The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 08:58

คำอธิยาย ที่จริงเรื่องนี้เป็นนิยายที่เคยโพสมาแล้วในเวปเด็กดี และธัญวลัย แต่ผมสังเกตว่าคนที่เข้ามาอ่านจะเป็นสาววายเสียเป็นส่วนมาก แต่มีเกย์ด้วยกันมาอ่านอยู่ไม่มากนัก ดังนั้นผมก็เลยอยากจะเอามาโพสในเวปบอร์ดของชายLGBTI จริงๆดูบ้าง เพราะผมอยากได้ Comment เพราะส่วนใหญ่ในเวปอื่นๆเขาจะชมเชยด้วยความเกรงใจหรือไม่ก็อยากจะให้กำลังใจมากกว่า
แต่สำหรับผม ผมเป็นคนชมชอบคำติมากกว่าชม เพราะคำติคือสิ่งที่สร้างเรา ส่วนคำชมคือแรงผลักดัน ผมได้แรงผลักดันมามากพอสมควรแล้ว ก็เลยอยากได้เสียงติมากกว่า ผมจึงหวังใจว่า จะได้รับความกรุณาจากเพื่อนๆทุกคน

เกี่ยวกับนิยาย เรื่องนี้เป็นนิยายกีฬาที่อาจแตกต่างจากนิยายเกย์หรือวายที่อื่นๆ ที่เพียงแต่เอาฟุตบอลเป็นฉากเท่านั้น แต่เรื่องนี้ฟุตบอลเป็นแก่นของเรื่อง โดยมีความรักของโป้งและโกล เป็นตัวชูรสเนื้อเรื่อง... ดังนั้นนิยายเรื่องนี้จึงมีฉากในสนามฟุตบอลมากพอสมควร ผมก็พยายามหลีกเลี่ยงศัพท์ฟุตบอลพอสมควรแต่การที่จะทำให้การบรรยายไม่แปลกหูแปลกตาคนที่ไม่ได้ชอบกีฬาประเภทนี้มากนัก แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามจะพาคนอ่านลงไปวิ่งกับนายโป้ง ดูนายโป้งใช้เท้าซ้ายพิฆาตปั่นไซด์โค้งทำประตู และทะยานไปกับนายโกลปัดลูกยิงของคู่แข่งเพื่อป้องกันประตูและสานฝันของทั้งคู่ที่จะเป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับโลก
นิยายเรื่องนี้แบ่งออกไปสองภาค คือThe Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง กับ The Save โกล... เซพสุดใจเพื่อนายไซด์โค้ง เพราะจริงๆแล้วเรื่องนี้ถูกพล๊อตเพื่อเป็นเรื่องเดียว แต่มีช่วงหนึ่งผมตัดเนื้อเรื่องโป้งส่งประกวด ก็เลยจำใจตัดออกเป็นสองภาค และเปลี่ยนมุมองการบรรยายเล็กน้อยโดยไปเน้นที่ตัวโกลมากขึ้น

“ฟุตบอลนะมึง มันกลมรึเปล่าวะ” โป้งลดหนังสือพิมพ์ลง
“พอมันกลมมันก็กลิ้งได้ พอมันกลิ้งได้ มันก็เดายากไง เกมฟุตบอลมันก็เหมือนกัน โลกฟุตบอลมันจะแพ้ชนะกันที่แผนการเล่น ความสามารถผู้เล่น บวกกับจังหวะกับโอกาส หรือก็โชคนั่นล่ะ บางทีเราว่าเราเก่ง เราพร้อม แต่ไปเจอแผนการเล่นดีๆ ของคู่ต่อสู้ บวกกับโชค เราก็แพ้ได้เหมือนกัน นั้นล่ะฟุตบอล”


โป้งเปลี่ยนจังหวะเท้าทันใด เปลี่ยนจากการเตะยิง เป็นการแปเรียดไปด้านข้าง ให้สิระที่วิ่งตามมาทางนั้นพอดีก็สับเท้ายิง
ลูกของสิระแรงมากมุ่งเข้าหาประตู แต่กลับกระแทกกับคานแล้วกระเด้งโด่งกลับออกมา
“เราคนไทยก็ต้องแม่ไม้มวยไทย..”
“นอกจากมวยเราก็มีตะกร้อไม่ใช่เหรอวะ..”
โป้งมองลูกลอยอยู่ในอากาศ..
“ก็ตะกร้อสิวะ” เขาคำรามแล้วขยับ “ไทยเป็นแชมป์โลกตะกร้อนะเว้ย..”
เขาสปริงค์ตัวขึ้นในอากาศ แล้วบิดกายวาดวงเตะด้วยเท้าซ้าย
ท่าหวดฟาดลูกกลางอากาศของเซปักตะกร้อ..
แม่นยำ เท้าของโป้งหวดลงบนลูกฟุตบอลที่ลอยมาเต็มแรง..
ผู้รักษาประตูของจีนกำลังวิ่งออกมา เขาผงะ เพราะลูกของโป้งพุ่งผ่านตัวเขาไปอย่างรวดเร็ว
ลูกฟุตบอลกระแทกพื้นหลังเส้นประตู แล้วกระดอนไปกระแทกก้นตาข่าย..
กรรมการมองผู้กำกับเส้นก่อนทีหนึ่งเพื่อดูว่าเป็นการล้ำหน้าหรือไม่
เขาจรดนกหวีด...
แล้วก็เป่ายาวโดยชี้ไปที่กลางสนาม...
เสียงเฮกึกก้องสนามจากกองเชียร์ที่มีขนาดย่อมกว่า.. ธงชาติไทยโบกสะบัดเพื่อฉลองประตูที่เกิดจากเด็กไทย และท่ากระโดดฟาดหน้าเน็ตของกีฬาอีกชนิดที่ไทยเป็นเอก
เซปักตะกร้อ...
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:06

ตอนที่ 1 โป้ง.. มาจากไซด์โป้ง

เด็กหนุ่มตื่นขึ้นบนเตียงที่ไม่คุ้นเคย เขาพึ่งมาอยู่หอพักนี้ได้เพียงสามวัน ดังนั้นอะไรๆก็ไม่คุ้นเคยสำหรับเขาไปเสียหมด
เขาลุกขึ้นเดินงัวเงียนึกจะไปห้องน้ำ แต่พอเงยหน้าขึ้นมากลายเป็นประตูห้อง ก็นึกได้ว่าเดินผิดทางส่ายหัวดุกดิกหันกลับไปหาประตูห้องน้ำ
“แปรงฟันให้สะอาดนะ” ถ้าเป็นที่บ้านแม่คงบอกอย่างนั้น แต่เป็นที่นี่กลายเป็นป้ายปิดบนฝาข้างกระจกในระดับสายตาแทน
“อาบน้ำให้สะอาด ไม่ต้องรีบ” ประโยคนี้เคลือบแผ่นใสไว้อีกต่างหาก ปิดไว้ตรงข้างฝักบัว
“ครับแม่” เด็กหนุ่มบอกกับตัวเอง แต่เจตนาสื่อสารกับแม่ที่อยู่ห่างไกลไปหลายร้อยกิโลเมตร
ที่จริงมีอยู่แทบทุกจุดในห้อง แม่ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงติดแผ่นป้ายอย่างนี้ไว้เตือนโป้ง เพราะโป้งออกจะเป็นคนไม่ค่อยเรียบร้อยตามนิสัยเด็กผู้ชาย
ทั้งที่เพื่อนๆต่างก็บอกว่าเขาเป็นคนสะอาดสะอ้านดี แต่นั้นก็เพราะเขาเคยชินกับเสียงสั่งกำกับของแม่ตลอดและทำตามไปโดยไม่ขัด เพราะกลัวโดนบ่นยาว

จากหอพักไม่ต้องขึ้นรถเมล์ เขาก็เดินมาถึงโรงเรียนมัธยมชายล้วนขนาดใหญ่ที่มีเกียรติประวัติยาวนาน เรื่องกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟุตบอลกับแบดมินตัน แต่เห็นว่าเดี่ยวนี้เริ่มเป็นที่จับตามองจากดนตรีอีกอย่างหนึ่งด้วย
เขายกมือไหว้อาจารย์ที่ทำหน้าที่เวรประจำวัน เป็นอาจารย์วัยหนุ่มที่มีดวงหน้าใจดี แล้วเขาก็เดินก้มผ่านไป
“เดี่ยวๆ” อาจารย์เรียก
เด็กหนุ่มเดินถอยหลังกลับ แล้วมายืนตรง
“ครับอาจารย์”
อาจารย์หนุ่มเดินเข้ามาใกล้
“เธอไม่ได้รูดซิบกางเกง”
ใจหายวาบ ก้มลงไปดู... ยังดีวันนี้ใส่กางเกงในสีดำ...
“ขอบคุณครับ” เขาหน้าแดง แม้ผิวที่กร้านแดดออกจะคล้ำก็ยังดูรู้ว่ามันแดงระเรื่อ
“เวลาแต่งตัวไม่ต้องรีบนะ” อาจารย์ยิ้มแล้วตบบ่าเขาเบาๆ
ประโยคนี้ช่างคล้ายกับป้ายคำเตือนของแม่เสียเหลือเกิน

จะว่าไปนี่ก็ไม่ใช่การมาโรงเรียนนี้เป็นครั้งแรก เพราะเขาต้องเข้าปฐมนิเทศเมื่อสามวันก่อนเปิดเรียน แต่นี่เป็นวันแรกที่เข้าเรียนจริงๆ
ตอนแรกเขาก็ไม่รู้จะไปนั่งตรงไหนเลยเลือกไปนั่งอยู่ตรงที่ขอบที่ปลูกต้นไม้ตาม แนวข้างสนามฟุตบอล ซึ่งทำขอบเป็นที่นั่งแบบม้านั่งยาว เพื่อรอเวลาเข้าแถว
พอสักพักก็ได้ยินเสียงเพลงมาร์ชของโรงเรียน ซึ่งเป็นสัญญาณเรียกเข้าแถว เขาก็เลยเดินไปที่สนามกลางของโรงเรียนที่ใช้เป็นที่ประชุมนักเรียนในตอนเช้า
แต่ก็ไม่รู้อีกว่าแถวของห้องที่เขาสังกัดอยู่ตรงไหน
เคราะห์ดี เขาจำเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเคยคุยกันตอนปฐมนิเทศได้ ก็เลยเดินตามเขามา

แล้วนายคนนั้นก็ดูจะเป็นมิตรดี พอเห็นเด็กหนุ่มก็เดินถอยกลับมาคุยด้วย
“นี่นายเด็กใหม่นี่ ชื่ออะไรนะ...พร”
“เทพพรครับ” เด็กหนุ่มตอบ แล้วกำลังจะแนะนำตัวเองอีก
“เอ้อ..ใช่เรา..”
“วสันต์” เทพพรกล่าวออกมาเพราะอ่านจากชื่อที่ปักบนหน้าอกเสื้อ
“เออ.. ใช่” วสันต์ยิ้ม
“เรียกว่าสันต์ดีกว่านะ”

วสันต์พาเทพพรมาเข้าแถวที่ห้องของตัวเอง และเพราะเทพพรตัวไล่กับวสันต์ก็เลยยืนต่อกันพอดีเพราะเรียงตามลำดับไหล่
คุยกันสักครู่โดนอาจารย์ประจำชั้นเดินมาเอ็ด ก็เลยเงียบแล้วต่างคนต่างยืน
แล้วเสียงที่ดังมาก็ทำให้เทพพรต้องแปลกใจ เป็นการเริ่มต้นเพลงชาติโดยการเล่นสดๆด้วยแซกโซโฟน
ต้นเสียงแรกดังกังวานและช่างไพเราะเสียจริง และก็ประสานเข้ามาจนเกิดเป็นบทเพลงชาติที่ไพเราะกว่าที่โป้งเคยได้ยินมาจากที่ไหน
เขาฟังเพลงจนลืมร้องเพลงชาติไปเลย
พอจบเพลง วสันต์สังเกตเห็นว่าเขาดื่มด่ำกับเสียงแซกโซโฟน ก็เลยกระซิบบอก
“คนเป่าเป็นนักดนตรีตัวหลักของโรงเรียนสองคน เล่นแซกทั้งคู่ พี่ไตรกับไอ้จุ้ย โดยเฉพาะไอ้จุ้ยมันเก่งมาdเลยนะ ฉันอยู่ห้องเดียวกับมันตอนม.ต้น เอาไว้จะแนะนำให้รู้จัก ไอ้นี่มันนิสัยดี แล้วก็ฮามาก”
การเรียนครึ่งเช้าผ่านไป เด็กหนุ่มก็เดินนำเทพพรลงมาที่โรงอาหาร ระหว่างนั้นมีเด็กนักเรียนที่อยู่ห้องเดียวกัน รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาแบบมีเค้าผสมตะวันตกเขามาทัก
“นี่นายเด็กใหม่” เขากล่าว
“น่ารักดีเหมือนกันนะ ปากแดงเชียว”
“เฮ้ยเดฟละเว้นบ้าง เดี่ยวเทพพรก็กลัว” วสันต์ปราม
“เทพพร..” เดฟทำหน้าพิจารณา
“ไม่มีชื่อเล่นเหรอ จะได้เรียกง่ายๆ”
“โป้งครับ” เทพพรตอบ
“โป้ง... แบบโกรธกันนะเหรอ นิ้วโป้งอะไรอย่างนี้ใช่ไหม” เดฟถามต่อ
โป้งยิ้มก่อนจะตอบ
“อ๋อ คล้ายกัน แต่เป็นนิ้วโป้งเท้า โป้งมาจากไซด์โป้งน่ะครับ”
เดฟพยักหน้า แล้วก็กำลังจะแซวชื่อของโป้ง แต่เขาก็หันไปเห็นใครคนหนึ่งเข้าเสียก่อน
“จุ้ย” เขาเรียกชื่อแล้วเดินมุ่งไปกอดเด็กหนุ่มใบหน้าจีน แถมหอมแก้มอีกต่างหาก
“วันนี้ใส่แป้งอะไร”
“ผงโยคี พอดีทาไข่แล้วมันเหลือในมือเลยเอามาทาหน้า” เด็กหนุ่มหน้าจีนตอบหลังจากผลักไสเดฟออกไป
“โอ้ว” เดฟทำหน้าประมาณว่าสุดยอด
“มิน่าไข่จุ้ยหอมมาก..” แล้วก็คว้าหมับไปที่เป้า แล้วก็วิ่งหนีไป
“ไอ้สัตว์เดฟ” เด็กหนุ่มหน้าจีนชี้หน้า ก่อนจะวิ่งตามไป
“อย่าหนีนะมึง”
วสันต์หัวเราะแต่โป้งทำหน้างง
“ไอ้เดฟมันเป็นเกย์ เปิดเผยเลยล่ะ แต่แมนๆนะ มันชอบไอ้จุ้ยมาก คนเมื่อกี้ล่ะจุ้ย เจ้าของเสียงแซกโซโฟนตอนเช้านั่นล่ะ”

โป้งนั่งอยู่กับวสันต์ที่ชวนมานั่งร่วมกับเพื่อนร่วมห้องหลังจากกินเช้าเสร็จ แต่เขากลับไม่ฟังการสนทนาของเพื่อนที่กำลังคุยกันเรื่องการ์ตูนแนวโจรสลัดตอนใหม่ แต่มองไปที่สนามฟุตบอล
“อยากเล่นบอลเหรอ” วสันต์ถาม
“ก็อยากนะ แต่ในสนามมันคนเยอะขนาดนั้น แบ่งกันเล่นได้ยังไง” โป้งถาม
“ก็ แบ่งตามคิว ก่อนจะเที่ยงจะมีตัวแทนเอาสลากมาให้จับ ถ้าจับได้ก็ได้ใช้สนามตอนเที่ยง แต่วันนี้ห้องเราจับไม่ได้” คนอธิบายคืออำนวย หรือนวยที่พึ่งได้รับตำแหน่งหัวหน้าห้องในวันนี้
พอดีมีลูกฟุตบอลใบหนึ่งลอยออกมาจากสนามอย่างแรง แต่ทว่าพอกระเด้งก็ค่อยๆหมดฤทธิ์กลิ้งมาแทบเท้าโป้ง
“วู้...เตะมาให้หน่อย” โบกมือไวๆคือเด็กหนุ่มผิวขาว ถอดเสื้อให้เห็นผิวเนียนใต้ร่มผ้า
จากตรงนี้ไกลมาก เพราะมีถนนกั่น แล้วจุดที่พวกนั้นเล่นยังคู่แข่งขันชุดอื่นขวางอยู่อีก
แต่โป้งลุกขึ้นแล้วใช้เท้าขวาเขี่ยให้ลูกฟุตบอลให้กลิ้งหลุนๆ ออกไปข้างหน้า ขยับตามไปก้าวหนึ่ง แล้วหยั่งเท้าขวาเป็นหลัก เท้าซ้ายเตะส่งด้วยเท้าด้านในฝั่งนิ้วโป้ง ใช้น้ำหนักไม่แรงนัก ทว่าลูกฟุตบอลกลับลอยไปเป็นแนวโค้ง ข้ามทีมที่ขวางอยู่ไป แล้วก็ผลุบลงตรงตัวเด็กหนุ่มที่ร้องขอพอดี
อีกฝ่ายก็ใช้อกรับให้บอลตกพื้น เหยียบลูกฟุตบอลไว้ แล้วก็ยกนิ้วว่าเยี่ยมก่อนจะหันไปเตะส่งบอลกับเพื่อนที่รออยู่
พอโป้งหันมาก็พบกว่ากลุ่มเพื่อนร่วมห้องอยู่ในอาการตะลึง
โป้งนั่งลงที่เดิมข้างวสันต์อย่างเดิม
“นี่นายเป็นนักบอลเหรอโป้ง” วสันต์ถามออกมาแทนเพื่อนๆ
“นั่นมันแม่นมากเลยนะ แม่นอย่างกับจับวางเลย” อำนวยบอกด้วยอาการตื่นเต้น
“ก็บอกแล้วไงว่าโป้งมาจากไซด์โป้ง...” โป้งตอบแล้วมองลงไปในสนาม
“ฉันได้ทุนของที่นี่ก็เพราะอย่างนี้ล่ะ เขาให้ฉันมาเล่นฟุตบอล”
เพื่อนหันไปมองหน้ากัน
“คนเมื่อกี้ใครน่ะ เขาจับบอลได้ดีนี่ แล้วก็รู้สึกคุ้นหน้า เป็นนักบอลแน่นอน” โป้งถามจากวสันต์
“นั้นนายปอ เป็นศูนย์หน้าเลยล่ะ เดี๋ยวนายก็ต้องเจอมันแน่นอน” วสันต์ตอบ

ไม่ห่างออกไปมีเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งกอดอกมองเด็กหนุ่มที่พึ่งส่งลูกฟุตบอลไปในระยะไกลอย่างแม่นยำ...
“นายคนนี้..เคยเห็นที่ไหนมาก่อนไหมนะ” เขาถามตัวเอง
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:06

ตอนที่ 2 บัดดี้ที่ยังไม่ได้คุยกันสักคำ
สามวันแล้วที่โป้งมาเรียนที่โรงเรียนใหม่ แต่เขาก็ยังไม่ได้ถูกเรียกตัวไปพบกับทีมฟุตบอลที่เขาถูกเลือกให้มาสังกัดแต่อย่างไรก็ดี เนื่องจากอาจารย์ป้อมเพชร หรือโค้ชป้อม ที่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลทีม อยู่ระหว่างลากลับไปร่วมงานศพญาติที่ต่างจังหวัด
แต่พออาทิตย์ต่อมาในวันจันทร์ เขาก็ถูกเรียกตัวไปตอนเลิกเรียน
ป้อมเพชรอยู่ในห้องพักของเขา ซึ่งอยู่ติดกับโรงยิมและโรงเก็บอุปกรณ์กีฬา และไม่ได้อยู่ลำพัง เพราะมีนักเรียนชั้นม.สี่เหมือนกับโป้งสองคนอยู่ด้วย คนหนึ่งผิวเข้มร่างกายกำยำ สูงกว่าเขาเกือบครึ่งหัว อีกคนผิวขาวใบหน้ายิ้มแย้ม ซึ่งโป้งทราบแล้วว่าคือปอ ศูนย์หน้าของทีม
“ยินดีต้อนรับนะ เทพพร ขอเรียกว่าโป้งแล้วกัน” ป้อมเพชรกล่าว
โป้งกับป้อมเพชรยังไม่เคยคุยกันจริงจัง เพราะแม้โรงเรียนนี้จะติดต่อให้ทุนเขา แต่ก็เป็นการติดต่อผ่านกับอาจารย์ท่านอื่นที่สนิทสนมกับโรงเรียนเก่าที่เขาเรียน
“จริงเราเคยเจอกันแล้วจำได้ไหม”
โป้งจำได้ดี เขาเคยร่วมกับเพื่อนโรงเรียนเก่า เชียงรายสมบูรณ์อุปถัมภ์ที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศของรายการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนระดับม.ต้น แล้วมาตกรอบเพราะทีมของป้อมเพชร
“นี่นายตั้ม ทรงยศ เป็นแบ๊กขวา ที่เคยตามประกบคุณตอนนั้น จำได้ไหม” ป้อมเพชรชี้หนุ่มร่างสูงกำยำ
จริงๆ ต้องบอกว่าโป้งจำไม่ได้หรอก เพราะเขาไม่ค่อยจำหน้าผู้เล่นฝั่งตรงข้าม เพราะเวลาเล่นเขาต้องเล่นเกมรุก ดังนั้นจึงจดจ่อกับการพาลูกฟุตบอลไปข้างหน้าให้ได้มากกว่าจะมาสนใจคู่แข่ง
แต่แน่นอนในทางตรงข้าม คนที่ต้องตามประกบเขาก็ต้องจำเขาได้แม่นยำ และหน้าที่แสดงออกของตั้มก็บอกอย่างนั้น
“นายเป็นปีกที่เร็วที่สุดเท่าที่ฉันต้องตามประกบเลย เผลอนิดเดียวนายก็เปิดดัดหลัง หนีฉันไปได้เฉยเลย... จำแม่น” ตั้มกล่าว
โป้งยิ้ม แต่ถ้านายคนนี้คือแบ๊กขวาคนนั้นแล้วหละก็ ความทรงจำของเขาก็เป็นคนละเรื่อง
ตั้มต่างหากคือกองหลังที่รับมือยากที่สุด เพราะแม้จะร่างกายใหญ่กว่าเขา แต่กลับสามารถกลับตัวอย่างรวดเร็วและวิ่งได้รวดเร็ว สร้างความลำบากให้โป้งตลอดการเล่นในนัดนั้น
กว่าเขาจะสามารถหลอกตั้มจนเสียงจังหวะก็เล่นเอาแทบแย่ และก็เป็นช่วงท้ายที่ใกล้หมดเวลาแล้วด้วย ซึ่งตอนนั้นตั้มคงล้าแล้ว เพราะเป็นธรรมดาของคนที่ต้องตามไล่จับ ซึ่งทั้งเครียดและเหนื่อย
เขาก็เลยหลอกทำเหมือนจะดึงบอลกลับหลัง ทำให้โป้งเข้าสกัดพรวดพราด เป็นโอกาสให้เขายกลูกฟุตบอลข้ามตัวเขาแล้วกระโดดตามไป จากนั้นก็เตะเปิดตัดหลังกองหลังทั้งแผงที่กำลังดันกันเพื่อเช็คไลน์ล้ำหน้า
ลูกฟุตบอลพุ่งเป็นแนวโค้งอย่างงดงาม แล้วเพื่อนของเขาคนหนึ่งก็วิ่งสวนแนวรับของนวสาครเข้ามาโหม่งสวน ผู้รักษาประตูที่พยายามจะออกมาปิดมุมเข้าประตูไป
ซึ่งนั้นคือลูกตีตื้น 3-1
“แต่ผมประทับใจลูกฟรีคิกของคุณมากเลยนะ” อาจารย์กล่าวต่อไป
“ใช่ไหมปอ”
ปอพยักหน้า
“นี่ปอ ปรเมศวร์ ศูนย์หน้า” อาจารย์กล่าว
ปอยิ้มและผงกหัว
“นายยิงได้ยังไงลูกนั้น ตอนแรกนึกว่าจะหลอกเสียอีก”
ปอจำได้ดี ตอนนั้นเขาเป็นหนึ่งในกำแพงป้องกันลูกฟรีคิกที่ทีมเสียเพราะตั้มวิ่งตามโป้งที่ได้บอลโต้กลับมาไม่ทัน และกำลังวิ่งไปหาประตูด้วยความเร็วสูง ตอนนั้นกองหลังตัวกลางวิ่งมาชนโป้งเอาดื้อๆเพื่อตัดเกม ก็เลยเสียลูกตั้งเตะในระยะยี่สิบห้าหลานอกกรอบเขตโทษ แต่เยื้องไปทางซ้ายพอสมควร
เขากับเพื่อนที่เป็นกำแพงเห็นโป้งสื่อสารกับเพื่อนก็คิดว่าจะโยน หรือไม่จ่ายลูกเรียดหลอกไปให้ตัวผู้เล่นที่ทำท่าจะวิ่งเติมเข้ามารับบอลไปเล่นต่อ
พอกรรมการเป่าให้สัญญาณ เด็กหนุ่มร่างเล็กก็วิ่งเข้าหาบอลแต่ไม่ได้เร็วนัก
ไม่เหมือนจะยิงสักนิด...
แต่กว่าปอจะรู้ตัวก็เห็นลูกฟุตบอลวิ่งโค้งข้ามกำแพงไปอย่างรวดเร็ว หันกลับไปมอง ก็ได้เห็นแค่มันพุ่งผ่านมือผู้รักษาประตูทีพุ่งกายไปหมายจะปัด
ลูกฟุตบอลเสียบมุมบนของประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
“เย็ด.. มึงกูนึกว่าดูวิดีโอเก่าๆของพี่เบคปั่นไซด์ข้ามกำแพงบาเซโรน่า แม่งโคตรสวย” จุ้ยเพื่อนรักของเขาที่ตามไปเชียร์ บอกกับเขาหลังจากนั้น
ที่จริงต่างกันนิดหน่อย เพราะโป้งไม่ได้ใช้ไซด์โป้งอย่างเดวิด เบคแฮม และไม่ได้สมชื่อโป้ง แต่เป็นไซด์ก้อยที่พุ่งโค้งอย่างน่าอัศจรรย์ เหมือนลูกยิงของโรแบร์โต้ คารอสที่ยิงประตูทีมชาติฝรั่งเศสมากกว่า เพียงแต่ระยะสั้นกว่า
“นายรู้เปล่าว่านายหักหน้าทีมเรามากเลย เพราะตอนนั้นเรายังไม่เสียสักประตู เจอกับนาย โดนเจาะไข่แดง “ปอกล่าวบนรอยยิ้ม
โป้งยิ้มเขินๆตอบ

“เอาล่ะ ทักทายกันจบแล้วนะ ทีนี้จะขอบอกให้ฟังอย่างนี้นะ คือทีมเราน่ะ ปกติจะใช้ระบบบัดดี้ในการซ้อม โดยคุณจะต้องจับคู่กับผู้เล่นคนหนึ่งเพื่อจับคู่ซ้อมและต้องซ้อมด้วยกันตลอด อย่างตั้มกับปอ เขาเป็นคู่ขากัน” อาจารย์ป้อมกล่าว
“คู่หูครับอาจารย์” ปอขัดคอ
“ฟังเป็นแนวอีโรติกยังไงไม่รู้ คู่ขา”
“เออนั่นล่ะ คู่หู...” อาจารย์ป้อมตอบ แล้วก็กลับมาสนใจกับโป้ง
“แต่วันนี้คู่หูคุณเกเรซะแล้ว ฉันเรียกก็ไม่มา ไม่รู้ไปไหนของมัน แต่เขาก็อยู่ห้องเดียวกับคุณนี่ รู้จักไหม นายโกล กรกฏ”
“อาจารย์” ปอรีบท้วง
“แต่ไอ้โกลมัน...”
ปอเงียบไปเมื่ออาจารย์มองหน้า
“พวกคุณก็อย่าไปอคติกับเขา เรื่องนั้นเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ไม่เห็นเกี่ยวกับการซ้อมตรงไหน” โค้ชสรุป
“ก็ตามนี้ เอาเป็นว่ายังไงคุณก็ทำความรู้จักกันไว้นะ อยู่ห้องเดียวกันอย่างนี้ดีที่สุดแล้วล่ะ จะเป็นบัดดี้กันสะดวก”

โกล กรกฏ โป้งพอนึกได้
เขาคือนักเรียนที่ชอบนั่งหลังห้อง แล้วก็ทำหน้าไม่สนใจอาจารย์ผู้สอนเท่าไหร่ แต่เวลาถูกถามกลับตอบได้ อย่างน่าประหลาดใจ
“คือ.. ไอ้โกลมันอินดี้น่ะ มันไม่ชอบคุย ไม่ชอบเล่น ไม่สนใคร ก็ตั้งแต่คู่หูมันประสบอุบัติเหตุ เจ็บหนักกลายเป็นเจ้าชายนิทราไป มันก็ไม่เคยมีคู่หูใหม่อีก แล้วพอดีทีมของเราปกติรวมสำรองทั้งชุดใหญ่ชุดเล็กแล้วก็มีแค่สามสิบสามคน มันก็เลยเลยมีเศษอยู่แล้ว” ปออธิบาย
“ไอ้นี่มันอยู่แปลกๆ ประมาณว่าไม่สนใครในโลก พี่มาคนเดียว อะไรพรรณนั้น” ตั้มกล่าวออกด้วยสำเนียงและสำนวนคนจากภาคใต้
“เราก็กลัวนายจะรับไม่ได้ พราะบอกตามตรงบางทีพวกเราก็รับมันไม่ค่อยได้หรอก เพราะนั่งๆคุยกันอยู่ มันนึกจะลุกมันก็ไป ไม่พูดไม่จา ไม่ใส่ใจใครสักคน” ปอกล่าวเสริม
“เขาคงมีโลกส่วนตัวน่ะ ผมว่าผมพอรับได้นะ” โป้งตอบ
“ไม่ต้องผม.. เอาอย่างนี้ พูดกูมึงเลยดีไหม” ตั้มกล่าวแล้วบีบที่ต้นคอของโป้ง
ตอนนี้ทั้งสามคนกำลังเดินมาตามทางจากโรงยิมเพื่อกลับบ้าน
“ครับ.. เอ้ย โอเคได้ กูก็กระดากปากจะผมกับพวกมึงแล้ว” โป้งตอบเพราะตรงใจคิด
ปอพยักหน้า
“มึงโลกสวยไป ไอ้นิสัยแบบนี้เหมือนไอ้จุ้ยไม่ผิด” ปอตอบ
พอพูดถึงจุ้ย จุ้ยก็วิ่งมาโดยแบกกลองใหญ่มาด้วย
“อ้าวไอ้จุ้ย อะไรนั้น แบกกลองเล่นหลาว” ตั้มแซว
“หลาวพ่อมึง... เล่นเหี้ยอะไรกูโดนทำโทษ” จุ้ยตอบแบบไม่สบอารมณ์ เอากลองโบกซ้ายโบกขวาเพื่อเปิดทาง
“แม่งอย่าให้กูรู้นะว่าใครเอาเมาท์พีชกูไป พ่อจะฟาดด้วยกลอง” เขาบ่นขณะจะผ่านทาง
ตั้มกับปอมองหน้ากันตาโต
พอจุ้ยจะพ้นระยะไป ปอก็เอาเมาท์พิช ออกมาจากกระเป๋าเป้ตราโรงเรียนที่สะพาย
(เมาท์พีช(Mouth Pitch) เป็นส่วนหนึ่งของSaxophone เป็นส่วนที่ใช้ในการประกบปากเป่า)
“ตายห่ากูลืมคืนมัน”
ตั้มทำหน้าเหวอ..
“ตายมึงตาย... ไอ้จุ้ยเอามึงตายแน่”
โป้งมองเมาท์พีช ที่จริงเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เดาว่าเป็นเครื่องดนตรี
แล้วเขาก็หยิบเมาท์พีชจากมือปอ
“เฮ้ยไอ้โป้ง...” ปอร้อง
แต่โป้งวิ่งไปหาจุ้ยที่ยังไปไม่ไกล
“ผมเจอไอ้นี่ ที่ทางเดินระหว่างตึก ใช่ของจุ้ยหรือเปล่า”
“เฮ้ยใช่” จุ้ยดีใจเอากลองวางแล้วเดินกลับมารับของคืน
“นายเป็นคนดีมากๆ เด็กใหม่ใช่ไหม หล่อนะเราน่ะ”
โป้งหัวเราะน้อยๆ ส่งดวงหน้าให้สว่าง
“เออๆ ขอบใจ นายมีน้ำใจมาก ใช้การได้... ไม่เหมือนไอ้พวกเหี้ยนั่น ระวังให้ดีอย่าไปสนิทกับมันมาก พวกมันชอบพาไปหลีหญิงพานิชย์ หวิดจะโดนผัวเขาไล่กระทืบหลายครั้งแล้ว” จุ้ยตอบแล้วแว้งกัดเพื่อนสนิทสองคนที่เรียนห้องเดียวกัน
ตั้มกับปอไม่กล้าตอบโต้เพราะยังมีกรณีความผิด แล้วถ้าหากตอบมากกว่านี้ อาจโดนปากของจุ้ยที่ลือชาพอๆกับเสียงแซกโซโฟนเล่นงานเอา
“จุ้ย ทำอะไรอยู่ ให้วิ่ง ไม่ได้ให้คุย” เสียงตะโกนลงมาจากตึก
มองไปเห็นหนุ่มรุ่นพี่ร่างสูงผิวสองสีหน้าคมเข้ม ตะโกนมาจากบนตึกที่เป็นอาคารของชมรมต่างๆ
“พี่ไตรผม เจอแล้ว ไม่ต้องโดนทำโทษแล้วเนอะ” จุ้ยแสดงเมาท์พีชให้ดู
“เออ เร็วๆ จะได้ซ้อม เอากลองขึ้นมาด้วย” ไตรตอบแล้วหายกลับเข้าไป
จุ้ยหันมาตบบ่าโป้งแล้วหันไปยกกลองเดินขึ้นตึกไป
ปอกับตั้มถอนหายใจโล่งอก ยิ้มต้อนรับโป้งกลับมา
“ดีนะมึงมีไหวพริบ ไม่งั้นกูตาย... ไอ้จุ้ยมันเอาตาย ทำให้มันได้วิ่งแบกกลอง” ปอโอบบ่าโป้งอย่างสนิท
“ไปกลับกัน”
แต่ระหว่างทางเดิน ที่ใกล้จะถึงประตูโรงเรียน
“คือกูว่านะ ได้ยินมาทีมจะได้สมาชิกอีกคน รอให้เขามาแล้วกูจะคุยกับโค้ชให้มึงเป็นบัดดี้ของเขาแทนไอ้โกล ดีไหม” ปอกล่าว
“แต่แบบนั้นโกลก็ไม่มีคู่เหมือนเดิมสิ แบบนั้นจะดีเหรอ”
“โอ้ย โลกสวยจริง มึงนี่” ตั้มกล่าวอย่างเหลืออด
“ไอ้โกลมันเป็นเหมือนไอ้เดฟน่ะ เดฟ รู้จักใช่ไหม อยู่ห้องเดียวกันนี่”
“ไอ้ตั้ม” ปอเอ็ด
“เดี๋ยวโค้ชก็ด่ามึงหรอก”
โป้งงง
“เหมือนยังไง” โป้งถาม
“ก็...” ปอนึกคำพูดแก้
“เงียบๆไง เงียบเหมือนกัน ไม่คบใคร”
โป้งทำหน้าประหลาดใจ
“เดฟเนี่ยนะเงียบ.. กูเห็นเขาออกจะร่าเริง เห็นเขาไล่ปล้ำจุ้ยอยู่ทุกวัน”
ปอส่งเสียงเออยาวๆ หันมองหน้าตั้ม ตั้มก็ไม่รู้จะตอบว่ายัง
“รวยไง รวยเหมือนกัน ไอ้โกลมันรวยมากเลยนะ มันเป็นพ่อมันขายเครื่องกีฬา รวยมากเหมือนไอ้เดฟเลย”
“เหรอ... ก็ไม่เห็นเกี่ยวนี่” โป้งทำหน้าคิดอีก
“เฮ้ยยย”ตั้มส่งเสียหงุดหงิด
“สูงไง...เห็นไหมสูงพอกัน” ปอคิดได้อีกข้อ
“อ๋อ...” โป้งลากเสียง เหมือนเข้าใจ ปอกับตั้มใจชื่นขึ้น แต่กลายเป็นว่า...
“กูก็นึกว่าเป็นเกย์เหมือนกัน”
“เฮ้ย” ทั้งปอและตั้มหยุดเท้าพร้อมๆกันร้องออกมาแถมทำตาโต
โป้งที่เดินเลยไปแล้ว ก็หยุดเท้าแล้วหันกลับ
“ว่าแล้ว” โป้งโคลงหัวช้าๆ
“ก็แค่เนี่ยพูดอ้อมไปอ้อมมาตั้งนาน”
“ก็กูกลัวมึงจะรู้สึกไม่ดี” ปอกล่าวแล้วเข้าพากอดคอเดินไปด้วยกัน
โป้งส่งเสียงหึ ก่อนจะตอบ
“มันก็ไม่เกี่ยวกับฟุตบอลนี่ กูกับโกลก็แค่ซ้อมบอลด้วยกัน เขาคงไม่ปล้ำกูกลางสนามบอลหรอกมั๊ง แค่นี้กูรับได้ ที่โรงเรียนเก่ากูก็มีเพื่อนเป็นเกย์หลายคน ไม่เห็นจะเป็นอะไร”
“เออ... กูก็แค่กลัวมึงรู้ทีหลัง จะหาว่าเพื่อนไม่บอกมึง ถ้ามึงโอเคก็ตามนั้น” ตั้มกล่าวแล้วเดินหน้ากระดานเรียงสามออกจากประตูโรงเรียน
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:07

ตอนที่ 3 : คู่หูผู้เงียบขรึม
ส่งตั้มกับปอขึ้นรถเมล์แล้ว โป้งก็ข้ามถนนเพื่อจะไปยังหอพักที่อยู่ใกล้ๆกับโรงเรียน
รู้สึกหิวก็เลยแวะร้านอาหารตามสั่งที่จริงก็เป็นแค่รถเข็นริมทาง สั่งข้าวไข่เจียวหมูสับมากิน
ระหว่างนั่งรอก็เอาหนังสือพิมพ์ที่วางไว้มาอ่านไปด้วย
แต่แล้วก็มีเสียงเหมือนรถมอเตอร์ไซด์ขนาดใหญ่ดังใกล้เข้ามา แล้วก็ชะลอจอดลงใกล้ๆ
โป้งมองไปเห็นรถบิ๊กไบค์คันใหญ่ ที่ผู้ขับขี่พึ่งจะตั้งขาหยั่ง
โคตรเท่ห์อะ... แม่งขับบิ๊กไบค์ด้วย แถมใส่เสื้อหนังสีดำสนิท หมวกกันน๊อกก็สีดำด้วยต่างหาก
แต่นายคนนั้นเดินมาหยุดตรงหน้าโป้ง
โป้ง งง เพราะเหมือนเขาจะก้มมามองหน้า แล้วเขาก็รูดซิบเสื้อหนัง โป้งจินตนาการไปว่าจะชักปืนออกมายิง... แต่ก็เปล่ากลับได้เห็นว่าภายใต้เสื้อหนัง เป็นเสื้อนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเขา แล้วก็ถอดหมวกออก
“นายชื่อโป้งใช่ไหม”
โป้งมองหน้าตาปริบๆ ไม่ใช่จำไม่ได้ แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันตอนนี้

เขาสั่งข้าวผัดปูตอนที่คนขายเอาข้าวไข่เจียวมาเสริพ นายคนขับบิ๊กไบค์มองโป้งเอาซอสพริกราดจนชุ่ม
“แล้วมันจะได้รสเหรอ.. ราดลงไปซะขนาดนั้น”
“ได้สิ... อร่อยด้วย ผมชอบกินแบบนี้” โป้งตอบ “นี่บ้านโกล อยู่แถวนี้เหรอ”
โกลทำหน้าเฉยๆแต่ก็ตอบ
“เปล่าหรอก แค่แวะมาหานาย โค้ชโทรเข้ามาแล้วบอกว่าฉันเป็นบัดดี้ของนาย ก็เลยมาทักทาย”
โป้งมองหน้าที่เฉยเมยของโกล
โกลเป็นคนหล่อคนหนึ่ง โครงหน้าดูมีเหลี่ยมนิดแบบชายชาตรี คิ้วเข้มและริมผีปากที่สวยได้รูป กิริยาท่าทางดูยังไงก็ไม่เหมือนที่รักชอบเพศเดียวกัน
“ใช่ ผมก็ว่าจะไปเจอคุณตอนเช้า.. โค้ชบอกว่าเราควรทำความรู้จักกันไว้” โป้งว่า

“รู้เรื่องของฉันแล้วใช่ไหม...” โกลกล่าวแล้วหันไปทางอื่น
“หมายถึงเรื่องไหน” โป้งถามกลับ
โกลหันมามองหน้า แสดงสีหน้าให้รู้ว่าไม่ชอบถูกขัดใจ
“ก็ปอกับตั้มบอกตั้งหลายอย่าง”
“เรื่องที่ฉันชอบผู้ชายด้วยกัน” โกลกล่าวออกมาโดยไม่ละสายตาจากโป้งเลยสักนิด
เขาเลยรู้สึกอึดอัดจนต้องเอาตักข้าวมากินแก้อาการ เคี้ยวช้าๆ
ระหว่างนั้นโกลก็ยังคงมองหน้าโป้งต่อไป
“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่” โป้งตอบ
“เราเป็นบัดดี้กันเรื่องบอล ซ้อมบอลด้วยกัน เป็นอะไรก็ไม่เห็นสำคัญ”
ข้าวพัดปูมาเสริพ ก็เลยเป็นการขัดจังหวะสนทนา
โกลไม่ได้ปรุงอะไรเพิ่ม ตักกิน แต่ตายังมองหน้าโป้งอยู่
นั่นทำให้โป้งรู้สึกว่าข้าวไข่เจียวฝืดคอเลยที่เดียว
“แน่ใจเหรอที่พูดออกมา บัดดี้อาจต้องนอนห้องเดียวกันด้วยนะเวลาไปต่างจังหวัด”
โป้งเคี้ยวข้าวช้าๆ
“ก็..ไม่เป็นไรนี่ ถ้านายไม่ได้คิดอะไรกับฉัน เราก็นอนด้วยกันได้ ฉันมีเพื่อนเป็นเกย์หลายคน เคยไปเข้าค่ายนอนกับเขานะ ไม่เห็นเป็นไรนี่”
โกลหัวเราะหึๆ แล้วหันไป นั่นทำให้โป้งคล้ายความอึดอัดบ้าง แต่พอหันกลับมา
“แล้วถ้าฉันเกิดคิดขึ้นมา นายจะทำยังไง”
นั้นทำให้โป้งอ้าปากค้าง ทั้งที่ข้าวไข่เจียวยังอยู่ในปาก

หลังจากนั้นโกลก็กินข้าวผัดของเขาเงียบๆ โป้งที่กินหมดก่อนก็ไม่กล้าลุก เลยนั่งอยู่ รอจนโกลกินเสร็จ
“เก็บเงินด้วยครับป้า” โกลเรียก
คนขายก็เดินมา
“แยกหรือรวม”
โป้งกำลังจะบอกว่าแยก แต่โกลพูดก่อน
“รวมครับ” แล้วเขาก็เอาแบงค์ร้อยส่งให้แม่ค้า

แม้โป้งจะบอกว่าไม่ต้อง แต่โกลก็ยืนยัน เขาก็เลยต้องให้โกลขับเข้ามาส่งถึงหน้าอพาร์ทเม้นท์
“เห็นไหมบอกแล้วว่าไม่ต้อง” โป้งว่าตอนปีนลงจากรถ
“แค่นี้เองเห็นไหม”
“นาย พักที่นี่เหรอ.. มันโทรมจะตาย” โกลมองอาคารที่ค่อนข้างเก่า โดยไม่เกรงใจคนที่กำลังเดินเข้ามา ทำหน้าเฉยเมยต่อการมองหน้าของคนอื่น
“ก็มันถูกดี แล้วก็ใกล้ด้วย” โป้งตอบ
“มันไม่ได้โทรมนะ ข้างนอกอาจดูโทรม แต่ลิฟต์อะไรก็ใช้ได้ดี”
โกลมองไปรอบๆ
“แล้วไม่อับเหรอ ตึกบังทุกด้าน”
“ก็ไม่นะ จริงๆข้างหลังมันติดคลอง เลยมีลมมาจากทางนั้น” โป้งตอบอีก
“นายนี่ท่าจะกินง่ายอยู่ง่าย” โกลเผยรอยยิ้มแรกให้เห็น จะว่าไปเวลาโกลยิ้มแล้วดูน่ารักดีเหมือนกัน
“ขอบใจนะที่เลี้ยงข้าว” โป้งกล่าว เป็นการบอกเป็นนัยๆว่าจะลาแล้ว
โกลพยักหน้า
“เจอกันพรุ่งนี้” โป้งว่าแล้วก็หันหลังจะเดินขึ้นตึก
“เมื่อกี้...ฉันพูดเล่นนะ” โกลกล่าวออกมา
โป้งหันกลับ
“ฉันแค่พูดเล่น นายอย่าคิดมาก ฉันไม่ปล้ำนายหรอก แต่ถ้านายยอมก็ไม่แน่” โกลกล่าว ดวงตามีแววแจ่มใสแม้จะแค่นิดหน่อยก็ตามที
“ก็ว่างั้น” โป้งกล่าว แล้วเขาก็เงียบไป ก่อนจะยิ้มออกมา รอยยิ้มนั้นช่างราวกับจะจุดให้บรรยากาศรอบกายสว่างขึ้น
“ฉันกับนายเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เราเป็นนักฟุตบอล.. ถ้าหากการเป็นบัดดี้กันคือส่วนหนึ่งของฟุตบอล ฉันจะรังเกียจนายทำไมเล่า”
“เจอกันพรุ่งนี้”เขาย้ำอีกรอบแล้วเดินขึ้นตึกไป
โกลมองตามร่างนั้นไป ก่อนเขาจะปิดหน้ากากหมวกกันน็อกแล้วเข็นรถถอยหลังไปสองก้าวก่อนจะบิดคันเร่งตีวง แล้วขับบึ่งออกไป

ที่นี่คือบ้านตระกูลวรรณพิธิ บ้านหลังใหญ่ที่สุดในซอยที่เต็มไปด้วยบ้านของผู้ดีมีตระกูล ยามรักษาการจดจำรถของโกลได้ดี จึงรีบเปิดประตูให้นายน้อยขับรถผ่านเข้าไป
โกลถอดหมวกแล้วเอามากอดไปด้วยแขนข้างเดียว แล้วเดินไป

คนขับรถก็เข้ามารับกุญแจรถเพื่อจะเอารถไปจอดเข้าที่
บ้านนี้ใหญ่โตมโหฬารแต่ มีผู้อาศัยจริงแค่สามคน คือเขา พ่อ และแม่ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้อยู่อีกต่างหาก เขาเลยเคยชินกันความเงียบ ทว่าว่ากลับไม่ได้มีความเงียบที่คุ้นเคยรอคอยอยู่ บ้านอึกทึกไปด้วยผู้คน
มิน่าเล่าเขาเห็นรถหลายคนจอดอยู่ตรงลานจอดที่แยกออกไป ซึ่งเป็นลานจอดรถของแขกที่มาเยือน
ทีมงานถ่ายทำรายการกำลังง่วนกับการสัมภาษณ์แม่ของเขาซึ่งเป็นอดีตนางแบบชื่อดัง ปัจจุบันก็ยังโด่งดังในการวงการแฟชั่นในฐานะแฟชั่นนิสต้าคนดัง และเจ้าของห้องเสื้อราคาแพงทั้งที่เธอไม่รู้เรื่องการออกแบบเลยด้วยซ้ำ
โกลเดินเลี่ยงแล้วกำลังจะเลี้ยวขึ้นบันได
“โกล” แม่หันมาเรียก
“นี่ไงค่ะลูกชาย”
โกลหันมามองหน้ามารดา
“มานี่เร็ว รายการเขาจะสัมภาษณ์”
โกลมองไปรอบด้วยสายตาเย็นๆ
“ผมง่วงนอน จะนอน แล้วก็รบกวนทำงานกันเงียบๆด้วย ที่นี่ไม่ใช่ตลาดสด” แล้วเขาก็เดินขึ้นบันไดไป
มารดาหน้าเจื่อน
“คงจะเหนื่อยนะค่ะ” เธอแก้ตัวกับพิธีกรสาวใหญ่ ร่างจ้ำม่ำ
“เป็นนักฟุตบอล ก็เลยซ้อมหนัก”

โกลเปิดประตูเข้ามาภายในห้องนอน เอาหมวกกันน็อกวางบนโต๊ะใกล้ประตู แล้วก็เดินไปเปิดตู้เย็นในห้อง หยิบเบียร์ออกมาเปิด แล้วก็เดินไปเปิดประตูระเบียง
แล้วก็เดินไปออกไปนั่งดื่มเบียร์จากปากขวด
เขาถอนหายใจแล้วมองออกไป
หึ.. เปรมิกา วรรณพิธิ เซเลปิตี้ เจ้าของห้องเสื้อชื่อดัง กับนายพรรณพงศ์ วรรณพิธิ เจ้าของธุรกิจอุปกรณ์กีฬาผู้ใจบุญ วัยสี่สิบกว่าๆแล้วก็ ยังดูหนุ่มฟ้อและเป็นที่หมายปองของสาวๆ คู่ที่เหมาะสม...
ใคร จะรู้ไหมว่า เปรมิกามีเด็กหนุ่มเลี้ยงในฐานะเด็กในการอุปการะอยู่มากกว่าห้าคนในคราวเดียว และจะรู้ไหมว่าสาวๆกำลังหมายปองผู้ชายที่ยินดีทอดกายให้ผู้ชายด้วยกัน..
น่าอิจฉา... ตรงไปเหรอ... ลองมาเติบโตในครอบครัวของเขาดูแล้วจะรู้..
เขาเกลียดทุกอย่างในชีวิตเกลียดพ่อ เกลียดแม่ เกลียดการสร้างภาพของครอบครัว เกลียดแม้แต่ตัวเอง...
เขากระดกขวดเบียร์อีกครั้งแล้วก็ทอดสายตาไปอย่างไม่มีจุดหมาย
“ฉันกับนายเหมือนกันไม่ใช่เหรอ เราเป็นนักฟุตบอล.. ถ้าหากการเป็นบัดดี้กันคือส่วนหนึ่งของฟุตบอล ฉันจะรังเกียจนายทำไม”
ทำไมนะ เขาถึงได้นึกถึงคำพูดและรอยยิ้มนั้นขึ้นมา...
นายโป้ง...


