"จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED Chapter 3*

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

"จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED Chapter 3*

Post27 Jan 2010 20:22

ต้องโทษคุณป้าสวลี ผกาพันธ์ที่ทำให้ผมจินตนาการฟุ้งอีกแล้ว อิอิ :1: :20: :25:


จำเลยรัก 2553

(Prologue)


ทั้งหมดสามร้อยหกสิบสี่บาท ยี่สิบห้าสตางค์ค่ะ"

ลูกค้าหนุ่มคงกำลังคิดอะไรเพลินๆ แคชเชียร์สาวใหญ่จึงต้องบอกราคาซ้ำอีกครั้ง

"ขอโทษครับ"

ชายหนุ่มส่งธนบัตรสีม่วงในมือให้พร้อมกับพึมพำขอโทษ เรียกรอยยิ้มกว้างจากคนที่หน้าเครื่อง

"เงินทอนหนึ่งร้อยสามสิบห้าบาท เจ็ดสิบห้าสตางค์ค่ะ"

"ขอบคุณครับ"

เสียงนุ่มทุ้มกับรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาทำให้แคชเชียร์สาวโสดถึงกับยิ้มไม่หุบ

"คนอะไรหล่ออย่างกะดาราหนังแถมยังพูดเพราะอีกต่างหาก สงสัยสาวคงติดตรึม..."

เพราะมัวแต่ชะเง้อมองตามร่างสูงโปร่งที่เดินหิ้วถุงพะรุงพะรังไปยังทางออกสู่ลานจอดรถ ลูกค้าที่ยืนรอคิดเงินอยู่จึงต้องร้องเตือน

"คิดเงินด้วยจ้า"

"อุ๊ย ขอโทษค่ะ"

อารามเขินแคชเชียร์สาวใหญ่ จึงไม่ทันสังเกตเห็นร่างสูงใหญ่ที่ผละจากตู้อาหารแช่แข็งแล้วเดินดิ่งตาม หลังลูกค้าที่เพิ่งจ่ายเงินเสร็จออกไป ใบหน้าคมสันคร้ามแดดไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ แต่ดวงตาคมกล้าคู่นั้นทอประกายวาววับเหมือนเจ้าตัวกำลังกระหยิ่มยิ้ม ย่องอยู่คนเดียว


ฟ้ามืดเร็วจริง เพิ่งจะหกโมงเท่านั้นเอง...

ธาริศคิดในใจ ลมเย็นพัดกรูเกรียวมากระทบผิวจนขนลุกขณะเร่งจัดของที่เพิ่งซื้อมาลงกระโปรงหลังรถ นอกจากอาหารกระป๋องจำนวนหนึ่งก็มีผัก ผลไม้ ขนมปังและไข่ไก่ กะว่าพออยู่ได้สักหนึ่งอาทิตย์ เขาตั้งใจจะมาพักผ่อนเงียบๆ จึงไม่ได้บอกใครที่ไร่ไว้ล่วงหน้าแม้แต่บิดามารดาเพราะไม่อยากรบกวน คืนนี้นอนพักให้สบายที่บ้านหลังน้อยริมธารแล้วพรุ่งนี้ค่อยไปหาท่านที่บ้านใหญ่... ท่านคงดีใจที่เขาเรียนจบในสามปีครึ่งตามที่ตั้งใจ แถมเทอมสุดท้ายน่าจะได้ A หมดทุกวิชาหากไม่มีอะไรผิดพลาด นึกแล้วก็อดยิ้มคนเดียวไม่ได้

เจ็ดเดือนเต็มๆ แล้วสินะที่ไม่ได้มาเหยียบที่นี่...

ชายหนุ่มรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอีกหนแม้ไม่มีลมพัดผ่านมาสักน้อย

เจ็ดเดือนเต็มๆ ที่เขาต้องต่อสู้กับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนทั้งยามหลับและยามตื่น แต่ในที่สุดเขาก็พิสูจน์แล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่อาจทำให้เขาพ่ายแพ้ แม้จะไม่มีใครเห็นหรือร่วมรับรู้แต่เขาก็ภูมิใจที่สามารถพาตัวเองพ้นห้วงเหวมืดดำขึ้นมาได้...

คลื่นความคิดทำให้มือกระแทกปิดฝากระโปรงอย่างแรงจนตัวเองสะดุ้ง ว่าที่บัณฑิตหนุ่มถอนหายใจแรงๆ แล้วนับหนึ่งถึงสิบเพื่อให้ใจที่เต้นรัวสงบลง แต่ยังไม่ทันก้าวเท้าออกจากที่ใจก็หล่นลงไปอยู่ตาตุ่มพร้อมกับขนที่ต้นคอลุกซู่ เมื่อได้ยินเสียงห้วนห้าวที่คิดว่าไล่พ้นจากความทรงจำแล้วดังขึ้นเกือบชิดริมหู

"กลับมาแล้วหรือคุณน้ำ... คิดถึงผมไหม?"



Last edited by winkandsmile on 03 Apr 2010 17:57, edited 2 times in total.
winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21

จำเลยรัก 2553 บทที่ 1

Post28 Jan 2010 23:39



จำเลยรัก 2553



1.


"พี่สาวผม สวยจังเลยครับ"

เจ้าสาวหันหน้านวลแอร่มมายิ้มให้น้องชาย

"ขอบใจจ้ะ ปากหวานเหมือนเคยนะเรา"

"พูดความจริงก็หาว่าปากหวาน"

ชายหนุ่มทรุดนั่งลงบนสตูลบุนวมตัวเตี้ย ดวงตาฉายแววยิ้มพรายทอดมองพี่สาวที่กำลังยืนหันหน้าหันหลังสำรวจความเรียบร้อยของชุดวิวาห์

"พี่ใส่ชุดนี้แล้วสวยเหมือนนางไม้เลยครับ"

หญิงสาวหัวเราะเสียงใสพลางเอียงคอมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานยาว ชุดสีขาวนวลแขนกุด จับระบายอ่อนพลิ้วทั้งตัวกับทรงผมเกล้าหลวมๆ มีลูกผมม้วนเป็นลอนล้อมกรอบใบหน้างามอ่อนหวานทำให้เธอดูคล้ายนางไม้ในเทพนิยายฝรั่งจริงอย่างน้องชายว่า

"ขอบใจจ้ะ เอ๊ะ นั่นถืออะไรมา"

"ของขวัญจากแขกนิรนามน่ะครับ มีคนขี่มอเตอร์ไซค์เอามาฝากไว้ พอถามก็บอกว่ามีคนจ้างมาแต่ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใคร"

เจ้าสาวเอื้อมมือไปรับห่อกระดาษสีชมพูที่ผูกริบบิ้นอย่างดีแต่ไม่มีบัตรอวยพรหรือแม้แต่กระดาษเขียนข้อความติดมาด้วย คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างสนเท่ใจ

"ใครกันนะ ส่งของมาให้แต่ไม่บอกชื่อบอกเสียง"

"เขากำชับให้ส่งให้ถึงมือพี่ให้ได้ คงเป็นเพื่อนพี่กระมังฮะ"

"เพื่อนๆ ก็ไปงานที่กรุงเทพฯ หรือไม่ก็ส่งของขวัญไปให้ที่บ้านกันหมดแล้วนี่นา"

หญิงสาวรำพึงเบาๆ แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็ทำให้นิ้วเรียวรีบฉีกกระดาษห่อของขวัญออก ถัดจากกระดาษสีชมพูยังมีกระดาษห่อของสีน้ำตาลผูกเชือกอีกชั้น คราวนี้เธอต้องยอมให้น้องชายใช้กรรไกรช่วยตัด แต่ยังไม่ทันที่เขาจะลอกแผ่นกระดาษออกหมดเธอก็รีบแย่งไปดูอย่างอดใจไม่ไหว

"อุ๊ย!"

