"เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ" *UPDATED*

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

"เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ" *UPDATED*

Post25 Mar 2010 13:29

อันเนื่องมาจากได้ดูมิวสิควิดีโอเพลง "รักน้องคนเดียว" ของศร ที่เอ-รัตนบัลลังก์ พระเอก "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" นำแสดง แล้วเกิด plot bunny ขึ้นในสมองอันฟุ้งซ่านครับ
ขอเชิญไปชม MV ที่ว่าก่อนนะครับ (ผม embed วิดีโอไม่เป็นนะครับ ขออภัยในความไม่สะดวก)

http://www.youtube.com/watch?v=xGIGobUTDfY
Last edited by winkandsmile on 27 Mar 2010 23:00, edited 2 times in total.
winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21

Re: นิยายใหม่ "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ"

Post25 Mar 2010 13:32

"เพื่อน...กูรักมึงว่ะ"


1.

รถปิคอัพกลางเก่ากลางใหม่แต่ดูสมบุกสมบันด้วยคราบฝุ่นแดงฉานแล่นมาจอดริมถนนเมื่อนาฬิกาบอกเวลาสามทุ่มพอดี คนขับเปิดประตูรถออกมายืนมองซ้ายขวาก่อนที่ขายาวๆ จะพาตัวข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่ง ถนนทั้งสายเงียบกริบ มีเพียงมอเตอร์ไซค์สองสามคันวิ่งเอื่อยๆ ผ่านไป ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดประตูกันแล้ว ร่างสูงในเสื้อเชิ้ตตาหมากรุกพับแขนถึงศอกกับกางเกงยีนส์สีซีด มอมแมมไม่แพ้รถเดินมาหยุดหน้าห้องแถวเล็กๆ ที่ยังเปิดประตูแง้มไว้ มีเสียงเด็กหัวเราะกิ๊กกั๊กดังออกมาจากด้านใน ผู้มาเยือนชะโงกมองผ่านช่องประตู ชั่วประเดี๋ยวใบหน้าเล็กๆ ประแป้งขาวโพลนเห็นแต่ลูกตาก็โผล่ออกมา

“หาใครคับ?”

“ร้านแทนอิเล็กโทรนิกส์อยู่ตรงไหนน้อง”

เสียงห้าวแต่อ่อนโยนถามเบาๆ เจ้าของหน้าขาวๆ อีกฟากประตูตั้งท่าตอบแต่ถูกเพื่อนที่วิ่งมาเบียดข้างๆ แย่งตอบก่อน

“อ๋อ ร้านพี่แทน พี่เลี้ยวตรงหัวมุมนะครับ เดินไปสามห้องก็ถึง”

“ขอบใจมากน้อง”

คนตัวสูงเดินดุ่มจากไปโดยมีสายตาสามคู่จับจ้องตาม ก่อนที่หนึ่งในสามจะเอ่ยอย่างกังวล

“ป่านนี้พี่แทนแกคงเมาหลับไปแล้วมั้ง พี่เค้าจะเข้าบ้านได้เหรอ”

“เค้ามีปากเค้าก็เรียกเองแหละ มะ มาสู้กันต่อ”

ห่างไปไม่ถึงห้าสิบเมตร หนุ่มในเสื้อตาหมากรุกยืนชั่งใจอยู่หน้าบานประตูที่ปิดสนิทใต้ป้ายชื่อร้าน “แทนอิเล็กโทรนิกส์”

“แทน” ปากเรียกมือก็เคาะประตูเบาๆ “เปิดประตูหน่อยเว้ย”

เมื่อไม่มีเสียงตอบจากข้างในเสียงเคาะประตูจึงเร่งร้อนขึ้น

“ไอ้แทน ได้ยินมั้ย เปิดประตูหน่อย นี่กูเอง สิงห์”

ทั้งเรียกทั้งเคาะจนรู้สึกว่ามีคนมอง เมื่อหันไปดูก็พบว่าเป็นเด็กชายสามคนที่เพิ่งบอกทางให้เมื่อตะกี้

“พี่แทนคงหลับไปแล้วคับ” หนึ่งในสามบอกค่อยๆ “เห็นนั่งกินเหล้าตั้งแต่เย็นแล้ว”

“มันกินเหล้าทุกวันเลยเหรอน้อง”

คิ้วดกหนาเป็นปื้นขมวดเข้าหากัน ทำให้ใบหน้าคมเข้มดูเคร่งเครียด

“คับ พี่ลองผลักประตูดูดิคับ เค้าอาจจะไม่ได้ใส่กลอน”