ตอนที่ 4 : ฟุตบอลเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
โป้งนั่งกระดิกเท้าอ่านหนังสือพิมพ์กีฬาอยู่ตอนที่วสันต์มาถึง
“เฮ้ยมาแต่เช้า นอนไม่หลับหรือไง” วสันต์ถามแล้วนั่งลง
“เปล่า กูมาวิ่งตั้งแต่ตีห้า ไม่ได้วิ่งหลายวันเดี่ยวสนิมกิน” โป้งกล่าวกับวสันต์ ซึ่งตอนนี้สนิทกันแล้ว
“โหฟิตๆ” วสันต์ตอบแล้วนั่งไขว้ขามองไปในสนามฟุตบอล
“เออ.. มึงสองกูเตะโค้งๆแบบมึงหน่อยสิ”
“ลูกโค้ง...” โป้งลดหนังสือพิมพ์ลงมองหน้า
“เอาไว้สอนให้ พวกมึงไปจับฉลากให้ได้เล่นก่อนเหอะ เอาไว้กูสอน”
วสันต์ยกดูหน้าปกของหนังสือพิมพ์กีฬา
“มึงว่าใครจะเป็นแชมป์ปีนี้วะ พรีเมียร์น่ะ”
“กูจะรู้เรอะ มันยังไม่เปิดฤดูกาล” โป้งตอบ
“อ้าว..ก็มึงเป็นนักบอล ก็น่าจะรู้สิวะ” วสันต์เซ้าซี้
“มึงว่าใครจะชนะ”
“โอ๊ย ไอ้บ้า... กูเป็นนักบอลไม่ได้เป็นหมอดูพลังจิต กูจะไปรู้ได้ไงว่าใครจะชนะ ใครจะแพ้”
“อ้าวก็เห็นเขาวิเคราะห์กันว่าทีมนั้นทีมนี้จะชนะ” นวยมาที่หลัง แต่ก็ได้ยินที่โป้งกับวสันต์คุยกัน
“พวกนักวิเคราะห์น่ะ เขาพูดอย่างกับรู้เลย”
“ฟุตบอลนะ มึงมันกลมรึเปล่าวะ” โป้งลดหนังสือพิมพ์ลง
“พอมันกลมมันก็กลิ้งได้ พอมันกลิ้งได้ มันก็เดายากไง เกมฟุตบอลมันก็เหมือนกัน โลกฟุตบอลมันจะแพ้ชนะกันที่แผนการเล่น ความสามารถผู้เล่น บวกกับจังหวะกับโอกาส หรือก็โชคนั่นล่ะ บางทีเราว่าเราเก่ง เราพร้อม แต่ไปเจอแผนการเล่นดีๆ ของคู่ต่อสู้ บวกกับโชค เราก็แพ้ได้เหมือนกัน นั้นล่ะฟุตบอล”
“ไอ้สัสสส... แม่พูดซะเป็นปรัชญา” วสันต์ดันไหล่โป้ง
“เฮ้ยเห็นมีใครบอกว่ามึงเป็นบัดดี้ไอ้โกลเหรอวะ” นวยถามต่อในเรื่องที่รู้มา
โป้งยักคิ้วแทนคำตอบ แล้วอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ
“แล้วมึงรู้รีเปล่าว่ามันเกย์” นวยกล่าวต่อไป
“ก็รู้ไง” โป้งตอบ
“อ้าว... แล้วมึงไม่.. แบบว่า รู้สึกแปลกๆเหรอวะ” วสันต์ถามบ้าง
“แล้วไงวะ” โป้งลดหนังสือพิมพ์ลงอีกแล้วมองหน้า
“กูซ้อมบอลกัน สนามบอลมีคนเป็นสิบๆคน มันคงไม่ปล้ำกูกลางสนามหรอกมั๊ง”
“มึงแน่ใจ” วสันต์ถาม
แล้วก็พยักเผยิบไปทางหน้าหนึ่ง
หันไปก็เห็น เดฟที่พึ่งจะหอมแก้มจุ้ยแล้วกำลังวิ่งหนี จุ้ยก็ตะโกนด่าไล่หลังยาวเหยียด
“รายนั้นยกเว้น” โป้งส่ายหัวอ่อนใจ

เพลงมาร์ชจบไปแล้วแต่โกลพึ่งจะเดินมาถึงแถว เขาไม่ใส่ใจเสียงบ่นของอาจารย์ที่ปรึกษา ยืนที่หัวแถวเพราะเป็นคนที่สูงที่สุดในชั้นเรียน
โป้งชะโงกหน้าออกไปมอง เขาก็มองมาเหมือนจะรู้ หันมาแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม แล้วก็หันไปมองหน้าตรง อีกสักเดียวจุ้ยก็เป่าแซกเป็นต้นเสียงก่อนไตรจะเป่าตามมาประสานสร้างเสียงไพเราะของเพลงชาติเหมือนอย่างทุกวัน

โป้งหันไปมองโกลที่นั่งเงียบคนเดียวอยู่หลังสุดเหมือนเคย และก็ทำหน้าเหมือนไม่ได้ตั้งใจฟังเหมือนเคยเช่นกัน
“ทำไมเขาชอบนั่งหลังห้อง” โป้งถามกับวสันต์
“ก็มันตัวสูง เห็นมันว่านะ มันเลยนั่งหลังจะได้ไม่บังใคร” วสันต์ตอบ
“ไม่ต้องห่วงมันหรอกมันเรียนเก่ง เห็นอย่างนี้มันได้คะแนนดีตลอดเลยนะ”
โป้งชำเลืองมอง จะว่าไปนายคนนี้ก็มีมิติที่น่าสนใจหลายๆอย่าง อย่างน้อยที่สุดก็คือ..ไอ้ท่าทางไม่ตั้งใจฟังนั้น แต่กลับเรียนดีอย่างที่วสันต์ว่า
แต่จู่ๆโกลก็หันมามองหน้าเขา
โป้งสะดุ้งรีบหันกลับ

พอจบคาบเรียนช่วงเช้าก็กินข้าวเที่ยง โป้งถือจานข้าวไข่เจียวหมูสับเดินมาผ่านเห็นโกลมากำลังยืนต่อคิวซื้อข้าวราดแกง
“นั่งไปนั่งด้วยกันสิ” เขาออกปาก
โกลหันมามองหน้า
“ไม่ล่ะ พวกนั้นเสียงดังโวยวายฉันรำคาญ” โกลตอบ
“โป้งเร็วๆ จะได้ไปเล่นบอลกัน” วสันต์ผ่านมาบอก
โป้งรับคำด้วยการพยักหน้า
“เล่นด้วยกันไหม”
โกลหันมามองหน้านิดเดียว
“นายไม่เบื่อบ้างหรือไง เดี่ยวก็ต้องเล่นไปตลอดปีแล้ว ได้พักก็พักบ้างเหอะ”
แล้วโกลก็เดินเข้าไปสั่งอาหาร
โป้งได้แค่ยักไหล่แล้วเดินไป
แสงแดดสะท้อนผิวโป้งที่มีเหงื่อซึมเป็นมันเลื่อม เขาไม่ผอมแต่ก็ไม่ใช่คนรูปร่างบึกบึน มีกล้ามเนื้อจากการฝึกฝนมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้ร่างกายสมส่วน
จังหวะเท้าของเขาสัมพันธ์กับความเร็วของลูกฟุตบอล แม้จะเป็นการใช้ความสามารถเพียงครึ่ง วสันต์ที่เล่นฝั่งตรงข้ามก็ยังตามการเคลื่อนที่ของโป้งไม่ทัน แถมลูกฟุตบอลยังเป็นลูกเล็กทำให้การแย่งจากเท้ายิ่งยากไปอีก
โป้งล๊อกบอลไว้จังหวะหนึ่ง แล้วก็กระชากพาลูกฟุตบอลหนีไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เท่านี้ก็หลุดจากการประกบ
เขาพาบอลไปล่อเป้ากับผู้รักษาประตู เตะกระแทกใต้ลูกเบาๆ ลูกฟุตบอลลอยขึ้นหน่อยเดียวแต่ด้วยทิศทางและน้ำหนัก อำนวยที่ยืนเฝ้าประตู ก็หมดปัญญาจะใช้ขาสกัด
“เก่งไปแล้วมั้งไอ้โป้ง” วสันต์กล่าวตอนที่โป้งหันตีมือกับนายย้งเพื่อนร่วมห้องที่เล่นทีมเดียวกัน
“พวกมึงอ่อนเอง” โป้งตอบแล้ววิ่งกลับไป
วสันต์ถอนหายใจอย่างอ่อนใจกับเพื่อน
“มึงทำไมไม่เสียบเลยวะ” เพื่อนคนหนึ่งบอก
“จะเสียบยังไง ตามมันยังไม่ทันเลย” วสันต์ตอบ
พอเขี่ยบอลแล้ว ทีมของวสันต์ก็จ่ายบอลไปมา เพื่อพยายามเข้ามากระชับพื้นที่เข้ามา แต่แค่เผลอจังหวะเดียว ก็โดนโป้งตัดไปได้อีก แล้วก็พาบอลหนี
ทว่า จู่ๆก็มีร่างดำๆโผล่มาเบียด
โป้งหันไปมองหน้า คนที่เข้ามาเบียดคือตั้ม พยายามจะแย่งบอล แต่โป้งบังเอาไว้ได้แล้วพาลูกฟุตบอลวิ่งหนีไปได้อย่างรวดเร็ว
แล้วก็กลายเป็นการวิ่งไล่จับของกองหลังทีมโรงเรียนกับปีกตัวใหม่ เพื่อนๆหยุดมอง โป้งพลิกตัวพาลูกฟุตบอลหลบไปมา โดยมีตั้มประกบเพื่อเข้าแย่งไปตลอด โดยยังไม่สามารถแย่งลูกฟุตบอลไปได้
วสันต์งง
“มาจากไหนวะ”
แต่เพราะเป็นบอลลูกเล็ก โป้งเลยได้เปรียบเรื่องความคล่องตัว เขาสามารถพลิกตัวหลบการสกัดของตั้ม แล้วเอี่ยวตัวนิดหน่อย ดีดลูกไปด้วยปลายเกือกส่งลูกฟุตบอลผ่านการสกัดของนวยเข้าประตูเล็กไปอีก
“เจ๋งนะมึง” ตั้มตบบ่า แต่พอหันไปเห็นเพื่อนของโป้งมารุมยืนมองหน้าเขาอย่างข้องใจ
“ไอ้ตั้มนี่มึงเหี้ยอะไร พวกเราอยู่ตรงนี้” ปอตะโกนเรียก
“โทษที เห็นมันเลี้ยงแล้วหมั่นไส้” ตั้มบอกบนรอยยิ้มแห้งๆแล้ววิ่งไป
สูงไปบนชั้นสามของอาคารเรียน โกลเห็นการเคลื่อนไหวนั้นโดยตลอด เขาเองก็รู้สึกอย่างเดียวกับตั้มคืออยากจะลงไปวิ่งไล่โป้งดูสักครั้ง การเคลื่อนไหวนั่นมันพลิ้วจนเหมือนเต้นรำ เป็นระบำที่เชิญชวนให้ดู และเชิญชวนให้ลงไปร่วมเล่นเสียจริงๆ
“ไม่ต้องใจร้อนเดี่ยวก็ได้เล่นด้วยกันแล้ว” โกลกล่าวกับตัวเอง แล้วก็นั่งลงอ่านนิตยสารกีฬาที่เอาติดมาจากบ้าน

วันนี้เป็นวันแรกที่โป้งต้องเอาชุดมาเปลี่ยนเพราะเป็นวันแรกที่โค้ชเรียกทำการซ้อม
เขาเอาเสื้อนักเรียนแขวนเก็บในตู้ แล้วหันไปเปิดกระเป๋าเอาเสื้อยืดมาสวม แล้วก็ถอดกางเกง แต่เป็นจังหวะเดียวกันกับที่โกลเดินเข้ามา
จะดึงขึ้นก็ไม่ทัน เพราะกางเกงมันหลุดไปกองตรงข้อเท้าเสียแล้ว แต่โกลก็เหมือนไม่ได้ใส่ใจ เขาเปิดประตูล๊อกเกอร์ข้างๆ แล้วก็โยนกระเป๋าเข้าไป ถอดเสื้อออก แล้วหันไปมองโป้งที่สวมกางเกงบอลเสร็จแล้ว โกลก็เลยหันกลับมาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเพื่อเอาเสื้อยืด
โป้งสังเกตว่าร่างกายชองโกลนั้นแม้จะสูงก็แน่นด้วยมัดกล้ามเนื้อ
คงเพราะเขามีการเล่นเวทเทร์นนิ่งด้วยแน่นอนที่สุด
“มองอะไร” โกลถามเหมือนมีตาหลังเพราะไม่ได้หันมามองหน้าโป้งในตอนนั้น
“เปล่า” โป้งตอบ แล้วรีบหันไปเปิดกระเป๋าเอารองเท้าสตั๊ตกับถุงเท้า
“แล้วหน้าแดงทำไม” โกลถามแต่ก็ไม่ได้มองหน้า ถอดกางเกงออก เหลือแต่กางเกงในตัวเดียว
โป้งทำหน้าเหรอ
“อ้อเปล่า แดงที่ไหน” ตอนนี้ล่ะที่หน้าคงแดงจริงๆ เพราะโป้งรู้สึกว่าหูร้อนฉ่า
โกลเอากางเกงขาบอลมาสวม
“แดงใหญ่แล้ว หน้าเราน่ะ” เขาว่ามือก็ค้นหาถุงเท้า
โป้งไม่ตอบสวมถุงเท้ารองเท้า แล้วลุกขึ้นปิดประตูล๊อกเกอร์แล้ว บิดกุญแจล็อกแล้วเอากุญแจมาแขวนคอ
“ไปรอข้างนอกนะ” แล้วเขาก็ออกไป
โกลแย้มรอยยิ้มออกมาก่อนจะเอารองเท้ามาสวม
“ขี้อายนะนายคนนี้”

โป้งยืนอยู่กับนักเรียนใหม่สามคน โดยมีอาจารย์ป้อมเป็นคนบอกกล่าวแก่เพื่อนร่วมทีมที่นั่งชันเขาบ้างขัดสมาธิ บ้างกันบนพื้นข้างสนามฟุตบอล
“เพราะมีเพื่อนเราสามคนย้ายโรงเรียนไป ผมก็เลยต้องหาคนที่จะมาแทน เอ้าแนะนำตัวกับเพื่อนซะ”
คนแรกอยู่ใกล้สุดเป็นหนุ่มร่างสูง
“ผมโยธินครับ เคยเล่นตำแหน่งกองกลาง”
คนต่อมารูปร่างแบบมะขามข้อเดียว
“ผมแสนพล เป็นกองกลางตัวรับครับ”
อีกคนเป็นหนุ่มร่างสันทัด ดวงหน้าคมหล่อ
“อัคร ครับ เป็นศูนย์หน้า”
แล้วก็มาถึงโป้ง
“เทพพรครับ เป็นปีก”
“โอเค คนอื่นๆพวกคุณคงจะยังไม่ได้เห็นฝีเท้า แต่สำหรับเทพพรนี่ คุณคงพอจำกันได้ คนที่ทะลวงดากนายโกลเป็นผลสำเร็จในฟุตบอลม.ต้น”
หลายคนหันมามองหน้าโกลว่า อยากรู้ว่าโกลจะทำหน้าอย่างไร
แต่โกลไม่ว่าอะไร ไม่แสดงอาการเลยด้วยซ้ำ
“ฟรีคิก แล้วความความเร็วจะเป็นประโยชน์กับทีม แต่ยังไง เธอก็ต้องเหมือนเพื่อนอีกสามคนต้องผ่านการทดสอบอีกทีนะ เพื่อหาตำแหน่งที่เหมาะสม”ป้อมเพชรว่า
“แล้วพวกตัวเก่าๆ ก็อย่างชะล่าใจ ขยันฝึกซ้อมด้วย เดี่ยวเป็นสำรองแล้วจะมาโวยวายไม่ได้นะ”
“ใคร จะไปชะล่าใจ กูได้สำรองแหง่ๆ ไอ้เทพพรนี่แม่งอย่างจี๊ด” คนที่พูดเป็นปีกซ้ายตัวจริงในปีที่แล้ว บ่นออกมากับคู่หูที่เป็นหนุ่มหน้าตาซื่อๆ

โป้งกับโกลวิ่งคู่กันไปตามแนวสนามฟุตบอลด้วยความเร็วที่สม่ำเสมอ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรกัน แต่ก็ดูจะสนิทสนมกันพอใช้
“หวังว่าคงไม่ต้องกลายเป็นคี่อีกนะ” คนพูดคือสุรีวัล อาจารย์สอนศิลปะบุคลิกทอมบอยที่ชอบกีฬาฟุตบอลเลยมาช่วยป้อมฐานผู้ช่วยอีกคนหนึ่ง
“ก็คงจะไม่มั้ง เพราะเห็นปอบอกว่านายโป้งนี่มองโลกแง่บวกมากๆ ก็อาจเข้ากันได้กับโกล”
“แต่นายโกลนี่มัน..สุดของความอินดี้ บุคลิกอย่างกับเด็กเรียนศิลปะมากกว่านักกีฬาฟุตบอล”สุรีวัลกล่าว
แล้วก็นึกเรื่องหนึ่งออกได้
“ครอบครัวของนายป้อง เขาตัดสินใจจะถอดเครื่องช่วยหายใจ แล้วนะ เพราะวันก่อนเห็นว่ามีการติดเชื้อ ก็เลยทรุดลงไปอีก ตอนนี้จะถ้าหยุดให้ออกซิเจนก็ไปแน่นอน”
อาจารย์ป้อมหันมามองหน้าสุรีวัล
“แล้วเราจะบอกกับโกลไหม” สุรีวัลหันมาถาม
อาจารย์ป้อมถอนหายใจยาวเหยียด แล้วก็หันไปมองโกลที่วิ่งไปคู่กับโป้ง
“ก็คงต้องบอก อย่างน้อยสองคนก็สนิทกันมาก”
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:07

ตอนที่ 5 : คู่หูเก่า
วันนี้เป็นการซ้อมเรื่องเกี่ยวกับความฟิต จากวิ่งระยะไกล แล้วก็เป็นการยืดเส้นยืดสาย แล้วก็เริ่มต้นฝึกความแข็งแกร่งด้วยการดันพื้นสิบเซต แล้วก็ต่อด้วยท่าCrunch
พักนิดหนึ่งก็เริ่มต้นวอร์มวิ่งเล็กน้อยแล้วเริ่มวิ่งยกเข่าต่ำ เข่าสูง สไลด์ข้าง วิ่งดีดส้นเท้า แล้วก็วิ่งถอยหลัง จากนั้นค่อยมาเริ่มวิ่งสปีดยกเข่าสูง ในระยะสามสิบเมตร เพื่อเรียกความเร็ว แล้วก็เริ่มต้นวิ่งหลบหลัก
อาจารย์ป้อมมองโป้งวิ่งหลบหลักได้อย่างพลิ้วและเร็วกว่าคนอื่น ก็แน่ใจว่าเขาต้องฝึกฝนร่างกายมาอย่างดี
“เด็กคนนี้ เร็วมากจริงๆ คล่องมาก” อาจารย์สุรีวัลกล่าว “ก็สมแล้วที่ปราบนายตั้มได้ราบคาบ”

โป้งเปลี่ยนชุดเรียบร้อย ก็ยังไม่เห็นคู่หูของเขา พอออกมาจึงได้เห็นว่าโกลกำลังคุยอยู่กับอาจารย์ป้อมเพชรโดยมีอาจารย์สุรีวัล ยืนอยู่ด้วยกัน
ใบหน้าของโกลตอนนี้ดูนิ่งสนิท นิ่งเกินไป
“ทำอะไรอยู่” ปอเดินมาจากข้างหลังแล้วกอดคอ “ไป.. ไปหาอะไรกินกัน”

วันนี้เป็นอาทิตย์ โป้งก็เลยตื่นสายได้นิดหน่อย แต่พอตื่นมาแล้วเขาก็ยังไปโรงเรียนเพื่อวิ่งออกกำลังกาย
แต่พอกลับมาถึงที่พัก เขาก็เห็นโกลนั่งคร่อมอยู่บนมอเตอร์ไซด์รอเขาอยู่
“นายไปไหนรึเปล่าวันนี้” โกลถาม
“เปล่า”โป้งตอบแล้วเอาผ้าขนหนูเช็ดหน้า
“ไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนหน่อยสิ” โกลบอก

ร่างที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงนั้นผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็กว่าครึ่งปีแล้วที่โกลไม่ได้มาพบหน้าอดีตคู่หูของเขา
“ขอบใจที่มานะ” หญิงวัยกลางคนนี้ โกลบอกกับโป้งว่าเป็นมารดาของคนเจ็บ
“แม่ตัดสินใจจะเอาเครื่องช่วยหายใจออกแล้วล่ะ ตอนนี้เขายังหายใจอยู่เพราะเครื่องช่วยหายใจ”
สายตาที่ปวดร้าวนั้น โป้งเห็นได้และอดสงสารไม่ได้ แม้จะไม่ทราบอะไรเลย
“แม่อยากจะให้เราสองคนล่ำลากันซะ ยังไงก็เราสองคนก็ผูกพันกัน”

โป้งออกมารออยู่หน้าห้อง
“แม่ไม่เคยเห็นหน้าเรามาก่อนเลยนะ” มารดาของคนเจ็บที่โป้งรู้เพียงว่าชื่อป้องกล่าว
“ผมพึ่งย้ายมาใหม่ครับ พอดีผมกับโกลเป็นบัดดี้กันในทีมฟุตบอลเขาเลยชวนมาด้วย”
“บัดดี้... ก็เหมือนป้องสินะ” แล้วมารดาของคนเจ็บก็ถอนหายใจ “นั่นสินะ คนเราก็ต้องก้าวข้ามความเจ็บปวดให้ได้อยู่ดี”

โกลออกจากห้องมากก็คุยกับมารดาของป้อง ซึ่งโป้งฟังอยู่จับใจความได้ว่า ครอบครัวของป้องจะให้หมอตัดเครื่องช่วยหายใจในอาทิตย์หน้า เพราะพี่ชายของป้องที่เรียนต่างประเทศต้องการจะกลับมาดูน้องชายเป็นครั้งสุดท้าย
แล้วโกลก็พาเขาออกจากโรงพยาบาลเป็นเวลาใกล้เที่ยง
ในร้านอาหารที่ตั้งภายในคอมมูนิตี้มอลล์ของอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง โกลนั่งเขี่ยสปาร์เก็ตตี้มากกว่าจะกิน
โป้งก็กินพลางสังเกตอาการของโกลไปพลาง
“ไปเล่นบอลกันไหม” โป้งถามออกไป
โกลเงยหน้ามองเขา
“ไปกันเหอะฉันอยากเล่นบอล เราไปหาสนามที่มีคนเล่นแล้วไปขอเขาเล่น น่าจะมีบ้างล่ะ”

โกลมองโป้งเขาคุยกับวัยรุ่นวัยใกล้เคียงกับพวกเขาเพื่อขอร่วมเล่น เขามีท่าทางดีใจแล้วก็เดินกลับมาแจ้งข่าว
“เขาให้เราเล่น”
โกลเลิกคิ้วสูงแทนคำตอบ

“ที่จริงนายไม่ต้องซื้อก็ได้ เราก็แค่กลับไปเอาที่หอ กับที่บ้านของนาย” โป้งสวมรองเท้าใหม่เอี่ยมราคาแพงที่พึ่งซึ้อมาจากร้านในคอมมูนิตี้มอลล์
“มึงเหอะ” โกลสวนคำพูดที่ทำให้โป้งออกจะงง
เขาต้องคิดอยู่ครู่ถึงเข้าใจ
“เออ ดี” โป้งว่า
“มึงก็ขี้เกียจเกิน ขับรถกลับไปบ้านนิดเดียวก็ได้แล้ว ซื้อใหม่ทำไมเปลืองเงิน”
“เงินก็เงินพ่อของกู รองเท้านี่ก็รับมาจากบริษัทของพ่อกู อัฐยายซื้อขนมยาย เขาไม่จนลงหรอก เงินหมดไปขอใหม่ เขาก็ไม่ว่าสักคำ” โกลตอบ
โป้งทำหน้าบอกไม่ถูก แล้วก็ลุกขึ้นกระโดดสองทีทดสอบความแน่นหนา
พอวอร์มเสร็จ ก็พอดีกันกับพวกกลุ่มวัยรุ่นวอร์มกันเสร็จเหมือนกัน
เท่าที่ทราบมากลุ่มนี้เรียนในระดับสูงกว่าโป้งกับโกลสองปี คือ ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนร่วมชั้นปีสามของโรงเรียนอาชีวะชื่อดังสังกัดกรมอาชีวศึกษา

พอมีโป้งกับโกลเลยกลายเป็นว่าจะแบ่งเป็นทีมฝั่งละเจ็ดคนพอดี แล้วเมื่อทำการจับสลากสุ่มเลือกทีมกัน โกลกับโป้งก็บังเอิญได้อยู่ทีมเดียวกันด้วย
โกลพึ่งรับบอลมาจากเพื่อนใหม่ที่ร่วมทีม ก็สอดส่ายสายตา เขาเลี้ยงบอลไปด้วยหลังเท้าด้านใน หาจังหวะเตะเปิด หันไปเห็นโป้งชี้นิ้ว เขาเตะเปิดเรียดไปตามนิ้วที่ชี้
โป้งไม่จับบอลแต่วิ่งเลี้ยงต่อไปเลย เปลี่ยนทางลูกฟุตบอลหลบคนที่เข้าสกัด แล้วพลิ้วกายพาลูกหนีการปะทะของอีกคนก่อนจะเตะดีดไปข้างเบาๆ ให้เพื่อนร่วมทีมที่วิ่งสอดเข้ามา แต่นายคนนั้นก็พาลูกไปเสียหน้ากรอบประตู โป้งก็เลยต้องถอยกลับทั้งที่วิ่งไปหาตำแหน่งว่างที่ริมเส้นด้านซ้ายแล้ว
คู่ต่อสู้พาบอลกลับมาเจอโกลวิ่งเข้าเบียด ก่อนใช้ความคล่องตัวดีดลูกฟุตบอลหลุดจากการครอบครองของอีกฝ่าย แถมพลิกตัวกลับไปเอาลูกฟุตบอลแล้วเปิดลูกต่ำด้วยการแปไปหาโป้ง เพราะเห็นโป้งว่างอยู่คนเดียว
โป้งที่ยังถอยไม่ไกลเห็นโกลเตะโยนลูกต่ำมา ก็ใช้เท้าดูดลูกฟุตบอลลงพื้นแล้ววิ่งทะยานไปตามแนวเส้นหนีคู่ต่อสู้ที่พุ่งเข้ามาหมายจะสกัด แล้วก็เลี้ยงตัดเข้าด้านใน ระหว่างนั้นมีเพื่อนร่วมทีมวิ่งแทรกขึ้นมาโป้งก็คิดจะส่งไปให้ในตอนแรก แต่พอเห็นว่ากองหลังฝ่ายตรงข้ามอ่านเกมได้ แล้วกำลังพากันไปกันทางที่เขาจะส่งลูกฟุตบอลไป โป้งเลยเปลี่ยนใจ
แต่เพราะการพากันไปปิดทางทำให้เกิดช่องว่างให้โป้งได้แสดงทักษะเอก...
โป้งยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น
แล้วเขาก็วางเท้าขวาเป็นหลัก ใช้เท้าซ้ายอาวุธสำคัญเตะปั่นลูกโค้งหนีมือผู้รักษาประตูไปเบียดเสาไกลเข้าประตู
“เย็ดด” คนที่อยู่ใกล้ตัวโกลร้องออกมา
“ซ้ายพิฆาตเหรอวะนั่น”
โกลมองหน้าหนุ่มรุ่นพี่ที่แม้อยู่ฝ่ายเดียวกันก็ยังร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
ตั้งแต่นั้นตลอดเกมฝ่ายตรงข้ามก็เข้ามาเบียดกระแซะโป้งตลอดเวลาที่เขาได้บอล
แต่ส่วนใหญ่โป้งก็พาลูกหนีไปได้ ด้วยการล็อกหลบบ้าง กระชากเปลี่ยนทางบ้าง ยกบอลหนีหน้าตาเฉยบ้าง แม้แต่จิ้มบอลลอดขาแล้ววิ่งไปก็ยังลอง
ทำให้ฝั่งตรงข้ามเหมือนไล่จับกับอะไรบางอย่างที่หลบหลีกไปมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
แต่พอโดนรุมเขาก็ไม่ฝืนเปิดบอลกลับให้เพื่อนคนอื่น
โกลต้องมองตามบอลตลอดอยู่แล้ว แต่วันนี้เขาเพลิดเพลินไปกับการเล่นที่เหมือนเต้นรำชองโป้ง จนเผลอยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้
แล้วจังหวะนั้นเอง ที่ผู้เล่นฝั่งตรงข้ามกรูกันเข้าหาโป้งสี่คน โป้งก็งัดลูกฟุตบอลลอยข้ามหัวพวกเขามาทางที่โกลกำลังวิ่งไป โกลพักลูกด้วยอก แล้วก็เลี้ยงบอลด้วยหลังเท้า เปลี่ยนทางหลบผู้รักษาประตูที่พุ่งเข้าหา ก่อนเตะแปง่ายๆผ่านประตูที่ว่างโล่งเข้าไป
โป้งวิ่งมาทั้งยกมือค้างมา โกลก็จับมือนั้น แล้วก็คว้าตัวโป้งมากอดคอขยี้หัว
“พิษสงรอบตัวเลยนะ” เขาว่า
ตอนนี้โกลยิ้มกว้างอย่างที่โป้งไม่เคยเห็น เป็นรอยยิ้มที่สะท้อนออกมาจากความสุข ใบหน้าที่มีเหงื่อโทรมจึงสุกสว่างขึ้นอย่างงดงาม
“มึงนี่ยิ้มสวยนะ” โป้งกล่าว ทั้งวิ่งเหยาะๆกลับมาแดนตัวเองเคียงข้างโกล
“ยิ้มบ่อยๆหน่อยสิ กูชอบเวลามึงยิ้ม”
โกลมองหน้าโป้ง แล้วเขาก็วิ่งต่อไปในขณะที่โป้งหยุดเพราะถึงตำแหน่งตัวเอง
“มึงก็ทำให้กูยิ้มบ่อยๆ สิ” โกลกล่าวออกไป

“พวกมึงโกงนี่หว่า” คนพูดเป็นผู้เล่นฝั่งตรงข้าม “เป็นตัวโรงเรียน หรือตัวทีมชาติรีเปล่าเนี่ยมึงสองคน”
โกลดื่มน้ำอยู่เหลือบมอง โป้งยิ้มแห้งๆ
“ไม่ใช่ทีมชาติ แต่เป็นทีมโรงเรียน” เขาตอบ
“ก็นั้นหละ ไม่บอกก่อน ไม่งั้นกูจะจับอยู่คนละฝั่ง” คนพูดก็คือคนที่บอกตกลงให้โป้งกับโกลเข้าร่วมเล่น
“ดูสิ...พรุนเลยพวกกู”
“เฮ้ยๆ สู้ไม่ได้ทำเป็นบ่นนั่นบ่นนี่” คนแย้งเป็นผู้เล่นฝั่งเดียวกับโป้งเมื่อครู่
“กูชื่อแดน นะเว้ยอยากเล่นก็มาที่นี่ พวกเราเล่นกันเกือบทุกอาทิตย์อยู่แล้ว"
แดนกล่าว เขาเป็นหนุ่มร่างสันทัดผิวเข้ม ดวงหน้าดูเรียบๆแต่มีรอยยิ้มที่ดูดี
“โอเค...” โป้งตอบ แล้วหันมองนาฬิกาใหญ่ที่อยู่บนหอนาฬิกาเล็กๆของสวนใต้สะพานทางด่วนแห่งนี้
“ไปแล้วนะ บ่ายแล้ว”
“โอเค..” แดนตอบแล้วยกมือเชิงลา
โป้งหันไปยกมือลาและขอบคุณเพื่อนใหม่ทุกคนก่อนจะเดินคู่กันกับโกลออกไปจากสวน
“ไอ้โป้งนี่มันโคตรจี๊ดอะ... รุมกันตั้งหลายคนมันก็หนีได้ พอจนมุมแม่งก็เปิด ไม่รู้จะจับมันยังไงจริงๆ ส่วนไอ้โกลตัวสูงนั่นก็เก่ง เร็ว แล้วก็ตาดีด้วย..” แดนบอกกับเพื่อน
“เล่นอย่างนี้ก็เล่นอาชีพได้แน่ๆ”
“เอาไว้มันแข่งกูจะไปดูหน่อยสิ แม่งโคตรเจ๋ง” เพื่อนอีกคนกล่าวตอนเห็นโกลสตาร์ทรถบิ๊กไบค์ของเขา แล้วโป้งก็ขึ้นซ้อน ก่อนโกลจะเร่งเครื่องออกไปทิ้งเสียงครางต่ำของเครื่องยนต์ไว้ข้างหลัง
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:08

ตอนที่ 6 : อุบัติเหตุ
โกลนุ่งผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำ เป็นโป้งกำลังรีดเสื้อนักเรียนอยู่
“ทำเองเลยเหรฮ” โกลถาม
“เออสิ กูไม่ได้ร่ำรวยนี่หว่า ไม่มีปัญญาไปจ้างซักรีดหรอก” โป้งตอบ
“ห้องมึงนี่อย่างกับ บอร์ดประชาสัมพันธ์ มีป้ายแม่งทุกมุม” โกลกล่าวแล้วเอากางเกงมาสวม
“แม่กู” โป้งว่า
“เป็นพยาบาล ระเบียบแป๊ะ ปกติเวลากูจะทำอะไรก็คอยกำกับ พอไม่อยู่ด้วยกันก็เลยเอาป้ายมากำกับแทน”
ตอนที่โป้งพูดถึงแม่แม้จะดูเหมือนอ่อนใจ แต่กลับยิ้มอย่างมีความสุข
โกลดึงผ้าเช็ดตัวออกแล้ว ติดกระดุมกางเกง
“เค้ารักมึงมากเลยใช่ไหมล่ะ” โกลกล่าว “มีลูกน่ารักอย่างมึงก็ควรจะรักหรอก”
โป้งหัวเราะเบาๆ ตอบไปไม่ได้คิด
“แม่ก็รักลูกทุกคนนั้นล่ะ”
โกลเงียบ จนโป้งต้องหันมา
โกลกำลังกลัดกระดุมเสื้อเชิ้ตตัวใหม่
“ไม่ทุกคนหรอก บางคนเขาก็ไม่ได้รัก.. แค่ต้องมีเฉยๆ” แววตาโกลเหมือนจะลอย เขาเหมือนอยู่ในห้วงคำนึง
โป้งวางเตารีดส่งเสียงดังเคร้งเพราะกระทบกับเหล็กของแท่นที่รองรีด
โกลจึงตื่นตัว แล้วหันมา
“กูเอาเสื้อผ้าชุดนี้ทิ้งไว้นี้เลยได้ไหม”
เขาหมายถึงขุดที่ใส่เตะฟุตบอลเมื่อสักครู่
“เออ... เดี่ยวกูเอาลงไปซักเครื่องหยอดเหรียญให้ ยังไงพรุ่งนี้ต้องซักอยู่แล้ว”โป้งตอบ
“เสร็จยังน่ะ หิวแล้วเนี่ย...” โกลถามแล้วนั่งลงใกล้ๆ
“อีกตัวเดียว” โป้งว่ามือก็สอดไม้แขวนเข้าไปในเสื้อนักเรียนที่รีดเสร็จแล้ว
โกลก็เอาไปแขวนให้ที่ราวซึ่งมีชุดอื่นของโป้งแขวนอยู่แล้ว

ร้านที่ไปกินเป็นแผงที่ใช้พื้นที่หน้าบ้านตัวเองเป็นร้านริมทาง ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียน
มองข้ามฝั่งไปเห็นโป้งก็เห็นมีเด็กนักเรียนหลายคนในชุดไปรเวทเดินออกมา บางคนถือกระเป๋าอะไรมาด้วย
“พวกนั้นมาทำอะไร”
“วงโย...” โกลตอบ
“เห็นว่าจะไปแข่งที่บุรีรัมย์ ก็เลยมาซ้อมพิเศษวันอาทิตย์มั้ง”
โป้งพยักหน้า แล้วเขาก็เห็นคนคุ้นหน้าเดินออกมารวมกับกลุ่มเป็นห้าคน
“นั่นจุ้ยกับพี่ไตร” เขาว่า
พอดีกับเด็กหนุ่มหน้าจีนหันมาเห็น เขาเลยโบกมือให้
โป้งก็โบกตอบ
“รู้จักไอ้จุ้ยด้วยเหรอ” โกลถาม
“อืมเคยคุยกัน” โป้งตอบ
กินข้าวเสร็จทั้งคู่ก็ซื้อขนมมานั่งกินกันที่ท่าน้ำริมคลองหลังอพาร์ทเม้นท์ซึ่งเป็นคลองใหญ่พอใช้ น้ำก็เลยสะอาดพอสมควร
“อยากรู้เรื่องป้องไหม” โกลกล่าวขึ้น
โป้งเงยขึ้นจากการตักขนมปากริมไข่เต่าจากถ้วยโฟม
“ป้องเขาเป็นบัดดี้เก่าของกู จริงๆเราเป็นเพื่อนกันมาแต่เด็กเลยล่ะ เพราะพ่อของป้องเป็นเพื่อนกับพ่อของกู” โกล
กล่าวแล้วกินปากริมไข่เต่าไปหนึ่งคำ
“เราสนิทกันมาก ก็เรียนด้วยกันเล่นด้วยกัน เมื่อก่อนกูเป็นกองกลาง มันก็เล่นเป็นเซ็นเตอร์ เราสองคนสนิทกันมาก รู้กันทุกเรื่อง ทุกอย่าง” โกลมองลงไปสายน้ำ “เพราะเราเป็นคู่หูแล้วก็คู่ขากันด้วย”
โป้งอ้าปากค้าง เพราะไม่คิดว่าโกลจะพูดออกมาเอง
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขากลายเป็นแบบนั้น” โป้งถามต่อ เมื่อตั้งสติได้
ป้องเป็นเด็กหนุ่มตัวสูงพอๆกับโกล เขามักจะมียิ้มจนตาหยีเสมอ ใบหน้าของป้องในความทรงจำของโกลคือตอนยิ้ม
“พูดไปก็คือความผิดของกูเอง” โกลถอนหายใจ

ภายในห้องนอนของโกล
“มึงทำแบบนี้มึงเห็นกูเป็นอะไรโกล” ป้องถามน้ำตารื้น
“อะไรของมึง กูก็บอกว่าไม่มีอะไร” โกลตอบ เขาชักหงุดหงิด
“กูกับไอ้เดฟก็แค่อารมณ์พาไป”
“มึงทำอย่างกับแม่งเป็นเรื่องเล่นๆ” ป้องเมินไป “ตกลงเราเป็นอะไรกัน”
โกลถอนหายใจยาว
“ไอ้ป้อง กูก็บอกแล้วว่าแค่สนุกๆ มึงก็ยอมรับไม่ใช่เหรอ แล้วมึงหวังอะไร มึงจะให้กูพาผู้ใหญ่ไปสู่ขอมึงนั้นเหรอ”
ป้องเงียบไป เอามือจับแขนโกล
“กูจริงจังกับมึงนะโกล”
โกลหันมามองหน้า ป้องมองตาเขาอย่างล้ำลึก จนเขาหันหนีไป
“มึงจะบ้ารีเปล่าวะ นี่เราอายุเท่าไหร่กัน.. เราอายุแค่สิบสี่.. มึงคิดอะไร.. มึงไม่คิดว่าตัวมึงอาจไปชอบผู้หญิง แล้วก็กลับมาเป็นปกติ หรือไม่มึงก็ไปเจอเกย์คนอื่น ถึงตอนนั้นมึงก็ลืมกูแล้วไอ้ป้อง”
ป้องลุกขึ้น
“ถ้ามึงคิดแบบนี้ กูกับมึงก็เลิกกัน”
“เอ้ยอะไรวะ” โกลเรียกรั้ง แต่ป้องวิ่งออกไปจากห้อง
“ไอ้ห่าเอ้ย”

โกลนั่งทำอารมณ์อยู่นานพอสมควร ก่อนจะขี่จักรยานออกไป
เขาไล่ไปทันป้องที่ริมถนน ป้องกำลังจะข้ามถนนเพื่อกลับบ้านที่อยู่ในซอยอีกฝากถนน
“เฮ้ยป้อง อย่าโกรธสิวะ กูพูดถึงอนาคตเฉยๆ มึงจะอะไรนักหนา” โกลเอาลงจากจักรยาน
“มึงจะบ้าเปล่าวะ มึงกับกูคบกันมานาน มึงยังไม่รู้นิสัยกูเหรอวะไอ้ป้อง”
ป้องไม่ตอบ
โกลก็ตั้งขาตั้งจักรยาน
“เฮ้ยป้อง” โกลตามมาจับแขนป้อง
“มึงเหี้ยอะไรของมึง”
“ปล่อยกูไอ้โกล” ป้องสะบัดแขน แล้วทำท่าจะข้ามถนน
แต่โกลเห็นรถพุ่งเข้ามาก่อนจึงดึงเขาไว้
“เหี้ยเกือบไป” โกลบอก
ป้องอยู่ในอ้อมกอดของโกล
“มึง...” ป้องกำลังจะกล่าว
ฉับพลันก็มีเสียงเหมือนรถเบรกอย่างแรง พอทังคู่หันไป ก็เห็นรถกระบะพุ่งข้ามเลนมา
ป้องตัดสินใจฉับพลัน เขาผลักโกลออกไปอย่างแรง
โกลเห็นทุกอย่างเป็นภาพช้า เขาล้มลงนั่งไปแล้วตอนที่รถกระบะคันนั้นพุ่งเขาปะทะร่างของป้อง
ร่างนั้นลอยไปกระเด็นไปกระแทกกับกำแพง แล้วตัวรถเองก็ปัดออกไปพุ่งไปปะทะกับกำแพงเดียวกันแล้วนิ่งสนิท
โกลลุกไม่ขึ้นเขามือเท้าอ่อนไปหมด

“พูดง่ายๆ ตอนนั้นถ้ามันไม่ทะเลาะกับกู มันก็ไม่ออกไปตอนนั้น ถ้าไม่ใช่กูดึงมันไว้ มันก็ไม่ต้องเป็นแบบนี้” โกลมองสายน้ำที่ไหลอย่างเอื่อยๆ
โป้งมองหน้าที่จมดิ่งในอดีต เขาถอนหายใจ โอบไหล่โกล
“มึง โทษตัวเองเกินไปรึเปล่าวะ นี่มันอุบัติเหตุ พูดง่ายๆคือมันเป็นดวง... คือตอนนั้นยังไงก็ต้องเกิดอุบัติเหตุ ทำไมมึงไม่คิดอีกแง่...”
โป้งวรรคไปชั่วครู่ นั้นทำให้โกลหันมามองหน้าเขา ตอนนี้หน้าของทั้งคู่ห่างกันนิดเดียว
โป้งมองลงไปในสายน้ำ
“มึง ไม่คิดบ้างเพราะป้องเขารักมึงไง เขาก็เลยผลักมึงออกมา... ถ้าเป็นกูถ้ากูแก้ไขอะไรไม่ได้ กูจะใช้ชีวิตที่คนที่รักกูช่วยเอาไว้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้สมกับที่คนที่รักกูช่วยชีวิตกูไว้... กูจะทำให้เต็มที กูจะถามตัวเองว่าอะไรที่เพื่อนกูอยากให้กูทำ แล้วกูก็จะทำมันให้ได้...”
แล้วทั้งคู่ก็นั่งกันอยู่ตรงนั้นนานจนกระทั้งอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
“มึง... ชีวิตคนมันก็เหมือนพระอาทิตย์ มีขึ้นก็ต้องมีลง เพียงแต่ว่าวันเวลาของป้องเขามันสั้นกว่าคนอื่น... แต่มึงต่างหากที่ยังเป็นดวงอาทิตย์บนฟ้า... มึงจะเลือกหลบอยู่หลังเมฆไปตลอด แล้วปล่อยให้ความพยายามของป้องสูญเปล่า มึงก็ผิดแล้วโกล”
แสงสีแดงยามนั้นฉาบใบหน้าอ่อนโยนของโป้ง ขับดวงหน้านั้นจนน่ามอง
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:08

ตอนที่ 7 : ทดสอบทีม/การจากไปของป้อง
ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์นิดๆ จนโค้ชแน่ใจแล้วว่านักกีฬามีความฟิตเพียงพอ ก็จัดให้มีการแข่งขันเพื่อดูฟอร์มนักกีฬา โดยด้วยการแบ่งทีมโดยการจับฉลาก
ปรากฏว่าโป้งกับปออยู่ทีมเดียวกัน โดยต้องเจอทีมรับตัวจริงที่มีตั้มและโกล
“นี่จงใจรึเปล่านี่” อาจารย์สุรีวัลกอดอกมองไปในสนาม ที่เด็กๆกำลังยืดเส้นยืดสายกัน
“ตั้งใจเอาทีมรับมาชนกับทีมรุก”
อาจารย์ป้อมยิ้ม
“บังเอิญ แต่ก็ดีเหมือนกัน”

ปอได้ลูกจากกองกลางตัวหลักของทีมคือ วู๊ดที่เป็นกองกลางตัวรับและกัปตันทีม เขาก็พาบอลถึงหน้ากรอบเขตโทษเผชิญหน้ากับจอมกองหลังตัวหลักของทีม
จอมเป็นคนนิสัยซุ่มซ่ามในชีวิตจริง แต่ในสนามฟุตบอล เขายืนตำแหน่งได้แน่นหนา และพอตั้มเข้ามาช่วย ก็ยิ่งยากลำบาก แต่กระนั้นปอก็ยังมองเห็นเพื่อนที่วิ่งทำไปทางซ้าย เขาเลยจ่ายย้อนกลับให้วู๊ดที่ยินว่างอยู่
วู๊ดก็เห็นเหมือนกับปอ เขาก็เลยจ่ายต่อเร็วไปในทางนั้น
โป้งดักบอลไว้ได้แล้วกระชากมุ่งเข้าหากรอบเขตโทษ แต่ตั้มที่กลับตัววิ่งมาขวางทางไว้ เป็นปิดมุมทำให้เขาทำอะไรไม่ถัด โป้งจึงคลึงบอลไปช้าๆในลักษณะคืบเข้าไป
ตั้มเองก็ไม่กล้าเข้าสกัดพรวดพราด เพราะรู้จักฝีเท้าของโป้งดี
ขืนเข้าไปไม่ดูจังหวะ มีหวังโดนกระชากหรือไม่ก็โยกบอลหนีไป
แถมถ้าทำฟาวล์ ก็ยิ่งอันตราย เพราะตรงนี้เป็นระยะใกล้มากเกินกว่าจะปล่อยให้ตีนชั่งทองของโป้งได้เปิดลูกนิ่ง
จู่ๆก็กลายเป็นโป้งที่พาบอลพุ่งเข้าหาเขาเอง ตั้มตกใจ แต่ก่อนจะถึงตัวเขา โป้งกลับเตะดีดลูกฟุตบอลเรียดไปข้างๆ
ปอพุ่งเข้าใส่ลูกฟุตบอลอย่างกับจรวด ง้างเท้าแล้วเตะเต็มหลังเท้าส่งลูกฟุตบอลพุ่งทะยานไปอย่างกับลูกปืนใหญ่ จอมกระโดดหมุนตัวบล็อกด้วยหลัง มันกระแทกหลังเต็มแรงแล้วเปลี่ยนทิศ
กระนั้นลูกยิงก็ยังตรงกรอบ แถมพุ่งเข้ามุมบนของกรอบประตู
ในวินาทีที่คิดว่าเข้าประตูแน่นอน มือของโกลก็ชกบอลจากใต้ลูก ส่งให้ลูกลอยข้ามคานออกไป
ปอชกลมพร้อมหนุนตัวอย่างเสียดาย แต่โป้งวิ่งตามไปเก็บบอลมาตั้ง
อาจารย์นนท์ที่เป็นอาจารย์พละอีกท่าน ซึ่งมาช่วยทำหน้าที่กรรมการ รอจนเห็นว่านักเตะอยู่ในตำแหน่งพร้อมจะเล่น เขาก็ให้สัญญาณ
โป้งมองเหมือนเล็งที่ปอที่อยู่กลางประตู แต่พอถอยหลังแล้ววิ่งเข้าเตะลูก กลายเป็นว่าลูกฟุตบอลลอยคล้อยมาด้านหลัง ซึ่งมีอัครถอยออกมายืนรอ
ที่อัครถอยออกมา เพราะโป้งมองตาเขาระหว่างรอนกหวีดเริ่มเกม โป้งส่งอานัติสายตาบอกให้เขารู้
อัครกระโดดสปริงค์ตัวแล้วโขกตูมด้วยหน้าผาก
แต่โกลก็บล็อกออกมาได้อีก ลูกฟุตบอลกลิ้งหลุนๆไปเข้าทางปืนของโยธินที่รออยู่ เขาเตะอัดซ้ำเข้าไป แต่ก็ไปติดตัวของแสนพล ทำให้มันกระดอนไกลมานอกกรอบด้านซ้าย
โป้งดักลูกฟุตบอลไว้ แล้วพาบอลตัดไปกลางประตูบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ แล้วเขาก็ใช้ไม้ตายไซด์โป้ง ส่งลูกโค้งมุ่งเข้าไปหามุมบนของกรอบประตูแบบน่าจะเป็นประตู
แต่โกลก็ยังพุ่งทุบออกมาได้อีก
โป้งจึงวิ่งไปหาลูกฟุตบอล แล้วทำท่าจะยิ่งซ้ำ แต่กลายเป็นว่าเขาแปเรียดสวนทางทีมรับที่กรูกันมา
ปอที่อยู่ในเส้นทางบอลก็กลับตัวซัดเต็มข้อตรงใกล้จุดโทษ แต่โกลก็ยังบล๊อกลูกไว้ได้ แต่มันกระเด้งออกมาไกลเพราะความแรง ซึ่งตรงนั้นมีวู๊ดยืนอยู่
วู๊ดตัดสินใจยิงอัดเข้าไป ทว่าติดบล็อกของตั้มแล้วออกหลังไป
ตอนนั้นมีนักฟุตบอลรุ่นเล็กชมเกมอยู่ พวกเขาถึงกับครางฮือออกมาโดยพร้อมเพรียง
“มันโคตร...” สุรีวัลเผลอพูดออกไป นักฟุตบอลรุ่นเด็กก็หันมามองหน้า
“สนุกจังเลย” สุรีวัลแก้คำพูดอย่างเก้อๆ
ป้อมเพชรมองการรุกที่ฉกาจ และเกมรับที่เหนียวแน่น เขาเริ่มมองเห็นอนาคตของทีมนี้สดใสมากกว่าเดิม..

โป้งกำลังยืนให้น้ำรดหัวอยู่
“เฮ้ยโป้ง...” โกลเรียก
ลืมตามาก็เห็นโกลหันหลังให้
“ดูตรงหลังนี่สิว่ามีผื่นไหม”
“ไม่มีนี่” โป้งตอบ เพราะมองไม่เห็นอะไรผิดปกติ
“ทำไมมันคันๆ”
“มึงคิดไปเองรึเปล่า” ปอที่ยืนฟังอยู่บอก พลางขยี้หัวจนฟองแชมพูฟูเต็มหัว
“มั้ง” โกลตอบ

ระหว่างที่ทุกคนกำลังแต่งตัวอาจารย์ป้อมก็เดินเข้ามา ส่วนใหญ่แต่ตัวเกือบเสร็จแล้วก็เลยหยุด เว้นแต่จอมที่ยังใส่กางเกงไม่เสร็จ ทุกคนเลยหันมามอง
“อะไรว้า... มองกันอย่างนี้กูอาย”
แล้วหนุ่มร่างสูงก็นั่งลงเมื่อสวมกางเกงเสร็จ
“เอาเป็นว่าพวกคุณเล่นได้ดีกันมาก บังเอิญทีมรุกกับทีมรับ อยู่กันคนละทีมพอดี ก็เลยกลายเป็นทำประตูกันไม่ได้ แต่ผมกลับพอใจนะ เพราะแสดงว่าเรามีความสมดุลกันดีมาก” อาจารย์ป้อมเอาใบที่จดมากาง
“ผมจะประกาศคนที่จะเป็นตัวหลักก่อนนะ คนอื่นๆ ก็จะใช้Rotationกันไปตามระเบียบเพราะผมจะไม่คัดใครออก”
นั้นทำให้ทีมใจชื้น
“กองหน้า ก็คงต้องมอบให้อัครกับปอเป็นตัวหลัก เพราะปอเด่นเรื่องการครองบอลกับทำประตู ส่วนอัครก็เด่นเรื่องการหาตำแหน่งกับลูกกลางอากาศ เพราะเขากระโดดได้สูงมาก”
ปอกับอัครนั่งกันคนละด้านของห้อง แต่ก็หันมาสบตากัน
“ส่วนกองกลางก็คงพึ่งพาวู๊ดเป็นหลักเหมือนเดิม เพราะยังไงก็เหนียวแน่นมาก ส่วนแสนพลคุณดูตันๆแต่เบียดบอลได้ดี น่าจะเหมาะกับการตัดเกม แล้วก็โยธินคุณก็ทำเกมได้ดีด้านขวา ก็คงพึ่งพาการเติมเกมของคุณในด้านนั้น”
มองมาที่จอม
“เกมรับก็คงต้องพึ่งพาชุดเดิม แล้วก็ประตูก็ไม่เปลี่ยนแปลง” แล้วอาจารย์ก็หันมาหาโป้ง
“ส่วนโป้ง ทักษะของคุณเหมาะจะคุมเกมรุกมากที่สุด ผมจะให้คุณยืนรองจากกองหน้าคอยทำเกมแล้วก็เปลี่ยนเกม เพราะความเร็วกับความคล่องของคุณจะทำให้กองหลังปั่นป่วนแน่นอน”
แล้วอาจารย์ก็มองทุกคน
“พวกคุณเป็นทีมเดียวกัน ไม่ว่าสำรองหรือตัวจริง เราต่างต้องสนับสนุนกันและกัน นับจากวันนี้ผมก็จะเริ่มการฝึกซ้อมทักษะ และเทคนิคกันอย่างจริงจัง พวกคุณคงต้องงานหนัก เพราะการแข่งขันกรมพละใกล้จะมาถึงแล้ว หวังว่าเราจะรักษาแชมป์ได้อีกครั้ง”
ทุกคนปรบมือพร้อมเพรียงกัน

โป้งเดินสนทนามากับอาจารย์ป้อม เพราะอาจารย์ป้อมถามเกี่ยวกับบิดาของโป้ง
“ผมก็ไม่เจอพ่อเลยครับ ยังรู้ด้วยซ้ำว่าท่านอยู่ไหน” โป้งบอก
“เฮ้อ...” ป้อมเพชรถอนหายใจ
“พ่อของเธอน่ะเก่งมากๆ คนหนึ่ง แต่หลังจากบาดเจ็บเลิกเล่นก็เปลี่ยนไปคนละคน กลายเป็นแบบนี้ไปซะได้”
“พ่อก็ยังรักฟุตบอลนะครับ แต่ท่านรักผิดทางไปหน่อย หันไปรักฟุตบอลในโพยพนันแทน” โป้งกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนใจมากกว่าจะน้อยใจหรือเสียใจ เหมือนเขาจะทำใจกับเรื่องพ่อได้แล้ว
“แล้วท่านก็เป็นคนสอนผมให้เล่นฟุตบอลด้วย วิธีการฝึกฝนตัวเองที่ผมทำก็มาจากพ่อนั้นล่ะครับ”
อาจารย์ป้อมยิ้มแล้วตบบ่าเบาๆ
“ก็อย่างนี้ล่ะ เขาถึงว่าสุรา นารี พาชี กีฬาบัตร จะกีฬาบัตรแข็งหรือบัตรอ่อน เป็นโพยๆ ก็พาฉิบหายทั้งนั้น”
โป้งก็ถอนหายใจแล้วยิ้มจางๆ
ปอกับตั้มมองหน้ากันเพราะได้ยินคร่าวๆว่าพ่อของโป้งคืออดีตทีมชาติ เทพฤทธิ์ อดีตกองกลางจอมปั่นฟรีคิก ที่มีอาวุธสำคัญคือไซด์โป้งอันลือลั่น เคยยิงประตูแม้กระทั้งทีมชาติญี่ปุ่นมาแล้ว
“มิน่าไอ้โป้งมันถึงได้เก่งมีพ่อเป็นคนสอนนี่เอง” ปอบอก
โกลที่เดินตามหลังมารู้สึกว่าโทรศัพท์ตัวเองสั่น ก็เลยเปิดกระเป๋าออกมารับ
พอรับก็เงียบนิ่งไป ปอที่หันมามองก็แปลกใจกับอากัปกิริยานั้น
“ครับผม” โกลตอบคำสุดท้ายแล้ววางหู
เขายืนนิ่งอยู่สักพัก ก็เดินเร่งเท้ามาหาอาจารย์ป้อม
“ป้องเสียแล้วครับโค้ช”

งานศพของป้องเป็นไปอย่างเรียบง่าย และเผาเลยในวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะครอบครัวบอกว่าต้องทุกข์ใจมาอย่างยาวนานพอแล้วจนทำใจได้
ในงานเผาศพ ทีมฟุตบอลได้รับอนุญาตให้ไปร่วมกันครบทีมแม้จะเป็นเวลาบ่ายสองโมง
โป้งเองก็ไปร่วมพิธีด้วย เรื่องเชิงลึกของโกลกับป้อง ก็คงมีแต่โป้งที่รู้รายละเอียด เขาจึงรู้สึกเห็นใจโกลมากตอนที่เขายืนเงียบอยู่นานหน้าเมรุตอนวางดอกไม้จัน เขาจึงวางตบบ่าโกลเพื่อปลอบโยน แล้วโกลก็วางดอกไม้จันลงไปก่อนจะเดินลงจากเมรุ
โป้งอยากจะรู้จริงๆว่าตอนที่โกลมองพวยควัน เมื่อควันลอยขึ้นจากปล่องนั้นเขาคิดอะไรอยู่
เพราะเขามองมันนิ่งๆ ไม่มีอาการหรือสัญญาณใดบอกให้รู้ว่าเขาคิดอะไร

โป้งถอดหมวกกันน็อกแล้วส่งคืนให้โกล โกลเปิดหน้ากากมามองหน้าโป้ง
“มึงโอเคไหม” โป้งถาม
โกลถอนหายใจ มองขึ้นไปบนอาคารอพาร์ทเม้นท์
“กูนอนที่นี่ได้ไหมล่ะ”
ทั้งสองมองหน้ากันอยู่นานพอสมควร
“ก็มาสิ...” โป้งกล่าว “แต่มึงห้ามปล้ำกูนะ”
โกลอดยิ้มออกมาได้
“เออ ไม่ปล้ำหรอก นี่กูเศร้าอยู่นะมึง”
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:08

ตอนที่ 8 : วู๊ดกัปตันกตัญญู: ความประทับใจต่อเดฟ
วู๊ดออกจากงานศพก็ขึ้นรถเมล์มากับเพื่อนหลายคน แต่เพราะบ้านเขาอยู่ไกลที่สุด เขาก็เลยเหลือเป็นคนสุดท้าย
พอรถเมล์จอดป้าย แล้วก็มีคนขึ้นมา แต่เป็นบุคคลที่ทำให้วู๊ดแปลกใจอยู่ไม่น้อย
ชายหนุ่มร่างสูง มองหาที่นั่งบนรถที่มีผู้โดยสารนั่งอยู่เกือบเต็ม เขาเห็นที่ว่างที่หนึ่งก็เลยเดินมานั่งตอนแรกก็แค่รู้ว่าคนข้างเป็นเด็กนักเรียนด้วยกัน แต่เขาก็ยังไม่ทันได้มองหน้า แต่นายคนที่นั่งอยู่ก่อนเรียก
“เดฟ”
เดฟจึงหันไป
“อ้าววู๊ด... ทำไมมานี่ได้”
“บ้านอยู่แถวนี้” วู๊ดตอบ
“แล้วทำไมเดฟมานั่งรถเมล์ ปกติเดฟมีมอไซด์นี่ เห็นฝากจอดเอาไว้แถวโรงเรียน
“มันเสีย... เป็นไรไม่รู้ติดไฟแดงอยู่ดีๆดับเฉยเลย” เดฟตอบหน้าตาเริ่มบึ้งเมื่อต้องพูดถึง
รถเมล์วิ่งไปอีกประมาณสองป้าย เดฟก็หันมาบอก
“ลงแล้วนะ”
“อ้าว.. นี่เราอยู่ใกล้กันหรอกเหรอ” วู๊ดแปลกใจ
“อ้าวเหรอ.. บ้านนายก็อยู่แถวนี้เหมือนกันเหรอ” เดฟหัวเราะเบาๆ

เพราะต้องเดินผ่านแผงขายอาหารมากมาย จนเดฟรู้สึกหิว
“กินอะไรก่อนไหม เราเลี้ยง” เดฟเสนอ
“ไม่ได้หรอก” วู๊ดตอบ
“เรากินข้าวนอกบ้านไม่ได้ เพราะที่บ้านอาม่าเราท่านชอบเรียกให้กินข้าว ถ้าไม่กินก็โกรธ”
“เอา เหอะ กินเป็นเพื่อนหน่อย ฉันก็ไม่เคยกินร้านอาหารแถวนี้เสียด้วย เขินน่ะ” เดฟว่า แล้วก็ดึงแขนวู๊ดเดินเข้าหาร้านที่ขายอาหารหลากหลาย

“เด็กใหม่ที่ชื่อ โป้ง เก่งมาเลยนี่” เดฟกล่าว แม้เขาจะเป็นเกย์ แต่เขาก็มีความสนใจแบบเด็กผู้ชาย คือกีฬา และเครื่องยนต์กลไก
“เมื่อวันที่พวกนายซ้อมแข่งกัน ฝีเท้าพวกนายฉันเคยเห็นแล้ว แต่นายโป้งนี่พึ่งเคยเห็นครั้งแรก ทั้งคล่องทั้งเร็ว ขนาดตั้มว่าแข็งๆ ยังเอาไม่อยู่ ฉลาดเล่น ฉลาดทำเกม”
“สนใจหรือ” วู๊ดหยอก
“ก็น่าสนนะ ฉันเป็นพวกแพ้ความเก่งเสียด้วย เห็นคนเก่งๆแล้วก็อดไม่ได้ แถมฉันยังอยู่ห้องเดียวกันก็เลยรู้นิสัย เหมือนเป็นจุ้ยเวอร์ชั่นไม่กวนตีน” เดฟอมยิ้ม ไม่รู้อมยิ้มให้กับโป้งหรือจุ้ยกันแน่
“นายชอบจุ้ยจริงๆเลยใช่ไหม” วู๊ดถาม เขามองหน้าคมๆของเดฟ
“เออ... ไม่ชอบจะไปยุ่งกับมันเหรอ” เดฟตอบ “มันน่ารักจะตาย ตัวขาวๆ แล้วก็กวนตีนดี”
แล้วเดฟก็เหมือนยู่ในห้วงคำนึง
“พูดไปนายอาจไม่เข้าใจก็ได้”
วู๊ดเงียบไปนิดหนึ่ง กินข้าวไปคำหนึ่งแล้วก็พูดออกมา “อาจจะเข้าใจก็ได้นะ”
เดฟมองหน้าเขา แต่ตอนนี้วู๊ดก้มหน้าก้มตากิน
ผ่านจากหน้าปากซอยมา ก็มีตึกแถวทรุดโทรมอยู่ชุดหนึ่ง สำหรับเดฟ เขาเห็นมันเป็นแค่ฉากคุ้นตาเวลาขับมอเตอร์ไซด์หรือนั่งรถผ่านไป
พอวู๊ดหยุดที่หน้าประตูเหล็กที่พังไปหลายจุด ตอนนี้เดฟตระหนักว่า มีหลายคนเรียกมันว่าบ้าน
“เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” วุ๊ดกล่าว
“ขอบใจที่เลี้ยงด้วย”
เดฟยิ้มด้วยมุมปากด้านซ้าย
“วันหลังเรากลับด้วยกันก็ได้นะ เพราะเวลาฉันซ้อมดรัม ก็กลับเวลาใกล้ๆกัน เผื่อรถล้มโดนสิบล้อทับ จะได้มีคนตายเป็นเพื่อน”
วู๊ดทำหน้าสยอง
“จะกลับด้วยดีไหมเนี่ย”
“ล้อเล่นน่า” เดฟหัวเราะ
“ไปก่อนนะ”
วู๊ดมองร่างสูงๆเดินไป
เขาหยิบกุญแจออกมาไขประตูที่จวนจะพัง แล้วก็เข้าบ้าน
“อาม่า ผมกลับมาแล้ว”
“อาไช้ เรือกินอะไรมาหรือยัง” อาม๊าที่ปัจจุบันเป็นอัมพฤตถาม ตอนที่วู๊ดย่อตัวลงจับมือท่าน
“ไปกินเร็ว ไปกิน”
“ครับอาม่า” วู๊ดรับคำ เพราะตอนนี้อาม่าหลงเสียแล้ว ขืนตอบว่ายังกินแล้วต้องโดนเอ็ดแน่นอน
สักครู่หญิงวัยกลางคนก็เดินออกมาจากหลังบ้าน
“วู๊ด เดี่ยวถูชั้นสองอย่างเดียวนะ โกวถูข้างล่างแล้ว เมื่อกี้อาม่าทำเลอะ”
“ครับโกว” วู๊ดกล่าว แล้วก็เดินไปหลังครัว
อาม่าเป็นคนเลี้ยงเขามาแต่เล็กๆ เพราะพ่อของวู๊ดเสียชีวิตไปตั้งแต่เขาเกิดได้ไม่กี่วัน ส่วนแม่ของเขาก็ตรอมใจจนป่วยจนเสียชีวิตตามไปหลังจากนั้นอีกไม่กี่ปี ดังนั้นเขาจึงรักอาม่ามาก แต่ก่อนเขาอยู่กับอาม่าเพียงลำพัง จนกระทั้งอาม่าล้มในห้องน้ำแล้วกลายเป็นอัมพฤตครึ่งตัว ทำให้ซาโกวหรืออาคนทีสามต้องมาดูแล แม้ตัวเองจะแต่งงานออกไปแล้ว แต่เพราะไม่มีลูกก็เลยว่าง
“โกวกลับแล้วนะ” โกวเดินเข้ามา
“ครับ”
“แล้วทำไมกลับเร็วหล่ะ ปกติเราต้องซ้อมจนถึงค่ำๆเลยนี่” โกวถามต่อ
“พอดีไปงานศพเพื่อนที่เคยอยู่ทีมเดียวกัน โค้ชก็เลยให้เราไปงานกันทุกคน” วู๊ดตอบแล้วตักข้าวมาแค่นิดเดียว
“แล้วเราจะแข่งเมื่อไหร่” โกวถามอีก
“อีกสองเดือนได้ครับ” วู๊ดตอบ แล้วตักกับข้าวนิดหน่อยจากจานแล้วยกมันเข้าตู้เย็นเพื่อเก็บไว้กินมื้อถัดไป
“ทำไมกินน้อยจัง” โกวดูปริมาณอาหารแล้วตกใจ
“พอดีเจอเพื่อนเขาเลยเลี้ยงข้าว แต่ถ้าไม่กินอาม่าก็โกรธอีก” เขาหันมาตอบบนรอยยิ้มจางๆ
โกวมองหลานชายที่เป็นลูกของพี่สาวของเธอ วู๊ดเป็นเด็กดี แถมเรียนดี เธอจึงเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
“อืมๆ” โกวตอบ
“ดูอาม่าดีๆ นะ”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้เดฟที่กำลังนอนเอกเขนกดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนอนต้องหันมารับ
“ครับแม่” เขาตอบสาย เป็นภาษาอังกฤษ
ทั้งนี้เพราะแม่ของเดฟเป็นชาวอเมริกัน และหมายเลขที่โทรมาก็เป็นหมายเลขของอเมริกาด้วย
แม้จะเป็นการถามสารทุกข์สุกดิบ แต่เดฟก็ตอบแบบแกรนๆ จนกระทั้งจบสาย
“ถ้าห่วงนักก็กลับมาดูลูกบ้างนะ” เดฟพูดตอนที่วางสายไปแล้ว แล้วเขาก็โยนโทรศัพท์ไปข้างตัว
พอมีเสียงเคาะประตู เขาก็เดาได้ว่าเป็นใคร
“เข้ามาสิป้า ผมใส่เสื้อผ้าครบ”
ป้าศรีเดินเข้ามาพร้อมสำรับอาหาร
“คุณไม่กินข้าวหรือค่ะ” ป้าศรีแม่บ้านถาม “ป้าเลยเอามาให้”
เดฟลุกขึ้นนั่ง
“แย่ล่ะ ผมลืมบอกเลย ผมกินมาแล้ว”
“อ้าว” ป้าศรีร้องออกมา
“ขอบคุณครับป้า” เดฟกล่าวแล้วยิ้ม
ป้าศรีก็ยกสำรับออกไป
เดฟหันไปหันมาก็จะหันไปหยิบโทรศัพท์มาเปิดดูโซเชียลมิเดีย

