TOKYO Amour

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Re: TOKYO Amour

Post16 Jan 2010 12:39

ว่าแต่คุณ Vogue ทำงานเกี่ยวกับอะไรเหรอคับ ถึงต้องมายุ่งวุ่นวายกับการปิดบัญชีด้วย เพราะตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันครับ เกลียดการปิดบัญชี เบื่อมาก นี่วันเสาร์ก้อยังต้องเค้ามาปิดบัญชีอีก เฮ้อ.... :7: :7:

ปล. เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเที่ยวโตเกียว และได้ย้อนรอยตามสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณ Vogue เขียนด้วย แต่ล่ะที่สวย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ... :30: :30:
กิน มะม่วง มั้ย... :P
User avatar
mango
มัธยม มัธยม
Posts: 519
Joined: 12 Aug 2008 18:35

Re: TOKYO Amour

Post20 Jan 2010 08:58

สวัสดีครับทุกคน
ผม นาย VOGUE ครับ
วันนี้มีเรื่องราวมาเล่าครับ เป็นบันทึกล่าสุดของผมเลย
แล้วก็ขอคำปรึกษาด้วยได้ไหมครับ???

ผมขอเล่าแบบละเอียดเลยนะครับ เพราะจะได้เข้าใจถึงเรื่องที่อยากขอคำปรึกษาครับ
ถือว่าเป็นการเล่าบันทึกแบบครั้งที่แล้วๆมาก็แล้วกันนะครับ (วันนี้คงอัพเรื่อยๆครับผม)

คือเมื่อ2สัปดาห์ที่แล้ว ผมมีโอกาสได้รู้จักกับ “ทะกะชิ” ครับ
และเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรานัดเดทครั้งแรก
ทะกะชิบอกว่าอยากกินอาหารไทย ผมก็เลยอาสาพาเขาไปกินอาหารไทยที่ชินจูกุครับ
ชินจูกุ ก็เป็นสถานที่ที่คนทุกเพศทุกวัยสามารถเที่ยวเล่นได้
และที่นี่มีทุกอย่างจริงๆครับ ตั้งแต่ ของกิน เสื้อผ้า ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง สถานที่บันเทิง(เริงรมณ์ก็ด้วย) คาราโอเกะ ออฟฟิศทำงานสวยๆ ฟิตเนสขนาดใหญ่ ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า โรงแรม สถานที่ราชการ และอื่นๆอีกเพียบบบบบบบบ
เรียกได้ว่า ชินจูกุ เปรียบเสมือน “ที่สารพัดนึก” ที่สามารถไปได้ทุกโอกาสเลยครับ
ลองดูที่ลิงค์ข้างล่างนี่นะครับ มีทุกอย่างจริงๆ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%96%B0%E5%AE%BF

พอเจอกันเราก็เริ่มต้นคุยกันอย่างสนุกปากเลยครับ
ผมก็ Be myself เป็นอย่างที่ผมเป็น บ้าๆบอๆ หัวเราะ สนุกๆ ไปตามประสาของผม
เราคุยกันอย่างสนุก เดินไปร้านอาหารไทย กินอาหารไทย คุยกันถึง 4 ทุ่ม
ไปดูวิว กลางคืนจากตึกสูงในชินจูกุ และดื่มกันนิดหน่อย จนถึงเที่ยงคืน
หลังจากนั้น
“ว่าไง หลังจากนี้ทำไงดี” เขาถาม
“ผมยังไม่อยากกลับบ้าน” ผมตอบไปเพราะว่าผมอยากจะอยู่กับ ทะกะชิ ต่อ
“ผมก็เหมือนกัน”
ซึ่งแน่นอน เราสองคนไม่ได้นั่งรถไฟเที่ยวสุดท้ายกลับบ้านครับ

แน่ะ...อย่าคิดไปโน่นนะครับ เพราะหลังจากนี้เราแค่จะไปดื่มและคุยกันต่อเท่านั้นครับ

เราทั้งสองคน ไม่เคยที่จะออกไปดื่มจนถึงเช้ามากนัก (ไม่ดื่มแต่จะแด้นซ์กับเพื่อนๆไงครับ อิอิอิ อันนั้นต้องแยกไปอีกประเด็นนึงนะคับ)
ก็ปรึกษากันสองคนข้างๆสถานีชินจูกุนั่นแหละครับ ยืนหนาวกัน.....

แล้วเขาก็เสนอว่าควรไป รปปงงิ (อีกแล้ว ทำไมมาที่นี่บ่อยก็ไม่รู้ครับ...)
เราเดินหาบาร์เงียบๆเพื่อคุยกันต่อ
ณ ที่บาร์แห่งนั้นใน รปปงงิ เราก็คุยกันจนถึง ประมาณตี 2 ครับ
คุยกันและกินเหล้ากันนิดๆ
แล้วเขาก็เริ่มเอ่ยขึ้น

“ตอนแรก เรากะว่าวันนี้จะมาคุยกับ โว๊ค แล้วก็ขอเป็นเพื่อนกับนาย แล้วเราก็คงหายไปเลย” ทะกะชิเริ่มเปิดความในใจ
อ้าว...ทะกะชิไม่ได้ตั้งใจคบผมหรอกเหรอเนี่ย เฮ้อ...........
“บุคลิกของ โว๊ค ดูเฟรนลี่ และเที่ยวเก่ง”
“เออจริง... เพื่อนๆมันก็ชอบบอก ว่าดูภายนอกแล้ว ผมเป็นอย่างนั้นจริงๆ”

ก็แหงแหละครับ ที่สิงสถิตย์บ่อยๆของผมและเพื่อนๆคือ ชิบุย่า และ ฮาราจูกุ แหล่งแฟชั่นของญี่ปุ่น ที่ Shibuya และ Harajuku มีเสื้อผ้าแปลกๆ สวยๆเยอะแยะในราคาไม่แพง
ผมและเืพื่อนๆก็มักจะซื้อเสื้อผ้าที่เหมาะกับตัวเอง จนดู Fashionable กันทุกคน
ดูข้อมูลเกี่ยวกับ Harajuku ได้จากเวปข้างล่างนะครับ
http://fr.wikipedia.org/wiki/Harajuku

http://ja.wikipedia.org/wiki/%E5%8E%9F%E5%AE%BF
นี่แหละสาเหตุหลักที่ถูกมองว่า ผมน่าจะเป็นคนเฟรนลี่และเที่ยวเก่ง

“แต่แล้ว Gap ของโว๊ค ทำให้เราเปลี่ยนความคิดไป”
เขาบอกว่าจริงๆแล้วผมเป็นคนจริงใจ ซึ่งต่างกับภาพเฟรนลี่และเที่ยวเก่งที่เขาวาดไว้ในวันที่เราเจอกันครั้งแรก

“ผมจะไม่ปิดโว๊คอีกแล้ว” ทะกะชิทำหน้าจริงจังมากขึ้นอีก

“ผมมีแฟนแล้ว เป็นคนอเมริกา เราคบกัน 8 ปีแล้ว”
“เราเจอกัน 2 เดือน 1 ครั้ง เพราะเขาอยู่อเมริกา”

ผมอึ้งไปเลย เพราะในใจลึกๆ ผมอยากจะคบกับทะกะชิ เพราะนึกชอบเขาอยู่ในใจตั้งแต่วันแรกแล้ว
ยิ่งเขาเป็นคนส่งเมล์มาให้ผมก่อนอีก ก็ยิ่งทำให้ผมคิดถึงเขาไปใหญ่เลยครับ

“8 ปีที่ผ่านมาเรารักกันมาก และผมคิดว่าผมสามารถอยู่อย่างมีความสุขได้ตลอดไป
ผมไม่ออกไปพบปะเจอใครมากนัก เพราะผมมีความรักอันผาสุกของผมอยู่แล้ว”

“จนเมื่อไม่นานที่ผ่านมา ผมรู้สึกถึงความอิ่มตัวที่อยู่ในใจผม และคิดที่จะออกไปพบปะใครต่อใครในโลกกว้้าง
และผมก็ออกมา ตามที่ใจผมเรียกร้อง
และนึกไม่ถึงว่า พอผมออกมาจากโลกของผมแล้ว ไม่นาน... ผมจะเจอคนที่ทำให้หัวใจผมสั่นไหวได้เร็วขนาดนี้”
“วันที่เราเจอกันครั้งแรก ผมมองไปที่โว๊คตลอดเลยครับ แต่โว๊คคงไม่รู้ตัว”
อ้าวววว....อย่างนี้...ในวันแรก เขาก็รู้สึกเหมือนที่ผมรู้สึกนะสิเนี่ย......

“แล้วเขา(แฟนทะกะชิ)ล่ะครับ” ผมถามขึ้น
“เขาก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน คือรู้สึกอิ่มตัว
แม้ว่าความรู้สึกจะเปลี่ยนไป
แต่เราก็ต้องการประคับประคองรักของเราให้ตลอดรอดฝั่ง
ระยะนี้ เราล้มลุกคลุกคลานตลอด และความสัมพันธ์ที่มันง่อนแง่นเต็มทน”

“ณ ตอนนี้ผมรักเขาแบบคนในครอบครัว” เขาสรุป

“แล้ว โว๊ค ก็เข้ามา เพราะโว๊ค.........” เขาก็เงียบไป
อืมม...ผมพอจะเข้าใจสิ่งที่เขาอยากจะพูดนะ.....

“เอาเถอะ ผมไม่รู้อนาคตว่ามันจะเป็นยังไง
แต่ผมก็อยากจะสานสัมพันธ์กับโว๊คต่อไป ไม่ว่าจะฐานะอะไรก็ตามแต่...”

หลังจากที่เขาเล่าเรื่องความรักของเขาให้ฟังแล้ว
ผมก็เล่าเรื่องราวความรักของผมให้ ทะกะชิ ฟังเช่นกัน...
..................................................................................................................
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:16, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post20 Jan 2010 09:05

mango wrote:ว่าแต่คุณ Vogue ทำงานเกี่ยวกับอะไรเหรอคับ ถึงต้องมายุ่งวุ่นวายกับการปิดบัญชีด้วย เพราะตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันครับ เกลียดการปิดบัญชี เบื่อมาก นี่วันเสาร์ก้อยังต้องเค้ามาปิดบัญชีอีก เฮ้อ.... :7: :7:

ปล. เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปเที่ยวโตเกียว และได้ย้อนรอยตามสถานที่ต่าง ๆ ที่คุณ Vogue เขียนด้วย แต่ล่ะที่สวย ๆ ทั้งนั้นเลยครับ... :30: :30:


หวัดดีครับคุณ mango (ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นเนี่ย ความหมาย หมิ่นเหม่ นะครับเนี่ย 555)

ผมเป็น Business Man ครับ ทำหลายอย่างเลยครับ รวมทั้งบัญชีด้วย
แย่จังเลยนะครับ ต้องทำงานวันเสาร์ด้วย ที่นี่ไม่มีการทำงานวันเสาร์-อาทิตย์เด็ดขาดครับ แต่วันธรรมดาก็ทำจนดึกๆกันเลย (เป็นเรื่องธรรมดาของคนญี่ปุ่นแหละครับ ทำงานหนักกกกกมากกก)

** ว้าววววววววววว คุณ mango มาเที่ยวโตเกียวเหรอครับ มีเที่ยวย้อนรอยด้วยอ่ะ ดีใจจังเลยครับ ขอบคุณนะครับ
ไว้ถ้ามีโอกาส ก็ขอดูรูปด้วยนะครับผม ^^
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post20 Jan 2010 10:15

..................................................................................................................

เข้าสู่เช้าวันอาทิตย์แล้ว...อากาศหนาวมาก..
ระหว่างทางเดินถึงสถานี มือเราก็ประสานกันในบางครั้ง

ผมนั่งบนเบาะรถไฟใต้ดินสาย โอเอโดะ เพื่อกลับบ้าน
โดยทะกะชิ ก็เอาศรีษะมาพาดไหล่ผม
แต่พอมีคนขึ้นรถไฟมากขึ้น เราก็กลับมานั่งกันเหมือนๆเดิม
คิดดูก็ขำๆดีครับ...