ทันทีที่มือยาวคร้ามแดดเอื้อมไปผลัก ประตูก็เปิดออกพร้อมเสียงดังแอ๊ดที่ฟ้องว่าบานพับประตูไม่ได้เจอน้ำมันหล่อลื่นมานานแสนนาน

“ขอบใจมากนะน้อง ดีนะที่มาเจอพวกเรา ไม่งั้นพี่คงต้องยืนแกร่วอีกนาน”

คนฟังยิ้มแป้นอวดฟันหน้าคู่โต ใจนั้นอยากจะตามเข้าไปช่วยปลุกคนเมาถึงในบ้านแต่ยังกลัวๆ กล้าๆ ค่าที่ไม่คุ้นเคยกับผู้มาใหม่ เมื่อเพื่อนสะกิดจึงยอมถอยกลับแต่โดยดี

สิงห์ยืนนิ่งอยู่หลังประตูที่เปิดแง้มรับแสงไฟจากข้างถนน พอตาเริ่มชินกับความมืดจึงค่อยๆ คลำหาสวิตช์ไฟที่ข้างประตูแต่ควานเท่าไหร่ก็ไม่พบ ครั้นก้าวเข้าไปด้านในไม่กี่ก้าว เท้าก็เตะถูกอะไรบางอย่างที่กลิ้งกุกๆ ไปชนวัตถุขนาดใหญ่ที่กองเหยียดยาวอยู่บนพื้น เห็นเป็นเงาตะคุ่มๆ

“แทน” ชายหนุ่มสาวเท้าไปใกล้เงาตะคุ่มพลางก้มลงหยิบขวดเหล้าเปล่าขึ้นมา “ไอ้แทน ตื่นสิโว้ย”

เสียงครางงึมงำเบาๆ ทำให้ผู้มาเยือนก้มมองอย่างอ่อนใจ เมื่อคนเมาไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างอื่นอีกจึงหันไปค้นหาสวิตช์ไฟที่ข้างฝาจนเจอ ทันทีที่ไฟสว่าง คนที่นอนบนพื้นก็รีบตะแคงคุดคู้หันหน้าเข้าฝา

“เมาเหมือนหมาเลยนะมึง”

สิงห์บ่นพึมเมื่อเห็นสารรูปเปลือยท่อนบน หนวดเคราเขียวครึ้มของเพื่อน เขาจัดการปิดประตูลงกลอนแล้วเดินไปตักน้ำในตุ่มหลังบ้านมาหนึ่งขัน

“ไอ้แทน มึงจะไม่ลุกมาทักทายกูเลยเหรอ”

หยดน้ำเย็นๆ ที่ตกกระทบผิวทำให้คนเมาพลิกตัวหนีไปอีกด้าน

“มึงจะลุกไม่ลุก?”

“อือ...อา...งึมงำ... อืม....”

ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างขำปนเอือมระอา

“ไม่ลุกกูจะสาดแล้วนะ”

ทันทีที่น้ำในขันราดลงบนศีรษะและร่างกายท่อนบน คนนอนก็ทะลึ่งลุกทั้งที่ตายังหลับ

“ครายมาสาดน้ำกูวะ... เห้... ยังมะสงกรานต์... ซะหน่อออยยยยย”

ผู้มาเยือนเท้าสะเอวรอจนคนเมาลืมตาโตๆ ขึ้นมาสบตาเขา

“อะ... มึงเอง...หรอ...อ้ายยยสิงห์”

“เออ กูเอง”

“มึง...มาด้ายงาย” ตาคู่สวยช้อนขึ้นมองเพื่อนเหมือนไม่แน่ใจว่าตัวเองฝันหรือตื่นอยู่

“ไอ้อ๋องมันโทรบอกกู มันทนเห็นความทุเรศของมึงไม่ไหว”

“แล้วมึงมามายวะ...มาสมน้ำหน้ากูหรอ”

ว่าแล้วคนเมาก็เอนหลังพิงฝาทำท่าพร้อมจะหลับไปอีกรอบ แต่อีกฝ่ายช้อนคางไว้

“นี่กูไอ้สิงห์เพื่อนมึงนะแทน มึงอย่าเข้าใจผิดคิดว่ากูเป็นเหมือนคนอื่นที่มึงเคยคบ”

เสียงห้าวๆ กับสายตาคมกร้าวมีอำนาจให้ทำให้คนฟังนั่งนิ่งเหมือนถูกมนต์สะกด ตาดำขลับในกรอบขนตาดกหนาคู่นั้นกระพริบถี่ๆ ก่อนที่น้ำใสๆ จะหยดลงมาหนึ่งแหมะ