เสียงอุทานทำให้ธาริศหันไปมองอย่างประหลาดใจ สีหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดของพี่สาวทำให้เขาต้องรีบประคองเธอไปนั่ง

"พี่เป็นยังไงบ้างครับ" มือเรียวบางที่เกาะแขนเขาเย็นเฉียบจนน่าตกใจ "นั่งพักก่อนนะครับ เดี๋ยวผมหา..."

เล็บยาวหยิกเนื้อเขาอย่างแรงจนต้องนิ่วหน้า ริมฝีปากเคลือบสีชมพูดสดใสสั่นระริกแต่ไม่มีคำพูดหลุดออกมา กระนั้นชายหนุ่มก็ดูจะเข้าใจ เขาหยิบอัลบั้มเล่มโตลายกุหลาบสวยหวานในมือพี่สาวมาพลิกดู คิ้วดกดำขมวดมุ่นเมื่อเห็นว่าเป็นอัลบั้มรวมรูปของหญิงสาวตรงหน้าเขาเอง แต่เมื่อพลิกไปถึงหน้าหลังๆ ผิวแก้มขาวเนียนก็ค่อยๆ เรื่อขึ้นจนแดงจัด

"น้ำ..."

"ใครครับ พี่ฝน ใครเป็นคนถ่ายรูปพวกนี้..."

น้ำตาหยดน้อยร่วงรินลงจากตาสวย หญิงสาวหลับตาแน่น คำตอบเดียวที่มีให้คือเสียงสะอื้นฮัก

"พี่บอกผมสิครับ..." ชายหนุ่มกุมมือบางทั้งคู่ไว้พร้อมกับอ้อนวอน "เขาเป็นคนเดียวกับที่ส่งอัลบั้มนี้มาให้พี่หรือเปล่า"

"เพลิง..." เสียงกระซิบเบาแผ่วทำให้น้องชายต้องเงี่ยหูฟัง "เพลิง..."

"เพลิง? นายอนล เจ้าของไร่ที่คุณพ่อซื้อต่อมาทำรีสอร์ตน่ะหรือครับ"

"...แก้แค้น ประจานพี่..."

น้ำตาที่นองเต็มสองแก้มชะเครื่องสำอางที่บรรจงทาไว้อย่างดีจนไหลเลอะเป็นทาง ธาริศส่งกระดาษเช็ดหน้าให้เธอซับน้ำตาแต่ดูเหมือนยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหลไม่หยุด

"...อยากตาย พี่อยากตายเหลือเกิน..."

"พี่ฝน" ชายหนุ่มอุทาน "ไม่ได้นะครับ วันนี้วันดี พี่อย่าคิดถึงเรื่องไม่เป็นมงคล"

"พี่ไม่รู้จะทำยังไงดี ถ้าเขามาหาเรื่องในงาน..."

"พี่ฝนไม่ต้องกลัว ผมกับพี่เมฆ..."

"อย่านะ น้ำ" เจ้าสาวคนสวยรีบบอกละล่ำละลัก "อย่าบอกพี่เมฆเป็นอันขาด น้ำก็รู้ว่าพี่เมฆอารมณ์ร้อนขนาดไหน"

"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องบอกคุณพ่อคุณแม่..."

"ให้พี่ตายเสียดีกว่า!"

วรุณยุพาโถมร่างลงบนเตียงที่จัดไว้อย่างดี น้องชายได้แต่ยืนมองละล้าละลัง

"พี่ฝน พี่จะให้ผมทำยังไงดีครับ..."

กริ๊งง กริ๊งงงงง.... เสียงโทรศัพท์ที่ข้างเตียงดังแหวกความเงียบ ธาริศรีบคว้ามันขึ้นก่อนจะสุดเสียงกริ่งแรก

"ฮัลโหล"

"คุณน้ำหรือคะ มีคนโทรมาหาคุณฝนค่ะ ถามว่าได้รับของขวัญพิเศษแล้วหรือยัง"

ชายหนุ่มกำมือที่ถือโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วขาวซีดแต่ไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดแม้แต่น้อย

"ผมจะพูดกับเขาเอง"

เสียงอีกปลายสายเงียบไปอึดใจก่อนจะมีเสียงดังคลิก บอกว่าแม่บ้านโอนสายที่รออยู่ให้เรียบร้อยแล้ว

"ฮัลโหล" ชายหนุ่มกรอกเสียงลงไปแต่ไม่มีเสียงตอบ ได้ยินเพียงเสียงวู่หวิวเหมือนลมพัด "ฮัลโหล?!?"

"เจ้าสาวรีบลงไปรับแขกที่ไหนหรือ ถึงต้องให้คนอื่นมารับสายแทน"

เสียงห้วนห้าวแฝงแววเยาะดังมาตามสาย

"คุณใช่ไหมที่ส่งของมาให้พี่สาวผม" ธาริศพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติอย่างยากเย็น "คุณต้องการอะไร"

"อา.... น้องชายสุดที่รักของคุณวรุณยุพานี่เอง เสียดายที่ไม่เคยพบกันเลย"

"คุณต้องการอะไร คุณอนล อัคนิพงษ์" ชายหนุ่มกัดกรามแน่น "ถ้าเป็นลูกผู้ชายจริงก็บอกมา"

เสียงหัวเราะขื่นๆ บาดลึกในความรู้สึกของคนฟัง

"คนรักเก่าแต่งงานทั้งที ผมแค่อยากจะแสดงความยินดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ..."

"บริสุทธิ์ใจอะไรของคุณ! ต้องการอะไรบอกมาตรงๆ ดีกว่า อย่ามาใช้วิธีสกปรก..."

"สกปรก? คนนามสกุลชาญอรรถโยธินมีหน้ามาว่าคนอื่นใช้วิธีสกปรกด้วยรึ?"

