TOKYO Amour

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Re: TOKYO Amour

Post07 Dec 2009 09:54

Circlet wrote:สองรีบนเค้าคุยจีบกันรึเปล่าอะ :kero:


คุณ Circlet สนับสนุนเต็มที่เลยใช่มั้ยครับ อิอิอิ
ไม่ใช่หรอกครับ
คุุณ koteipenguin บอกว่า จังหวัด ชิซูโอกะ นั้นเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้โตเกียว ดังนั้นระยะทางจากชิซูโอกะหรือโตเกียวไปเกาหลีจึงไม่น่าต่างกัน
จังหวัดที่อยู่ใกล้เกาหลีนั้น น่าจะเป็นจังหวัดฟุคุโอกะ มากกว่าครับ

ซึ่งเป็นความผิดพลาดของผมเองครับที่สับสนสองจังหวัดนี้
เพราะมีคำว่า โอกะ เหมือนกันครับ
ตอนนี้ได้แก้ไขเรียบร้อยแล้วครับ
ขอขอบคุณ คุณ koteipenguin มากครับ

dmmks wrote:ต้องเป็น Fukuoka แทน Shizuoka หรอคับ มันอยู่ตรงไหนอะ gogole earth หาไม่เจอ (หรือเพราะผมพิมพ์ผิด) เห่อๆๆ แต่แบบว่ายังไม่ได้อ่านจนจบอะ

เดี๋ยวมีเวลาจะมานั่งอ่านยาวๆคับ :25:


จังหวัดชิซูโอกะ Shizuoka เป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ๆโตเกียวครับซึ่งอยู่ตอนกลางๆ ไปทางตะวันออกของญี่ปุ่นครับ
ลองดูลิ้งค์นี้นะครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88% ... 1%E0%B8%B0


ส่วนจังหวัดฟุคุโอกะ Fukuoka เป็นจังหวัดที่อยู่ในเกาะคิวชูทางตอนใต้ของญี่ปุ่นครับ
ตามลิ้งค์นี้ครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%88% ... 1%E0%B8%B0
ด้านเหนือของจังหวัดฟุคุโอกะ คือประเทศเกาหลีครับ
โดยใ้ช้เวลาบินไปเกาหลีประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าเวลาบินจากโตเกียวที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครับ


ลิ้งค์นี้เป็นแผนที่เกาหลีครับ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B% ... 5%E0%B9%89
จะเห็นได้ว่าทางใต้ของญี่ปุ่นจะอยู่ใกล้กับคาบสมุทรที่ประเทศเกาหลียื่นออกมาครับ
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post07 Dec 2009 12:14

ขอบคุณทุกๆรีอีกครั้งครับ
เป็นกำลังใจให้ผมเขียนต่ออีกโขเลยครับ

-------------------------------------------------------------------------------
“เวลานี้รถไฟหมดแล้วหละ”
กะไว้แล้วว่าต้องตามมาแหงๆ ทำไงดีวะ รถไฟดันหมดซะอีก
เฮ้ออออออออออ.......

จิฮารุเดินอ้อมมายืนข้างหน้าผม
โค้งลง พร้อมพูดออกมาอย่างเสียงดัง
“ขอโทษครับ!!”
เฮ้ยๆๆๆๆ! อะไรของเมริงอีกเนี่ยยยย
พนักงานรถไฟก็มองมาที่เราสองคน
ผมทั้งอายทั้งตะขิดตะขวงใจ ทั้ง..... ไม่รู้สิครับมันบอกไม่ถูก
“ขอโทษทำไมละวะ ไม่เป็นไร นายไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย” ผมพูดแก้เขินกันไอ้พนักงานรถไฟที่เงี่ยหูฟังจนหูัเแทบจะบานออกเป็นฝาหม้อ ไม่ให้เข้าใจอะไรผิดๆ
แล้วก็รีบเดินออกไป

"ไม่เป็นไร" คำที่คนไทยชอบพูด
เพราะเป็นคำที่รวมไปถึงการอภัยให้กัน ไม่คิดติดใจอะไรกัน
ผมก็เป็นอย่างนั้น ไม่ติดใจอะไร และพร้อมอภัยให้เพื่อนๆเสมอ
ยิ่งเค้าขอโทษขอโพยซะขนาดนั้น ใจยิ่งอ่อน .....

เราสองคนขึ้นมาบนดินแล้วครับ
ยิ่งดึกอากาศยิ่งหนาว…..

ผมไม่ยืนกอด อกรับลมหนาวเล่นๆหน้าประตูสถานีรถไฟแน่ๆครับ
เลยเดินเข้าไปที่คอมบินี (พวกแฟมิลี่มาร์ท เซเว่นไรงี้อะครับ)
ผมซื้อชาร้อนๆ และก็ขนมหวานอีกนิดหน่อย กินเพิ่มพลังงานครับ
เพราะงงกับหลายๆเรื่อง พลังงานหมดแล้่ว เหอะๆ
ผมเดินออกมาฟาดซะเรียบหน้าคอมบินีนั่นแหละครับ

“หนาวอยู่ข้างนอกอย่างนี้ไม่ไหวหรอก แข็งตายแน่”
ผมก็เงียบฟังมันพูดต่อไป
“ไปผับกันมั้ย อยู่กันยันเช้าแล้วค่อยกลับรถไฟเที่ยวแรก”
“ผับเหรอ” ผมนิ่งคิดแป๊บนึง
“อื้อ ไปกันเถอะ”
ไม่ไหวครับ หนาวววววววว ก็เออออตามมันไปแหละครับ