“กูรู้... กูขอโทษ... มึงอย่าทิ้งกูอีกคนนะ”

อีกฝ่ายกลืนน้ำลายอย่างยากเย็นเมื่อเห็นรอยแผลเป็นหมาดๆ ตรงตำแหน่งหัวใจของเพื่อน

“กูจะทิ้งมึงได้ไง ไอ้เพื่อนงี่เง่า”

คนเมายิ้มกับคำตอบที่ได้ แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมาก็หลับผล็อยแถมกรนสนั่น ทิ้งให้ผู้มาเยือนยืนมองพลางเกาหัวแกร็ก ตัดสินใจไม่ได้ว่าจะปล่อยให้นอนอยู่ตรงนั้นหรือจะแบกขึ้นบันไดไปชั้นบนดี...
Last edited by winkandsmile on 27 Mar 2010 23:01, edited 1 time in total.
winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21

Re: นิยายใหม่ "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ"

Post26 Mar 2010 00:46

ปล่อยนอนไปตรงนั้นดีกว่าคับ :kero:
กระท้อนหวานๆ อร่อยชื่นใจ๋
User avatar
น้องกระท้อน
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1929
Joined: 14 Oct 2008 15:29

"เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" (2)

Post27 Mar 2010 22:59

"เพื่อน...กูรักมึงว่ะ"


2.


“กินข้าว”

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนอย่างงงๆ ครั้นหันไปดูนาฬิกาก็พบว่าเกือบบ่ายโมงแล้ว

“มีข้าวมันไก่กับข้าวผัด มึงจะกินอะไร”

แทนหยิบห่อข้าวผัดมาแกะใส่จานที่เพื่อนวางไว้ให้ รู้สึกว่าสายตาอีกฝ่ายจับจ้องไม่ห่างแต่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาด้วยยังรู้สึกเขินๆ อยู่

เมื่อเช้าเขาตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดหัว คอแห้งและปวดเมื่อยตามตัวเหมือนกับทุกวัน แต่พอลืมตาครบสองข้างก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่ไม่ได้นอนมาหลายคืนในสภาพใส่กางเกงในตัวเดียว ครั้นเอามือลูบคลำเนื้อตัวก็รู้สึกว่าเบาสบาย สะอาดสะอ้าน ผิดกับทุกวัน จะว่าเขาละเมอลุกไปอาบน้ำแล้วพาตัวเองกลับขึ้นมานอนก็ไม่น่าเป็นไปได้... ขบคิดอยู่หลายนาทีเพิ่งมาได้คำตอบเมื่อเหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษเขียนข้อความด้วยลายมือหนักๆ คุ้นตาวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง

กูซื้อโจ๊กไว้ให้ข้างล่าง ตื่นแล้วเชิญเสด็จลงมากิน


สิ่งแรกที่เห็นเมื่อกระย่องกระแย่งลงไปถึงชั้นล่างคือร่างสูงใหญ่ที่นั่งไขว่ห้างอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โต๊ะทำงานของเขาโดยไม่มีทีท่ารับรู้หรือสนใจว่ามีใครอีกคนอยู่ในบ้าน แทนย่องเข้าห้องน้ำอย่างโล่งใจที่ไม่ต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนขณะที่ตัวเองยังไม่พร้อม ครึ่งชั่วโมงให้หลังจึงกลับออกมาด้วยความรู้สึกเป็นผู้เป็นคนกว่าเดิมหลายเท่า สิงห์ยังนั่งอยู่ที่เดิมแต่หนังสือพิมพ์ในมือลดลงมานิดหนึ่ง เห็นแต่คิ้วหนากับตาดุที่เขาไม่กล้าสบด้วยจังๆ

“ลูกค้ามึงโทรมาถามว่าเมื่อไหร่จะซ่อมเครื่องเล่นซีดีให้เขา” เสียงห้วนห้าวเอ่ยบอกก่อนที่เจ้าของเสียงจะยกหนังสือพิมพ์ขึ้นบังหน้าตามเดิม “กาแฟกับโจ๊กอยู่ในครัว กินซะแล้วมาทำงาน”