"อย่าเลี่ยงประเด็นดีกว่า" ธาริศตัดบทเมื่อชำเลืองเห็นพี่สาวลุกขึ้นนั่งตัวแข็ง "มีอะไรก็พูดมา"

"ถ้าจะขอให้คุณวรุณยุพาออกมาพบเป็นครั้งสุดท้าย..."

"ฝันไปเถอะ" ชายหนุ่มตอบเสียงเข้ม

"ถ้าอย่างนั้น..." เสียงตอบกลั้วหัวเราะบาดลึกโสตประสาทคนฟังยิ่งนัก "คุณออกมาพบผมได้ไหมล่ะ คุณธาริศ"

"ว่าไงนะ?"

"อย่าทำเป็นหูตึงหน่อยเลย คงรู้นะว่ารูปพวกนั้นยังมีสำเนาอีกเยอะ รวมทั้งฟิล์มเนกาตีฟ..."

ธาริศกัดกรามแน่น ดวงตาที่อยู่อ่อนโยนอยู่เป็นนิจกลับวาวโรจน์จนคนที่นั่งมองจากบนเตียงหายใจสะดุด

"ขอแค่บอกว่าที่ไหน เมื่อไหร่ แล้วนายเองอย่าลืมเอาของที่ว่าทั้งหมดมาด้วย"

"น้ำ..."

วรุณยุพาพึมพำเรียกชื่อน้อง ชายบุญธรรมที่เคยเป็นลูกไล่ให้เธอตลอดวัยเยาว์ สีหน้าเด็ดเดี่ยวที่เห็นบอกให้รู้ว่าเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วในวัย เพียงยี่สิบเอ็ดปี

"พี่ฝน"

ธาริศกุมมือบางไว้ในสองมือยาวเรียวได้รูปที่พี่สาวเย้าเสมอว่า "มือศิลปิน"

"รีบล้างหน้าล้างตา แต่งหน้าใหม่เถอะครับ ผมจะบอกนวลให้มาช่วย อีกครึ่งชั่วโมงแขกก็คงจะมาถึงกันแล้ว"

"น้ำ... น้ำจะทำอะไร..."

"พี่ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะจัดการทุกอย่างเอง"

"พี่... เขาคงอาฆาตพี่มาก พี่กลัว..."

"พี่ทำใจให้สบายเถิดครับ วันนี้เป็นวันมงคลของพี่ สิ่งที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายพี่แน่ เชื่อผมนะครับ"

ชายหนุ่มช่วยประคองร่างบอบบางที่ยังสั่นเทิ้มกลับไปนั่งหน้ากระจกแล้วบีบมือเธอเบาๆ อีกครั้ง

"พี่สาวผมต้องสวยเหมือนนางฟ้าให้คนตะลึงทั้งงานนะครับ"

เจ้าสาวฝืนยิ้มทั้งที่ตายัง แดงช้ำ ร่างสูงโปร่งของน้องชายเดินออกไปพร้อมกับดึงบานประตูปิดตามหลัง นอกหน้าต่าง ทิวทัศน์งดงามของรีสอร์ตไร่อรรถโยธินถูกปกคลุมด้วยแสงสลัวของยามโพล้เพล้ แสงไฟ ณ บริเวณสนามหญ้าใหญ่ค่อยๆ เปิดขึ้นทีละดวงรอรับแขกเหรื่อที่มาร่วมแสดงความยินดีในวันฉลองสมรสของเธอ กับชายที่เธอเลือกแล้วว่าคุณสมบัติพร้อมพรั่งเพียงพอที่จะเป็นช้างเท้าหน้า ให้กับวรุณยุพา ชาญอรรถโยธิน แต่เมื่อหันไปมองอัลบั้มลายกุหลาบบนตั่งนวมใจก็ร้อนรุ่มเหมือนถูกไฟผลาญ

เพลิง... ฉันไม่เคยนึกเลยว่าคุณจะกล้าทำอย่างนี้ ไม่นึกว่าคุณจะเจ็บแค้นจนคิดจะใช้รูปเก่าๆ พวกนี้มาทำร้ายฉันในวันที่ฉันควรจะมีความสุขที่สุด... เพลิงนะเพลิง ช่างร้ายเหมือนไฟสมชื่อเสียจริง...


Last edited by winkandsmile on 30 Mar 2010 23:23, edited 1 time in total.
winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ (Prologue & Chapter 1)

Post29 Jan 2010 09:36

จะตามอ่านแล้วนะครับ ห้ามทิ้งล่ะ

ใช้ภาษาดีจังนะครับ ชื่อพี่สาวอลังการมากเลย
ดั่งสายลมพัดผ่าน
User avatar
Little Prince
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1101
Joined: 19 Jan 2008 21:06

จำเลยรัก 2553 บทที่ 2

Post30 Mar 2010 23:19

ขอบคุณรีบนครับ
ชื่อนี้ผมยืมมาจากนิยายสมัยก่อนครับ นางเอกรุ่นนั้นชื่อวรุณยุพา ละอองดาว สกาวเดือน อะไรประมาณนี้ อ่านแล้วเห็นภาพเลยว่าสวยหยดย้อยขนาดไหน :D
ตอนใหม่นี้ใช้เวลาเยอะมากครับ ที่จริงควรจะเกลาอีกหน่อยแต่เบื่อแล้ว โพสต์เลยดีกว่า อิอิ






จำเลยรัก 2553




2.


“จะพาผมไปไหน”

ธาริศพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติแม้ว่ามือสองข้างจะถูกใส่กุญแจมือไขว้ไว้ข้างหลัง

“เดี๋ยวก็รู้เอง”

คนนั่งหลังพวงมาลัยตอบโดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย

“ทำไมไม่ผูกตาเสียด้วยล่ะ”

ธาริศประชด แต่อีกฝ่ายนอกจากจะไม่ตอบแล้วยังหันมายิ้มขำๆ

“คุณกล้ามากนะที่ทำอย่างนี้กลางที่สาธารณะ ทำเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อไม่มีแป”

“ผมทำตามกฎกติกามาตลอดชีวิตแล้วได้อะไร” เสียงตอบห้วนห้าวบอกอารมณ์คนพูด “เป็นคนดีแล้วได้แต่ช้ำใจ จะเป็นไปทำไมกัน”

“ถ้างั้นคุณก็มีสันดานอาชญากรมาแต่ต้น” ธาริศกัดฟันพูด “ที่ผ่านมาคงรอแค่ข้ออ้างที่จะได้แสดงความเถื่อน—“

คำพูดขาดหายเมื่อรถขับออกขวา แซงกระบะคันหน้าอย่างกะทันหัน ธาริศเสียหลักหัวคะมำ หากไม่มีเข็มขัดนิรภัยก็คงเจ็บตัวเป็นแน่

“คิดจะฆ่ากันหรือไง”

“ขอโทษ” อีกฝ่ายเสียงอ่อนลง “อย่ายั่วโมโหเวลาขับรถสิ”

“.....”