หลังจากนั้นอีกไม่กี่สถานี เขาก็ลงรถไฟเพื่อต่อรถไฟฟ้าอีกสาย
เราโบกมือลากันและมองตากันตลอด

ระหว่างทางกลับบ้าน..
ผมเดินกลับบ้าน...และถอนหายใจลึกๆ
คงเป็นไปไม่ได้แล้วว่ะ...
ก็อย่างว่า คนดีๆอย่างนั้น จะไม่มีแฟนแล้วได้ยังไง...เฮ้อ.........

ผมเข้านอนและพยายามตัดความรู้สึกเกี่ยวกับ ทะกะชิ ทิ้งออกไป
ดีนะครับที่ผมทำใจไว้แล้วเกินครึ่งก่อนเดท
ว่ามีความไปไม่ได้สูงมาก....เฮ้ออออ....(อีกรอบละกันคับ)

...แสงแดดแยงตาผมให้ตื่น
เที่ยงห้านาทีแล้ว...
ผมอยากจะเมล์ไปหา ทะกะชิ แต่ผมก็ตัดใจไม่เมล์หาเขาแล้ว
ไม่ได้ๆ ต้องตัดใจแล้วหละ เขาก็มีโลกของเขา ไม่ควรก้าวล้ำเขตไปมากกว่านี้อีก..อืมๆๆๆ

พลันเสียงเมล์เข้าก็ดังขึ้น...ชื่อ ทะกะชิ ปรากฎขึ้นที่หน้าจอโทรศัพท์
ผมคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านเมล์ทันที (อ้าวๆๆๆ เฮ้ยๆ....)

เนื้อหาของเมล์ครับ
“หวัดดี โว๊ค
ผมตื่นซะเที่ยงเลย เสียดายเวลาตอนเช้าชะมัด
แต่ก็ยังมีเวลาอีกตั้งครึ่งวันนะครับ
แล้วจะติดต่อไปอีกนะ”

ผมก็ตอบไปว่า
“ หวัดดี
เราก็เพิ่งตื่นเหมือนกัน
ใช้เวลาที่เหลืออีกครึ่งวันให้คุ้มค่ากันเถอะครับ” ตอบไปแบบญี่ปุ่นสุดๆเลยครับ ^^;

ผมวางโทรศัพท์ แล้วก็คิดว่าจะทำอะไรวันนี้ดีนะ
อืม...นอนสบายๆดูละครญี่ปุ่นดีกว่า เรื่อง โอโตะเมน(Otomen) พระเอกน่ารักมากกกก...
ตอนแรกก็คิดว่าพระเอกคนนี้หน้าตาน่ารักธรรมดาๆ แต่พอดูรายการที่เขาสัมภาษณ์ด้วยสิครับ ก็เลยรู้ว่าเขาเป็นคนสนุกและตลกมากๆเลยครับ
ตามลิ้งค์นี่นะครับ อิอิอิ
http://wwwz.fujitv.co.jp/otomen/index.html


แต่จู่ๆ...เสียงเมล์เข้าดังขึ้นอีกครั้ง ชื่อ ทะกะชิ ก็ปรากฎขึ้นอีก
ผมก็เลยคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านเมล์ทันที (ทันที..อีกแล้ว...)

“คิดๆแล้ว ออกไปข้างนอกกันเถอะครับ
อากาศดีมาก
ผมอยากจะเที่ยวและอยู่ด้วยกันกับโว๊คอีก
หรือว่า โว๊คอยากจะพักผ่อนสบายที่บ้าน?”

ไม่ต้องเดาก็รู้ใช่มั้ยครับ ว่าผมตอบไปว่าอะไร
ผมลงท้ายเมล์ที่ตอบไปว่า
“ก่อนอื่น รีบตัดสินใจกันดีกว่า ว่าจะนัดเจอกันที่ไหนก่อนดี”
พอส่งเมล์ไปปุ๊บ ทะกะชิ ไม่เมล์มาแล้วครับ
เขาโทรมาเลย (ผมดีใจสุดๆ.. งานนี้จะเป็นไงเนี่ย --;....)

เรานัดเจอกันที่ฮาราจูกุ เพราะเขาบอกว่าอยากออกไปเดินเล่นคุยกัน
ผมก็ตั้งใจจะพาเขาไป สวนสาธารณะ Yoyogi ซึ่งเ็ป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้ Harajuku และ ศาลเจ้าเมจิ ครับ
ลิ้งค์ข้างล่างเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับ สวนสาธารณะ โยโยกิ ครับ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E4%BB%A3% ... C%E5%9C%92

ส่วนลิ้งค์ข้างล่างนี้คือ ศาลเจ้าเมจิครับ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%98%8E% ... E%E5%AE%AE

พอผมไปถึงสถานี เขารอผมแล้วที่ประตูทางเข้าสถานีฮาราจูกุ
เราเดินไปคุยไปที่สวน โยโยกิ
สวนสาธารณะนี้มีขนาดใหญ่มาก และตั้งอยู่ในใจกลางของโตเกียวครับ
มีเหล่านักกีฬา่มาวิ่งออกกำลังกายและเล่นกีฬากันที่นี่ มีครอบครัวมาปิกนิกกันที่นี่ มีหนุ่มสาวมาเดทกันที่นี่ มีศิลปินต่างๆมาโชว์ความสามารถกันที่นี่ และทุกปี เทศกาลอาหารไทย ก็จัดขึ้นที่นี่ครับ

เราเดินเข้าไปในสวนสาธารณะ คุยกันเรื่องต่างๆอย่างออกรส
เรื่องราวสนุกต่างๆมากมายพรั่งพรูออกมาจากสมองผมอย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องเค้นอะไรเลย
เราคุยไปหัวเราะท้องแข็งกันไป จนเดินครบรอบสวนสาธรณะขนาดใหญ่นี้ แล้วเราก็เดินกันไปอีกฝั่ง เดินๆๆๆๆๆๆคุยๆๆๆๆๆๆ กันไปเรื่อยๆได้อีก
ความเข้ากันได้ดีเขาเราสองคน ทำให้เราเดินกันไปเรื่อยๆจนถึง Shibuya เลยครับ
ไม่ต้องบอกทุกคนก็ทราบใช่มั้ยครับ ว่าชิบุย่าแห่งนี้คือแหล่งรวมแฟชั่น ช้อปปิ้ง และเป็นที่รวมตัวของหนุ่มๆสาวๆในโตเกียวครับ
และสถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่คุณโตเกียวโดมมาบ่อยมากๆกับนายเรียวเมื่อหลายปีก่อนด้วยครับ

วันนี้ผมก็ได้มีโอกาสเดทกับ ทะกะชิ ที่นี่คับ
รายละเอียดของชิบุย่า ตามลิ้งค์นี้นะครับ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%B8%8B%E8%B0%B7

“หิวแล้วยัง?” เขาถาม
“นิดหน่อย แต่หนาวนิดๆ เดินดูของไปแล้วก็หาอะไรอุ่นๆกินกันเถอะ”
เราเดินดูของไปด้วย และหาร้านอาหารกันไปด้วยครู่ใหญ่ แล้วเราก็ตัดสินใจว่าจะกินราเม็งกัน
หลังจากที่กินราเม็งเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้นแล้ว (คือ...วันเสาร์ที่ผ่านมา หนาวมากครับ แดดออกตลอด ลมก็ไม่มี แต่อุณภูมิก็คงที่ 1-2 องศาตลอดวันเลยครับ เราสองคนยังทนเดินได้นานขนาดนั้น ... ^~^ )
แล้วเราก็เดินเดทกันต่ออีกแป๊บ จนเวลาเย็น(จริงๆแล้ว แค่บ่าย 4 นิดๆเองแหละครับ แต่ก็เริ่มมืดแล้ว)

“วันนี้จะพาไป Roppongi Hills”
เอ่อ....ทะกะชิจะเป็นไกด์ผม พาไป Roppongi Hills ครับ
สงสัยดวงผมจะผูกกับที่นี่ซะแล้วหละครับ...
“งั้นก่อนจะไป รปปงงิ ผมจะพา ทะกะชิ ไปตึก Tokyo Metropolitan Government ก่อนมั้ย จะได้เทียบวิวกันได้ด้วย”

ผมเสนอที่จะพาเขาไป โืทะโจ หรือ ที่ว่าการกรุงโตเกียวนั่นเองครับ
ตึกนี้เท่ห์มากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆครับ
รายละเอียดตามลิ้งค์ข้างล่างนี้นะครับ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%9D%B1% ... D%E5%BA%81

เรานั่งรถไฟจากชิบุย่า สะเปะสะปะหลงกันไปจนถึง โทะโจ จนได้
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:17, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post20 Jan 2010 11:07

วิวข้างบน โทะโจ ก็สวยมากๆครับ วิวตอนโพล้เพล้ใกล้ค่ำ เห็นภูเขาไฟฟูจิ สีดำทะมึนกับท้องฟ้าสีส้มเข้มๆ สวยจริงๆครับ
ทะกะชิ ก็บอกผมว่า มาถึงที่ โทะโจ เวลาดีมากๆ
ดูวิวของ โทะโจ ได้จากลิงค์ข้างล่างนี้นะครับ
http://www.yokoso.metro.tokyo.jp/page/tenbou.htm

เราขึ้นไปถึงชั้น 45
เราเดินไปแอบจับมือกันบ้าง แอบกอดกันบ้าง คุยกันสนุกสนาน
วิ่งไปดูมุมโน้นที มุมนี้ที
คนต่างชาติก็มาเที่ยวที่นี่เยอะครับ
เพราะที่นี่สามารถ ขึ้นได้ “ฟรี” ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเลยครับ

ระหว่างที่เรากำลังดูวิวกันอยู่
ผมเห็นฝรั่งคนหนึ่ง พุงใหญ่มาก ผมก็เลยเดินไปลูบๆพุงเขา แล้วก็ยิ้มๆ
เหมือนๆแซวฝรั่งไรงี้
ทะกะชิ เค้าตกใจมาก มองมาที่ผม แต่ก็หัวเราะออกมา
“very fat?” ฝรั่งถามผม เขาก็ยิ้มๆให้ผมเหมือนกัน
“No, I think it’s so nice” ผมตอบ แล้วผมก็ิ้ยิ้มให้เขาครับ
“Enjoy Tokyo!” ผมพูดกับเค้าแล้วก็โบกมือ บ๊าย บาย
เขาก็ยิ้มแล้วก็โบกมือบ๊าย บายตอบผม

ทะกะชิ จูงมือผมแล้วเราไปหัวเราะกันเบาๆที่กระจกชมวิวอีกมุมหนึ่ง
เราเบียดกันจนแทบจะเหมือนว่าเรากอดกันเลย
“โว๊ค เป็นคนอิสระจริงๆนะ เดี๋ยวก็โดนโกรธหรอก”
“อืมมมมม ไม่หรอกครับ” ผมหัวเราะ แล้วก็ยิ้มๆไป
มือเราจับกันแน่น