หลังออกคำสั่งจบสิงห์ก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจเขาอีกเลย ทุกครั้งที่ชำเลืองมองก็เห็นเพื่อนก้มๆ เงยๆ เก็บกวาดข้าวของที่เขาทิ้งไว้รกรุงรัง จะบอกว่า “ไม่ต้อง” ก็เกรงจะถูกดุด้วยสายตาเหมือนเมื่อเช้า หลังอาหารกลางวัน เขาเก็บจานไปล้างเงียบๆ ส่วนสิงห์เดินออกไปสูบบุหรี่หลังบ้าน หวนนึกถึงสมัยเรียนปวส.และเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน ไอ้สิงห์ผู้เถรตรงและเคร่งครัดในระเบียบวินัยจนเป็นที่ล้อเลียนลับหลังของเพื่อนๆ มีสิ่งเสพติดอยู่อย่างเดียวคือบุหรี่ แต่เจ้าตัวก็ตั้งโควต้าให้ตัวเองเพียงสามมวนหลังอาหารและอีกหนึ่งมวนก่อนนอน มีหลายครั้งที่เขาแอบเอาซองบุหรี่ของเพื่อนไปซ่อนแล้วแกล้งทำเป็นนอน แต่หูนั้นเงี่ยฟังเสียงเพื่อนเดินหาบุหรี่ไปทั่วบ้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปทำไม แต่นึกถึงคนตัวโตเดินงุ่นง่านกลางดึกทีไรก็อดยิ้มไม่ได้สักที

“มึงจะทำอะไร”

แทนถามอ้อมแอ้มเมื่อเพื่อนลงบันไดมาพร้อมตะกร้าที่อัดแน่นไปด้วยเสื้อผ้าใส่แล้ว

“ซักผ้า” สิงห์ตอบห้วนๆ

“เฮ่ย ทิ้งไว้นั่นแหละ เดี๋ยวกู...”

“มึงทำงานไป ผ้าเหม็นเน่าขนาดนี้ ทิ้งไว้เดี๋ยวหนูมาทำรัง”

เจ้าของบ้านมองตามด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก หลายวันมานี้เรื่องความสะอาดไม่ได้อยู่ในหัวเขาเลย จะว่าไปแล้วตั้งแต่มีสาวคนรักมาอยู่ร่วมบ้านเขาก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเธอหมด ทั้งการปัดกวาดเช็ดถู ซักผ้า ล้างจาน ทั้งที่สมัยอยู่ตัวคนเดียวก็เคยทำเอง นึกแล้วก็อดอายเพื่อนไม่ได้...

เสียงซักผ้าเงียบไปแล้ว เมื่อแทนย่องออกไปแอบดูที่หน้าต่างก็เห็นร่างสูงใหญ่กำลังตากผ้าพร้อมกับผิวปากอย่างสบายอารมณ์ แดดเย็นทอทาบผืนผ้าเป็นสีเหลืองอ่อนดูงามตา เห็นแล้วรู้สึกคอแห้งผากขึ้นมาทันที... มันเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายที่บอกให้รู้ว่าได้เวลาของยาขนานเอกที่ได้อาศัยบรรเทาอาการปวดตุบๆ บนหน้าอกและความรู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าลึกๆ ข้างในมาตลอดสองอาทิตย์

...แต่พอเปิดตู้ที่เก็บเหล้าขวดสุดท้ายไว้ก็พบว่ามันอันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่เบียร์ที่มีสำรองในตู้เย็นก็หายเกลี้ยงไม่เหลือหลอ

“กูเอาไปทิ้งหมดแล้ว”

เสียงที่ดังแหวกความเงียบทำให้แทนสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปก็เห็นเพื่อนยืนกอดอกพิงกรอบประตูอยู่ สีหน้าราบเรียบพอๆ กับน้ำเสียงนั้นทำให้เขารู้สึกเจ็บจี๊ดที่ขมับขึ้นมาทันที

“มึงมีสิทธิ์อะไรมาทิ้งของๆ กูวะ”

“มึงเคยเห็นสารรูปตัวเองตอนเมามั่งมั้ย” อีกฝ่ายย้อน “เมาเหมือนหมาแล้วมันได้อะไรขึ้นมา แฟนมึงเค้าจะกลับมามั้ย ถ้ามึงตายไปมึงคิดว่าไอ้ตี๋มันจะสำนึกผิดเหรอ”

“หยุดซ้ำเติมกูได้แล้ว” แทนกำหมัดชกประตูตู้เย็นเต็มแรงจนตู้สั่นระรัว “กูมันโง่เองที่คบคนผิด มึงเคยเตือนกูแล้วกูไม่ยอมฟัง กูไม่รู้นี่หว่าว่าเพื่อนเก่าจะมาเผาเรือนกูแบบนี้ มึงคงสะใจมากล่ะสิท่า”

“มึงจะบ้าไปใหญ่แล้วไอ้แทน”

“พูดสิว่า “กูบอกมึงแล้ว” พูดมาเลยเพื่อน กูรับได้”