ธาริศขบปากยั้งคำพูดที่พรั่งพรูมาอยู่ตรงปลายลิ้น ข้างในยังเดือดปุดๆ จนต้องเมินหน้าไปนอกหน้าต่าง จึงไม่รู้ตัวว่าอีกฝ่ายชำเลืองมองมาเป็นระยะ

“นั่งดีๆ นะ” อนลเตือน “ข้างหน้านี้ถนนไม่ได้ลาดยาง”

“ทำไมต้องแคร์” หากว่าสายตาฆ่าคนได้ อนลก็คงเหลือเพียงร่างแล้ว “ยังไงคุณก็คงไม่ปล่อยให้ผมกลับไปแบบตัวเป็นๆ อยู่แล้วนี่”

“มันก็แน่อยู่แล้ว” คนพูดชายตามองยิ้มๆ “แต่หน้าขาวๆ ผิวใสๆ อย่างนี้ ถ้าจะต้องช้ำก็ควรช้ำเพราะมือผม ไม่ใช่เพราะกระจกรถ”

“ไอ้บ้า”

ธาริศหน้าแดงจัด ทั้งโมโหถ้อยคำกวนประสาทและโกรธตัวเองที่รู้อยู่แล้วว่าต่อล้อต่อเถียงกับคนพาลนั้นไม่มีประโยชน์แต่ยังเผลอตัวต่อปากต่อคำ ครั้นเมินหน้ามองข้างทางก็เห็นแต่หน้าผาหยัดตัวสูงลิ่วท่ามกลางความมืด นานทีจึงจะพบต้นไม้ใบหญ้างอกจากชะง่อนหินตะปุ่มตะป่ำ เมื่อความโกรธจางลงจึงเริ่มกังวลว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรกันแน่

กล้าจับเรามาโดยไม่แคร์ว่าใครจะเห็นอย่างนี้ สงสัยว่าจะเสียสติไปแล้วจริงๆ... แล้วนี่คิดจะพาเราไปไหนกันนะ นี่ไม่ใช่ทางไปไร่อัคนิพงษ์นี่นา... หรือว่าจะพาเราไปฆ่าหมกป่า ไม่ให้ใครหาเจอ?!?”

ก่อนที่ความคิดจะเพริดไปไกลกว่านั้นเขาก็เตือนตัวเองให้ตั้งสติ สูดหายใจแรงๆ แล้วนับหนึ่งถึงร้อย จนหัวใจเต้นเป็นปกติจึงปรายตาดูคนข้างๆ เสี้ยวหน้าคมเข้มของอนลกลับนิ่งเป็นปกติ ไม่ยียวนเหมือนเมื่อสักครู่ ธาริศนึกในใจว่าใบหน้ายามไร้หนวดเคราของอีกฝ่ายก็พอดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาเหมือนกัน ต่างกับครั้งแรกที่เจอหน้ากันลิบลับ...


**************



“คุณน้ำจะไปไหนหรือขอรับ”

คนงานเก่าแก่เอ่ยทักชายหนุ่มที่ก้าวลงมาจากบ้านใหญ่ด้วยท่าทางเร่งรีบ

“ผมมีธุระครับลุง” ธาริศตอบไม่เต็มเสียง “เดี๋ยวมาครับ”

ชายชรามองตามร่างสูงโปร่งที่มุ่งหน้าไปทางท้ายไร่อย่างงุนงงด้วยนึกไม่ออกว่าลูกชายเจ้าของไร่มีธุระอะไรแถวนั้น

ธาริศมุ่งหน้าไปยังจุดนัดพบที่อนลบอกทางโทรศัพท์ด้วยใจร้อนรน นึกดีใจอยู่หน่อยที่สวมรองเท้าผ้าใบมาเพราะแถวท้ายไร่นี้ไม่ได้สร้างทางเดินเป็นกิจจะลักษณะ ยังเป็นดินลูกรังสลับหินสูงๆ ต่ำๆ แวบหนึ่งเขานึกสงสัยว่าอนลรู้จักที่นี่ได้อย่างไรแต่แล้วก็นึกได้ว่าเดิมที่ตรงนี้เป็นของไร่อัคนิพงษ์แต่อนลยอมขายให้ในราคาเหมือนให้เปล่า

“นึกว่าไม่กล้ามาเสียอีก”

เสียงห้าวๆ ดังจากหลังต้นไม้ใหญ่ทำให้ธาริศสะดุ้งโหยง เมื่อหันไปก็เห็นร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างเหมือนคนตะวันตกในเสื้อตาหมากรุกกับกางเกงยีนส์สีซีดและรองเท้าบู๊ตเก่าโทรมพอๆ กันยืนพิงต้นไม้ด้วยท่าทางกวนลูกตา หมวกคาวบอยบนศีรษะถูกดึงลงมาต่ำจนบดบังใบหน้าช่วงบน เห็นเพียงหนวดเครารกครึ้มที่คางและสองข้างแก้ม

“ทำไมจะไม่กล้า” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบแต่หางตากระตุกแปลบเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายจ้องมองลอดเงาหมวกอย่างไม่วางตา “ไหนล่ะของที่คุณบอกว่าจะเอามา”

“ใจร้อนผิดกับชื่อเลยนะ คุณน้ำ”

อนลว่าแล้วหัวเราะในลำคอ ธาริศชะงักเมื่อได้ยินเสียงไฟแช็กถูกจุด เมื่อเหลือบมองด้วยหางตาก็เห็นอีกฝ่ายอัดควันบุหรี่เข้าปอดแล้วพ่นควันช้าๆ เหมือนสบายใจเสียเต็มประดา ชายหนุ่มนับหนึ่งถึงสิบในใจ รู้ตัวอีกฝ่ายตั้งใจกวนประสาท แต่เขาจะไม่ยอมถูกปั่นหัวให้เสียเรื่องเป็นอันขาด

“อยากได้ก็ตามมา”

ว่าแล้วชายร่างใหญ่ก็เดินดุ่มหายไปท่ามกลางหมู่ไม้ ธาริศมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครจึงรีบสาวเท้าตาม เพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นรถจี๊ปแบบทหารเก่าคร่ำจอดอยู่ริมโขดหิน แต่ที่เขามองไม่เห็นแต่แรกนั้นเพราะมีต้นไม้บัง

“ขึ้นมาสิ” อนลร้องบอกจากหลังพวงมาลัย

“ไหนคุณบอกว่า...”