ที่รปปงงิ(จริงๆแล้วร้านอยู่ที่ Azabu-Jūban อะสะบุจูบังคับ แต่ก็กะๆเอาบริเวณนั้นแหละครับ) ร้าน A-life เป็นร้านที่ดังมากๆในหมู่คนเที่ยวกลางคืน ตั้งแต่เด็กมหาวิทยาลัยจนถึงวัยเพิ่งทำงาน
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E3%82%A8% ... 3%83%96%29
ลองดูบรรยากาศตามลิ้งค์นี้นะครับ

ผมเคยมาเที่ยวที่นี่กับพวกนิชิยาม่า และฮิดากะครั้งนึงตอนที่ฝึกงานด้วยกัน
ตอนนี้ผมก็คิดว่าร้านนี้ยังดังอยู่นะครับ....ว่าแต่เขียนชื่อร้านเขาแล้วผมจะได้ค่าประชาสัมพันธ์ป่าวครับเนี่ย...อิอิ
ร้านนี้ไม่น่าสนใจสำหรับเท่าไหร่สำหรับชาวเราหรอกครับ
เพราะเป็นผับ “สห”

ผมจ่ายค่าประตูทางเข้าและก็เดินเข้าไปหลบหนาวข้างใน

ผับญี่ปุ่นมีส่วนต่างจากผับไทยอยู่บ้างครับ อย่างเช่น A-lifeของที่นี่จะต่างจาก ผับไทยก็คือ
ชั้นแรกที่เข้าไป จะเป็นเพลงจังหวะเบาๆ ไว้คุยกันหรือจีบกัน
ชั้นใต้ดินจะเป็นผับเพลงจังหวะเร็วๆ ไว้แด๊นซ์ แสงสีละลานตา มีเวทีให้สาวๆมั่นๆขึ้นไปเต้นด้วยครับ
ชั้นบนจะเป็นเพลงออกแจ๊สซ์นิดๆ ฟังสบาย บรรยากาศมืดๆครับ

ผมเดินไปชั้นบนไปนั่งบนโซฟาเลยครับ
เพราะจะได้นั่งหลับได้ เสียงไม่ดังด้วย
ไฟสีฟ้าๆ ออกทึมๆ บรรยากาศสลัวๆ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายพอสมควรครับ
จิฮารุมันก็เลือกนั่งอีกฟาก
บรรยากาศไม่น่าไว้ใจอีกแล้ว (แล้วทำไมเอ็งเลือกชั้นบนที่มันหมิ่นเหม่ละวะ
อันนี้เพิ่งคิดด่าตัวเองได้ทีหลังอะครับ)

“ผมชอบคนไทย” จู่ๆจิฮารุ มันก็เริ่มพูดอีกครั้ง
อะไรของมันอีกล่ะเนี่ย ..... (--)

“คนไทยมีใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา
มันทำให้คนรอบข้างมีความสุข”
“นายมีรอยยิ้มให้กับคนรอบข้างเสมอ อมยิ้มอยู่ตลอดเวลา
นายรู้มั้ยว่านายทำให้คนรอบข้างมีความสุขแค่ไหน”

ฟังแล้วอึ้งเลยครับ.............................

ผมก็บ้าๆบอๆของผม ไม่ได้คิดอะไร
งานมีให้ทำก็ทำไป ไม่ได้ทำหน้าจริงจังอย่างคนญี่ปุ่นเวลาทำงาน เพราะดูเครียดเกิ๊นนนน

“ผมอยากจะไปอยู่สาขาเมืองไทยของบริษัท และตั้งต้นชีวิตที่เมืองไทย
ตอนผมสอบสัมภาษณ์ผมก็พูดไปแบบนั้น เพราะผมชอบเมืองไทยมาก”
ผมจำได้ ตอนมันพรีเซ้นท์ตอนฝึกงาน มันก็พูดเกี่ยวกับเรื่องเมืองไทยครับ
มีคนญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งที่ชอบเมืองไทยและคิดแบบนี้ครับ
แต่ก็ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับคนทั้งหมดของประเทศเขา
จิฮารุเป็นหนึ่งในจำนวนน้อยนั้นครับ
“ยิ่งผมรู้ว่าปีนี้มีเพื่อนร่วมรุ่นเป็นคนไทย ผมก็ยิ่งดีใจ”

“ขอบคุณนะ
เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเถอะ” ผมไม่รู้จะตอบยังไง ก็เลยตอบแบบคนญี่ปุ่นตอบ
แต่ก็รู้สึกดีใจที่เขาชอบคนไทย

“เล่าเรื่องเมืองไทยให้ฟังหน่อยสิครับ”

ผมจำได้ว่า นี่เป็นประโยคแรกที่เขาทักผมวันนี้
ผมรู้สึกได้ว่าเขาพูดออกมาอย่างจริงใจ
คงไม่ดีแน่ๆ ถ้าผมทำตัวเย็นชาต่อเขา
ผมจึงเลิกที่จะคิดเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นี้
แล้วกลับมาคุยกับเขาดีๆ ในฐานะเพื่อนที่ดีคนหนึ่ง
เพราะยังไงเราก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น และทำงานอยู่ใกล้ๆกัน

มิตรภาพครั้งใหม่กำลังเริ่มขึ้นในบรรยากาศโซฟาใันผับกลางใจของ Roppongi แห่งนั้น....
ผมเคยเรียนเกี่ยวกับเรื่องการท่องเที่ยว
ก็เลยเล่าเรื่องเกี่ยวกับสถานที่่ท่องเที่ยวที่เ่ขายังไม่เคยไปให้เขาฟัง
เอาวะ....ถือว่าเล่านิทานให้มันฟังก็แล้วกัน

ตอนที่มันฟังผมเล่า ตาตี่ของมันมองผมตาแป๋วเลย...