มืดแล้ว ผมกับ ทะกะชิ นั่งรถสาย โอเอโดะ เพื่อไป Roppongi ครับ
แต่พอเราเดินขึ้นบันไดเลื่อนเพื่อหาทางออก เ
ราสองคนดันไปออกทาง Tokyo Midtown ครับ เราก็เลยตกลงกันว่าจะไป โตเกียวมิดทาวน์กันก่อน
โตเกียวมิดทาวน์เป็นสถานที่เดทแห่งหนึ่ง ที่อยู่ในรปปงงิครับ
ที่นี่มีโรงแรมสวยๆตึกสวยๆ และมีสวนที่ประดับไฟ illumination สวยมากๆครับ
รายละเอียดเกี่ยวกับ Tokyo Midtown ครับ โรแมนติกดีครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Tokyo_Midtown
เราเดินกันไปที่สวน illuminationในโตเกียวมิดทาวน์
บรรยากาศรอบๆข้างมืด มีเพียงแต่ไฟประดับที่ส่องสว่างบนกิ่งไม้แต่ละต้นเท่านั้น
เราเดินจูงมือกันเข้าไปในสวนแห่งนั้น
เดินกันมาถึงมุมหนึ่งที่สามารถเห็นโตเกียวทาวเวอร์ส่องแสงสีแดงอยู่ข้างหน้าไม่ไกลมากนัก
เราเดินกันไปเรื่อยๆ จนแสงไฟสว่างสีขาวเริ่มส่องสว่างขึ้น
ไฟเริ่มสว่างมากขึ้น เพราะ มี Event ของรถ Wagen ซึ่งตั้งบู๊ทอยู่ข้างลานกว้างๆที่ถูกสร้างขึ้นในสวนแห่งนั้นครับ (ครั้งก่อนที่ผมมา ไม่เห็นมีเลยอ่ะคับ)
อ้อ.....ลานกว้างๆนั้นก็คือ ลานไอซ์สเก็ตนั่นเองครับ คนในลานกำลังแล่นสเก็ตกันอย่างสนุกสนานเลยล่ะครับ

เราเดินผ่านบู๊ท Event ของรถ Wagen พริตตี้สาวสวยก็คว้าเราสองคนไว้ แล้วบอกว่า
“รอน้องหมีขาวแป๊บนึงมั้ยคะ รอถ่ายรูปด้วยกันค่ะ” แล้วแต่ละคนก็เต้นท่าน่ารัก เพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวและอบอุ่นขึ้น ดูสนุกดีครับ
สักแป๊บ คนในหุ่นน้องหมีขาวน่ารักก็เดินออกมา
ขนของหุ่นนุ่มมากเลยครับ เจ้าหมีก็สีขาว น่ารักมากกกกกกก
แล้วพริตตี้ก็ขอให้เราถ่ายรูปกับน้องหมีขาวตัวโตด้วยกัน
“ท่าอะไรดีๆ” สาวพริตตี้หัวเราะ และก็ถามเพื่อนๆ รวมทั้งหมีขาวด้วย
พลัน เจ้าหมีขาว ก็ยกขาหนึ่งข้าง แล้วก็กางแขนออก
“โอเคๆ ท่านี้ๆๆๆๆ” ทุกคนเสริม
และแล้ว ผมกับ ทะกะชิ ก็ยกขาข้างนึง กางแขนออก มองที่กล้องถ่ายรูปโพลารอยด์ แล้วก็ แช๊ะ!!!!…..
“รอสักแป๊บ แล้วภาพก็จะปรากฎขึ้นนะคะ ขอบคุณมากค่ะ”
เจ้าหมีขาวเข้ามากอดเราสองคน แล้วก็โบกมือลา รวมทั้งพริตตี้ก็โบกมือลาเราด้วย แล้วทุกคนก็เต้นท่าน่ารัก ทีละสเต็ปต่อไปกับหมีขาว (เข้าใจว่า ต้องการเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้บรรเทาความหนาวน่ะครับ เพราะวันนั้นหนาวมากกกกจริงๆ)
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:18, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post20 Jan 2010 15:27

หลังจากนั้น ทะกะชิ ก็พาผมไปที่ Roppongi Hills ครับ
เราเดินผ่านสถานีโทรทัศน์อาซาฮี และถ่ายรูปกับไฟประดับถนนกัน
พร้อมกับแอ็คท่าประหลาดๆ ถ่ายรูปกัน
ตอนแรกที่ตึก โทะโจ.. ทะกะชิ ไม่ยอมให้ผมถ่ายรูปเขาครับ
แต่ผมก็ถ่ายรูปบ้าๆบอๆประสาผมไปเรื่อยๆ
สุดท้ายทะกะชิก็เลยเข้าร่วมถ่ายรูปบ้าๆบอๆกับผมด้วย บางทีเขาก็แอ็คได้ตลก กว่าผมอีก ^^

และแล้วเราสองคนก็ยืนอยู่หน้าตึก Roppongi Hills (Mori Tower) ที่ตั้งจังก้าอยู่ตรงหน้าครับ ใหญ่และสูงสุดลูกหูลูกตาจริงๆ
(วันหลังต้องไปถามหมอดูหน่อยแล้วหละครับ ว่าผมมีดวงผูกพันอะไรกับที่นี่หรือเปล่า --...
เพราะตึกชมวิว Roppongi Hills (Mori Tower) นั้น ก็คือที่ที่ผมเคยไปกับ จิฮารุ ครับ

เราขึ้นไปถึงชั้น 52 ครับ
เราเดินจูงมือกัน แล้วนั่งดูวิวด้วยกัน (ไม่ได้อายคนรอบข้างกันเล้ยยยย ผมก็พยายามแอบๆปิดๆมือที่จับกับทะกะชิไว้น่ะครับ เขินว่ะ...)
พอนั่งปุ๊บผมก็ถ่ายรูปปั๊บเลยครับ เพราะตึกโตเกียวทาวเวอร์อยู่ตรงหน้าเราสองคนเลย
และแล้วปฎิบัติการ ถ่ายรูปบ้าๆบอๆ ตามสไตล์ของผม ก็เริ่มขึ้น
เราสองคนแอ็คท่ากันอย่างสนุกสนาน พอเหนื่อย เราก็คุยกัน มองทอดออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา
“นั่นไง โอไดบะ Odaiba”
“ไหนๆ ไม่เห็นๆ” ทะกะชิ พูดพลางกวาดตาหาใหญ่เลยครับ
“นั่นไงล่ะ” ผมก็เลยเอามือประคองแก้มทะกะชิจากข้างหลัง
แล้วก็ค่อยๆจับหน้าทะกะชิหันไปทางเสาชิงช้าขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ริมทะเลของ Odaiba
“เห็นยัง เห็นยัง”
“อ้อเห็นแล้วๆ ไฟเสาชิงช้ากำลังหมุนอยู่ใช่ป่าววววว”
“ใช่ๆๆ สวยเนอะ”
“โว๊ค อยากไปเดทที่โอไดบะมั้ย?”
“อื้ม อยากไปๆ”
“ที่โยโกฮาม่าก็มี มินาโตะมิไร Minato Mirai สวยมากกก”
คือ...ทะกะชิเป็นคนอำเภอ คาวาซากิ Kawasaki ที่อยู่ในจังหวัดคานากาว่า และเรียนจบจาก
มหาวิทยาลัยแห่งชาติ โยโกฮาม่า ครับ ก็เลยช่ำชองสถานที่ในโยโกฮาม่ามากกว่า
“เหรอ คงจะสวยน่าดูเลยนะ” ผมแกล้งพูดไปแบบไม่รู้ ทั้งๆที่สถานที่นั้นก็คือที่ที่ผมเคยเดทกับ จิฮารุ นั่นเองครับ อะไรอะไร ก็ซ้ำรอยเดิม ... แง........... (TT)
“งั้นเราอยากให้โว๊คไปเดทกับเราที่ Minato Mirai หรือไม่ก็ Odaiba นะ
เอ้อ...โว๊คเคยไป China town หรือเปล่า????”
.....เอาเข้าไป จะซ้ำรอยเดิมอีกมั้ยง่ะ (-.-)......
“เคย แต่แค่ครั้งเดียวน่ะ”
....ก็ครั้งที่ไปกับ จิฮารุ น่ะแหละครับ....
“เหรอ งั้นก็นัดเดทกันทั้งวันเลยดีมั้ย ถ้า Minato Mirai อย่างเดียวล่ะก็ นัดเจอแค่ตอนเย็นๆก็น่าจะพอ แต่ถ้านัดเดทกันทั้งวันก็ไปทั้ง China town ตอนกลางวัน กับ Minato Mirai ตอนกลางคืน เลย ดีมั้ย”
(TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT) (TT)
อะไรมันจะซ้ำรอยเดิมได้ขนาดนี้ครับเนี่ย.................หรือว่าที่ันั่นเป็นที่เดทสำหรับเด็กจังหวัด คานากาว่า ทั้งหลายนะ?????

“เีดี๋ยวขอโว๊คคิดดูก่อนแล้วกันนะ
ว่าจะไป Odaiba หรือ Minato Mirai ดี”
“ได้ๆ ว่าแต่วันไหนดีครับ” เขาถาม
“อืม วันที่ 30 เดือนนี้เป็นไง”
“ดีๆๆ งั้นค่อยตัดสินใจกันก่อนวันที่ 30 นี้นะ”

ครับอย่างที่เราตกลงกัน
เราจะเดทกันอีกครั้ง วันที่ 30 นี้ครับ

****************************************************************
**** คำถาม(ที่1)ครับ
ขอความเห็นของทุกคนหน่อยนะครับว่า
วันที่30 มกรา 2010 นี้
ผมควรจะไปเดทกับ ทะกะชิ ที่ไหนดีครับ ระหว่าง
1. โอไดบะ Odaiba
ตามลิ้งค์นี้นะครับ (ตั้งใจว่าจะไปโตเกียวโดมก่อนแล้วค่อยไปโอไดบะครับ)
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E3%81%8A% ... 0%E5%A0%B4
2. มินาโตะ มิไร Minato Mirai
ตามลิ้งค์นี้ครับ (ตั้งใจว่าจะไปไชน่าทาวน์ก่อนแล้วค่อยไปมินาโตะมิไรครับ)
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%A8%AA% ... E3%81%8421

****************************************************************

เราดูวิวกัน คุยกัน จนเริ่มดึก ผมจึงพา ทะกะชิ ไปกินอุด้ง แสนอร่อยของที่นี่ครับ
ระหว่างที่เราดื่มไปกินอุด้งไป ตาผมก็มองไปที่ตา ทะกะชิ เพื่อค้นหาความรู้สึกของเขาว่า
เค้ารู้สึกยังไงกันแน่ เขาก็มองตอบมา
บางครั้งเราก็จ้องตากันครู่หนึ่งเลยทีเดียว

ไม่รู้สิครับ ในใจของผมยังกึ่งรับกึ่งสู้อยู่เลย
สงสัยมันคงไม่อยากเจ็บหนักเหมือนครั้งก่อนๆละมังครับ

“พรุ่งนี้ ผมตั้งใจจะบอกความรู้สึกทั้งหมดนี้กับจอห์น” ทะกะชิเอ่ยขึ้น
“งั้นเหรอ”
“อืม”

เราคุยกันเรื่องต่างๆอีกมากมาย จนดึก
จากนั้น เราก็นั่งรถไฟกลับบ้านด้วยกัน
วันนี้ต้องรีบกลับ เพราะพรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ ต้องไปทำงานครับ

เขาแอบจับมือผมตอนที่เรานั่งรถไฟ และกระซิบบอกกับผมว่า...
“โว๊ค เราต้องเจอกันอีกนะ เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้นะ เราอยากเจอโว๊คอีก”
“อืมมม ครับ”

ผมกลับมาบ้าน
ผมดีใจ แต่ไม่ได้ดีใจมากขนาดว่าลอยได้
มันน่าจะเรียกว่าเป็นความพึงพอใจ และิอิ่มใจมากกว่า
ผมไม่เมล์หาเขา แต่เสียงเมล์เข้าก็ดังขึ้น

เนื้อหาเมล์ครับ...
“ไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้เดทกันถึง 2 วันติด
ผมดีใ่จ ดีใจที่สุดที่ได้เจอโว๊ค
ความรักอิสระ และรอยยิ้มของนาย ทำให้เราชอบนายมากๆขึ้นทุกทีๆ

พรุ่งนี้เราจะแช็ท และบอกความรู้สึกตอนนี้ทั้งหมดกับจอห์น

ฝันดีนะครับ”

ไม่รู้สิครับ ผมรู้สึกดีใจเล็กน้อยเท่านั้น
คงเป็นเพราะ แรงต้านของความมีเหตุมีผล แรงกว่า ความหวั่นไหวในหัวใจของผม

หลายๆเรื่องที่ผ่านมา ทำให้หัวใจของผมสร้างเกราะป้องกันความเจ็บปวด ที่หนาแน่นๆมากขึ้น มากขึ้นทุกที
ที่ผ่านมา ...ทุกครั้งที่ผมเจ็บปวด ผมรู้สึกได้ว่าในหัวใจผมมันได้สร้างสิ่งที่ใำห้มันด้านชามากขึ้นๆเรื่อยๆ จนแทบจะหมดความรู้สึกต่อสิ่งใดๆ

คงเป็นเช่นนั้น....