“ไอ้บ้าเอ๊ย...” สิงห์ยกมือขึ้นเสยผมที่เกรียนติดศีรษะอย่างหงุดหงิด

“มึงเห็นนี่ไหม” แทนถลกชายเสื้อขึ้นเหนือราวนม อวดแผลเป็นที่ยังใหม่สดเป็นสีชมพูเรื่อๆ ตรงตำแหน่งหัวใจ “กูเจ็บจนชา จนด้านไปหมดแล้ว มึงด่ากูมาเหอะ ไม่มีอะไรทำให้กูเจ็บกว่านี้แล้ว”

“เก็บความน้ำเน่าของมึงไปใช้กับคนอื่นเถอะ” หนุ่มร่างใหญ่หลับตา หายใจแรงๆ “ถ้ามึงคิดว่ากูมานี่เพื่อซ้ำเติมมึง มาสะใจกับความทุกข์ของมึง ก็แปลว่ามึงไม่รู้จักกูเลย”

“กู...”

“กูกับมึงรู้จักกันมากี่ปีมึงจำได้ไหม อดด้วยกัน อิ่มด้วยกัน ผ่านอะไรมาด้วยกันตั้งเท่าไหร่ แล้วมึงยังไม่รู้อีกเหรอว่าที่กูมานี่เพราะอะไร”

แทนค่อยๆ ช้อนตามองร่างที่หันข้างให้ สีหน้าของสิงห์ยังราบเรียบแต่แผงอกหนาสะท้อนขึ้นลงบอกให้รู้ถึงอารมณ์ข้างใน

“กูขอโทษ” ชายหนุ่มบอกอุบอิบ “กูไม่ได้ตั้งใจจะว่ามึง...”

สิงห์เอื้อมมือที่แข็งปานเหล็กไปบีบไหล่เพื่อนแรงๆ

“มึงรู้มั้ยว่าที่กูทิ้งงานมาหามึงนี่เพราะอะไร หือ?”

“กูรู้... มึงคือเพื่อนแท้คนเดียวที่กูมี กู...”

แววตาที่มองมานั้นทั้งอ่อนโยนและเศร้าสร้อยแต่คนถูกมองไม่มีโอกาสเห็นเพราะมัวแต่มองปลายเท้าตัวเองอยู่

“ไปอาบน้ำแล้วมากินข้าว คืนนี้มึงต้องซ่อมวิทยุของลุงข้างบ้านให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จไม่ต้องนอน”

คนอกหักเผลอยิ้มกับคำขู่ที่อีกฝ่ายเคยใช้ทุกครั้งที่เขามีงานต้องส่งอาจารย์แต่มัวผัดวันประกันพรุ่งจนวินาทีสุดท้าย

“ดุยิ่งกว่าพ่ออีกว่ะ”

สิ้นเสียงอ่อยร่างสูงเพรียวก็เดินเข้าห้องน้ำแต่โดยดี หารู้ไม่ว่าคนที่ “ดุยิ่งกว่าพ่อ” แอบหัวเราะหึๆ อยู่คนเดียว
winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21

Re: "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ" *UPDATED*

Post28 Mar 2010 00:33

อยากมีเพื่อนแบบนี้มั่งจัง :34:
กระท้อนหวานๆ อร่อยชื่นใจ๋
User avatar
น้องกระท้อน
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1929
Joined: 14 Oct 2008 15:29

Re: "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ" *UPDATED*

Post31 Mar 2010 22:43

ต่อคับๆ
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ" *UPDAT

Post27 Jul 2010 14:31

เหมือนเรื่องคนตัวเองเลยเมื่อไหร่จะลงอีกอ่ะมาต่อน่ะครับรออยู่ :20:
ใครสักคน บนโลกใบนี้จะมีไหม ใครสักคน คนคนนั้นอยู่ไหนครับ
User avatar
kenichiro69
อนุบาล อนุบาล
Posts: 33
Joined: 25 Jan 2008 20:58
Location: Samui

Re: "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ" *UPDAT

Post06 Oct 2011 03:05

"เพื่อน...กูรักมึงว่ะ"
3.