ผมหยุดคุยแล้วไปหาอะไรดื่ม
แล้วก็เดินไปมองลอดกระจกของผับนี้ออกไปข้างนอก
มองไปยังถนนหนทางของ Roppongi
ดึกมาแล้ว แต่คนญี่ปุ่น ฝรั่งและคนผิวหมึกหลายต่อหลายคนเดินไปมาคุยกันอย่างสนุกสนาน
ไฟสว่างจากร้านอาหารบรรยากาศดีๆหลายๆร้าน
ไฟประดับละลานตา ชวนปลุกให้ตื่นตัวตลอดเวลาของผับและบาร์ที่อยู่ทั่วๆไปรอบๆรปปงงิ
รวมทั้งไฟสวยๆประดับต้นไม้ฤดูหนาวที่เรียงรายไปตามถนน

ที่แห่งนี้เป็นสถานที่เกิดขึ้นใหม่ ถูกสร้างขึ้นมาไม่นาน แต่ไม่เคยหลับไหล
รปปงงิ ได้แต่งแต้มระบายสีสันแห่งแสงสีและเพิ่มเสน่ห์ยามค่ำคืนให้กับโตเกียว

ทำให้ชีวิตกลางคืนของโตเกียว ดูมีชีวิตชีวาและหลากสีสันมากครับ

ผมมองลอดกระจกออกไปดูวิวรอบๆจนเพลิน เค้าจึงเดินมาหาและชวนผมคุยต่อ......

ที่ชั้นหนึ่ง หนุ่มสาวกำลังเต้นเบาๆกับเพลงจังหวะเบาๆ และคุยกันอย่างออกรส
ที่ชั้นใต้ดิน หนุ่มสาวแดนปลาดิบกำลังแด๊นซ์ด้วยเพลงจังหวะมันส์ๆน่ารักๆสไตล์ญี่ปุ่น

หนุ่มใส่สูทสองคน กำลังถือแก้วเครื่องดื่มคุยกันภายใต้เพลงที่บรรเลงอย่างช้าๆ ดูโรแมนติค
ท่ามบรรยากาศแสงสีแห่งโตเกียว เมืองที่ไม่มีวันหลับไหล แห่งนี้..............
Last edited by VOGUE Tokyo on 07 Dec 2009 19:04, edited 2 times in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post07 Dec 2009 12:41

:34: น่ารักจังเลยยย ยิ่งประโยคทิ้งท้ายอ่านแล้วม้วนต้วนตาม
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: TOKYO Amour

Post07 Dec 2009 13:28

เหมือนว่า Link ของร้าน A-Life จะเสียนะครับ
แวะมาแปะให้ใหม่ครับ

http://ja.wikipedia.org/wiki/%E3%82%A8% ... 3%83%96%29

P.S. 丁寧なご対応、ありがとうございました。
お仕事も大変だと思いますが、
無理せず頑張ってください。
User avatar
koteipenguin
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 11
Joined: 18 Mar 2009 11:20
Location: Antarctic

Re: TOKYO Amour

Post08 Dec 2009 07:49

-------------------------------------------------------------------------------------------------

ดวงอาทิตย์ส่องผ่านม่านสีขาวของห้องผม
สว่างจ้าขึ้นทีละน้อยๆ
ไม่ไหว....ผมตื่นไม่ไหวหรอก ….
เวลาเพิ่งจะ 10 โมงเช้า ทั้งๆที่ผมเข้านอนตอน 7 โมงเช้า

ผมกับจิฮารุกลับหอกันด้วยรถไฟฟ้าเที่ยวแรก หลังจากที่ทั้งเต้นทั้งคุยทั้งเดินไปเดินมาอยู่ในผับทั้งคืน
ผมปิดผ้าม่านทึบอีกชั้น เพื่อไม่ให้แสงแดดผ่านลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา แล้วนอนขดตัวใต้ผ้าห่มอุ่นต่อไป....Zzz

ผมหลับไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้…

ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูเบาๆ แต่ก็ทำให้ผมตื่นเพราะผมเป็นคนนอนง่ายตื่นง่าย
แต่ผมก็ตื่นได้แค่ครึ่งตา
ผินหน้าไปดูนาฬิกานิดนึง โอ้...เที่ยงครึ่งแล้วเหรอเนี่ย
“ครับๆ ใครเหรอ?”
“จิฮารุครับ ออกไปข้างนอกกันเถอะ อากาศดีขนาดนี้
ไม่ออกไปข้างนอกเสียดายนะ”
ผมเปิดประตูออกมา เจ้าจิฮารุ มันก็นุ่งชุดนอนเหมือนกัน