ผมตอบเมล์ไปเหมือนตอบแต่ละเรื่องที่เขาบอกผม

“ผมก็ดีใจมากๆเหมือนกัน
ดีใจที่ได้เจอ ทะกะชิ
และผมก็ชอบทะกะชิขึ้นเรื่อยๆ เพราะความจริงใจของนาย

ตอนบอกความรู้สึกกับจอห์น ก็ขอให้บอกเค้าด้วยความระมัดระวังนะครับ

ฝันดีครับ”

ผมคิดในใจว่าพรุ่งนี้(วันจันทร์)ผมจะเมล์ชวนเขาไปดูหนังเรื่อง Avatar วันอังคารนี้ เพราะเขาเอ่ยปากชวนผม ว่าอยากเจอผมวันธรรมดา และวันอังคารเ็ป็นวันที่เขาสะดวกที่สุด

วันต่อมาระหว่างพักเที่ยง ผมก็ตกใจปนดีใจเมื่อ ทะกะชิ เมล์มาหาผม (ตอนพักเที่ยงเลยเรอะ....)


หวัดดีโว๊ค
วันนี้ผมคิดถึงเรื่อง โว๊ค ตลอดเลยครับ
คิดถึงรอยยิ้มของโว๊ค และรูปถ่ายตลกๆของเรา

งานน่าเบื่อจัง เมื่อไหร่จะเลิกเสียที”
.................
ผมตอบกลับไปว่า....

“หวัดดี
ผมก็คิดถึงทะกะชิ ตลอดเวลาเหมือนกันครับ

เรื่องงาน..พยายามกันเถอะครับ” ผมก็ตอบได้ญี่ปุ๊นญี่ปุ่นเหมือนเดิม (สงสัยจะโดนกลืนไปเยอะแล้วนะครับเนี่ย ―。―~♪)

.................................................

เลิกงานแล้ว..
ผมจะชวนเขาดูหนังละ
ผมเมล์ไปหาเขาครับ

เนื้อหาเมล์...
“หวัดดี
พรุ่งนี้ ว่างหรือเปล่า
ไปดูหนังกันนะครับ
แล้วจะเมล์ไปบอกเกี่ยวกับเวลาและสถานที่นะครับ”
ก็กะว่าจะหาข้อมูลก่อนแล้วค่อยเมล์บอกเขาแต่...
ไม่นานนัก เขาก็โทรมา

เราตกลงกันว่าจะเจอกันตอนค่ำ ทานข้าวค่ำกันก่อนแล้วไปดูหนังกันครับ
ในใจผมก็ดีใจขึ้นเล็กน้อย แต่ก็มีแรงในใจกั้นความดีใจไว้ จนกลายเป็นความรู้สึกพอใจธรรมดาๆ

ก่อนผมจะเข้านอน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“โว๊ค...”
น้ำเสียง ทะกะชิ ไม่ดีนัก
ผมคิดอยู่ก่อนแล้วว่า ต้องเกิดอะไรขึ้น หลังที่ ทะกะชิ แช๊ทกับ จอห์น แน่ๆ
“เราขอยกเลิกดูหนังพรุ่งนี้นะ ขอโทษด้วย ขอโทษจริงๆ” น้ำเสียงของ ทะกะชิ ไม่ดีเอาจริงๆครับ
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:20, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post20 Jan 2010 19:16

อืมมมม ตอบยากมากจริงๆด้วยค่ะ

เอาเป็นว่าย้งยี้ขอบอกในส่วนที่ย้งยี้คิดว่าตัวย้งยี้เองรู้สึกนะคะ

ถ้าเป็นย้งยี้เองนะ มันก็จะลังเลอยู่ว่าที่ไหนน่าจะดีกว่ากัน

ที่แรก น่าสนใจเลยแหละ เพราะโตเกียวโดม ก็เป็นที่ใน wish list สำหรับทริปญี่ปุ่นที่ย้งยี้อยากไป

แล้วอีกอย่าง ย้งยี้ก็คงอยากเก็บความรู้สึกดีดีของเรากับอีกคนไว้ในที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกนั้น

ถ้าไปที่เก่าที่เราเคยไปความทรงจำต่างๆของเค้าก็คงจะกลับมาอีก แล้วเราจะระงับความรู้สึกนั้นได้หรอ

ทั้งกลัวว่าอีกคนที่เราไปด้วยจะรู้ และกลัวว่าเราเองจะหวั่นไหวไปอะไรแบบนี้

ซึ่งย้งยี้ขอเลือกเก็บความรู้สึกดีดีที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่กับที่ใหม่ๆดีกว่าค่ะ

แต่ ในอีกแง่นึงนะ ถ้าไปที่เดิมอาจจะดีที่ว่า เพราะที่เดิมยังมีกลิ่นไอของความรู้สึกที่ดีดีที่เกิดขึ้นมาแล้ว

ถ้าคนจะเปลี่ยนไป แต่เราก็ยังรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้ ถ้าเราจัดการกับความรู้สึกดีๆอันเก่าไว้ได้

ความรู้สึกดีดีที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่สวยงามเนอะ

พูดแล้วงงไม๊อะ เอาเป็นว่า ตอบไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ ของเลือกเป็นโอไดบะค่ะ

ย้งยี้ก็อยากเริ่มต้นใหม่เป็นความทรงจำใหม่ๆมากกว่า


แล้วคุณโว้คก็อย่าเพิ่งไปคิดมากเลยค่ะ

ตอนนี้ เราเองก็คงจมอยู่กับความคิดของตัวเองเยอะไปหมดเลยเนอะ

แล้วอีกอย่าง คุณกับเค้าเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เพราะงั้น

อะไรๆอาจจยังไม่เสถียรก็ได้ ย้งยี้ก็เชื่อว่าคุณโว้คคงจัดการกับตัวเองได้ดีอยู่แล้ว

ก็อย่าเพิ่งท้อค่ะ เราคิดในแง่ลบได้ เราก็คิดในแง่บวกได้เหมือนกัน

เค้าคงต้องใช้เวลาประมาณนึงจัดการกับเวลาแปดปีของเค้าหน่อยหละ

อย่างน้อย เค้าก็อยากจะคบกับคุณโว้คหนิ ไม่ว่าจะฐานะอะไรก็ตามเนอะ

(แล้วค่อยๆพัฒนาไปค่ะอย่างแยบยล :17: )



ถ้าย้งยี้ได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องรบกวนคุณโว้คพาเที่ยวหน่อยแล้วหละ

อยากไป strike a pose กับคุณโว้คมั่ง :hihi:
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 08:18

ย้งยี้ wrote:อืมมมม ตอบยากมากจริงๆด้วยค่ะ

เอาเป็นว่าย้งยี้ขอบอกในส่วนที่ย้งยี้คิดว่าตัวย้งยี้เองรู้สึกนะคะ

ถ้าเป็นย้งยี้เองนะ มันก็จะลังเลอยู่ว่าที่ไหนน่าจะดีกว่ากัน

ที่แรก น่าสนใจเลยแหละ เพราะโตเกียวโดม ก็เป็นที่ใน wish list สำหรับทริปญี่ปุ่นที่ย้งยี้อยากไป

แล้วอีกอย่าง ย้งยี้ก็คงอยากเก็บความรู้สึกดีดีของเรากับอีกคนไว้ในที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกนั้น

ถ้าไปที่เก่าที่เราเคยไปความทรงจำต่างๆของเค้าก็คงจะกลับมาอีก แล้วเราจะระงับความรู้สึกนั้นได้หรอ

ทั้งกลัวว่าอีกคนที่เราไปด้วยจะรู้ และกลัวว่าเราเองจะหวั่นไหวไปอะไรแบบนี้

ซึ่งย้งยี้ขอเลือกเก็บความรู้สึกดีดีที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่กับที่ใหม่ๆดีกว่าค่ะ

แต่ ในอีกแง่นึงนะ ถ้าไปที่เดิมอาจจะดีที่ว่า เพราะที่เดิมยังมีกลิ่นไอของความรู้สึกที่ดีดีที่เกิดขึ้นมาแล้ว

ถ้าคนจะเปลี่ยนไป แต่เราก็ยังรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้ ถ้าเราจัดการกับความรู้สึกดีๆอันเก่าไว้ได้

ความรู้สึกดีดีที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่สวยงามเนอะ

พูดแล้วงงไม๊อะ เอาเป็นว่า ตอบไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าต้องเลือกจริงๆ ของเลือกเป็นโอไดบะค่ะ

ย้งยี้ก็อยากเริ่มต้นใหม่เป็นความทรงจำใหม่ๆมากกว่า


แล้วคุณโว้คก็อย่าเพิ่งไปคิดมากเลยค่ะ

ตอนนี้ เราเองก็คงจมอยู่กับความคิดของตัวเองเยอะไปหมดเลยเนอะ

แล้วอีกอย่าง คุณกับเค้าเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน เพราะงั้น

อะไรๆอาจจยังไม่เสถียรก็ได้ ย้งยี้ก็เชื่อว่าคุณโว้คคงจัดการกับตัวเองได้ดีอยู่แล้ว

ก็อย่าเพิ่งท้อค่ะ เราคิดในแง่ลบได้ เราก็คิดในแง่บวกได้เหมือนกัน

เค้าคงต้องใช้เวลาประมาณนึงจัดการกับเวลาแปดปีของเค้าหน่อยหละ

อย่างน้อย เค้าก็อยากจะคบกับคุณโว้คหนิ ไม่ว่าจะฐานะอะไรก็ตามเนอะ

(แล้วค่อยๆพัฒนาไปค่ะอย่างแยบยล :17: )



ถ้าย้งยี้ได้มีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่น ต้องรบกวนคุณโว้คพาเที่ยวหน่อยแล้วหละ

อยากไป strike a pose กับคุณโว้คมั่ง :hihi:


ขอบคุณครับคุณย้งยี้

ผมก็ตั้งใจจะบอกเขาว่าผมอยากไปโอไดบะ และอยากไปเที่ยวโตเกียวโดมกัน สงสัยต้องติดต่อ ขอคำปรึกษาจากคุณโตเกียวโดมด้วยดีมั้ยครับ ว่าควรไปเที่ยวตรงไหนดี อิอิ

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำด้วยนะครับ คุณย้งยี้


แม้ว่าเรื่องราวมันเริ่มสลับซับซ้อนไปเรื่อยๆแล้ว
แต่ผมก็จะเล่าบันทึกของผมต่อไปครับ

แล้วจะขอคำแนะนำเพิ่มนะครับ ^^

ปล. มาเลยครับ มาตะลุยถ่ายรูปที่โตเกียวกันครับ รับรองครับ
ขำกระจายแน่ๆครับ 555
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 08:24

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ยกเลิกไปก่อนครับ
ทะกะชิเป็นอะไรหรือเปล่าครับ น้ำเสียงดูไม่ดีเลย...”

