให้ความคิดเป็นจริง ก็คือบริพัฒน์ โดยไม่ถามเหตุผล ทันทีที่ได้ยินเรื่องที่เปรยว่าจะออกมาอยู่นอกบ้าน เพราะได้งานในบริษัทที่ตั้งอยู่กลางเมืองใกล้กับร้านกาแฟซึ่งเป็นกิจการของที่บ้าน อีกฝ่ายก็จัดการหาที่อยู่ให้ โดยใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ ซึ่งก็ทันก่อนวันเริ่มงานวันแรกเพียงวันเดียว

นับเป็นโชคดีที่หาที่พักได้ทันเวลา แถมยังไม่ต้องเสียค่าประกัน หรือค่าเช่าล่วงหน้า.... แต่ว่า....จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าที่พักที่อีกฝ่ายหาให้อยู่ที่ไหน... และยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรหากต้องอยู่คนเดียว ...


เสียงโลหะเสียดสีกันดังแว่วจากที่ไกลๆ เรียกสติให้กลับคืนมา...... เมื่อเหลียวมอง...รถไฟฟ้ากำลังวิ่งมาลิบๆ
และวิ่งเข้าเทียบชานชาลาในเวลาอีกไม่ถึงอึดใจ
เมื่อรถจอดสนิทผู้คนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้าก็กรูเข้าไปต่อแถวในช่องทาง พรายแก้วจึงก้าวเข้าเข้าไปต่อแถวบ้าง

หากแต่เมื่อประตูเปิดออกและมองเห็นสภาพภายในแล้ว เขาก็ต้องชะงัก

รถไฟลอยฟ้า... จริงๆน่าจะเรียกว่าปลากระป๋องลอยฟ้ามากกว่า เพราะสภาพที่คนถูกอัดแน่นอยู่ภายใน ดูคล้ายกับปลาซาร์ดีนที่ถูกอัดแน่นในกระป๋อง ต่างกันแค่ไม่มีซอสมะเขือเทศราดอยู่ก็เท่านั้น
แต่ถึงคนจะแน่นมากเพียงใด พอประตูเปิดคนที่อยู่บนชานชาลาก็กรูเข้าไปถมเต็มพื้นที่ว่างอันเหลืออยู่น้อยนิดทำให้ภาในยิ่งอัดแน่นเพิ่มขึ้นไปอีก ดูแล้วน่ากลัวจะเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตหมู่เพราะเบียดกันตายหรือไม่ก็ขาดอากาศหายใจ

ด้วยเหตุนี้พรายแก้วเลยต้องยอมยกธงขาวและถอยออกมาเพื่อรอรถขบวนใหม่... แต่เมื่อมองนาฬิกาข้อมือ เขาก็แทบจะตาถลน
โอ้ว แม่เจ้า!...แปดโมงสิบสอง

เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว...ทำไงดี

..เอาวะ....เบียดก็เบียด


เด็กหนุ่มกัดฟันฮึดสู้ ก่อนจะกระโดดแผล่วเข้าไปร่วมวงศ์ไพบูลย์มหกรรมปลากระป๋องลอยฟ้าแห่งชาติเป็นคนสุดท้าย ทันก่อนประตูจะปิดเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้ประโยชน์จากร่างกายอันเล็กบางรีบแทรกตัวไปยังที่ว่างซอกเล็กๆริมประตูของตู้สุดท้ายและยึดไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว
รถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานี และมุ่งหน้าตรงยังสถานีถัดไป พรายแก้วถอนใจยาวอย่างโล่งอกก่อนพิงตัวเข้ากับซอกที่ยึดไว้และก้มมองนาฬิกา

....อีกเกือบยี่สิบนาที....หวังว่าคงจะทันหรอกนะ

ผู้คนที่เบียดกันหน้าประตูเริ่มขยับขยายหาที่ยืน ผิวเนื้อของใครหลายคนเสียดสีผ่านไหล่ไปมา แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่าคอยมองนาฬิกาที่ข้อมือ จนเมื่อร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งขยับมาใกล้....