“วันนี้ไปเที่ยว Yokohama โยโกฮาม่ากันนะครับ”
พอผมจะอ้าปากพูด จิฮารุก็เอาเรียวนิ้วชี้มาแตะที่ปากผม
แปลกนะครับ แค่เอาเรียวนิ้วชี้มาแตะที่ปาก ผมก็ไม่พูดอะไรแล้ว
“ตอบแทนที่นายเล่าเรื่องเกี่ยวกับเมืองไทยให้ไงครับ”
“ผมเป็นคนโยโกฮาม่า มีที่เที่ยวสนุกๆที่นั่นเพียบเลยครับ”

ผมจับเรียวนิ้วชี้ของจิฮารุออก แล้่วพูดตอบไป
“ผมก็อยากไปเที่ยวโยโกฮาม่าครับ” ก็ตอบไปจริงๆแหละครับ เพราะผมก็อยากจะออกไปเที่ยวข้างนอกเหมือนกัน
“แต่ไม่เอาเซอร์ไพร์แบบเมื่อวานนะ” อันนี้ก็พูดไปจริงๆเหมือนกันครับ อิอิอิ

“รู้แล้วครับ สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรแผลงๆแบบนั้นอีกแล้ว”
“ว่าแต่....หิวข้่าวแล้วง่ะ” พอตื่นก็หิวเลยครับ
“อดทนอีกซักชั่วโมงได้ป่าว เดี๋ยวจะพาไปกินอาหารจีนที่ Chinatown ไชน่าทาวน์”

ผมรับคำ แล้วก็ล้างหน้าล้างตาอาบน้ำแบบรถไฟด่วนพิเศษ
15นาทีผ่านไปเราก็พร้อมกันออกเดินทาง
เรานั่งรถไฟกันไปสองต่อ

รถไฟสาย “มินาโตะมิไร” กำลังแล่นพาเราทั้งสองไปสถานี Motomachi – Chukagai โมโตะมาจิ – จูขะไก (แปลว่าไชน่าทาวน์ครับ)
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E5%85%83% ... 7%E9%A7%85
สถานีนี้ใหม่และดูกว้างดีมากๆครับ ลองดูตามลิ้งค์นะครับ
รอบๆสถานีนี้มีตึกเก่าๆที่มีกลิ่นอายประวัติศาสตร์ของโยโกฮาม่าแห่งนี้ครับ

เราเดินจากสถานีไปประมาณไม่กี่นาทีก็ถึงประตูทางเข้าของไชน่าทาวน์ครับ
ดูๆแล้วไชน่าทาวน์ของที่นี่ก็ไม่ต่างกันมากกับไชน่าทาวน์ของที่ไหนๆ
ตามลิ้งค์นี้นะครับ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%A8%AA% ... F%E8%A1%97
เพียงแต่ว่ารอบๆของไชน่าทาวน์ของญี่ปุ่นจะมีตึกสวยๆและร้านน่ารักๆเต็มไปหมดเลยครับ

แทนที่จิฮารุจะเป็นไกด์ให้ผม
ผมแทบจะลากมันเข้าไปไชน่าทาวน์เลยครับ เพราะหิวจัด...
ไชน่าทาวน์ที่นี่ใหญ่มาก
เราเดินวนไปวนมาดูรายการและราคาของของอาหารกันจนเหนื่อย
แล้วบังเอิญตาผมไปเห็นเมนูของร้านๆนึงในซอยเล็กๆ
เป็นแบบกินไม่อั้น และราคาไม่แพง
เราจึงตกลงกันว่าจะไปกินที่ร้านนี้ครับ

พอเข้าไปในร้าน ผมก็ลองดูอาหารจีนของที่นี่ว่าเป็นยังไงบ้าง ต่างกับของไทยมั้ย
อืมมมมมม.....อาหารก็เป็นอาหารจีนธรรมดาทั่วไป มีทั้งหมูเนื้อเห็ดไก่
แต่ไม่มีเป็ด

หลังจากนั้นก็เป็นรายการกินแล้วหละครับ
เราก็ตักๆๆๆกินๆๆๆ
มีทั้งหมูเปรี้่ยวหวาน ปลาย่าง ผัดผักน้ำมันหอย ซุปแบบจีนๆ หมูผัด หมูย่าง ไก่ย่าง ข้าวผัด(ตอนนี้เขียนไปก็หิวไปด้วยครับ อยากไปกินอีกรอบ ...อิอิ)
รสชาติก็อร่อยมาก ไม่ต่างกับร้านที่เยาวราชเลยครับ
เรากินกันจนอิ่มแปล้กันทั้งคู่ แล้วก็นั่งกุมท้องกัน เพราะว่าอิ่มเกินไป
นี่แหละครับ ชูชก ของแท้.....
กินมากขนาดนี้ สนนราคาของทั้ง 2 คนแล้ว
แค่ 1600 เยนเองครับ ถูกมากๆ และคุ้มจริงๆ

จากนั้นเราก็ออกไปเดินดูของรอบๆไชน่าทาวน์
เพื่อย่อยอาหารที่ตะกละตะกลามกินกันเมื่อกี้ครับ
รอบๆไชน่าทาวน์ของที่นี่ผสมไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกด้วยครับ
คงเป็นเพราะว่า โยโกฮาม่า เคยเป็นท่าเรือใหญ่ของญี่ปุ่นมาก่อน ก็เลยมีฝรั่งเข้ามาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วย
ผมเพลินกับการดูร้านเล็กๆน่ารักๆกับสถาปัตยกรรมแปลกตาที่อยู่รอบๆไชน่าทาวน์อยู่ครู่หนึ่ง

“ไป Sakuragicho ซากุระกิโจ กัันเถอะ”
เอ๊ะ..ที่นั่นมันที่เดทนี่หว่า
“เอ๋...ซากุระคิโจเหรอ...” ผมเริ่มอิดออดลากเสียงยาว
“ที่นั่นไม่ใช่ที่เดทอย่างเดียว มีที่เที่ยวสนุกๆหลายที่มากเลย
ไปกันเถอะ ก่อนที่จะมืดไปเสียก่อน หน้าหนาวมืดเร็วนะ”
แน่ะ...รู้ทันผมอีก
“อื้ม ไปกันๆ”
เอาวะ ไปก็ไป..