“ผมไม่โง่พอจะเอาของแบบนั้นติดตัวมาหรอก อยากได้ก็ขึ้นมา”

ธาริศลังเล แต่ภาพใบหน้านองน้ำตาของพี่สาวก็ทำให้เขาตัดสินใจก้าวขึ้นไปนั่งเคียงข้างบุรุษแปลกหน้าโดยไม่ต่อล้อต่อเถียง รถจี๊ปบุโรทั่งวิ่งลัดเลาะทางลูกรังคดเคี้ยวที่เขาไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ เส้นทางวิบากเส้นนี้น่าจะยาวไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรแต่กว่าจะพ้นมาได้ฟ้าก็มืดแล้ว

“จับแน่นๆ ล่ะ”

อนลบอกห้วนๆ ก่อนที่รถจะพุ่งลงทางลาดชันอย่างรวดเร็วจนธาริศรู้สึกเหมือนท้องไส้หล่นวูบ เขากัดริมฝีปากจนเจ็บแปลบ ไม่รู้ตัวเลยว่าหลับตาปี๋จนได้ยินเสียงหัวเราะหึๆ กวนอารมณ์จากคนขับ

“ไม่เคยมาทางนี้ล่ะสิ ครั้งแรกก็อย่างนี้แหละ แต่ครั้งต่อๆ ไปก็ชินเอง ไม่เชื่อก็ลองถามพี่สาวคุณดู”

ธาริศนึกอยากโต้ตอบให้เจ็บแสบแต่นึกแล้วก็ป่วยการเปล่า เขาเม้มปากแน่นเพื่อเตือนตัวเองจนรถแล่นมาจอดอย่างนุ่มนวลเกินคาดที่หน้าเคบินไม้ซุงหลังย่อม

“ลงมาสิ หรือต้องให้เชิญ”

อนลหันมาบอกห้วนๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไปในเคบินหลังนั้น ทายาทคนเล็กของตระกูลชาญอรรถโยธินค่อยๆ ก้าวลงจากรถเพราะมองไม่ถนัดว่าบนพื้นมีอะไร หยุดสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ แล้วจึงผลักประตูเคบินตามเข้าไป...

“เฮ้ย!”

ธาริศร้องลั่นอย่างตกใจเมื่อรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในวงแขนล่ำสันแข็งแรงปานเหล็กของใครคนหนึ่ง ยิ่งดิ้นวงแขนนั้นก็ยิ่งรัดแน่นเข้า

“ใจกล้ามากนะคุณน้ำ ที่ตามคนแปลกหน้ามาถึงบ้านแบบนี้”

อนลกระซิบที่ข้างหู ความมืดและกลิ่นบุหรี่ฉุนเฉียวระคายจมูกผสมกับไอตัวร้อนจัดจากร่างนั้นทำให้ธาริศควบคุมสติได้ยากเต็มที

“คุณจะทำอะไร ปล่อยผมนะ บอกว่าปล่อย!”

“ลองเดาสิว่าผมจะทำอะไร” เจ้าของเคบินเบียดเรือนกายท่อนล่างเข้าชิดร่างที่กำลังดิ้นรนสุดแรงเกิด “ทีแรกผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าควรจะแก้แค้นพี่สาวคุณยังไงให้สาสม แต่พอเห็นคุณ..”

ธาริศพยายามกระแทกศอกใส่ร่างนั้นแต่อนลเอี้ยวตัวหลบอย่างง่ายดาย

“ไอ้บ้า” ธาริศหอบฮัก “คนพาลสันดานผู้ร้ายอย่างนายน่ะไม่คู่ควรกับพี่ฝนหรอก...”

“ปากดีนักนะ” อนลถือโอกาสที่อีกฝ่ายหยุดดิ้นกระชากร่างนั้นให้หันมาประจันหน้ากับเขา “คนตระกูลชาญอรรถโยธินถือตัวว่าดีกว่าคนอื่นเสมอ วันนี้ผมจะสอนบทเรียนให้...”

แรงปะทะทำให้ธาริศหายใจขาดห้วง ยังไม่ทันที่สมองจะตีความคำพูดนั้น ร่างทั้งร่างก็ถูกจับเหวี่ยงจนเสียหลัก ชายหนุ่มเผลอร้องสุดเสียงแต่สิ่งที่ได้สัมผัสในเสี้ยววินาทีต่อมาไม่ใช่พื้นแข็งๆ อย่างที่กลัว แต่เป็นที่นอนหนานุ่มที่ยุบยวบตามน้ำหนักของเขา

“อนล...”

ธาริศพยายามพลิกตัวหนีแต่ไม่ทันการณ์ ร่างสูงใหญ่อุดมด้วยกล้ามเนื้อที่ทาบทับลงมาทำให้เขาร้องไม่ออก มือร้อนผ่าวกระชากเสื้อเชิ้ตเนื้อดีอย่างแรงจนกระดุมหลุดกระเด็นไปคนละทิศละทาง แต่เมื่อมือนั้นตะปบเข้าที่เข็มขัด ธาริศก็รวบรวมกำลังทั้งหมดทั้งผลักทั้งถีบจนอีกฝ่ายต้องเอี้ยวตัวหนี

“ฤทธิ์มากนักนะรูปหล่อ ชอบเจ็บตัวใช่ไหม”

อนลคำรามพร้อมกับโถมร่างลงมาอีกครั้ง ธาริศพยายามเอี้ยวตัวหลบแต่ศีรษะกลับกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างเต็มแรง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดมิดลง...


********************



“นี่ผม... ผมอยู่ที่ไหน?”

ธาริศกระพริบตาถี่ๆ แต่ไม่อาจไล่ความมึนงงที่เกาะกุมสมอง แสงสลัวจากโคมไฟส่องให้เห็นร่างใหญ่ในเสื้อตาหมากรุกที่ยืนอยู่ข้างเตียง ในมือมีอ่างพลาสติกใบเล็กแช่ผ้าขนหนูที่เปื้อนอะไรบางอย่างจนน้ำเป็นสีชมพูเรื่อ

“อย่าเพิ่งลุก” อนลวางอ่างในมือลงแล้วกดร่างที่พยายามทรงตัวนั่งบนเตียงให้นอนลงดังเดิม

“หัวคุณฟาดโต๊ะข้างเตียง เลือดหยุดแล้วแต่อย่าลุกดีกว่า เดี๋ยวแผลจะเปิดอีก”

“นี่ผม...” ธาริศยังพยายามฝืนลุก

“ผมบอกให้นอนไง” แม้จะเป็นการออกคำสั่งอยู่ในทีแต่เสียงนั้นอ่อนจนธาริศไม่นึกอยากขัดขืน “รีบลุกเดี๋ยวจะเวียนหัวเปล่าๆ”

“แต่ผมต้อง...”

“ผมรู้” อีกฝ่ายตัดบท “ผมจะให้สิ่งที่คุณขอ แต่ทางดีอย่าเอามันกลับไปเลย”

“หมายความว่ายังไง?”

อนลหันหลังไปหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่มาส่งให้

“ดูเสียให้แน่ใจว่าอยู่ครบ”

ธาริศค่อยๆ ชันตัวพิงพนักเตียงแล้วหยิบของในซองออกมาดูทีละชิ้น รู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวแต่ต้องฝืนไม่หันไปมองคนที่นั่งอยู่ข้างเตียง เมื่อเขาใส่ของทั้งหมดกลับเข้าซองก็เห็นอนลนั่งจุดไฟในเตาผิงที่สุดผนังอีกด้านหนึ่งอยู่ ตาสองคู่สบกันนิ่งก่อนที่ธาริศจะส่งซองนั้นให้

“แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณไม่ได้เก็บ...”