ลมหายใจอุ่นๆรดเรี่ยลงบนหน้าผากเมื่อร่างนั้นเบียดเข้ามาจนเกือบชิด ความสูงที่เขาเองอยู่เพียงเลยคางของร่างนั้นมาเล็กน้อยทำให้ต้องเหลือบตาขึ้นมอง
ใบหน้าขาวจัดที่เต็มไปด้วยหนวดเคราหนาและผมยาวรุงรังชัดเจนอยู่ในสายตา แต่แก้วสีน้ำตาลมัวที่มองลงมาทำให้ต้องหลบตาไปทางอื่น
ความรู้สึกที่บอกว่าร่างสูงใหญ่นั่นเข้ามาใกล้จนมากเกินไป ทำให้เด็กหนุ่มพยายามถอยห่าง แต่แผ่นหลังที่มีเป้สะพายติดไว้ก็บอกกลับมาว่าไม่สามารถขยับต่อไปได้แล้ว

ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าเขาไม่ปรารถนาที่อยู่ใกล้ จึงพยายามจะไม่เบียดเข้ามา หากดวงตาสีน้ำตาลเศร้ากลับจับจ้องมานิ่งนาน จนทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

ในช่วงวินาทีที่รถไฟเคลื่อนไปจอดยังอีกสถานีหนึ่ง ผู้โดยสารด้านในต่างผลักดันแหวกหาช่องทางออกกันอย่างเร่งรีบก่อนที่รถเคลื่อนออกจากสถานี ทำให้ร่างสูงใหญ่ที่ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวและไม่ทันระวังเซเข้ามาและทับอัดติดพรายแก้วกับซอกเล็กนั่น
เสียงหัวใจเต้นถี่ๆ ดังอยู่ข้างแก้มที่แนบติดกับอกที่อัดเข้ามา กลิ่นหอม เบาบาง อ่อนโยน กรุ่นมาจากหน้าอกอุ่นที่ทั้งหนาและกว้างใหญ่
“ ขอโทษครับ “ เสียงทุ้มห้าว เอ่ยขอโทษเมื่อตั้งตัวได้ และยันตัวออกห่างตามเดิม

แต่...สายตายังคงมองมา....สายตาที่ลึกล้ำเหมือนบ่อน้ำกว้าง ....

เสียงโทรศัพท์มือถือเรียกสติให้กลับคืนมา เด็กหนุ่มดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงและกดรับ
“ ครับ อ้าว พัฒน์เหรอ อื้อ ขนของออกมาแล้ว ได้ๆ เดี๋ยวเที่ยงไปหาที่ร้าน ไม่ลืมหรอก เออๆ หวัดดี “
เด็กหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอาคนปลายสายที่ตัดสัญญาณไปแล้ว ก่อนหย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม

“ สถานีต่อไป ชิดลม next station CHIDLOM “

เสียงเตือนเมื่อใกล้ถึงสถานีถัดไปดังขึ้น พรายแก้วเหลือบมองนาฬิกา ก่อนจะขยับเป้ที่สะพายบนหลังให้เข้าที่เพื่อเตรียมตัว
“ชิดลม.... “

สิ้นเสียงประกาศ ..ประตูเปิดออก เด็กหนุ่มก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า เช่นเดียวหลายชีวิตที่ก้าวสู่ชานชาลาด้วยอาการรีบเร่ง

.......................................................