เรานั่งรถไฟไปแล้วเปลี่ยนเป็นสาย โยโกฮาม่า ที่สถานีโยโกฮาม่า
แล้วนั่งต่อไปอีกสถานีนึงครับ

ที่สถานีซากุระคิโจนี้ มีสถานที่สวยมากๆที่นึงครับ ชื่อว่า
“มินาโตมิไร 21” (Minato Mirai 21)
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E3%81%BF% ... 9%E3%81%84
ดูภาพได้ตามลิงค์นี้นะครับ สวยมากๆเลยครับ

“ก่อนอื่น..ไปโรงแรม Land markกัน ตอนนี้ที่นั่นหิมะตก”
อารายนะ...หิมะตกในโรงแรม...
Last edited by VOGUE Tokyo on 08 Dec 2009 12:48, edited 2 times in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post08 Dec 2009 08:01

Circlet wrote: :34: น่ารักจังเลยยย ยิ่งประโยคทิ้งท้ายอ่านแล้วม้วนต้วนตาม


ขอบคุณครับ แฮะแฮะ เขิน..เขิน
ขนาดม้วนตามเลยเหรอครับ 555

koteipenguin wrote:เหมือนว่า Link ของร้าน A-Life จะเสียนะครับ
แวะมาแปะให้ใหม่ครับ

http://ja.wikipedia.org/wiki/%E3%82%A8% ... 3%83%96%29

P.S. 丁寧なご対応、ありがとうございました。
お仕事も大変だと思いますが、
無理せず頑張ってください。


ขอบคุณมากๆครับ
อุตส่าห์หาลิ้งค์มาแปะให้ด้วย 本当にありがとうございます。
งั้นขอลิ้งค์ไปแปะแก้ไขนะครับผม

PS.とんでもないことありません。

日本での仕事は非常に大変ですが、
皆様にこの日記を読んで頂き、本当に嬉しく思います。
これからも様々な経験を重ねてゆき、沢山のことを皆様に伝えたいと思っております。

宜しければ、また御意見を聞かせてください。
宜しくお願い致します。
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post09 Dec 2009 10:01

พระอาทิตย์เริ่มคล้อยลงเล็กน้อย
แสงแดดอุ่นยามบ่ายและมีลมพัดมาเบาๆทำให้รู้สึกสดชื่นมากครับ

เราเดินกันเข้าไปในโรงแรม Land mark ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในย่านนี้
ลองดูตามลิ้งค์นี้นะครับ ตึกเท่ห์มากครับ
http://ja.wikipedia.org/wiki/%E6%A8%AA% ... F%E3%83%BC
มีห้างสรรพสินค้าชื่อ Land mark Plazaในโรงแรมด้วยครับ
ตรงกลางห้างมีต้นคริสมาสตร์ต้นใหญ่ประดับไฟสีฟ้าผสมกับไฟสีทองย่างสวยงาม
มีกระดิ่งติดตามใบของต้นคริสมาสต์ด้วย ทำให้ได้ยินเสียงกระดิ่งเป็นระยะๆ

“ไปที่นั่นกัน” จิฮารุพาผมไปที่ลานที่น้ำตกที่ลงมาเป็นตัวอักษรและภาพต่างๆ
สวยมากครับ
น้ำหล่นลงมาเป็นรูปร่างตึกบ้าง ปราสาทบ้าง ตัวอักษร Hello บ้าง เป็นตัวอักษรญี่ปุ่นบ้าง เป็นรูปร่างเรขาคณิตบ้าง มีวงกลม สี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมสารพัดเลยครับ

ผมมองน้ำตกที่ตกเป็นรูปร่างต่างๆจนเพลิน
จู่ๆก็มีเสียง ฟู่ ฟู่จาก จากข้างบน
และแล้ว เกล็ดน้ำแข็งเหมือนปุยหิมะ ก็ปลิวว่อนหล่นลงมาช้าๆจากข้างบนครับ
บางส่วนก็ตกลงมาค้างที่ใบของต้นคริสตร์มาสต์ ดูสวยสมกับต้นไม้ฤดูหนาวจริงๆครับ
เข้าใจแล้วว่าทำไมจิฮารุบอกผมว่าหิมะตกที่โรงแรม

ปุยหิมะปลิวมาหล่นปุลงมาที่ผมของผมนิดหน่อย
จิฮารุ ก็เอามือมาปัดให้
ผมก็เลยเอามือไปปัดปุยหิมะที่หล่นปุลงมาับนผมของจิฮารุด้วย
จิฮารุมันไม่ยอมก็เลยเอามือมาขยี้หัวผม
ผมก็ขยี้หัวมันคืน เอาสิฟะั
เล่นกันไปมาจนเด็กๆมอง
เราก็เลยมองหน้ากัน แล้วก็หัวเราะ