“พี่แทน เลิกเหล้าแล้วเหรอคับ”
แทนหันไปมองหน้าคนถาม ซึ่งก็มองตอบเขาอย่างซื่อๆ ประสาเด็ก
“ไม่เลิกได้เหรอวะ พ่อมาคุมแบบนี้” ชายหนุ่มเขกหัวเด็กชายเบาๆ แต่พูดไม่ทันขาดคำ ตัวเองก็โดนคนข้างๆ เขกหัวเอาบ้าง
“เอ้า พวกเรา กินไรกันวันนี้”
สิ้นเสียงถาม ทะโมนน้อยที่ยืนด้อมๆ มองๆ อยู่นานก็แข่งกันสั่งขนมเสียงดังลั่นเหมือนนกกระจอกแตกรัง
“ขอบคุณครับ พี่สิงห์”
เจ้าของฟันหน้าซี่ใหญ่จนได้สมญาว่า “จอบ” หันมาไหว้เจ้ามือ ทำให้อีกสองคนต้องรีบทำตาม
“เออๆ ไม่เป็นไร” สิงห์ส่งแบงค์ร้อยให้แม่ค้า พลางก้มมองกระทงขนมที่คนตักทั้งแจกทั้งแถมเต็มที่ “วันนี้แถมเยอะจังพี่”
“มึงไม่กิน กูกินเอง” แทนทำหน้าทะเล้น แต่พออีกฝ่ายเหลือบตามองก็รีบหลบไปข้างหลังเด็กๆ
“พี่สิงห์จะกลับบ้านเหรอคับ” เด็กชายตัวเล็กสุดในสามคนถามขึ้นระหว่างทางกลับบ้าน
“ที่บ้านโทรมาตามน่ะไอ้น้อง ได้เวลาคัดมะพร้าวส่งโรงงาน”
“บ้านพี่ทำสวนมะพร้าวเหรอครับ”
“ทำหมดทั้งไร่ นา สวน” สิงห์บอกยิ้มๆ “ทำกันทั้งปีไม่มีวันหยุด”
“แล้วจะกลับมาอีกมั้ยคับ” คนถามทำหน้ามีความหวัง เพราะหลายวันมานี้มีคนเลี้ยงขนมทุกวัน แถมยังสอนพวกเขาเตะตะกร้อ ชู้ตบาส จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะเห่อพี่ชายคนนี้ยิ่งนัก
“ถ้าไม่มีปัญหาอะไร อีก 2-3 วันจะมาใหม่”
คำตอบทำให้คนฟังยิ้มแป้นทั้งสี่คน สิงห์ชายตามองหน้าเพื่อนแล้วแอบโล่งใจ ใบหน้าคมคายไร้หนวดเคราของแทนดูอ่อนเยาว์แจ่มใส ผิดกับวันที่เขามาอย่างลิบลับ ส่งเพื่อนรุ่นเยาว์กลับบ้านแล้วสองหนุ่มจึงขึ้นไปนั่งรับลมบนระเบียงด้านหลังห้องแถว
“พรุ่งนี้มึงจะออกกี่โมง” แทนถามเบาๆ
“หกโมง” สิงห์ถาม พลางควานหาบุหรี่ในกระเป๋ากางเกง พอแน่ใจว่าไม่มีก็หันไปส่งสายตาดุๆ
“เอาบุหรี่กูไปซ่อนอีกล่ะสิ” เขาแบมือไปทางเพื่อน “เอามาซะดีๆ กูเบื่อแล้วนะมุขนี้”
“มึงรู้-“
“เออสิวะ จะมีใครอีกนอกจากมึง”
“โธ่ เว้ย” แทนส่งบุหรี่ที่แอบซ่อนไว้ให้เพื่อนแต่โดยดี “แล้วก็ทำเฉยมาจนป่านนี้อ่ะนะ สุดๆ ว่ะมึงนี่”
“มีอะไรมั่งเกี่ยวกับมึงที่กูไม่รู้ แต่บางเรื่องมันไม่จำเป็นต้องพูด”