วู๊ดอาบน้ำเสร็จแล้วกำลังเช็ดตัว
แต่เขาได้ยินเสียงเหมือนของล้มที่ด้านนอก
เขาจึงรีบใส่เสื้อผ้าอย่างเร็วแล้ววิ่งออกมา
“อาม่า” เขาร้อง เพราะตอนนี้รถเข็นที่อาม่านั่งล้มอยู่ อาม่านอนอยู่บนพื้นโดยมีเลือดอาบที่หัว
“อาม่า”

เดฟออกจะหงุดหงิดที่อยู่ก็มี SMS ส่งมาว่าเขาไม่ได้ชำระเงิน เขาก็เลยต้องขี่มอเตอร์ไซด์อีกคันของเขาออกมาเพื่อชำระเงินที่ร้านสะดวกซื้อหน้าปากซอย ขากลับเขาผ่านตึกแถว ก็เลยคิดว่าอยากจะรู้ว่าเพื่อนวู๊ดทำอะไรอยู่ ก็เลยชะลอรถเมื่อถึงหน้าบ้านของวู๊ด
“อาม่า อาม่า” เสียงของวู๊ดดังจนได้ยินชัด
เดฟเลยหยุดรถ แล้วตั้งขาหยั่ง เขารีบไปมองผ่านช่องว่าที่เกิดจากความพุพังของประตู
เห็นวู๊ดกำลังเอาผ้ากดที่บาดแผลบนศรีษะของหญิงชรา

วู๊ดกระวนกระวายอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน จนเดฟต้องเดินลุกมาดึงตัวให้มานั่ง
“ใจเย็นๆไม่มีอะไรร้ายแรงหรอก” เดฟโอบบ่าวู๊ดเอาไว้เพื่อให้เขาสงบลง
วู๊ดยังคงมองไปที่ประตูห้องฉุกเฉิน พอมันเปิดออก เขาก็ลุกพรวดไปหาหมอพร้อมกับเดฟ

อาการของอาม่าไม่สู้ดีเนื่องจากล้มหัวฟาดและอายุมากแล้ว ทำให้หมอต้องตัดสินใจให้อยู่ดูอาการ วู๊ดเป็นกังวลมาก เพราะต่อให้อาม่ามีลูกหลายคน แต่ก็ไม่มีใครที่ร่ำรวย แถมโรงพยาบาลนี้ก็เป็นโรงพยาบาลเอกชนราคาแพงอีกต่างหาก
เขานั่งเฝ้าอาม่าที่ยังนอนสลบอยู่ จนกระทั้งซาโกวกับสามีที่อยู่ใกล้ที่สุดในบรรดาลูกก็มาถึง
วู๊ดก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง
“ผมขอโทษครับ ผมดูแลอาม่าไม่ดี”
ซาโกวเอาหลานชายเขามากอด
เดฟที่บอกว่าจะไปห้องน้ำ กลับมาเขาก็ยกมือไหว้ญาติของวู๊ด แล้วเขาเรียกวู๊ดออกมาข้างนอก
“เอ้านี่ ฉันจ่ายให้หมดแล้ว” เดฟยื่นส่งใบเสร็จให้
“ฉันเอาบัตรเครดิตที่พ่อให้เป็นการันตีไว้แล้ว ถ้ามีรายจ่ายเพิ่มเติมเขาก็จะตัดจากบัตร เห็นโรงพยาบาลบอกว่าน่าต้องนอนหลายวัน แต่เดี่ยวฉันจะให้ลูกน้องของพ่อหาโรงพยาบาลรัฐบาลให้ ถ้าได้ ก็จะได้ย้ายไป”
วู๊ดมองหน้าเดฟ เขาซาบซึ้งจนพูดไม่ออก
“เดฟนายไม่ต้องทำอย่างนี้ก็ได้ นี่มันเยอะเกินไปแล้ว”
“เออ ไม่หรอก.. เล็กน้อย” เดฟตบบ่า
“อย่าคิดมาก พ่อฉันเขารวย บริจาคเงินเอาหน้าได้เป็นล้านๆ แค่นิดหน่อยเขาไม่เดือดร้อนหรอก หรือถ้านายไม่สบายใจ อีกหน่อยมีก็เอามาคืนก็ได้ไม่ว่ากัน ฉันไม่คิดดอกหรอก”
เดฟกล่าวจบก็เดินหันหลัง
“กลับละ ง่วงนอน นายก็พักผ่อนซะนะ พรุ่งนี้ต้องซ้อมบอลไม่ใช่เหรอ”
ร่างสูงๆของเดฟเดินไปตามทางเดิน เขารู้สึกราวกับเห็นเทวดาที่ปรากฏตัวมาเพื่อช่วยกู้เขาในยามวิกฤติ
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:09

ตอนที่ 9 : รอยยิ้มยามรุ่งเช้า
โป้งตื่นขึ้นมาตอนตีห้าเหมือนทุกวัน เขาสะดุ้งเพราะอยู่ก็สัมผัสถูกสิ่งที่เหมือนเป็นคนนอนอยู่ข้างๆตัว
แต่พอนึกได้ว่า ก็คือโกล เขาก็เลยถอนหายใจ
โกลยังคงหลับอยู่ โป้งเลยสำรวจร่างกายตัวเองเพื่อหาร่องรอยการล่วงละเมิดแต่ก็ไม่พบ
“เออ.. มันก็รักษาสัจจะดีนะ” เขาบอกกับตัวเอง
“ก็บอกแล้วไงต้องรอให้มึงเต็มใจก่อน กูถึงจะทำ” โกลกล่าวขึ้น
“อ้าวนึกว่าหลับ” โป้งหันมามองหน้า
“ก็มึงเอาแขนมาฟาดกู กูก็ตื่นสิวะ”
โป้งทำหน้าเก้อๆ
“อ๋อ เหรอ..โทษที”
“ทำไม ตื่นเช้าจังวะ” โกลพลิกกายหันมามองหน้า
“ก็จะได้ออกไปวิ่งไง วิ่งเยอะๆจะได้ฟิตๆ”
“เหรอ... แล้วกูต้องไปด้วยไหม” โกลถาม
“อ้าวก็แล้วแต่คิด แต่มึงเป็นบัดดี้กูก็ควรไปด้วยกันสิวะ” โป้งตอบ
“แม่ง...” โกลลุกขึ้นมานั่ง
“นี่กูคิดผิดรึเปล่าวะ มานอนกับมึงเนี่ย”
“เฮ้ยลุกๆ ไปเร็วๆ ไหนๆก็ตื่นแล้ว เปลี่ยนเสื้อผ้า ไปวิ่งกัน” โป้งว่า แล้วก็จับแขนโกลทั้งสองข้างลากให้ลุกขึ้น

สองหนุ่นวิ่งเหยาะๆไปตามถนนที่พึ่งจะสว่าง
“มึงวิ่งอย่างนี้ทุกวันเลยเหรอ” โกลถาม
“อืม.. มาหยุดช่วงย้ายมาใหม่ๆ เพราะไม่คุ้น แต่ตอนนี้คุ้นแล้ว” โป้งตอบ เสียงหายใจแรงผสมมาในคำพูด
“มิน่ามึงวิ่งได้ตลอดเกมไม่มีหมด” โกลพยักหน้า
“มึงก็ฟิตนี่” โป้งตั้งข้อสังเกต
“บ้านกูมียิม กูก็ออกกำลังบ่อยๆ”
“พ่อกูเขาอยากให้ กูเป็นนักบอลเหมือนท่าน ก็เลยฝึกกูมาตั้งแต่เด็ก ชีวิตกูน่ะ ไม่มีหรอกตื่นสายโด่ง กูตื่นตั้งแต่ตีห้าทุกวัน ออกไปวิ่ง แล้วก็ฝึกนั่นฝึกนี่ไปเรื่อย พอไปเรียนก็ต้องไปซ้อม ชีวิตกูมันเป็นแบบนี้ล่ะ” โป้งกล่าว
“ฟังดูน่าเบื่อ” โกลกล่าว
“ไม่นะ กูว่ามันก็สนุกดีออก กูชอบเล่นบอล มันสนุกมาก กูว่ามันได้ปลดปล่อยดี เวลาหงุดหงิดก็เตะบอลไปอัดอะไรสักอย่าง สักสี่ห้าที่ก็หายแล้ว โกรธใครก็จิตนาการว่าบอลเป็นหน้ามัน แล้วอัดตูม...”
“โหดเหมือนกันนะมึง กูนึกว่ามึงไม่เคยโกรธใครเสียอีก” โกลกล่าว
“บ้า กูก็โกรธเป็นนั่นล่ะ แต่แม่กูบอกว่าโกรธก็โง่ โมโหก็บ้า ท่านก็เลยสอนให้กูมองโลกในแง่ดี” โป้งกล่าวแล้วเขาก็มองไปตรง
“แต่ ตลกนะ ที่สุดท่านเองก็ ทำไม่ได้เอง เพราะท่านกลับมองแต่ด้านเสียของพ่อ ที่สุดก็ต้องเลิกกัน ท่านแต่งงานใหม่กับน้าหมอ แล้วก็เอากูไปอยู่ด้วย”
โกลฟังเงียบๆ
“แต่น้าหมอก็ดีกับกูนะ ท่านรู้ว่ากูชอบฟุตบอล ก็มาอุตส่าห์ไปดูวีดีโอ ไปเรียนเพิ่มเพื่อมาฝึกฝนกับกูได้ เรียกว่าทุ่มเทมากเลยล่ะ”
โป้งกล่าวแล้วเขาก็มีหน้าสลดลงนิดหนึ่ง
“แต่ ยังไงเขาก็ไม่ใช่พ่อกูจริงๆ กูก็ยังอยากเจอพ่ออยู่ดี แต่กูก็ไม่เจอเขามาหลายปีแล้ว รู้แต่ว่าย้ายไปเรื่อยๆ ทำงานนั่นนี่ไปเรื่อย ที่ต้องย้ายบ่อยๆ เพราะเป็นหนี้โต๊ะบอลไปทั่ว แต่ไม่มีใครอยากทำอะไรหรอก เพราะอย่างน้อยท่านก็เคยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ ก็เลยหนีไปได้เรื่อย บางที่ก็เพื่อนหรือไม่ก็ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมาคมฟุตบอลนั่นล่ะช่วยเคลียร์”
“มึงอยากเจอพ่อใช่ไหม” โกลถาม
“อืม... สักครั้งก็ยังดี กูอยากจะอวดท่านว่า ตอนนี้กูเล่นบอลได้ดีกว่าเก่าแค่ไหน.. กูอยากให้ท่านภูมิใจ และให้ท่านรู้ว่ากูยังรักฟุตบอลเท่าเดิม” โป้งกล่าวแล้วก็ยิ้มออกมา
โกลชอบรอยยิ้มนั้น มันงดงามในแสงอรุณ ทำให้ยามรุ่งเช้านี้งดงามขึ้นอย่างมาก มากจริงๆ

พออาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็พากันออกจากห้องเพื่อไปโรงเรียน
“ไม่เอารถไปด้วยแน่เหรอ” โป้งถามตอนรอลิฟต์
“เดี่ยวค่อยย้อนมาเอาก็ได้” โกลบอก
“เผื่อจะค้างอีกคืนไง พรุ่งนี้วันหยุดจะได้ไปเที่ยวกันด้วยไง”
“หา...นี่จะค้างอีกเหรอ” โป้งหันมาทำตาโต
“ห้องกูก็แคบขนาดนั้น เตียงก็แค่ห้าฟุต นอนเบียดกับมึงมันอึดอัดนะเว้ย”
โกลทำลอยหน้าลอยตา
“ไม่เห็นอึดอัด อบอุ่นจะตาย”
โป้งส่ายหัว พอดีลิฟต์มาพอดี เขาก็เลยเดินเข้าไป แล้วร้องเพลงออกมา
“ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี.. ตรองดูสิทุกคนก็มีหัวใจ เกิดเป็นคนถ้าหากไม่เกรงใจใคร คนนั้นไซร้ไร้คุณธรรมประจำตน”
“ไม่... ไม่... ไม่..” โกลเอามืออุดหูแล้วส่ายหัวไปด้วย

ระหว่างสองคนเดินใกล้จะถึงโรงเรียน โกลก็สังเกตเห็นจอมกำลังยืนละล้าละลังอยู่หน้าร้านขายเครื่องเขียน มีของขวัญกับดอกไม้ในมือ
“เอาอีกแล้ว” โกลกล่าวแล้วส่ายหัวดุกดิก
“อะไรเหรอ” โป้งถาม
โกลก็พยักพเยิดให้ดู
“นั่นจอมนี่” โป้งทำท่าจะเดินเข้าไป แต่โกลดึงเขาเอาไว้
พอดีกตอนนั้นมีเด็กสาวหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านเครื่องเขียน
“นั้นลูกสาวร้านเครื่องเขียน” โกลว่า

“น้องเหมียว” จอมปรี่เข้าไปยิ้มหวาน ส่งยื่นดอกไม้และของขวัญ
เหมียวหันมาเห็นจอมก็แปลกใจ
“อะไรน่ะพี่จอม”
“สุขสันต์วันเกิดครับ”
เหมียวทำหน้างง
“วันเกิด?” เธอทำหน้าแปลกใจกว่าเดิม
“ใช่ผมแอบให้สปายของจอมไปสืบ ถึงได้รู้ว่าวันเกิดเหมียววันนี้”
เหมียวเอียงคอ นึกอยู่นิดหนึ่งก่อนจะหัวเราะ
“อ๋อ... วันนี้วันที่สิบสองใช่ไหม” เหมียวถาม
“ใช่ๆ” จอมตอบ มือก็ยื่นส่งของขวัญมาให้ รอยยิ้มก็แย้มอย่างเต็มที่
“คือ เหมียวว่า” เหมียวกล่าว ลากเสียง สีหน้าบอกได้ว่าเกรงใจจะพูดออกไป
“พี่เก็บไปเหอะ เหมียวเกิดเดือนหน้า”
จอมหุบยิ้ม เอากล่องของขวัญมาหนีบไว้ แล้วเปิดดูในกระเป๋าสตางค์ตัวเอง
“ผมจำเดือนผิด” จอมยิ้มแห้งๆ
เหมียวถอนหายใจ
“งั้นเหมียวไปเรียนแล้วนะ”
แล้วเด็กสาวก็ทำท่าจะเดินไป
“เดี๋ยวๆ” จอมมาดักหน้า
“งั้นผมเอามาให้เดือนหน้านะ”
เหมียวทำหน้าอ่อนใจ
“อย่าเลยพี่.. จริงแล้วจอมน่าจะรู้ คือเหมียวไม่ได้ชอบจอม” หญิงสาวตัดสินใจพูดตามตรง
“จอมเลิกตามตื้อเหมียวเถอะ”
จอมยืนตัวแข็งตอนที่หญิงสาวเดินผ่านเขาไป
โป้งจะเดินเข้าไป
แต่โกลดึงไว้ก่อน
“อย่าเลย” โกลบอก
“ดูโน่น” เขาส่งสัญญาณไปฝั่งตรงข้าม ปอกับตั้มมองมา คุยกันแต่ก็ไม่ได้ข้ามมาปลอบใจจอม
“อย่า ไปยุ่งกับมันตอนนี้ ไอ้จอมมันอกหักจนชินแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วงมัน คอยดูไม่เกินสามวัน เดี่ยวกันก็มีเป้าหมายใหม่ เด็กรอบๆโรงเรียนนี่มีกี่คนไม่เคยโดนไอ้จอมจีบ ก็คงมีแต่ผู้ชายนั่นหละ”
“ใจร้ายกันจังพวกมึงเนี่ย” โป้งส่ายหัว
แต่จอมก็เอาของขวัญส่งให้น้องม.ต้นที่เดินผ่านมา แล้วก็เดินไปแบบไม่ได้เจ็บปวดอะไรมาก
“มันคงเริ่มชินชา” โกลบอก

วสันต์แปลกใจไม่น้อยทีโป้งกับโกลเดินมาด้วยกัน
“เฮ้ยๆมีอะไรรีเปล่าเนี่ย” วสันต์มองหน้าโป้งแบบจับผิด
“ทำไมมึงสองคนมาด้วยกัน หรือว่ามึงสองคน...”
“ก็เมื่อคืนนอนด้วยกัน ก็ไต้ต้องมาด้วยกันสิวะ”โป้งตอบแล้ววางกระเป๋าสะพายลง
วสันต์หันควับไปมาหน้าอำนวย
“นอนด้วยกัน”
“ใช่” โป้งตอบหน้าตาเฉย
“ตูดระบมหมดเลยเนี่ย... ไอ้โกลมึงอะ ทำแรง”
พูดแล้วทำท่ากุมก้น แล้วหันไปดันไหล่โกล โกลทำหน้าหน่ายๆ แล้วเดินไปนั่งอีกด้านหนึ่ง
“ก้นระบม...” อำนวยกับวสันต์ประสานเสียกัน
“นี่มึง สองคน...” วสันต์ ทำหน้าตื่นตะลึง
“เป็นผัวเมียกันแล้วเหรอ” อำนวยต่อแทนให้
โป้งหัวเราะ
“พ่อมึง กูไม่ได้ยอมง่ายๆขนาดนั้น นอนด้วยกันเฉยๆ ก้นกูยังเวอร์จิ้นมึงไม่ได้ต้องกลัว” แล้วก็นั่งลงกอดคอวสันต์
“จริงอะ” วสันต์ทำหน้าไม่ไว้วางใจ
“อ้าวมึงจะลองไหมละ นี่” แล้วก็ตบก้นสองที “ยังฟิตปั๋ง ไม่มีหลวม ไม่ได้เสียดินแดนเว้ย”
อำนวยคลอนหัว
“มึงนี่กวนตีนใช้ได้นะ เห็นเงียบๆ”
“เพื่อนโป้งคร๊าบ” เสียงเดฟใสมาแต่ไกล
แล้วก็เข้ามานั่งลงข้าง เอามือวสันต์ออกไปแล้วกอดแทน
“เพื่อนโป้ง เดฟมีเรื่องจะมาแจ้ง”
วสันต์ทำหน้าหยีๆหลอก
“อะไร” โป้งมองหน้าเดฟ
“ก็กัปต้นทีมของโป้งน่ะ อาจจะมาซ้อมไม้ได้ เพราะคุณย่าเข้าโรงบาล”
“หือ” โป้งทำหน้าแปลกใจ
แต่โกลลุกเดินมา
“จริงเหรอ” โกลถาม
“อืม... ผมเป็นคนช่วยกันกับเขาเอาไปส่งโรงบาลเมื่อคืน หกล้มหัวแตกเย็บตั้งหลายเข็ม” เดฟตอบ
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:09

ตอนที่ 10 : แผ่นหลังที่อบอุ่น
แต่กลับไม่ใช่อย่างที่เดฟว่า เพราะตอนเย็นวู๊ดก็ยังมาซ้อม แม้จะลาโรงเรียนไปครึ่งวัน
โป้งกับโกลเดินเข้ามาเห็นเขายืนเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ในห้องล๊อกเกอร์
“ก็อย่างที่เดฟบอกนั่นล่ะ ล้มลงไปฟาดกับขอบอะไรสักอย่างหัวแตก” วู๊ดเล่าตอนกำลังสวมร้องเท้า“ตอนนี้มีคนอื่นไปเฝ้าแทนแล้ว กูเลยมาซ้อม เพราะก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว อีกอย่างเราก็มีเวลาน้อยกันด้วย”
นี่คือคุณสมบัติของกัปตันทีม โป้งได้ประจักษ์ก็วันนี้เอง
“โป้ง มึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วๆอย่าช้า แล้วออกไปวอร์ม วันนี้โค้ชจะให้มึงลองโยนลูกหลายๆแบบให้ดู จะได้วางแผนรุกใหม่ให้เข้ากับมึง” วู๊ดกล่าวเสียงเข้มแต่ตบบ่าโป้งก่อนออกไป
โกลหันไปบอกกับโป้ง
“ถ้ามันสั่งก็อย่าช้านะมึง ไม่งั้นได้วิ่งแบกลูกฟุตบอลยี่สิบลูกรอบสนาม”

ในขณะที่คนอื่นก็ซ้อมรับส่งบอล โป้งกำลังใช้พื้นที่ครึ่งสนามเพื่อเปิดลูกจากตำแหน่งต่างๆให้โค้ชดู
เขาเลี้ยงพาบอลไปด้านซ้ายปกติ พอได้จุดที่โค้ชบอกเขาก็เตะลูกโค้งไซด์โป้ง เข้าไปหน้าประตู ซึ่งทำให้โกลกระโดดไปปัดได้สุดปลายมือเนื่องจากมันพุ่งเข้าหาประตูตรงมุมบน เสาไกล
โค้ชมองวิถีลูกโค้งแล้วก็จด
“แล้วถ้าเป็น Outside (ไซด์ก้อย)”
โกลขว้างบอลออกมาไกล โป้งก็วิ่งย้อนกลับไป แล้วเลี้ยงบอลมาทางเดิม จุดเดิมแล้วโยนเป็นไซด์โค้งด้วยช้างเท้าด้านนอก ทำให้ลูกฟุตบอล โค้งย้อนมาทางด้านซ้ายแล้วกำลังมุดลงใต้คาน แต่โกลก็ยังตามไปปัดออกมาได้อีก
“อืมม” โค้ชทำเสียงในลำคอแล้วก็จดอีก
“ต่อไปเอาแบบไม่เล็งประตู ขอเป็นโยนไปลงตรงจุดโทษ จากกลางสนามก่อน แล้วค่อยๆไปทางซ้ายจนถึงมุมธง”
“ครับ” โป้งตอบรับ แล้วเหยียบลูกฟุตบอลที่โกลเตะกลับมาไว้
ปอกับตั้มที่กลับซ้อมรับส่งรูป หยุดชั่วครู่ เราเพราะปอเหยียบบอลไว้
“มึงว่า ไอ้โกลมันดูเป็นมิตรขึ้นไหม”
ตั้ม มองไปที่สนาม ตอนนี้โกลวิ่งเข้ารับลูกที่โป้งเตะโค้งมาลงในกรอบเขตโทษ
“อืม กูก็ว่า มันดูสนิทกับไอ้โป้งมากเลยนะ”
สองคนมองหน้ากันแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์อยุ่รู้เท่าทันกัน
“หรือมันจะ... กินกันเรียบร้อยแล้ว...” ปอเดินเข้าไปหาตั้มที่เดินมาเหมือนกัน กอดคอกันซุบซิบ
“กูว่าแน่นอน เลยนิ... กินตับกันไปแล้วแน่นอนเลย”
“มึงว่าใครรุก”
“ไอ้โกลสิ..สูงยาว ไอ้โป้งต้องรับ..โอ่ว..ลิงอุ้มแตง.. อ่าๆอ่า”
แล้วก็หัวเราะกันคิกคัก
“ไอ้สองตัว ใครให้มึงหยุด” เสียงวู๊ดเอ็ด
“วิดพื้นคนละสิบ” วู๊ดเหยียบบอลไว้แล้วชี้
สองซี้หันมายิ้มแห้งๆ แล้วก็ล้มหน้าลงดันพื้นคนละสิบทีตามคำสั่งกัปตัน
วู๊ดส่ายหัว แล้วเขาก็เห็นหนุ่มร่างสูงเดินควงคทามาในระยะไกล เขากำลังสนทนากับเด็กหนุ่มร่างสันทัดดวงหน้าจีน เหมือนกำลังปรึกษาอะไรกัน
ในตอนนั้นเอง ที่วู๊ดหัวใจรู้สึกแปลบเจ็บอย่างประหลาด
“วู๊ด” โค้ชป้อมเรียก
“ครับ” วู๊ดหันมาขาน
“ให้เพื่อนแบ่งกลุ่มหกคนเล่นลิงชิงบอล”
โป้งเลี้ยงลูกไต่ริมเส้น แล้วเปิดหักข้อโยนบอลมาหน้าประตู อัครที่รออยู่ก็กระโดดเทคตัวสูงเกือบเมตรครึ่งโขกลูกด้วยหน้าผากสะบัด เปลี่ยนทิศไปทางมุมล่างประตูกะให้เบียดเสาเข้าไป แต่โกลก็ยังล้มตัวไปปัดออกไป
โค้ชป้อมที่ยืนอยู่ในวงกลมกลางสนาม ก็โยนลูกฟุตบอลอีกลูกจากกองไปให้โป้งที่ถอยมายืมริมเส้นบริเวณกลางสนาม
โป้งพยักหน้ากับสัญญาณว่าให้เป็นลูกต่ำ
เขาเตะบอลไปข้างหน้าแล้วเลี้ยงไปทิศทางเดิมประมาณหนึ่งก็โยนลูกโค้งแต่ค่อนข้างต่ำไปหน้าประตู
ปอที่ตามมองตามลูกวิ่งมาแล้วหมุนตัววอลเล่ย์ เต็มแรงลูกพุ่งไปเหมือนติดเครื่องเจ็ต แต่ก็ไปติดบล็อกของโกลอยุ่ดี
“เหนียวไปไหนนี่” ปอบ่น แล้วส่ายหัวดุกดิก
“อ่อน” โกลยิ้มเย้ย
ปอก็เลยแลบลิ้นหลอก แล้ววิ่งไป
สุรีวัลเก็บลูกมาจากด้านหลังประตู กอดมาสองลูก เตะเลี้ยงมาอีกลูกหนึ่ง เข้ามาในวงกลมกลางสนาม
ทักษะฟุตบอลของสุรีวัลนี้มาจากการที่เคยเป็นนักฟุตบอลหญิงทีมชาติ แต่เลิกเล่นไปเพราะบาดเจ็บที่ข้อเท้าหนักจนต้องใส่เหล็กเอาไว้
เธอมองโป้งเตะเรียดต่ำไปหน้าประตู แล้วตั้มก็วิ่งเข้าไปยิง แต่ตรงตัวของโกลที่รับเข้าซองพอดี
“ทีมนี้ดูดีมีอนาคต”
“ก็มีอาวุธใหม่มาสองชิ้น นี่ผมก็กำลังวางแผนใหม่อยู่.. จะใช้ประโยชน์จากความแม่นของโป้ง” โค้ชป้อมโยนบอลไปให้โป้ง
"โค้ชได้เจอพี่เทพบ้างไหม” สุรีวัลถาม
เธอหมายถึงเทพฤทธิ์ พ่อของโป้ง
“ไม่เจอมาปีกว่าๆ ครั้งล่าสุดมายืมเงิน แต่ผมไม่มีให้ ให้ไปแค่สองพันป่านนี้ก็ยังไม่คืน”
“แย่เลยนะ” สุรีวัลถอนหายใจ
“นี่แกก็น่าจะมาเยี่ยมลูกบ้าง ไม่รู้ว่าแกรู้ไหม ลูกแกเก่งมากๆ”
“รู้สิ” โค้ชบอกมองตามลูกชายของรุ่นพี่
“แต่ แกไม่กล้ามาเจอ แกไม่อยากให้โป้งเห็นสภาพแกตอนนี้ แต่แกก็ภูมิใจนะ แกบอกว่าจากที่แอบไปดูเล่นครั้งสุดท้าย แกว่าลูกเก่งกว่าแกตอนอายุเท่ากันแล้ว”

ปอแซวโป้งตลอดทางเดินออกมาจากโรงเรียน
แต่โป้งก็แค่ตอบโต้ไปประปราย
“แหม่กูนอนกันแค่คืนเดียว พวกมึงก็มโนกันแล้ว ทีมึงกับไอ้ตั้ม ไปไหนมาไหนกันตลอด..”
“ไม่เหมือนกันเว้ย กูไม่ได้คิดอะไร กูแมน.. จริงไหมวะตั้ม” ปอหันไปหาเสียงสนับสนุน
ตั้มแกล้วทำตาเยิ้ม
“ไม่อะกูคิด... ตูดมึงขาวน่ากัดอยู่”
ปอมองหน้า แต่ก็รับมุก ทำเป็นตีแขน
“บ้าแล้วก็ไม่บอก กูเต็มใจให้กัดเลยนะนั่น”
โกลส่ายหัวดุกดิกอย่างอ่อนใจ แต่ก็ยิ้มออกมา
“ยิ้มอะไรเล่า” โป้งเหวี่ยงกระเป๋ากระแทกก้นโกล “แทนที่จะช่วยกูเถียงมัน”
“ไม่ล่ะ” โกลลอยหน้า “ก็กูคิดกับมึงจริงๆ แต่กูรอให้มึงยอมเอง กูแค่ไม่ปล้ำมึงแค่อย่างเดียว ไม่ได้บอกว่าไม่คิด”
ปอกับตั้มมองหน้ากัน ทำตาโต
“เหี้ย..โคตรเปิดเผย”
“ไม่อ้อมค้อมเอาตรงๆเลยเว้ยเฮ้ย”
วู๊ดเดินเงียบๆมาตามหลังมา
คู่หูของเขาคืออัคร ก็เลยทัก
“มีอะไรรีเปล่า หน้าตาไม่ค่อยสบายเลยมึง”
วู๊ดมองหน้าคู่หู
“ย่ากูเข้าโรงพยาบาล” วู๊ดตอบตามตรง
“อ้าวเหรอ เป็นอะไร”
“ล้ม” วู๊ดตอบสั้น ก่อนจะอธิบาย
“หัวแตกเย็บ ท่านแก่มากแล้ว เลยแย่หน่อย”
อัครพยักหน้าช้าๆ
“โรงพยาบาลอะไร”
พอวู๊ดบอกชื่อโรงพยาบาล อัครร้อง
“มันแพงบรรลัยเลยไม่ใช่เหรอวะ”
วู๊ดทำหน้าเซ็งพลางพยักหน้า
“เดฟมันออกไปก่อน นี่กูยังไม่รู้จะเอาที่ไหนไปคืน มันจ่ายล่วงหน้าไปสามวัน ปาไปเกือบแสน บ้านกูก็จนด้วยสิ”
โป้งเดินไม่ไกลนักก็เลยได้ยิน ชะลอเท้าเพื่อให้ลงมาทันกับกัปตันทีม
“เดี่ยวกูโทรคุยกับน้าหมอให้ น้าหมอน่าจะมีคนรู้จักอยู่โรงพยาบาลรัฐ ย้ายซะจะได้ถูกหน่อย”
วู๊ดมองหน้าโป้ง แล้วก็เอามือเกาะไหล่
“ขอบใจว่ะ”
ตอนนี้ทั้งหมดออกจากโรงเรียนมาแล้ว กำลังเดินร่วมกันไป แต่มอเตอร์ไซด์คันหนึ่งเทียบมาจอด
“ไปวู๊ด เดี่ยวกูพาไปหาโรงพยาบาลแล้วไปส่งบ้าน” เดฟนั่นเอง
วู๊ดหยุดเท้ามองหมวกกันน๊อกที่ยื่นส่งมา
“ไปสิ จะได้ไปเยี่ยมอาม่ามึง”
วู๊ดมองหน้าเพื่อนก่อนจะรับหมวกนั้น แล้วก็สวมก่อนจะขึ้นซ้อนท้าย
“เดฟนี่เขามีน้ำใจดีนะ” โป้งกล่าวออกมา
ปอก็เอามือเกาะไหล่
“โคตรเลยล่ะ ทั้งหล่อทั้งมีน้ำใจ เสียอย่างเดียวแม่งจะแดรกไอ้จุ้ยให้ได้ ไอ้เหี้ยจุ้ยก็ใจโคตรแข็ง เป็นกูก็ยอมไปแล้ว”
“มึงก็ไปบอกมันสิว่ามึงยอม” เสียงดังมาจากข้างหลัง
ทั้งห้าหันไป ชายหนุ่มตัวสูงเป็นรุ่นพี่ นั้นคือไตรสะพายกล่องแซกโซโฟนมาคู่กับจุ้ย ปอหน้าจืดเพราะหน้าตาไตรบอกเลยว่าไม่สบอารมณ์
จุ้ยมองหน้าพี่ไตรของเขา ก่อนจะแก้สถานการณ์
“เหี้ย จริงอะ.. งั้นมึงก็เตรียมตูดบานเลย ไอ้เดฟนี่มัน... เท่า’นี่’ เลยนะเว้ย” ว่าแล้วก็ยกแขนกำหมัดประกอบ “แหกแน่มึง”
โป้งหัวเราะ
“จุ้ยรู้ได้ไง” โป้งถาม
“ก็มันเอามาดุนทุกวัน... แม่เอ้ย เท่านี่... จริงๆ” จุ้ยย้ำแล้วทำท่าเดิม

เดฟมองเหลือบกลับมาเห็นวู๊ดนั่งโดยเอามือจับเบะขอบเบาะเอาไว้
“เกาะเอวก็ได้ ไอ้คันนี้มันไม่มีราวจับ” เขากล่าว แล้วหันไปมองสัญญาณไฟของอีกด้านของสี่แยกซึ่งกำลังได้สัญญาณไฟเขียว
พอเห็นรถที่วิ่งเข้ามาเริ่มชะลอ เขาก็ออกรถ
วู๊ดมองเดฟจากด้านหลัง เขาค่อยๆเอามือข้างหนึ่งจับที่เอวเดฟ
“เกาะแน่นๆนะเว้ย” เดฟตะโกนแข่งกับสายลมแล้วบิดเร่งเครื่องขึ้นอีกนิด
“เอ้ย” วู๊ดร้องเพราะเขาไม่ค่อยได้นั่งรถจักรยานยนต์ “มึงอย่าเร็วนักสิวะ”
แล้วเขาก็กอดเอวเดฟไว้ทั้งสองแขน
ในตอนนี้ความอบอุ่นจากแผ่นหลังของเดฟทำให้วู๊ดแม้กำลังทุกข์ใจก็อบอุ่นใจขึ้นอย่างประหลาดจนเขาเผลอยิ้มออกมา แถมหน้ายังแดงเรื่อๆ
เดฟมองหน้าวู๊ดจากกระจกมองหลัง แล้วเขาก็ยิ้มที่มุมปาก
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:10

ตอนที่ 11 : อรรถ อาจารย์ฝึกสอน
โกล ไม่ยอมกลับบ้านจริงๆนั้นล่ะ โป้งก็ไม่รู้จะไล่ยังไง แถมเขาก็ไม่เคยอยู่คนเดียวมาก่อน ก็เลยรู้สึกดีเหมือนกันที่มีโกลเป็นเพื่อน
ทั้งสองชวนกันออกมาเดินเที่ยว แถวสะพานพุทธ ที่มีของขายหลากหลาย
โป้งติดใจเสื้อยืดทำมือ เขาดูแล้วดูอีก แต่กลับวางลงโดยพับให้เหมือนเดิม
“อยากได้ใช่ไหมเล่า” โกลถาม แล้วหยิบตัวที่โป้งดูเมื่อสักครู่จับโป้งหันหลังแล้วทาบ
“พอดีด้วยนะ ตัวนี้”
“เท่าไหร่ครับ” โกลถาม
“เฮ้ยโกล” โป้งจะท้วง แต่โกลส่งเสื้อให้คนขายแล้วล้วงเงินออกมาจ่าย
โป้งมองหน้าตอนโกลส่งถุงมาให้
“เฮ้ยกูไม่โอเคนะมึง แบบนี้มึงเหมือนเอาเงินฟาดหัวกู”
โกลหน้าเสีย
“เฮ้ย กูก็แค่อยากให้ ทำไมมึงคิดอย่างนั้น”
โป้งถอนหายใจ รับถุงมา
“โกล.. มึงต้องหัดเข้าใจมิตรภาพเสียบ้างนะมึง ไม่ใช่ว่าทุกคนเขาคบมึงเพราะเงิน กูไม่ใช่คนหนึ่งล่ะ มึงจะรวยก็เรื่องของมึง กูก็ไม่ใช่อดอยาก กูคบมึงก็เพราะมิตรภาพ เพราะเราเป็นคู่หูกัน ไม่ใช่เพราะมึงรวยนะโกล”
โกลมองหน้าโป้ง
“อันนี้กูยืมก่อน เดี่ยวเบี้ยเลี้ยงซ้อมออกกูจะคืนให้”
โกลมองหน้าโป้ง
“โป้งมึงโกรธเหรอวะ” โกลถาม
โป้งถอนหายใจอีกรอบ
“ก็โกรธสิ” แล้วเขาก็เกาะไหล่โกล พาเดินไปด้วยกัน
“มิตรภาพ มันไม่ซื้อด้วยเงินนะเว้ยโกล... หัวใจเป็นสิ่งที่ซื้อกันไม่ได้ มึงจะซื้อทุกอย่างด้วยเงินไม่ได้นะโกล เพราะกูไม่ได้หวังจะได้เงินมึงด้วย ถ้ามึงซื้อใครด้วยเงิน มึงได้ตัวเขาไป แต่หัวใจมึงไม่มีทางจะได้ วันไหนมึงหมดเงิน เขาก็จะทิ้งมึงไป แต่ถ้ามึงใช้ใจซื้อ มึงจะได้ใจของคนคนนั้นไปด้วยนะโกล”
โกลหันมามองหน้าโป้ง เขารู้สึกว่าอยากจะกอดเสียให้แน่น แต่ทำได้แค่เอาแขนโอบไหล่อย่างฉันมิตรเท่านั้น

โป้งคุยโทรศัพท์กับแม่โดยใช้โทรศัพท์ ที่ได้รับมาจากเธอตอนที่มาส่ง
โป้งกำลังนอนเอกเขนกดูทีวีอยู่บนพื้นกลางห้อง ก็หันไปมองเป็นระยะ
บทสนทนาของโป้งช่างเรียบง่ายจนเขาอมยิ้มไม่ได้เพราะขำ
“ครับแม่... ผมทราบแล้ว”
“ครับ ผมทำทุกวัน”
“ครับ ก็เห็นแล้ว”
“ครับ ครับ ผมรู้แล้วครับแม่
“ครับ ครับ ครับ”
พอรู้ว่าโกลมองมา เขาก็หันมากรอกตาให้
ทำนองว่านี่ล่ะ แม่กู
กว่าโป้งจะได้บอกเรื่องราวที่ทำให้เขาโทรมาได้ก็เกือบสามสิบนาทีผ่านไป
“ครับ แม่ขอบคุณครับ กินแล้วครับ นี่มันสี่ทุ่มแล้วนี่ครับ ครับกำลังจะนอนแล้วครับ ไม่ดึกหรอกครับ ไม่สายด้วยเพราะโรงเรียนอยู่ใกล้ วิ่งทุกวันครับแม่ ครับ ครับ สวัสดีครับแม่”
แล้วโป้งก็ถอนหายใจ กดตัดสัญญาณโทรศัพท์
“ไม่แปลกใจเรื่องป้ายเตือนที่เต็มห้องนี่เลย...โดนยิงคำถามมาเป็นชุดเลยสินะ”
โป้งเอาโทรศัพท์เก็บในลิ้นชัก
“ก็ท่านห่วงฉันมาก บางทีก็มากเกิน” โป้งยิ้ม
“ตกลงแม่บอกว่าจะคุยกับน้าหมอให้ เดี่ยวพรุ่งนี้คงได้คำตอบ แล้วค่อยไปบอกกับวู๊ด”
“ดูอะไรอยู่” โป้งถาม
“ทีวี” โกลตอบหน้าตาเฉย
โป้งท้าวสะเอว
แล้วเตะป๊าบไปที่ก้น แต่ไม่ได้แรงนัก
“กวนตีน”
โกลหัวเราะแล้วกลิ้งตัวไปข้าง ๆ
“ก็กูดูทีวิอยู่ มึงเห็นเป็นเครื่องซักผ้าเหรอ”
โป้งคลอนหัวแล้วเดินเข้าห้องน้ำไป
เข้าห้องน้ำไปแล้ว โป้งก็ยืนยิ้มให้กับรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะของโกล
นี่กระมังโกลที่ป้องเคยเห็น นายคนนี้เมื่อหัวเราะแล้วก็เป็นคนน่ารักใช่ได้

สุรีวัลยืนอยู่ชั้นสองของอาคารใกล้สนามฟุตบอล จ้องลงไปในสนามเพื่อมองหาจุดผิดพลาดในการฝึกซ้อมแผนการรุก
หนุ่มโป้งยืนอยู่ตรงกลางสนามฝั่งซ้ายมองมาทางโค้ชป้อม พอได้สัญญาณเขาก็เลี้ยงบอลไปข้างหน้าด้วยความเร็ว เมื่อเผชิญหน้าอัลบั้มในแนวรับ เขาสับขาหลอกหนึ่งจังหวะ ก่อนจะเตะลูกฟุตบอลหนี ก่อนจะเปิดหักข้อเข้าไปในเขตโทษ
อัครที่ยืนอยู่เสาไกลก็โหม่งเช็ดหนึ่งจังหวะ แม้ต้องเบียดกับจอม แต่ลูกฟุตบอลก็ยังลอยโด่งไปถึงปอที่วิ่งหนีตัวประกบมาแล้วซัดตูมตรงบริเวณกรอบด้านในเขตโทษ
ลูกฟุตบอลพุ่งไปอย่างแรง แต่ตรงตัวของโกลที่อ่านจังหวะเกมแล้วเข้ามารับไว้ได้ ทว่าเพราะความรุนแรงของลูกยิง มันก็เลยทะลักหลุดออกไปข้างๆ แต่โกลก็ตามไปคว้าไปแล้วล้มตัวลงกอดลูกไว้
“ถ้าประตูไม่เก่งก็เข้าแล้ว” คนที่กล่าวเป็นหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ สุรีวัลหันไปมอง
“ทีมนี้ดูดีมากเลยนะครับ” หนุ่มน้อยหันมา “โดยเฉพาะคนเปิดบอล แม่นยำมาก”
หนุ่มคนนี้เป็นอาจารย์ฝึกสอน รูปร่างสันทัดมาตรฐานชายไทยแต่มีร่างกายดูเหมือนนักกีฬา เขาชื่ออรรถ เป็นอาจารย์ฝึกสอนจากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง เธอได้ยินมาว่าเขาเป็นนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัยด้วย
“โป้ง เทพพร เด็กคนนี้คล่องมาก แถมแม่นมาก ทั้งลูกนิ่งและลูกวิ่ง” อาจารย์สุรีวัลตอบ แล้วมองลงไป
โป้งกำลังฟังป้อมเพชรบอกเรื่องทิศทางลูก เพราะเมื่อสักครู่ ลูกเปิดของเขาเกือบโดนกองหลังอีกตัวหนึ่งที่เล่นคู่กับจอมโหม่งได้ แถมเมื่อสักครู่ อัครก็ต้องขยับเข้ามาโหม่ง
พอได้คำแนะนำ โป้งก็เอาลูกไปตั้งจุดเดิม แล้วพอได้สัญญาณเข้าก็เลี้ยงจี้เข้าหาตั้มอีกรอบ ทำท่าเหมือนจะขยับไปด้านซ้าย แต่พอตั้มจะตามไป ก็ใช้การเตะจิ้มบอลลอดหว่างขาของตั้มในจังหวะแยกขา แล้วโป้งก็วิ่งผ่านตั้มที่กำลังเสียหลัก ไปหาบอลแล้วเตะโยนไปโดยไม่จับลูกให้นิ่งก่อน
ลูกฟุตบอลลอยไปได้ทิศทางและน้ำหนัก มุ่งเข้าหาเสาประตูด้านไกล
คราวนี้อัครที่เบียดอยู่กับปีกซ้ายโหม่งได้ถนัด ลูกจึงมุ่งมาปอที่รออยู่สับเท้ายิงเต็มข้อ ลูกพุ่งไปทางซ้าย แม้โกลจะตามมาบล็อกลูกได้ แต่มันก็ทะลักเข้าประตูไป
ตอนนั้นโป้งเข้าไปตบมือกับเพื่อนๆ ในแนวรุก แล้วก็ไม่วายหันไปแหกตาแลบลิ้นหลอกโกล โกลก็คงหมั่นไส้เอาลูกฟุตบอลที่เดินเข้าไปหยิบด้านในประตูออกมาปาใส่ แล้วชี้หน้าอาฆาตแต่บนอยู่รอยยิ้ม
อรรถมองตามร่างเด็กหนุ่มร่างเพรียวแล้วก็ยิ้มออกมา
“โป้ง... โตนายนี่ยิงโตก็ยิ่งเก่งนะ”

โป้งดื่มน้ำจากแก้วที่ปอส่งมาให้ แล้วก็กระโดดๆก่อนจะยืนหมุนไปหมุนมาเพื่อให้ร่างกายยังคงอบอุ่น เพราะพักประเดี่ยวก็ต้องลงไปในสนามอีก
“โป้ง” เสียงเรียกทำให้เขาหัน
เด็กหนุ่มหันมอง เห็นเป็นหนุ่มร่างสันทัดผิวสองสีดวงหน้าคมคายเข้าขั้นหล่อ เขาเดินล้วงกระเป๋าเข้ามา
เขาเขม้นมอง
“โตขึ้นเยอะเลยนะ พี่จำไม่ได้เลย” หนุ่มในชุดนักศึกษาแบบเต็มยศมีเนคไทติดเข็มมหาวิทยาลัยด้วย
พอเข้ามาใกล้ๆ โป้งค่อยระลึกได้
โป้งยกมือไหว้ แล้วเรียก
“พี่อรรถ”
อรรถเข้ามาบีบต้นแขนของโป้ง
“เป็นหนุ่มแล้วหล่อเหมือนกันนะเนี่ย”
“โป้ง” อาจารย์ป้อมเพชรเรียก
โป้งหันไปก่อนจะ หันมาบอกกับอรรถ
“ผมไปซ้อมก่อนนะ” แล้วก็วิ่งลงสนามไป
อรรถจึงเดินไปหานั่งที่ม้ายาวใกล้ๆ ตามองลงไปในสนาม
เขาพบโป้งครั้งสุดท้ายตอนเขาอยู่มหาวิทยาลับปีสอง ไปค่ายอาสาที่จังหวัดเชียงราย โป้งที่มาช่วยพวกเขาปรับปรุงห้องสมุดของโรงเรียนประถมที่อยู่ใกล้ๆกันกับ โรงเรียนของโป้งตามคำร้องขอของผู้ใหญ่บ้าน นั่นเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบหลายปีนับตั้งแต่แยกกันไปตอนโป้งติดตามแม่ของ เขาไปอยู่เชียงราย
อรรถเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของเทพฤทธิ์ จึงสนิทสนมกับโป้งมาแต่เด็กๆ สำหรับอรรถ โป้งเป็นเด็กพิเศษที่เก่งกาจ ฉายแววความสามารถมาตั้งแต่เล็ก แล้วยังขยันฝึกซ้อมทุกวันด้วยใจรักในกีฬากีฬาฟุตบอล
เขาติดใจรอยยิ้มที่เหมือนโยกย้ายความวิตกกังวลไปจากใครก็ได้ของโป้ง มันสดใสและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา..
ตอนนี้เด็กคนนั้นเติบโตขึ้นแล้ว เป็นหนุ่มน้อยหน้าตาน่าเอ็นดู คิ้วเข้มปากบาง มีแก้มเล็กน้อย อรรถรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไปกับความเอ็นดูต่อเด็กชาย..
ตอนนี้เด็กหนุ่มกำลังยืนที่มุมธงด้านขวา ได้รับสัญญาณก็ถอยหลัง แล้ววิ่งไม่ได้เร็วนัก เตะลูกปั่นโค้งจนเห็นมันเลี้ยวเข้าหาประตู
กองหน้าเบียดกับกองหลัง แล้วฉวยจังหวะกระโดดขึ้นโหม่งไปติดการเซฟของผุ้รักษาประตู
ลูกกระดอนออกมาถึงโป้ง เขาเหยียบบอลเอาไว้ แล้วหยุดเพราะได้ยินโค้ชเรียกเขา

โค้ชเดินเข้ามาพูดกับโป้ง เขาก็พยักหน้าตามคำพูดของโค้ช แล้วก็เลี้ยงบอลด้วยหลังเท้ากลับไปที่มุมธง
เด็กหนุ่มหันมาเจออรรถพอดี ก็เลยยิ้มให้ ก่อนจะหันกลับไปเพื่อโยนลูกอีกครั้ง
อรรถยังคงยิ้มค้างมองเด็กหนุ่มโยนลูกเตะมุมเข้าไปด้วยระยะความโค้งที่ได้รับการแก้ไขแล้ว
“เด็กใหม่นี่เท่มากเลยนะแก” เสียงดัดเป็นเสียงผู้หญิงของเด็กหนุ่มกล่าวแก่กัน
“น่ารักมาเลย หน้าตาเหมือนญี่ปุ่น เกาหลี โอยสเปกอะ” อีกคนว่า
“อยากได้อยากได้..”
“ชื่ออะไรนะ โป้งใช่ไหม.. “
อรรถนึกขำ โคลงหัวช้าๆ แล้วหันไปมองในสนาม ปรากฏว่าลูกฟุตบอลเข้าประตูไปแล้ว โป้งก็เดินไปตีมือกับคนทำประตูที่วิ่งออกมา ซึ่งเป็นหนุ่มหน้าตาคมคายอีกคน
“ทุกครั้งที่เจอ นายจะเก่งขึ้นทุกทีเลยนะโป้ง”
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:10

ตอนที่ 12 : ฟรีคิกจาลูกชาย ถึงเทพฤทธิ์ผู้หลงทาง
หลังเลิกซ้อม วู๊ดกลับได้เจอเดฟเดินมาลำพังคนเดียว
“อ้าว ทำไมพึ่งกลับ” วู๊ดเดินแยกไปจากกลุ่มเพื่อนไป
“ก็พึ่งซ้อมควงคทาเสร็จ พอดีคิดท่าใหม่ได้ เลยซ้อมกันคนเดียว ลืมเวลาเลย” เดฟตอบแล้วขยับแขนแสดงให้เห็นว่าล้า
“แล้วจุ้ยล่ะ” วู๊ดถาม เพราะปกติเดฟจะกลับบ้านเวลาใกล้ๆกับจุ้ย
“มันไปเล่นประกวดดนตรีรอบรองชนะเลิศ สงสัยกลับบ้านไปเลย”เดฟตอบก่อนจะถาม “กลับพร้อมกันไหม ฉันอยากกินข้าวหมูแดงหน้าปากซอย วันก่อนให้แม่บ้านไปซื้ออร่อยดี”
วู๊ดยิ้มอย่างเต็มใจแล้วก็เดินคู่กับเดฟ เล่าเรื่องการย้ายโรงพยาบาลของย่า เดฟก็ซักนั่นซักนี่เหมือนไม่ค่อยไว้ใจมาตรฐานของโรงพยาบาลรัฐ เพราะโรงพยาบาลที่ย้ายไปเป็นโรงพยาบาลไม่ใช่โรงพยาบาลรัฐดังๆที่เดฟรู้จัก

ตอนกินข้าวเย็นที่ร้านประจำ โกลบอกโป้งว่าจะกลับบ้านแล้ว โป้งทำหน้าแปลกใจ แถมไม่เชื่อ
“อยู่ดีๆก็จะกลับ อยู่มาเป็นอาทิตย์ จริงหรือเปล่านี่”
ว่าแล้วก็ตักข้าวไข่เจียวใส่ปาก
“จริงๆ แต่เดี๋ยวขอไปเก็บของก่อน”
“เออๆ ตามใจ อยากกลับก็กลับ ดีกูจะได้นอนเตียงกว้างๆ”
โกลยิ้มแล้วก็ตักข้าวราดกุ้งกระเทียมเคี้ยวกิน

โกลเริ่มต้นกวาดเสื้อผ้าของเขาที่ให้คนเอามาให้ที่โรงเรียน ใส่กระเป๋าย่าม จากนั้นเขาก็หันไปหันมา
“พรุ่งนี้ไม่มีเรียนเนอะ ไม่ต้องเอาชุดนักเรียนไป” โกลกล่าว
“เออ... แต่มึงก็ขนกลับไปให้หมดเลยสิ เดี่ยวก็ไม่มีใส่”
“ฉันมีเป็นสิบๆชุด ชุดนักเรียนนี่ ทิ้งไว้ห้องนายสักสองสามชุดก็ไม่เป็นไร แต่ของนายสิ... เอาไปด้วยดีกว่า จะได้ไว้ใส่วันจันทร์”
“หือ” โป้งที่กำลังนอนอ่านหนังสือพิมพ์กีฬาหันขวับมา
“เฮ้ย ทำอะไรวะ” เขาร้อง
เพราะตอนนี้ โกลเอาเสื้อนักเรียนของโป้งใส่กระเป๋าไปสองตัว
โกลหันไปหยิบของอย่างอื่นด้วย กวาดกางเกงนักเรียนสองตัว กางเกงในสามตัว เสื้อซ้อมฟุตบอล
“อะไรของมึง มึงเอาของกูไปทำไม” โป้งลุกขึ้นมาจะแย่งกระเป๋า แต่โกลลุกขึ้นเอากระเป๋าซุกหลัง
“มึงต้องไปนอนบ้านกูบ้าง” โกลว่า
“เอ้ย... บ้าแล้ว” โป้งร้อง
“ไม่รู้หละ ถ้าไม่ไปกูก็ไม่คืน” โกลทำท่าส่ายก้นประกอบเหมือนเด็ก
“ไอ้ห่าเอ้ย” โป้งด่าแล้วทำท่าจะแย่งต่อ
“ไม่ให้ ไม่ให้” โกลทำเสียงเล็กเสียงน้อย
โป้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะไม่มีปัญญาจะแย่ง เนื่องจากโกลตัวใหญ่และมีกล้ามเนื้อแข็งแรงกว่า
แต่เมื่อมองหน้ามองกิริยาของโกล ตอนนี้โกลไม่หลงเหลือมาดของผู้เงียบขรึมแล้ว กำลังยิ้มทะเล้นให้เขาอย่างกับเป็นคนละคน
โป้งหันหน้าซ่อนรอยยิ้ม
“ก็ได้ๆ ก็ได้ แต่พรุ่งนี้มึงต้องพากูไปเที่ยวด้วยนะเว้ย กูอยากไปเที่ยวพารากอน” แล้วโป้งก็เดินเข้าห้องน้ำ
“ไปขี้เหรอ” โกลถามแซว
“เอาแปรงสีฟัน จะให้กูใช้ของมึงหรือไง” โป้งตอบ

“ไอ้เหี้ยนี่มันบ้านคนหรืออะไรวะเนี่ย” โป้งร้องออกมาแล้วถอดหมวกกันน๊อก
ตอนนี้บ้านของโกลที่เป็นคฤหาสน์ใหญ่ ออกแบบเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุควิคตอเรียไว้อย่างสวยงาม และสว่างวอบแวมด้วยแสงไฟจากมุมต่างๆ
“เฮ้ยนี่มึงอยู่กันกี่คนวะ ทั้งตระกูลเลยไหมเนี่ย”
โกลถอดหมวก แล้วหันไปส่งกุญแจให้คนขับรถที่วิ่งมารับอย่างรู้งาน
“สามคน” โกลตอบ
“กู แม่ แล้วก็พ่อ แต่ก็ไม่ค่อยอยู่หรอก กูอยู่คนเดียวซะมาก”
แล้วโกลก็เดินนำเข้าบ้าน โป้งหันไปรอบๆพลางเดินไปด้วยความตื่นตา

โป้งนอนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงของโกลที่ใหญ่กว่าเตียงเขามาก เพราะเป็นเตียงพิเศษขนาดแปดฟุต
“โอย สบายจัง” โป้งว่าแล้วนอนหงายมองดวงไฟที่ทำเป็นดาวเพดาน สวยงาม
“มึงจะทนนอนอุดอู้อยู่ห้องกูทำไมวะ บ้านมึงสบายออก ดูสิแม่ง... เตียงก็โคตรนิ่มอย่างเตียงโรงแรมห้าดาว”
“เคยนอนด้วยเหรอโรงแรมห้าดาว” โกลถามขณะถอดนาฬิกาออก วางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง แล้วก็นั่งลงบนเตียง
“เคยสิ” โป้งพลิกตัวมา
“กูเคยตามน้าหมอไปสัมมนา เขาให้พาครอบครัวไปได้ เตียงโรงแรมแม่งโคตรนิ่มเหมือนของมึงนี่ล่ะ นอนสบาย”
โกลส่งเสียงหึๆ ในรอยยิ้มเหมือนกำลังเยาะหยันตัวเอง
“เตียง ใหญ่น่านอน แต่ไม่อยากนอน ห้องนอนกว้างขวางแต่นอนไม่หลับ บ้านใหญ่โตแต่ไม่อยากอยู่ ความสุขกายแต่ไม่สุขใจ... นี่ล่ะชีวิตกูโป้ง”
แล้วเขาก็หันมามองหน้าโป้ง
“โป้ง... กูบอกตามตรงตอนที่กูนอนเบียดกับมึงบนเตียงแคบๆนั่น มันทำให้กูหลับสนิทกว่า กูอยู่ในห้องแคบๆของมึงกูยังสบายใจกว่า กูอยู่กับมึงสองคน กูยังรู้สึกดีกว่าอยู่บ้านที่มีแต่คนรับใช้อย่างบ้านตัวเอง”
แล้วเขาก็ลุกขึ้น เดินไปเปิดตู้เย็น หยิบเอาน้ำผลไม้กับน้ำอัดลมแสดงให้ดูออกมา
“กินอะไรก็หยิบเอานะ ขนมก็มี กูขออาบน้ำก่อน”
โป้งมองตามร่างสูงๆไป เขานึกถึงคำพูดของแม่ตอนที่แม่เล่าถึงบ้านของเพื่อนคนหนึ่งที่พ่อแม่แยกทาง กัน ว่าเป็นบ้านหลังใหญ่แต่เพื่อนกลับไม่ชอบอยู่มาอยู่หอพักพยาบาลแทน
“บางที ความสุขอาจไม่ใช่ความสบายของสถานที่ แต่เป็นความสบายของจิตใจมากกว่า”