ความเย็นฉ่ำวิ่งเข้ามาปะทะใบหน้าหลังจากที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก ภาพที่ได้เห็นเมื่อก้าวเข้าไปคือห้องโถงกว้างใหญ่ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสที่มองภาพทิวทัศน์กว้างไกล สายแดดอ่อนๆยามเช้าสาดแสงลงกระทบพื้นแกรนิตสีดำจนเห็นละอองทรายภายในเป็นประกายระยิบระยับ
ฉากขนาดใหญ่ที่สูงจรดเพดานอันติดกับผนังกระจกและกั้นพื้นที่ระหว่างโถงต้อนรับกับส่วนสำนักงานภายใน ประกอบขึ้นจากแผ่นเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่บางอันด้านบางอันเงา โดยนำมาประกอบติดกันอย่างดูคล้ายไม่ตั้งใจเพราะบางอันห่างจนเกิดช่องว่าง ส่วนบางอันก็ถี่จนทับซ้อนเหลื่อมกันไปมา แต่เมื่อมองรวมกันแล้วกลับดึงดูดสายตาได้อย่างประหลาดจากลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และช่วยเสริมให้โลโก้บริษัทซึ่งเป็นสีดำด้านที่อยู่กึ่งกลางของฉากให้ดูโดดเด่นขึ้น

...ความเรียบง่ายที่แฝงลายละเอียดทำให้ห้องๆนี้ดูเท่ห์และมีระดับไม่เหมือนใคร......สมกับเป็นบริษัทตกแต่งภายใน

เด็กหนุ่มมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกแปลกตา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบย่างมาทีนี่ เนื่องจากการสมัครและสัมภาษณ์จัดกันที่บริษัทใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาซึ่งอยู่คนละที่

นาฬิกาบนผนังทึบอีกฝั่งทำให้ต้องเลิกสนใจสิ่งรอบข้าง เด็กหนุ่มเดินไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่อยู่ใกล้ๆก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าด้านในว่างเปล่า

..ไม่ยักกะมีคน....สงสัยไปเข้าห้องน้ำ...

หากเมื่อมองไปรอบๆอีกครั้งก็ต้องชะงัก เพราะกระจกเงาด้านข้างสะท้อนเงาของตนเองกลับมา
เนคไทที่พยายามผูกไว้อย่างดีก่อนออกจากบ้านเบี้ยวบิดผิดรูป เชิ้ตขาวที่เคยเป็นเสื้อนักศึกษาเก่า ทิ้งร่องรอยยับยู่ยี่จากการเบียดเสียดและชุ่มไปด้วยเหงื่อ

อย่างกับลูกหมา.......เด็กหนุ่มเบ้ปากให้กับตัวเองก่อนพยามจัดเนคไทให้เข้าที่




“ฮรึ่ม..“
เสียงกระเเอมห้าวๆที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้สะดุ้งสุดตัว และเมื่อหันหลังกลับไปในทันทีก็แทบชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่เข้ามายืนเกือบชิดด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ใบหน้าคมเข้มสีน้ำผึ้งอันตัดกับรอยเคราเขียวครึ้มก้มลงมอง ดวงตาคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็นสันจับจ้องมาด้วยความสงสัย
กลิ่นบุหรี่จางๆระเหยมาจากร่างกายหนา ถึงจะมีกลิ่นน้ำหอมเย็นสดชื่นปะปน แต่ก็ทำให้พรายแก้วรู้สึกคันจมูกตงิดๆ
“คุณจะติดต่อเรื่องอะไร”
เขาคนนั้นถามเมื่อเห็นว่าพรายแก้วยังมองหน้า คิ้วเข้มที่อยู่เหนือดวงตาคมกริบเลิกขึ้นเหมือนจะถามว่ามองอะไร
“ ผมจะขอพบคุณยุทธีครับ จะมารายงานตัว”
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ดูแล้วน่าจะเป็นพนักงานในนี้ ที่คงสังเกตว่าพนักงานต้อนรับไม่อยู่ จึงทำหน้าที่แทน
“ รายงานตัว..... รายงานตัวเข้าทำงานน่ะหรือ”
“ครับ ไม่ทราบต้องไปพบคุณยุทธีทางไหน”
ดวงตาคมกริบมองมาแปลกๆก่อนจะบอกห้วน
“ทางนี้”