ธาริศเอ่ยทำลายความเงียบขณะที่เปลวไฟเริ่มลามเลียซองกระดาษ

“คุณต้องคิดเองว่าจะไว้ใจผมหรือเปล่า”

อีกฝ่ายบอกเรียบๆ

“แล้วทำไมคุณถึง...” คำพูดของธาริศขาดหายเมื่ออีกฝ่ายหันมามองนิ่งๆ

“นอนพักให้หายเวียนหัวเถอะ เดี๋ยวผมจะไปส่ง”

ใจหนึ่งธาริศก็อยากตอบโต้ให้สะใจว่าเขาไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของผู้ร้ายใจทราม แต่อาการปวดตุบๆ ที่ศีรษะและตาที่ยังพร่ามัวทำให้ตัดสินใจไม่ต่อล้อต่อเถียงดีกว่า เขาค่อยๆ เอนตัวนอนบนหมอนที่เปื้อนเลือดเป็นดวงแดงฉาน ตามองชายร่างใหญ่ที่ขะมักเขม้นอยู่กับการค้นตู้เสื้อผ้า ใจก็อึงอลไปด้วยคำถามนับสิบ

ช่างเถอะ ประเดี๋ยวค่อยคิดก็แล้วกัน

เมื่อสมองอนุญาต ร่างกายก็ยอมพ่ายแพ้ต่อความอ่อนล้า หลายนาทีต่อมาอนลเดินมาที่เตียงพร้อมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เลือกแล้วอีกฝ่ายน่าจะใส่ได้ แต่สีหน้าและท่านอนของคนบนเตียงบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวจมดิ่งในห้วงนิทราเรียบร้อยแล้ว เจ้าของเตียงก้มมองใบหน้าอ่อนใสนั้นด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก

ถ้าไม่มีเรื่องวันนี้...

ชายหนุ่มทรุดตัวลงบนเก้าอี้ข้างเตียงแล้วนั่งมองคนหลับอยู่เงียบๆ ขณะที่ไฟในเตาผิงเริ่มมอดลงทีละน้อย...



winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED*

Post01 Apr 2010 06:36

มานั่งรออ่านฮะ :bazfun:
" สักว่ารู้ สักว่าเห็น ดูเล่นๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง "

User avatar
น้องน้อยหน่า
ปริญญาโท ปริญญาโท
Posts: 2673
Joined: 04 Jan 2008 18:01

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED*

Post01 Apr 2010 08:46

น้องน้อยหน่า wrote:มานั่งรออ่านฮะ :bazfun:


คุณป้านี่ชอบละครมากๆ เลยนะคะ ตั้งแต่ภิรมยาและ 555+ :17:
อย่าทุกข์ อย่าสุข เพราะการมีกันและกันอีกเลย

Because I'm your sunshine that always rises.
User avatar
sunshine
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 4071
Joined: 30 Dec 2007 08:13

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED Chapter 3*

Post03 Apr 2010 17:56

จำเลยรัก 2553



3.



"ขึ้นไปสิ หรือต้องให้อุ้ม?"
ธาริศกัดฟันข่มอารมณ์เป็นครั้งที่ร้อย ร่ำๆ จะหันไปชกหน้ากวนๆ นั้นสักเปรี้ยงแต่ติดที่ถูกใส่กุญแจมือจึงทำอะไรไม่ได้ บริเวณที่เขายืนอยู่เป็นที่โล่งแต่ไม่กว้างนัก พื้นถูกปรับจนเรียบผิดกับเส้นทางขรุขระที่รถผ่านมาเมื่อครู่ ข้างหน้าคือเนินดินไม่สูงนัก ขุดเป็นขั้นบันไดหยาบๆ ปูด้วยปล้องไม้ไผ่ทุบกันลื่นน่าจะพอเดินไหว เมื่ออนลรุนหลังเป็นการเร่ง เขาจึงก้าวขึ้นไปอย่างไม่เต็มใจนัก พระจันทร์สีซีดส่องให้เห็นความเวิ้งว้างที่อยู่รอบกาย

ที่นี่ที่ไหนกันนะ ขับมาไกลขนาดนี้ไม่น่าจะอยู่ในเขตไร่อัคนิพงษ์...

กำลังคิดอะไรเพลินๆ เท้าก็สะดุดพื้นจนหน้าคะมำ แต่มือแข็งกร้านของคนข้างหลังฉุดไว้ได้ทัน
"ฮื้อ นี่แหละน้า คนกรุง แค่นี้ก็หัวทิ่มซะแล้ว"
อนลบ่นพลางช้อนตัวเขาขึ้น อย่างง่ายดายเหมือนเป็นกระสอบนุ่น
"จะบ้าเหรอ ปล่อย!"
ธาริศโวยวายแต่ไม่กล้าดิ้น เพราะกลัวตก ทว่าอีกฝ่ายทำเหมือนไม่ได้ยิน แถมผิวปากเป็นเพลง "ข้างขึ้นเดือนหงาย" เหมือนตั้งใจกวนโมโห
"ที่นี่ที่ไหน?"
เชลยจำเป็นอดถามไม่ได้เมื่อขึ้นมาถึงยอดเนิน ครั้นมองลงไปก็ถึงกับอึ้งกับสิ่งที่เห็น
"ที่อยู่ใหม่ของคุณไง"
อนลตอบสั้นๆ พร้อมกับกระชับอ้อมแขนให้แน่นเข้า แต่กระนั้นธาริศก็ยังหลับตาปี๋เมื่ออีกฝ่ายเริ่มก้าวลงเนิน
"กลัวผมทำหล่นหรือ" คนอุ้มถามกลั้วหัวเราะ "มือชั้นนี้แล้ว ไม่มีทาง"
ธาริศเกือบย้อนว่าคงทำอย่างนี้บ่อยๆ จึงได้มั่นใจในตัวเองนักแต่ยั้งปากไว้ได้ทัน
"ปล่อยผมลงได้แล้ว"
ชายหนุ่มบอกเสียงแข็งแต่ไม่เป็นผล อนลยกเท้าสะกิดเบาๆ บานประตูเคบินไม้หน้าตาคล้ายกับหลังที่ไร่อัคนิพงษ์ไม่มีผิดเพี้ยนก็เปิดออกโดยดี
"ตามสบายนะ" ชายร่างใหญ่บอกหน้าตาเฉยหลังวางร่างเขาลงบนเตียง "เดี๋ยวผมมา"
ว่าที่บัณฑิตหนุ่มได้แต่มองตามคนที่ลักพาตัวเขามาตาปริบๆ แสงสว่างจากโคมไฟหัวเตียงส่องให้เห็นสภาพภายในเคบินที่ตกแต่งง่ายๆ ด้วยเครื่องเรือนน้อยชิ้น มีเตาผิงอยู่ชิดผนังด้านหนึ่ง ทุกอย่างคุ้นตาจนอดนึกถึงเหตุการณ์ที่เคบินอีกหลังเมื่อเจ็ดเดือนก่อนไม่ได้...