ทะกะชิ เล่าสะเปะสะปะไปมา แต่พอจับความได้ว่า
เขาแช๊ทกับจอห์น โทรคุยกับจอห์น
และพูดความในใจทั้งหมดกับจอห์นถึงความรู้สึกของเขาตอนนี้
ซึ่งดูเหมือนว่าจอห์นไม่ยอมและไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น แม้ว่าความรู้สึกในใจของทั้งสองได้เปลี่ยนไปแล้วก็ตาม
ฟังจากน้ำเสียงแล้ว จอห์นคงรู้สึกแย่ น่าสงสาร และเศร้าสุดๆกับเรื่องที่เกิดขึ้น

“ผมไม่อยากทำร้ายจอห์นไปมากกว่านี้”
“จอห์นบอกว่าถ้าเกิดเรื่องอย่างนั้นขึ้น เขาจะตัดขาดและจะไม่ติดต่อมาอีกเลย”
“ผมผิดเอง ที่ทำให้เรื่องมันทุลักทุเลไปมากกว่าเก่า”
“ผมควรจะทำให้เรื่องเดิมจบไปก่อน แล้วค่อยเริ่มต้นกับเรื่องใหม่ ผมเป็นคนก่อขึ้นมันเองทั้งหมด”

ผมรับฟังทะกะชิ และคิดถึงสถานการณ์ที่เขาเจอ
ทบทวนและคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดขึ้นอย่างชัดๆและช้าๆ

“ผมไม่พูดสิ่งที่ผมอยากพูด....”
“ผมไม่อยากเป็นคนชี้นำ
และผมไม่อยากเป็นปัจจัยกระทบการตัดสินใจของ ทะกะชิ”
“ผมจะไม่แสดงความคิดเห็น และผมจะไม่เรียกร้องสิ่งที่ผมต้องการทั้งสิ้น...
เพราะนั่นคือสิ่งที่ "เห็นแก่ตัว" ที่สุด...”

“ผมอยากให้ ทะกะชิ ทบทวนและใช้ใจถามใจตัวเอง
เพื่อให้ได้คำตอบที่บริสุทธิ์ที่สุดจากใจจริงๆ ว่า สิ่งที่ทะกะชิต้องการที่สุดและอยากจะทำที่สุด คืออะไร”

“คำตอบที่บริสุทธิ์ ไร้ปัจจัยชี้นำ และออกมาจากใจของทะกะชิ....”
“จะเป็นคำตอบที่เหมาะสมที่สุดครับ...”

ผมสรุป...

“เป็นคำพูดของโว๊ค..ที่ผิดคาด...ผิดคาดจากที่ผมคาดไว้จริงๆครับ” เขาเอ่ยขึ้น
"ดูเป็นผู้ใหญ่จริงๆเลย"

ผมก็เลยเปลี่ยนเรื่องคุยเสียเลย
“555...เราก็เป็นผู้ใหญ่กันทั้งคู่น่ะแหละ
ก็บอกแล้วไงว่าผมไม่ได้เป็นคนเที่ยวเก่ง ใจง่ายไปทั่วนะเฟ้ยยยยยยย”

“ไม่ได้ใ่จง่าย แต่ก็ ไม่ใจยากใช่มั้ยล่า” แน่ะ มีกระเซ้ามาด้วย
(ขอแปลตามตัวของภาษาญี่ปุ่นก็แล้วกันนะครับ)
“555 ไม่ใช่นะ ผมเป็นคนใจยากนะเฟ้ยยยย!” ผมก็ตอบคืนไปและคุยต่อเพื่อให้บรรยากาศกลับมาสนุกสนานเหมือนเดิม

ผมเปลี่ยนเรื่องคุยไปเป็นเรื่องสรรพเพเหระ แม้ว่าจะย้อนกลับมาเรื่องหนักของเขา แต่ผมก็เปลี่ยนให้เป็นเรื่องไม่เศร้า และเป็นกำลังใจให้เค้า
“ขอบใจนะโว้ค”
“เราดีใจ ที่ได้พบกับนาย”

“ผมจะรอคำตอบที่ออกมาจากใจจริงๆของทะกะชิครับ”

“อื้มมมมม อันที่จริง ผมมีคำตอบที่แน่นอนในใจแล้วล่ะครับ”
“นอนหลับฝันดีครับ”
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:22, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 09:00

อังคาร ที่ 19 มกราคม 2010....

เช้าวันอังคาร..
วันนี้ก็อากาศแจ่มใสเหมือนเดิม
ฝนไม่ตกที่โตเกียวมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ก็หนาว
อย่างไรก็ตาม พยากรณ์บอกว่าวันอังคารวันนี้ อากาศจะอุ่นขึ้นครับ

ตอนพักเที่ยง.....
ผมนำเรื่องที่เกิดขึ้น มาปรึกษากับเพื่อนร่วมงาน โดยทำเป็นว่า เป็นเรื่องของเพื่อน
เข้าใจว่า หลายๆคนก็คงใช้มุขนี้บ่อยใช่มั้ยครับ
แต่เพื่อนร่วมงานมันก็รู้น่ะแหละว่ามันเป็นเรื่องของผม
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นเรื่องปรึกษาปัญหาหัวใจของผมไปโดยอัตโนมัติครับ (ใช้มุขตื้นเกินก็งี้แหละครับ เหอะเหอะ)

“ว่าไงวะ” ผมถาม
“เค้าเป็นคนญี่ปุ่นใช่ม้าา” เพื่อนร่วมงาน(คนญี่ปุ่น)มันก็ถามผมตอบ
“เออ”
“คนญี่ปุ่นบางคนน่ะตัดสินใจเองไม่ได้
ต้องมีการตบแต่ง(แล้วมันก็ทำมือตบๆ)และจัดรูปทรงด้วยนะ ถึงจะเดินหน้าไปได้
หมายถึง บางคน ต้องมีการดึง-ผลัก-กระตุ้นนะเฟ้ย(แล้วมันก็ทำมือดึงๆผลักๆ) เขาถึงจะเดินหน้าหรือเดินมาหาเราน่ะ”
“แต่เอ็งเล่น ไม่พูด ไม่กระตุ้น ไม่ดึงอะไรเลยใช่มั้ยล่ะ” เพื่อนอีกคนมาสำทับ

“อืมมมมมมมมมมม” แต่ละคนทำหน้าครุ่นคิด หันหน้าไปซ้ายทีขวาที
แถมไอ้สองตัวนี่เวลามันคิด มันหันหน้าหน้าซ้ายขวาไปทางเดียวกันด้วยครับ ดูแล้วบางทีก็ตลกดีครับ

สุดท้ายพวกมันก็อ้าปากพูดออกมา
“เอ็งต้องรอแล้วว่ะ..
ต้องรอคำตอบจากเขา แต่ข้าก็ไม่รู้ว่านานแค่ไหนนะ”
“เพราะอะไรรู้มั้ย
เพราะตอนนี้ไ้อ้คนอเมริกา มันกำลังคิดหนักสุดๆ ...
เขาเองก็กำลังคิดหนักสุดๆ ...
เรื่องของเขาทั้ง 2 คน มันตั้ง 8 ปีนะโว้ยยยย!!
มีแต่เอ็งน่ะแหละสบายสุด นอนรอคำตอบอย่างเดียว”
...อ้าว....มาแขวะผมอีกง่ะ....

เรื่องรอล่ะก็ผมถนัด
รอไปเรื่อยๆ รอไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ผมก็เคย...
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าผมต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ แต่ผมก็จะรอครับ
อย่างที่บอก...ใจผมมันด้านชากับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวผมไปเสียแล้ว...

วันนี้ไม่มีการติดต่อจากเขาเหมือนที่ผ่านมาแล้วครับ....
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 10:05

อย่าคิดมากเลยคับคุณ vogue ถือซะว่าเราได้มีเพื่อนดี ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตอีกหนึ่งคน ถ้าคนนี้เค้าใช่ เดี๋ยวสักวันเค้าก้อกลับมาเองคับ...สู้ ๆ คับ :31:

สำหรับเรื่องที่เที่ยวผมชอบ "โอไดบะ" คับ ผมว่ามันเป็นเมืองใหม่ที่สวยไปอีกแบบ เพราะทริปที่ผ่านก้อได้ไปเที่ยวโอไดบะด้วย แต่ก้อแค่นั่งรถไฟผ่านตอนกลางคืนคับ ชอบบรรยากาศสวยดี มองเห็นสะพาน มองเห็นโตเกียวโดม เหมือนนั่งรถไฟชมเมืองอ่ะ 555+
:34:
กิน มะม่วง มั้ย... :P
User avatar
mango
มัธยม มัธยม
Posts: 519
Joined: 12 Aug 2008 18:35

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 12:06

วันพุธที่ 20 มกราคม 2010

วันนี้ก็อากาศแจ่มใส
งานยุ่งมาก...ทำงานจน3ทุ่ม อยู่ๆก็มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือผม สั่นใหญ่เลยยยยย
-- ยุ่งอยู่ คุยไม่ได้โว้ยยยย -- ผมตะโกนสุดเสียง (ในใจ....)

หลังจากเลิกงานแล้วผมก็เอาโทรศัพ์ออกมาดู
“ใครหว่า....”
ที่หน้าปัดโทรศัพท์ มีชื่อของ ทะกะชิ ขึ้นมาในสายที่ไม่ได้รับครับ
ผมรีบโทรไปทันที
“หวัดดี ตอนนี้เราเพิ่งเลิกงานน่ะ มีอะไรรีบป่าวคับ?”
“หวัดดี ไม่เป็นไร ตอนนี้อยากกลับบ้านใช่มั้ย
รอโว๊คกลับบ้านก่อนแล้วค่อยคุยกันครับ”

ผมรีบวิ่งแน่บขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านเลยครับ
ในใจผมหวังเอาไว้ว่า จะเป็น “ข่าวดี” นะ

ผมกลับบ้าน รีบอาบน้ำ แล้วก็กระโจนขึ้นบนเตียงแล้วกดโทรศัพท์โทรไปหาทะกะชิทันที
“หวัดดีครับ” เสียงจากปลายสาย ทำให้ผมตกใจพอสมควร
เพราะเป็นเสียงแหบแห้งที่เปล่งออกมาด้วยความกระตือรือร้น
ผมเดาว่า 2 วันมานี้ ทะกะชิ คงร้องไห้หนักมาก และคิดมากสุดๆจนไม่ได้ค่อยได้นอน

“หวัดดีครับ เป็นไงบ้าง เหนื่อยมากหรือเปล่าคับ เสียงแหบมากเลย”
“ขนาดนั้นเลยเหรอครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ”
“เหมือนเสียง มาม่าซัง เลยอ่ะ 555” ผมก็เปิดฉากกระเซ้าทันที
“555 เสียมารยาทจริง นายโว๊ค”

ผมคุยเรื่อยเปื่อยไปพอสมควร
เพื่อผ่อนคลายความรู้สึกของทั้งคู่ ก่อนที่จะเข้าเรื่องที่เขาอยากพูด...

“สุดท้าย เราก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร”
“ผมคุยกับจอห์นแล้ว แต่การพูดปฏิเสธของผม กลับทำให้เขายังเข้าใจว่า เขายังมีความหวัง”
อันนี้เรื่องจริงครับ
คนญี่ปุ่นจะไม่พูด Yes หรือ No
เช่น กรณีีการพูด No คนญี่ปุ่นก็จะบอกเรื่องนี้ “ยาก” นะ เรื่องนี้ “ลำบาก” นะ
คนที่ไม่รู้วัฒนธรรมญี่ปุ่น ก็ยังหลงคิดไปว่ายังคงมีความเป็นไปได้

“ผมตัดสินที่จะเลือกแล้ว แต่ยังกลัว
กลัวกับสิ่งที่จะตามมาจากผลของการตัดสินใจของผม”
“นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมอ่อนแอมาตลอด
ช่วงเวลาที่ผ่านมา เค้าเหมือนเป็นพี่ชายผม ที่ผมต้องพึ่งพาอยู่ตลอด”
“ผมมักจะทำตามสิ่งที่จอห์นสั่งและแนะนำให้ทำ”
“ถ้าผมไม่เด็ดขาด เรื่องมันก็จะคาราคาซังอย่างนี้ตลอดไป”

“ในใจผมมีคำตอบแล้วว่า ผมอยากจะสานสัมพันธ์กับโว๊คต่อไปครับ”
“โว๊คเป็นเหมือนเพื่อนที่รู้ใจที่คุยกันได้ทุกเรื่อง เ
ป็นความสัมพันธ์ที่ไร้ซึ่งความตึงเครียด และปล่อยหัวใจผมออกจากพันธการ”
“ผมจะไม่เติบโตจากการพึ่งพาอีกแล้ว
ผมจะเติบโตด้วยตัวเอง และแข็งแกร่งขึ้น
ไม่มีใครนำใคร เพราะเราสองคนจะเดินไปด้วยกันและเคียงข้างกัน”
อาจจะดูว่าทะกะชิพูดออกมาได้เชยมากๆ
แต่สำหรับผม...ผมรู้สึกว่าทะกะชิเข้มแข็งขึ้นมาก

“ต่อไปอาจจะต้องมีเรื่องลำบากของเราเกิดขึ้น........”