เขาคนนั้นก้าวยาวๆ พาพรายแก้ว ไปยังทางเดินที่ซ่อนไว้ด้านหลัง และเลี้ยวเข้าทางเดินย่อยซึ่งสองข้างขนาบไปด้วยห้องขนาดใหญ่ที่กั้นด้วยผนังกระจกใสคาดขุ่น ภายในเรียงรายไปด้วยโต๊ะเก้าอี้ที่มีเจ้าของนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
และเมื่อเดินเข้ามาสุดทางที่ผนังกระจกใสกั้นระหว่างความว่างเปล่าภายนอกกับพื้นที่ภายใน หันไปทางซ้ายคือห้องซึ่งคิดว่าน่าเป็นห้องประชุมเพราะมีโต๊ะยาวและเก้าอี้วางเรียงราย
ส่วนทางขวาคือห้องที่มีป้าย ’ กรรมการผู้จัดการ ’ ติดไว้ คนเดินนำผลักประตูเข้าไปก่อนพยักหน้าให้พรายแก้วเดินตาม...

ห้องที่ก้าวเข้ามาสว่างขึ้นเมื่อมู่ลี่ถูกไขให้เปิดรับแสงสว่างจากผนังกระจก ประกายแดดยามสายสาดซัดเข้ามาตามช่องแสง ตกกระทบไปยังภาพวาดแนวอิมเพรสชั่นนิสที่อวดความอหังการของศิลปินผู้สะบัดฝีแปรงภายในกรอบสีบลอนซ์ทองที่แซมด้วยคราบสนิม

“คุณชื่อพรายแก้วใช่มั้ย “
เสียงห้าวๆของคนเดินนำ ทำให้ต้องละสายตาจากภาพวาดมายังต้นเสียงซึ่งกำลังค้นแฟ้มที่ชั้นหนังสือ และหยิบออกมาเปิดอ่านอย่างถือวิสาสะ
“ครับ“
“มีจดหมายรายงานตัวหรือเปล่า เอามาให้ผมสิ”
“หือ...ผม...... ต้องให้คุณด้วยหรือครับ?”
พรายแก้วถามกลับอย่างไม่เข้าใจ ...อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองเป๋งมา
“ใช่ ”
“แล้วทำไมผมถึงต้องให้คุณด้วยล่ะครับ ในเมื่อจดหมายนี่เป็นของคุณยุทธี“
ด้วยท่าทางเหมือนจะข่มกันนิดๆ ทำให้พรายแก้วตอบกลับไปอย่างอดไม่ได้... ก็จดหมายรายงานตัว ต้องให้กับเจ้านายโดยตรงของเขา แล้วนายคนนี้มีสิทธิ์อะไรจะมาขอ....
ดวงตาคมกริบตวัดมองมาก่อนมุมปากจะเหยียดขึ้น จากนั้นเขาคนนั้นเดินเข้ามานั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งและบอกด้วยเสียงเรียบๆ
“เพราะผมชื่อยุทธีน่ะสิ”

คำตอบนั้นทำให้ต้องขมวดคิ้ว.......... ไม่น่าเชื่อ ....ผู้ชายคนนี้น่ะหรือ ยุทธี ชยันตรา...เจ้าของบริษัท......

“คิดว่าผมโกหกหรือไง” ชายคนนั้นบอกอย่างรู้ทัน
“ เอ้า ดู”

บัตรพนักงานถูกยื่นมาให้ ....... รูปในบัตรเป็นรูปเดียวกับคนตรงหน้า. ส่วนชื่อข้างใต้คือ.....

ยุทธี ชยันตรา ......กรรมการผู้จัดการ ....!

“ทีนี้ส่งจดหมายรายงานตัวให้ผมได้หรือยัง”
คำพูดนั้นทำให้อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี.... แต่ที่ทำได้ก็แค่....เดินเอาจดหมายรายงานตัวไปยื่นให้...ผิดกับ คุณเจ้านายหมาดๆที่รับจดหมายไปเปิดอ่านอย่างนิ่งเรียบ