วันนี้โป้งตื่นสายไปเกือบจะเจ็ดโมง เพราะวันนี้โค้ชสั่งงดซ้อมเนื่องจากจะมีการใช้พื้นที่โรงเรียนจัดการสอบของหน่วยราชการ
เมื่อคืนโกลพาเขาไปดูยิมหรือก็คือห้องออกกำลังกาย วันนี้เขาก็เลยลุกจากเตียงมาเงียบๆ กะจะไปลองใช้อุปกรณ์ดูสักหน่อย
แต่พอเข้าไป กลับเจอหนุ่มกล้ามใหญ่คนหนึ่งกำลังยกดัมเบลด้วยแขนใหญ่โต
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างประหลาดใจ ชายหนุ่มยังหนุ่มเกินไปจะเป็นบิดาของโกล ส่วนโป้งก็ตัวเล็กเกินกว่าจะเป็นโกลลูกชายของมหาเศรษฐีเจ้าของบ้าน
โป้งก็ไม่รู้ทำยังไงก็เลยยกมือไหว้
“ผมชื่อโป้งครับเป็นเพื่อนของโกล”
“อ้อ... นี่เหรอโป้ง” เสียงตอบรับมาจากมุมที่มองไม่เห็น เป็นชายหนุ่มวัยราวๆสี่สิบ แต่เรือนร่างแกร่งไปด้วยมัดกล้ามเนื้อ เดินถือถ้วยเครื่องดื่มมา
“เห็นแม่บ้านบอกเหมือนกันว่า นายโกลไปอยู่กับเพื่อนที่ชื่อโป้ง”
โป้งเลยยกมือไหว้อีกที เดาว่านี่คือบิดาของโป้ง คุณพรรณพงศ์ วรรณพิธิ
“หน้าตาน่ารักนี่ มิน่า ไอ้โกลมันถึงได้ชอบ ตกลงเป็นแฟนกันแล้วใช่ไหม”
โป้งสะดุ้ง
“ผม กับโป้งเป็นคู่หูในทีมฟุตบอล เราไม่ได้เป็นคู่ขากัน เราสองคนรู้จักยับยั้งชั่งใจครับว่าอะไรสมควรไม่สมควร” โกลกล่าวประโยคโต้ออกมา เขาเดินเข้ามาในห้องยืนเผชิญหน้ากับบิดา
บิดามองหน้าลูกชาย แล้วก็พยักหน้า
“โอเคเข้าใจ ฉันขอโทษ เข้าใจผิดไป”
โป้งยิ้มแห้งๆ บวกกับพยักหน้าตอนที่พรรณพงศ์หันมามองหน้าเขา

หลังจากออกกำลังกันได้เหงื่อแล้ว โป้งกับโกลชวนกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วจึงลงมารับประทานอาหารเช้า
ระหว่างกินอาหารเงียบๆ โป้งก็ถาม
“ผู้ชายคนที่อยู่กับพ่อนายเป็นใคร” โป้งถามเสียงเบา ทั้งที่ก็เห็นอยู่ว่าทั้งคู่นั่งจิบกาแฟอยู่ในสวนด้านนอก
“ผัวเขามั้ง” โกลตอบหน้าตาเฉย“ก็คงจะไปได้มาจากไหน อาจเป็นพวกพนักงานบริษัท หรือไม่ก็เด็กจากบาร์ไหนที่เขาไปเที่ยว สักสองสามเดือนก็คงเปลี่ยนอีก”
โป้งตะลึงตาค้างกับสิ่งที่โกลบอก
“ไม่ต้องงง พอกูเขาเป็นเกย์ แต่แอ๊บแมน”
โป้งมองซ้ายมองขวาก่อนจะถามต่อ
“แล้วแม่นายล่ะ”
“ก็อยู่กับผัวๆของเขามั้ง ปกติเขาก็อยู่ที่หัวหินบ้าง เขาใหญ่บ้าง ไม่ค่อยอยู่บ้านหรอก” โกลตอบแบบเฉยเมย
โป้งไม่แน่ใจว่าความเฉยเมยมาจากอะไร จากความเจ็บปวดใจอย่างถึงที่สุดแล้วกลายเป็นด้านชาหรือไม่
“อิ่มยัง ไปเถอะอยากไปเดินพารากอนไม่ใช่เหรอ อย่าอยู่เป็นก้างของเขาเลย เกิดเขานึกอยากจะเล่นหนังสดเอาท์ดอร์ในสวนจะได้สะดวกๆ” แล้วโกลก็ลุกขึ้น
โป้งจึงตักออมเลตคำสุดท้ายใส่ปาก ตามด้วยโกโก้ แล้วเดินตามโกลไป

โป้งเดินตัวลีบอยู่ท่ามกลางบรรยากาศอันหรูหราของศูนย์การค้าใหญ่กลางเมืองแห่ง นี้ แต่ละคนที่เดินสวนทางไป ดูเป็นคนละระดับกับเขาทั้งสิ้น แม้จะเป็นนักท่องเที่ยว
“ไม่เคยมาจริงๆเหรอ” โกลถาม
โป้งส่ายหัว
“ไม่เคย มันหรูเกินไป พ่อกับแม่ฉันก็เลยไม่เคยพามาเดิน เดินแต่ห้างแถวบ้าน”
“แต่มันหรูจริงๆนะเนี่ย... นี่เดินแบบเกร็งเลยนะ กลัวไปทำอะไรเชยๆเข้า” โป้งมองรอบกายอย่างหวาด

โกลหัวเราะน้อยๆ เอามือกอดคอ
“อย่าเกร็งสิ ยิ่งเกร็งยิงดูบ้านนอก เดินเฉยๆใครเขาจะรู้ว่ามึงไม่เคยมา”

โกลกำลังทดสอบเครื่องโทรศัพท์ราคาแพงอยู่ในขณะที่โป้งเดินไปดูรอบๆร้าน ลองเล่นเครื่องนั้นเครื่องนี้
สักครู่เขาก็กลับมาพร้อมกับถุงพลาสติก
“เดี่ยวกูให้เอาเครื่องเก่าให้มึง โทรศัพท์มึงสองจี ใช้อะไรก็ไม่ได้” โกลกล่าว
“ไม่เอาหรอก กูไม่มีปัญญาเสียค่าโทรศัพท์” โป้งท้วง
“ไม่ต้องเสีย กูให้มึงทั้งเครื่องพร้อมเบอร์เลย หมายเลขเครื่องนั้นจ่ายเป็นชุดพร้อมกับหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้าน แค่กูบอกอากานต์เลขาพ่อกู เอาเบอร์ใหม่ไปให้ อากานต์เขาก็ทำจ่ายให้ทุกเดือน” โกลตอบ
โป้งมองหน้าตาขวาง
“เอาอีกละ เอาเงินฟาดหัวกู เมื่อไหร่มึงจะเลิกใช้เงินซื้อเพื่อนสักที”
“มึงก็เลิกคิดมากได้แล้ว กูแค่อยากให้มึง มึงจะได้ไว้ใช้คุยกับกู มึงอยากจะให้กูไปย้ายไปอยู่กับมึงเลยใช่ไหม ถ้ามีโทรศัพท์ กูจะได้ไม่ต้องไปค้างกับมึงไง” โกลตอบโต้ แล้วยกข้อแม้
“โอ้ย... แม่ง ตามใจมึง” โป้งรำคาญเพราะรู้ดีว่าโกลเป็นคนเอาแต่ใจแค่ไหน
“น้องครับ" พนักงานขายเดินตามออกมา
ด้านล่างตรงลานด้านหน้า มีกิจกรรมของค่ายมือถือ อันนี้เป็นคูปองเล่นเกมฟรีนะครับ”
“กิจกรรมอะไรครับ” โป้งเป็นคนถาม แต่โกลเป็นคนรับคูปอง
“มีคุณสมการ ผู้รักษาประตูทีมชาติ คุณวรกิจ กองกลาง แล้วก็คุณการันต์ โค้ชทีมชาติมาร่วมงาน แล้วก็มีกิจกรรมยิงลูกฟรีคิกชิงรางวัลด้วย แล้วก็มีเกมอื่่นนอกเกี่ยวกับฟุตบอล”
โป้งหูผึ่ง

แต่เพราะมีเด็กๆตัวเล็กมุงกันเยอะมา โป้งที่อยากจะได้ลายเซ็นของนักเตะทีมชาติก็คงได้แต่มองสามบุคคลที่เป็น กำลังสำคัญของทีมชาติชุดนี้ซึ่งกำลังทำผลงานได้ดี
“อาการันต์คงจำกูไม่ได้แน่ๆเลย” โป้งว่า
“รู้จักเรอะ” โกลถาม
“ก็เคยเจอกันบ่อยๆ ตอนเด็กๆ เขาเป็นรุ่นน้องของพ่อกูรุ่นเดียวกับโค้ชป้อมนั้นล่ะ แต่กูไม่เคยเจอโค้ชป้อม แต่เคยเจออาการันต์เพราะท่านสนิทกับพ่อกูมากกว่า”
“เอาไว้กูให้อากานต์ขอให้เอาไหม บริษัทพ่อกูเป็นสปอร์นเซอร์ใหญ่ของทีมชาติอยู่แล้ว”โกลเสนอ
“ไม่เอาหรอก กูแค่อยากได้คุยกับพี่เขาแค่นั้นเอง” โป้งตอบ แล้วก็หันไปทางซุ้มที่มีเกม “ไปเล่นดีกว่า เผื่อได้รางวัล”

เกมที่โป้งเลือกคือเกม เตะฟรีคิก ซึ่งจะมีแผงอุปสรรค์เป็นทำเหมือนรูปคนสามคนขวางทางอยู่ โดยมีแผ่นไม้ที่เขียนเป็นรูปประตูฟุตบอลที่มีขนาดเท่าของจริง และมีรูปขนาดใหญ่กว่าลูกฟุตบอลประมาณสองเท่าอยู่ในตำแหน่งต่างๆ
“ถ้ายิงเข้ารูตรงมุมล่างด้านซ้ายหรือขวาอันนี้รับของที่ระลึกพิเศษ ถ้ายิงเขามุมบนด้านซ้ายขวา รับของที่ระลึกเป็นกีฟต์แซต แต่ถ้ายิงเข้าด้านหลังสองรูนี้” พิธีกรวรรคตอนอธิบายกติกาให้คนที่เข้ามามุงฟัง
“เอาไปเลย โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดมูลค่าสองหมื่นบาท แต่ถ้าเข้ามากกว่าหนึ่งลูกในจุดใกล้เคียงกันแต่อีกข้าง เอาไปเลยครับซิมพร้อมเพคเกจอินเตอร์เนตหนึ่งปีฟรีๆ”
ตำแหน่งที่ว่าเป็นตำแหน่งที่จากจุดตั้งลูกจะมองเห็นแค่นิดเดียว ต้องปั่นไซด์เข้าไปแถมรูมีขนาดใหญ่กว่าลูกฟุตบอลแค่ไม่เท่าไหร่
“คูปองหนึ่งใบจะได้สิทธิสามลูกครับ”
ส่วนใหญ่ก็จะยิงกันไม่ค่อยได้ จึงได้เฉพาะของที่ระลึกเล็กน้อยเป็นเครื่องปลอบใจ มีบางคนก็ได้รางวัลไป แต่ยังไม่มีสักคนที่ได้รางวัลใหญ่ นอกจากรางวัลที่ได้จากการยิงเข้ามุมบนสองข้าง

การันต์ขอตัวไปห้องน้ำ พอเดินกลับมาก็มายืนกอดอกมองหนุ่มบ้างเด็กบ้างเตะฟรีคิก
เขายิ้มแล้วก็คิดจะเดินไปรวมกับเหล่านักเตะที่กำลังตอบคำถามของเด็กๆ
“โอ้โห...นิดเดียวนิดเดียวจริงๆครับ” พิธีกรหนุ่มที่เป็นนักพากย์ฟตุบอลร้องออกมา เขาเดินไปชี้ตรงจะที่ลูกกระแทกเมื่อสักครู่
การันต์มองจากจุดที่ชี้... ต้องเป็นการปั่นไซด์โค้งแน่นอนที่สุดถึงจะโดนตำแหน่งนั้นได้ แถมเป็นการชี้ที่ตำแหน่งที่บอกว่าเป็นการปั่นโค้งมาเกินไปต่างหาก
การันต์เลยเดินเข้ามาไปด้านดูใกล้ๆ
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หลังบอลประมาณสองเก้ากำลังทำสมาธิ
“ใจเย็นครับน้อง ยังเหลืออีกสองสิทธิ”
เด็กหนุ่มร่างเพรียวแต่ดูแข็งแรง สูดลมหายใจแล้วถอนออก เขาวิ่งไม่เร็วนักเข้าหาลูกฟุตบอลที่ตั้งตรงจุด
เท้าขวาเป็นหลักวางลงตรงตำแหน่ง เท้าซ้ายง้างไปแล้วสวิงไปเตะบอลตรงจุดที่ทำให้ลูกลอยหนุนไปเป็นแนวโค้ง
จากด้านข้างนี้ การันต์เห็นมันลูกลอยไปแบบไม่แรงนัก โค้งอ้อมข้ามกำแพงไปเข้ารูนั้นอย่างแม่นยำ
“เยส” เด็กหนุ่มร้อง แล้วหันไปกระโดดกอดเด็กหนุ่มร่างสูง
“เจ๋งอะ แม่งโคตรแม่น...” หนุ่มคนข้างตัวการันต์กล่าวออกมา
“เข้าไปแล้วครับ ได้แน่นอนแล้วโทรศัพท์” พิธีกรเข้ามาใกล้
“น้องชื่ออะไรครับ”
โป้งมองไมโครโฟน แล้วมองหน้า
“เทพพรครับ”
“น้องเทพพร” พิธีกรทวนชื่อ
การันต์นิ่งไปเมื่อยินชื่อ ท่ายิงเมื่อสักครู่ ช่างละม้าย เพียงต่างกันแค่เป็นเท้าซ้ายไม่ใช่ขวา เท้าซ้าย... ชื่อเทพพร.. หรือนี่จะคือลูกชายของพี่ฤทธิ์ ที่ชื่อโป้ง ไซด์โป้ง...
“เอาล่ะครับ เข้าอีกลูก รับไปเลยแพคเกจโทรศัพท์หนึ่งปีทันที”
โป้งรอจนเจ้าหน้าทีเอาลูกมาตั้ง เขาก็ไปตรวจดูลูกก่อนจะวางใหม่ที่จุดเดิม
เขาถอยไปสองก้าวแล้วก็ยืนนิ่ง เขามองเป้าหมายที่ด้านซ้าย
“เอ้า มองด้านซ้าย จะปั่นไซด์ก้อยเหรอครับ” พิธีกรอ่านจากสายตาของโป้ง
การันต์เผลอสูดลมหายใจลึกๆ
เอาแน่เหรอ.. เขาถามออกไปในใจ
แล้วโป้งก็วิ่งเข้าไป ใช้ข้างเท้าด้านนอกเตะลงไปมุมขวาด้านล่างของลูก ด้วยน้ำหนักที่กะให้เท่ากับเมื่อสักครู่นี้
โกลถึงกับเผลอกัดริมฝีปากด้วยความตื่นเต้น
ลูกฟุตบอลเดินทางไปเป็นแนวโค้งซ้าย ข้ามกำแพง แล้วก็ผลุบลง มันกระแทกกับขอบรู แต่ก็ยังเข้าไป
เสียงเฮจากคนรอบข้าง บอกโป้งที่พอเตะก็หลับตาปี๋ให้รู้ว่าเขาทำเสร็จ
โกลวิ่งเข้ากอดคอเขาแล้วเขย่า
“แม่นโคตร” คนข้างตัวการันต์กล่าวออกมาอีก
“โคตรเก่งว่ะ แม่งเจ๋งจริงๆ”
“โค้ชครับ เชิญด้วยครับ” เจ้าหน้าทีเดินมาตามการันต์
“อ้อ ขอโทษครับ พอดีดูเพลินไปหน่อย” เขากล่าว
“ตรงที่ฟรีคิกนั่นมีเทปใช่ไหม่ครับ ผมขอเทปที่เด็กคนที่เตะเมื่อกี้ ที่ได้รางวัลใหญ่ ได้ไหมครับ”

เพราะได้รางวัลใหญ่ โป้งก็เลยต้องรอให้มีการสัมภาษณ์นักเตะโดยสื่อมวลชนเรียบร้อย เพราะคนที่จะแจกรางวัลเป็นโค้ชการันต์
ตอนที่โป้งเดินขึ้นไปบนพื้นยกหลังพิธีกรประกาศชื่อ มองเห็นสองนักเตะทีมชาติปรบมือให้เขาก็นึกเขินอายอย่างยิ่งตอนรับรางวัล
“เก่งจริงๆนะเรา อาดูเราเตะแล้วเห็นเลยว่าหาตัวจับยาก” การันต์กล่าวหลังจากมองรางวัลให้แล้วจับมือ
“ขอบคุณครับผม” โป้งยิ้มอายๆ
“แบบนี้พ่อของเราต้องภูมิใจแน่ๆ” ประโยคหลังทำให้โป้งนิ่ง
“อาจำผมได้เหรอครับ”เขาถาม
“โป้ง... ลูกพี่ฤทธิใช่ไหมล่ะ” การันต์กว่าแล้วตบบ่าเด็กหนุ่ม “เอาไว้เราคงได้เจอกันแน่ๆ แล้วเจอกันใหม่นะ”
โป้งเดินลงจากเวทีไปแล้วการันต์ก็ยังมองตามไป เขาอยากจะรู้ว่าพี่ฤทธิ์ได้เห็นฟรีคิกของโป้งแล้วจะทำหน้าอย่างไร

หน้าคอนโดมิเนียมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ชายหนุ่มวัยสี่สิบเศษปาดเหงื่อหลังจากออกไปโบกกั่นรถให้ผู้พักอาศัยได้เลี้ยวออกไป
เขาถอนหายใจแล้วเดินกลับมานั่งอยู่ข้างป้อมยาม หยิบเอาแผ่นกระดาษที่มีตารางกับรายชื่อทีมฟุตบอลออกมา ขมวดคิ้วแล้วก็คิด
แต่ฉับพลัน มือหนึ่งก็คว้าไป
“เอ้ย” เขาร้อง แต่พอเห็นว่าเป็นใครก็ทำหน้าเจื่อน
“ไหนพี่ว่าเลิกแล้ว ผมไม่มีปัญญาเคลียร์ให้พี่หรอกนะถ้าเล่นคราวนี้อีก” การันต์ทวงคำมั่น
“เล่นนิดหน่อยเอง” ชายหนุ่มท้วง “พอมีเงินจ่ายแน่ๆ”
“พี่ทำไมเป็นแบบนี้.. “การันต์ถอนหายใจ
“พี่อยากเห็นลูกพี่ไหม ผมเจอเขาตอนไปงานอีเว้นท์ มีคลิปที่เขาเตะฟรีคิกด้วย”

การเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มหาที่ติไม่ได้ ลูกโค้งที่สวยงามนั้นไม่พ้นมาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงแน่นอนที่สุด
การันต์เห็นน้ำตาซึมจากขอบตาของผู้เป็นบิดา เขาจะเอามือลูบก็กลัวว่าภาพจะหยุดเพราะดูจากโทรศัพท์มือถือของการันต์
“นายไม่ได้บอกไอ้โป้งใช่ไหมว่าพี่อยุ่ไหน”
“ครับ” การันต์ตอบ แล้วมองนาฬิกา
“ผมต้องไปแล้ว เดี่ยวผมจะให้เด็กทำใส่เฟรชไดร์ฟ พี่จะได้ดูได้”
เทพฤทธิ์ถอนหายใจแล้วส่งโทรศัพท์คืนให้
“ถ้าเจอมันอีก บอกมันด้วย ว่าพี่คิดถึง”
การันต์พยักหน้า
“พี่เลิกพนัน เลิกกินเหล้าได้เมื่อไหร่ พี่ก็กลับไปเจอโป้งได้ พี่ก็ตั้งใจแล้วกัน มันไม่ได้ยากจนทำไม่ได้หรอก ถ้าพี่อยากเจอลูกจริงๆ”
เทพฤทธิ์ถอนหายใจอีกรอบ แล้วพยักหน้า
“อย่าพึ่งบอกมันตอนนี้นะว่าพี่อยู่ที่ไหน พี่ไม่อยากเจอมันในสภาพนี้... สำหรับโป้ง พี่คือคนเทพฤทธิ์ ปีกขวาทีมชาติ ไม่ใช่ไอ้ขี้เหล้าคนนี้”
การันต์พยักหน้ารับคำแล้วเดินออกไป เทพฤทธิ์ก็ลุกขึ้นแล้วเดินกลับไปที่ป้อมยามเพื่อทำหน้าต่อไป
“โป้งเอ้ย.. พ่อคิดถึงเอ็งมากเลย... แต่เราอย่าพึ่งเจอกันเลยนะ..” เขารำพึงออกจากความรู้สึกอันลึกซึ้ง
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:10

ตอนที่ 13 : ความลับของโกล ชาติกำเนิดที่แตกต่างจากใคร
อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับฟุตบอลจะเรียกความสนใจจากโป้งได้แทบจะทันที และโป้งก็จะมีภูมิต้านทานต่ำกับความสนุกสนานที่ได้เห็น ดังนั้นแม้ว่าต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อคูปองครั้งละยี่สิบ เขาก็ยินดีจะจ่าย แล้วก็ปลอบใจตัวเองว่าเอาน่าทำบุญ เพราะผู้จัดงานแจ้งว่าจะเอาสมทบทุนช่วยเหลือจัดซื้อและจัดสร้างสนามฟุตบอล ให้กับโรงเรียนในถิ่นธุระกันดาน

“ถ้ามึงจะทำบุญก็ช่วยออมมือหน่อยนะ” โกลกล่าวตอนที่ช่วยโกลขนของที่ระลึกและรางวัลที่ได้จากเกมขึ้นมาห้องนอน “ยังดีนะ กูให้คนขับรถไปส่ง ไม่อย่างนั้นจะเอากลับมายังไงหละ ถ้าเป็นมอเตอร์ไซด์"
โป้งทำตาโต
“ออมได้ไง ต้องเต็มที่สิ ไม่เต็มที่ก็ไม่ให้เกียรติคู่ต่อสู้ โค้ชป้อมไม่เคยสอนมึงอย่างนั้นเหรอ”
โกลถอนหายใจ
“แต่นี่ไม่ใช่แข่งบอล อันนี้เขาเล่นเกม”
แล้วโป้งก็เอาของมาเรียงรายกันบนเตียง มีทั้งตุ๊กตา เสื้อ กระเป๋า ผ้าขนหนู และอีกสารพัดสารเพ
“เขายังแถมให้กูเลยเห็นไหม เขาให้เสื้อบอลมาให้กูอีกตั้งสองตัว”
โป้งอวดเสื้อของชุดแข่งขันทีมในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกที่บริษัทค่ายผู้ให้บริการมือถือเป็นสปอนร์เซอร์
“คือว่านะ” โกลท้าวเอวมองหน้าโป้ง
“เขาคงให้ประชด ประมาณว่าเอาไปเลยนะมึง แล้วก็ช่วยกลับบ้านไปสักที”
“โห.. แรงว่ะ” โป้งอุทธรณ์ “กูกะจะให้มึงตัวนึง ไม่ให้ดีกว่า”
แล้วก็ทำท่าเหมือนเด็กหวงของเอาเสื้อทั้งสองตัวซุกหลัง
“โถไอ้โป้ง” โกลเดินมาขยี้หัว แล้วแย่งมาเสื้อตัวนึง
“มึง ดูสิดู บนเสื้อน่ะมีตราบริษัทพ่อกูอยู่ เห็นไหม... เสื้อแข่งอย่างนี้ถ้ากูจะเอาก็มีทุกทีมแล้ว แต่กูไม่เอา เพราะกูเบื่อพ่อกู” แล้วก็เอาเสื้อปาใส่โป้ง
โป้งมองตราที่ว่า แล้วก็ยิ้มแห้งๆ
“เออ.. จริงด้วย”
แต่พอพูดถึงพ่อของโกล เขาก็นึกได้ว่าไม่เห็นรถของเขาตอนที่เข้ามา
“พ่อนายไปไหนแล้ว ออกไปกับเพื่อน...”
“ผัว” โกลสวนขณะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าแล้วก็หยิบกางเกงขาสั้นออกมา
“เฮ้ยเพื่อนก็พอ พูดแบบนั้นมันน่าเกลียด นั้นพ่อมึงนะเว้ย” โป้งแย้ง
โกลทำเสียงหึ ถอดกางเกงยีนส์แล้วเอาไปพาดบนราว แล้วก็สวมกางเกงขาสั้น
“ก็คงพากันไปที่อื่น เขาก็เกรงใจกูอยู่บ้าง เมื่อวานคงไม่คิดว่ากูจะกลับ เลยพากันมาระเริงรักกันที่นี่”
เขาว่าแล้วถอดเสื้อออก แล้วโยนไปใส่ตระกล้า ก่อนจะหยิบเสื้อยืดมาสวม
“มึงนี่ก็แรงจริงๆ อย่างน้อยเขาก็เป็นพ่อมึงนะ” โป้งตำหนิ
โกลถอนหายใจแล้วปิดตู้เสื้อผ้า เดินไปเปิดโทรทัศน์LED ขนาดมหึมา
“แล้วแม่มึงรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเขาไม่เสียใจเหรอวะ” โป้งถามต่อมองหน้าโกลจากด้านข้าง เพราะโกลนั่งลงบนเตียง
“รู้ก่อนแต่ง จะเสียใจทำไม เขาสมัครใจจะแต่งกับพ่อกูเอง เขาต้องการเป็นคุณนายนายห้าง เขาก็ยอมแต่งทั้งที่รู้ว่าพ่อเป็นอะไร เขาตกลงกันเรียบร้อยก่อนแต่ง ทุกวันนี้เขาก็แทบไม่ได้อยู่บ้านเดียวกัน อย่าว่าแต่นอนด้วยกันเลย” โกลตอบดวงตาเขามองนิ่งที่โทรทัศน์
“เฮ้ย อย่างน้อยเขาก็มีมึงไม่ใช่เหรอ... อย่างน้อยมันต้องมีความผูกพันบ้างหละ หรือว่ามึงจะบอกว่ามึงไม่ใช่ลูกเขา” โป้งแย้ง
“ใช่กูเป็นลูกเขา โดยเทคนิค” โกลหันมาจ้องหน้าโป้ง
“กูเป็นเด็กหลอดแก้ว”
โป้งอึ้ง
“กูเกิดจากการปฏิสนธิในห้องทดลองไม่ใช่เพศสัมพันธ์ พวกเขาแค่เอาไข่กับอสุจิให้หมอทำให้กูเป็นตัว แม่กูไม่ยอมแม้แต่จะอุ้มท้อง เพราะเขากลัวหุ่นเสีย เขาเอากูไปฝากกับแม่อุ้มบุญแล้วพอกูคลอดก็เอากูไปให้แม่กูอุ้มกูกลับมาจากอังกฤษ ที่เขาแกล้งให้ข่าวว่าไปพักผ่อนระหว่างรอคลอด”
แล้วโกลก็ลุกไปเอารีโมท แต่เขาไม่กลับมานั่งที่เดิมแต่เปลี่ยนช่องไปเรื่อยอย่างไรจุดหมาย
“พ่อแม่กูเขามีกูเพื่อบอกโลกว่าเขาแต่งงานกันแล้วนะ เราคือครอบครัวนะ เราสมบูรณ์แบบนะ แต่มึงดูสิโป้งว่ามีอะไรสมบูรณ์บ้าง... กูไม่เห็นสักอย่าง แม่กูนอนกับผู้ชายไม่รู้กี่คนต่อเดือน พ่อกูก็มีผัวทีเดียวหลายๆคน.. กูอยู่บ้านใหญ่เท่าวัง แต่อยู่คนเดียว.... มึงว่ามีอะไรสมบูรณ์บ้างในบ้านนี้” น้ำเสียงโกลเต็มไปด้วยความรวดร้าว เขาหลับตาลงทั้งมือยังกดรีโมท
“กูไม่เห็นโป้ง กูไม่เห็นสักอย่าง ที่เรียกได้ว่าครอบครัว”
โป้งลุกขึ้นไป แล้วก็เดินคั่นระหว่างโกลกับจอมหึมา
เขากอดโกลไว้
“ขอโทษนะ.. กูไม่รู้เลยว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้... กูไม่น่าถามมากเลย”
โกลกอดโป้งตอบ
“ช่างเหอะ.. ก็ดีเหมือนกันกูได้ระบายบ้าง... เรื่องนี้มึงอย่าไปบอกใครนะ กูยังไม่เคยบอกแม้แต่ใครแม้แต่กับป้อง มึงสัญญาณนะว่าจะไม่บอกใคร”
โป้งพยักหน้า
แล้วทั้งคู่ก็กอดกันอยู่อย่างนั้น
“ปล่อยเหอะโป้ง” โกลกล่าวขึ้น
“ถ้านานกว่านี้กูปล้ำมึงแน่ๆ กูไม่ไหวแล้วจริงๆ”
โป้งผละออก
“เฮ้ยไหนมึงบอกว่า มึงไม่คิด...”
“ไม่กูคิด... กูไม่ได้พูดเล่นโป้ง แต่กูต้องการรอ...” โกลมองตาโป้งอย่างลึกซึ้ง “กูอยากให้มึงรักกู กูอยากได้หัวใจของมึง ไม่ได้อยากได้แค่ร่างกาย”
แล้วเขาก็เดินไปยืนหน้าประตูห้องน้ำ
โป้งมองตามไป
โกลหันมองตาโป้งแล้วกล่าว
“กูไปว่าวแป๊บนึงนะ ไม่ไหววะ มึงเล่นกอดกูซะของขึ้นเลย”
“ไอ้สัตว์” โป้งคว้าได้ตุ๊กตาอุลต้าแมนตัวใหญ่ขว้างใส่ แต่โกลตะปบไว้ได้ แล้วโยนไปข้างๆ
“เออ แป๊บเดียวไม่นานหรอก” ว่าแล้วก็ยกมือสาวขึ้นลงประกอบด้วย
“ไอ้ห่า ไปเลยนะมึง” คราวนี้โป้งหันไปคว้าตัวใหญ่กว่าเดิมที่อยู่ใกล้ๆกัน
โกลจึงเผ่นเข้าห้องน้ำพร้อมเสียงหัวเราะ
โป้งยืนส่ายหัวก่อนจะถอนหายใจ เอาตุ๊กตาอุลตร้าแมนมากอด
“กูอยากได้หัวใจของมึง ไม่ได้อยากได้แค่ร่างกาย”
โป้งไม่อาจห้ามตัวเองได้ ในตอนนี้เขาทั้งอมยิ้มและหน้าแดงเรื่อๆ
“ไอ้สัตว์ หน้าไม่อายพูดออกมาได้ หน้าด้านชิบหาย”เขาด่าออกไป
แต่โป้งเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองหมายถึงประโยคไหนกันแน่ของโกล...
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:11

ตอนที่ 14 : ลูกยิงใบไม้ร่วง(รีไรท์)
แม้จะเป็นการแข่งกระชับมิตร แต่โค้ชก็ถือเป็นบททดสอบสำคัญเพราะเขาต้องการทดลองว่าโป้งจะเล่นได้เข้าขากับทีมมากสักแค่ไหน แต่นี่ก็ผ่านไปเกือบยี่สิบนาที ทีมเหมือนยังไม่สามารถจูนเข้ากับจังหวะการโยนบอลของโป้งได้ ข้อผิดพลาดทำให้พวกเขายังไม่สามารถทำประตูได้ แถมเกือบเสีย เคราะห์ดีที่โกลสามารถป้องกันไว้ได้ด้วยความเร็วของเขา
โกลปัดบอลออกหลังไป ก่อนที่มันพุ่งเสียบคานบน ดังนั้นทีมจึงถอยกลับไปตั้งรับ แต่โป้งไม่ได้เข้าไปในกรอบเขตโทษ เขามายืนในตำแหน่งเกือบครึ่งสนาม
ลูกเตะมุมที่โยนเข้ามา โดนโกลชกด้วยสองมือ ลูกฟุตบอลลอยละลิ่วออกมาตกบริเวณริมกรอบเขตโทษ มีตัวผู้เล่นฝั่งตรงข้ามพุ่งเข้าซัดเต็มข้อ แต่กระนั้นโกลก็บล๊อกไว้ได้ แล้วล้มตัวลงตะปบบอล
โกลลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว นี่เป็นจังหวะเหมาะสมที่จะสวนกลับ เขาขว้างลูกฟุตบอลออกไปไกลโดยหวังให้โป้งใช้ความเร็ววิ่งไล่
แล้วโป้งก็วิ่งสลัดหนีตัวผู้เล่นฝั่งตรงข้ามที่ตามประกบ แล้วเข้าไปหาลูกฟุตบอลด้วยความเร็วของเขา
โป้งทันลูกฟุตบอลที่บริเวณเลยหัววงกลมกลางสนามไปเล็กน้อย เขาพาลูกมุ่งหากรอบเขตโทษ ตอนนี้โป้งคนเดียวที่อยู่ในแดนคู่แข่ง เพราะตัวประกบของเขายังตามมาไม่ทัน
ผู้รักษาประตูฝั่งตรงข้าม ทั้งท่ารอ เพราะในลักษณะการวิ่งโป้งต้องยิงอย่างแน่นอนที่สุด
ระยะระหว่างเขากับผุ้รักษาประตูห่างกันราวยี่สิบหลาและน้อยลงเรื่อยๆ
แต่ก่อนจะถึงหน้ากรอบเขตโทษโป้งกลับหยุดลูกฟุตบอลไว้ แล้วเตะเปิดเรียดต่ำไปด้านขวา ลอดขากองหลังที่วิ่งตามลงมาทัน แล้วพยายามสกัด
ลูกฟุตบอลเรียดต่ำแต่แรงได้น้ำหนัก ปอที่วิ่งตามโป้งมาแต่แรกก็ซัดตูมเข้าเต็มข้อ ส่งลูกฟุตบอลพุ่งแสกหน้าผู้รักษาประตูที่พยายามพุ่งเข้ามาขวาง
เขาได้แต่ผงะหงายตอนลูกฟุตบอลพุ่งผ่านไป มันดึงตาข่ายตุงไปข้างหลังทั้งผืนด้วยความรุนแรงของมัน
เสียงเฮดังจากรอบตัวจนกลบเสียงนกหวีดยาวของกรรมการมาจากกองเชียร์ของนวสาคร
ปอเดินมาตีมือกับโป้งแล้วกอดคอ แล้วบรรดาเพื่อนร่วมทีมก็กรูกันเข้ามาแสดงความดีใจกับทั้งคู่
แล้วพอได้ประตูนำ ความมั่นใจก็มา
โป้งก็เริ่มเผลงฤทธิ์...
เขาดึงลูกฟุตบอลหลบแบ็กขวาที่ไม่เร็วเท่ากับตั้มอย่างง่ายดาย จากนั้นเลี้ยงบอลไปเกือบถึงริมเส้น แล้วเตะโยนหักมุมเข้ามา
อัครที่วิ่งมารอที่เสาสองก็กระโดดขึ้นโขกเต็มหัวเข้าผ่านมือผู้รักษาประตูไปอย่างงดงาม

แผงตัวมาเป็นผู้ปกครอง ชายหนุ่มสองคนใช้กล้องมือถือถ่ายการแข่งขันเอาไว้
“นี่เหรอ คนที่พี่รันต์บอก... ก็เจ๋งจริงนั้นหละ ทั้งหลอกทั้งผ่าน ถ้าอายุเท่าๆกัน ผมว่าผมก็ไม่มีปัญญาจัดการกับเด็กคนนี้แน่ๆ เห็นว่าเป็นลูกชายพี่ฤทธิ์นะ ชื่อโป้ง”
หญิงสาวในชุดขาวต่างจากครูคนอื่นๆถูกดึงดูดด้วยชื่อของนักเรียนและนักฟุตบอลคน ใหม่ของโรงเรียน เธอจึงแอบบันทึกภาพของทั้งสองไว้ แล้วก็รีบเดินไป

ครึ่งแรกของการแข่งขันใกล้จะหมดลง โรงเรียนของโป้งยังนำผู้มาเยือนอยู่สองประตูต่อศูนย์ กองเชียร์บนอัฒจันทร์ส่งเสียงกันคึกคักแล้วพากันเฮทุกครั้งที่นักเตะคนใหม่ จับบอลแล้วสำแดงความคล่องตัวออกมา
จังหวะนี้โป้งได้บอลจากวู๊ดที่โหม่งแย่งมาจากการเตะเปิดของประตูฝั่งตรงข้าม เขาพาบอลไปเลี้ยงไต่เส้นโดยมีผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามสองคนตามมา
คนหนึ่งตัดสินใจเตะกวาด แต่โป้งยกบอลกระโดดหลบไปได้
แถมพอลงพื้น ก็ยังต้องพาลูกฟุตบอลหมุนตัวหนีอีกคนที่ขว้างหน้า แล้วก็ห้อตะบึ่งไปตามเส้น
เข้าไประยะราวยี่สิบหลาที่เป็นระยะที่ซ้อมตามแผน เขาเห็นปอวิ่งมาตรงตำแหน่ง อัครก็เช่นกัน เขาก็เลยเตะโยนหยอดไปหาปอที่รออยู่
ปอที่อยู่บนเส้นเขตโทษพอดีก็เสยลูกให้เปลี่ยนทางไปหาจุดนัดพบ
ลูกฟุตบอลลอยย้อยไปหน้าประตูตรงที่อัครยืนรออยู่
อัครกระโดดตัวลอยขึ้นโหม่งกดลงพื้น ส่งลูกกระดอนเปลี่ยนทางหนีมือผู้รักษาประตูที่กำลังจะวิ่งเข้าขวางทาง หากแต่กองหลังคนหนึ่งเข้าดักลูกไว้ด้วยเท้าแล้วเตะตูมออกมาเพื่อเคลียร์ให้พ้นปากประตูเสียก่อนมันจะข้ามเส้นเข้าประตู
แต่ลูกฟุตบอลไม่ได้ออกไปไหนไกลนัก มันลอยไปทางทิศที่โป้งอยู่พอดี กระดอนหนึ่งจังหวะ...
ใครๆก็คิดว่าโป้งจะต้องจับลูกแล้วก็โยนกลับ
แต่เขาไม่ทำเช่นนั้น โดยไม่รอให้ลูกตกพื้น เขาเตะงัดบอลไปในจังหวะที่ลูกยังลอยอยู่ในอากาศ
มันลอยโด่งแล้วโค้งลงหนีมือผู้รักษาประตูที่พยายามจะปัด ก่อนจะมุดใต้คานเข้าประตูไป
“ใบไม้ร่วงเลยเหรอ” ป้อมเพชรครางออกมา
สุรีวัลก็ทำตาโตค้างกับภาพที่เห็น
“ถ่ายทันไหม” ชายคนที่ยืนข้างหันมาถามคนบันทึกภาพ
“ทันๆ เด็ดมาก... แม่งเอ้ย เด็กนี่ แผลงฤทธิ์เกินคาด.. นี่มันเด็กอะไรวะเนี่ย...”
“รับรองโค้ชต้องอึ้ง แม่งเล่นยิงด้วยไม้ตายพี่รันต์เลยนี่หว่า ลูกยิงใบไม้ร่วงโคตรสวย” คนแรกกล่าวแล้วจับตามองเด็กหนุ่มที่วิ่งกลับไปที่แดนตัวเองโดยมีเพื่อนเข้ามารุมแสดงความดีใจ
อรรถที่อยู่บนอัฒจันทร์ด้วย เขาปรบมือค้างมานานแล้ว.. ตั้งแต่ลูกผ่านเข้าประตูไป
นี่โป้งจะก้าวเกินหน้าพี่ไปไกลกว่าเดิมอีกแล้วสินะ... เขาบอกตัวเองในใจ

การแข่งขันกระชับมิตรจบลงด้วยแต้มบนกระดานแสดงคะแนน 4:0 เพราะครึ่งหลังแม้จะเปลี่ยนตัวเอาสำรองลงยกทีมไม่เว้นแม้แต่ประตูอย่างโกล แต่ทีมโรงเรียนก็ยังเอาทำประตูคู่แข่งได้หนึ่งลูก
แต่กระนั้นโค้ชก็มีรายการข้อผิดพลาดมาไล่เรียง โดยปอกับอัครแม้จะทำประตูได้ก็ยังโดนเรื่องสมาธิ เพราะพลาดลูกที่โป้งเปิดสวยๆเข้ามาหลายครั้งตอนต้นเกม
กองหลังโดนเรื่องที่ปล่อยให้คู่แข่งยิงไกลได้หลายครั้ง แล้วก็เกือบจะเสีย
กองกลางทั้งหลายก็โดนเรื่องการเชื่อมเกมที่ขาดช่วงยังการขาดหายไปของการรุกของฝั่งขวา
ส่วนโป้งก็ยังโดนเรื่องการติดสินใจเปิดในจังหวะนั้นหลุดครั้งแรกเพราะอาจทำให้ กองหลังตัดไปได้ เกือบทำให้เสียโอกาส โดยโป้งต้องเข้าการฝึกพิเศษเรื่องความมั่นใจในการเล่นหนึ่งต่อหนึ่งของเขา กับผู้รักษาประตู

เหล่านักเตะเดินออกมาจากห้องแต่งตัว ทำให้หนุ่มในชุดนักศึกษาตื่นตัว
“โป้ง” เขาเรียก
โป้งที่กำลังหัวเราะกับเพื่อนหันมา
“อ้าวพี่อรรถ”
โป้งเดินมาหา
อรรถมองหน้ารุ่นน้อง วางมือบนไหล่
“เก่งมากนะเรา... พี่ตามเราไม่ทันแล้ว”
โป้งมาหน้าอรรถ ตอนนี้แววตาของอรรถมีความหมายมากกว่าที่พูด
“โอ้ย พี่ พี่ไม่ซ้อมรึเปล่า มัวแต่สวีตกับพี่แพรวจนอ่อนซ้อมไปมั้ง เลยคิดว่าตัวเองไม่พัฒนา”
อรรถมีใบหน้าที่คมเข้มหล่อเหลา พอยิ้มก็ยิ่งดูดี
“ไม่หรอก บางทีเราก็ต้องรู้ตัวว่ะโป้ง” เขากล่าวแล้วถอนหายใจ
“ไปกินข้าวกัน เดี๋ยวพี่เลี้ยง”
“โอเค” โป้งตอบ
“ข้าวไข่เจียวราดซอสพริกเยอะๆ” อรรถว่า แล้วเดินกอดคอจะพาโป้งไป
“เดี๋ยวพี่” โป้งหยุด หันไปหาเด็กหนุ่มร่างสูง
“โกล ไปด้วยกันไหม”
โกลส่ายหน้า
โป้งก็เลยล้วงกระเป๋าสะพายหยิบเอากุญแจห้องโยนให้
โกลรับแล้วก็ยักคิ้วอย่างรู้กัน
โป้งกับอรรถเดินกอดคอกันไป ตอนที่โกลยืนมองตามไปด้วยความรู้สึกหนึ่ง
เขาเห็นแววตาของอรรถที่มองโป้ง... มันไม่ใช่แววตาของพี่กับน้องอย่างแน่นอนที่สุด
“เหยๆ แฟนมึงโดนครูผึกสอนโฉบไปหรือวะ” ปอเข้ามาล้อเลียน
โกลหันมามองหน้า แล้วเอากระเป๋าสะพายฟาดไปทีหนึ่ง
“เดี่ยวกูก็หันมาเอามึงแทนเสียเลย”
ปอทำท่าดีดดิ้น
“อย่านะ กูยอมนะมึง”
โกลหัวเราะหึๆ จับหมับไปที่ก้นแล้วแล้วส่ายหน้า
“ตัวมึงใหญ่กว่าโป้ง แต่ไม่ไหวตูดแฟบไป ไม่เอาดีกว่า”
“เฮ้ยกูตูดปอดยอดขุนพล”
“ขุนพ่อมึงสิ... ตูดแฟบไม่มีเนื้อกระแทกไม่สะใจเว้ย กูไม่ชอบ”
“เฮ้ย กูเรียกไม่แพงหรอก รถคัน บ้านหลังก็พอแล้ว”
“โอ้ย มึงไปยืนขายแถวสีลมยังง่ายกว่ามาเสนอกับกูไอ้ปอ”
ตั้มที่เดินมาเคียงข้าง มองรอยยิ้มของโกล โกลเปลี่ยนไปมาก ตั้งแต่โป้งเข้ามา เขาดูราวเป็นคนละคน

โกลหงุดหงิดจนไม่สามารถทนอยู่ในห้องได้ เขาจึงลงจากตึกมายืนอยู่ที่ท่าน้ำหลังอพาร์ทเมนท์
โป้งไปนานแล้ว ทำไมยังไม่กลับ.. ใจหนึ่งก็คิดว่าไม่เป็นไรน่า เขาคิดมากไปเอง อีกใจเขาก็ตระหนักถึงสายตาของอรรถ
อรรถจะต้องคิดกับโป้งเกินเลยไปอย่างแน่นอนที่สุด แม้จะมีแฟนแล้วก็เถอะ.. เขาอาจเป็นพวกชอบได้ทั้งชายและหญิง
ยิ่งคิดอรรถก็ยิ่งกลุ้มจนต้องเอาหินมาปาลงน้ำระบายความคับข้อง เขาสูดลมหายใจลึกๆ
“ไม่หึง เราต้องไม่หึง” เขาบอกตัวเองแล้วสูดลมหายใจระงับอารมณ์
“หึง... หึงอะไร” เสียงใสๆดังจากข้างหลัง
หันมาโป้งยืนเอียงคอมองหน้าเขาอยู่
โกลอึ้งไปนิดหนึ่ง นึกหาคำแก้ตัว
“อ้อ... กูบ่นคนเดียว”
โป้งขมวดคิ้วมองหน้า
“อย่าบอกนะว่ามึงหึงกูกับพี่อรรถ”
โกลอึ้งนิ่งไป ก่อนจะหัวเราะกลบเกลือน
“บ้ากูจะหึงทำไม มึงก็บอกแล้วนี่ว่าเป็นรุ่นพี่ที่สนิทกัน” แล้วเขาก็กอดคอโป้ง
“กลับห้อง แล้วนี่ซื้ออะไรมา”
“ก็ข้าวพัดของมึงไง ก็ไลน์ไปสั่งกูเอง”
“เออ... ลืมไป”
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:11

ตอนที่ 15 : โจอดีตปีกซ้าย ลาออก(รีไรท์)
โค้ชป้อมดูภาพที่แฟนสาวและคู่หมันของเขาเอาให้ดู
“สองคนนี้มาถ่ายวีดีโอแล้วพูดถึงโป้ง ไม่รู้ว่าเจตนาอะไร”
ป้อมเพชรดูภาพมองแล้วมองอีก
“เขาพูดถึงชื่อ กัน หรือรันนี่หละ บอกว่าให้มาดู”
ป้อมเพชรหันมองหน้าคู่หมั้น ก่อนจะส่งโทรศัพท์คืน
“ไม่มีอะไรหรอก แมวมองน่ะ พวกนี้เขามักจะมาดูนักเตะซ้อมแล้วก็อัดวีดีโอ”
แล้วป้อมเพชรก็เข้าเกียร์
“สากินข้าวหรือยัง ผมหิวเดี่ยวเราแวะกินอะไรกันแถวหน้าคอนโดของสาดีกว่าไหม”
สาวิตรีพยักหน้า แล้วตอบว่า
“ก็ได้ค่ะ”
แล้วเธอก็มองโทรศัพท์อีกรอบ
“แมวมอง จากไหนค่ะ”
“คือ ถ้าเขาพูดชื่อรัน ก็น่าจะการันต์ โค้ชทีมชาติตอนนี้ ส่วนสองคนนี้ผมจำได้ว่าเป็นนักเตะรุ่นน้องนะ แต่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ สาเลยไม่รู้จัก รู้สึกจะเป็นสตาฟของทีมใหญ่ของไทยพรีเมียร์ลีก.. ทีมแถวๆนนทบุรีนั่นหละ”ป้อมเพชรเข้าเกียร์เหยียบครัชก่อนจะออกตัวรถเมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียว
“ความสามารถของโป้งน่ะ สักวันก็ต้องมีคนเห็นอยู่ดี สำหรับผมผมมองเห็นเขาไปไกลมา ด้วยสิ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะฝีเท้าและความรักในกีฬาประเภทนี้ ไม่แน่นะ เขาอาจนักเตะไทยที่ได้เล่นในลีกอาชีพของยุโรปอย่างเต็มตัวก็ได้ สำหรับผม ก็แค่บันไดอีกก้าวให้เขา ผมก็หวังว่าตัวเองจะเป็นขั้นที่ดีและแข็งแรงพาเขาไปสู่จุดสูงสุดได้ก็เท่านั้น”
สาวิตรีพยักหน้า
“จริงๆ แล้วสำหรับผมยังมีคนอื่นอีกนะ อย่างเช่นนายปอ นายคนนี้มีลูกยิงที่เหมือนกาเบียล บาตีสตูต้า นักเตะในดวงใจของผมเลยนะ แถมฝีเท้าก็ดี อาจไม่จี๊ดจาดอย่างโป้ง แต่ผมก็มองว่าเขาต้องไปได้ไกลแน่นอน นายตั้มก็เก่ง ขนาดโป้งยังเคยบอกว่าตั้มเป็นกองหลังรับมือยาก แล้วก็ยังมีนายโกล...”
“ถ้าพูดถึงเฉพาะฝีเท้า ผมเคยคิดเสียดายเขาที่เขาไม่ยอมเล่นตำแหน่งอื่นๆ แต่พอเขามาเป็นผู้รักษาประตู ก็กลายเป็นว่าเข้าทางของเขา ตอนนี้ผมก็ไม่เสียดายแล้วล่ะ เพราะเขาเดินมาถูกทางจริงๆ”
รอยยิ้มของป้อมเพชรแลดูมีความสุขมาก
“ผมก็รอวันให้ใครสักคนพาพวกเขาไปจากผม ถึงตอนนั้นผมคงดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นพวกเขาเดินบนเส้นทางฟุตบอล ผมขอแค่เก็บความภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางของเขา ผมก็พอใจแล้วล่ะสา”

วู๊ดเช็คชื่อทีมเหมือนทุกวันเพื่อตรวจสอบ แต่พบว่ามีขาดไปคนหนึ่ง เขาก็เลยถามจากคู่หู
“เฮ้ยจอม... ไอ้โจหายไปไหน มันไม่มาซ้อมสองวันแล้ว เมื่อเช้ากูยังเห็นมันอยู่เลย”
จอมหันไปหันมาก่อนจะดึงวู๊ดออกจากห้องแต่งตัว
“ไอ้โจมันบอกว่าจะลาออก มันบอกว่าซ้อมไปก็เท่านั้น มันเล่นสู้ไอ้โป้งไม่ได้” จอมว่า
“แล้วทำไมมึงไม่พยายามอธิบายให้มันฟัง จำไม่ได้เหรอโค้ชบอกเสมอว่าเราเป็นทีม จะตัวจริงตัวสำรองก็สำคัญทั้งนั้น” วู๊ดถามแล้วร่ายยาว
“กูพูดแล้ว... แต่มันไม่ฟัง มันรับไม่ได้ มันบอกว่ายิ่งไอ้โป้งเก่งมันยิ่งรู้สึกแย่ เล่นตำแหน่งเดียวกันแท้ๆ แต่สู้ไม่ได้” จอมตอบ
“กูเข้าใจมันนิดๆนะวู๊ด เพราะมันเคยเป็นตัวหลักมาโดยตลอด อยู่ดีๆเจอนักเตะระดับไอ้โป้งเข้า มันจะโกรธก็ไม่ได้ เพราะสู้ไม่ได้ แต่จะให้มันเฉยๆ มันก็ไม่ไหวอยู่ดี... กูว่านะ ถ้ามันคิดแบบนี้... ก็คงต้องปล่อยมันไปนั้นล่ะ”
โดยที่สองคนนั้นไม่รู้ โป้งที่พึ่งจะไปคุยกับโค้ชเรื่องมีจดหมายเรียกตัวเขาไปคัดตัวทีมชาติรุ่นต่ำว่า19ปี และกำลังจะเดินมาห้องแต่งตัวจึงได้ยินเรื่องทั้งหมด

โกลสังเกตเห็นว่าโป้งทำหน้าเหมือนคิดอะไรอยู่ตั้งแต่เลิกซ้อม
ตอนที่ทั้งคู่ไปถึงบ้านของโกล โกลก็เลยถามตอนที่เดินขึ้นบันไดไปที่ห้องนอน
“มีอะไรรึเปล่า หน้าตามึงเหมือนคิดอะไรอยู่”
โป้งเดินเรื่อยๆขึ้นบันไดหันมามองหน้าโกลที่เดินตามหลังมา
“มึงรู้ไหมว่าบ้านโจอยู่ไหน”

พอโกลรับฟังเรื่องทั้งหมดจากโป้ง เขาก็ถอนหายใจ
“กูก็ไม่ค่อยสนิทกับมัน แต่จำได้ว่ามันเคยปัญหาเรื่องนี้มาก่อนแล้วตอนม.สอง แต่ก่อนมันเป็นกองหน้า แต่ตอนหลังไอ้ปอมันมันพัฒนาฝีเท้าจนโค้ชเห็นว่ามันควรจะเป็นศูนย์หน้า เลยจับมันโยกไปเป็นปีก มันก็ไม่พอใจ แต่ตอนนั้นไอ้วู๊ดมันเป็นคนไปเคลียร์มันก็เลยยอมยืนปีก”
โกลส่งเครื่องน้ำผลไม้ให้โป้ง
“ที่จริงมึงไม่ควรไปยุ่ง เดี๋ยวให้วู๊ดหรือไม่โค้ชจัดการดีกว่า เพราะมึงกับมันเป็นโจทย์กันโดยตรง”
โป้งดื่มน้ำผลไม้ก่อนจะตอบ
“แต่กูอยากจะลองคุยกับมันสักครั้ง”
โกลนั่งลงข้างๆโป้ง
“มึง.. กูว่ามึงใจเย็นๆก่อน ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นไปตามการจัดการของโค้ชก่อนดีกว่ามึงเชื่อกู”
โป้งถอนหายใจ แล้วก็พยักหน้า พยายามทำใจ
แต่เขาเขานึกอะไรได้
“โกลกูต้องไปคัดเลือกตัวU19” โป้งเล่า
แต่โกลไม่ได้แปลกใจ
“เออ... ก็เดี๋ยววันคัดตัว มึงก็ไปกับกู เพราะสนามอยู่ไกลมาก นั่งรถเมล์ไม่ไหวหรอก”
“เฮ้ยไม่เป็นไร กูไปเองได้” โป้งกล่าวไปตามความเคยชิน แต่พอนึกได้ก็มองหน้าโกล
“หรือว่ามึงจะไปเชียร์ ถ้าอย่างนั้นก็โอเคเลย”
“เรื่องอะไรกูต้องไปเชียร์มึง กูเชียร์ตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ” โกลตอบพูดเหมือนประชด แต่ก็ไม่ใช่
“หือ...” โป้งรู้สึกแปลกต่อน้ำเสียงของโกล
“มึงก็โดนเรียกเหมือนกันเหรอ”โป้งทำหน้าตื่นเต้น
โกลยักคิ้ว
โป้งดีใจจนเผลอกอดโกล
“ดีจังเลยมีมึงไปด้วย...”
แต่กอดไว้เดี่ยวเดียวก็ปล่อย
โกลมองหน้าโป้ง
“อ้าวทำไม ไม่ดีใจแล้วเหรอ”
โป้งทำหน้าแหยงๆ
“ไม่เอาอะกอดนาน เดี๋ยวมึงก็เงี่ยนอีก”

ก่อนการซ้อมตอนเช้า โค้ชก็ประกาศเรื่องการลาออกของโจ
“เขามายื่นลาออก ถึงเขาจะเป็นตัวสำคัญคนหนึ่ง แต่เราก็ต้องก้าวต่อไป ดังนั้น ตอนนี้ด้านซ้ายก็เท่ากับว่าจะเหลือแค่โป้งคนเดียว ดังนั้นผมก็เลยจะดันคนที่พอจะเล่นตรงนี้ขึ้นมาเล่นแทนโจ” แล้วอาจารย์ก็มองมาที่กลุ่มผู้เล่นกองหลัง
“ฉัตร คุณถนัดซ้าย ดังนั้นจึงเหมาะ นับจากวันนี้ผมจะให้คุณเพิ่มการซ้อมความเร็ว การเปิดบอล ส่วนเรื่องความแข็งแกร่งคุณมีอยู่แล้ว ผมจะเพิ่มแผนการรุกใหม่ไปด้วย ต่อไปคุณกับโป้งก็ต้องซ้อมร่วมกัน โป้งเขาจะเป็นสอนเทคนิคการเปิดบอลให้คุณ แล้วก็การเอาตัวรอดจากคู่แข่งด้วย”
ฉัตรหนุ่มผิวสองสี ดวยหน้าออกแนวไทยแท้หันมายิ้มให้โป้ง โป้งก็ยกมือทัก
แม้จะยิ้ม แต่ใจของโป้งรู้สึกไม่ดีกับข่าวการลาออกนั้น