ผมเดินไปรอบๆของห้างอีกนิดหน่อย
จิฮารุก็ชวนผมไปที่อื่น
จิฮารุพาผมเดินออกจากโรงแรมแลนด์มาร์ค แล้วเดินไปที่ลานใกล้ๆกับชิงช้าสวรรค์
ที่ลานนี้มีซุ้มให้เล่นสนุกมากมายเลยครับ

ตอนแรก เราเดินกันไปที่ซุ้มปืนอัดลมเพื่อยิงเอาตุ๊กตาและขนมครับ
คิดๆดูแล้วก็เหมือนงานวัดบ้านเรานะครับ
ยิงปืนอัดลมแล้วก็รับของถ้ายิงแม่น อืมๆ เหมือนมาก

ถ้ายิงพลาดเป้า หรือเก็บไม่ครบทั้งหมด ก็จะได้ของปลอบใ่จเป็นลูกอมครับ
เราสองคนเดินออกจากซุ้ม พร้อมกับถือลูกอมคนละห่อครับ .....(-.-)~♪.....

หลังจากนั้นก็ไปซุ้มยิงบาส ซุ้มของเล่น ซุ้มขนมหวาน
และไปจบที่ซุ้มทุบครับ
ซุ้มนี้จะมีอุปกรณ์คล้ายค้อนแล้วทุบลงที่เบาะที่เตรียมไว้
หลังจากนั้นแรงที่เราทุบจะเด้งขึ้นไปตามมาตรวัด ถ้าได้เกินมาตรวัดที่มีก็จะได้รางวัลครับ
จิฮารุเหมือนจะรู้เทคนิคการตีดีมาก ตีเกือบได้รางวัลหลายครั้งเลยครับ
ส่วนของผมตีไปสุดแรงเกิด ก็ได้แค่ตรงกลางเองง่ะ

วิ่งไปซุ้มโน้นซุ้มนี้จนเหนื่อย
ดวงอาทิตย์เริ่มต่ำลงเรื่อยๆจนกลายเป็นสีทอง
ทั้งๆที่ยังเป็นเวลาแค่บ่าย 4 โมงกว่าๆ
หน้าหนาวนี่มืดเร็วจริงๆ
แต่คิดๆไปก็ยังดีใจ เพราะยังเพิ่ง 4 โมงกว่าเท่านั้น
“ไปนั่งพักที่ท่าน้ำกัน”
จิฮารุพาผมไปนั่งพักที่สวนสาธารณะริมทะเล

ทั้งๆที่เป็นทะเลแต่เป็นท่าน้ำเพราะว่าโยโกฮาม่าเป็นท่าเรือจึงไม่มีหาด
จึงเป็นลักษณะของสวนสาธารณะที่อยู่ริมท่าน้ำครับ (เขียนเองงงเอง จะเข้าใจมั้ยเนี่ย..^;)

ลมพัดเอื่อยๆ ผมนั่งพักลงที่สนามหญ้า มองออกไปทางทะเล
เรานั่งพักเหนื่อยกันครู่ใหญ่ จนพระอาทิตย์ลับฟ้่าไปแล้ว

จิฮารุลุกขึ้น เดินออกไปที่ลานกว้างข้างหน้าเพื่อรับลมจากทะเล
และมองออกไปทางทะเลที่มีตึกรายเรียงกันที่ฝั่งกระโน้น

“Voguekung Arigato naaaa! โว้คคุง ขอบคุณน้าาาาาาา!!” จู่ๆมันก็ตะโกนออกมาได้อีกกกกกกก (--;)
เอาวะ!! บ้ากับมันก็ได้วะ
ผมเดินออกไปยืนข้างๆมันและก็ตะโกนออกมา
“Chiharukung Arigatooooooo! จิฮารุคุง ขอบคุณโว้ยยยยย!!”
แล้วผมก็วิ่งหนีไปเลยครับ 555 ไ่ม่ไหว อายคนที่สวนสาธารณะ
แต่คิดว่าคงไม่มีคนมองหรอก เพราะเราตะโกนกันใส่ทะเล

ผมวิ่งกลับไปที่ลานเดิม และมองขึ้นไปที่เสาิชิงช้า
มืดแล้ว
ไฟประดับเสาชิงช้าเป็นแฉกตามซี่เหล็กของชิงช้าแต่ละซี่
ดูเหมือนพัดลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ริมท่าเรือโยโกฮาม่ายังไงยังงั้น
“ขึ้นไปกันมั้ย”
“อื้มมม” เหมือนจะรู้กัน

ชิงช้าสวรรค์พาเราขึ้นไปช้าๆ
ผมมองไปรอบๆท่าเรือYokohamaแห่งนี้
ที่ฝั่งนึง ผมเห็นโรงแรม Land Mark และตึกขนาดใหญ่สวยๆรูปร่างแปลกที่ถูกสร้างขึ้นริมท่าเรือ สถานีซากุระกิโจ และเมืองโยโกฮาม่าที่ส่องสว่างโชติช่วงในเวลากลางคืน
สมกับเป็นท่าเรือใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

อีกฝั่งนึง
ผมเห็นเรือน้อยใหญ่วิ่งไปมา
บ้างก็เป็นเรือยอร์กที่ดูคล้ายร้านอาหารหรูหราขนาดใหญ่
บ้างก็เป็นเรือที่เช่าแล้ววิ่งไปชมวิวกลางทะเล
บ้างก็เป็นเรือที่จัดงานปาร์ตี้กันอยู่และมีวงดนตรีกลางแจ้งในเรือด้วย