****************


ความเย็นเยือกปลุกให้ชายหนุ่มตื่นขึ้นอย่างมึนงง ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหนและเกิดอะไรขึ้น แต่พอความทรงจำกลับคืนมาก็พบว่าตัวเองตกอยู่ในอ้อมแขนรัดรึงของใครคนหนึ่งเสียแล้ว
"อนล..."
พูดได้เพียงแค่นั้นริมฝีปากอุ่นๆ ก็เบียดบดลงมาจนลมหายใจสะดุด ไรหนวดหยาบแข็งเสียดสีกับผิวหน้าจนเห่อเป็นแนวขึ้นมาทันที
"ปล่อย!"
ธาริศพยายามผลักอกอีกฝ่ายแต่ไม่เป็นผลเพราะขนาดร่างกายและเรี่ยวแรงที่ต่างกันมาก แต่เมื่อริมฝีปากคู่นั้นเบียดแทรกลงมาอีกหนชายหนุ่มก็ขบฟันลงเต็มแรง
"......!!!"
ธาริศเอื้อมมือสั่นเทาไปเปิดสวิตช์โคมไฟข้างเตียง ได้ยินเสียงตัวเองตะโกนลั่นเคบินหลังเล็ก
"ไอ้คนบ้ากาม หื่นไม่เลือกหน้า"
อนลไม่ตอบแต่พอลดมือลงจากใบ หน้าก็เห็นรอยเลือดเลอะมุมปากเป็นทางยาว
"เราหายกันแล้วนะ" เขาบอกยิ้มๆ แต่นัยน์ตาวาวโรจน์ "ต่างคนต่างได้แผลเป็นที่ระลึก ถือว่าเสมอกัน"
ไม่กี่นาทีให้หลังรถจี๊ปบุโรทั่งก็ถูกสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง ทั้งคนขับและผู้โดยสารต่างนั่งเงียบตลอดทาง
"ผมส่งแค่นี้นะ" อนลบอกเมื่อรถวิ่งมาถึงหน้ารีสอร์ตไร่อรรถโยธิน "แล้วเราต้องได้พบกันอีกแน่"
ธาริศยืนมองไฟท้ายรถที่ค่อยๆ ลดขนาดลงจนในที่สุดก็หายวับไปในความมืด ลมยามดึกพัดโชยมาต้องผิวเพียงแผ่วๆ แต่เขากลับรู้สึกหนาวเยือกและอ่อนล้าเหมือนจะเป็นไข้ ภายในรีสอร์ตยังเปิดไฟสว่างแต่แขกงานแต่งงานกลับไปกันจนหมดแล้ว ชายหนุ่มนึกภาวนาขอให้พ่อแม่ขึ้นนอนกันหมด เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องตอบคำถามว่าหายไปไหนมา สิ่งเดียวที่ต้องการในยามนี้คือได้ยืนใต้ฝักบัวให้สายน้ำชำระล้างร่องรอยของ สิ่งที่เกิดขึ้นจากกายและใจ เพื่อพรุ่งนี้จะได้ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง...


**************


"คิดหาทางหนีทีไล่อยู่หรือ คุณน้ำ"
ธาริศสะดุ้ง พอหันไปมองต้นเสียงก็เห็นคนร่างใหญ่กลับเข้ามาพร้อมกระเป๋าเดินทางและของที่เขาแวะซื้อจากซุปเปอร์มาร์เก็ต
"คุณยังไม่บอกผมเลยว่าพาผมมาที่นี่ทำไม"
"จะรู้ไปทำไม" อนลตอบห้วนๆ มือก็เปิดกระเป๋าออกดู
"มายุ่งอะไรกับของๆ ผม" เสียงของธาริศบอกว่าเจ้าตัวเริ่มเดือด "คนอะไรไร้มารยาท"
"จับเชลยมาทั้งทีก็ต้องดูให้ แน่ใจว่าไม่ได้พกอาวุธมาด้วย" อีกฝ่ายตอบกวนๆ "เดี๋ยวเสียแผนหมด"
"แผนอะไรของคุณ บอกมานะว่าจับผมมาทำไม"
อนลไม่ตอบแต่หรี่ตามองหน้าอ่อนใสที่เริ่มแดงเรื่ออย่างมีโมโห
"ถ้าคุณคิดจะใช้ผมต่อรองกับพี่ฝนล่ะก็ ขอบอกว่าลืมเสียเถอะ" ธาริศบอกเยาะๆ "พี่ฝนเธอแต่งงานมีความสุขไปแล้ว ยังไงเธอก็ไม่มีวันกลับมาหาคุณ"
ร่างใหญ่ก้าวเพียงสามก้าวก็ถึงตัวคนที่นั่งอยู่บนเตียง ตาทั้งคู่ทอประกายกร้าว
"ผมจะบอกอะไรให้นะคุณน้ำ" มือร้อนผ่าวแตะปลายคางได้รูปเพียงเบาๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้อีกฝ่ายขัดขืนไม่ได้ "คุณน่ะเหมือนลูกไก่ในกำมือผม จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด เพราะฉะนั้นอย่าพยายามทำให้ผมโมโหจะดีที่สุด"
พูดจบอนลก็หันไปสนใจข้าวของในกระเป๋าต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อเมื่อไม่มีเสียงใดๆ จากคนบนเตียงจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างงงๆ
"อ้าว ทำไมไม่ไปอาบน้ำล่ะคุณ ขับรถมาทั้งวันไม่เหนียวตัวบ้างหรือ"
ธาริศยังคงนิ่งแต่สายตาเย็นชาตอบคำถามนั้นได้ดีกว่าคำพูดใดๆ
"ขอโทษ" อนลยกมือสองข้างเป็นเชิงขอโทษขอโพย "ผมลืมไปว่ามือคุณไม่ว่าง"
ทันทีที่มือเป็นอิสระ ว่าที่บัณฑิตหนุ่มนึกอยากจะประเคนศอกเข้าที่ศีรษะของอีกฝ่าย แต่วินาทีทองก็ผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น อนลหยิบผ้าเช็ดตัวส่งให้แต่แววตาเขียวปัดที่มองมาก็ทำให้เขาชะงักไป
"เอาน่า ผมไม่ยุ่งกับของๆ คุณก็ได้ เห็นผมสกปรกนักรึไงถึงทำหน้ารังเกียจขนาดนั้น"
ชายหนุ่มเลือกที่จะนิ่งเสียเพราะรู้ว่าโต้ตอบไปก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่เมื่อเดินเข้าห้องน้ำที่ก่อผนังหยาบๆ และเปิดโล่งรับแสงเดือนแสงดาวก็อดทึ่งไม่ได้กับหัวคิดของคนออกแบบ
"นี่คู้ณณณณณ" อนลเคาะประตูเรียกดังลั่น "ยังไม่เสร็จอีกเหรอ จะอาบไปถึงไหนกัน"
ธาริศต้องเซอร์ไพรส์เป็นคำรบสองเมื่อเห็นอาหารวางรออยู่บนโต๊ะ
"ผมรู้ว่ามันเหมาะจะเป็นอาหารเช้ามากกว่า แต่ช่วยไม่ได้ คุณซื้อมาแต่ไข่กับอาหารกระป๋อง"
อนลบอกเหมือนจะแก้ตัวเมื่อเห็นเขายืนมองอาหารบนโต๊ะอันมีไข่คนกับขนมปังปิ้งเป็นดารานำ
"เสียดายไม่มีชีส ไม่งั้นจะทำออมเล็ตให้กิน" อนลพูดต่อ "ผมทำอร่อยนะ อย่ามาดูถูกกันง่ายๆ"
"ยังไม่มีใครว่าอะไรเลย" ธาริศอดรนทนไม่ไหว "คุณเป็นตุ๊กแกรึไงถึงได้กินปูนร้อนท้อง"
อันที่จริงหากเลือกได้เขาจะไม่มีวันตักอาหารฝีมืออนลเข้าปากเป็นอันขาด แต่ท้องที่เริ่มปั่นป่วนเพราะไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เที่ยงทำให้หมดแรงจะโต้เถียง พอตักคำแรกเข้าปากก็ต้องยอมรับว่าอนลพอจะมีฝีมืออยู่เหมือนกัน แต่ที่ทำให้แปลกใจกว่านั้นคือกาน้ำชาแบบฝรั่งที่เจ้าของบ้านยกมาเสิร์ฟ
"บนนี้น้ำกินไม่ค่อยมีนอกจากน้ำฝน คนกรุงอย่างคุณดื่มไอ้นี่จะปลอดภัยที่สุด"
คนป่าเถื่อนอย่างอนลดื่มชาอิงลิชเบรกฟาสต์เป็นกับเขาด้วยหรือ
ธาริศแอบรำพึงในใจเมื่อชาอึกแรกล่วงผ่านลำคอ
หน้าอย่างนี้ใช้เครื่องกระเบื้องเสิร์ฟอาหารกลางป่า... บอกไปใครจะเชื่อ
คิดแล้วชายหนุ่มก็ได้แต่ส่ายหน้า ทำให้คนที่นั่งอีกฟากโต๊ะเลิกคิ้วอย่างงงๆ...