ด้วยความรู้สึกโป้งนั้น จึงเข้าไปหาโค้ชตอนเลิกซ้อม
“จะมาคุยเรื่องโจหละสินะ”
“ครับ”โป้งรับตามตรง
“ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นต้นเหตุ”
โค้ชถอนหายใจแล้วก็ลุกขึ้น
“ไม่ต้องคิดมาก นายก็น่าจะเข้าใจ การเล่นฟุตบอล เราเล่นเป็นทีม ฉันเป็นโค้ช ฉันก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ทีม ดังนั้นถ้าใครสักคนควรจะเป็นคนผิด จึงไม่ใช่นาย โป้ง เพราะนายคือคนที่ฉันเลือก ไม่ใช่นายเลือกตัวนายเองให้มาเล่นแทนโจ”
โป้งมองหน้าโค้ช
“นายควรไปคุยกับโจในเรื่องนี้ โป้ง นายก็จะได้รู้ว่าทำไมโจถึงลาออก อีกอย่างนายอย่าไปเที่ยวพูดมาเรื่องโจลาออก ฉันบอกกับวู๊ดไปแล้วให้บอกทุกคนว่าไม่ต้องพูดถึงกรณีลาออกของโจให้ครอบครัวฟัง โจจะยังมีชื่ออยู่ในทีม แต่เพียงว่าเขาจะไม่เข้าซ้อมกับเราเท่านั้นเอง”
โป้งงงกับสิ่งที่โค้ชแจ้งมา
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:11

ตอนที่ 16 : แรงบันดาลใจจากนายจุ้ย(รีไรท์)
ฝนโปรยตัวลงมาในยามบ่าย โป้งกับโกลต้องวิ่งมาหลบอยู่ใต้ชายคาของตึกแถวแห่งหนึ่งในย่านการค้ากลางเมืองใกล้ถนนเยาวราช
“ว้า ฝนไม่น่าตกเลยนะ”
โกลหันมองหน้า
“นี่มันหน้าฝน ฝนก็ต้องตกสิวะ”
“แหม่ แต่กูอยากจะไปกินลอดช่อง แล้วจะไปยังไง แถมที่จอดรถของมึงก็อยู่ไกลจากตรงนี้ จะเดินกลับไปยังไง” โป้งกล่าว
“ต้องรอให้ฝนหยุดก่อนไง” โกลตอบแล้วหันไปหาตู้กระจก ภายในมีเครื่องดนตรีเรียงรายอยู่
โป้งก็หันมาบ้าง แต่โป้งเป็นคนช่างสังเกต เขามองผ่านชั้นวางเครื่องดนตรีเข้าไปภายใน
“โจนี่” โป้งกล่าวขึ้น
โกลเลยหันไปตาม

“ชอบไหมอันนี้” หนุ่มหน้าจีนถาม เมื่อหนุ่มผิวขาวแต่กร้านแดด เป่าไล่ตัวโน๊ตเสร็จแล้ว และกำลังพิจาณาสภาพของฟรุ๊ตที่ตัวเองถือ
“อันนี้เป็นตัวที่สมบูรณ์มาก” เจ้าของร้านกล่าว
“เท่าไหร่ครับ” โจถาม
“ก็คิดกันเองไปเก้าพันแล้วกัน แพงหน่อย สภาพดี เป็นของYamahaด้วย” เจ้าของร้านที่เป็นหนุ่มวัยเพียงยี่สิบต้นๆกล่าว
“ก็ลองเป่าดูสักเพลงสิ” เสียงนี้เป็นเจ้าของร้านรุ่นบิดา เขาเดินลงมาจากชั้นบน พร้อมกับแซกโซโฟนราคาแพงตัวหนึ่ง
“เอาสิโจ ฉันก็อยากฟังนายเป่าอยู่ อยากรู้สอนไปแล้วนายทำได้แค่ไหน ถือเป็นการสอบเข้าวงโยก็แล้วกัน” จุ้ยสนับสนุน
โจหันมายิ้มแหย่ๆ
“อย่าขำก็แล้วกันนะจุ้ย”
แล้วโจก็จรดปากกับเม้าพิช เริ่มต้นเป่าเพลง Can you Feel the Love Tonight
เสียงฟรุ๊ตแว่วหวาน และพลิ้วไหวจนจุ้ยพยักหน้า แม้คนที่มีหูดีอย่างจุ้ย จะจับข้อผิดพลาดเล็กๆน้อยได้ เขาก็สัมผัสได้ถึงความสามารถของผู้บรรเลง แปลว่าโจ นักฟุตบอลโรงเรียนที่มักจะมาขอให้จุ้ยสอนเล่นดนตรีตั้งแต่ม.หนึ่ง มีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องอย่างแน่นอนที่สุด
ตอนนั้นมีเสียงเปิดประตู ทำให้เจ้าร้านรุ่นหนุ่มหันไป
แต่ทั้งแม้สองคนที่เข้ามาใหม่ ก็ยังต้องยืนเงียบกับบทเพลงอันไพเราะนั้น
“ดีมาก” เจ้าของร้านรุ่นอาวุโสที่พึ่งเดินลงมาจากชั้นสอง ตอบบ่า
“มีแววนะเนี่ย สมแล้วเป็นลูกศิษย์ไอ้จุ้ย”
จุ้ยปรบมือเบาๆ
“นี่อาจารย์ของจุ้ย อาจารย์ถนอม ท่านเป็นสอนจุ้ยเล่นดนตรี”
โจหันไปยกมือไหว้ แล้วเขาก็ทำท่าจะเก็บฟรุ๊ต แต่จังหวะนั้นเอง ที่เขาต้องหันไปนอกร้าน
เขาชะงักนิ่งค้าง
“อ้าวโป้งกับโกล มาได้ไงเนี่ย” จุ้ยทักทาย

ฝนหยุดไปแล้ว สี่หนุ่มก็ชวนกันไปกินข้าวมันไก่เจ้าอร่อยที่จุ้ยเป็นคนแนะนำ
จุ้ยมองหน้าโป้งกับโจ ที่มองหน้ากันเงียบๆ
“นี่ๆ” จุ้ยเอามือมาคั่นตรงกลาง “เดี๋ยวก็ท้องหรอก จ้องตากันซะขนาดนี้ พวกมึงจะกินกันเองหรือไง จ้องตากันซะหวานเยิ้ม”
โป้งยิ้มออกมาแล้วก็เอาน้ำจิ้มราดลงข้าว
“ตกลงที่มึงลาออกเพราะอยากจะเล่นดนตรีเหรอ”
โจถอนหายใจแล้วพยักหน้า
โป้งถอนหายใจบ้าง
“ตกลงนี่มึงคิดดีแล้วเหรอโจ มึงจะทิ้งฟุตบอลไปจริงๆเหรอ ถ้ามึงคิดมากเรื่องตัวจริง กูก็ยินดีจะให้โค้ชย้ายตำแหน่งกูนะโจ”
โจส่ายหัว
“มึง ก็อย่าพูดอย่างนี้ แผนของโค้ชที่ใช้มึงวิ่งซ้ายน่ะ ถูกต้องที่สุดแล้ว พูดไปเมื่อก่อน กูก็ฝืนๆนะ เพราะจริงๆกูเท้าขวา แต่ตอนนี้ขวามีไอ้โยธิน.. ที่ก็เก่งกว่ากูอีกต่างหาก”
โป้งทำหน้าเข้ม
“มึงต่างหากอย่าพูดอย่างนี้ มึงจะทิ้งกีฬาที่ตัวเองรักเพราะสู้เขาไม่ได้เหรอ ถ้ารู้สึกว่าเรายังด้อย เราก็ต้องฝึกสิวะโจ หัวใจนักสู้ของมึงไปไหนหมดโจ มึงมาเล่นเนี่ย มึงรักฟุตบอลไม่ใช่เหรอโจ”
ทั้งจุ้ยทั้งโกลเงียบ มองหน้ากัน
เช่นกันกับโป้งและโจ แต่เหมือนทั้งสองจะคนเผชิญสายตากันมากกว่า
“กูไม่ได้อยากเป็นนักบอลโป้ง ไม่เคยอยาก พ่อกูต่างหากที่อยาก เขาอยากเพราะรู้ว่าเงินเดือนนักบอลอาชีพมันดี พ่อกูเขาจับกูเล่นบอลเพราะอย่างนี้ เขาเคยเป็นนักบอลโรงเรียนเหมือนพวกเรา แต่เขาขาหัก เลยเล่นต่อไม่ได้ เขาก็เลยเอาความฝันทุกอย่างมากองตรงหน้ากู“โจตอบออกมาเหมือนสิ่งนั้นถูกเก็บกดไว้แน่นจนจวนระเบิด แล้วการรุกของโป้งก็ทำให้มันปริแตกปลดปล่อยออกมา
“เรามีความฝันของตัวเองใช่ไหมโป้ง มึงอยากเป็นนักบอล เพราะมึงรัก กูก็มีความฝันเหมือนกันโป้ง กูก็อยากเดินตามเส้นทางฝันของกู แล้วมึงว่ากูทำผิดหรือถูกโป้ง”

“กูอยากเป็นนักดนตรีมาแต่ตั้งแต่เด็ก เพราะเพื่อนกูสมัยเด็กเขาก็เล่นดนตรี กูก็แอบตามไปเรียนกับเขาประจำ แต่ไปทีไรพ่อกูก็จะเอ็ด เขาบอกว่าเป็นนักดนตรีแล้วจะได้อะไร ขี้ยา ขี้โรค อ่อนแอ” โจพูดกระแทกเสียงเล็กน้อย จนจุ้ยที่เดินคู่กันมา หันมามองหน้า
“ขอโทษ กูแค่เล่าให้ฟัง” โจหันไปกล่าว
“แต่แม่กูเขาก็เห็นใจกูนะ เขาแอบสนับสนุนกูตลอด คอยปิดบังพ่อให้ เวลากูแอบไปซ้อมดนตรี นี่เขาก็ออกเงินให้กูซื้อ” โจยกฟรุ๊ตประกอบ
โป้งถอนหายใจ กอดคอโจ
“กูขอโทษโจ กูไม่รู้ กูมันก็อย่างนี้หละ โจ บ้าบอลเกินเหตุ... กูก็แค่ไม่อยากเห็นคนที่เคยเล่นมาด้วยกันเลิกเล่นเพราะท้อใจเท่านั้นเอง”
โจหลับตาลงนิดหนึ่ง ก่อนจะลืมตาแล้วกอดคอโป้งตอบ
“มึงก็คิดมากไป กูเข้าใจ เพราะมึงไม่รู้ไง”
ในวันฝึกฝนทักษะเฉพาะตัว โป้งกำลังแนะนำวิธีการจับจังหวะบอลเพื่อเปิดบอลให้ฉัตรฟัง
“คือมันต้องมีจุดในใจมึงนะ อาจกำหนดจุดจากที่โค้ชบอก หรือจะจุดในใจมึงเองก็ได้ แต่สำคัญคือมึงต้องรู้ก่อนว่าน้ำหนักการเปิดของมึงเป็นยังไง อันนี้มึงต้องค้นหาเอง ด้วยการฝึกบ่อยๆ ส่วนจังหวะ มันก็เหมือนการเต้นรำนั้นหละ มอง วางเท้า เตะ อันนี้บางคนบอกไม่สำคัญ แต่กูมีนะ มองก่อน เป็นหนึ่ง วางเท้าถูกต้องเป็นสอง เตะตรงจุดและน้ำหนักเป็นสาม...” โป้งว่าแล้วก็ทำให้ดู
เขาเตะบอลไปข้างหน้า แล้ววิ่งตาม มองจุด ลงเท้าขวาเป็นหลัก แล้วก็เตะออกไป ลูกโค้งเข้าไปหน้าประตู กระดอนพื้นแล้วก็เบียดเสาเข้าไป
"แต่ที่สำคัญ ไม่ว่าทิศทางและน้ำหนักต้องได้ตามแผนของโค้ช หรือไม่ก็ต้องพอให้เพื่อนตามไปเล่นได้"
“ลองจากลูกนิ่งก่อน แล้วค่อยเป็นลูกวิ่ง” โป้งหันไปชี้ที่ตาข่ายที่มีลูกฟุตบอลอยู่เต็ม
ฉัตรก็พยักหน้า แล้วฉัตรก็ทำโป้งบอกเอาบอลไปตั้งที่จุด แล้วถอยมามอง ก่อนจะเตะโยนเข้าไป
“บอลต่ำไปนะ แบบนั้นเดี๋ยวจะโดนสกัด” โป้งแนะนำ
แล้วโป้งก็วิ่งมาพร้อมบอลอีกลูก จากนั้นก็โยนเข้าไปเหมือนลูกแรกแทบจะทุกอย่าง
“จังหวะเตะของมึงดีแล้ว แต่ขอน้ำหนักกับทิศทางอีกหน่อย”
โป้งหันมากล่าว
“วันนี้ฝึกลูกนิ่งไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยลองลูกวิ่งเนอะ สลับกันกูเปิดลูกนึงมึงเปิดลูกนึง”
โค้ชให้นักเตะรุ่นเด็กคนหนึ่งไปรอเก็บบอลให้โป้งกับฉัตร เขาพอใจกับความตั้งใจในการถ่ายทอดของโป้ง
เด็กคนนี้นอกจากจะมีทักษะที่เกิดจากการฝึกฝนมายาวนานและต่อเนื่อง แล้วยังทีทักษะในการถ่ายทอดให้คนอื่นอีกด้วยบนตึกที่เป็นตึกชมรมต่างๆ
ห่างออกไป บนทางเดินบนตึก โจยืนมองโป้งกันฉัตรอยู่ เขาเอาฟรุ๊ตมาควงแล้วก็ยิ้ม
“ตั้งใจนะโป้ง กูก็จะตั้งใจฝึกของกูเหมือนกัน”

อีกไม่นานจะมีการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนราการใหญ่ ซึ่งก็อีกแค่ไม่ถึงเดือนดี ทีมฟุตบอลต้องซ้อมหนักมากขึ้น และมีโปรแกรมเข้าเก็บตัว ดังนั้นวันนี้โป้งกับโกลก็เลยต้องเอาเสื้อผ้าเพื่อนอนค้างที่โรงเรียน และเพราะมัวแต่จัดกระเป๋าก็เลยมาถึงโรงเรียนตอนเพลงมาร์ชขึ้นแล้ว ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบวิ่งมาเข้าแถว
ผู้อำนวยการขึ้นมาบนเวทีหลังเคารพธงชาติ สวดมนต์และท่องสิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการบังคับให้ท่องทุกเข้าเสร็จแล้ว
“เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี้ นักเรียนของเราคนหนึ่ง ได้สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนอีกครั้ง” ผู้อำนายการกล่าว
“ก็คนเดิมคนคุ้นหน้าของพวกเธอนั้นหล่ะ นายนทีธาร เขาได้สร้างผลงานยอดเยี่ยมในการประกวดดนตรีชิงถ้วยเกียรติยศระดับนักเรียน โดยได้ตำแหน่งชนะเลิศในประเภทเครื่องเป่า ดังนั้นผมอยากจะให้เขามากล่าวแบ่งบันประสบการณ์ให้พวกคุณฟัง”
จุ้ยส่งแซกโซโฟนให้ไตรแล้วก็เดินขึ้นเวทีไป เขายกมือไหว้ผู้อำนวยการก่อนจะรับไมโครโฟน
แต่เพราะเป็นแบบมีสาย แล้วสายก็เกะกะพันกัน เขาก็เลยต้องสะบัดๆ แต่สะบัดไปสะบัดมา สายไมโครโฟนก็หลุดออก
แต่จุ้ยไม่รู้ว่าแกล้งหรือไม่รู้จริงๆ เอาไมโครโฟนจ่อปาก พูดแต่ไม่มีเสียงออกลำโพง พวกนักเรียนก็เลยหัวเราะกัน
รุ่นพี่ที่ดูแลเครื่องเสียงจึงวิ่งมา เอาสายไมโครโฟนมาส่งให้
รุ่นพี่ทำท่าจะพูดอะไร พอจุ้ยเสียบสายไมโครโฟนเสร็จก็ยื่นให้
“มุกรึเปล่าเนี่ย”
นักเรียนก็หัวเราะกันอีก
โป้งหันมองหน้าวสันต์
“ไอ้เหี้ยนี่มันแสบ มันจงในเชื่อสิ”
“เปล่าพี่” จุ้ยแก้ตัว แล้วก็หันไปยืนตัวตรง
“กราบเรียนท่านผู้อำนวยการ คณาจารย์ และเพื่อนๆทุกคน ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมการประกวดดนตรีชิงถ้วยเกียรติยศประเทศไทย แล้วผมก็ได้รับรางวัลชนะเลิศกลับมา ซึ่งผมมีความภาคภูมิใจมาก และจะขอมอบรางวัลนี้ให้กับโรงเรียนเพื่อให้เป็นเกียรติประวัติของสถาบัน และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่เพื่อนๆและพี่น้องให้ทำความฝันของทุกท่านให้ประสบความสำเร็จ”
แล้วเขาก็กวาดตาไปรอบ
“สำหรับผม การแข่งขันนั้นคือการพิสูจน์ตัวเอง เป็นการทดสอบว่าระดับความสามารถของเราไปถึงระดับไหน ผมอยากให้ทุกคนได้รับโอกาสที่จะทดสอบตนเองในสิ่งที่ตัวเองรัก”
แล้วเขาก็มองไปที่โกลที่ตัวสูงสุดในหมู่นักบอล
“ผมเป็นนักดนตรี ผมไม่ต้องลงสนามไปแย่งลูกฟุตบอลกับใคร... เพราะผมไม่โรคจิต บอลลูกเดียวแย่งกันอยู่ได้ตั้งยี่สิบสองคน ทำไมกรรมการเขาไม่เอาบอลแจกไปคนละใบเนอะ จะได้ไม่ต้องแย่งกัน”
โป้งทำหน้าเร่อหรา หันมองหน้าโกล แต่เพื่อนๆหัวเราะกันครื้นเครง
“แต่ก็ไม่ใช่ว่านักดนตรีจะไม่ต้องแข่งกับอะไร เราแข่งกับโน้ต เราแข่งกับทำนอง เราแข่งกับตัวเอง เพื่อที่บรรเลงเพลงที่ดีที่สุดออกมา และถ่ายทอดอารมณ์เพลงที่ผู้ประพันธ์เพลงโรคจิต อย่างโชแปง วิวาลดี้ โมสาทซ์ ที่ก็โรคจิตแต่งมาแต่ละเพลง ไม่รู้จะยากไปไหน ตอนแต่ไม่รู้คิดรึเปล่านะว่า คนเล่นจะปวดหัว... โน้ตบ้าอะไรสองสามชั้น” จุ้ยกล่าวต่อไป แต่ก็ไม่วายหยอดมุกแถมเล่นน้ำเสียง
นั้นเรียกเสียงหัวเราะได้แม้แต่ผู้อำนวยการ
“แต่ผมก็รักเสียงดนตรี... ผมรักการเล่นดนตรี ดังนั้นในการแข่งขัน ผมจึงไม่ได้มองไปที่ชัยชนะหรือรางวัล แต่ผมไปที่บทเรียนที่ผมจะได้รับจากการแข่งขัน ผมแสวงหาการพัฒนาตนเองจากการแข่งขัน ผมจึงวางเป้าหมายที่การชนะเลิศ แต่ผมก็ไม่ได้คิดแต่ว่าจะต้องชนะ ผมคิดว่าผมไปแข่งเพื่อทดสอบตัวเอง และผมก็คิดว่าตัวเองไปเล่นในสิ่งที่ตัวเองรัก... และผมก็เพลิดเพลินกับมันแทนจะทำให้ตัวเองกดดัน”
แล้วเขาก็วรรค มองไปทั่ว ก่อนจะกล่าวออกไป
“สำหรับผม ชัยชนะคือเป้าหมาย แต่ความสนุกสนานที่ได้รับจากการทำสิ่งที่รักคือรางวัล”
โป้งรู้สึกเห็นด้วยอย่างรุนแรงจนปรบมือออกไปเอง และเหมือนคนอื่นๆก็เช่นกัน เสียงปรบมือกึกก้องให้กับคำพูดนั้น
โจมองจุ้ยบนเวที เขารู้สึกมีใจฮึกเหิมที่เดินบนเส้นทางที่ตัวเองรัก เขาอยากเป็นนักดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เขาชอบดนตรี และแม้เวลาวิ่งออกกำลังกายเขาก็ยังเสียบหูฟังเพื่อผ่อนคลายจากความตึงเครียดทั้งหลาย
บัดนี้เขาจะมุ่งไป เขาพร้อมจะเผชิญหน้ากับพ่อ ถ้าหากว่าพ่อทราบเรื่องนี้ แล้วจะขัดขวางเขา เขาก็พร้อมจะตอบท่านด้วยหัวใจรักดนตรีของเขา
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:12

ตอนที่ 17 : ประโยคเดียว พลิกเกม(รีไรท์)
รายการแข่งขันที่กำลังรอพวกเขาอยู่นี้ แม้จะเป็นรายการที่จัดโดยเอกชน และเป็นรายการใหม่พึ่งจัดปีแรก แต่ก็ถือว่าเป็นรายการใหญ่เพราะเดิมพันเป็นเงินรางวัลก้อนใหญ่มากพอที่จะดึง ดูดทีมใหญ่ๆ อย่างโรงเรียนที่เป็นได้ชื่อว่ามหาอำนาจลูกหนังทั้งหลาย และสโมสรที่สนับสนุนโดยทีมอาชีพ
ดังนั้นพอจบการฝึกซ้อมแต่ละวันโรงยิมที่ใช้เป็นที่พักให้กับทีมก็มักจะจบลงด้วยความเงียบสงัดเพราะเหล่านักบอลเหนื่อยจนแทบขาดใจ
นี่คือชีวิตจริงของนักฟุตบอล...
ซ้อมกันให้ตายไปข้างเพื่อเตรียมรับทัวร์นาเม้นท์ที่กำลังจะมาถึง

ทีมของโป้งทำผลงานได้ดีในรอบแบ่งกลุ่มแล้วก็ผ่านต่อไปในสิบหกทีม แล้วก็เอาชนะผ่านมาได้จนรอบรองชนะเลิศ
และกลายเป็นว่าเขาต้องไปพบกับทีมโรงเรียนที่เป็นคู่แข่งเก่าของพวกเขา ทีมที่เจอกันปีที่แล้ว รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลนักเรียนถ้วย ก.
โป้งกระโดดๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นระหว่างรอออกไปสู่สนาม
“นี่ใครวะไม่เคยเห็นหน้า” คนที่อยู่ด้านหลังไปนิดหนึ่งของอีกทีมกล่าว
โป้งเลยหันไปมองหน้า
“แล้วมึงจะต้องเคยเห็นหน้าหมดเลยหรือไง” คนตอบคือวู๊ด
“ทีมมึง กูก็ไม่เคยเห็นหน้าหลายคนเหมือนกัน ไอ้ก้าน”
โป้งคุ้นชื่อนี้อยู่ ก้าน.. ก้านเพชร หนึ่งในนักเตะฝีเท้าดีคนหนึ่ง
“หน้าตาน่าเอ็นดูนี่หว่า... ตัวบางๆอย่างนี้จะเล่นบอลไหวเหรอวะ”
โป้งยิ้มจางๆแต่ไม่ได้ตอบ
ก้านเพชรกอดอกมองหน้าโป้งที่หันหน้าหนีไปแล้ว เขาเชิดริมฝีปากขึ้นด้านหนึ่งก่อนจะหันไปทางอื่นเช่นกัน

บนอัฒจันทร์ สุขี แมวมองนักเตะและตัวแทนของนักฟุตบอลอาชีพชื่อดังหลายคน บันทึกภาพนักเตะที่ยืนเรียงรายอยู่เก็บเอาไว้ด้วยกล้องแฮนดี้แคม
แล้วเขาก็รู้สึกว่ามีคนนั่งลงข้างๆ
“อ้าวพี่โชติ นึกว่าพี่จะไม่มาแล้ว รายการเล็กๆอย่างนี้”
โชติหันมามองหน้ารุ่นน้อง
“ไม่มาได้ไง นี่มันรายการเล็กซะที่ไหน ดูคู่รอบรองแล้วก็รู้เลยว่าไม่ธรรมดา นี่มันรีเมตถ้วยก.อายุไม่เกิน 16 ปีเลยนี่หว่า”
“ใช่พี่” สุขีตอบ
“ทีมของไอ้ป้อมนี่ เขาว่าเด็ด” โชติว่า “กูมานี่ก็เพราะได้ยินมาว่ามีลูกชายเทพฤทธิ์อยู่ด้วย เขาลือกันว่าเด็กนี่เก่งไม่แพ้พ่อเลยนี่น่า”
สุขีมองหน้า
“ทำไมกลัวกูแย่งมึงเหรอ” โชติอ่านสายตา
“พี่.. ไม่ใช่แค่ผมหรอก พี่ลองดูดีๆ รอบตัว” สุขีชี้ไปรอบสนาม
โชติก็มองไปตาม
“เฮ้ย.. นี่มันมากันหมดวงการเลยรึเปล่าวะ โอ้โห พลาดละกู มากันเยอะขนาดนี้” เขาร้องออกมา

สองทีมเคยเจอกันมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว จึงรู้ทางกันดีพอสมควร ผ่านสามสิบนาทีแรกไปได้อย่างไม่มีอะไรลุ้นมากมายแค่พายิงเฉียวเสาไปมาแล้ว และยิงไกลบ้างประปราย
โป้งเองก็ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากเตะเปิดเข้าไปแล้วโดนกองหลังโขกสกัดออกมา แล้วก็เปิดเข้าไปให้อัครได้โหม่งแต่ข้ามคานไปอย่างน่าเสียดาย
แต่จังหวะนี้ ระหว่างที่นวสาครทำเกมบุกกันอยู่ ก็เกิดความผิดพลาดขึ้น..

แสนพลจะเตะบอลไปข้างหน้าแต่ เขาเตะผิดเหลี่ยม ทำให้ลูกฟุตบอลวิ่งไปหาคู่แข่ง

ก้านเพชรได้บอลจากความผิดพลาดของแสนพล เขาพาบอลวิ่งไปตามแนวกราบขวาก่อนจะวิ่งตัดเข้ามาตรงกลาง
พอถึงหน้ากรอบเขตโทษ ก็ง้างเท้าแล้วยิง ลูกฟุตบอลวิ่งเป็นวิถึโค้ง มุ่งหน้ามุมบนของประตู
โกลพยายามพุ่งตัวไปปัด แต่ลูกฟุตบอลเลี้ยวเบี่ยงหนีมือ มันกระแทกเสาประตู แล้วกระดอนเข้าประตูไป
เสียงเฮมาจากกองเชียร์ของฝั่งตรงข้าม
เพื่อนร่วมทีมของโป้งหลายคนส่ายหน้า
“สู้ๆเว้ย เอาประตูคืนให้ได้” วู๊ดตบลงไปบนบ่าแสนพลที่เดินซึมกะทือ
ก้านเพชรที่แสดงอาการดีใจกับเพื่อนๆจนพอสมควร แล้วก็กลับไปแดนตัวเอง แล้วผ่านมาได้ยินวู๊ดพูดกับแสนพล
“กูจะรอดู... ทีมกูไม่ใช่ทีมเดิมทีแพ้มึงปีที่แล้วนะเว้ย”
วู๊ดทำหน้าไม่ยี่หระ
“พวกกูก็เหมือนกัน”
ก้านเพชรทำเสียงหึในลำคอ แล้ววิ่งต่อไป
โป้งที่กำลังวิ่งกลับตำแหน่งจึงได้เจอก้านเพชร เพราะก้านเพชรเป็นปีกขวา
“เด็กใหม่... อย่าทำหน้าหน้าเศร้าสิวะ “
แต่โป้งยิ้มออกมา
“เศร้าทำไมครับ บอลเขาเล่นกันเก้าสิบนาที”
ก้านเพชรมองรอยยิ้มนั้น เขาเดาไม่ออกว่านายคนนี้กำลังตอบโต้เขา หรือว่าพูดออกมาจากความคิดแง่บวกเฉยๆ
แต่หันไปเห็นกรรมการเอาลูกมาที่กลางสนาม ก็เลยรีบวิ่งกลับไปตำแหน่งตัวเอง
“ยังไม่แผลงฤทธิ์อีกเหรอ... ดูเหมือนจะเล่นอืดไปนิดนึงนะ” โชติกล่าว แล้วก็ถอนหายใจ เอาโทรศัพท์มากดดูข้อความไลน์
สุขีก็หันมองหน้ารุ่นพี่
แต่แล้วในสนามก็ฮือฮากัน
พอทั้งสองมองลงมาก็เห็น เด็กหนุ่มที่ดูตัวเล็กคนนั้นกำลังเลี้ยงพาลูกฟุตบอล วิ่งจี้เข้าหากรอบเขตโทษอย่างรวดเร็ว
ที่พลาดไปสำหรับสองแมวมอง คือจังหวะที่โป้งใช้ความสามารถทะลุทะลวงเข้าไป ตอนนั้นโป้งเห็นช่องระหว่างก้านเพชรกับกองหลังที่ตามเข้าประกบเขาทั้งคู่ เขาจึงเตะลูกฟุตบอลผ่านสองคนเอาดื้อๆ แล้วก็วิ่งผ่ากลางตามลูกไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็พาเลี้ยงพาลูกฟุตบอล เข้าไปในหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนกองหลังตัวกลางเข้ามาขวาง โป้งทำท่าจะเปลี่ยนทางหนีเพื่อหลอก แต่เตะจ่ายไปทางขวาให้โยธินที่วิ่งเติมเกมขึ้นมาทางนั้น
โยธินจึงพาลูกไปสุดเส้น แล้วทำท่าจะเตะโยนเข้ามาตรงกลาง แต่เขาเปลี่ยนใจเคาะตอกส้นย้อนมาให้ตั้ม
ตั้มมองเห็นโป้งยังอยู่หน้ากรอบเขตโทษ เขาจึงจ่ายเรียดไปตรงกลาง
โดยไม่จับ โป้งรอลูกฟุตบอลมาถึง เขาหยั่งเท้าขวา มองเป้าที่มุมบนด้านขวาของประตู แล้วก็เตะลูกออกไปด้วยน้ำหนักและความแรงที่ซ้อมมาอย่างดี
ลูกฟุตบอลเดินทางอย่างรวดเร็วในวิถีโค้งข้ามกองหลังที่พยายามจะบล็อก ส่วนผู้รักษาประตูได้แค่ป้องกันด้วยสายตา ตอนที่ลูกผ่านพุ่งเสียบสามเหลี่ยมบนเข้าไป
บนอัฒจันทร์กองเชียร์ส่งเสียงเสียงเฮลั่น
“อืม.. คมมาก..ลูกนี้.. สมแล้วที่เป็นลูกของเทพฤทธิ์ไซด์โป้งพิฆาต” โชติพยักหน้า ตามองไปที่เด็กหนุ่มที่รับการแสดงความยินดีของเพื่อนด้วยกิริยาเรียบเฉย แค่มีรอยยิ้มจางๆ
“พี่รู้เปล่าว่าเขาชื่อ โป้ง ไซด์โป้งไงพี่” สุขีกล่าวบ้าง หันมองหน้ารุ่นพี่ที่นับถือ
ตอนนั้นสุขีตั้งใจอย่างแรงกล้าว่า ถ้าต้องเปิดศึกกับโชติเพื่อแย่งตัวเด็กคนนี้ เขาก็ยินดีจะสู้

ตอนเสียงนกหวีดหมดครึ่งแรก
โป้งก็เดินกลับไปเพื่อจะพักในช่วงพักครึ่ง
“นายๆ” ก้านเพชรวิ่งมาเคียงข้าง “นายชื่ออะไร”
โป้งหันมองหน้า
“โป้ง...” เขาตอบและยิ้ม
“นายน่ารักดีนะ” ก้านเพชรกล่าว
“เราชอบนายหวะ”
แล้วเขาก็วิ่งไป โป้งมองตามไปด้วยความงุนงง
อะไรของมันวะ...
ในห้องแต่งตัว แม้แสนพลจะกล่าวคำขอโทษ แต่โค้ชก็โบกมือแล้วบอกว่าไม่เป็นไร
“เรื่องผิดพลาดมันเกิดขึ้นได้ แต่เธอต้องเข้าใจว่าไม่ควรเกิด แล้วก็ระวังตัวให้มากๆ ก้านเพชรคล่องตัวไม่แพ้โป้งหรอก แม้จะวิ่งเร็วไม่เท่า การประกบเขาจึงต้องระวัง อย่าเสียบอลง่ายๆ เพราะคุณอยู่หน้าแผงหลัง” แล้วโค้ชก็หันมามองโป้ง “บอลของโป้งเกมนี้ ไม่ค่อยแม่นนะ ปรับปรุงด้วย เรื่องตัวประกบ ก็นับว่าพวกเขาการบ้านมาดีพอสมควร แต่ครึ่งหลังเธอก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่ามีอะไรที่เธอเหนือกว่าคู่แข่ง งัดออกมาใช้ให้เป็นประโยชน์ซะ แต่อย่าเก็บบอลนานเกินไป เดี่ยวจะโดนสกัดหนักๆ”
แล้วก็หันไปมองหน้าวู๊ด
“เธอดันไปช่วยโป้งให้มากหน่อย ให้แสนพลยืนต่ำลงมานิดๆ แต่ระวังเรื่องช่องว่างตรงกลาง”
“ปอ เธอลงมาล้วงเอาบอลให้มากอีกนิดนะ แล้วให้อัครเป็นคนดันกองหลังไว้ เธอลงมาป่วนบ่อยๆให้กองหลังระแวงเข้าใจไหม” โค้ชหันมากล่าวแก่ปอ ก่อนจะหันมามองหน้าอัคร
“อัคร... วิ่งมากอีกนิดนะ วันนี้ตำแหน่งยืนเธอไม่ค่อยดี ใจลอยรึเปล่า รักษาตำแหน่งให้ดี ใช้ความได้เปรียบเรื่องการกระโดดเบียดกองหลังให้ได้ เข้าใจนะ”
“วัง เธอไม่ต้องตามก้านเพชรมากขนาดนั้น ระวังเรื่องตำแหน่งด้วย ไล่ไปจนสุดเขตของเธอก็พอ แล้วให้คนอื่นไล่ต่อ ก้านเพชรคล่องก็จริง แต่ไม่ได้คล่องขนาดต้องไล่จับ ไล่จนสุดพื้นที่ของแต่ละคน ไม่ต้องประกบตัว” ประโยคนี้มอบให้แก่กองหลัง

โป้งกลับลงมาในสนามก้านเพชรก็มองตามเขา โกลเห็นสายตานั้นจึงหันมากล่าวกับโป้ง
“ระวังนะ ไอ้นี่มันแปลกๆ มันมองมึงแปลกๆยังไงไม่รู้”
“หึงอีกละ” โป้งกล่าวบนรอยยิ้มกระหยิ่ม
“เฮ้ยหึงอะไร.. ไม่ได้หึงเฟ้ย” แล้วโกลปฏิเสธ แต่ก็ดึงแขนโป้งเข้ามาใกล้
“แค่หวง...มาก... เข้าใจไหม”
โป้งมองตามโกลที่วิ่งกลับไปที่หน้าประตู เขาส่ายหัวน้อยๆ แต่ก็ยิ้มออกมาตอนที่วิ่งกลับไปประจำจุดของตัวเองตามแผนการยืนตำแหน่งของโค้ช

เริ่มเกม... พอโป้งได้บอลปรากฏว่าก้านเพชรก็ตามมาทันทีพร้อม โป้งก็คลึงลูกฟุตบอลหลอกซ้ายขวา ก่อนจะเตะเปลี่ยนจังหวะหนีไปตามเส้นให้ก้านเพชรวิ่งไล่
แล้วโป้งก็หยุดลูกฟุตบอลกระทันหัน ทำให้ก้านเพชรหยุดเท้าไม่ทันถลันตัวไป เขาจึงรีบกลับตัวกลับมา แต่ทว่าโป้งก็เตะโยนเปลี่ยนทางไปหาโยธินเสียแล้ว
“เร็วนี่ดีนี่” ก้านเพชรชมกับโป้ง แล้วรีบหันไปหาเกมการแข่งขัน

ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสลุ้นประตูกันหลายครั้งจากการเตะโยนเข้าไปให้ศูนย์หน้าโหม่ง และการเตะจ่ายทะลุตามช่องว่างไปให้ศูนย์หน้าวิ่งไล่ แต่ก็ยังยิงประตูกันไม่ได้
“เสมอซะละมั้ง” จุ้ยที่ตามมาเชียร์กล่าวออกมา หันไปมองหน้าสหายสนิทผิวขาวริมฝีปากแดงน่าจูบ
“มึงลงไปตีกลองแทนหน่อยสิวะฮ้อย เอาแบบมันๆเลยนะ”
ฮ้อยพยักหน้า แล้วก็เดินไปที่หาคนที่อยู่กับกลอง
พอฮ้อยที่เป็นมือกลองตัวเอกของวงโยธวาทิต เป็นคนตีกลอง จังหวะกลองก็รัวขึ้น กองเชียร์จึงเริ่มส่งเสียงดังขึ้นอย่างฮึกเหิมตามเสียงกลองของฮ้อย
“สู้ๆเว้ย” จุ้ยเดินลงมาถึงริบขอบกั่นของอัฒจันทร์ ตะโกนลงไป “เจ๊เหมียวบอกว่าถ้าไม่ชนะจะไล่จูบพวกมึงเรียงตัวเลย”
เจ๊เหมียวคือเกย์สาวที่มาร่วมกับเดอะแก๊งค์ของเธออีกหลายคนเพื่อเชียร์ทีมโรงเรียน เหมียวแม้จะมีร่างท้วมแต่ผิวขาวดูจ้ำม้ำน่ารัก
พอโดนจุ้ยอ้างชื่อ ก็หันมาค้อนจุ้ย
“อีจุ้ย แกนี่หละที่ฉันจะจูบแกก่อน”
จุ้ยหันมาทำหน้าลอยท้าทาย แต่เจ๊เหมียวก็ไม่กล้าทำอะไร เพราะโดนเดฟที่เดินตามลงมาหันมาแผ่รังสีอำมหิตใส่

โป้งปาดเหงื่อออกจากหน้าด้วยฝ่ามือ แล้วเขาก็วิ่งไป กระโดดดักลูกฟุตบอล ที่ปอส่งมาให้เขาด้วยการชิพ(เตะกระแทกใต้ลูก) เขาครองบอลไว้หนึ่งจังหวะเพื่อรอให้กองหลังเข้ามาเพื่อสกัดก่อนจะพาบอลหลบในจังหวะที่อีกฝ่ายพุ่งเข้ามา
ตอนนี้มองจากการวิ่ง ก็รู้ว่ากองหลังที่ตามประกบเขาอ่อนล้าไปมาก..
ยังมึงยังต้องไล่กูต่อ... โป้งบอกกับตัวเองแล้วเริ่มต้นเปลี่ยนจังหวะบอลเป็นเร็ว พาให้กองหลังด้านขวาที่กำลังอ่อนล้าให้วิ่งตาม
แล้วเขาเปลี่ยนจังหวะขึ้นลง อยู่สองสามครั้ง จนที่สุดผู้ตามอ่อนล้าก็ขาอ่อนไปนิดหนึ่ง แต่ก้านเพชรเห็นดังนั้นจึงเข้ามาช่วย ด้วยการวิ่งเบียดเข้ามา โป้งก็เอาตัวบังลูกฟุตบอล แล้วพลิกตัวกลับหลัง เตะดีดบอลให้ฉัตรที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทนแบ็คซ้ายตัวหลัก
ฉ้ตรได้ลูก ก็เลี้ยงลูกฟุตบอลไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จนถึงเส้นหลัง
จากนั้นเตะโยนไปแบบโล่งๆตัวคนเดียว เพราะผู้เล่นด้านขวาทั้งหมดของคู่ต่อสู้มัวแต่ไปสนใจโป้งจนเปิดช่องว่างโล่งให้โจมตี
ก้านเพชรเห็นดังนั้น กำลังจะทิ้งโป้งแล้วจะวิ่งตามลูกฟุตบอลไป
แต่อยู่ดีๆโป้งก็พูดขึ้น
“นายก็น่ารักนะ”
ก้านเพชรหันขวับมามอง ทว่า...กลายเป็นว่าโป้งวิ่งพุ่งตัวผ่านเขาไปอย่างรวดเร็ว
ก้านเพชรเห็นว่าตัวเองเสียท่าแล้ว จึงรีบวิ่งตามไป
จังหวะเตะโยนของฉัตรทำให้ผู้รักษาประตูต้องกระโดดปัดออกไป ลูกฟุตบอลลอยออกมาตรงจุดที่ปอที่ยืนรออยู่ เขาเอาเท้าดักลูกฟุตบอล แต่ไม่ยิงเอง เพราะเขาเหลือบไปเห็นว่ามีผู้เล่นทีมเดียวกันวิ่งมาด้านซ้าย จึงเตะไปเรียดพื้นไปให้
โป้งไม่จับลูกฟุตบอล แต่วิ่งเข้าสับเท้าซ้ายเตะออกไปด้วยหน้าเท้าด้านนอก ลูกฟุตบอลจึงพุ่งโค้งไปด้านขวาข้ามกองหลังไปสู่จุดนัดพบ
ตรงนั้นมีอัครที่วิ่งสวนกองหลังไปเพื่อหาตำแหน่ง เขากระโดดโหม่งลูกฟุตบอลสวนทางผู้รักษาประตูที่วิ่งออกมาหมายสกัด ลูกฟุตบอลจึงพุ่งผ่านตัวผู้รักษาประตูแล้วเข้าประตูไป...

อัครวิ่งชี้นิ้วออกมาหาโป้งแล้วกระโดดกอดจนล้มลงไปทั้งคู่ ผู้เล่นคนอื่นก็กรูกันเข้ามาแสดงอาการดีใจ
ก้านเพชรมองอาการดีใจของคู่แข่ง เขารู้สึกว่าตัวเองโง่ ที่โดนโป้งใช้ไหวพริบเล่นงาน
แต่เขาก็ยังรู้สึกแปลกๆต่อคำพูดหลอกล่อนั้น มันทำให้รู้สึกดีอย่างประหลาดแม้จะรู้ว่าเจตนาของโป้งคือดึงสมาธิของเขา
“นี่กูแพ้เพราะไอ้คำพุดประโยคเดียวนี่เหรอวะ”

ทีมของก้านเพชรพยายามเดินหน้าทำเกมรุกเพื่อทวงประตูคืน แต่ไม่นานเสียงนกหวีดยาวสัญญาณของการสิ้นสุดเกมการแข่งขันก็ดังมาจากกรรมการ...
จบเกม.. นวสาครชนะ 2:1

โชติไม่ได้พูดอะไร เดินออกไปจากสนามอย่างรวดเร็ว
สุขีก็รีบเช่นกัน เขามีการบ้านชิ้นใหญ่ต้องรีบทำ เขาต้องดึงตัวเด็กคนนั้นมาอยู่ในสังกัดให้ได้
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:12

ตอนที่ 18 : เผชิญหน้าทีมเก่า ดวงใจที่ผูกพันกัน (รีไรท์)
พอเข้ามาในห้องแต่งตัวเพื่อนๆก็ฉลองกันใหญ่ด้วยน้ำอัดลม โป้งยิ้มกับบรรยากาศความยินดีของเพื่อนๆอย่างมีความสุข
แต่พอโค้ชเข้ามาพร้อมกับสุรีวัล ทั้งหมดเลยเงียบแล้วหาที่นั่ง
“เอาหละ ผลของอีกคู่หนึ่ง... จบแล้วเหมือนกัน เชียงรายสมบูรณ์อุปถัมภ์..” ประโยคนี้ของสุรีวัลหันมาโป้ง
“ชนะคู่แข่งด้วยการยิงจุดโทษ ห้าต่อสามประตู”
โป้งรู้สึกยินดี แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกใจหาย เพราะนี่แปลว่านัดหน้าเขาต้องเผชิญหน้ากับทีมเก่าที่เขาร่วมเล่นมาตั้งแต่ม.หนึ่ง
โกลหันมองหน้าโป้ง
“เราต้องเตรียมตัวสำหรับรับมือแม้เราจะเคยชนะพวกเขามาแล้ว แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะพวกเขามีเกมตั้งรับสวนกลับที่น่ากลัว” โค้ชป้อมกล่าว “ใช่ไหมโป้ง”
“ครับ” โป้งพยักหน้า

โป้งยืนตรงระเบียงห้องมองไปอย่างไรจุดหมาย โกลที่มองเขาอยู่จึงมายืนข้างๆ
“ลำบากใจใช่ไหมหละเจอทีมเก่า”
โป้งสูดลมหายใจ
“แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักบอลไม่ใช่เหรอ” โป้งกล่าว
ดวงหน้าของโป้งมีรอยยิ้มที่เกิดจากความคำนึงถึงอดีต
“เราเคยเล่นด้วยกันก็จริง มีความทรงจำที่ดีด้วยกันหลายอย่าง แต่ที่สุดเราก็ต้องก้าวต่อไปไม่ใช่เหรอ ถ้ากูไม่พร้อมจะเจอกับพวกเขา กูคงไม่ตัดสินใจเดินออกมาจากที่นั่น... “
“คนเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงกับการต้องเผชิญหน้ากับคนที่เราเคยห่วงใยหรือเคยรัก ได้หรอก ถ้าเราเลือกเดินทางเส้นทางของการแข่งขัน” โป้งกล่าวแล้วสูดลมหายใจลึกๆ
เงียบอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วโป้งก็หันมองตาโกล เขาเอามือวางที่อกซ้ายของโกล
“กูกับมึงก็เหมือนกัน วันหนึ่งเราอาจต้องยืนคนละฝั่งกันอีกรอบ... แต่นั้นก็แค่การแข่งขันในเกม... แต่ความรู้สึกของเราสองคน... จะต้องคงเดิมใช่ไหม โกล...”
โกลจับมือข้างนั้นของโป้ง แล้วเขาก็เอามืออีกข้างจับที่แก้มของจอมปั่นไซด์โค้ง
"หัวใจของกูจะอยู่ที่เดิมเสมอโป้ง แม้เราต้องสู้กันในเกม.. แต่กูจะยังคงเป็นคนเดิมเสมอโป้ง สำหรับมึง”
เหมือนมีแรงดึงดูดระหว่างกัน โป้งรู้สึกเหมือนโกลเข้ามาใกล้เรื่อยๆ หรือว่าเขากันแน่ที่เข้าไปหาโกล..
แต่เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศทุกอย่างจนหมด โป้งผละออกแล้ว รีบเดินกลับไปเข้าห้องไปรับสาย
“ครับแม่ ชนะอยู่แล้วครับ ผมเก่งจะตาย”
ถอนหายใจแรงๆ แล้วก็โกลก็เดินตามกลับเข้าไปในห้อง
ตอนที่อยู่ในอุโมงค์ของสนามกีฬากองทัพบก ตอนแรกโป้งก็ไม่แน่ใจว่าควรจะทำหน้าอย่างไรกับเพื่อนร่วมทีม เขาไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าใคร
แต่ที่สุดแล้วเขาก็ตัดสินใจหันไป
“คิดถึงพวกมึงจัง” โป้งกล่าวออกไป
ทั้งหมดเงียบ แม้แต่ทีมของโป้งเองก็เช่นกัน
เพื่อนเก่ามองหน้ากัน จากนั้นเด็กหนุ่มร่างสูงผิวเข้มก็เป็นคนเข้ามากอดคอโป้ง
“พวกกูก็เหมือนกัน นี่พวกกูอยากเจอกับมึงมากขนาดทุ่มเต็มร้อยให้เข้ารอบมาเจอมึงเลยนะเนี่ย”
แล้วเพื่อนคนอื่นๆ ก็พากันเข้ามาตบหัวโป้งเบาๆ
“นี่ขอสักที จะได้หายคิดถึง”
โป้งมองหน้าเพื่อนที่ล้อมกันเข้ามา ทุกคนมีรอยยิ้ม
แต่แล้วหนุ่มตัวสูงชื่อไม้เมือง กัปตันทีม ส่งสัญญาณให้ลูกทีมกลับไปเข้าแถว แต่เขาเองหันไปหาโป้ง
“กูก็อยากรู้ว่าพวกกูจะยันตีนจรวดกับลูกไซด์โค้งของมึงอยู่ไหม เอาให้เต็มที่ ถือว่าโชว์ให้กูดูความเหนือของมึง พวกกูอยากเห็น” ไม้เมืองบีบไหล่โป้งก่อนจะเดินไปเข้าแถวเหมือนเดิม

โป้งเดินมาเข้าตำแหน่งของเขาในสนาม ตอนนี้สนามกีฬาก้องไปด้วยเสียงเชียร์สนั่นหวั่นไหว โรงเรียนของเขายกมากันแทบหมด แล้วยังจะเชียงรายสมบูรณ์อุปถัมภ์ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชน จึงสามารถพาเอากองเชียร์หลายร้อยมาเข้าร่วมเป็นกำลังใจ
นอกจากกองเชียร์ปกติแล้ว ยังมีสาวๆที่แสดงตัวเป็นแฟนคลับ ชูป้ายไฟเป็นชื่ออัครอีกด้วย ก็น่าอยู่หรอกเพราะจะว่าไปอัครก็หล่อที่สุดในทีม ที่จะพอสูสีก็คงจะเป็นโกล ซึ่งก็มีป้ายไฟกับเขาเหมือนกันแต่เป็นป้ายของกลุ่มเกย์สาวทั้งโรงเรียนเดียวกันและต่างโรงเรียน
โป้งหันไปมองหน้าโกลตอนที่กลุ่มกองเชียร์เรียกชื่อเขาดังสนั่น เขายักไหล่ตอบโป้งด้วยสีหน้าคล้ายจะบอกว่า ช่วยไม่ได้คนมันหล่อ...
สุขีที่มองอยู่ไกลๆก็นึกขำ แต่มองในอีกแง่หนึ่งคือ
“เอาไว้เปิดตลาดกองเชียร์เกย์ก็ดีเหมือนกันเว้ย”
พอกรรมการส่งสัญญาณเริ่มเกม อัครก็เขี่ยบอลไปให้ปอที่ยืนอยู่ใกล้ แต่แค่นั้นก็กรี๊ดกันลั่นสนามแล้ว
“ฮอตกันจัง ไม่มีป้ายชื่อกูบ้างว้า” ปอบ่นก่อนจะเลี้ยงบอลขึ้นไปเจอกับเกมรับแดนกลางของฝั่งตรงข้าม เขาหันไปหาโป้ง ก็โดนตัวผู้เล่นอื่นประกบอยู่ ดูท่าจะหนียาก เพราะพวกนี้รู้จังหวะของโป้งดี
มองไปมองมา ก็เห็นตั้มยกมือเรียกบอลทางขวา ก็เลยเตะจ่ายลูกเรียดไป
ตั้มเลี้ยงพาลูกฟุตบอลเข้าไปแต่ก็ทำได้แค่ถึงด้านข้างสนาม แล้วก็ต้องจ่ายคืนหลังกลับมาให้วู๊ด
“แม่งโคตรแน่น” วู๊ดรับบอลแล้วบ่น แล้วเตะจ่ายลูกฟุตบอลต่อไปให้โยธิน

“นี่มาเล่นรับจริงๆเลยนะเนี่ย” คนที่กล่าวคือสุรีวัลที่นั่งคู่กับสาวิตรีบนอัฒจันทร์
“แล้วเราทำยังไงได้” สาวิตรีถาม
สุรีวัลหันมามองใบหน้างดงามแล้วก็มองกลับไปในสนาม
“ก็ต้องครองบอลไว้ก่อนจนกว่าจะมีโอกาสโจมตีนะ”
แต่โอกาสเปิดของสุรีวัลก็ไม่มาเสียทีจนจวนจะจบครึ่งแรก

ครึ่งหลังเริ่มต้น..
พอโป้งได้บอลก็เจอกองกลางกับกองหลังของฝั่งตรงข้ามมาบล็อกเกือบสี่ตัว
ที่สุดก็เป็นไม้เมืองที่เบียดเข้ามาอาศัยความใหญ่เพื่อทำให้โป้งเสียบอล แต่โป้งก็ยังแหย่เท้าสะกัดลูกฟุตบอลออกข้างไปได้ก่อนจะโดนแย่งลูกฟุตบอลไปได้
ไม้เมืองเป็นคนวิ่งไปทุ่ม โดยทุ่มไปให้ตำแหน่งผู้เล่นตำแหน่งปีกขวา ปีกขวาได้ลูกไป ก็เตะเปิดเรียดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อให้กองหน้า
กองหน้าที่รอจังหวะ ก็สามารถวิ่งหนีการประกบ แล้วหลุดกับดักล้ำหน้าของพวกจอมเข้าไป
กองหน้าหน้าละอ่อนที่เคยยิงประตูของโกลมาแล้วในปีที่แล้ว เขาสับเท้าเต็มแรงกะจะให้ผ่านลูกฟุตบอลมือของโกล
แต่โกลกลับคว้าลูกฟุตบอลไว้ได้ติดมือ แล้วเขาก็ไม่รอช้า วิ่งออกไป ขว้างลูกฟุตบอลไปให้แสนพล
แสนพลมองเห็นว่าโป้งเหลือตัวประกบแค่ตัวเดียว เพราะฝ่ายตรงข้ามยังถอยลงมาไม่ทัน เขาจึงเตะจ่ายเรียดพื้นไปให้
โป้งจับลูกฟุตบอลไว้ด้วยเท้า แล้วก็รีบใช้ตัวบังลูกไม่ให้กองหลังที่วิ่งมาแย่งได้ แล้วก็ใช้ความคล่องพลิกทั้งตัวและลูกฟุตบอลหนี ก่อนจะติดสปีดเลี้ยงลูกฟุตบอลหนีไปอย่างรวดเร็ว
ไอ้โป้งไม่เก่งจังหวะเดี่ยวๆกับผู้รักษาประตู..
ผู้รักษาประตูฝั่งตรงข้ามแน่ใจอย่างนั้น เขาเพียงต้องระวังลูกยิงโค้งของโป้ง ดังนั้นเขาจึงปักหลักอยู่หน้าประตู
แต่กลายเป็นว่าโป้งเลี้ยงพุ่งเข้ามาโดยไม่มีทีท่าจะเปลี่ยนทิศทาง
“เฮ้ย” เขาร้องออกมา แล้วตัดสินใจพุ่งออกมา เพราะตอนนี้โป้งมาถึงกรอบเขตโทษแล้ว ถ้ายิงระยะนี้เขาก็ป้องกันไม่ได้แน่นอน
แต่ก่อนที่ผู้รักษาประตูจะมาขวางบอลได้ โป้งทำสิ่งหนึ่งที่เรียกเสียงฮือฮาไปทั้งสนาม
เขาเปลี่ยนทางลูกฟุตบอลอย่างรวดเร็วไปทางขวา แล้วเตะลูกฟุตบอลให้ลอดใต้แขนของผู้รักษาประตู แล้วเอี่ยวตัวหลบเพื่อร่างของผู้รักษาประตูแล้วติดตามบอลไป
จากนั้นโป้งไม่ต้องทำอะไรมาก เขาแค่เตะเบาๆ ก็ส่งลูกให้กลิ้งเข้าประตูที่ไร้การป้องกันไปอย่างง่ายดาย
จังหวะนั้นไม้เมืองที่วิ่งตามลูกฟุตบอลกลับลงมา ได้เห็นภาพนั้นเต็มตา
เขากำลังสับสนระหว่างจะดีใจกับโป้งหรือเสียใจที่เสียประตูดี... แต่ที่แน่นอน ที่เขารู้ในตอนนี้...
โป้งพัฒนาไปไกล จนเขาตามไม่ทันเสียแล้ว...