“เดี๋ยวนะ ทะกะชิ....” ผมแทรกขึ้นให้เขาหยุดพูดต่อ
“เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ต้องคุยกันหลังจากที่นายตัดสินใ่จว่าจะทำอย่างไรต่อไป นะคับ”

“จริงด้วยครับ”
“คืนนี้ผมจะส่งเมล์เพื่อบอกการตัดสินใจของผมกับจอห์น” เขาพูดก่อนที่เขาจะวางโทรศัพท์

“ฝันดีครับ”
“สวัสดีครับ” ผมพูดภาษาไทยกับเขา
“สวัสดีครับ” เขาก็ตอบผมเป็นภาษาไทยเช่นกัน


****************************************************
ในใจผมร้อนรนขึ้นทุกที
ถ้า 8 ปีของเขาสองคน ต้องจบไปเพราะผม ผมคงจะรู้สึกแย่ทีุ่สุด
และผมก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเรา จะไปได้นานเท่าไหร่
นี่เขาต้องสูญเสียคนที่เขาเคารพรักและเป็นคนที่รักเขาไป แล้วหันหน้าเข้ามาหาผม
แล้วถ้าอีกไม่กี่เดือนนี้ ผมโดนให้กลับไปประจำที่เมืองไทยล่ะ คนที่ต้องโดดเดี่ยวอีกครั้ง ก็คือ เขา.........
***********
คำถาม (ที่2)
จากสถานการณ์แบบนี้ผมควรจะทำอย่างไรดีครับ????????
****************************************************
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:23, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 12:08

เอ่อ...มีคำถามถามทุกคนครับ.....(ด่วนด้วยอ่ะคับ สดๆร้อนๆ วันนี้เลย)

--- เมล์วันนี้ พฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2010
ผมเมล์ไปหาทะกะชิก่อน

“หวัดดี
เมื่อคืนได้นอนเต็มที่หรือเปล่า??”
“เสียงที่แหบ ดีขึ้นหรือยัง”

ทะกะชิตอบผมมาว่า

“หวัดดีคับ
เสียงยังแย่เหมือนเดิม

ผมรู้ว่าถ้าคำตัดสินของผมกับจอห์นยังไม่ชัดเจน เราก็ไม่ควรเจอกัน

แต่....เวลาผมอยู่คนเดียว
ผมรู้สึกหนักอึ้งในใจและแย่เหลือเกินสุดจะทนไหว

วันนี้ผมเจอโว๊คได้ไหมครับ?????


****************************************************
คำถาม (ที่3)
วันนี้ผมควรจะไปเจอ ทะกะชิ มั้ยครับ????? (ขอความเห็นด่วนเลยครับ)
****************************************************
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:24, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 14:28

เป็นผม จะรอให้เค้าเคลียร์ก่อนน่ะครับ คุณโว้คเสน่ห์พราวจริงๆ มีหนุ่มญ่ีปุ่นมาชอบเร่ือยเลย
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: TOKYO Amour

Post21 Jan 2010 23:00

อื้มมม นี่คือเหตุการณ์แบบ ปัจจุบันเลยใช่ไม๊อะ

ต้องขอบอกว่าย้งยี้อดตื่นเต้นไม่ได้เลยนะคะ

เคยอ่านนิยายมาก็เยอะ เรื่องสั้นเรื่องเล่า

ได้เห็นคอมเม้นท์แบบสดๆไปก็เยอะ แต่ตัวเองมาอ่านแบบดีเลย์

เลยรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกวงอะไรแบบนี้ เรื่องคุณโว้คเลยทำให้ย้งยี้อดตื่นเต้นไม่ได้ ห่ะๆ



คุณโว้คนี่ก็แลดูใจเย็นดีนะคะ เป็นย้งยี้คงคลั่งอย่างปิดไม่มิดเลยหละ

การอดทนรอเนี่ย ทำได้นะคะ แต่มันทรมานมาก และยากมาก

ย้งยี้ก็คิดว่า ดีแล้วหละค่ะที่ให้เค้าตัดสินใจเอง

และก็อย่างที่เค้าบอกนะคะ เค้าตัดสินใจแล้ว

เพราะงั้นคุณโว้คอย่าไปคิดมากเรื่องนั้นเลยค่ะ

ย้งยี้หมายถึง ถ้าเค้าเลือกคุณโว้คแล้ว

อย่าไปโทษตัวเองว่าเป็นนังมารร้ายทำลายรักแปดปีเลยนะคะ :devil:

จากเท่าที่อ่านมา ถึงเค้าไม่เจอคุณโว้ค แปดปีของเค้าก็สั่นคลอนอยู่แล้ว


เพราะงั้น ตอบคำถามแรกก่อนเลยค่ะ

อย่ากลัวที่จะรักค่ะ

อนาคตจะเป็นยังไง มันยังไม่ถึงค่ะ ปัจจุบันนี้ทำให้ดีที่สุด ก็เพียงพอแล้ว

แล้วคำถามที่สามเนี่ย จะรออยู่อีกทำไมหละคะ

เป็นย้งยี้จะไม่ถามด้วยซ้ำ ไปแน่นอนสิคะ

ย้งยี้คิดว่า บางทีการคุยกันโดยไม่เห็นหน้า จะทำให้เราสามารถพูดในสิ่งที่เราอยากพูดได้มากกว่า

แต่การพบหน้าแล้วมองตากัน ก็จะได้บอกสิ่งที่เราอยากพูดอย่างมีความหมายมากกว่านะคะ

เหมือนที่ใครๆก็ว่า ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ

ก็ขอให้การเดทครั้งต่อไปของคุณโว้คกะคุณทะกะนี่ ราบรื่นและสมหวังนะคะ

ป.ล. คุณโว้คเตรียมตัวรอย้งยี้ไว้เลย ย้งยี้ไปแน่ค่ะ แต่คงอีกนาน เก็บตังก่อน :17:

พรุ่งนี้ย้งยี้ก็จะไปเดทแรกเหมือนกัน เอาใจช่วยด้วยนะคะ เขิลจัง
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: TOKYO Amour

Post22 Jan 2010 14:56

Circlet wrote:เป็นผม จะรอให้เค้าเคลียร์ก่อนน่ะครับ คุณโว้คเสน่ห์พราวจริงๆ มีหนุ่มญ่ีปุ่นมาชอบเร่ือยเลย


ขอบคุณครับคุณ Circlet ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ
แต่ผมดันทำตรงข้ามกับความเ็ห็นของคุณ Circlet ไปซะแล้วล่ะครับ

สน่งเสน่ห์อะไรละครับ ไม่มีหรอกครับ
ถ้าเปรียบไปละก็ มวยวัด แท้ๆเลย
เป็นแบบไหนก้อแบบนั้นแหละครับผม

(^^;)
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post22 Jan 2010 14:59

ย้งยี้ wrote:อื้มมม นี่คือเหตุการณ์แบบ ปัจจุบันเลยใช่ไม๊อะ

ต้องขอบอกว่าย้งยี้อดตื่นเต้นไม่ได้เลยนะคะ

เคยอ่านนิยายมาก็เยอะ เรื่องสั้นเรื่องเล่า

ได้เห็นคอมเม้นท์แบบสดๆไปก็เยอะ แต่ตัวเองมาอ่านแบบดีเลย์

เลยรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกวงอะไรแบบนี้ เรื่องคุณโว้คเลยทำให้ย้งยี้อดตื่นเต้นไม่ได้ ห่ะๆ



คุณโว้คนี่ก็แลดูใจเย็นดีนะคะ เป็นย้งยี้คงคลั่งอย่างปิดไม่มิดเลยหละ

การอดทนรอเนี่ย ทำได้นะคะ แต่มันทรมานมาก และยากมาก

ย้งยี้ก็คิดว่า ดีแล้วหละค่ะที่ให้เค้าตัดสินใจเอง

และก็อย่างที่เค้าบอกนะคะ เค้าตัดสินใจแล้ว

เพราะงั้นคุณโว้คอย่าไปคิดมากเรื่องนั้นเลยค่ะ

ย้งยี้หมายถึง ถ้าเค้าเลือกคุณโว้คแล้ว

อย่าไปโทษตัวเองว่าเป็นนังมารร้ายทำลายรักแปดปีเลยนะคะ :devil:

จากเท่าที่อ่านมา ถึงเค้าไม่เจอคุณโว้ค แปดปีของเค้าก็สั่นคลอนอยู่แล้ว


เพราะงั้น ตอบคำถามแรกก่อนเลยค่ะ

อย่ากลัวที่จะรักค่ะ

อนาคตจะเป็นยังไง มันยังไม่ถึงค่ะ ปัจจุบันนี้ทำให้ดีที่สุด ก็เพียงพอแล้ว

แล้วคำถามที่สามเนี่ย จะรออยู่อีกทำไมหละคะ

เป็นย้งยี้จะไม่ถามด้วยซ้ำ ไปแน่นอนสิคะ

ย้งยี้คิดว่า บางทีการคุยกันโดยไม่เห็นหน้า จะทำให้เราสามารถพูดในสิ่งที่เราอยากพูดได้มากกว่า

แต่การพบหน้าแล้วมองตากัน ก็จะได้บอกสิ่งที่เราอยากพูดอย่างมีความหมายมากกว่านะคะ

เหมือนที่ใครๆก็ว่า ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ

ก็ขอให้การเดทครั้งต่อไปของคุณโว้คกะคุณทะกะนี่ ราบรื่นและสมหวังนะคะ

ป.ล. คุณโว้คเตรียมตัวรอย้งยี้ไว้เลย ย้งยี้ไปแน่ค่ะ แต่คงอีกนาน เก็บตังก่อน :17:

พรุ่งนี้ย้งยี้ก็จะไปเดทแรกเหมือนกัน เอาใจช่วยด้วยนะคะ เขิลจัง


สวัสดีครับ คุณย้งยี้
ขอบคุณคุณย้งยี้มากเลยครับ
ขอบคุณและซึ้งใจมากๆเลยครับที่คุณย้งยี้ก็ตื่นเต้นตามไปด้วยอะคับ

ผมทำตามคำแนะนำที่คุณย้งยี้แนะนำนะครับ แต่กว่าจะได้อ่านคำแนะนำ ก็เป็นวันรุ่งขึ้นไปเสียแล้ว อิอิอิ
แสดงว่าคำแนะนำของคุณย้งยี้แรงมาก แรงมาถึงโตเกียวเลยทีเดียวครับ.....555

ก็ลองอ่านดูแล้วกันนะครับ ว่าผลจากการเลือกคำแนะนำนี้ เป็นอย่างไรครับ

แล้วก็ ...ขออวยพร ให้คุณย้งยี้ เดท อย่างมีความสุข สนุกสนานเลยนะครับ ^^
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post22 Jan 2010 15:00

วันพฤหัสบดี ที่ 21 มกราคม 2010 (ต่อ)

เนื้อหาเมล์ที่ผมส่งกลับไปหาทะกะชิ

“เลิกงานแล้วจะติดต่อไปนะ”

...ผมยังพะว้าพะวงอยู่ในใจว่าควรจะไปพบเขาดีหรือเปล่า...
มันจะดีเหรอในเมื่อเขายังตัดสินไม่เด็ดขาด
ผมจะไปเป็นสิ่งกระตุ้นการตัดสินใจของเขาหรือเปล่า

ในใจของผมแยกออกเป็นสองความเห็น คือ...
1. ไม่เอา...ผมไม่ไป... ผมอยากให้เขาตัดสินใจเพื่อค้นหาคำตอบที่แท้จริงจากใ่จของเขานะ
ถ้าผมไปล่ะก็มันจะมีผลต่อการตัดสินใจเขาแน่ๆ
และสุดท้าย เขาจะตัดสินใจผิดพลาดจากสิ่งที่อยู่ในใจของเขาจริงๆ
ดังนั้น ไม่เอ๊าาาาาา.....ไม่ไปๆๆๆ
(ไอ้นี่เหมือนตัว Devil ในใจผมครับ.. โหด ตรงไปตรงมา มีเขา..)