ผมมองข้ามผ่านทะเลไปเห็นตึกที่เรียงรายกันฝั่งกระโน้น
ไฟสีแดงกระพริบอย่าช้าๆบนยอดตึก
และไฟที่แลเหมือนดวงดาวระยิบระยับประดับตึกที่ดำทะมึนที่เรียงรายกัน
ตัดกับกับพื้นน้ำสีทึมๆ ที่อยู่ตรงหน้าอย่างสวยงาม ดูโรแมนติคมาก

เรานั่งตรงกันข้ามกัน
ต่างคนต่างก็มองวิวไปรอบๆ
ขึ้นชิงช้ากันสองคน อยู่กันแค่สองต่อสอง แล้วนั่งแกร่วกันก็คงแปลกแล้วหละครับ
ผมลุกไปนั่งข้างๆจิฮารุ และกระซิบไปที่ข้างๆหูของเขา
“Yakei ga Hontoni Kirei dane Chiharukung วิวกลางคืนสวยจริงเลยเนอะ จิฮารุ”
หาเรื่องเข้าตัวอีกแล้ว...
จิฮารุก็เลยเอามือทั้งสองมาทาบกระคองแก้มผมทั้งสองข้างไว้
แล้วก็....
ปั้ก! ผมตุ๊ยท้องมันเบาๆ แล้วก็ใช้หมัดดันตัวมันออกไป
“ไหนว่าจะไม่ทำอะไรแผลงๆไง”
“ก็เล่นกระซิบซะขนาดนั้น”
ผมทำหน้าเหลอหลา กวนมัน

มันก็เลยเอามือมาขยี้หัวผม แล้วก็หัวเราะ หึหึ
ผมก็ไม่ยอมแพ้ เอามือไปขยี้หัวมัน แล้วหนีไปอยู่อีกฝั่ง แล้วก็หัวเราะ เหอะๆ
มันไม่ยอม ก็เลยตามนั่งข้างผมแล้วขยี้หัวผมคืน
แกล้งกันไปแกล้งกันมาจนชิงช้าหมุนครบรอบ
พอมองหัวฟูกระเซิงของกันและกันแล้ว
เรามองหน้ากันแล้วก็หัวเราะกันลั่นเลย

เราออกจากเสาชิงช้า แล้วเดินไปตามลานใหญ่ที่ท่าเรือ

“กลับกันเถอะ”
“อื้มมม”

ไม่โรแมนติคกับเขาเล้ย ผมเนี่ย.................
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post09 Dec 2009 12:47

:10:
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: TOKYO Amour

Post09 Dec 2009 15:29

ได้อ่านจนจุใจเลยอ่ะ ชอบจัง มีภาพประกอบด้วย เหมือนได้ไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย อิอิ :31: :31:
กระท้อนหวานๆ อร่อยชื่นใจ๋
User avatar
น้องกระท้อน
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1929
Joined: 14 Oct 2008 15:29

Re: TOKYO Amour

Post10 Dec 2009 10:44

:29: กี๊ดอีกแล้ว (ทำไมเราไม่เห็นมีคนมาชอบมั่ง :36: )
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: TOKYO Amour

Post10 Dec 2009 10:49

อ่านแล้ว อยากเห็นหน้า "จิฮารุ" จังค๊าบ...อิอิ :1:
กิน มะม่วง มั้ย... :P
User avatar
mango
มัธยม มัธยม
Posts: 519
Joined: 12 Aug 2008 18:35

Re: TOKYO Amour

Post10 Dec 2009 12:14

:7: :7: ทำมายยย ต้องมาจบตอนแบบนี้ด้วยนะ ..อยากอ่านต่ออะ


สงสัยคุณโว้คได้ไปค้างบ้านนายจิฮารุแน่เยยยยยย :25: ....ชะเอ่งๆเอ่งเอย ...
" สักว่ารู้ สักว่าเห็น ดูเล่นๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง "

User avatar
น้องน้อยหน่า
ปริญญาโท ปริญญาโท
Posts: 2673
Joined: 04 Jan 2008 18:01

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 12:10

ย้งยี้ wrote::10:

:kero:


น้องกระท้อน wrote:ได้อ่านจนจุใจเลยอ่ะ ชอบจัง มีภาพประกอบด้วย เหมือนได้ไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วย อิอิ :31: :31:


ขอบคุณมากๆที่ติดตามอ่านนะค้าบบบบบ
แล้วก็ขอขอบคุณ ภาพประกอบจาก wikipedia ด้วยครับ

mango wrote:อ่านแล้ว อยากเห็นหน้า "จิฮารุ" จังค๊าบ...อิอิ :1:


555 อันนี้ไม่มีภาพประกอบใน wikipedia อะคับ
อิอิอิ

Circlet wrote: :29: กี๊ดอีกแล้ว (ทำไมเราไม่เห็นมีคนมาชอบมั่ง :36: )


ขอบคุณที่กี๊ดค้าบบบ (ที่ไม่มี เพราะมัวแต่เลือกอยู่ใช่มะคับ อิอิ)


น้องน้อยหน่า wrote: :7: :7: ทำมายยย ต้องมาจบตอนแบบนี้ด้วยนะ ..อยากอ่านต่ออะ


สงสัยคุณโว้คได้ไปค้างบ้านนายจิฮารุแน่เยยยยยย :25: ....ชะเอ่งๆเอ่งเอย ...