“แม่งเอ้ยจะสุดยอดอะไรจะขนาดนี้” สุรีวัลร้องออกมาอย่างสะใจ แล้วลุกขึ้นออกเอ็กชั่น
“แจ๋วจริงเว้ยไอ้เด็กนี่ เอาไปเลยคะแนนวิชาศิลปะกูให้เต็ม”
แต่พอหายสะใจหันกลับมาปรากฏว่าต้องเผชิญหน้ากับสายตานับร้อยของลูกศิษย์และสาวิตรี
“เก่งจริงๆเลย เด็กคนนี้ ครูให้คะแนนเต็ม... เต็มไปเลย” เธอแก้คำพูดแล้วนั่งลงยิ้มแหย่ๆกับสาวิตรี
สาวิตรีหัวเราะเบาๆด้วยความขบขัน

เพราะเสียประตูไปแล้ว ในครึ่งหลังทีมเชียงรายก็ไม่มีทางเลือกนอกจากบุกเพื่อเอาประตูคืน
แต่โค้ชป้อมก็ปรับหมากเป็นอย่างดีด้วยการขยับตัวผู้เล่นเกมรับอย่างแสนพลมายืนใกล้กับกองหลังมากขึ้น โยธินก็หุบลงมาช่วยเกมรับมากขึ้น ส่วนโป้งยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมเพื่อปั่นป่วนเกมรับของคู่แข่งจากจังหวะโต้กลับ
ทีมรุกของเชียงรายเมื่อเจาะกลางไม่ได้เพราะกองหลังนำโดยจอมเล่นกันอย่างเหนียวแน่น ปีกสองข้างก็โดนตั้มกับวังปิดทางไว้ได้หมด ที่สุดก็ตัดสินใจยิงไกลเข้าไป แถมมาเป็นระรอกอย่างน่ากลัว
กระนั้นส่วนใหญ่จะหลุดกรอบประตูไป แต่ถึงตรงกรอบบ้าง แต่ก็โดนโกลรับไว้ได้บ้าง ชกออกข้างไป ปัดออกหลังไปบ้าง ซึ่งกรณีลูกออกหลังก็จะได้ลูกเตะมุม ก็ยังแพ้ความเหนี่ยวแน่นของสองเซนเตอร์ฮาฟอย่างจอมกับกรรณหนุ่มร่างสูงอีกคนแห่งทีมนวสาคร ทำให้ลูกเตะโยนเข้าไปเสียเปล่า
แต่หากจังหวะนี้ ไม้เมืองได้โอกาสจากความผิดพลาดของโยธินที่วิ่งบังทางไม่ดีพอ
ไม้เมืองที่เป็นผู้เล่นประเภทเท้าหนัก จึงเตะอัดไปเต็มแรง
ลูกฟุตบอลพุ่งส่ายเพราะเป็นลูกไม่หมุน ทิศทางนั้นเข้าหาประตูอย่างไม่ต้องสงสัย โกลก็รู้ว่าไม่ควรรับเขาก็เลยบล็อกสองมือ แต่นั้นทำให้ลูกกระดอนกลับแนวโด่ง ไปตกตรงหน้ากองหน้าของทีมเชียงราย
กองหน้าไม่รอช้าที่จะซ้ำดาบสอง
แต่โกลไม่พลาด เขาตะครุบไว้ด้วยสองมือ แล้วโกลก็ตัดสินใจรวดเร็วขว้างลูกไปหาโป้งที่รออยู่
โป้งใช้ความเร็ววิ่งไปรับลูกฟุตบอลโดยมีเพื่อนเก่าวิ่งตามไล่มา แล้วเขาก็เหลือบเห็นวู๊ด
วู๊ดมองเห็นโป้งให้สัญญาณมือ ดังนั้นเมื่อโป้งส่งบอลมา เขาก็เตะกลับไปอย่างรวดเร็วย้อนไปให้โป้งในลักษณะให้ลูกฟุตบอลวิ่งนำหน้าไป
โป้งก็วิ่งสปีดไปทันลูกฟุตบอลในตำแหน่งที่ซักซ้อมกันพอดี
โป้งเตะโยนด้วยหน้าเท้าด้านในส่งลูกให้โค้งย้อนไปทางขวา
อัครวิ่งมาแล้วกระโดดโหม่งกลับหลัง ส่งลูกฟุตบอลลอยมาตกตรงเลยจุดโทษออกมานิดหน่อย
ตรงนั้นปอรออยู่แล้ว เขาก็เตะอัดตูมด้วยหลังเท้าเข้ากลางลูก
ลูกฟุตบอลลอยส่ายไปมาแต่รุนแรงกว่าลูกของไม้เมืองเมื่อครึ่งแรก ดังนั้นผู้รักษาประตูจึงได้แต่พยายามปัด แต่ปัดได้แค่ลม แล้วลูกก็ผ่านพุ่งผ่านเขาอย่างรุนแรงไปตุงตาข่าย

ตอนนี้ยิงไปแล้วกี่ประตูกันหนอ เด็กๆพวกนี้ สุขีเปิดโทรศัพท์ออกมาเช็คข้อมูล..
อืม.. นายปรเมศวร์ เจ็ดประตู อัคร หกประตู นายเทพพรสี่ประตู

เวลาใกล้จะหมด เช่นกันกำลังเหล่าหนุ่มจากภาคเหนือที่เริ่มถอยไปมาก เกมรุกเริ่มขาดไปดื้อๆ เกมรับก็เช่นกัน
โป้งก็เลยครองบอลได้ง่ายและวิ่งหนีไปเตะเปิดลูกสวยๆให้ศูนย์หน้าได้หลายครั้ง จนผู้รักษาประตูเริ่มโมโหเพราะเกือบจะเสียประตู ก็เลยออกมาเอ็ดตะโรกองหลัง
ทุกคนในทีมเริ่มใจร้อน ไม้เมืองเองก็พลอยหงุดหงิด ดังนั้นในจังหวะที่เขาได้ลูกจากการสกัดจากแนวกองหลัง เขาจึงเสียมันไปอย่างง่ายดายให้แก่วู๊ดเพราะไม่มีสมาธิ
ไม้เมืองจึงหงุดหงิดถึงที่สุด ดังนั้นเขาจึงตามลูกฟุตบอลอย่างกับคนบ้า เมื่อวู๊ดเตะลูกฟุตบอลไป ไม้เมืองก็ตามมาพุ่งเข้าเสียบสกัดอย่างรุนแรงกับผู้เล่นที่ได้ลูกฟุตบอลไป
“โป้ง” ไม้เมืองใจหายวาบ เมื่อเห็นว่าเขาสกัดโดนใคร
เคราะห์ดีที่โป้งเห็นอาการเข้าหาลูกของไม้เมือง แล้วก็อ่านออกว่าเพื่อนเก่าต้องสกัดรุนแรงอย่างแน่นอนที่สุด
เขาก็เลยกระโดดทันในจังหวะนั้นแต่ก็ยังโดนตัวของไม้เมืองที่สูงใหญ่กระแทกจนล้มกลิ้ง
“เป็นไงบ้างโป้ง” เขารีบเข้าไปดูอาการโป้ง
โป้งไม่รีบลุกขึ้น เพราะกลัวว่าตัวเองจะเจ็บที่ข้อเท้าหรือเข่า เขาก็เลยนั่งแล้วยืดขาออก แล้วตรวจสอบด้วยการขยับดู
“เฮ้ยมึง อะไรวะ มึงเล่นคนนี่หว่า” แสนพลจะวิ่งเข้ามา แต่วู๊ดรั้งเอาไว้
ไม้เมืองหันไปมอง แล้วหันกลับมาหาโป้ง พบว่าโป้งยื่นมือออกมาให้เขา เขาเลยจับมือโป้งแล้วดึงขึ้น
โป้งพอลุกได้ก็กอดแล้วตบหลังที่หลังเบาๆ
“อย่าใจร้อนสิวะ ถึงไม่มีกูอยู่ มึงก็ต้องไม่กลับไปเป็นคนเดิมสิวะไม้ อย่าให้คนเก่ามันกลับมายึดความเป็นไม้เมืองกลับคืนไปได้นะเพื่อน”
แล้วโป้งก็คลายอ้อมกอด เขายิ้มให้บนใบหน้าทีเปียกไปด้วยเหงื่อ และแสงแดดยามบ่ายที่ทอดลงมาสร้างแสงเงา
ไม้เมืองรู้สึกราวกับย้อนไปในวันเก่าๆ รอยยิ้มนั้นเป็นมิตรกับเขาเสมอ
“ขอโทษโป้ง กูขอโทษ”
กรรมการวิ่งมาถึงแล้วชูใบแดงให้กับจังหวะเข้าบอลนั้น แล้วก็ชี้ไปข้างสนาม
ไม้เมืองก็หันหลังเดินออกมา
เขายอมรับการตัดสิน และก็ดีใจที่ตัวเองไม่ได้ทำให้โป้งบาดเจ็บ
เขาหันหลังกลับไป โป้งก็ยิ้มให้เขาอยู่เช่นเดิม
รอยยิ้มนั้นช่างงดงาม
“ฟุตบอลมันไม่ต้องใช้ความรุนแรงนี่ไม้.. เราแย่งบอลกันแต่เราไม่ได้ทะเลาะกันไม่ใช่เหรอ.. แล้วถ้ามึงระงับอารมณ์ไม่ได้ มึงจะยังสนุกเหรอไม้ แล้วถ้ามึงทำร้ายคู่แข่งจนบาดเจ็บ แล้วเขากลับมาเล่นไม่ได้อีก มึงจะรู้สึกดีอย่างนั้นเหรอไม้” นั่นคือคำพูดของโป้งเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งอยู่ในใจของไม้เมืองเสมอมา
ตอนนั้นโค้ชป้อมกับโค้ชของทีมเชียงรายออกมายืนคู่กันเพื่อดูเหตุการณ์
“โป้ง เขาปราบไม้เมืองที่เคยเป็นเด็กเกเรด้วยความอดทน ไม้เมืองเกือบจะหลงทางไปตอนที่ขึ้นม.หนึ่ง แต่ตอนนั้นโป้งก็ไปดึงเขากลับมา เขาจับทางได้ว่า ไม้เมืองรักกีฬานี้ เขาตื้อจนไม้เมืองยอมกลับมาเล่น แล้วปรับปรุงตัวเองจนกลายเป็นกัปตันทีมอย่างทุกวันนี้... สำหรับไม้เมือง โป้งไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมทีม แต่เป็นแรงบันดาลใจ” โค้ชทีมเชียงรายกล่าว
“ที่จริงสำหรับพวกเขาทุกคนนั้นหละ โป้งเป็นคนทำให้ฟุตบอลของพวกเขาดีขึ้น เขายินดีจะถ่ายทอดวิชาที่เขาเรียนรู้มาจากพ่อให้ทุกคน ไม่หวง ไม่กั๊กเทคนิค เขาบอกว่ายิ่งทุกคนเก่งขึ้น เขาก็ยิ่งจะได้สนุกกับการเล่นมากขึ้น ดังนั้นเขาจึงยินดีสอนทุกคน เพื่อนๆทุกคนจึงรักโป้ง”
ตอนนั้นโป้งเอาบอลไปตั้งตรงจุด แล้วเขาก็ถอยหลัง จากนั้นวิ่งเตะออกไป
ลูกฟุตบอลวิ่งไปในวิถีโค้งข้ามกำแพง แล้วพุ่งเสียบมุมประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
“ไซด์โป้ง... โป้ง หัวใจของเธอนี่มันมหัศจรรย์จริงๆ หัวใจรักฟุตบอลของเขาน่ะ มันงดงามจริงๆเลยนะ” โค้ชทิมกล่าวออกมา
โค้ชป้อมมองหน้าอดีตโค้ชของโป้ง เขาเข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะแม้จะใช้เวลากับโป้งมาไม่นานนัก เขาก็ยังรู้ได้ จากการที่โป้งเปิดใจของโกล และจากการที่เขาสอนฉัตรจากกองหลังให้กลายเป็นปีกซ้ายอีกคนหนึ่งได้
ไม่แปลกใจเลยที่เพื่อนร่วมทีมเก่าของเขาจะหลงรักเด็กคนนี้
“แต่คุณช่วยบอกมันหน่อยเถอะ”โค้ชทีมเชียงรายหันมาส่ายหัว แล้วเอามือคลึงขมับข้างหนึ่ง
“พอได้แล้วมั้ง ผมก็รู้นะว่าตัวเองสอนให้เขาไม่ออมมือหรือประมาทคู่แข่ง แต่นี่มันอีกห้านาทีเองนะ”
“เห็นแก่หน้าผมบ้างเหอะ พอได้แล้วมั้ง”
โค้ชส่ายหัวแล้วเดินกลับไปนั่ง
“ตายๆเลยกูโดนถล่มเละในรอบชิง”
ที่โค้ชพูดอย่างนั้นเพราะจังหวะที่พูดโป้งก็เตะเปิดบอลให้อัครโหม่งเข้าไปอีกลูกนึ่ง
แต่ป้อมเพชรก็รู้ว่าโค้ชทีมเชียงรายไม่ได้ต้องการอย่างนั้นจริงๆ เขาจึงยืนชมเกมต่อไปโดยไม่ได้ทำอะไร
กระทั้งกรรมการเป่านกหวีดยาวบอกสัญญาณการสิ้นสุดของนัดชิงชนะเลิศ
โป้งเดินไปจับมือกับเพื่อนเก่าทุกคน ไม่มีเลยสักคนที่จะไม่กอดเขา และแสดงความยินดีให้เขา..
จากนั้นเขาก็เดินกลับมาเพื่อนร่วมทีมก็กรูกันเข้าไปจับโป้งยกแล้วแห่ไปรอบสนาม ท่ามกลางเสียงปรบมือของกองเชียร์ทั้งสองทีม แล้วถ้าสังเกตดีๆ มีผู้เล่นทีมเชียงรายๆอีกหลายคนวิ่งลงไปร่วมแห่กับเขาด้วย...
สุขีก็ปรบมือ ก็สมควรนั้นหละ จ่ายสองยิงสองในนัดชิง แล้วถ้ารวมทั้งทัวร์นาเมนท์เด็กคนนี้สมควรคู่กับกับเสียงปรบมือจริงๆ

“อย่าเสียใจนะ พวกนายยังมีโอกาสอีกเยอะแยะ” โค้ชตบไหล่ผู้เล่นคนหนึ่งที่เดินกลับเข้ามา เป็นแบ็คขวาที่คอยประกบโป้ง และวิ่งตามตลอดเกมจนหมดแรง
"ไม่ค่อยเสียใจนะโค้ช.. ก็เราแพ้ให้ไอ้โป้งนี่โค้ช มันกับเพื่อนๆก็เหมาะแล้วที่ชนะ เล่นดีออก" เด็กหนุ่มตอบออกไปมองเพื่อนๆของเขาร่วมแห่โป้ง
"มันนี่สุดยอดเลยนะโค้ช"

บนอัฒจันทร์ ก้านเพชรมานั่งชมเกมอยู่ด้วย เขายิ่งรู้สึกสนใจโป้งมากเข้าไปอีก
“นายนี่มันเซ็กซี่จริงๆว่ะ ชอบจริงๆนะเนี่ย”
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:13

ตอนที่ 19 : ไม่ว่านายจะรักใคร ฉันก็รักนาย.. นิยามความรักของวู๊ดและเดฟ(รีไรท์)
กัปตันวู๊ดเป็นตัวแทนกล่าวรายงานความสำเร็จจากการแข่งขัน ด้านหลังของเขาโค้ชป้อม โป้งในฐานะเจ้าของตำแหน่ง MVP ผู้เล่นทรงคุณค่า และปอกับอัครที่ได้ตำแหน่งดาวยิงสูงสุดร่วมกันยืนเรียงกัน
“นอกจากความสำเร็จของทีมแล้ว ผมขอให้ทุกคนปรบมือให้กับ นายปรเมศวร์ และนายอัครที่เป็นดาวยิงสูงสุดของรายการ ด้วยผลงานยิงประตูกันคนละ 7 ประตู” กัปต้นวู๊ดผ่ายมือไป
เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ปอกับอัครก็ก้าวออกมาโค้งให้เสียงปรบมือ
“ที่สำคัญ ผมขอเสียงปรบมือให้กับนายเทพพร ผู้เล่นทรงคุณค่าของการแข่งขัน ด้วยผลงานยิงหกประตูและจ่ายสิบประตู โดยในเกือบทุกประตูของเรา เขาจะมีส่วนร่วมเสมอ”
เสียงปรบมือดังเสียก่อนวู๊ดจะกล่าวจบเสียอีก
โป้งก้าวออกมาแล้วโค้ง ก็เกิดเสียงเชียร์ดังก้องว่า “ไซด์โป้ง ไซด์โป้ง ไซด์โป้ง” ต่อเนื่องยาวนานจากต้นเสียงคือนายจุ้ย
โป้งไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยชูมือขึ้นตอบรับเสียงเชียร์นั้น

ในห้องเรียนโป้งต่างกับในสนามโดยสิ้นเชิง เขาทำหน้ายุ่งกับสิ่งที่อาจารย์กำลังสอน ที่หน้ายุ่งเพราะเขาฟังไม่รู้เรื่องเลย หันไปข้างๆตัว แม้จะนั่งคนละแถว โกลก็ยังทำหน้าเหมือนไม่สนใจอาจารย์เหมือนเคย แต่โป้งก็รู้ว่าฟังอยู่จากการที่เห็นเขาจดเอาปากกาเขียน วงๆแล้วก็ขีดเส้นใต้คำต่างๆเอาไว้
ถ้าเขาหัวดีสักครึ่งหนึ่งของฝีเท้าตอนเตะบอลคงดีไม่น้อย โป้งถอนหายใจ
“ขออภัยอาจารย์ผู้สอน นายฤทธา นักเรียนชั้นม.สี่ห้องหนึ่ง ติดต่อที่ห้องประชาสัมพันธ์ตอนนี้ด้วยครับ” แล้วก็ประกาศซ้ำ
โป้งหันไปมองหน้าโกล เพราะนั่นคือวู๊ดนั้นเอง
แล้วเขาก็เห็นวู๊ดเดินผ่านหน้าห้องไปอย่างรวดเร็ว
อาจารย์สอนไปได้สักครู่ เดฟก็ลุกขึ้น ขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำ

เดฟเดินฉับๆมาตามทางเดิน แต่เขายังไม่ทันไปถึงห้องประชาสัมพันธ์ เขาก็เห็นวู๊ดเดินมาในกิริยาเร่งรีบ พอเข้ามาใกล้จึงได้เห็นว่ากัปตันผู้เข้มแข็งของทีมฟุตบอลมีน้ำตาจับเกล็ดที่หางตา
เดฟจึงดึงเขาไว้ แล้วโอบกอด
“อาม่าเสียแล้วเดฟ” ในอ้อมกอดของเดฟ วู๊ดก็ปล่อยโฮออกมาจนเดฟต้องกอดให้แน่นแล้วลูบหัวปลอบโยน

วัดที่ตั้งสวดอภิธรรมอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียน ดังนั้นนอกจากวันที่โรงเรียนเป็นเจ้าภาพแล้ว
โป้งกับโกลก็จะไปช่วยงาน ด้วยการเสริพน้ำและเตรียมของต่างๆ จนเหล่าญาติของวู๊ดชมเชย ที่โป้งทำเพราะเห็นใจวู๊ดที่เหมือนจะยังทำใจไม่ได้ ส่วนโกลก็ตามโป้งมาด้วยความรู้สึกเดียวกัน
อีกคนที่มาทุกวันคือเดฟ แม้เขามักจะตามมาที่หลังเพราะซ้อมดรัมเมเยอร์จนค่ำมืด แต่ก็ยังมาแม้จะดูเหนื่อยๆก็ตาม
“ทำไมมึงดีกับกัปตันกูจังวะเดฟ” โป้งถาม
“ก็ฉันเป็นคนประเภทช่วยใครก็ต้องช่วยให้สุด” เดฟกล่าวแล้วหันไปมองวู๊ดที่กำลังจุดธูปดอกใหญ่สำหรับเวลากลางคืน
“ฉันผ่านบ้านของวู๊ดทุกวันเลยนะ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าไอ้ตึกแถวโทรมๆนั้นจะเป็นที่อยู่อาศัย จนกระทั้งพบว่าวู๊ดอยู่ที่นั้น มันถึงได้นึกออกว่า เออนะคนเรา มันก็ไม่ได้เป็นเหมือนเราทุกคน ฉันเริ่มรู้สึกคุณค่าของความเป็นคนมากขึ้น แล้วที่มาช่วยวู๊ด ฉันรู้สึกว่าเป็นการใช้เงินที่เป็นประโยชน์ครั้งแรก แม้จะไม่สามารถช่วยอะไรได้มาก”
“แต่ก็นั่นหละ เพราะไม่อย่างนั้นฉันก็เอาไปซื้ออะไรสุรุ่ยสุร่าย ไปเรื่อย... จัดปาร์ตี้ เชิญวงดนตรีมาเล่นที่บ้าน แต่พวกเพื่อนพวกนั้นมันก็ไม่เห็นจริงใจกับฉัน บางคนมาก็เพื่อนอนกับฉันอย่างเดียว แต่การช่วยวู๊ด อย่างน้อยมันก็ได้บุญใช่ไหมหละ”
แววตาของเดฟมีแววเอื้ออาทรอยู่
“ไม่หรอกมึงช่วยได้มากเลยหละเดฟ” โกลกล่าวแล้วตบไหล่เดฟเบาๆ

งานศพอาม่าของวู๊ดผ่านไปแล้วสองสามวัน แต่วันนี้เดฟพึ่งจะว่างจากการซ้อมดรัมเมเยอร์เพราะครูอติเห็นว่าเขาซ้อมหนักมากแล้ว ควรได้พักสักสองวันก่อนจะเดินทางไปแข่งจริงๆ ดังนั้นเมื่อกลับมาเร็ว เดฟก็เลยตัดสินใจแวะหาวู๊ดเสียหน่อย
แต่บ้านปิดเงียบ มองเข้าไปผ่านรูปที่ประตูที่ผุก็เห็นแต่ความว่างเปล่า
สงสัยจะย้ายบ้านไปแล้ว..ก็เห็นวู๊ดบอกไว้ เนื่องจากเขาอยู่คนเดียวและอาคนที่สามก็เห็นว่าจะลำบากก็เลยให้วู๊ดไปอยู่ที่บ้านด้วยกัน
เดฟถอนหายใจแล้วเดินกลับมาที่มอเตอร์ไซด์ แต่ปรากฏว่าเห็นวู๊ดยืนอยู่ข้างหลัง
“อ้าว นึกว่าไปแล้ว” เดฟกล่าว
“ก็เก็บของเสร็จแล้วหละ แต่จะย้ายไปวันอาทิตย์ เพราะห้องที่อาของฉันเตรียมให้มันทาสีใหม่พอดี กลิ่นสียังหึ่งเลย” วู๊ดตอบ
เดฟพยักหน้า แล้วกล่าว
“ไปนอนบ้านฉันก็ได้นะ บ้านฉันมีหลายห้อง มีห้องแขกด้วย บ้านที่ไม่มีอะไรเลยอย่างนี้วังเวงออก น่ากลัว”
ตอนพูดช่วงสุดท้าย เดฟหันไปมองในบ้านแล้วทำหน้าหวาดๆ
“บ้า...ฉันอยู่มาตั้งแต่เด็กไม่มีอะไรหรอก” วู๊ดหัวเราะ เป็นการหัวเราะแรกที่เดฟได้เห็นในรอบหลายวัน
“ไปเหอะ วันนี้กลับบ้านเร็วไม่รู้จะทำอะไร ไปนั่งเล่นเป็นเพื่อนกันหน่อย” เดฟคะยั้นคะยอ
วู๊ดมองหน้าเดฟก่อนจะพยักหน้า
“ไปเอาเสื้อผ้าก่อนนะ แล้วขอโทรบอกอาก่อนด้วย”

บ้านเดฟใหญ่จนน่าตกใจ สมแล้วที่เป็นบ้านของเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ของประเทศ
ห้องนอนของเดฟก็ใหญ่เสียจนน่าจะเอาทีมฟุตบอลนอนได้ทั้งทีม แถมมีทุกอย่างเหมือนกับห้องในโรงแรมชั้นนำ
“ของกินอยู่ในตู้เย็นนะ รู้สึกจะมีช๊อกโกแล็ตเบลเยี่ยมด้วย พ่อเขาพึ่งไปประชุมมาก็เลยหิ้วมาฝาก แต่ฉันไม่ค่อยชอบกินหรอก ช่วยกินหน่อยแล้วกัน” เดฟตอบแล้วก็หันไปหยิบผ้าเช็ดตัว
“อาบน้ำก่อนนะ”
วู๊ดนั่งเห็นรีโมทมียี่ห้อเดียวกับจอแอลอีดีขนาดยักษ์แบบจอโค้งทันสมัย
“เปิดทีวีนะ” วู๊ดร้องบอก
“เออ” เดฟตอบออกมา
พอเปิดก็เป็นรายการภาษาต่างประเทศ วู๊ดฟังไม่รู้เรื่องก็เลยเปลี่ยนเรื่อยๆ จนไปเจอรายการไทยก็เลยนั่งดู
สักครู่โทรศัพท์ของเดฟก็ส่งเสียง
“เดฟ โทรศัพท์” วู๊ดร้องบอก
“รับให้หน่อย แล้วถามว่าใคร บอกว่าฉันจะโทรกลับ” เดฟตอบออกมา
แต่พอวู๊ดเอามารับสาย ปรากฏว่าเขาต้องร้องออกไปอีก
“เดฟ เขาพูดภาษาอังกฤษฉันฟังไม่ออก” วู๊ดร้องขอความช่วยเหลือ
“โอเค รู้ละ เสร็จแล้ว” เดฟตอบออกมา
แล้วเขาก็เดินออกมาทั้งคาดผ้าเช็ดตัวมาผืนเดียว ร่างกายของเดฟเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่เกิดจากการออกกำลังกาย จะว่าไปเดฟก็เคยเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลของโรงเรียน แต่เขาเลิกเล่นไปแล้วเนื่องจากปัญหาภายในทีมจนยุบทีมไปเมือปีที่แล้ว
ปัจจุบันโรงเรียนนวสาครวิทยาลัยก็เลยยังไม่มีทีมบาสเก็ตบอล แต่มีเค้ารางว่าจะตั้งใหม่ภาคการศึกษาหน้า
“Hello Mom” เดฟทักทาย “Oh he is my friend”
ประโยคนี้มองหน้าวู๊ด ทำให้รู้ว่าคนในสายถามถึงเขา
เดฟสนทนาแล้วสักครู่ ก่อนจะเอามือบังไมโครโฟนโทรศัพท์ก่อนจะพูด
“ไปอาบน้ำสิ เดี่ยวจะได้ลงไปกินข้าวกัน”

แม้เดฟจะออกปากว่าวันนี้เขาไม่ได้บอกที่บ้านว่าเขาจะกลับมากิน ก็เลยมีอาหารน้อยกว่าปกติ แต่ก็มากอยู่ดีในสายตาวู๊ดที่เคยกินกับข้าวแค่มื้อละอย่าง มากสุดก็สามอย่าง แต่นี่มากกว่าหกอย่าง
“เมื่อกี้ แม่นายเหรอ” วู๊ดถามตอนกำลังตักยำปลาดุกฟู
“ใช่..” เดฟตอบ แล้วก็ตักข้าวกิน
“แม่ของนายเป็นฝรั่งเหรอ” วู๊ดตามไปอย่างไม่ทันคิด
เดฟถึงกับวางช้อน แล้วเสยผมให้เห็นหน้าเต็มๆ
“ดูหน้าฉันนี่วู๊ด แม่คงเป็นเป็นคนจีนหรอกมั๊ง... หรือไม่ก็เกาหลี”
วู๊ดหัวเราะ
“เออ... ลืมไปเนอะ”

“แม่กับพ่อฉันแยกทางกันตอนฉันอยู่ม.สอง ที่จริงก็ควรแยกกันนานแล้วหละ เพราะก็ทะเลาะกันตลอด คือพ่อของฉันเขาเจ้าชู้น่ะ เลขงเลขาก็ฟาดเรียบ ไม่รู้มีอีหนูอยู่กี่คนข้างนอกนั่น” เดฟเล่าตอนที่กดจอยเล่นเกมฟุตบอลแข่งกับวู๊ด
“แม่ก็เลยกลับไปอยู่อเมริกา เขาเป็นสถาปนิกสาว มั่นใจในตัวเองสูงเลยไม่ค่อยแคร์พ่อฉันหรอก”
วู๊ดรับฟังแต่ก็กดจอยไปด้วย
“ก็น่าเห็นใจท่านนะ ดูสิ ไปอยู่ต่างประเทศยังโทรมาหา แสดงว่าท่านรักนายมาก”
“ก็รัก...” เดฟตอบแล้วก็ถอนหายใจ
“ยิง” เขาร้องแล้วกดจอย
“ไม่เข้าเว้ย” วู๊ดร้องบ้างในจังหวะต่อมา
“โกงนี่หว่า... ลูกนี้มันต้องเข้าสิวะ ลูกสูตร” เดฟทำหน้าผิดหวัง
“นี่นายแอบตามไอ้โกลมาเล่นออนไลน์รึเปล่าประตูถึงได้เหนียวนัก”
“ที่จริงท่านก็น่าสงสารนะ อยู่คนละประเทศกับลูก” วู๊ดกล่าวออกมาต่อจากที่คุยค้างไว้
เดฟนิ่งไปแล้วก็ถอนหายใจออกมา
“ฉันเป็นคนไล่เขาไปเองหละ” เดฟกล่าวออกมา

“เรื่องมันเกิดตอนม.สอง ฉันน่ะรู้อยู่แล้วว่าพ่อมีอีหนู เพราะได้ยินสองคนทะเลาะกันบ่อยๆเรื่องนี้จนชิน แต่แม่ฉันก็ทนแสนทนนะ ทนจนฉันแปลกใจ แต่วันหนึ่งที่โรงเรียนไฟไหม้ที่ตึกเก่าจำได้ไหม เราเลยได้กลับบ้านเร็ว” เดฟเล่า
ตอนนี้ทั้งคู่เลิกเล่นเกม แล้วเอาน้ำผลไม้ที่มีแอลกอฮอลออกมาดื่ม
“ตอนนั้นฉันก็เลยเรียกรถแท็กซี่กลับบ้าน ตอนแรกฉันกะจะเซอร์ไพรส์แม่ด้วยการแอบไปแกล้งให้ตกใจ แต่ก็หาไม่เจอ ก็เลยแอบย่องไปที่ห้องนอนของเขา แต่กลับกลายเป็นว่าฉันเป็นฝ่ายตกใจเสียเอง เพราะตอนนั้น...”
สำหรับเดฟนั่นคือภาพติดตา
เขายังจำได้แม้แต่รอยยิ้มตอนที่แอบย่องอย่างเงียบขึ้นไปถึงห้องนอนของมารดาบนชั้นสอง เขาอดหยุดหัวเราะไม่ได้ตอนตอนที่จะเปิดประตู
“Surprise M…” คำพูดของหนุ่มน้อยขาดไปแค่นั้น
ต่อหน้าต่อตาเขา มีชายคนหนึ่งร่างกายกำยำ กำลังคร่อมร่างของแม่เขาอยู่ ไม่ว่ากำลังทำอะไรก่อนหน้า เขาก็ตกใจจนผวาลุก โดยลืมไปว่าร่างกายตนเองเปลือยเปล่า หญิงสาวอีกคนที่อยู่ด้วยซึ่งอยู่ในภาพเปลือยเปล่าก็รีบวิ่งไปแอบหลังผู้ชาย
คนสวนกับเมียนั่นเอง
“David” มารดาของเขาลุกขึ้นรีบคว้าเอาผ้าห่มมาคลุมกาย
เดฟน้อยถอยหลัง เขาไม่รู้ว่าน้ำตาอาบมาเมื่อไหร่ แต่มันก็ทำให้ภาพของแม่พร่ามัวไป ทว่าภาพของมารดาผู้แสนดีในใจของเดฟย่อยยับยิ่งกว่า... มันแหลกสลายลงในทันที
“David I can explain this, I..”
“Shut up!” เดฟตะโกนส่วนออกไป
“I hate you”
แล้วเขาก็วิ่งออกมาจากห้องนั้นอย่างไม่รู้จะไปไหน
เด็กชายวิ่งออกมาจนถึงปากซอยแล้วกระโดดขึ้นรถเมล์คันแรกที่เขาเห็น จากนั้นก็นั่งไปเรื่อยๆ จนกระทั้งรถเมล์สุดสาย เขาก็นั่งสายใหม่จนสุดสายอีก
กระทั้งท้องฟ้าคลี่ม่านราตรีคลุมท้องฟ้า เดฟเดินมาเรื่อยๆจนกระทั้งได้ยินเสียงเครื่องเรือหางยาว เขาเดินไปเกาะที่ขอบราวสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
พ่อจะมีชีวิตนอกบ้านยังไง เขาไม่เคยสนใจ แต่นี่แม่ก็เป็นไปกับเขาด้วยอย่างนั้นหรือ... แล้วจะมีอะไรในชีวิตที่เดฟจะหวังใจได้อีก.. แล้วใครกันแน่ที่รักเขา...
มองไปสายน้ำที่ไหลเอื้อยๆ แล้ววูบที่สมองสับสน เขาก็ปีนขึ้นไปบนราวสะพาน
เพียงแค่ข้ามไปแล้วทิ้งกายลงไปในสายน้ำ ทุกอย่างคงจะจบสิ้นไป
“มึงจะทำอะไร” เสียงพร้อมกับตัวที่พุ่งเข้ามาคว้าร่างเขาจนล้มไปด้วยกัน พอลุกขึ้นมาได้
“มึงจะบ้าเหรอ... นั่นมันแม่น้ำ ลงไปตายอย่างเดียวนะเว้ย” ดวงหน้าจีนที่คุ้นเคยดีกล่าวเอ็ด แต่แววตานั้นเต็มด้วยความห่วงใย
แล้วเขาก็หยุดเพราะเห็นน้ำตาของเดฟ
“ร้องไห้ทำไมเกิดอะไรขึ้น มีอะไรเดฟ” แล้วก็เอื้อมมาปาดน้ำตาให้
เดฟมองหน้าที่มีเพียงดวงตาแจ่มใสเท่านั้นที่เป็นจุดเด่น ดวงหน้านี้เคยมีแต่รอยยิ้มและความสนุกสนาน ทว่าตอนนี้ดวงตางดงามบอกเดฟว่าเขาห่วงใยเดฟ เดฟจึงกอดร่างนั้นแน่น..
“จุ้ย”เขาเรียกชื่อนั้นออกมา แล้วเริ่มต้นร้องไห้
“ผมไม่อยากอยู่แล้ว ทำไมพ่อแม่ของผมไม่รักผมเลย ทำไมหละจุ้ย ทำไมทุกคนหนีผมไปมีคนอื่น ทำไม...”
จุ้ยกอดตอบ แล้วก็ลูบหัวเพื่อนร่วมห้องเบาๆ
“เกิดอะไรขึ้นเล่าให้กูฟังสิ กูยินดีรับฟังทุกอย่าง”

“ถ้าวันนั้นไม่ได้จุ้ย เราคงไม่ได้มานั่งคุยกันตรงนี้หรอก” เดฟกล่าวแล้วอมยิ้ม เมื่อคิดถึงดวงหน้าที่สดใสและรอยยิ้มของจุ้ย
“เราคุยกันจนเผลอหลับไป จนกระทั้งมีคนผ่านมาแล้วปลุก เราสองคนก็เลยกลับบ้าน ตอนนั้นจุ้ยใช้โทรศัพท์ของฉันโทรไปบอกที่บ้าน แล้วเขาก็ตามฉันกลับบ้านด้วย แต่กลับมาก็เจอกับพายุอีกรอบ พ่อกับแม่ทะเลาะกันเรื่องที่แม่ปล่อยให้ฉันได้เห็นพฤติกรรมของเขา...”
แล้วเดฟก็ถอนหายใจ
“ตอนนั้นฉันก็เลยบอกให้จุ้ยกับไปก่อน แต่จุ้ยก็ไม่ยอมกลับ บอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อน จนฉันต้องบอกว่าถ้านายอยู่เรื่องมันไม่จบแน่ เพราะฉันจะคุยกับพวกเขาอย่างเด็ดขาด และคงต้องคุยกันแค่สามคน จุ้ยถึงได้ยอมกลับ”

“แต่มึงต้องจำอะไรไว้อย่างนะ ถึงยังไงมึงก็ยังมีกูอยู่เสมอ กูเป็นห่วงมึงนะเว้ย อย่าคิดอะไรโง่ๆ ใครจะไม่รักมึงก็ช่างหัวประไร ช่างมัน แต่กูรักมึง เพราะมึงเป็นเพื่อนกู” จุ้ยกล่าวแล้วก็เอามือวางบนไหล่ของเดฟ
“สัญญาสิว่ามึงจะเข้มแข็ง ไม่ทำอะไรโง่ๆอีก”
“ผมสัญญา” เดฟตอบออกไป แล้วก็มองส่งจนจุ้ยเดินออกจากตัวบ้านไป
แล้วเขาก็หันไปเผชิญหน้ากับความจริง เดินเข้าไปท่ามกลางการโต้เถียง
“Cut that, both of you”เดฟตะโกนก้อง

“หลังจากนั้นฉันก็ตัดสินออกมาว่า ถ้าสองคนไม่อยากอยู่ด้วยกันก็ไม่ต้องฝืน เลิกกันไปเลยดีกว่า ส่วนฉันไล่แม่กลับอเมริกาไป เพราะฉันไม่อยากเห็นหน้าเขาอีก อย่างน้อยที่สุดก็ตอนนั้น” เดฟกล่าวแล้วยกเครื่องดื่ม ดื่มจากปากขวด
“ฉันไล่เขาไปเองนั่นหละ แต่พอผ่านไปได้สักระยะ พอเขาง้อ ฉันก็รำคาญที่สุดก็ยอมคุยด้วย แล้วเขาก็เลยโทรมาบ่อยๆอย่างที่เห็น”
วู๊ดมองหน้าเดฟ ตอนนี้ดวงตาเดฟเหม่อลอย เขาก็เลยคิดจะหาเรื่องคุยเปลี่ยนอารมณ์
“มิน่านายถึงได้รักจุ้ย”
เดฟหันมายิ้มจางๆ แล้วพยักหน้า
“ใช่... เพราะมันประทับใจ ถึงเขาจะบอกฉันว่า เขารักฉันแบบเพื่อน แต่เขาก็รักใช่ไหมล่ะ” เดฟถอนหายใจ “ฉันเป็นคนปักใจเสียด้วย”
เดฟเงียบไปครู่ใหญ่
“แต่มันก็แทบไม่มีความหวังเลยนะ ถึงฉันจะทำยังไง จุ้ยก็ไม่รักฉันอยู่ดี เพราะเขารักคนอื่น” เขากล่าวออกมาแล้วดื่มเครื่องดื่มนั้นหมดขวด
“ฉันไม่สามารถแทนที่คนคนนั้นหรอก ไม่มีทางเลย”
วู๊ดอยากจะถามว่าใคร แต่เขาก็ไม่มีโอกาส เพราะเดฟหันมามองหน้า
“นายว่าฉันมันโง่ไหม ที่รักเขาโดยที่รู้ว่าเขาไม่มีวันรักเรา”
ทั้งคู่จ้องตากัน แล้ววู๊ดก็ขยับเข้ามาใกล้ เอามือวางบนมือของเดฟ
“ไม่หรอก... สำหรับฉันขอแค่ทำให้คนที่รักมีความสุขก็พอ ฉันขอแค่นั้น แค่นั้นจริงๆ” วู๊ดกล่าว
“ฉันรักนายเดฟ ไม่ว่านายจะรักใคร ฉันก็รักนาย”
เสียงโทรทัศน์ทีเปิดค้างไว้คล้ายจะเงียบไป
ตอนนี้ทั้งคู่ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของกันและกัน
แล้วแรงดึงดูดก็เกิดขึ้น กว่าจะรู้ตัวเดฟกับวู๊ดก็ประกบจุมพิตอย่างดูดดื่มเสียแล้ว
เดฟค่อยๆดันให้ร่างของวู๊ดเอนลงนอน
บนพื้นห้องที่ปูด้วยพรมนุ่มนิ่ม กายที่เบียดเสียดตอบสนองต่อกันด้วยความปรารถนาที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน...
ไม่ว่านายจะรักใคร ฉันก็รักนาย.. วู๊ดย้ำอยู่ในใจ
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:13

ตอนที่ 20 : ประกาศสงคราม ศึกชิงนายไซด์โป้ง(รีไรท์)
อรรถยืนเข้าแถวซื้ออาหารที่ร้านขายข้าวแกงเหมือนๆกันเด็กนักเรียน เขายืนอยู่ท้ายสุดของแถวที่ไม่ยาวนัก สักครู่ก็มีคนมายืนข้างหลัง
“พี่อรรถเลี้ยงหน่อยสิ”
หันมาก็เห็นรอยยิ้มของโป้ง
“ว่าไงMVP” อรรถทักแล้วบีบที่หัวไหล่ ที่แน่นไปด้วยกล้ามเนื้อ
โป้งมีร่างกายของคนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วง แต่เขาไม่ได้มีกล้ามเนื้อใหญ่โตทำให้ดูแล้วเหมือนตัวบางๆ ทว่ามันแน่นและแข็งแบบกล้ามเนื้อที่ใช้งาน โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขา แม้มันจะดูเพรียวกว่านักฟุตบอลคนอื่นเล็กน้อย แต่มันกลับแข็งแรงและส่งพลังมหาศาลออกมายามที่โป้งวิ่งและเตะลูกฟุตบอล
“กินอะไรหละเดี๋ยวพี่เลี้ยง” อรรถถาม
“ผมต้องเสียเงินที่ไหนเล่าพี่ ผมเป็นนักฟุตบอลโรงเรียนเขาเลี้ยงสามมื้อ” โป้งตอบ
“เออ เนอะ...” อรรถตอบ คนก่อนหน้าเขาออกมาไปแล้วหลังจากสั่งอาหารเสร็จ
เขาหันไปสั่ง แล้วก็หันกลับมา
“ไปนั่งด้วยกันสิ”

อรรถมองโป้งกินข้าวไข่เจียวราดซอสจนชุ่มอย่างอร่อย
“นี่นายจะไม่คิดจะกินอะไรที่แตกต่างไปบ้างเลยเรอะ เดี่ยวก็ขาดสารอาหารตายพอดี”
โป้งปากก็เคี้ยวแต่ก็ทำตาโต เคี้ยวหมดคำแล้วก็ตอบ
“กินนะพี่ แต่พี่ไม่เห็นเอง ผักผลไม้ผมกินทุกวันเลย”
“เออ ก็ดี นึกว่ากินเป็นแต่ไข่เจียว อีกหน่อยคงมีคนตั้งสมยาให้นายว่า ลูกเตะไข่เจียวแหง่ๆ” อรรถหัวเราะน้อยๆ
โป้งก็หัวเราะแล้วกินต่อ
อรรถกินไปสองคำก็ถาม
“แล้วเพื่อน คู่หูนายน่ะ ไปไหน คนที่เป็นประตู วันนี้ไม่มาเหรอ”
“มา.. แต่โดนอาจารย์ใช้ไปซื้อของข้างนอก เลยออกไปตั้งแต่ก่อนหมดคาบ” เด็กหนุ่มตอบ
อรรถยักหน้าช้าๆ
“เขาดูเงียบๆนะ” อรรถคิดแบบนั้นเพราะเคยเข้าไปสอนแทนอาจารย์ซึ่งป่วยที่ชั้นเรียนของโป้ง “ดูไม่ค่อยสนใจเรียน”
“มันก็เป็นแบบนี้หละ แต่มันเก่งนะพี่ มิดเทอมท็อปตั้งหลายวิชา” โป้งกล่าว “มันน่ะ นิสัยแบบนั้นหละ แต่ถ้าลองได้รู้จักจะรู้ว่ามันก็มีมุมน่ารักๆของมัน”
ตอนที่โป้งกล่าวถึง ดวงตาของโป้งมีแววคะนึงหา รอยยิ้มที่ปรากฏเหมือนมีความสุขกับสิ่งที่พูด
อรรถรู้สึกไม่พอใจ แต่ไม่กล้าแสดงออก เขาจึงก้มหน้ากินข้าวต่อไป แต่ระหว่างกินๆกันเงียบๆนั้น อาจารย์ปกครองก็เดินเข้า โป้งจึงยกมือไหว้
อาจารย์รับไหว้ แล้วก็ตบบ่าโป้งอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปหาอรรถ
“เธอเคยไปอยู่แถวปากช่องใช่ไหม” อาจารย์ถาม
“ครับ เคยไปอยู่นานเหมือนกัน แม่ของผมเป็นคนปากช่อง” อรรถพยักหน้า
“ดีเลย ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกันหน่อยสิ รถขนเครื่องดนตรีของโรงเรียนชนประสานงากับรถบรรทุกที่ปากช่อง มีนักเรียนม.หกบาดเจ็บสาหัสด้วย นี่ครูอติโทรมาแจ้ง ผู้อำนายการบอกให้ผมไป แต่ผมไม่แน่ใจว่าโรงพยาบาลอยู่ช่วงไหน คุณไปนำทางให้หน่อยสิ”
โป้งตกใจ
“ครับ” อรรถตอบแล้วก็รีบกินข้าวคำสุดท้ายแล้วลุกขึ้น
“โป้งพี่ฝากเก็บจานด้วยนะ”
“ครับ” โป้งพยักหน้า
“เด็กที่บาดเจ็บเป็นใครครับ” อรรถถามตอนจะเดินออกไป
“ไตร คนที่เป่าแซกโซโฟนคู่กับนายจุ้ยไง สาหัสเลยหละ เห็นว่านะ ตอนนี้ครูอติกับนายจุ้ยย้อนกลับไปที่โรงพยาบาลแล้ว เห็นว่านายไตรรู้สึกตัวเป็นพักๆ ร้องเรียกหานายจุ้ย นายจุ้ยก็เลยต้องกลับไปด้วย นี่ผมก็พยายามติดต่อผู้ปกครองของนายไตรแล้วนะ ไม่อยู่ทั้งคู่ ผมเลยฝากข้อความให้ไว้ในเครื่องตอบรับอัตโนมัติ”

ข่าวเศร้ามาถึงในตอนเช้า ไตรหนุ่มผิวสองสีหน้าตาคมคายคนนั้นเสียชีวิตแล้ว โป้งรู้สึกใจหายกับสิ่งที่ได้ยิน
ทำไมชีวิตคนมันถึงได้เปราะบางนัก
วันก่อนที่วงโยธวาทิตจะเดินทาง โป้งกับโกลวิ่งมาถึงโรงเรียนในตอนเช้า ยังได้มีโอกาสได้ช่วยฮ้อยซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกวงโยธวาทิตขนกลองขึ้นไปวางใน รถขนเครื่องดนตรี แล้วยังได้เห็นไตร หนุ่มร่างสูงในฐานะหัวหน้าวง ยืนบัญชาการน้องๆอยู่ข้างรถ
“น่าสงสารจังเนอะ” วสันต์กล่าวตอนเดินขึ้นตึกเรียนหลังเลิกแถว
“ใช่...” โป้งกล่าวตอบ
“คนตายก็ตายไป แต่คนอยู่สิทุกข์ทรมาน” โกลกล่าวออกมา
โป้งหันมามองหน้า
“ก็... ไอ้จุ้ยไง... มันสนิทกับพี่ไตรมากเลยไม่ใช่เหรอ” โกลว่าแล้วเอามือวางบนไหล่โป้ง
“เดี่ยวเย็นนี้เราไปงานดีไหม.. กูว่าไอ้เดฟมันต้องอยู่ที่นั้นแน่นอน เพราะมันต้องอยู่ปลอบไอ้จุ้ย เพราะวันนี้เห็นว่าจุ้ยก็ไม่ได้มาโรงเรียนมันก็ไม่ได้มาเหมือนกัน”
คนที่ตามหลังมาคือวู๊ด เขามองหน้าโกล
เจ็บแปลบ ในหัวใจ แต่เขาก็ทน...

งานศพของพี่ไตรมีแขกไม่มากนักในตอนที่โป้งไปถึง อาจเพราะเป็นวันธรรมดา โป้งเดินเข้าไปในศาลา ก็เห็นเดฟนั่งอยู่ข้างจุ้ยบนพื้นหน้าที่ตั้งโลงสีขาว
พอนั่งลงทั้งเดฟและจุ้ยก็หันมา นี่เป็นครั้งแรกที่โป้งเห็นจุ้ยในอารมณ์นี้ แม้ไม่มีหยดน้ำตา แต่ก็มีแวดตาหมองลงอย่างมาก ผิดไปจากแววตาที่สดใสของเขาในยามปกติ แค่เท่านี้ก็บ่งบอกอารมณ์ภายใจของจุ้ยได้เป็นอย่างดี
สักครู่โกลก็เดินเข้ามา
“ไปไหว้ศพก่อนสิ” เดฟกล่าว
เพราะอะไรบางอย่าง ทำให้โป้งอยากเอื้อมไปจับที่แขนของจุ้ย
“เสียใจด้วยนะ”
จุ้ยขืนยิ้มแล้วก็พยักหน้าช้าๆ

“ถ้าใครไปงานอาม่าของวู๊ดแล้วมางานของพี่ไตรต่อ คงนึกเนอะว่าเราเป็นพนักงานของวัดหรือไม่ก็รับจ๊อบเสริพน้ำตามงานศพ” โกลกล่าวขึ้นตอนล้างแก้ว แล้วเรียงใส่ถาด
โป้งรินน้ำในรอยยิ้ม
“เอาน่า ได้บุญ แม่บอกว่าบริการคนอื่นน่ะดี ช่วยงานศพก็ดี เพราะเราได้บุญ”
โกลหัวเราะหึ
“ก็ดีกูไม่ค่อยได้ทำบุญ”
“คิดไว้แล้วว่าอาจได้เจอนายที่นี่” เสียงเข้าพร้อมตัว
ก้านเพชร เขายิ้มปริ
“ฉันอยากเจอนายมากเลยโป้ง”
โกลเช็ดมือ แล้วก็เดินออกมาคั่นระหว่างโป้งกับก้านเพชร ความสูงของโกลทำให้ก้านเพชรที่สูงราวร้อยเจ็ดสิบหกต้องเงยขึ้นนิดนึง
“มีอะไรหรือว่ามึงข้องใจที่แพ้”
ก้านเพชรมองหน้าโกลอย่างประเมิน แล้วมองอ้อมไปหาโป้ง
“ได้ยินว่ามึงสองคนเป็นคู่หูกัน” เขาตอบไปอีกทางหนึ่ง
“ใช่ ทำไมข้องใจอะไร”
ก้านเพชรยิ้มอีกด้วยรอยยิ้มที่เยือกเย็น
“ก็ไม่มีอะไร จะคู่หูเฉยๆ หรือคู่ขา... กูก็แค่อยากจะบอกว่า กูจะเป็นคู่แข่งของมึง เพราะกู..” แล้วก็หันมาหาโป้งที่ยกถาดเตรียมจะไปเสริพ
“กูชอบนายโป้งของมึง และพร้อมจะเปิดเกมรุกใส่เพื่อพิชิตใจด้วย”
โป้งอึ้งครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ
“บ้าบอ” เขาพูดออกไป แล้วเดินถือถาดไปเสริพน้ำ
“กูไม่ใช่ลูกฟุตบอลจะได้มาแย่งกัน.. ประสาท”
ก้านเพชรมองตามไป
“น่ารักเป็นบ้าเลยว่าไหม” เขาหันมาหาโกล
โกลไม่ได้ตอบแต่ถามกลับ
“มึงมาที่นี่ทำไม ใครเชิญมึงมา”
ก้านเพชรส่ายหัว
“ไม่ต้องเชิญกูนี่ เพราะกูเป็นญาติพี่ไตร” แล้วเขาก็เดินไป
โกลรู้สึกอยากจะถีบไอ้นี่จริงๆ
“หน้าตาแม่งกวนตีน” โกลกล่าว “กูก็ไม่ยอมให้มึงเอาไปง่ายๆหรอกเว้ย กูจองแล้ว”

พอกลับมาถึงห้องตอนที่โกลกำลังเทขนมที่ซื้อมาใส่ถ้วย
โป้งก็เอาโทรศัพท์มาเปิดดูโซเชียลมีเดีย แล้วเขาก็แปลกใจ
“ใครวะ Diamond Stem” โป้งกล่าวขึ้น “อยู่ดีๆก็Add Friend มา”
โกลหันมองหน้า ก่อนจะทำท่าเมินไป
“ก็ไอ้ก้านเพชรไง ก็รับAdd มันเสียสิ”
โป้งรู้สึกเหมือนโดนท้าทาย
“โอเค” ว่าแล้วเขาก็กดรับทันที
“เฮ้ย” โกลร้อง
“นี่มึงสนใจมันเหมือนกันเหรอ ถึงได้รับมันเป็นเพื่อน”
“ก็มึงบอกว่าให้กูรับ” โป้งตอบ แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
“ไอ้โป้ง ลบมันออกเดี่ยวนี้เลยนะ” แล้วโกลก็จะเข้ามาแย่งโทรศัพท์
“เฮ้ยอะไรวะ” สองคนแย่งกันไปยื้อกันมา
ที่สุดโกลก็คล่อมอยู่เหนือร่างโป้งที่ล้มตัวลงนอนบนเตียง
ทั้งคู่หยุด สบตากันนิ่ง ตอนนี้หน้าของทั้งสองห่างกันแค่คืบ หายใจรดกัน ใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน
“ไม่ลบก็ตามใจมึง”โกลกล่าวแต่ไม่ถอยออกไป
“ยังไง กูก็พร้อมจะสู้อยู่แล้ว มึงเป็นเพื่อนมันอย่างนี้ ก็ดีจะได้สู้กันเปิดเผยไปเลย”
“มึงสองคนจะบ้ารึเปล่า นี่มึงจะแย่งกูกันไปทำไม.” โป้งถาม เขาต้องควบคุมลมหายใจให้ดี เพราะมันเริ่มทวีจังหวะมากขึ้น
“ก็มันคุ้มนี่... “ โกลตอบ
แล้วเขาก็จูบหน้าผากของโป้ง
“ขอแค่นี่ก่อน กูจะรอให้มึงจูบกูก่อน ไม่ใช่กูต้องปล้ำจูบมึง” แล้วโกลก็ถอนตัวออกไป
โป้งลุกขึ้นมานั่ง หัวใจของเขาเต้นแรงจนเหมือนจะกระโดดออกมา
โกลตักขนมกินทั้งดูโทรทัศน์
“เฮ้ย กินไม่แบ่ง” โป้งลงไปแย่งขนม
“ไม่ให้ มึงก็แชทกับไอ้ก้านเพชรไปสิ เดี่ยวก็อิ่ม” โกลหันเอาตัวบัง
“เอามาแบ่งกันบ้าสิ กินคนได้เดียวได้ไงวะโกล”
“ไม่ให้ ก็กูถามแล้วตอนซื้อว่าจะกินไหม มึงส่ายหน้า”
“ไอ้งก กูจะกินบ้าง มึงถามตอนกูไม่หิว แต่ตอนนี้กูหิวแล้ว”
“ไม่ให้”
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:14

ตอนที่ 21 : เกมรุกของก้านเพชร(รีไรท์)
โป้งเดาะบอลไปเรื่อยๆ เขาไม่ได้นับหรอกว่าตัวเองเดาะไปได้เท่าไหร่แล้ว แต่ก็รู้เหมือนกันว่าคนที่เริ่มต้นเดาะพร้อมกันเขาเลิกกันไปหมดแล้ว
“โป้ง พอแล้วมั้ง” เสียงนี้เป็นของโกล “น่าจะเกินแล้วนะ เกินเยอะด้วย”
โป้งก็เลยพักลูกด้วยอกปล่อยตกพื้น
“ไม่ได้นับใช่ไหม” คนที่ถามคือทีมงานคนหนึ่ง
โป้งยิ้มแห้งๆ ความจริงก็คือโป้งนับเลขไม่ค่อยเก่ง นับที่ไรเดี่ยวก็ขาดเดี่ยวเกิน เลยไม่นับมันซะเลย
“นายเดาะเลยไปนานแล้ว...” แล้วเอาใบแสดงผลคะแนนส่งให้
“ทักษะเดาะบอลผ่าน”
โป้งกับโกลก็ผ่านไปทุกทักษะ แล้วก็อยู่ระหว่างรอลงเล่นเป็นทีม
โป้งยืนอบอุ่นร่างกายตลอดเวลา แต่ตามองลงไปในสนามที่มีนักฟุตบอลสองทีมกำลังขับเคี่ยวกันอยู่ โป้งมองเห็นคนหน้าคุ้นๆคนหนึ่ง
“นั่น....” โป้งจำได้ “ก้านเพชร”
โกลมองอยู่นานแล้วแต่ไม่ได้บอกโป้ง
ก้านเพชรมีความคล่องตัวในระดับสูง เขาสามารถหลอกล่อคู่ต่อสู้อย่างคล่องแคล่ว แล้วก็วิ่งไปเปิดเข้าไปอย่างสวยงามหลายครั้ง เสียแต่คนที่อยู่ข้างหน้าจับจังหวะไม่ได้เลยพลาดไป
“เทพพร กรกฎ เตรียมตัว” เจ้าหน้าที่ตะโกนบอก
พอลงไปถึง โป้งก็วิ่งหาตำแหน่งอยู่สักครู่ แล้วก็มีคนส่งบอลมาให้ โป้งได้บอลก็มองไปทั่ว เพื่อมองหาคนที่เขาจะเปิดบอลให้ ซึ่งก็คือคนที่สวมเสื้อสีแดงเหมือนกับเขา แต่เขาไม่ได้มองอย่างเดียวพาบอลวิ่งไปด้วย
แล้วก็สังเกตเห็นคนเรียกบอลเป็นคนหน้าคุ้นๆ เหมือนจะจำได้ว่าเป็นศูนย์หน้าของทีมโรงเรียนเดียวกับก้านเพชร
จังหวะนั้นมีคนเข้ามาประกบจะแย่ง โป้งก็ดึงจังหวะหลอกล่อแล้วก็กระชากพาบอลหนีไปได้ไม่ยาก
แต่ผ่านไปด่านก็เจออีกด่าน แถมมากันสองคน แต่โป้งมีแผนในใจเรียบร้อย เขาแกล้งจะทำจะเลี้ยงหลบ แต่ฉับไวก็เตะโยนโค้งไปหาคนเรียกบอลเมื่อสักครู่
ลูกเข้าเท้าอย่างเหมาะเหม็ง นายคนนั้นสับไกยิงทันที สุดมือผู้รักษาประตูที่จะป้องกัน เข้าประตูไป

นายคนนั้นวิ่งมาหาโป้ง
“เก่งมาก สมแล้วที่ไอ้ก้านเล็งเอาไว้...” แล้วเขาก็วิ่งกลับไป
โป้งงง แต่ก็วิ่งถอยกลับเพราะฝ่ายตรงข้ามเริ่มเกมรุกใส่
โกลมองตามบอลไปตลอด เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามพาลูกเข้ามาใกล้แล้วเปิดไปด้านซ้าย เขาเตรียมพร้อมก่อนหน้าแล้ว แต่ไม่พลีพลาม พอฝ่ายตรงข้ามส่งลูกฟุตบอลตัดกลับเข้ามาตรงกลาง กองหน้าก็สับไกยิงโดยไม่จับ
โกลก็พุ่งตัวไปรับลูกฟุตบอลได้ติดมือ เขามองหาโป้ง แต่พอไม่เห็นก็ตัดในโยนไปให้กองกลาง
“นี่ใช่ไหมประตูที่ว่าเก่งๆ” หัวหน้าโค้ชกล่าวกับผู้ช่วย
“ชื่อกรกฎ เป็นลูกของเจ้าของบริษัทที่เป็นสปอร์นเซอร์ ตอนแรกผมก็คิดว่าเส้น... แต่จังหวะดีไม่ทำธรรมดาเลยนะครับ ตัวสูงๆแต่กลับตัวไวมาก" ผู้ช่วยตอบ
“แล้วนั้นล่ะ" หัวหน้าโค้ชพยักเพยิบไปทางเด็กหนุ่มร่างเพรียว ที่กำลังหลอกล่อตัวที่พยายามแย่งลูกไปจากเขาจนหัวหมุน ก่อนจะพาลูกวิ่งไต่เส้น แล้วโยนโค้งไปหน้าประตู
“เทพพร.. ลูกชายเทพฤทธิ์ครับ เห็นว่าเก่งมาก ก็คงจะจริงนั้นหละ ไม่มีข้อสงสัย สมเป็นลูกชายเทพฤทฺธิ์” ผู้ช่วยโค้ชกล่าว
หัวหน้าโค้ชหนุ่มกอดอก..
"โต ขนาดนี้แล้วเหรอ ไอ้ตัวกระเปี๊ยก.." เขาระลึกถึงเด็กชายตัวกระเปี๊ยกที่เดาะบอลเล่นคนเดียวตอนงานเลี้ยงของสมาคมฟุตบอลเมื่อหลายปีก่อน
ตอนนั้นลูกที่โป้งโยนเข้าไป โดนโหม่งสกัดออกมาถึงโป้งอีกครั้ง
เขาพักลูกอย่างนิ่มนวลแล้วก็พาวิ่งตัดเข้ามาตรงกลางโดยต้องหลอกล่อกับตัวผู้เล่นสามคนแต่ก็ผ่านมาได้ทั้งหมด แล้วเขาพาเข้ามาในกรอบเขตโทษ แม้ผู้รักษาประตูถลันออกมาปิดมุม แต่ก็โดนโป้งยิงเล่นทางไปทางขวาเสียบมุมประตูเข้าไป
โค้ชพยักหน้ายอมรับในฝีเท้า
“ตกลงผมเอานายเทพพร แล้วก็นายกรกฎ”
โค้ชทำหน้าจะออกจากสนามไป
“แล้วที่เหลือหละครับ” ผู้ช่วยถาม
“เราเลือกได้ที่ไหน ไอ้ที่ฝากๆมาก็แทบจะไม่ที่ให้ยืนแล้ว ก็เลือกเอาที่พอมีฝีเท้าจากพวกเด็กฝาก ก็แล้วกัน เอาให้มันครบทีมไป” โค้ชตอบแล้วก็เหมือนจะยิ้มเยาะระบบเส้นสายของประเทศนี้
ถ้วยก็อยากได้ แต่เด็กกูก็จะฝากๆ เบื่อเว้ย อันนี้โค้ชบ่นในใจ