แทนนิ่งเงียบ น้ำเสียงของเพื่อนทำให้เขานึกถึงสมัยเรียน สิงห์จะเดือดดาลทุกครั้งที่เขามีเรื่องตีรันฟันแทงเพราะ “รักเพื่อน” ตามประสาวัยรุ่นใจร้อน เทอมสุดท้ายของการเรียน เขาทำตัวเป็นฮีโร่ยอมเจ็บแทนไอ้ตี๋ เพื่อนลูกเศรษฐีที่สิงห์ไม่เคยชอบขี้หน้าแม้แต่น้อย เมื่อเขากลับถึงบ้านในสภาพคิ้วแตก ตาเขียวช้ำ ก็โดนสิงห์ด่าเสียยกใหญ่ เขาโพล่งออกไปว่า “ไอ้ตี๋มันก็เพื่อน กูจะปล่อยให้เพื่อนโดนรุมได้ไง” ทำให้สิงห์โกรธจัดจนเขาเข้าหน้าไม่ติดไปหลายวัน
“ตอนนั้นถ้ากูฟังมึงเรื่องไอ้ตี๋...”
“เรื่องมันผ่านไปแล้วเพื่อน ตอนนี้มึงก็รู้เช่นเห็นชาติมันแล้ว ที่ผ่านมานึกซะว่าซื้อบทเรียนก็แล้วกัน”
“บทเรียนกูแต่ละบท แพงๆ ทั้งนั้น” แทนหัวเราะขื่นๆ “เพื่อนเก่า เมียรัก ไม่นึกว่าจะทำกับกูได้”
สิงห์อัดบุหรี่เข้าปอดแล้วพ่นควันออกช้าๆ สีหน้าของคนข้างๆ ทำให้เขาเจ็บอยู่ในอก
“แต่ก็ดีเหมือนกัน” แทนพึมพำ “ในเมื่อเขาไม่ได้รักกูจริง ทนอยู่ด้วยกันต่อไปมันก็เปล่าประโยชน์ คนจนอย่างกูไม่มีค่าพอ...”
“แทน มึงอย่าคิดอย่างงั้น” สิงห์บอกขรึมๆ “ความรวย ความจนวัดค่าของคนไม่ได้ มึงแค่ให้ใจกับคนผิดคนเท่านั้น เชื่อกูสิว่ามีคนที่เห็นความดีในตัวมึง รักมึงอย่างที่มึงเป็น แต่มึงมองไม่เห็นความรักของเขา”
อะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเพื่อนทำให้แทนต้องหันไปมอง ตาสองคู่สบกัน แทนขยับจะพูดแต่ไม่มีถ้อยคำเล็ดรอดจากปาก รู้สึกถึงไอตัวอุ่นๆ จากไหล่บึกบึนที่มีพลังดึงดูดอย่างน่าประหลาด
“เฮ้ย ฝนมาแล้ว” สิงห์ผุดลุกขึ้นยืน “ปิดหน้าต่างเร็ว กูจะไปเก็บผ้า”
แทนเผ่นเข้าห้องไปปิดหน้าต่าง กว่าจะลงไปถึงชั้นล่าง ฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา สิงห์หอบผ้าเข้ามาในสภาพหัวหูเปียกปอน แต่เสื้อผ้าในอ้อมแขนแทบไม่เปียกเลย สองคนทิ้งตัวลงนั่งพิงพนักโซฟาหวาย เมื่อหัวใจเต้นเป็นปกติจึงช่วยกันพับผ้าโดยไม่มีใครพูดอะไร
“พรุ่งนี้ไม่ต้องลุกมาส่งกูนะ” สิงห์บอกทีเล่นทีจริงที่หัวบันได
“ใครบอกว่ากูจะลุก” แทนอุบอิบตอบ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมใจมันหวิวๆ “ฝนตกน่านอนขนาดนี้”
สิงห์ผงกหัวแล้วเดินเข้าห้องไป ทิ้งให้อีกฝ่ายคิดอะไรอยู่คนเดียวท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระทบหลังคา
แต่รุ่งสางวันต่อมา คนที่บอกว่าจะไม่ลุกมาส่งก็ไปยืนโบกมือตามหลังรถปิคอัพเพื่อนจนลับตา ก่อนจะกลับเข้าบ้านด้วยใจโหวงเหมือนอะไรบางอย่างหลุดลอยตามรถคันนั้นไป...