2. ไปสิ...ผมจะไป....ผมควรจะไปรับรู้ความทุกข์ใจของเขา เพราะอ่านจากเมล์แล้ว เขาคงเจ็บปวดในใจมากที่สุด ในใจของเขาคงช้ำแล้วช้ำอีกจนอ่อนแออย่างที่สุดจากการที่ต้องตัดสินใจครั้งนี้
ถึงแม้ว่าผมจะช่วยอะไรไม่ได้ แต่ผมก็สามารถรับฟังเขาในทุกๆเรื่องได้
(ส่วนไอ้นี่เหมือนตัว Angel ในใจผมครับ ใจดี เห็นอกเห็นใจ มีคุณธรรม มีปีก...)

ผมไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี ก็เลยเขียนเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วโพสต์ที่บอร์ด XQ เสียเลย เผื่อจะได้ความคิดเพิ่มเติม
ขอบคุณ คุณ Circlet กับคุณย้งยี้มากเลยครับ

เสียงติ๊งต่องดังขึ้น...เป็นสัญญาณบอกว่าได้เวลาเลิกงานแล้ว......(จริงๆทุกคนก็ไม่เลิกหรอกครับ เพราะมันเหมือนแค่เสียงติ๊งต่อง ว่า 5 โมงแล้วนะ ทำงานต่อได้เลย)
ผมกะว่าจะเปิดดูเวป XQเพื่อหาคำตอบประกอบการตัดสินใจ
จู่ๆไอ้เพื่อนร่วมงาน 2 ตัวมันก็โผล่มา
“ไปหาไรกินกันมะ”
“เอ่อ.....”
“เป็นไรวะ อ้ำอึ้งอยู่ได้”

ที่ชั้นอาหารของตึกทำงาน....
หลังจากผมเล่าสถานการณ์ให้ฟังทั้งหมด
“ไม่ควรไปว่ะ เพราะเขายังตัดสินใจไม่ได้เลยนะโว้ยยยย” ความเห็นแรกก็เริ่มขึ้น
“อย่าไปเจอเขาเลยว่ะ... ให้เขาคิดเองเหอะ
มันเป็นเรื่องที่เขาต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เขาก่อขึ้นเองนะเฟ้ยยยย” สำทับกันใหญ่เลยนะพวกเอ็ง....

ผมกลับมาทำงานอีกครู่ใหญ่
หลังจากเคลียร์งานเรียบร้อยแล้ว
ผมก็เดินออกจากบริษััทตรงไปสถานีรถไฟเพื่อกลับบ้าน

อากาศอุ่นขึ้นแค่สองวัน(อุ่นขึ้นเนี่ย หมายถึง อุณหภูมิมันขึ้นมาถึง 7-9 องศาครับ ก็ใกล้ๆกับอุณภูมิในตู้เย็นบ้านเราครับ)
ทว่าตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป อากาศก็จะกลับมาหนาวอีกครั้ง
ผมเดินเข้าไปในทางเข้าสถานีรถไฟเพื่อหลบลมหนาว

“ฮัลโหล เลิกงานแล้วครับ”
...สุดท้ายของสุดท้าย....ผมตัดสินใจโทรไปหาทะกะชิครับ
“ผมก็เหมือนกัน นัดเจอกันที่ไหนดีครับ” แม้จะเป็นน้ำเสียงที่แหบพร่า แต่ก็เต็มไปด้วยความดีใจที่ผมรู้่สึกได้

“จะดีเหรอครับ ถ้าเราจะพบกัน...” ผมเน้นสิ่งที่ผมควรเน้น
“พอโดนโว๊คพูดอย่างนี้ มันก็จริงนะครับ เอ่อ.......”
ทะกะชิเงียบไปครู่หนึ่ง...
“ผม....ผมอยากเจอโว๊คครับ...”
.....ผมคิดว่า ผมได้ยินไปถึงเสียงในใจของทะกะชิเลยทีเดียว
ซึ่งผมก็เถียงไม่ได้ว่า ผมก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับทะกะชิครับ.....

“งั้นเรานัดเจอกันที่ชิบุย่าก่อนดีมั้ยครับ แล้วค่อยคิดกันอีกทีว่าจะไปไหนกัน....
...เจอกันที่หน้า ฮะจิโค ครับ”

ฮะจิโค ก็คือ ย่าเหล ของญี่ปุ่นนั่นเองครับ
เรื่องของฮะจิโคเกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 1924
ฮะจิโคเป็นสุนัขที่ออกมาเฝ้ารอรับเจ้าของ(อาจารย์อุเอโนะแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว)ทุกๆวันที่สถานีรถไฟชิบุย่า
แต่ในปี 1925 อาจารย์อุเอโนะผู้เป็นเจ้าของฮะจิโค ได้ถึงแก่กรรม และไม่ได้กลับมาที่สถานีรถไฟชิบุย่าอย่างทุกวันอีกเลย
แม้กระนั้น ทุกๆวัน ฮะจิโค ก็ยังไปที่สถานีรถไฟชิบุย่าเพื่อไปเ้้ฝ้ารอรับเจ้าของของมันต่อไป
จนเรื่องของฮะจิโคเป็นที่กล่าวขาน ได้รับการตีพิมพ์โดย หนังสือพิมพ์ อาซาฮีโตเกียวครับ
ฮะจิโค ยังคงเฝ้ารอเจ้าของ ของมันติดต่อกันเป็นเวลาร่วม 10 ปีครับ แล้วฮะจิโคก็เสียชีวิตในที่สุด
เรื่องราวของฮะจิโค สามารถอ่านได้ตามลิ้งค์ข้างล่างนี้ครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Hachik%C5%8D
-----------------------------------------------------------------

http://welcome-shibuya.net/history/hachiko/
ส่วนลิ้งข้างบนนี้เป็นเรื่องราวและภาพของฮะจิโคเมื่อประมาณ 90 ปีก่อนครับ ขอโทษนะครับที่เป็นภาษาญี่ปุ่นครับ
แต่ในเวปนี้มีภาพต่างๆของฮะจิโคครับ
มีภาพตอนที่ฮะจิโค เฝ้ารออาจารย์อุเอโนะด้วยครับ
เห็นแล้วน้ำตาซึม....(TT)
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:25, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post22 Jan 2010 15:34

เรานัดเจอกันที่หน้าฮะจิโค มีผู้คนมากมายนัดพบกันที่นี่ เดินไปมากันขวักไขว่
ผมหาทะกะชิไม่เจออ่ะ....ผมก็เลยเดินไปหน้าฮะจิโคเลย จะได้เด่นๆมองเห็นง่ายๆ
อยู่ไหนวะเนี่ย.....ผมมองกวาดตาไปมา
แต่แล้วเขาก็เดินเข้ามาสะกิดผมจากข้างหลัง
“หวัดดีครับ”
...ไปหลบอยู่ที่ไหนมาเนี่ย...

หลังจากนั้น ผมกับทะกะชิ ก็ตกลงว่าเราจะไปหาอะไรกินกันที่ เอะบิสุ Ebisu (Yebisu) ครับ
รายละเอียดของ เอะบิสุ ตามลิ้งค์ข้างล่างครับ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%81%B5% ... 7%E5%8C%BA)
หรือ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80% ... A%E0%B8%B8

เสียดายที่ไม่มีภาพตอนกลางคืนของ เอะบิสุ ครับ
เพราะยามค่ำคืนของ เอะบิสุ ก็สวยไม่แพ้ที่ไหนเหมือนกันครับ
เสน่ห์ของ Ebisu ก็คือ ที่นี่จะมีร้านอาหารสวยๆน่ารักมากมาย ราคาก็ไม่แพงมาก แต่ก็ไม่ถูกมาก เหมาะสำหรับเป็นที่ดินเนอร์และพบปะสังสรรค์กันสำหรับคนทำงานครับ

วันนี้ผมและทะกะชิตกลงกันว่าจะไปกินอาหารค่ำที่ร้าน Aqua ครับ (ผมจะได้ค่าโฆษณาด้วยรึป่าวคับเนี่ย...) ในร้านนี้มีตู้ปลาขนาดพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำอยู่ในร้านด้วยครับ (ตู้จะสูงประมาณ ตึก 2-3 ชั้น) มีทั้งเต่าทะเล ปลาฉลาม และปลาอื่นๆอยู่ด้วยครับ อลังการจริงๆ
ลองดูบรรยากาศตามลิงค์ข้างล่างนะครับ
http://r.gnavi.co.jp/e390103/

หลังจากสั่งอาหารกันแล้ว
ผมก็เห็นได้เลยว่า ทะกะชิ กินอาหารได้น้อยมาก
เสียงของทะกะชิ ดีขึ้น ไม่แหบมาก แต่ก็ยังพร่าเลือนในบางครั้ง
สีหน้าของทะกะูชิดูไม่ดีเลย
..........เป็นหนักนะเนี่ย.............

“ทะกะชิ”
“ครับ มีอะไรเหรอครับ”
“เสียงของทะกะชิเหมือน มาม่าซังเลย 555”
“555 เจ้าโว๊ค คนเสียมารยาท หนวกหูเฟ้ยยยย”
ไม่รู้แหละ ผมว่าถ้ามัวคิดแต่เรื่องความทุกข์ของแต่ละฝ่าย
ก็มีแต่จะจมดิ่งไปกับความรู้สึกที่มัวหมอง

ผมจะใช้ความเป็นตัวของผมเองนี่แหละ สลายความหม่นหมองนั้นออกไป

“ร้องไห้ขี้มูกโป่งเลยล่ะสิเนี่ย”
“หนักมากกกก หนักสุดๆก็วันอังคารนั่นแหละ แทบไม่ได้นอนทั้งคืน”
“ก็เลยโทรมบักโกรกอย่างนี้เลยใช่มะ” ผมกระเซ้า
“เออ...ใช่แล้วจะทำไม”
“ปล๊าวววววว...ไม่มีอะไร...
ตาบวมเป่งเลยอะ ไหนๆขอจิ้มดูหน่อยซิ”
...แล้วทะกะชิก็หลับตายื่นหน้าให้ผมเอานิ้วจิ้ม ใต้ตาของเขาที่ยังบวมอยู่..... เอาเข้าไป....
“อ้ามมมมม” ผมป้อนผัก ป้อนเนื้อให้ทะกะชิ
“งั่บ” เขาก็กินไปโดยดี
....เห้อ....ที่ผมกำลังทำอะไรอยู่ครับเนี่ย....
ว่าแล้วก็
“แช๊ะ....”
ถ่ายรูปเก็บไว้เลย อิอิอิ....