ก้านเพชรยืนกอดอกรออยู่ตรงทางออกจากสนามที่ใช้คัดเลือกตัว พอเห็นโป้งเดินมาก็รีบปรี่เข้าไป
“โป้ง ฉันไปส่งเอาไหม นายพักอยู่หอใกล้ๆโรงเรียนใช่ไหม”
โป้งหันมองหน้า ดูใกล้ๆ ก้านเพชรเป็นคนดูดีคนหนึ่ง
“ไม่หรอกฉันกลับกับโกล มาด้วยกันก็กลับด้วยกัน” โป้งตอบ
ก้านเพชรพยักหน้าช้าๆ แล้วล้วงไปใสสะพายหยิบ ผ้าพันคอลายตราสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดให้
“เฮ้ย” โป้งรับมา เขาดูทีเดียวก็รู้ว่าของแท้
“ฉันให้พ่อซื้อมาจากอังกฤษ จากสนามโอล์ดแทร็บฟอร์ตเลยนะ มีลายเซ็นด้วย”
โป้งพลิกดูก็เห็นว่ามีอยู่จริงๆ เป็นลายเซ็นของนักเตะคนโปรดของโป้งเสียด้วย
“นายรู้ได้ไง ว่าฉันชอบทีมอะไร ชอบใคร” โป้งถาม
“ฉันมีพลังจิต อ่านใจโป้งได้” ก้านเพชรเล่นมุก
แต่โป้งได้แต่ยิ้มขืนๆ เพราะมันฝืดสนิท
สักครู่โกลก็เดินออกมา มาถึงก็กอดคอโป้งเอาไว้
“ผ้าพันคอเหรอ.. นี่มึงคิดบ้าอะไร เมืองไทยร้อนจะตายห่าเสือกให้ผ้าพันคอ”
ก้านเพชรมองหน้าโกล
“กูมีน้ำใจ.. ถ้าเป็นมึง จะให้ถุงเท้ายังเสียดายเลย”
แต่พอหันมาโป้ง ก็เปลี่ยนเป็นสีหน้ายิ้ม
“ฉันไปก่อนนะโป้ง มีนัดกับแม่” แล้วเขาก็ทิ้งรอยยิ้มที่คิดว่าดูดีที่สุดเอาไว้ให้
“ขอบใจมากนะ แต่วันหลังอย่าซื้ออีกเลยมันแพง...” โป้งกล่าว จะคืนไป เขาก็บอกตัวเองว่าเดี่ยวเสียน้ำใจคนให้แต่ จริงแล้วๆคืออยากได้มากจนคืนไม่ลง
“ไม่เป็นไร สำหรับโป้งนะ ฉันเต็มที่” ก้านเพชรตอบ แล้วเขาก็เดินไป
โกลนึกหมั่นไส้ อยากจะแย่งผ้าพันคอจากมือโป้งมาเหยียบกระทืบๆแทนหน้าไอ้ก้านเพชร แต่ก็ไม่กล้า เพราะจุ้ยกำลังพลิกไปมาอย่างชอบอกชอบใจ

โป้งเอาผ้าพันคอเก็บอย่างดีในกล่องแล้วก็วางไว้ในสุดของตู้เสื้อผ้า หลังจากชมดูจนพอใจแล้ว
“ไม่เอาไปใส่กรอบติดฝาไว้เลยหละ” โกลกล่าวอย่างหมั่นไส้ “ไม่ค่อยงกเลยเนอะ เขาให้ก็เอาของเขา”
โป้งหันมายิ้มเย้ย
“ก็คนเขามีน้ำใจนี่หว่า ให้มา กูก็เอาสิวะ เป็นความสุขเล็กๆน้อยของคนให้ และเป็นความสุขใจของผู้รับ” แล้วโป้งก็หันไป หยิบโทรศัพท์มาเปิดดูโซเชียลมิเดีย โดยยังมีรอยยิ้มอารมณ์ดีอยู่
เห็นเพื่อนร่วมทีมมาโพสถามเรื่องการคัดตัวหลายต่อหลายคน
“กูต้องให้อะไรมึงบ้างวะ มึงถึงจะยิ้มอย่างนี้บ้าง เสื้อ กางเกง มึงอยากจะได้อะไรกูจะให้น้ากานต์หามาให้หมดเลย” โกลกล่าวแล้วก็หันไปทางอื่น ตอนนี้เขารู้สึกน้อยใจจนไม่อยากให้โป้งเห็นสีหน้า
โป้งเงยหน้ามองโกลที่หันไปทางอื่น
“ก็มึงทำให้กูยิ้มได้อยู่ทุกวันแล้วนี่โกล... มึงยังจะต้องให้อะไรกูอีก”
โกลหันมา แต่โป้งก็ก้มหน้าลงมองโทรศัพท์แล้ว และกำลังพิมพ์ข้อความ
ทำไมหนอแค่คำพูดง่ายๆของโป้ง ทำให้เขาอยากจะเข้าไปกอดร่างนั้นแน่นๆเสียจริง

เดฟตื่นขึ้นก็มองรอบตัว ไม่เห็นคนที่ร่วมเตียงกับเขา
มองออกไปตรงประตูที่เปิดไปสู่ระเบียง วู๊ดที่อยู่ในสภาพสวมแค่กางเกงบ๊อกเซอร์ตัวเดียวยืนกอดอกมองออกไปนอกบ้าน
เพราะการเคลื่อนไหวของเดฟ วู๊ดจึงรู้ตัว เดินไปเปิดตู้เย็นหยิบเครื่องดื่มให้
“บำรุง...” เดฟกล่าวเชิงคำถาม “ไม่เป็นไรหรอกน่า อีกรอบยังไหว”
วู๊ดหัวเราะหึๆ แล้วนั่งลงข้างๆ
“วันนี้อยู่กับฉันทั้งวัน ไม่ต้องไปหาจุ้ยหรือไง”
เดฟลุกขึ้นแล้วกอดวู๊ดจากด้านหลัง
“พูดเหมือนหึงเลยนะ”
วู๊ดถอนหายใจ
“ฉันไม่ได้หึง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าไม่รู้สึกหรอกนะ มันก็ต้องมีบ้างหละ”
ทั้งคู่เงียบกันไปนิดหนึ่ง
“ที่จริงนี่เป็นโอกาสทองของนาย ถ้านายแทรกเข้าไปตอนนี้จุ้ยอาจใจอ่อน เพราะเขากำลังอ่อนแอ” วู๊ดกล่าวแนะนำ
“ไม่มีทาง ฉันรู้จักจุ้ยดี เวลาเขาเศร้าขึ้นมา การปลอบใจไม่มีประโยชน์เลย ต้องรอให้เขาหายเอง แถมจะแทรกอะไรตอนนี้ เขาไม่ใช่คนใจอ่อนขนาดนั้น มันยากมากที่จะแทรกเข้าไป จุ้ยเหมือนไม่มีอะไร แต่พื้นฐานจิตใจนี่แน่นมาก อีกอย่าง...” เดฟปล่อยตัววู๊ดแล้วล้มลงนอนหงาย
“ฉัน... อยากให้เขารักฉันจริงๆ ไม่ใช่ว่าแทรกเข้าไปแล้วกลายเป็นได้ตัว แต่ไม่ได้ใจ พอเขาเข้มแข็งเขาอาจจะปฎิเสธฉันที่หลังก็ได้ไม่ใช่เหรอ”
วู๊ดนิ่งเงียบ เขากำลังสู้กับความรู้สึกของจิตใจ แต่เขาก็ถอนหายใจออกมา แล้วหันไปคร่อมตัวเดฟเอาไว้
เดฟมองหน้าของวู๊ด
“ฉันน่ะไม่ได้เลือกมากอย่างนายหรอก ฉันขอแค่ได้ครอบครองไม่ว่าจะได้หัวใจหรือไม่ ฉันขอแค่นายอยู่ตรงนี้ ฉันก็พอใจ...”
วู๊ดกล่าวและจ้องลึกในดวงตาของเดฟ
“ขอโทษนะ ฉันได้โรแมนติกเหมือนนาย... สำหรับฉัน คนอย่างฉัน ขอแค่ได้ครอบครองเท่าที่ทำได้ฉันก็พอใจแล้ว”
เดฟหลับตาลงเมื่อวู๊ดเคลื่อนลงจูบริมฝีปากก่อนเคลื่อนไปที่หูกระซิบ
“แค่นี้ ฉันต้องการแค่นี้เท่านั้น”
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:14

ตอนที่ 22 : การปัดป้องของผู้รักษาประตู คู่ต่อสู้ระดมยิง(รีไรท์)
อรรถเดินมาในบริเวณที่นักฟุตบอลกำลังยืดเส้นยืดสายกันอยู่
โป้งกำลังยืดเส้นด้วยการเหยียดขาซ้ายออกไป แล้วนั่งลงบนส้นเท้าขวาค้างไว้
“เป็นไงบ้านคัดตัว” อรรถถาม
โป้งเปลี่ยนท่าก่อนจะตอบ
“ก็ไม่รู้สิพี่ ต้องรอประกาศรายชื่อ”
อรรถล้วงไปในกระเป๋าเสื้อหยิบตั๋วฟุตบอลออกมา
“พี่มีบัตรคู่เมืองนนท์กับปราสาทหิน เราไปดูด้วยกันนะ”
โป้งถึงกับหยุด.. หันมาเอาตั๋วมาดู
“โหที่ผมกำลังคิดจะไปดูเลย แต่หาตั่วไม่ได้”
“งั้นวันอาทิตย์ พี่จะพาไปนะ” อรรถยิ้มแล้วเอามือจับบ่าจุ้ย “ตั๋วเอาไว้กับพี่ก่อนนะ”
โกลที่โดนสั่งไปเอาลูกฟุตบอล เขาวางตาข่ายที่มีลูกฟุตบอลเต็มดังตึง เขามองตามหลังอรรถไป แม้จะไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน แต่ดูโป้งจะดีใจมาก

โกลพุ่งรับลูกยิงของปอได้ติดมือแม้ฝ่ายโน้นจะยิงมาเต็มแรง แล้วเขาก็รีบลุกขึ้น กองหน้าคนต่อไปวิ่งเข้าเตะลูก เขาก็กระโดดปัดลูกออกหลังไป
ตอนนั้นมีใครคนหนึ่งเดินมาตามทางเดินจากประตูโรงเรียนสู่สนามที่พวกนักฟุตบอลซ้อมกันอยู่ เขาอยู่ในชุดนักเรียนแต่ต่างสถาบัน กางเกงสีน้ำเงินทำให้โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางคนที่ใส่กางเกงดำ
“ใครอะ.. หล่ออะ” กลุ่มเกย์สาวกล่าวแก่กัน
“เด็กกางเกงน้ำเงิน ฟินเวอร์...”
แล้วคนหนึ่งนึ่งก็ตั้งข้อสังเกต
“นั้นมันนักฟุตบอลของเซนต์ปีเตอร์ใช่ไหม... ที่แข่งกับเราตอนรอบรอง... ใช่หละฉันจำได้ เขาเป็นคนยิงประตู”

ก้านเพชรยืนพินิจการเคลื่อนไหวของโกล แล้วก็รู้สึกทึ่ง
“เก่งจังนะมึง...” เขากล่าว จากนั้นกวาดสายตาไป
โป้งอยู่ที่ประตูอีกด้าน กำลังซ้อมยิงฟรีคิก
โป้งมองเป้าหมายก่อนจะถอยออกมา จากนั้นเขาก็วิ่งเข้าเตะ ลูกฟุตบอลโค้งกันเห็นๆแม้จากระยะนี้ มันอ้อมกำแพงที่พยายามกระโดดป้องกันแล้วก็ผ่านผู้รักษาประตูเข้าเข้าไป
ผู้รักษาประตูเข้าไปเอาลูกโยนให้ โป้งก็แตะด้วยหลังเท้า แล้วเหยียบลูกให้นิ่ง ก่อนจะถอยแล้วเตะออกไปใหม่ คราวนี้เป็นข้างเท้าด้านนอกลูกจึงโค้งไปทางซ้าย ข้ามกำแพงและเข้าประตูไปโดยผู้รักษาประตูยืนขาตายอยู่
“ไม่ได้นะ” เสียงอาจารย์ผู้หญิงตะโกน แล้วเธอกับอาจารย์ชายอีกท่าน ก็เดินไปลงไป
“ก็รู้อยู่แล้วว่าโป้งมันปั่นได้ทั้งสองทาง ก็ยังไม่รู้จักระวัง...”
ก้านเพชรอยากจะหัวเราะ จะป้องกันยังไงได้ ก็เดาไม่ได้ว่านายคนนี้จะยิงยังไง.. แถมแต่ละลูกก็ยังแน่นอนทั้งนำหนักและทิศทาง แม้แต่โค้ชของเขาเองยังเคยพูดถึงโป้งเอาไว้ว่า
"จริง อยู่อาจมีพรสวรรค์ แต่การจะเตะอย่างนั้นได้ทุกครั้ง แสดงว่าเขาคนนี้ต้องฝึกฝนมาอย่างหนัก.. อาจหนักกว่าคนอื่นหลายเท่า" แล้วโค้ชก็ชี้ให้ดูกล้ามเนื้อของโป้ง
“กล้ามเนื้อของเขากระชับ และเคลื่อนไหวอย่างได้จังหวะ มันเกิดจากการฝึกหนัก ผมชอบเด็กคนนี้ เขาเป็นเด็กที่มีทั้งพรสวรรค์ และพรแสวง คุณควรจะเอาอย่างเขานะ”
จังหวะนั้นโป้งก็ยิงไปอีกลูกคราวนี้เป็นการโยนตรงๆแต่ย้อยลงเสียบใต้คาน
“สมาธิ สมาธิไปไหนหมด” อาจารย์หญิงแต่ห้าวเหมือนผู้ชายตะโกน
พอดูดีๆ อ้อ... อดีตทีมชาติฟุตบอลหญิงนั้นเอง
“มิน่านวสาครถึงได้ขึ้นมาเบียดพวกเราได้... มีทั้งอดีตทีมชาติชาย ทีมชาติหญิง”
“โหยอาจารย์ ก็ให้ไอ้โป้งมันบอกบ้างสิว่ามันจะยิงยังไง” คนท้วงคือกองหลังร่างสูง “มันเล่นยิงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใครจะดักได้”
สุรีวัลหันมองหน้าโป้งที่เอาลูกมาตั้งเตรียมจะเตะอีก
“แล้วในสนามมีใครบอกเธอไหม” สุรีวัลหันมาเอ็ดจอม แล้วก็ทำเสียงเล็กเสียงน้อย เดินเข้าไปทำท่ากระตุ้งกระติ้งยั่วยวน แถมตีแขนอีกต่างหาก
“นี่ๆ จอมเราจะปั่นไซด์โป้งนะ เอาแบบโค้งๆเลยนะ ตัวเองก็เตรียมไปบล็อกได้เลยนะ”
บรรดากองหลังหัวเราะกัน
“มีไหม... แบบนี้น่ะมีไหม” สุรีวัลโวยใส่อีก “มาเลยมาตั้งกำแพง... ลูกหน้า ถ้าบล๊อกไปไม่ได้ วิดพื้นคนละสิบที”
โป้งอยู่หลังลูกยิ้มจางๆ ก่อนจะวิ่งเข้าเตะ
“วิดพื้นเดี่ยวนี้ ปฏิบัติ” อาจารย์สาวห้าวตะโกนสั่ง หลังจากลูกตรงของโป้งลอดช่องกำแพงที่แตกไปคนละทางเข้าประตูไปอีก

พอได้เวลาพักโป้งกิวิ่งเยาะๆมาเพื่อดื่มน้ำ หันไปโกลกำลังทำอะไรสักอย่างกับตาข่าย มันคงจะขาดหรือไม่ก็มีอะไรติดอยู่
“เฮ้ยโป้ง” ปอที่ยืนข้างๆ ชี้ไปด้วยมือข้างที่ถือแก้วน้ำ “ไอ้ก้านใช่ไหมวะ”
โป้งหันไป ก้านเพชรเดินมาจริงๆ เขาเดินเข้ามาหาโป้งท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมทีมของโป้งนับสิบๆคู่
“ฉันได้บัตรคู่เมืองนนท์กับปราสาทหินมา... ไปดูด้วยกันนะโป้ง” แล้วเขาก็ชูบัตรประกอบ
โป้งนิ่งค้าง
“เอ่อ...” โป้งกำลังจะหาคำตอบ
“ตกลงเรามารับนายนะ วันอาทิตย์ตอนสามโมง”
“คือ” โป้งจะกล่าว แต่โกลเดินมาถึงพอดี เดินมาขั้นระหว่างโป้งกับก้านเพชร
“อะไรอีก นี่มาแอบดูเราฝึกเลยเหรอ แล้วทีมมึงไม่ต้องซ้อมรึ”
“ใช่มาแอบดู แต่กูมาแอบดูโป้งคนเดียว” ก้านเพชรตอบ
“โป้ง... ฉันมารับวันอาทิตย์นะ” เขาเอี่ยวมาให้เห็นหน้าโป้ง “ไปแล้วนะ อย่าหักโหมหละ ฉันเป็นห่วง”
แล้วก้านเพชรก็เดินไป
“เป็นห่วง” ปอทวนคำ
“เฮ้ย ไอ้เหี้ยนี่มันแปลกๆไหม มาชวนไอ้โป้งไปดูบอล แล้วยังมาเป็นห่วงอีก”
“หรือมันชอบมึง” เจ้าของประโยคนี้คือจอม
“แน่นอน ใช่อย่างแรง... แม่งต้องอยากจะซัลโวประตูหลังไอ้โป้งแน่เลยนิ” ตั้มฟันธง
แต่พอเจอสายตาอำมหิตของโกลก็ทำหน้าเจื่อนๆ หันไปกินน้ำกลบเกลื่อน
“ดูบอลอะไรโป้ง” โกลหันมาถาม

“มึงก็เลยจะไปกับมัน” โกลถามเสียงแข็งแต่มือกำลังราดพริกน้ำปลาลงในข้าวพัด
ตอนนี้ทั้งคู่มากินข้าวกันที่ร้านประจำริมถนน
“ก็...กูยังไงก็ต้องไป” โป้งตอบมือก็ตักข้าวไข่เจียวมา
“มึงนี่นะ... ถ้าเป็นเรื่องบอลมึงนี่เสร็จทุกที... กูว่าถ้าแม่งเอาเสื้อที่ใช้แข่งจริงชองนักบอลยูไนเต็ดมาให้มึง แลกกับนอนกับมึง มึงก็ยอมเลยใช่ไหมเนี่ย” โกลประชด
“ก็... ถ้าเป็นเสื้อพี่กิ๊ก กูคงยอม แต่เสื้อคนอื่นคิดดูก่อน” โป้งหรี่ตาตอบ
โกลวางช้อนดังเคล้ง ถอนหายใจดังเฮือก
“กูล้อเล่น.. “ โป้งทำหน้าทะเล้น
“ล้อเล่ออะไร ไอ้บ้าบอลอย่างมึง กูว่ามึงยอมแหง่ๆ” โกลหันมาจ้องหน้าโป้งเขม็ง ตอนนี้โกลดูไม่พอใจเอามากๆ
“เห้ยไม่หรอก.. กูรักนวลสงวนตัว ถึงจะไม่ค่อยซิงแต่ก็ยังสดนะเว้ย” โป้งอวดด้วยสีหน้าทะลึ่งตึงตัง
โกลเลยอดยิ้มไม่ได้ เขาเมินไปก่อนจะ หันกลับมา
“ไม่รู้หละวันอาทิตย์นี้กูไปด้วย”
“เฮ้ย” โป้งร้อง

แต่จนแล้วจนรอด โกลก็หาบัตรไม่ได้ แม้จะหงุดหงิดเขาก็ต้องทำใจ โกลนั่งกดรีโมทแรงๆอยู่หลายครั้งแล้วเพราะโทรศัพท์เจ้ากรรมดังไม่หยุด
“ไอ้โป้ง...โทรศัพท์” เขาบอกไปเป็นครั้งที่สิบแล้ว
“นี่มึงจะอาบน้ำอะไรนานขนาดนั้น นี่มันกี่โมงแล้วเดี่ยวก็ไปดูบอลไม่ทัน”
เสียงคลายกลอนประตู แล้วโป้งก็เดินสะโหล่สะเหล่ออกมา
“เป็นอะไร” โกลเห็นหน้าโป้งซีด
เขาล้มตัวลงนอนแล้วกุมท้อง
“กูปวดท้องวะโกล”

อรรถรอสายจนกระทั้งมีคนรับ ตอนนี้เขาอยู่ที่สนามของเมืองนนท์ ยูไนเต็ตแล้ว ทั้งนี้เพราะโป้งบอกว่าให้มารอที่สนามเลย
แล้วก็มีคนรับสาย
“โป้งอยู่ไหนแล้ว” อรรถถามเสียงหงุดหงิด แต่สักครู่เขาก็ต้องคลายสีหน้า
“โอเคพักผ่อนนะ” อรรถตอบสาย แต่ลอบถอนหายใจ
“ที่หลังก็อย่ากินอะไรมั่วๆอีกล่ะ ไม่เป็นไรพี่ดูคนเดียวได้” อรรถวางสาย เขาถอนหายใจเฮือกแล้วเดินหงอยๆตามผู้ชมคนอื่นเข้าสู่สนาม

ด้านก้านเพชรดีใจที่โป้งโทรกลับมาเอง เพราะเขาโทรไม่ติดเลย แต่พอฟังเสียงโป้งเขาก็ต้องถอนหายใจ
“โอเค ไม่เป็นไร...” ก้านเพชรตอบ “โป้งดูแลตัวเองเหอะ ต้องให้ฉันไปดูแลไหม ฉันไม่ดูก็ได้นะบอล”
โป้งตอบมาอีก
“โอเค... ไว้โอกาสหน้าเนอะ...” ก้านเพชรกล่าว แล้วก็วางสาย เขาถอนหายใจแล้วหันไปหันมาก่อนจะตัดใจไม่เข้าไปชมเกมการแข่งขัน “จะเข้าไปทำไม ก็กูอยากดูกับโป้ง ไม่ได้อยากดูคนเดียว”

โป้งวางสายแล้วก็นอนหงายมองเพดาน
โกลกลับขึ้นมาถึงห้องพร้อมกับเกลือแร่ เขาละลายน้ำแล้วก็ถือแก้วมาข้างเตียง
“กินเกลือแร่นะ ชดเชยที่มึงถ่ายไป”
โป้งหันมาทำหน้าเพลียมาก
“มา กูป้อน” แล้วเขาก็ไปหยิบหลอดที่ไปขอจากร้านขายของข้างลงมาเผื่อด้วย เขาเอามันจุ่มลงแก้ว แล้วกดปลายด้านหนึ่งเอาไว้ก่อนจะเอาจ่อที่ปากโป้ง
“กินช้าๆนะเดียวสำลัก” โกลกล่าว
โป้งพงกหัวขึ้น โกลเลยเอามือข้างหนึ่งรองไว้ แล้วก็ค่อยๆบรรจงเอาหลอดจ่อปากโป้ง
“ค่อยๆ”
โป้งมองหน้าโกลที่แสดงความเป็นห่วงเป็นใยออกมาอย่างเต็มที่ เขาดื่มน้ำเกลือแร่จากหลอด แต่ตอนที่โกลหันไปทำอย่างเดิมอีก โป้งก็ยิ้มออกมา
“เอาอีกนะ” โกลกล่าว
“ไม่เอาแล้วหละมึง” โป้งส่ายหัว
“เฮ้ยต้องกินสิวะ จะได้มีแรง เดี่ยวร่างกายขาดน้ำตายพอดี” โกลแย้ง
โป้งมองตาโกล
“มึงนี่ห่วงกูมากเลยใช่ไหม”
โกลนิ่งเงียบไป ถอนหายใจ
“ก็ใช่น่ะสิ.. ก็มึงป่วยนี่ กูเป็นคู่หูมึงก็ต้องห่วงมึงสิ"
“เอ้าเอาอีกคำ”
แต่โป้งเม้มปากแน่น แล้วเขาก็ดีดตัวลุกขึ้น
“มีแรงละ เกลือแร่ของมึงนี่วิเศษจริงๆ กูหายแล้ว”
โกลงง
“อะไรวะ เป็นไปได้ไง”
โป้งลุกจากเตียงมาทำท่าเบ่งกล้าม
“ไม่เป็นไรแล้ว เห็นไหมแข็งแรงๆ”
โกลเริ่มเข้าใจ ชี้หน้า
“นี่มึงแกล้งเหรอไอ้โป้ง นี่มึงหลอกกูใช่ไหม”
โป้งทำหน้าทะเล้น
“ก็จะหลอกพี่อรรถกับไอ้ก้าน กูก็ต้องหลอกมึงก่อน”
โกลถอนหายใจ
“แสบจริงๆเลยมึงเนี่ย”
“ก็กูไม่รู้จะทำไงดีนี่หว่า จะปฎิเสธพี่อรรถก็ไม่ได้ เพราะชวนก่อน จะปฏิเสธไอ้ก้านแม่ก็ใช่ที่ มันอุตส่าห์หาบัตรมาได้” โป้งให้เหตุพล จากนั้นเขาก็มาดึงโกลให้ลุกขึ้น “ไปเหอะ ตอนนี้กูโล่งละ ไปหาอะไรกินแถวเยาวราชกัน กูอยากกินบะหมี่เกี้ยวหมูแดง ไอ้ปอมันบอกว่าเคยไปกินอร่อยมากเลย”

ร้านบะหมี่เจ้าดังของเยาวราชแน่นขนัดเหมือนทุกวัน โต๊ะก็ไม่พอจนลูกค้าต้องนั่งร่วมกันแม้จะไม่ได้มาด้วยกัน โป้งก็กำลังกินอย่างอร่อย แต่พอมองโกล เห็นเขามองหน้าโป้งแต่ไม่กิน
“ทำไมไม่ชอบบะหมี่เหรอ”
“เปล่า” โกลตอบแล้วเริ่มต้นกิน “กูแค่มีความสุข”
“ความสุขอะไร”โป้งถามทั้งที่ยังเคี้ยวอยู่
โกลเคี้ยวหมดก่อนจะตอบ
“ก็อย่างน้อยมึงก็เลือกอยู่กับกูแทนจะไปดูคู่บิ๊กแม๊ตนั่น”
“ใครบอก...” โป้งทำจมูกเชิด “กูกลัวลำบากใจแล้วเชียร์บอลไม่สนุกต่างหากเล่า อย่าหลงตัวเอง”
“ไม่รู้” โกลทำเมิน “กูมโนเอาอย่างนั้นดีกว่า... อย่างน้อยก็มีความสุขวะ”
แล้วทั้งสองก็กินบะหมี่กันไปอย่างเอร็ดอร่อย มันยิ่งอร่อยขึ้นเมื่อทั้งสองสบตากัน...
แม้รอบข้างจะอึกทึกแค่ไหน โต๊ะที่พวกเขานั่งก็มีคนอื่นมานั่งเบียดด้วย
แต่ทั้งโกลกับโป้งคล้ายรู้สึกว่าพวกเขาอยู่กันตามลำพัง...
เยาวราชยามค่ำคืนดารดาษไปด้วยแสงสี บางคนมากับครอบครัว เดินคุยกันเฮอา หนุ่มสาวคู่รักชี้ชวนดูร้านอาหารหลากหลาย แต่เด็กหนุ่มสองคน คนหนึ่งตัวสูง อีกคนร่างสันทัด เดินเคียงกันไปตามถนนสายที่สวยงามด้วยป้ายไฟที่เป็นอักษรจีน..
คงไม่มีใครดูออกว่า ระหว่างที่เดินไปโดยไม่ได้สัมผัสแตะต้องกันนั้น หัวใจของคนทั้งคู่กำลังเต้นในจังหวะเดียวกัน หัวใจสองดวงสัมผัสกันผ่านเส้นใยที่มองไม่เห็น.. เส้นใยนี้.. อาจเรียกว่า ความรักก็ได้...
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:14

ตอนที่ 23 : รอบคัดเลือก... เกมหนักกับญี่ปุ่น.. ติดสินด้วยลูกยิงใบไม้ร่วง...(รีไรท์)
โป้งทราบข่าวเรื่องที่ตัวเองมีรายชื่อผ่านการคัดตัวรอบแรกจากโค้ชป้อม ดังนั้นเขาและโกลจึงต้องมารายงานตัวเข้าเก็บตัวเพื่อการคัดตัวครั้งที่สอง
การเก็บตัวนี้มีการฝึกฝนร่างกายด้วยอุปกรณ์ทันสมัยกว่าที่โป้งเคยใช้ที่โรงเรียน แล้วยังจะคำแนะนำจากทีมงานของโค้ชชาญในเรื่องเทคนิคต่างๆ
โป้งรู้สึกสนุกสนานมากกับการฝึกนี้ และยิ่งยินดีไปกันใหญ่กับการได้ฝึกร่วมกับนักฟุตบอลที่เก่งๆ ดังนั้นแม้ว่าพลาดไม่ได้เข้าไปในรอบสุดท้ายโป้งก็ไม่เสียใจ..
มันสนุกมาก สำหรับคนบ้าฟุตบอลอย่างโป้ง

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการเก็บตัว โค้ชชาญจึงให้แบ่งทีมเพื่อเล่นซ้อม เขามองไล่ตามลูกฟุตบอล ไม่ใช่แค่ติดตามเกมเท่านั้น แต่ยังเป็นการดูทักษะและพัฒนาการของนักเตะแต่ละคน
ก้านเพชรได้ลูกฟุตบอลในจังหวะนี้ เขาพามันวิ่งไปตามเส้นฝั่งขวา แล้วโยนจากบริเวณใกล้มุมธง ลูกลอยไปได้จังหวะและทิศทางพอดี
เด็กคนนี้เก่ง เขาไม่ใช่คนมีความเร็วเป็นจุดเด่น แต่มีการวิ่งที่ดี คล่องตัว แถมการเปิดบอลก็แม่นยำ และจังหวะยิงไกลก็ดีมาก
ลูกฟุตบอลจากก้านเพชรลอยเข้ามาหน้าประตู ศูนย์หน้าที่เป็นตัวจริงในทีมชุดก่อน เตรียมกระโดดขึ้นโหม่ง
แต่อย่างฉับไว... ร่างสูงพุ่งเข้ามาตัดหน้า เขาคว้าลูกฟุตบอลไปต่อหน้าต่อตาของศูนย์หน้าตัวหลักของทีมปีที่แล้ว
กรกฎ นายคนนี้เร็วมาก หากเทียบกับความสูงของร่างกาย แล้วยังคล่องตัวกว่าคนตัวสูงทั่วๆไป และจากที่เห็นในการฝึกฝนทักษะเฉพาะตัว เขาพบว่าโกลก็มีทักษะการใช้เท้าได้ดีไม่แพ้ใคร แถมสายตาก็ดีมาก อ่านเกมได้เร็ว
โกลเห็นตัวผู้เล่นฝั่งเดียวกันอยู่ยืนโล่งๆคนเดียว เขาเลยขว้างลูกออกไป
นายคนนั้นเป็นศูนย์หน้า ชื่อเล่นท็อปตัวหลักอีกตัวของทีมชาติ วิ่งไปรอตรงจุดลูกตก แล้วก็ครองลูกไว้จังหวะหนึ่ง หันไปเป็นหนุ่มร่างเพรียววิ่งไปตามแนวเส้นทางซ้าย
ไม่ต้องเรียกบอล ท๊อปก็เตะแปเปิดเรียดพื้นไปในตำแหน่งนำไปข้างหน้า
ความเร็วชองนายร่างเพรียวนั้น ชนะปีกขวาที่วิ่งตามอย่างขาดลอย เขาจับลูกไว้ได้อย่างนิ่มนวลแล้วพาลูกฟุตบอลวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
เทพพร... เด็กคนนี้... เรื่องที่โค้ชชาญได้ยินมาเกี่ยวกับเด็กคนนี้มีหลากหลายที่ และจากที่เห็นทั้งความเร็ว ความคล่องตัว ความตั้งใจ.. สิ่งที่ล่ำลือกันไม่ผิดจากความจริงเลย..
เขาตั้งใจรับฟังคำแนะนำของทีมผู้ฝึกสอน แล้วยังมุ่งมั่นจะแก้ไขและปรับปรุงตามอย่างมาก จนบรรดาทีมผู้ฝึกสอนชมเชยมา เด็กคนนี้ฉายแววมืออาชีพออกมา... มืออาชีพที่พร้อมจะปรับปรุงตัวเองและพัฒนาไปให้ถึงจุดสุดยอดอย่างมุ่งมั่น
โป้งวิ่งมาจนถึงข้างกรอบเขตโทษ แล้วก็เตะเปิดบอลต่ำเข้ามา ในแนวขนานเส้นหลังกะให้ผ่านหน้าประตู
ลูกพุ่งมาสูงแค่ประมาณเอว ท๊อปที่วิ่งตามมาจึงพุ่งตอปิโดบก โหม่งสวนตัวผู้รักษาประตูที่พยายามออกมาป้องกันเข้าประตูไป
ท็อปลุกขึ้นมา เขาวิ่งหนีเพื่อนร่วมทีมที่จะเข้ามาแสดงอาการดีใจเพื่อไปหาโป้งที่เป็นคนเปิดลูก กอดคอแล้วขยี้หัว เพราะโป้งตัวเตี้ยกว่าเขาพอสมควร
“ถ้าเราให้โกล โป้ง กับก้านเพชรติดทีมไป จะมีปัญหาไหม เพราะสามคนนี้ยังเด็กเกินไปนะ คนที่มากสุดคือโกล เพราะอายุสิบเจ็ดปี รู้สึกว่าเขาจะเรียนช้ากว่าเกณฑ์นิดหน่อย ส่วนโป้งกับก้านเพชร ไล่เลี่ยกันที่ 16 ปี” ผู้ช่วย นายวีระอดีตทีมชาติชุดแชมป์ซีเกมส์กล่าวในห้องประชุม “มันก็เหมือนเสียโควตาไปสามตำแหน่งไหม เทียบกับการที่เราเอาคนที่พร้อมกว่าในด้านประสบการณ์”
“แล้วพวกเขาไม่พร้อมตรงไหน” โค้ชชาญถาม ก่อนจะกล่าวต่อไป “สามคนนี้ไม่มีปัญหาเวลาซ้อมเลยใช่ไหม... แถมเรากำลังสร้างทีมเพื่ออนาคตไม่ใช่เหรอ ผมถึงได้เรียกสามคนนี้มาคัดตัว แทนจะเรียกเด็กจากสโมสรหรืออาคาเดมี่อย่างเดียว”
ทีมโค้ชมองหน้ากัน
“ถ้าหากเทียบกับตัวที่เราต้องเอาติดทีมไปเพราะจำเป็นแล้ว ผมว่าก็คุ้มนะ ผมอยากจะลองดูเหมือนกันว่าเราจะทำลายสถิติส่งนักเตะอายุน้อยที่สุดลงได้ไหม... ผมนี่หละยินดีจะเสี่ยงเอาเด็กอายุสิบหกลงเล่น”
“ผมก็คิดอย่างนั้น” ผู้ช่วยที่เป็นอดีตกองกลางทีมชาติไทย คมเดชกล่าว
“ผมว่าถ้าเด็กมีความสามารถ เราจะตัดโอกาสเหรอครับ แถมนี่มันไม่ใช่แค่ตัดโอกาสเด็ก แต่ยังตัดโอกาสตัวเองด้วย อย่างน้อยเราก็จะมีอ๊อปชั่นเพิ่มขึ้น”
คมเดชมองไปรอบๆ
“ผมอยากเห็นโป้ง... เด็กคนนั้น... ผมอยากจะได้เห็นเวลาเขาเล่นอยู่ในสนามจริงๆ ในทัวร์นาเม้นท์ระดับใหญ่ๆ ผมอยากเห็นจนทนรอไม่ไหวแล้ว”

โค้ชป้อมอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ เขากำลังจะเปิดอีเมลฉบับใหม่ล่าสุด จากชาญเพื่อนรักที่เคยเล่นด้วยกันในทีมชาติ
“จะได้ไหมหนอนายโป้ง นายโกล”
เขาอ่านไล่บรรทัด.. ไม่ข้ามเลย
แล้วก็ยิ้มออกมา
“ดีมากๆ ดีจริงๆ ไอ้ชาญ มึงคิดถูกแล้วหละ” ป้อมเพชรกล่าวราวจะฝากข้อความไปกับอีเมล

หลังจากเก็บตัวฝึกซ้อมในประเทศแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางไปประเทศที่จะเป็นเจ้าภาพรอบคัดเลือกชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งปีนี้ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ
พอถึงมะนิลา โค้ชชาญก็หัวเสียนิดหน่อยเมื่อทราบว่าถูกเปลี่ยนโรงแรม และกว่ารถจะเดินทางไปถึงก็เกือบค่ำ
โป้ง โกลและก้านเพชรถูกจัดให้นอนห้องเดียวกัน เพราะสามคนดูจะคุ้นเคยกันดี แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วโกลกับก้านเพชรนี่เขม่นกันตลอด ทั้งนี้เพราะโป้งเป็นต้นเหตุ
“โป้ง” ก้านเพชรเรียกแล้วหยิบสิ่งหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋าเป็นขนมขบเคี้ยวจากต่างประเทศ “กินไหม.. อันนี้แม่ฉันซื้อมาจากญี่ปุ่น อร่อยนะ”
โป้งเลยลุกมาดู
“เอาชิมดู” ก้านเพชรแกะห่อขนมหน้าตาสวยส่งให้
“อร่อยไหม” ก้านเพชรถาม
“อืม” โป้งพยักหน้า
“ฉันให้นายหมดเลย” ก้านเพชรยิ้ม
เวลาก้านเพชรยิ้มเขาดูน่ารักในแบบของเขา ผิดจากหน้าตาหล่อเหลาแต่ดูเหมือนหยิ่งผยองในเวลาปกติ ก้านเพชรเป็นลูกชายนายทหารระดับสูง แถมยังร่ำรวย ดังนั้นไม่แปลกที่ใครต่อใครก็เกรงใจ
โป้งหันไปจะเรียกโกลมากิน
“ไม่ได้... ฉันเตรียมมาให้โป้งคนเดียว” ก้านเพชรรีบบอก
โกลที่กำลังเอาชุดเสื้อผ้าของตัวเองมาแขวน หันมาเชิดริมฝีปากส่งเสียงหึ
“โถ... อย่างกับกูอยากกินตายแล้ว”
“ก็อย่ากินสิวะ กูก็ไม่ได้อยากให้มึงกิน” ก้านเพชรตอบโต้
“ของถูกๆ” แล้วโกลก็หันไปแขวนเสื้อใส่ตู้ต่อ “ระวังท้องเสียอีกนะโป้ง... คราวนี้ของจริง ไม่ต้องเสแสร้ง”
โป้งทำตาโต รีบกลบเกลื่อนด้วยการร้องขึ้น
“ดูทีวี...ดูสิว่าคนฟิลิปปินส์เขาดูอะไรกัน” เขารีบไปคว้ารีโมทมาเปิดทีวี

การแข่งขันนัดแรก เป็นการแข่งขันกับเจ้าภาพฟิลิปปินส์ โป้งเองก็พึ่งจะเคยเป็นบรรยากาศของสนามที่มีคนดูมากสนามขนาดนี้แม้จะไม่เต็มสนาม เสียงเชียร์เป็นภาษาตากาล๊อกดังสนั่นชวนให้ขนลุกไม่น้อย
นัดนี้โป้งยังแค่นั่งอยู่ในที่นั่งของทีมสำรองเพราะเขายังไม่ได้ติดอยู่ในรายชื่อสำรองห้าตัว แต่โกลลงไปอยู่ในหนึ่งหกตัวสำรองแล้ว เพราะผู้รักษาประตูสำรองเกิดเจ็บระหว่างฝึกซ้อม

นัดนี้แม้จะโดนฟิลิปปินส์ยิงนำไปก่อน แต่ท๊อปก็ตีเสมอให้ได้ใครครึ่งหลัง
“พี่ท๊อปนี่เก่งเนอะ” โป้งกล่าวออกมา
คนที่นั่งข้างคือก้านเพชรหันมาบอก
“ก็แน่นอน พี่ท๊อปน่ะเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมปีที่แล้วนี่น่า”
คนที่นั่งอีกข้างเป็นรุ่นพี่เป็นกองหลังหันมามองหน้าโป้ง
“เรานี่ดูตื่นเต้นกับเกมดีเนอะ เห็นลุ้นทุกจังหวะ” เขาชื่อสุพจน์ เป็นหนุ่มหน้าตาธรรมดาแต่ร่างสูงใหญ่ และพูดติดทองแดงนิดๆเหมือนตั้ม
“ก็มันน่าตื่นเด้นนี่พี่...” โป้งตอบแล้วยิ้ม
สุพจน์เห็นรอยยิ้มจริงใจของโป้งแล้วนึกชอบ เขาเห็นฝีเท้าโป้งมาหลายครั้งแล้ว.. แถมเขาเองนั้นหละ ที่วิ่งตามโป้งไม่ทันตอนที่แข่งซ้อมคัดตัวรอบที่สอง
นายคนนี้เวลาอยู่ในสนามกับนอกสนามต่างกันมาก เวลาอยู่นอกสนามก็เหมือนเด็กธรรมดาๆ ออกจะเป็นคนโลกสวยแล้วกิยิ้มง่ายมากๆ แต่เขายังจำแววตาตอนที่เขามองลูกฟุตบอลได้ดี.. มันวาวโรจน์เหมือนเหยี่ยว.. พุ่งโฉบเข้าหาเหยื่ออย่างรวดเร็ว...
นกหวีดยาวจบการแข่งขันดังขึ้น
โป้งเสียดายที่ชนะไม่ได้แต่ก็ยังรู้สึกดี
อย่างน้อยก็เสมอวะ เจอเจ้าภาพอย่างนี้...

ตอนเช้าโป้งเห็นท๊อปนั่งอยู่คนเดียวในส่วนพักผ่อนของโรงแรม ก็เลยเข้าไปหา พอมาใกล้ๆ ก็เห็นว่าท๊อปทำหน้าเหมือนมีเรื่องในใจ เขาก็เลยสองจิตสองใจว่าจะเข้าไปดีหรือไม่
“โป้ง... มีอะไรเหรอ มานั่งก่อนสิ” ท๊อปเป็นฝ่ายหันมาเจอเขาเอง
โป้งจึงเดินมานั่งข้าง
“เห็นพี่นั่งคนเดียว ก็เลยมาจะเดินมาคุยน่ะครับ”
ท๊อปมองหน้าโป้ง
“แล้วเพื่อนเราสองคนไปไหนหละ”
“โค้ชเรียกไปคุยน่ะครับ เห็นว่าจะให้ลงเป็นตัวจริงนัดหน้า” โป้งตอบ มีแววเศร้านิดหน่อย
“อืม...” ท๊อปพยักหน้า
“นัดหน้าพี่ก็ไม่ได้เป็นตัวจริงนะ เพราะทีมที่เราเจออ่อนที่สุดในสาย แถมแพ้มาสองนัดแล้ว แต่เราก็ยังประมาทไม่ได้อยู่ดี ก็เลยต้องให้พวกพี่สำรอง ไม่อย่างนั้นโค้ชอาจให้เราลงตัวสำรองก็ได้”
โป้งก็คิดอย่างนั้น แต่มันก็น่าเสียดายอยู่ดี เขาแค่คิดว่าขอได้ลงไปเล่นสักนิดเดียว ขอสัมผัสกับเกมใหญ่ๆกับเขาบ้างเท่านั้นเอง
แล้วท๊อปก็โอบบ่าโป้งเขย่า
“ไม่เอาน่า... เดี่ยวเราก็ได้เล่น ถ้าเราชนะนัดนี้ โอกาสเข้ารอบก็มีสูงแล้ว ไม่รอบนี้ก็รอบหน้านั้นหละ”

“ทำไมไม่เอาไอ้โป้งลงบ้างวะ” ปอกล่าวตอนที่เอาหนังสือพิมพ์กีฬาที่จอมซื้อมา อ่านดูผลการแข่งขันเมื่อวานนี้ “ดูสิไอ้ก้านมันยังยิงได้เลย โป้งต้องยิงได้แหง่ๆอยู่แล้ว”
ตั้มพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ๆ ดูสิมันหน้าบานเลยยิงไปสองลูก” จอมรู้สึกชังน้ำหน้าก้านเพชรนิดๆ
“แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้ลงวะ นัดหน้าเจอญี่ปุ่น แล้วมันจะได้ลงเหรอ” วู๊ดถอนหายใจดังเฮือก
“สงสัยไอ้โป้งกู อดดีบิวต์แล้วมั้ง”

ก้านเพชรยิ้มหน้าบ้านตอนคุยกับเพื่อนร่วมทีมในโต๊ะอาหารเช้า
โป้งถอนหายใจตอนมองไป..
“ยิงได้สองประตูคุยใหญ่เลย” โกลกล่าวอย่างหมั่นไส้
“เฮ้ยทำไมพูอแบบนั้น” โป้งเอ๊ด
“เราทีมเดียวกันเว้ย โกล ทีมเดียวกันก็ต้องสามัคคีกันไว้”
โกลถอนหายใจบ้าง
“เออๆกูผิด” แล้วก็จิ้มไส้กรอกกินทั้งชิ้น
“โป้ง โกล” เสียงเรียกจากด้านหลัง วีระนั้นเอง
“ครับ” โป้งลุกขึ้น โกลก็ลุกตาม
“โค้ชเรียก” วีระบอก

“นัดนี้นับเป็นนัดสำคัญ เราต้องชนะให้ได้ เพราะถ้าหากนับลูกได้เสียแล้วเรายังเป็นรองเจ้าภาพอยู่ ตอนนี้เจ้าภาพมีเจ็ดแต้มเท่ากับเรา อยู่อันดับสอง ส่วนเราอยู่อันดับ3 เพราะลูกได้เสียของเป็นรองอยู่สองลูก” ผู้บรรยายกล่าว
ตอนนี้ทีมฟุตบอลทั้งทีมอยู่ในโรงยิม เพราะโค้ชป้อมอนุญาตให้พักการซ้อม เพี่อมาดูฟุตบอลนัดสำคัญนี้ที่มีการถ่ายทอดสด
“เอาหละครับรายชื่อผู้เล่นมาแล้วครับ”
แล้วกราฟฟิคก็แสดงรายชื่อสิบเอ็ดตัวจริง ซึ่งมีโกลอยู่ด้วย
“ไอ้โกลตัวจริงเลยนะเว้ย” ตั้มตื่นเต้น..
“ก็ประตูเจ็บสองตัว ก็ต้องเอาลงแล้วหละ” สุรีวัลกล่าว
แล้วรายชื่อสำรองก็แสดงต่อมา
“โอ๊ะ... เมื่อวันก่อนเราได้เห็นนายก้านเพชรลงตัวจริงเป็นผุ้เล่นอายุน้อยที่สุด.. แต่เหมือนวันนี้ สถิติจะโดนทำลายได้นะครับ ถ้าหากวันนี้โค้ชชาญเปลี่ยนเอา เทพพรลง.. เทพพรอายุน้อยกว่าก้านเพชรอยู่เดือนเศษๆ ถ้าเขาได้ลงก็จะเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดทันทีที่เล่นในระดับ U19” ผู้บรรยายกล่าว
ตอนนั้นกล้องแพนไปที่ซุ้มมานั่งสำรอง
“คุณๆ โป้งออกทีวี” ชายหนุ่มร่างสันทัดร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
หญิงสาวใบหน้าอ่อนโยนวิ่งมาจากในครัว
“โป้งจริงๆด้วยลูกแม่”

ในป้อมยามมีทีวีเครื่องเล็กๆ เทพฤทธิ์หันไปมองตั้งแต่ตอนที่ผู้บรรยายกล่าวถึงโป้งแล้ว แต่ตอนนั้นเขาติดต้องออกไปโบกรถ กลับเข้ามาใหม่ ก็เห็นหน้าลูกชาย
“เหมือนทางทีวีที่ฟิลิปปินส์จะทราบนะครับ ว่าเทพพรอายุน้อยทีสุดในรายการครั้งนี้ ถึงได้จับภาพเทพพรนานขนาดนี้” ผู้บรรยายกล่าว
“โป้ง” เทพฤทธิ์ยิ้มออกมา เขาอดใจไม่ได้ที่จะเอามือสัมผัสกับจอโทรทัศน์
“ลูกพ่อ สู้เขานะลูก”
แล้วเขาก็ต้องปาดน้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว เทพฤทธิ์นึกย้อนไปถึงตอนที่เห็นโป้งเอาขาเตะลูกฟุตบอลครั้งแรกแล้วก็ล้มแพละ แต่เด็กน้อยไม่ท้อลุกขึ้นเตะจนมันกลิ้งไปแล้วก็หัวเราะ ต่อมาพอวิ่งได้ โป้งก็มีเพื่อนเป็นลูกฟุตบอล เด็กคนนี้เหมือนจะไปไหนมาไหนกับลูกฟุตบอลจนเป็นภาพเจนตาของคนทั่วไป..
เด็กตัวเล็กคนนั้น ตอนนี้กำลังสวมเสื้อทีมชาติไทย นั่งอยู่ในม้านั่งสำรองในฐานะตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ

ลูกเตะมุมลอยโด่งมา โกลจับจังหวะออกไปชกเสียก่อนผู้เล่นญี่ปุ่นทีสูงใหญ่จะเข้าถึง ลูกฟุตบอลกระเด็นไปไม่ไกลตกในกรอบเขตโทษ กองหลังตัวกลางของทีมไทยก็รีบเตะออกไป
แต่การเตะนั้นกระดอนตัวผู้เล่นของญี่ปุ่นที่เข้ามาหาลูกเช่นกัน ลูกกระเด้งย้อนมาตรงเส้นของผู้รักษาประตูหน้าปากประตู โกลจะถลันเข้ารับ... แต่ก็โดนตัวผู้เล่นญี่ปุ่นเตะสวนทาง โกลจึงยกมือขึ้นบล็อกตามสัญชาติฌาน แต่ลูกฟุตบอลแค่แฉลบแล้วพุ่งเข้าประตูไป เพราะความรุนแรงของลูกเตะของศูนย์หน้าญี่ปุ่น
สองศูนย์ โกลทุบดินอย่างเจ็บใจ
เพราะก่อนหน้าเขาก็เกือบจะเซฟจุดโทษได้ แต่เขาก็ทำได้ปัดไปชนเสาเข้าประตู
แล้วนกหวีดยาวจบครึ่งแรกก็ดังขึ้น

“กองหลังเสียสมาธิง่ายไปนะ” โค้ชชาญกล่าวแล้วชี้ไปที่ตัวผู้เล่นที่สกัดพลาดจนเสียจุดโทษ
“นายต้องระวังการเข้าบอล อย่าเห็นว่าเป็นญี่ปุ่นแล้วเขาจะไม่พุ่งล้ม... แต่ก็โอเคหละ เพราะถ้าปล่อยเข้าไปก็ตัวๆกับประตูแล้ว แต่คราวหน้าถ้าทำได้ ให้เบียดไปก่อนนะ หรือไม่ก็บังทางบอล เพราะถ้าไม่ยิงจ่อๆ นายโกลอาจจะปัดได้”
“กองกลางเกมขาดไปดื้อๆเลยนะ ตัวรับก็ปล่อยให้กองกลางของเขาทำเกมมาได้ตลอด ตัวริมเส้นก็ไม่ทำยังขึ้นบอลไม่ดี คุณต้องเน้นตรงนี้” แล้วโค้ชชาญก็ชี้ลงไปที่กระดาษซึ่งวาดไว้เป็นผังแสดงตัวผู้เล่น “ต้องไปให้ถึงตำแหน่งให้ได้ โยนเข้าไปให้ตรงจุด ไม่อย่างนั้น ท็อปก็ไม่มีโอกาสยิง”
แล้วโค้ชชาญก็ถอนหายใจ
“ครึ่งหลังเราคงต้องเปิดเกมรุก.. แบ็กซ้ายขวา ดันขึ้นมาด้วย... แต่กลางตัวรับต้องถอยลงนิดหนึ่งระวังเกมโต้กลับ ตัวกลางสองตัวต้องประสานงานให้ดี ระวังเรื่องยิงไกลของกองกลางญี่ปุ่นด้วย”
“เรายังมีโอกาส หากเราตามตีเสมอได้ เราก็จะมีความหวังได้เข้ารอบ เข้าใจไหม ออกไปแล้วทำให้เต็มที่”
โป้งหันไปเห็นโกลทำหน้าเหมือนไม่สบายใจ เขาก็เลยหันไปบีบมือโกลเอาไว้
“กูเชื่อใจมึงนะเว้ย เสียแล้วก็เสียไป แต่มึงต้องทำให้เต็มที่ ตราบที่เราไม่เสียเพิ่ม เราก็มีโอกาส”
โกลหันมามองตาโป้ง ทั้งคู่สบตากันนิ่ง
“โป้ง” โค้ชเรียก “ไปวอร์ม”

เกมเริ่มต้นไปได้ราวๆสิบนาทีแล้ว แม้จะเดินเกมรุกได้ดีขึ้น แต่เกมรับญี่ปุ่นก็ยังป้องกันได้อย่างเหนียวแน่น แถมโต้กลับมาอย่างรวดเร็ว แต่โกลสมาธิยังดีอยู่ สามารถป้องกันไว้ได้
โป้งมองเกมตลอดจะกำลังกระโดดสไลด์ตัวอยู่ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น
“โป้งมานี่” วีระเรียก

“เอาละครับเหมือนจะมีการเปลี่ยนตัว” ผู้บรรยายกล่าว
ทีมฟุตบอลนวสาครเริ่มส่งเสียงกัน ตอนนี้ในโรงยิมไม่ได้มีเฉพาะนักฟุตบอลแต่มีนักเรียนจำนวนมากเข้ามาดูด้วย
“หมายเลขแปดออกครับ เทพพรหมายเลขสิบห้าลงแทนครับ”
เสียงเฮกันลั่นโรงยิม จุ้ยที่ถือสะพายแซกโซโฟนมาด้วยเผลอกระโดดกอดเดฟที่ยืนข้างๆ เดฟยิ้มหน้าบาน แต่วู๊ดที่หันมาเห็นพอดีต้องเบือนหนี

เทพฤทธิ์ได้ยินจากโทรทัศน์ที่หัวหน้ายามเป็นคนมาเร่งเสียงด้วยตัวเอง แต่เขากำลังแลกบัตรให้รถจากภายนอก
“สู้เขานะลูก” เทพฤทธิ์กล่าวออกไปอย่างแผ่วเบา

โป้งจับมือกับแตะมือกับผู้เล่นที่โดนเปลี่ยนออก เขาเดินไปหากัปตันเพื่อแจ้งแผนที่โค้ชฝากเขาลงบอก
อนุพงศ์พยักหน้ารับฟังโป้งบอกจนเข้าใจแล้วก็ตบบ่า
“โอเค... เต็มที่นะไอ้น้อง”
โป้งยิ้มอย่างสดใสแล้วก็วิ่งไปประจำตำแหน่ง

ก้านเพชรเป็นสถิติเมื่อวาน แต่วันนี้โป้งล้มสถิติเขาเสียแล้ว แต่เขากลับยิ้มกับภาพโป้งที่ยืนสะบัดขาไปมาระหว่างรอนกหวีดจากผู้ตัดสิน
“นายเหมาะกับสนามหญ้ามาก นายรู้ไหม... ฉันอยากเห็นนายตอนนี้ที่สุดเลย”
ผ่านไปอีกห้านาที โป้งพึ่งจะได้สัมผัสบอลเป็นครั้งแรก เขาแตะดูดลูกฟุตบอลลงพื้นอย่างชำนาญแม้ลูกที่เตะมาแรงเพราะเป็นการจ่ายอย่างจวนตัวของกัปตันทีม หลังโดนกองกลางญี่ปุ่นบีบเข้ามา
โป้งพาลูกไปตามเส้น ตอนนั้นมีผู้เล่นทีมญี่ปุ่นเข้ามาประกบ เขาเร่งจังหวะแล้วลดลงฉับพลัน จากนั้นแตะบอลหนีออกด้านขวา พลิกตัวตามไป แล้วก็วิ่งหนีตัวประกบที่เสียหลักตอนโป้งเปลี่ยนจังหวะ แล้วมุ่งไปหากรอบเขตโทษ
ผู้เล่นเกมรับของญี่ปุ่นเข้าอย่างรวดเร็ว ขวางทางเอาไว้ ขาก็เลยคลึงบอลแล้วพยายามขยับซ้ายขวาหลอก จนที่สุดก็ได้จังหวะจากการที่ตัวผู้เล่นฝั่งตรงข้ามหลงคิดว่าโป้งจะขยับไปด้านซ้ายจึงถลันเข้าขวาง
โป้งอาศัยจังหวะนิดเดียวนั้น แตะลูกฟุตบอลเปลี่ยนทางแล้ว วิ่งพาลูกหนีผ่านไปในกรอบเขตโทษได้
ตัวกองหลังร่างสูงของซญี่ปุ่นจึงรีบผวาเข้าเบียดเพื่อไม่ให้โป้งได้ยิง แต่จังหวะนั้นโป้งเหลือบไปด้วยหางตาเห็นท๊อปขยับ
เขาจึงแกล้งหลอกจะพาบอลไปข้างหน้า แต่กลับไม่ได้แตะบอล หากก้าวข้ามลูกไป แล้วสลับเท้าตอกลูกฟุตบอลด้วยส้นเท้า
ตอนนั้นเกมรับญี่ปุ่นมัวแต่สนใจการเคลื่อนไหวของโป้ง แต่ไม่คาดว่าโป้งจะตอกลูกส้นย้อนมาให้ท๊อปที่ขยับถอยลงมานิดหนึ่ง
ท็อปจึงว่างโล่งคนเดียว
เขาสับเท้ายิงตูมเดียว...ลูกฟุตบอลตุงตาข่าย...