ฝนตกอีกแล้ว... ตกได้ตกดี จะตกไปถึงไหนกันวะ

แทนบ่นในใจพลางเอนตัวลงนอนบนโซฟาหวาย ใจเหี่ยวเมื่อนาฬิกาข้างฝาตีบอกเวลาสี่ทุ่ม
ไอ้สิงห์ ไหนมึงบอกว่าไปแค่ 2-3 วันไง ไหงหายไปเลยอย่างงี้วะ คนงานไม่พอหรือเปล่า หรือแม่ไม่สบายอีกแล้ว...
สมองคิดฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อย ป่านนี้เพื่อนคงเสร็จจากงาน อาบน้ำ กินข้าว สบายใจไปแล้ว พอหัวถึงหมอนก็คงหลับปุ๋ย ไม่รับรู้ว่าคนไกลรออยู่...
เสียงฝนดังจั้กๆ กล่อมจนเคลิ้มหลับไม่รู้ตัว มาสะดุ้งเพราะเสียงเคาะประตูหน้าบ้านรัวถี่
“เฮ้ย ทำไมเปียกงี้วะ”
แทนร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นสภาพของเพื่อน พอชะเง้อมองข้ามไหล่สิงห์ก็เห็นรถกระบะจอดอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ก็ฝั่งนี้เขาห้ามจอดนี่หว่า กูเลยต้องไปจอดฝั่งโน้น”
“ขึ้นไปข้างบนไป เดี๋ยวกูเอาผ้าเช็ดตัวให้”
แทนวิ่งขึ้นบันไดนำหน้าเพื่อน พอคว้าผ้าเช็ดตัวสำรองในตู้ได้ก็รีบเดินเข้าห้องติดกันที่ยกให้สิงห์นอน อากาศเย็นลงอย่างรวดเร็วเพราะสายฝน แต่ร่างสูงใหญ่ในกางเกงในตัวเดียวกลับยืนเฉยเหมือนไม่รู้สึกรู้สมกับสภาพอากาศ
“เอ้า นี่”
แทนส่งผ้าเช็ดตัวให้เพื่อน สิงห์รับผ้าไปคลุมไหล่ แต่ไม่มีท่าทางร้อนใจกับความเปียกของร่างกาย
“เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอกว้า” แทนจุ๊ปากอย่างไม่ได้ดังใจ เอื้อมมือไปดึงผ้าจากมือเพื่อน แต่คนตัวเปียกกลับฉุดเขาเข้าไปใกล้
“เฮ้ย อย่ามาทำกูเปียก...” แทนโวยวาย แต่อีกฝ่ายนอกจากจะไม่ปล่อยแล้วยังดึงร่างเขาเข้าไปชิดจนรู้สึกถึงไอตัวร้อนผ่าวผ่านผืนผ้าบางๆ ที่เป็นปราการด่านสุดท้ายระหว่างสองร่าง
“สิงห์...” แทนเรียกเพื่อนเสียงแผ่ว
“กูรักมึงนะแทน” ปากอุ่นๆ ของสิงห์แนบชิดข้างหูเขา “มึงล่ะ รักกูบ้างไหม”
“กู...” แทนรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะจมน้ำ สัญชาตญาณบอกให้คว้าอะไรก็ได้ไว้ให้มั่น “สิงห์... กู..."
สิงห์กอดร่างที่สั่นเทิ้มไว้แน่น
“กูอยู่นี่เพื่อน ไม่ต้องกลัว กูกับมึงทิ้งกันไม่ได้อยู่แล้ว”
แทนยกแขนโอบรอบคอเพื่อน ความเหนื่อยหนักทั้งหลายที่ต้องแบกรับเพียงคนเดียวมาเนิ่นนานโบยบินไปจากกาย และใจ เหลือไว้เพียงความรู้สึกเหมือนได้กลับถึงบ้านหลังการเดินทางอันยาวนาน
“มึงสัญญานะ...”
winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21



Re: "เพื่อน...กูรักมึงว่ะ" ตอน "เพื่อนคือยา(รักษา)ใจ" *UPDAT

Post21 Sep 2013 12:23

อาจจะไม่สามารถร้องเรียนสิ่งไหนได้เลย หากคุณทำผิดกฎเอง ข้อนี้จึงเป็นข้อควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ดูบอลออนไลน์ บางทีเล่นอยู่ดีๆก็เด้งออกจากโปรแกรม หรือพออยากจะเข้าไปเล่น ก็เข้าไปไม่ได้ ปัญหาพวกนี้เกิดจากเวลาของเชิฟเวอร์ gclub เพราะการพนันหลายชนิดนี้ก็มีให้คำชี้แนะอยู่ใน ก็ยังพอมีรายได้สำรองเอาไว้ใช้จ่ายในคราที่จำเป็นจริงๆ คาสิโนออนไลน์ และทุกอย่างที่คุณต้องการอยู่ที่นั่นพร้อมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทุกสิ่งอยู่ใกล้แค่เอื้อม casino online การเดินทางไปเล่นคาสิโน ในต่างประเทศล้วนแล้วแต่ต้องใช้เวลาที่ยาวนานในการเดินทางทำให้เหนื่อยล้า เมื่อคุณถึง จะเป็นรายได้หลักของประเทศถ้าหากว่า รัฐบาลให้การยอมรับและรีบที่จะวางโครงสร้างของ sbo สามารถทำได้เองผ่านทางออนไลน์นี้แหละ แต่อาจจะต้องเสียเงินจำนวนมากเลย การซื้อเวลาในการโฆษณาสินค้าในโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์ก็เหมือนๆ กัน
Chrome2
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 11
Joined: 22 Jun 2013 15:58


cron