เรานั่งคุยไปด้วยแล้วก็ดูปลาต่างๆที่แหวกว่ายในอะควาเรียมขนาดยักษ์ในร้านอาหารนี้ไปด้วย บรรกาศก็สนุกสนานครับ มีคนเข้ามากินในร้านอาหารนี้เยอะมากทั้งๆที่ยังเป็นวันพฤหัสแท้ๆ

แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ ที่เรื่องที่น่าจะสนุกสุดๆ ตลกสุดๆ จะกลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่สนุกสุดๆ หรือตลกสุดๆ เพราะเป็นผลมาจากความหม่นหมอง...เศร้าสร้อยที่ยังหลงเหลืออยู่้ในใจของทะกะชิ
หลังจากที่เรากินอาหารและดูปลาว่ายน้ำไปมาในร้านอาหารอุ่นๆแล้ว เราก็ออกไปเดินหาร้านต่อไปเพื่อจะคุยกันต่อครับ

“ผมอยากกินของหวานๆอ่ะ” ผมบอกทะกะชิ
“พวกเค้กไรงี้”
“ได้ๆ เดี๋ยวพาไปครับ”
แล้วเราก็เดินไปร้านเค้กร้านหนึ่ง
ในร้านมีที่นั่งแบบโซฟานั่งกันสบายๆทั้ง 2 คน

ผมสั่งเค้กธรรมดาๆมากิน ส่วนเขาสั่งปุริน(คัสตาสด์)มานั่งกินกัน
ผมนั่งโซ้ยๆๆๆๆๆๆๆๆเค้กจนหมดไปเกินครึ่ง แต่ปุรินของทะกะชิถูกกินไปนิดเดียวราวกับมดแทะ
....ต้องทำอะไรซักอย่างแล้ว.....ทะกะชิเป็นหนักกว่าที่คิด.....
“ทะกะชิ”
“หืมมมม อะไรเหรอครับ”
“มองตาผมหน่อยสิ”
แล้วทะกะชิที่ใช้ตาตี่ๆของเขามองมาที่ผม
ผมเห็น...ผมเห็นน้ำตารื้นอยู่ในตาของทะกะชิตลอดเวลา...
ตาคู่นั้นดูเศร้าสร้อย แฝงไปด้วยความทุกข์ใจอย่างบอกไม่ถูก

“ในตาของทะกะชะ กำลังร้องไห้.....
เหนื่อยมั้ย?....
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรผมรับฟังเสมอนะ.....”
ผมพูดออกไปตามที่ใจผมคิด พร้อมทั้งจ้องมองตาของทะกะชิไปด้วย

ทะกะชิหลบตาผม พร้อมทั้งน้ำตาที่คลอเบ้า
“พอเถอะโว๊ค...”

“นี่ นี่ ... ทะกะชิ”
“อะไรเหรอ...”
“ชี๊.....พรึ่บ....” ผมทำเสียงแปลกๆ
แล้วก็ทำท่าจุดไม้ขีดไฟแล้วโยนไปที่ทะกะชิ จนทะกะชิ งง
“ทำอะไรน่ะ” เขาถามแบบงงๆ
“จุด –ไม้ขีดไฟแข็งแรง-- แล้วโยนไปที่ทะกะชิน่ะ 555”
“นี่แน่ะ ชี๊...พรึ่บ...” แล้วผมก็ทำท่าข้างขว้างไม้ขีดไฟไปที่ทะกะชิ
“พอแล้วๆ เดี๋ยวไหม้กันพอดี 555”
“ขอบใจนะโว๊ค...”

เรากลับกันตอน5ทุ่มกว่าๆ
ระหว่างทาง เขาเอามือข้างนึงกอดผมแน่นเลย

อากาศหนาวมาก ผมเลยให้เขายืมผ้าพันคอไปพัน
“อ่ะ หนาวใช่ป่าว”
“อื้ม ขอบใจนะ”
พอถึงสถานีเขาก็คืนผ้าพันคอให้ผม
“ทำบ้าอะไรเนี่ย..”เจ้าทะกะชิ โวยวาย
“ไม่เห็นมีไรเลย ก็แค่เอาผ้าพันคอมาดมแค่นั้นเอง 555”
...ผมรับผ้าพันคอคืนจากทะกะชิ พับทบกัน แล้วก็เอาขึ้นมาดมครับ 555...


ที่สถานีรถไฟ...
“ขอบใจมากนะ ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆเลย” ทะกะชิพูดก่อนที่เราต้องนั่งรถไฟกลับไปคนละทาง
ผมก็เลยเอามือไปจิ้มที่ข้างคอทะกะชิ แล้วสีลงทางด้านล่างเหมือนสีไม้ขีดไฟ
“ชี๊....พรึ่บ....” 555
“พอแล้วว้อยยยยยยยย กลับๆๆๆๆๆ เดี๋ยวไหม้ 555” ทะกะชิหัวเราะแล้วก็เดินขึ้นบันไดไปจนลับตาผมไป

อืม....ที่เจอกันวันนี้ ทะกะชิคงรู้สึกดีขึ้นนะ...
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:28, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post22 Jan 2010 15:35

ระหว่างที่ผมยืนมองวิวโตเกียวยามค่ำคืนในรถไฟสายยามาโนะเตะ(วันนี้นั่งรถไฟสายที่คุณโตเกียวโดมนั่งบ่อยๆ สมัยนู้นด้วยครับ ^^) ผมก็คิดอะไรต่างๆนานา

ไม่แปลกหรอกครับ....ผมไม่ดีใจอย่างที่ควรดีใจเหมือนเคย
เกราะป้องกันในหัวใจของผมก็ยังทำงานตามปกติ
และแล้ว..ความด้านชาก็กลับเข้ามาครอบงำอีกครั้ง
อาจจะมียิ้มกรุ้มกริ่มบ้าง แต่มันก็เท่านั้น.....

พลันเมล์ก็เข้ามือถือผม

“ขอบคุณโว๊คมากๆนะ
ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆเลยครับ

สองวันที่ผ่านมา
ความรู้สึกผิดจาก บทลงโทษที่เลวร้าย นั้น มันแสนทรมานจริงๆ
แต่ผมต้องทนและผ่านมันให้ได้ เพื่อความเติบใหญ่ในใจของผมต่อไป
และก่อนอื่นผมต้องจัดการกับปัญหาคาราคาซังที่ค้างอยู่ในใจผมให้ได้
ตอนนี้ผมยังไม่สามารถมองโว๊คอย่างใกล้ชิดเต็ม100ได้ แต่เวลาจะทำให้ผมผูกสัมพันธ์กับโว๊คตลอดไป
ต่อจากนี้ โว๊คคงจะเห็นเรื่องแย่ๆของผม แต่ผมก็หวังว่าโว๊คจะสามารถมองเห็นและเข้าใจสิ่งแย่ๆของผม ช่วยรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างเราด้วยนะครับ

ยังคงเฝ้ารอวันที่เราจะเจออีกครั้งครับ
ฝันดีครับ”

ผมเมล์ตอบไปว่า

“ไม่เป็นไร(อันนี้พิมพ์เสียงภาษาไทยลงไปเลยครับ)

แม้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่แย่ที่สุดและเลวร้ายที่สุดของทะกะชิ
แต่ผมขอให้ทะกะชิ “เช็ดน้ำตาไปพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม” นะครับ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมก็ยังอยู่และเป็นกำลังใจให้ทะกะชิเสมอ

หลังจากนั้น เมื่อทะกะชิรู้สึกดีและเข้มแข็งขึ้น
...เราสองคนก็จะเดินไปข้างหน้า...ด้วยกัน....

ฝันดีครับ”

เป็นเมล์ที่ผมรู้สึกและอยากบอกทะกะชิอย่างนั้นจริงๆ

ผมอาบน้ำ กินข้าวอีกนิดหน่อย (มัวแต่ป้อนเจ้าทะกะชิ จนลืมกินส่วนของตัวเองไปเลยง่ะ)
และเข้านอน ผมหลับตาไปแป๊บนึง ก็มีเมล์มาจากทะกะชิ ครับ

“ขอโทษนะที่เมล์มาดึกมาก
โว๊คคงหลับไปแล้วล่ะมั้ง??

เมล์ที่ได้รับจากโว๊ค เป็นกำลังใจให้ผมจริงๆ
ผมรู้สึกดีขึ้นมากๆ
ผมไม่คาดคิดเลยว่า โว๊คได้เข้ามาอยู่ในใจของผมมากขึ้นทุกทีๆ...

ตอนนี้ผมได้ส่งเมล์เพื่อหยุดความสัมพันธ์ระหว่างผมกับจอห์นแล้ว
ส่งไปแล้วจริงๆ
ผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อกับเรื่องนี้เลย แต่เพื่อความเติบใหญ่ขึ้นในหัวใจของผม
ผมได้ตัดสินใจไปแล้วครับ
เรื่องของผมกับจอห์นได้จบไปแล้วจริงๆ

ผมตั้งใจจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีของเราสองคนขึ้น
เพื่อให้เป็นความรักที่แท้จริง
ซึ่งจะเกิดขึ้นซักวัน.... ในอนาคตข้างหน้า.....

ฝันดีครับ”


..............เมื่อคืนผมนอนหลับฝันดีจังเลยครับ.........^^................
Last edited by VOGUE Tokyo on 15 Aug 2014 22:29, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post22 Jan 2010 19:56

ขอให้สมหวังนะครับ แต่ถ้าเผื่อผิดหวังล่ะก็ (ไม่ได้แช่งนะ) มีเพื่อนๆ อยู่เต็มบอร์ดนี้เลยนะคับ :31: :31:
กระท้อนหวานๆ อร่อยชื่นใจ๋
User avatar
น้องกระท้อน
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1929
Joined: 14 Oct 2008 15:29

Re: TOKYO Amour

Post23 Jan 2010 00:55

ถ้าผิดหวังจีบผมแทนมั้ยครับ :2: หยอกเย้า หยอกเย้า

ยังไม่ได้อ่านเรื่องเลยอ่ะ ขอนอนก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาอ่านตามนะครับ ลุ้นๆว่าเดทเป็นไงมั้ง ขอให้สมหวังคร้าบบบ
แต่ถ้าเรา-เค้าทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกผิดบาป ผมว่าก็โอเคในความคิดผมแล้วอ่ะคับ
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: TOKYO Amour

Post23 Jan 2010 16:04

Circlet wrote:ถ้าผิดหวังจีบผมแทนมั้ยครับ :2: หยอกเย้า หยอกเย้า

ยังไม่ได้อ่านเรื่องเลยอ่ะ ขอนอนก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาอ่านตามนะครับ ลุ้นๆว่าเดทเป็นไงมั้ง ขอให้สมหวังคร้าบบบ
แต่ถ้าเรา-เค้าทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกผิดบาป ผมว่าก็โอเคในความคิดผมแล้วอ่ะคับ

อย่าแซงคิวจ๊ะ
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: TOKYO Amour

Post24 Jan 2010 21:09

ย้งยี้ wrote:
Circlet wrote:ถ้าผิดหวังจีบผมแทนมั้ยครับ :2: หยอกเย้า หยอกเย้า

ยังไม่ได้อ่านเรื่องเลยอ่ะ ขอนอนก่อนแล้วพรุ่งนี้จะมาอ่านตามนะครับ ลุ้นๆว่าเดทเป็นไงมั้ง ขอให้สมหวังคร้าบบบ
แต่ถ้าเรา-เค้าทำแล้วมีความสุข ไม่รู้สึกผิดบาป ผมว่าก็โอเคในความคิดผมแล้วอ่ะคับ

อย่าแซงคิวจ๊ะ

เราคงแห้วกันทั้งคู่นะพี่สาว

เพิ่งจะอ่านจบเองอ่ะ อ่านแล้วรู้สึกว่าช่างดีอะไรเช่นนี้ที่ทั้งสองสามารถพูดความในใจที่ดูจริงจังแบบนี้แก่กันได้

เฮ้อ พูดแล้วเศร้า ไม่ชอบพวกเงียบหายเข้ากลีบเมฆแล้วก็ไม่เคลียร์เล้ยยย
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: TOKYO Amour

Post25 Jan 2010 12:11

-
Last edited by VOGUE Tokyo on 25 Jan 2010 12:15, edited 1 time in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

PreviousNext

cron