เสียงเฮลั่นโรงยิมผสมกับเสียงผู้บรรยายที่ตื่นเต้นไม่แพ้กัน
“เข้าไปแล้วครับ ทรงคุณ นายท๊อปเจ้าเก่า ยอดเยี่ยมมาก และก็ต้องชมการความฉลาดของเทพพรด้วย ตอกลูกส้นมาให้ยิงแบบโล่งๆ เหน่งๆ ตูมเดียวเข้าประตู สุดยอดครับ สุดยอดมาก”
“โค้ชๆ” ปอที่ยังดีใจอยู่หันมาหาป้อมเพชร “เราซ้อมลูกนี้กันบ้างนะ รับรองเด็ด เด็ดแน่ๆ”
ป้อมเพชรยิ้มแล้วหันไปหาสาวิตรีที่กำลังดีใจอยู่กับสุรีวัล เขาอมยิ้มในอาการดีใจของแฟนสาว จริงๆสาวิตรีไม่ได้ชอบฟุตบอลเลย แต่เดี่ยวนี้เริ่มจะเข้าใจมากขึ้น... นั่นเป็นประโยชน์กับงานของเขาไม่น้อย

ผ่านไปครึ่งชั่วโมงของครึ่งหลัง แม้จะตามหลังอยู่หนึ่งลูกและเหลือเวลาเพียงไม่มากนัก แต่ทีมชาติไทยก็ยังเปิดเกมรุกเข้าใส่ญี่ปุ่นอย่างได้ลุ้น เพราะตอนนี้ญี่ปุ่นเริ่มพะวงกับการขึ้นเกมรุกของโป้งแล้ว ก็เลยต้องหาตัวประกบโป้งเพิ่ม แต่กลายเป็นเปิดพื้นที่ให้ตัวผู้เล่นอื่นๆของทีมชาติไทย
แล้วจังหวะหนึ่งที่โกลขว้างบอลมาหาอนุพงศ์ เขาก็พาลูกขึ้นไปเองจนถึงหน้ากรอบเขตโทษ แล้วแปจ่ายลูกต่อให้สัจจะศูนย์หน้าคู่หูของท๊อป
กองหลังของญี่ปุ่นเข้าบอลผิดจังหวะเลยกลายเป็นกระแทกสัจจะล้มไปตรงบริเวณหน้ากรอบเขตโทษแต่เยื้องมาด้านขวาเล็กน้อย
จารุพงศ์ ปีกขวาจอมสังหารจุดโทษก็เขาลูกมาตั้ง เขาหันไปสบตากับอนุพงศ์แวบหนึ่ง อนุพงศ์ก็ส่งสัญญาณเรียกโป้งมายืนใกล้ๆ
ที่จริงมุมนี้ถ้าเป็นเท้าขวาก็ถนัดทะนี่ เพราะเลือกยิงได้เต็มที่ หากจารุพงศ์แค่ทำท่าเหมือนจะเตะ แต่วิ่งผ่านไปเลย
โป้งจึงวิ่งเข้าหาลูกแล้ววางเท้าขวามั่น กวาดเท้าซ้ายเตะเฉือนไปตรงมุมขวาล่างของลูกฟุตบอล
ลูกฟุตบอลพุ่งออกไปทั้งแรงและหมุนติ้ว มันแหวกอากาศเป็นวีถีโค้งซ้ายข้ามกำแพง และผ่านมือผู้รักษาประตูทีมญี่ปุ่นที่พยายามจะผวามาปัด แต่มือไปไม่ถึงลูกที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว
ลูกฟุตบอลจึงมุดผ่านใต้คานตรงบริเวณใกล้มุมบนและกระแทกตาข่ายด้านในอย่างแรง
ตอนนั้นโป้งมัวแต่ยืนนิ่งมองผลงาน แต่บรรดาเพื่อนร่วมทีมกรูกันเข้ามากอดเขาอย่างดีอกดีใจ
โกลที่อยู่ห่างออกไปอยากจะเข้าไปเหมือนกัน แต่เขาได้แค่กำหมัดชกลมอย่างสะใจในพื้นที่ของตัวเอง
โค้ชชาญเงยขึ้นมองสกอร์บอร์ดที่เปลี่ยนไปเป็นสองต่อสอง...

“ตอนนี้เวลาก็ใกล้จะหมดแล้ว แต่จริงๆแล้วเราก็ต้องชนะ เพราะอีกคู่ที่แข่งก่อนเล็กน้อย และจบไปแล้วด้วยผลเสมอ ดังนั้นพวกเขาจึงมีแปดแต้ม เท่ากับเรา แต่ประตูได้เสียดีกว่า...” ผู้บรรยายกล่าว แต่ก็ร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
“แหม่จังหวะนี้...โอ๊ย เกือบไปครับ แต่กรกฎคว้าได้ติดมือ”
เทพฤทธิ์กัดริมฝีปากแน่น หันไปเห็นหัวหน้าของเขาซึ่งถึงกับลูบอกแสดงอาการใจหาย

นี่มันทดเวลาแล้วโกลบอกตัวเอง...
เขาต้องเร็ว เพราะนี่อาจจะเป็นจังหวะสุดท้ายของเกม
เขาเห็นโป้งวิ่งนำไปก่อนแล้ว
“โป้ง... ทำให้ได้” โกลกล่าว แล้วก็โยนบอลไปข้างหน้าเล็กน้อยก่อนจะเตะออกไป
โป้งวิ่งไปข้างหน้า แม้ตอนนี้ตามองลูกฟุตบอล แต่ก็รู้ว่าข้างหน้าเขายังมีกองหลังญี่ปุ่นอีกสองคนที่ไม่ได้ขึ้นไปทำเกมรุกด้วยเพราะยังกลัวจังหวะสวนกลับ
ลูกฟุตบอลจากโกลมาถึงเขาตรงบริเวณกึ่งกลางระหว่างวงกลมกลางสนามกับครึ่งวงกลมหน้ากรอบเขตโทษ
โป้งพักลูกฟุตบอลด้วยอก แต่โป้งไม่ปล่อยให้ลูกตกถึงพื้น เตะกระดกมันให้ลอยข้ามหัวตัวเองด้วยเท้าขวา จากนั้นก็หมุนตัวกลับหลัง แล้วเตะไปใต้ลูกด้วยเท้าซ้ายในทิศทางและน้ำหนักที่ซักซ้อมมาอย่างดี..
ลูกฟุตบอลลอยโด่งข้ามหัวกองหลัง แล้วมุ่งหน้าไปหาประตู มันม้วนกลับลงมาหนีมือผู้รักษาประตูที่พยายามปัด แล้วก็มุดใต้คานเข้ากระทบพื้นหลังเส้นประตู...
กรรมการเป่านกหวีดยาวสัญญาณการได้ประตูของทีมชาติไทย...

วราพรที่นั่งอยู่ข้างสามียังคง งงงวย
“โป้งยิงได้ เราชนะแล้วพร... เราชนะแล้ว” สามีที่ปกติเป็นนายแพทย์ผู้เงียบขรึมกลับกายเป็นลิงโลดอย่างกับเด็ก
วราพรยิ้มออกมาทั้งน้ำตาเมื่อมองภาพโป้งลูกชายคนเดียวของเธอถูกเพื่อนๆรุมโถมเข้ากอดอย่างยินดี
ฤทธิ์ค่ะ.. คุณเห็นรีเปล่า ลูกเรา..เก่งมากเลยใช่ไหมค่ะ... เธอบอกออกไปแต่เพียงในใจ..

“เก่งมากลูกเก่งมาก” เทพฤทธิ์ได้แต่พูดซ้ำๆแล้วรีบปาดน้ำตาก่อนใครจะเห็น
เขาหันไปรอบตัว แม้แต่ผู้อาศัยที่บังเอิญผ่านมาตรงป้อมยามก็ยังตะโกนออกมาด้วยความยินดี..
หัวหน้ายามถึงกับลุกขึ้นปรบมือรัวๆ
“เก่งจริง เด็กคนนี้มันเก่งจริงๆ”
เทพฤทธิ์ได้แต่ยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ ทั้งที่ในใจอยากตะโกนไปว่า ลูกของผม.. ลูกของนายเทพฤทธิ์

“ลูกใบไม้ร่วงงดงามมากครับ ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเป็นฝีเท้าของเด็กอายุสิบหกปีเท่านั้น... เทพพร สมแล้วครับที่เป็นทายาทของเทพฤทธิ์ ต้องบอกว่าสุดยอด สุดยอดมาก” ผู้บรรยายกล่าว
แต่ไม่มีใครสนใจเสียงผู้บรรยายอีกแล้ว ตอนนี้ทีมฟุตบอลและบรรดานักเรียนโรงเรียนนวสาครกำลังแสดงความยินดีราวกับพวกเขาได้ชัยชนะเสียเอง...
“สะใจเว้ยสะใจ... เยี่ยมมากไอ้โป้งลูกรัก กลับมาจะหอมๆสักสิบทีเลยมึง...” สุรีวัลออกอาการอย่างเต็มที่
แต่โค้ชป้อมเพียงยิ้มออกมา แล้วพยักหน้าช้าๆซ้ำๆ

ตอนนี้นกหวีดยาวจากกรรมการเป่าไปแล้ว กล้องจับภาพไปที่โป้งที่เดินเข้าไปจับมือกับผู้เล่นทีมญี่ปุ่นอย่างมีมารยาท นักฟุตบอลเลือดบูชิโดหลายคนตบบ่าโป้งแล้วยกนิ้วโป้งให้แสดงความนับถือในฝีมือ แต่โป้งก็แค่ยิ้มรับอย่างเก้อเขินเท่านั้น
โค้ชชาญจับมือกับโค้ชทีมญี่ปุ่น ก่อนจะเดินกลับหลังเข้าไปทางห้องแต่งตัว
เรายังมีงานต้องทำอีกสินะ รอบหน้า... ยังรออยู่...
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:15

ตอนที่ 24 : ระหว่างโป้งกับอรรถ คือความหลัง(รีไรท์)
โป้งตื่นขึ้นมา เขายังรู้สึกว่าทุกอย่างเป็นความฝัน เขาทำประตูได้ในชุดทีมชาติ.. เขายิงประตูเยาวชนU19 ของญี่ปุ่น หนึ่งในมหาอำนาจลูกหนังเอเชีย พวกเราชนะทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในสาย และอันดับสูงๆในทัวร์นาเม้นท์...
ตอนเครื่องบินบินกลับมาประเทศไทย มาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ
นักข่าวเป็นร้อยๆ กับแฟนบอลเป็นพันๆมาต้อนรับจนแน่นขนัด.. แถมเมื่อคืนยังปอยังส่งแชร์และแทคภาพของเขาที่หนังสือพิมพ์หัวเล็กหัวใหญ่ ขึ้นเป็นหน้าหนึ่ง และหัวข้อข่าวสำคัญ..
ที่บอกว่าทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน เพราะสำหรับโป้งมันแค่ฟุตบอลหนึ่งรายการเท่านั้น และที่เขาทำก็แค่หน้าที่ในหนึ่งนัดที่สำคัญ แต่ทุกอย่างก็เป็นอย่างที่ท๊อปพูดให้กับเขาในตอนกลางคืนที่พวกเราฉลองกันเอง ภายในโรงแรม หลังจากกลับมาที่พัก
“พอกลับ ไปนายจะรู้สึกเป็นฮีโร่ สื่อจะรุมนาย... แต่ถ้านายคิดว่ามันจะเป็นอย่างนี้ไปตลอด พี่จะบอกว่าไม่เลย... ตอนเราตกรอบกลับมา ก็มีแค่แฟนบอลพันธุ์แท้เท่านั้นหละที่เหลียวแล... ดังนั้นใครจะยกย่องยังไงไม่ต้องสน คนจะด่ายังไงก็ไม่ต้องใส่ใจ... เราแค่รู้ว่าเราทำตามหน้าที่ หน้าที่ของเราคือนักฟุตบอล งานของฉันคือยิงประตู งานของนายคือจ่ายบอลกับช่วยยิงประตู... งานของเรายังอีกไกลนะโป้ง”
นั้นคล้ายกับที่พ่อเคยพูดเอาไว้ แม้จะไม่ได้พูดกับโป้ง แต่เป็นอาการันต์ ที่มาคุยด้วยความท้อใจเรื่องฟอร์มการเล่น
“พอเราเล่นดียิงได้ เขาก็ยกย่องเรา พอเราฟอร์มไม่ดี หรือทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเขาก็ด่าเรา... มันอาจกวนสมาธิเราได้... แต่อย่าให้มันทำร้ายเราได้ เพราะเป็นนักฟุตบอล ผลการแข่งขันจะพิสูจน์ทุกอย่าง แต่ถ้ามันไม่ดี ก็แปลว่าเราต้องเอาใหม่.. สู้ต่อไป จนกว่าเราจะไม่มีแรงเตะ หรือเตะไม่ได้นั่นหละรันต์ สนใจอะไรพวกสื่อ ก็ปล่อยให้มันพูดไป..เล่นบอลด้วยเท้ากับปากมันต่างกันตรงนี้หละ”
(การแข่งขันเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน19 ปี หรือ AFC U19 เป็น รายการที่จัดกันเป็นสองช่วง ช่วงแรกเรียกว่ารอบคัดเลือก จะเป็นการแบ่งสายแข่งขันกัน โดยมีประเทศหนึ่งประเทศใดในแต่ละสายเป็นเจ้าภาพ ในกรณีนี้สมมุติให้เป็นฟิลิปปินส์ ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพของสายที่มีไทย ญี่ปุ่นและประเทศxxx กับประเทศyyy ร่วมสายไปแข่งที่ฟิลิปปินส์ สายอื่นก็คล้ายกันดังนั้นในรอบคัดเลือก จะมีเจ้าภาพรอบคัดเลือกตามจำนวนสาย
จาก นั้นทีมที่เข้ารอบจะได้สิทธิไปแข่งรอบสุดท้ายที่ประเทศที่เป็นเจ้าภาพหลัก เพื่อชิงถ้วยชนะเลิศในประเทศที่เป็นเจ้าภาพหลักของรายการในปีถัดไป)

แล้วเมื่อตื่นจากความฝันมาแล้ว เป็นธรรมดาที่ต้องเจอกับความจริง และความจริงที่รออยู่คือการสอบ..
โป้งและโกลได้เลื่อนสอบออกไป เพื่อให้ได้อ่านหนังสือ เตรียมการสอบ
โกลพยายามติวให้โป้งด้วยการอธิบายฉอดๆเป็นรอบที่สาม แต่โป้งกลับท่องให้เขาฟังได้เพียงครึ่งของสิ่งที่โกลพยายามพูดให้ฟังเมื่อสักครู่
“โอ๊ย...โป้ง แล้วนี่นายจะเอาอะไรไปสอบว๊า...” โกลขยี้หัวโป้งจนยุ่งเหยิงด้วยความหมั่นไส้
แต่โป้งก็แค่หัวเราะแหะๆ ตอบกลับมา

ถ้าเขาเรียนได้อย่างเล่นฟุตบอลก็คงดี ตอนนี้ในห้องสอบมีแค่โป้งคนเดียว เพราะโกลออกไปแล้ว
อรรถมองนาฬิกาแล้วก็เดินมาข้างๆ
“หมดเวลาแล้วนายเทพพร” อาจารย์ผู้คุมสอบซึ่งมานั่งอยู่ด้วยตามหน้าที่กล่าว
“โอ้ยอาจารย์อีกนิดเดียวเองครับ” โป้งท้วง
อรรถมองลายมือสวยๆของโป้ง จริงแล้วโป้งเป็นคนลายมือสวยมาก เพราะโดนน้าพร มารดาของโป้งจับดัดมาแต่เล็กๆ ตอนที่หัดให้โป้งเขียนหนังสือมือขวา เพราะเมื่อก่อนย่าของโป้งยังอยู่ ท่านไม่ชอบที่โป้งเขียนหนังสือมือซ้าย
“เอาเหอะ.. แค่นี้หละ... เขียนไปก็ไม่ใช่ว่าจะได้คะแนน เขียนสวยแต่อ่านไม่เข้าใจก็ไม่มีประโยชน์นะโป้ง” อรรถว่าแล้วดึงข้อสอบจากมือโป้ง
โป้งทำหน้าหน้าบูดใส่ แล้วก็แลบลิ้นหลอก แถมยกนิ้วโป้งใส่แสดงอาการว่า โป้งแล้วด้วย
อรรถหัวเราะ แล้วก็ขยี้หัวโป้งอย่างเอ็นดู แต่โป้งกำลังหงุดหงิดเลยเอี่ยวหนีทำให้ขยี้ไม่ถนัด
“เอาเหอะน่า... อาจารย์ประจำวิชาเขาไม่ให้เธอตกหรอก ผลงานทีมชาติมันพอจะช่วยได้อยู่” อาจารย์ผู้คุมสอบหัวเราะแล้วกล่าวออกไป
โป้งยกมือไหว้ทั้งอรรถและอาจารย์คุมสอบ แล้วก็เดินออกไปจากห้อง
“ถ้าไม่เล่นบอลแล้วจะทำอะไรกิน ไอ้โป้งเอ้ย” อรรถส่ายหัวอ่อนใจ

เพราะโค้ชชาญสั่งเอาไว้ว่าหากมีใครติดต่อมาขอสัมภาษณ์ให้บอกว่าต้องติดต่อกับ ประชาสัมพันธ์ของทีมชาติก่อน โป้งก็ยึดคำนั้นอย่างมั่นคง แต่กระนั้นก็ยังอุตส่าห์มีคนมาแอบถ่ายภาพเขาตอนวิ่งออกกำลังกายกับโกลในตอนเช้า
“ท่าจะบ้านะ”โกลบ่นตอนที่รู้ตัวว่ามีรถคันหนึ่งแล่นช้าๆแล้วยืนกล้องออกมาถ่ายรูปทั้งคู่
“จะอะไรกันนักหนาก็ไม่รู้เนอะ” โป้งเห็นด้วย
“แต่โค้ชบอกว่า เดี่ยวอาทิตย์หน้าทีมชาติชุดใหญ่แข่งก็ซาไปเอง” โป้งก็ยังชี้ในแง่บวก
“นี่ยังดีนะคนแถวนี้เขาเห็นเราทุกวันก็เลยชิน ไม่อย่างกูว่าคงมีมาดักรอขอลายเซ็นกันบ้างหล่ะ” โกลโคลงหัว

หลังได้พักอาทิตย์หนึ่ง โป้งกับโกลก็กลับเข้าโปรแกรมซ้อม เพราะรายการใหญ่ของชีวิตเด็กมัธยมรอคอยอยู่ คือบอลนักเรียนอายุไม่เกิน 18 ปี ถ้วย ก.
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของโป้งแล้ว ปอก็อดสงสัยไม่ได้
“นี่มึง” ปอถามตอนอาบน้ำ
“มึงก็เคยลงทีมชาติ เล่น AFC ไปแล้ว ทำไมมึงยังตั้งใจกับบอลนักเรียนจังวะ”
โป้งหันมา
“ก็กูยังไม่เคยได้แชมป์ ก็โดนพวกมึงเขี่ยตกรอบของรุ่นสิบหกปี กูก็เลยอยากจะได้บ้างไง ในรุ่นสิบแปดปี” โป้งตอบ
“มันเป็นความฝันของเรานักบอลไม่ใช่เหรอวะ ว่าอย่างน้อยสักครั้งก็ได้ถ้วยนี้”
ปอหันมามองหน้าโป้ง
“อีกอย่าง กูก็อยากจะได้ร่วมชูถ้วยกับพวกมึงบ้าง.. ถึงกูจะพึ่งเข้ามา พวกมึงก็เป็นเพื่อนร่วมทีมของกูไม่ใช่เหรอวะ พวกมึงไม่อยากให้กูเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของพวกมึงเหรอวะ”
ตอนนี้ทั้งห้องเงียบไป มีเพียงเสียงน้ำเท่านั้นที่ดังอยู่
โป้งหันมา พบว่าเพื่อนทุกคนหันมามองเขากันหมด จะมีก็แต่โกลที่ยังสระผมอยู่
“เฮ้ยโป้ง” วู๊ดที่อาบน้ำเสร็จไปก่อนหน้าแล้ว แต่พอดีเข้ามาหยิบของที่ลืมไว้เลยได้ยิน
เขาวางมือบนไหล่
“พวกกูดีใจต่างหากที่ได้เป็นเพื่อนร่วมทีมกับมึง... มึงเป็นแรงบันดาลใจของพวกกูเลยนะเว้ย”
โป้งมองหน้าที่ละคน ตอนนั้นโกลที่กำลังล้างแซมพูก็หันมามองด้วย
“เราจะสู้ด้วยกัน... ต้องเอาแชมป์มาให้ได้” ปอเดินเข้ามาแล้วกอดคอโป้ง
แล้วจู่ๆจอมก็ร้องขึ้น
“โอยพวกมึงอย่าซึ้งอย่างนี้สิวะ กูร้องไห้เลย”
ตั้มที่อยู่ใกล้เลยจับมันล็อกคอ
“โอ้ยไอ้จอมเอ้ย ทีอกหักทุกเดือนมึงไม่ร้อง แต่นี้มึงเสือกร้อง”
“ก็อันนั้นกูชิน แต่อันนี้กูไม่ชิน” จอมปาดน้ำตาป้อยๆ
เพื่อนหัวเราะกันครื้นเคล้ง
นอกห้องน้ำ โค้ชป้อมเพชรที่เดินมาได้ยินที่บรรดานักฟุตบอลสนทนาพอดี
ก็อาจจะเป็นอย่างนั้น ปีหน้าทั้งสองคนอาจไม่ได้เล่นร่วมทีมกับเพื่อนๆของเขาแล้วก็ได้.. ทั้งสองคนเป็นนกที่มีปีกแข็งแรงพอจะบินออกไปสู่โลกแห่งฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว..

แม้โรงเรียนจะอยู่ในช่วงปิดภาคเรียนแต่อรรถก็ยังต้องมาโรงเรียน เพราะเขาต้องทำรายงานและส่งแผนการสอนในภาคเรียนถัดไป
เขาขี่จักรยานยนต์ออกมาจากโรงเรียน เห็นโป้งนั่งคนเดียวอยู่ที่ร้านอาหารตามสั่งข้างทางฝั่งตรงข้าม
เขาจึงตัดสินใจไปกลับรถ
“อ้าวมนุษย์ไข่เจียว วันนี้ไม่กินไข่เหรอ” อรรถทักเพราะโป้งกำลังนั่งกินข้าวผัด
โป้งเงยหน้าขึ้นมา
“อ้าวพี่อรรถ โรงเรียนยังไม่เปิดสักหน่อย” โป้งกล่าว “มาทำไมหละพี่”
“มาทำรายงานสิ แล้วทำไมวันนี้ซ้อมเสร็จเร็วจัง” อรรถตอบ
“วันนี้เขาจะใช้สถานที่จัดงานแต่งงาน เลยให้เราเลิกซ้อมกันเร็ว”
“แล้วทำไมวันนี้กินข้าวผัด” อรรถถามแล้วมองในจาน
“อ้าวก็พี่บอกเองว่าให้ผมกินอย่างอื่นบ้าง ผมก็กินอย่างอื่นไง... ไม่ดีเหรอ” โป้งตอบ
“อีกอย่างไอ้โกลมันก็สั่งกินบ่อยๆ เลยลองกินดูบ้าง”
อรรถพยักหน้า ก่อนจะถามต่อ
“แล้วเขาไปไหน ปกติเห็นติดกันเป็นปาท่องโก๋”
“โดนพ่อบังคับไปงานแต่งงานญาติ นี่ก็ไปตั้งแต่บ่ายๆแล้ว” โป้งตอบ

“นี่มันอะไร..” อรรถถามแล้วยืนพินิจแผ่นป้ายที่ติดอยู่บนประตู
“อย่าลืมปิดไฟ ปิดน้ำ ถอดปลั๊กเครื่องไฟฟ้าด้วย” เขาอ่าน
“แม่ไงพี่” โป้งตอบ ขณะรินน้ำเอามาให้อรรถ
“กลัวผมลืม ก็เลยมีป้ายอยู่ทุกที่”
อรรถรับแก้วแล้วเดินมานั่งบนเตียง
“นี่ไม่ได้อยู่คนเดียวเหรอ” อรรถรู้จากที่ราวมีเสื้อนักเรียนอยู่สองขนาดแขวนอยู่
“ไอ้โกลมันจะนอนที่นี่บ่อยๆน่ะพี่ มันขี้เกียจกลับบ้าน” โป้งตอบ แล้วเปิดทีวี
“นี่เราสองคนเป็นอะไรกันรึเปล่า.. เหมือนโกลจะสนิทกับโป้งมากเลยนะ” อรรถถามตรงๆ
“โถพี่” โป้งหัวเราะ “เราเป็นคู่หูกันเฉยๆพี่ คิดมากไปได้”
เขาเดินเอารีโมทมาส่งให้
“ผมอาบน้ำก่อนนะ” แล้วโป้งก็ทำท่าจะเดินไป
แต่อรรถดึงไว้ เป็นการดึงที่แรงพอจะทำให้โป้งที่ไม่ทันตั้งตัวล้มลงในอ้อมกอดของอรรถ
“พี่คิดถึงโป้งมากเลย” อรรถกอดรอบเอวโป้งแล้วหอมที่ต้นคอ “เราไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างนี้นานมากและนะโป้ง”
อรรถเลื่อนมือต่ำลงจนถึงเป้ากางเกง
“พี่อรรถครับ... พอเถอะครับ” โป้งกล่าวด้วยเสียงที่พยายามจะให้ราบเรียบ
แล้วเขาก็ปลดมือของอรรถ ก่อนจะลุกขึ้น
“พี่ก็บอกเองว่านั้นนานมาก ตอนนั้นผมอยู่แค่ม.สอง พี่อยู่มหาวิทยาลัยปีสอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว”
“อะไรที่ไม่เหมือนเดิมโป้ง พี่ยังคิดถึงโป้งเหมือนเดิม... โป้งอย่าบอกนะว่าโป้งเปลี่ยนไปแล้ว” อรรถมองโป้งที่ยืนหันหลังให้
“ครับ.. แต่ไม่ใช่ทั้งหมด..” โป้งตอบแต่ไม่ได้หันไปมองหน้า
“ผมเปลี่ยนไป ตรงที่ผมโตขึ้น ผมเป็นนักเรียนม.สี่แล้ว รู้แล้วว่าอะไรควรไม่ควร ตรงนั้นคือที่เปลี่ยนแน่นอน แต่นอกนั้นยังเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง”
“แต่พี่อรรถสิครับ พี่มีแฟนแล้ว พี่ควรจะระลึกถึงความรู้สึกเธอ ที่พี่ทำอยู่ผมนับว่ามันเป็นการนอกใจ พี่โตกว่าผม ควรจะเข้าใจดีกว่าผมใช่ไหมครับ”
“มันไม่เหมือนกันโป้ง ความรู้สึกของพี่ต่อโป้งกับความรู้สึกของพี่ต่อเธอมันแยกกันนะโป้ง.. สำหรับพี่ โป้งเป็นคนสำคัญเสมอ” อรรถพยายามอธิบาย
“ไม่เหมือนกันตรงไหนครับ..” โป้งถามกลับ เขาหันกลับมามองหน้า
ตอนนี้แววตาโป้งอ่านไม่ได้ และเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่
“การที่คนเราจะมีเซ็กซ์กันได้ มันมีกันอยู่กี่เหตุผลครับ แล้วถ้าพี่เรียกสิ่งที่พี่มีต่อแฟนของพี่ว่าความรัก แล้วที่พี่ทำกับผมเรียกว่าอะไรดีครับ.. คนเราจะรักคนได้มากกว่าหนึ่งได้ก็จริง แต่สำหรับผม ถ้าเลือกได้ผมก็ไม่อยากให้ผมเป็นต้นเหตุให้ใครต้องเจ็บปวดนะครับพี่”
โป้งกำลังจะหันกลับ
“แล้วสิ่งที่โป้งมีให้พี่หละ เรียกว่าความรักได้ไหม” อรรถถามออกไป
โป้งที่หันไปแล้วครึ่งตัว เหลือบตามอง
“พี่เป็นพี่ชายของผมครับพี่อรรถ.. ผมขอรักพี่แบบพี่ชายต่อไปนั้นดีที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องที่ผ่านมา... ผมจะไม่จำไว้อีก เพราะผมอยากเป็นน้องชายของพี่ต่อไปมากกว่าครับ” แล้วเขาก็หันไปคว้าเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัว“พี่จะกลับก็อย่าลืมปิดทีวีให้ผมด้วย เดี๋ยวนี้ผมอาบน้ำนานนะครับ พี่ไม่ต้องรอ”
อรรถมองตามหลังโป้งที่ลับไปหลังประตูห้องน้ำที่ปิดลง
เขานั่งนิ่งอยู่นานพอสมควรก่อนจะกล่าว
“แต่พี่จะไม่เคยเปลี่ยนโป้ง..ไม่มีใครเปลี่ยนความรู้สึกของพี่ต่อโป้งได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม” อรรถกล่าวแล้วก็ปิดโทรทัศน์ก่อนจะเดินออกไปเงียบๆ
โป้งที่กำลังใช้ฝักบัวรดหัวอยู่ได้ยินเสียงปิดประตูห้อง เขาถอนหายใจแล้วก็เงยหน้าให้น้ำชำระใบหน้า

ที่จริงโกลก็ว่าจะกลับบ้าน แต่คิดไปคิดมาถ้ามานอนกับโป้งจะไปซ้อมในวันรุ่งขึ้นได้ง่ายกว่า
เขาก็เลยมาถึงอพาร์ทเม้นท์ของโป้งตอนเกือบสี่ทุ่ม
“กูมีของมาฝาก” โกลกล่าวแล้วเอาของที่ถือมาด้วยซ่อนไว้ข้างหลัง
โป้งกำลังดูทีวีไม่ได้มองมา เพราะมีรายการที่เอาเทปการแข่งขันของทีมชาติชุดใหญ่มาฉาย
“อะไร ของชำร่วยเหรอ... ไม่เอาหรอกนะ ถึงจะเป็นงานแต่งงานเศรษฐีก็เถอะ”
แต่โกลเอาของชิ้นนั้นมายื่นให้ตรงหน้า เป็นถุงใบใหญ่
“ร้องเท้าแข่งรุ่นใหม่ อันนี้เหมาะกับมึงมากเลย.. ยังไม่มีขายในเมืองไทย อันนี้เป็นตัวที่พ่อกูจะสั่งมาขายเดือนหน้า”
โป้งเริ่มตื่นเต้น
ในถุงมีสองกล่อง พอหยิบออกดูถึงได้รู้ว่าต่างไซด์กัน
“แพงไหมเนี่ย ถ้าแพงกูไม่เอานะ”
“ฟรี” โกลตอบ
"พ่อกูเขาได้เป็นสมนาคุณมา เพราะเซลล์รู้ว่ากูเล่นบอล เขาเลยชอบเอามาให้ แต่พ่อกูขอไปสอง เขาก็อิดออดนิดหน่อย แต่พอบอกว่าที่จะเอาให้คือมึง เท่านั้นหละรีบเอามาแทบไม่ทัน แถมฝากถามมาด้วยว่าสนใจเป็นพรีเซนเตอร์ให้เขาไหม” โกลอธิบาย
“แน่นะ.. โน่นคู่ก่อนกูยังไม่มีปัญญาคืนเงินมึงเลย นี่ก็อีกคู่แล้ว” โป้งเปิดกล่องเอามาลูบๆคลำๆ
“แน่สิวะ... จะโกหกทำไม หรือพอไม่มีลายเซ็นก็เลยไม่อยากได้” โกลทำเสียงเหมือนน้อยใจในตอนท้าย
“เปล่าซะหน่อย” โป้งปฏิเสธ “กูแค่ไม่อยากให้มึงเสียเงิน"
“ลองใส่ดูว่าพอดีไหม ถ้าไม่พอดีเดี่ยวจะได้เอาไปเปลี่ยนให้” โกลว่า
โป้งสวมรองเท้าแล้ว ปรากฏว่ามันพอดีแป๊ะ เขาก็เลยยิ้มกว้าง
“เบามากเลยโกล” แล้วเขาก็ลองวิ่งยกเท้าสูงอยู่กับที่
“วิ่งดีด้วย” โป้งหัวเราะ
“ก็รุ่นใหม่นี่” โกลตอบแล้วยิ้มอย่างมีความสุขกับท่าทางดีใจของโป้ง
“ว่างๆกูต้องไปขอบคุณพ่อของมึงหน่อยแล้ว” โป้งกล่าวด้วยรอยยิ้ม ตอนนั่งลงถอดรองเท้า
โกลมองโป้ง
“นี่กูไม่อยู่ตั้งนาน มึงแอบคุยกับไอ้ก้านกะหนุงกะหนิงหรือเปล่า หรือว่าแอบไปเที่ยวกับมันมา”
โป้งหันมามองหน้าโกล
“ไอ้ห่าเอ้ย” โป้งใสหัวโกลออกไป เพราะสายตาโกลแสดงอาการพินิจพิเคราะห์ด้วยความหวาดระแวง
“มึงไปกี่ชั่วโมงกันโกล... ถ้าเอากันก็คงยังไม่เสร็จหรอกนะ”
“โอ้โหนี่มึงอึดขนาดนั้นเลยเหรอโป้ง... กูไปตั้งแต่บ่ายโมง นี่มันสามทุ่ม มึงไม่เสร็จเหรอไอ้โป้ง... คนทั่วไปเสร็จไปหลายรอบแล้วนะ” โกลร้องเสียงดัง
โป้งอุดปากโกล
“มึงนี่จะแหกปากทำไม...ไม่กลัวข้างห้องมาด่าพ่อเหรอวะนี่”
โกลหัวเราะ แกะมือโป้งออก
“ด่าพ่อกูเรอะ ตามสบาย จะด่ายังไงก็อยากด่าไป อย่าด่ากูเป็นเรื่อง” โกลกล่าวติดตลก
แล้วทั้งคู่ก็มองตากัน
“ว่าไง แล้วตกลงได้ทำไหม ถ้าทำก็สารภาพมาดีๆ กูลดโทษให้กึ่งหนึ่ง” โกลถามอีกพร้อมข้อเสนอ
โป้งส่ายหน้า
“ไอ้เหี้ยนี่มึงมองกูเป็นอะไรวะโกล... กูไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นเลยเหรอ” โป้งตอบ แล้วเอารองเท้าเก็บลงกล่อง
แล้วโป้งก็เอากล่องไปวางข้างชั้นวางรองเท้า
โกลมองตามโป้ง
“กูไว้ใจมึง แต่กูไม่ไว้ใจคนอื่นต่างหาก... มึงน่ะเข้มแข็งเวลาเดียวนั้นหละ เวลาลงสนาม... แต่ปกติมึงใจอ่อนจะตาย... กูก็กลัวมึงจะทนลูกตื้อของคนอื่นไม่ไหว”
โป้งเดินกลับมายืนตรงหน้าโกล
“มึงก็อย่าทิ้งกูบ่อยๆสิวะ ถ้ามึงไม่อยู่กูก็จะสับสน ถ้ามีมึงอยู่ กูก็สนใจแต่มึงไง” โป้งกล่าว
สองคนสบตากันนิ่ง แล้วก็นานอยู่อย่างนั้น จนกระทั้ง...
“เข้าไปแล้วครับ... ทีมชาติไทยเรานำแล้วหนึ่งต่อศูนย์”
โป้งจึงหันมาหาทีวี
“สุดยอด... ดูมึงดูลูกนี้ พี่เขายิงคมมากเลย”
โกลถอนหายใจดังเฮือก.. ก่อนจะลุกไปหยิบผ้าเช็ดตัวไปอาบน้ำ
“เออ... คมสุดๆ” โกลกล่าว..
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Re: The Curve โป้ง... หัวใจปั่นไซด์โค้ง(เกย์ กีฬา)

Post17 Apr 2016 09:15

ตอนที่ 25 : ที่สุดชีวิตนักฟุตบอลโรงเรียน.. รายการแห่งศักดิ์ศรี บอลถ้วยก. (รีไรท์)
โป้งแปลกใจกับการมาเยือนของการันต์ เขายกมือไหว้กานต์เมื่อเข้าไปในห้องของของโค้ชป้อมที่อยู่ข้างห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา
โกลเองก็แปลกใจเช่นกันที่ถูกตามมาด้วยอีกคน
“พักนี้ว่างพอดี ก็เลยอยากจะเยี่ยมหน่อย” การันต์กล่าว แล้วก็หันไปสบตากับโค้ชป้อม
“ตอนที่เธอลงไปยิงสองลูกนั่น ถือว่าเป็นผลงานเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมมากเลย”
โป้งก็แค่ยิ้มเขินตามนิสัย
“ส่วนนายกกรกฏ นายก็ทำได้ดีมาก ถึงจะเสียไปสองลูกแต่ถ้าเทียบกับจำนวนที่นายเซพได้นี่ต้องบอกว่าหาตัวจับยากเลยหละ”
โกลกล่าวขอบคุณในคำชมของการันต์ หัวหน้าโค้ชทีมชาติชุดใหญ่
“พอว่างก็เลยอยากจะมาช่วยเพื่อนซี้อย่างโค้ชของพวกเธอซะหน่อย คือว่าป้อมน่ะเขาเป็นจอมแท็คติกก็จริง แต่เรื่องการแนะนำด้านเทคนิคอาจไม่ชำนาญ เพราะป้อมเขาเป็นกองหลัง” กานต์กล่าว
ป้อมเพชรก็ยักหน้ายอมรับ
“นายสองคนมีความสามารถ ถ้าระดับโค้ชทีมชาติมาแนะนำ รับรองต้องได้อะไรไปเยอะแยะแน่นอน”
“แต่...” การันต์กล่าวขึ้นบ้าง
“นั้นหมายถึงว่า พวกเขาต้องไปฝึกกับฉันสักเดือนนะ แต่จะปล่อยกลับมาลงซ้อมทีมแน่ๆ ไม่ต้องห่วง กำหนดมาเลยว่าจะซ้อมทีมวันไหน ฉันจะให้มาซ้อม ส่วนแข่งจริงก็ลงปกติ คงน่าจะสักประมาณนัดสองนัดแรก แล้วพอแข่งนัดนั้นเสร็จก็ต้องไปซ้อมกับฉันเหมือนเดิมนะจนกว่าจะครบเดือนนึง ฉันก็จะปล่อยให้เขากลับมาซ้อมกับนายตามปกติ”
ป้อมเพชรสูดลมหายใจลึกๆ มองตารางการแข่งขัน สองนัดแรกไม่ใช่เกมหนักมาก..
“โอเคได้... ก็ลองดู เพราะฉันเองก็ไม่รู้จะแนะนำอะไรเจ้าโป้งกับโกลแล้วเพราะมันเกินทักษะของฉันไปแล้ว”
โป้งกับโกลมองหน้ากัน
การันต์ยิ้มแล้วหันมามองสองหนุ่ม เขามีแผนสำหรับการฝึกซ้อมเรียบร้อย นี่เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมทีมเพื่ออนาคต.. และนอกจากนั้น...สำหรับโป้งนี่คือการช่วยเหลือรุ่นพี่ที่เขานับถือมากอย่างเทพฤทธิ์

แล้วการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนถ้วย ก.ก็เริ่มต้นขึ้น.. นวสาครที่ไม่มีโป้งและโกลเป็นตัวจริง ก็ยังทำผลงานได้ดีในสองนัดแรก สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ทั้งสองนัด ที่ไมได้ลงเป็นตัวจริงเพราะแม้การันต์จะปล่อยตัวกลับมาจริงๆดังว่า แต่ก็ดูทั้งสองคนเหมือนโดนจับซ้อมหนักกว่าที่ป้อมเพชรฝึกลูกทีม... แล้วก็ออกจะดูอ่อนล้ามากกว่า ทำให้ป้อมเพชรไม่อยากเสี่ยงให้ลงไปเล่น
อยากรู้จริงๆว่าที่ฝึก คืออะไร.. ทำไมทั้งสองถึงได้ดูเหนื่อยมาก
แต่พอป้อมเพชรพยายามถามกับโป้งที่น่าจะคุยง่ายกว่าโกล เขากลับตอบว่า
“โค้ชการันต์บอกว่าเป็นความลับครับ” โป้งตอบบนรอยยิ้มเหมือนเคย

แม้โป้งรู้สึกสนุกกับการฝึกฝนแต่ก็ต้องยอมรับว่ามันโหด... 1 เดือนที่ผ่านมานี่ เขากับโกลพอกลับถึงห้องก็นอนสลบไม่ได้สติ ตื่นอีกทีก็เช้า แล้วก็ต้องแต่งตัวไปโรงเรียน แล้วพอตกเย็นก็ต้องเดินทางไปสนามซ้อม
เหนื่อยจนโป้งเข้าใจถึงคำโบราณว่า เหนื่อยจนสายตัวแทบขาด
แต่กระนั้นวันนี้คือการฝึกวันสุดท้ายตามกำหนดของโค้ชการันต์แล้ว...
พอลูกฟุตบอลที่โป้งเตะพุ่งโค้งอ้อมกำแพงแล้วก็เข้าประตูไป การันต์ก็พยักหน้าแล้วเดินมาใกล้
“โอเค ดีมาก” กานต์กล่าวแล้วเดินลงมาตบบ่าโป้ง
“เราต้องไปฝึกเพิ่มเองนะ แล้วก็ทำให้คุ้น ถึงอาวุธใหม่มันจะไม่ได้แน่นอนเหมือนอาวุธเก่าของเธอ แต่มันก็จะช่วยเธอในยามจวนตัว”
“ครับ” โป้งรับคำ
“โอเค.. อาก็ให้เราได้แค่นี้หละ.. ยังไงก็การฝึกฝนด้วยตัวเองมันก็สำคัญกว่า เราต้องขยันฝึกเข้าใจไหม”
“ครับ”

การันต์และผู้ฝึกสอนอีกคน ยืนกอดอกมองโป้งกับโกลเดินคู่กันออกไปจากสนามฝึกซ้อม
สองหนุ่มไม่ได้คุยกัน คงเพราะความเหนื่อย จึงเดินเงียบๆออกไป
“โกลเป็นยังบ้าง”
“ต้องบอกว่า เหลือกินครับ.. ทั้งความความสามารถและความตั้งใจ ไม่แพ้นายโป้งเลยหละครับ ผมว่าเผลอๆเราอาจได้มีผู้รักษาประตูระดับโลกกับเขาก็คราวนี้หละครับ” สมานอดีตผู้รักษาประตูทีมชาติกล่าว
“ที่จริงผมอยากได้ก้านเพชรมาอีกคน แต่เสียดายดันเจ็บไปตอนซ้อมที่โรงเรียน.. เห็นว่าต้องพักสองสามเดือนเลย นี่คงไม่ได้ลงแข่งรายการนี้แน่นอนแล้ว” การันต์กล่าวแล้วถอนหายใจ

แต่การแข่งนัดที่สามของนวสาคร จะว่าเพราะขาดโป้งกับโกลหรืออะไรก็ตาม ปรากฏว่าทีมนวสาคร พลาดท่าพ่ายไปอย่างหวุดหวิดให้กับโรงเรียนกีฬาจากต่างจังหวัดที่เป็นหนึ่งในตัวเก็ง
แต่โค้ชป้อมก็ยังใจเย็น ไม่ส่งโป้งลงในนัดนี้ แต่เขาก็เปลี่ยนโกลลงไปในช่วงท้ายเกม ซึ่งทำได้แค่ป้องกันประตูไม่ให้เสียเพิ่มเท่านั้น
แต่เมื่อแพ้แล้ว ทีมก็ไม่ได้เสียกำลังใจเท่าไหร่ เพราะยังดีที่ทีมที่เป็นตัวเก็งอื่นๆก็พลาดท่าแพ้เหมือนกันๆ ทำให้ทีมนวสาครยังเกาะอยู่ที่หนึ่งของสาย

ดังนั้นทีมนวสาครจึงยังคงมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อม แล้วเย็นวันนี้เป็นการฝึกซ้อมทีม โค้ชเห็นว่าโป้งกับโกลดูจะหายจากอาการล้าแล้วจึงให้ร่วมทีมฝึกซ้อมตามปกติ แต่โป้งกับโกลก็ต้องยืนคนละฝั่ง เพื่อความสมดุลของทีมตามการจัดสรรของโค้ชป้อม เพื่อให้การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างสมดุล
โค้ชมองโป้งที่ได้บอลอยู่กลางสนาม และพยายามพาลูกไต่เส้นขึ้นไปโดยมีตั้มตามไปประกบตลอด
ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าสิ่งที่การันต์เอาโป้งไปฝึกนั้นคืออะไร...
ส่วนโกลนั้นชัดเจนมาก เพราะโกลมีจังหวะออกมาตัดบอลที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และลูกยิงของปอที่ได้ชื่อว่ารุนแรงมากที่สุดคนหนึ่ง โกลก็ยังสามารถจัดการได้อย่างดียิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน
อย่างน้อยเขาป้องกันมันได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะรับไม่ได้ในบางจังหวะก็ตาม
จังหวะนี้ตั้มตามโป้งจนไปถึงเส้นหลัง ซึ่งตลอดมาเขาตามประกบโป้งแบบนี้อยู่แล้ว ดังนั้นการจัดการโป้งเป็นสิ่งที่เขารู้ดีว่าต้องทำอย่างไร
ระวังมันหลอก พาบอลหนี และระวังการเปิดจากเท้าซ้ายมหัศจรรย์ของมัน
โป้งทำท่ายึกยักอยู่สักครู่ แต่ตั้มไม่หลงทาง
แล้วโป้งก็ทำท่าจะโยนด้วยเท้าซ้ายถัด.. ซึ่งตั้มระวังจังหวะของเท้าข้างนั้นไว้แต่แรกแล้ว จึงเตรียมจะป้องกัน.. แต่ทว่า...
ตั้มประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น...
"อะไรวะ.." เขาเผลออุทานออกมา

โค้ชป้อมถึงกับอมยิ้มกับสิ่งที่ได้เห็น..
ที่จริงก็ไม่แปลกอะไรหรอก...
นักเตะเก่งๆก็ทำได้ทั้งนั้น แต่ต้องชมการันต์ที่มีความสามารถในการฝึกฝน เพียงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น เขาก็สามารถทำให้โป้งกลายเป็นคนที่ยากจะรับมือไปเสียแล้ว
แล้วป้อมเพชรเกิดความคิดขึ้นในหัว แผ่นการโจมตีใหม่...

พอโป้งกลับมาเป็นตัวจริงนัดแรก แม้จะเจอกับโรงเรียนที่ค่อนข้างแข็ง แต่ก็สามารถเอาชนะไปได้อย่างขาดลอย สองประตูต่อศูนย์ และยังชนะอีกนัดสองประตูต่อหนึ่งเมื่อเจอกับอีกหนึ่งทีมที่เป็นโรงเรียนชื่อดังด้านฟุตบอล
นัดต่อมา โป้งได้เล่นแค่ครึ่งเดียวก็ถูกเปลี่ยนออก แล้วโค้ชก็ส่งฉัตรก็ลงไปแทน
ดังนั้นโป้งจังได้มีโอกาสได้ชมฉัตรที่เขาอุตส่าห์ทุ่มเวลาฝึกซ้อมให้เล่นเป็นครั้งแรก
ฉัตรเป็นผู้เล่นเท้าซ้ายจึงมีจังหวะที่คล้ายเขามาก แต่ฉัตรมีทักษะน้อยกว่าและยังต้องอาศัยการเรียนรู้ในจังหวะการเปิดบอลอีกมาก โป้งตั้งใจว่าเขาจะต้องถ่ายทอดวิชาให้ฉัตรให้มากที่สุด เพื่อให้ฉัตรสามารถทดแทนตำแหน่งกับเขาได้
และเมื่อจบเกมนวสาครก็ชนะไปแบบไม่ยากนัก สามประตูต่อศูนย์
พอมาถึงสี่ทีมสุดท้าย แม้นวสาครต้องพบกับทีมแกร่งอย่างโรงเรียนที่เป็นหนึ่งในสี่จตุรเทพลูกหนังสักเรียน พวกเขาก็ยังเฉือนเอาชนะไปได้หนึ่งประตูต่อศูนย์
และแล้ววันที่สำคัญที่สุดของโป้งก็มาถึง
โป้งยืนอยู่กลางสนาม เขามองไปรอบๆ
สนามศุภชลาสัยถึงกับสั่นสะเทือนด้วยเสียงเชียร์ของกองเชียร์ทั้งนักเรียน และประชาชนที่แห่แหนกันเข้ามาดูเกมจนแน่นสนาม
เสียงคนดูดังกระหึ่มไปทั่วจนโป้งรู้สึกราวกับมีพลังคลื่นบางอย่างปะทะใบหน้าเวลาคนดูร้องเพลง
ด้านหนึ่งของอัฒจันทร์ วงโยธวาทิตของนวสาครที่พึ่งได้ตำแหน่งชนะเลิศก็ขนเครื่องดนตรีร่วมเชียร์แม้ จะเป็นขนาดย่อมๆแค่แตรวงงานวัด แต่ก็ยังสร้างความหึกเหิมให้กองเชียร์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามนี้ที่กองเชียร์ที่ยกกระบวนกันมาแทบหมดโรงเรียนร้องเพลงมาร์ชของโรงเรียนกระหึ่มข่มขวัญกองเชียร์ฝั่งตรงข้าม
หันไปหันมา โป้งมองเห็นป้ายไฟของเหล่าแฟนคลับของโกล ของอัศวะกองหน้ารูปหล่อและของใครสักคนที่คงเป็นนักฟุตบอลของทีมคู่แข่ง
แต่มีจำนวนหนึ่ง ทำให้เขาก็อดนึกขำไม่ได้ เพราะมันเป็นชื่อตัวโป้งเอง..
“มีแฟนคลับด้วยนะมึง” ปอแซว
“กูเป็นนักบอลไม่ใช่ดารา...” โป้งตอบ แต่เขาก็กล่าวต่อด้วยแนวคิดแง่บวก “แต่ก็เอาเหอะ ถ้านั่นจะทำให้คนสนใจฟุตบอลมากขึ้น”

“ไม่น่าเชื่อเลยนะว่านี่บอลนักเรียน” การันต์กล่าว ตอนนี้พวกเขานั่งอยู่แทรกอยู่ในหมู่กองเชียร์ของทีมนวสาคร
“ก็นั่นนะสิ... ทำให้นึกถึงบรรยากาศทีมชาติเลยนะ” ชาญสนับสนุนความคิด
“คงเพราะกระแสนายโป้งกับนายโกล บวกกันหนุ่มคนนั้น วีรภัณฑ์ เพราะเขาเป็นนายแบบด้วย” คนที่กล่าวคือวีระ เขาชี้ไปที่หนุ่มร่างสมส่วนที่ยืนบิดกายอยู่ตรงหน้ากรอบเขตโทษ แล้วกระโดดสปริงค์ตัว
“ฝีเท้าเป็นยังไง” กานต์ถาม
“ก็ดีนะ คือเขาเป็นนักเรียนนอกพึ่งย้ายมากลับมาเมืองไทย จากนั้นโรงเรียนนี้ก็ไปเอาตัวมาเลย หล่อเท่ห์บาดใจสาวๆ เป็นกองหลังเลยตัวสูงใหญ่ เหมาะกับการเล่นลูกกลางอากาศมาก” วีระตอบ

แม้นวสาครจะเป็นแชมป์ในรุ่นสิบหกปีในปีที่แล้ว แต่ทีมคู่แข่งคือโรงเรียนเอกชนชื่อดังนี้เป็นหนึ่งในสี่จตุรเทพลูกหนังนักเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และยังเป็นแชมป์รายการในรุ่น18ปีในปีที่แล้ว เท่ากับนี่คือการป้องกันแชมป์
“นวสาคร ทีมนี้ประมาทไม่ได้แม้แต่นิดเดียว” วิรภัณฑ์ หรือที่เพื่อนเรียกขานตามชื่อเล่นแพท นึกถึงสิ่งโค้ชบอกกำชับก่อนลงสนาม เขามองไปที่ปอ โป้งและอัศวะที่ยืนคุยกันอยู่ระหว่างรอผู้ตัดสิน
“แพทนายต้องระวังคู่ศูนย์หน้าให้ดี ปรเมศวร์ นายคนนี้ยิงหนักยิงแรง ส่วนอัครก็ทำประตูด้วยลูกกลางอากาศได้ดีมาก ระวังเรื่องการประสานงานของเขาสองคนด้วย”
“ส่วนกองกลางตัวรับ กับปีกขวาคอยประกบนายเทพพรให้ดี นายคนนี้ทั้งเร็ว คล่อง แล้วก็ยิงประตูได้ แถมต้องระวังเรื่องทำฟาล์ว เพราะฟรีคิกเท้าซ้ายของนายคนนี้น่ากลัวมาก ทางที่ดีอย่าทำฟาลว์ในระยะสามสิบหลา เพราะพวกนายก็เห็นอิทธิฤทธิ์ของเขากันแล้วไม่ใช่เหรอในตอนที่เล่นให้ U19 แล้วก็ต้องประกบให้ดีอย่างให้มีช่องโหว่ ไม่อย่างนั้นเขากระชากหนีไปยิงประตูได้แน่นอน”
แต่ที่แพทเห็นตอนนี้ เห็นโป้งไม่ได้ขยับไปประจำการด้านซ้าย เขายืนอยู่หลังกองหน้า ตอนแรกนึกว่ามายืนคุยแล้วจะกลับไปประจำตำแหน่ง แต่ไม่ยักใช่ เพราะตอนนี้กรรมการเอาลูกมาตั้งที่กลางสนามแล้ว
“สาม สี่ สามเหรอ” จุ้ยกล่าวออกมาตอนมองไปในสนาม... เขาหมายถึงแผนการเล่นที่ใช้กองหน้าสามตัว กองกลางสี่ตัว และกองหลังสามตัว
แต่เขาก็พูดได้แค่นั้น เพราะจังหวะกลองของฮ้อยเริ่มต้น โป้งจึงเป่าทรัมเปตออกไปด้วยเสียงกังวานสดใส
เดฟที่อยู่บนอัฒจันทร์กำลังมองวู๊ด ตอนนี้วู๊ดกำลังหันกลับไปมองตรวจสอบตำแหน่งของเพื่อน เมื่อเห็นว่าตรงตามแผนการเล่นแล้ว เขาก็หันกลับมามองฝ่ายตรงข้ามที่กำลังจะเขี่ยบอลเริ่มเล่น เพียงรอนกหวีดจากกรรมการเท่านั้น
สู้ๆนะ วู๊ด.. อย่าลืมสัญญาที่จะเอาเหรียญชนะเลิศมาฝาก เดฟฝากคำพูดนั้นไปในสายลม

กรรมการกดปรับนาฬิกา แล้วก็ยกมือขึ้น แล้วเป่านกหวีดสัญญาณเริ่มการแข่งขัน
นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยที่ถือเป็นความใฝ่ฝันของนักฟุตบอลโรงเรียนแทบทุกคนเริ่มต้นขึ้น...
“สู้” โป้งเรียกกำลังใจตัวเองแล้ววิ่งออกไป

ผู้ชมบนอัฒจันทร์ทุกด้านร้องออกมาแทบจะทุกๆห้านาที เพราะการเปิดเกมรุกเข้าใส่กันอย่างไม่ปรานีปราศรัยของทีมอดีตแชมป์ทั้งสองทีม
โค้ชของทีมโรงเรียนเอกชนถึงกับต้องขมวดคิ้วเพราะแผนที่เขาวางไว้ผิดพลาดไปนิดหน่อย
นายเทพพรเล่นตรงกลาง เป็นตัวสนับสนุนและบงการเกมรุกของทีมแทนที่จะเป็นด้านซ้าย ดังนั้นการยืนตำแหน่งของโป้ง ทำให้การประกบตัวผู้เล่นที่เขาวางไว้เป็นได้อย่างยากลำบาก
เขาถึงขนาดต้องเรียกกัปตันทีมมากบอกแผนสำรองเพื่อปรับกระบวนทัพรับมือ
พอสั่งเสร็จเขาหันไปมองหน้าโค้ชป้อม สมแล้วหละที่เป็นนายป้อมเพชร... เปลี่ยนแผนในนัดชิง...
เกมการแข่งขันดำเนินต่ออย่างสนุกสนาน แม้จะยังไม่มีประตู ทำให้เวลาผ่านไปรวดเร็วเหมือนติดปีกบิน ป้อมเพชรยืนกอดอกอยู่ข้างสนามหันไปมองสกอร์บอร์ด แสดงเวลาว่าผ่านไปแล้วสี่สิบนาทีในครึ่งแรก..
หันกลับมา ตอนนี้โรงเรียนของเขากำลังตั้งรับลูกเตะมุม
โกลสั่งให้เพื่อนยืนตำแหน่งให้ถูกต้อง แล้วเขาก็กลับมาสนใจลูกฟุตบอลที่ยังอยู่ในจุดเตะมุม
กรรมการเป่านกหวีดให้เริ่มเตะได้ ตัวหลักในการเตะลูกนิ่งของทีมโรงเรียนเอกชนก็โยนลูกเข้าไป
ลูกสูตร..
โกลอ่านทางได้ เพราะลูกที่ลอยมามันเบาและสั้นเกินไป เกินกว่าจะเป็นการเตะมุมปกติ
แล้วก็จริงๆ มีตัวผู้เล่นฝั่งตรงเข้าข้ามโหม่งเสยให้ลูกลอยขึ้น และเปลี่ยนทิศทาง
แต่ตาของโกลมองอยู่ที่บอลตลอด ดังนั้นเมื่อลูกฟุตบอลลอยมาถึงหน้าประตู เขาจึงกระโดดขึ้นรับลูกฟุตบอลได้ติดมือ
แต่ฉับพลันก็ร่างของโกลก็ถูกกระแทก เขาร่วงลงมาแบบเสียหลัก
โกลกระแทกพื้นแต่เขาก็ยังตามไปคว้าลูกฟุตบอลที่หลุดออกจากมือไปแล้วกลับมากอดไว้แน่น
เสียงนกหวีดเป็นสัญญาณว่ามีการทำฟาล์วในเขตผู้รักษาประตู
ร่างกายของโกลแข็งแกร่งมาก การกระแทกกับเขาจึงทำให้ผู้ที่โถมเข้ากระแทกตกลงมาอย่างแรงไม่แพ้กัน
“ตายแล้วพี่แพท” แฟนคลับรายหนึ่งร้องออกมา
“ไม่ตายสักหน่อย” อีกคนว่า “อย่าแช่งพี่แพทสิ”
แพทรู้สึกจุกมากกว่าจะเจ็บจริงๆ เขาค่อยๆยันกายขึ้น แล้วก็เห็นมือหนึ่งยืนมาให้จับ มือนั้นสวมถุงมือด้วย..
พอเงยหน้าขึ้นไป จึงได้เห็นใบหน้าที่มีความคมคายและหล่อเหล่าอยู่ในที กำลังมองลงมาด้วยแววตาที่เป็นมิตร
“เป็นอะไรรึเปล่า”เจ้าของมือถาม
แพทถึงกับเงียบงัน จนกระทั้งได้ยินเสียงเพื่อนร่วมทีมเดินมาถาม
“เป็นอะไรไหมแพท”
แพทจึงรู้สึกตัวแล้วก็จับมือที่ยืนลงมาของผู้รักษาประตูฝั่งตรงข้าม
“ขอบใจ” เขากล่าว
โกลพยักหน้า แล้วเขาก็หันหลังเอาลูกไปตั้งเพื่อจะเตะออกจากเขตประตู
แพทวิ่งออกมาเพื่อจะถอยไปตั้งรับ แต่ไม่วายจะหันกลับไปมอง..
“What a nice looking guy” เขากล่าวออกมาบนรอยยิ้มกรุ่มกริ่ม
AndyValentin
อนุบาล อนุบาล
Posts: 53
Joined: 16 Apr 2016 19:18

Next