"เอาล่ะ นอนได้แล้ว"
อนลบอกหลังทดสอบแล้วว่ากุญแจมือที่โยงติดกับหัวเตียงนั้นไม่ตึงและไม่หย่อนจนเกินไป
"แล้วคุณ..." ธาริศหลุดออกไปเมื่อเห็นอีกฝ่ายขนหมอนกับผ้าห่มออกจากตู้เสื้อผ้า
"ผมนอนหน้าเตาผิง" อนลตอบสั้นๆ แต่ไม่วายยียวนส่งท้าย "แต่ถ้าหนาวก็เรียกนะ จะไปนอนเป็นเพื่อน"
"......."
ธาริศดึงผ้าห่มขึ้นปิดหน้าเพราะไม่อยากแม้แต่จะเห็นผู้ชายที่เป็นฝันร้ายของเขามาตลอดเจ็ดเดือนเต็ม
ถ้าเมื่อวานใครมาบอกว่าเรากับอนลต้องมานอนร่วมห้องกันอีก เราคงหัวเราะใส่หน้าแล้วบอกว่าไม่มีทาง แต่นี่...
แม้จะพยายามต่อสู้กับความง่วงเพราะไม่ไว้ใจอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เมื่อร่างกายสัมผัสกับเครื่องนอนที่อ่อนนุ่มจนทำให้นึกถึงเตียงเจ้าหญิงในนิทาน เปลือกตาก็เริ่มหนักอึ้งและค่อยๆ ปิดสนิทลงในที่สุด...



winkandsmile
อนุบาล อนุบาล
Posts: 31
Joined: 22 Jan 2010 21:21

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED Chapter 3*

Post01 May 2010 22:12

จบละหรอครับ
ถึงจะง่าย...แต่ไม่ใจง่ายนะโว้ยย
User avatar
กล้วยคุง
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1525
Joined: 05 Jan 2008 20:50
Location: บ้านผลไม้

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED Chapter 3*

Post31 Jul 2010 20:56

มารออ่านคร้าบบบ :10:
เป็นธรรมดา ที่คนเรา เมื่อเจอคนที่ใช่กว่า ดีกว่า
ก้อย่อมเลือกที่จะไม่จมอยู่กับสิ่งเดิมๆสิ่งเก่าๆ
chromosome
อนุบาล อนุบาล
Posts: 29
Joined: 11 Jul 2010 23:36

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED Chapter 3*

Post15 Oct 2013 17:31

เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่นิยมเล่นแทงบอลในรูปแบบของการออนไลน์ เพื่อความเร้าใจสนานสัมผัสสภาพแวดล้อมในการใช้งานกับเรา และคุณยังสามารถลุ้นแจ็คพ็อตที่มีรางวัลมูลค่าสูงสุด แทงบอล คาสิโนออนไลน์จึง น่าเล่นกว่า บ่อนคาสิโนจริงๆ วิธีแทงบอล ส่วนใหญ่แล้วจะต้องโทรไปที่ Call Center ของผู้ให้คำแนะนำ เจ้านั้นๆ จากนั้นก็แค่รอให้ คาสิโนตรวจสอบยอดเงินแล้วก็ทำการโอน บอลสเต็ป ใช้เทคโนโลยีที่ได้รับมาตราฐานสากลของการให้คำแนะนำ ด้วยการใช้ระบบที่เป็นที่ยอมรับของวงการ คงเป็นเรื่องที่ทุกคุณตลึงกันอย่างมากเลยครับกับระบบเว็บไซต์ สมัครบาคาร่า เราสัญญาว่า เกมส์ออนไลน์ ทางเราจะสร้างประสบการณ์เสมือนจริง เหมือนคุณไปเล่นที่บ่อนโดยตรง และคุณจะได้รับความปลอดภัยในรายการวิธีเล่นต่างๆ แน่นอน
penzaza
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 7
Joined: 12 Oct 2013 18:12

Re: "จำเลยรัก" ฉบับ XQ28 ครับ *UPDATED Chapter 3*

Post07 Dec 2016 18:35

ติดตามอยู่นะครับ :10: :10: :10: :10:
หนังxxx
yenmalaw123
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 7
Joined: 07 Dec 2016 18:01