ม่ายยยยยยยบอกกกกกกก
อิอิอิ
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 13:53

―――――――――――――――――――――――――――――――――――

น้ำตาผมเ่อ่อเต็มลูกตา จนมองภาพข้างหน้าไม่ชัด
“Matane..แล้วพบกันใหม่นะ...”
ผมพยายามกัดริมฝีปากและกระพริบตาถี่ๆเพื่อไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

“.................”
ไม่มีคำตอบ
ผมเห็น...จิฮารุเม้มปากอย่างแรง
เพื่อจะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาเช่นกัน

ผมเพิ่งรู้วันนี้ว่าเขาต้องย้าย (Tenkin) ไปอยู่สาขาของรัฐๆหนึ่งในอเมริกา....
กี่ปีไม่รู้...แต่อย่างน้อยคือ 5 ปี

เขารู้เรื่องนี้ก่อนวันศุกร์ วันนั้น.... วันที่เขาขอให้ผมเล่าเรื่องเมืองไทยให้ฟัง...

เราใช้เวลาอยู่ด้วยกันอีกสัปดาห์เต็มหลังจากวันศุกร์นั้นที่เราไป Roponngi ด้วยกัน

มิตรภาพของเราดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็น
ผมมีความรู้สึกดีมากๆกับจิฮารุ เมื่อได้อยู่กับเขา
แต่ทว่า ความสัมพันธ์ของเราคงพัฒนาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

-------------
-------------

เป็นเรื่องธรรมดามากๆในบริษัทของญี่ปุ่นที่จะมีแค่ใบ คำสั่งจากฝ่ายบุคคลง่ายๆว่า “ย้าย”
คนๆนั้นก็ต้องย้ายตามคำสั่ง โดยบริษัทจะกำหนดเวลาเตรียมตัวให้กับคนๆนั้น
แน่นอน จิฮารุไม่อยากไป
เพราะเขาอยากทำงานที่สาขาเมืองไทย ไม่ใช่อเมริกา
แต่ในระบบบริษัทของญี่ปุ่น คำสั่งก็คือคำสั่ง ไม่สามารถขัดขืนได้
และโอกาสที่จิฮารุได้รับนั้น ก็เป็นโอกาสที่ดีมากๆในสายตาของเพื่อนบริษัทเดียวกัน

ยิ่งไปกว่านั้น กรณีที่ต้องย้ายไปสาขาต่างประเทศ (Tenkin)
เงินที่ได้รับในญี่ปุ่นก็ยังคงได้รับเหมือนเดิม
และยังได้รับเงินเดือนประจำสาขานั้นๆในต่างประเทศ เพิ่มอีกด้วย
กรณีภรรยาและบุตรต้องติดตามสามีไปด้วย บริษัทก็จะออกค่าใช้จ่ายให้ทุกอย่างซึ่งรวมถึงค่าเล่าเรียนและอื่นๆอีกด้วย
ดังนั้นจึงมีพนักงานญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ต้องการ Tenkin ครับ

เพราะฉะนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ในเมืองไทยจะมีพนักงานญี่ปุ่นจำนวนมากหอบเอาภรรยาและลูกไปเมืองไทยระหว่างการปฏิบัติงานในเมืองไทย

ระบบการจ้างงานตลอดชีพของญี่ปุ่นก็ยังคงอยู่
ระบบการจงรักภักดีต่อองค์การก็ยังคงอยู่
ดังนั้นการ เปลี่ยนงาน เพราะว่า ต้องย้าย นั้น
เป็นเหตุผลที่ “ใช้ไม่ได้” ในสังคมการทำงานของญี่ปุ่น
และอาจจะทำให้คนๆนั้นไม่มีงานทำไปอีกนาน

อีกทั้งการเปลี่ยนงานของที่นี่นั้น แม้ว่าจะง่ายกว่าสมัยก่อน
แต่การที่จะเปลี่ยนงานแล้วได้ทำงานในบริษัท(ของญี่ปุ่น)ที่มั่นคงนั้น ยังเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากๆ

ดังนั้น ระหว่างการเสี่ยงที่จะตกงานในระยะเวลายาวนาน
กับการต้องย้ายไปอเมริกา..
ถ้าเป็นผม ผมก็เลือกที่จะย้ายไปอเมริกาเ่ช่นกัน..
-------------
-------------

สัปดาห์หนึ่งๆที่ผ่านพ้นไปของหลายๆคน
อาจจะเป็นสัปดาห์ที่ปกติทั่วไปบ้าง
ไม่มีเรื่องอะไรให้น่าจดจำบ้าง
เรื่อยๆเปื่อย ซ้ำซ้ำจำเจ เป็นสัปดาห์ที่สุดแสนจะธรรมดาบ้่าง
ซึ่งก็เหมือนกับชีวิตที่ีผ่านมาของผม...
ยิ่งการได้มาอยู่ในสังคมเ่ช่นกรุงโตเกียวแล้วล่ะก็
ความเย็นชาและไร้ความรู้่สึกนั้น
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดาสุดๆที่ผมจะต้องเจอ

แต่สัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีเรื่องราวต่างๆหลายอย่างให้ผมได้จดจำ
ทุกๆสัปดาห์ที่เคยแห้งแล้ง ไร้ชีวิตชีวา ก็กลับเหมือนมีพลังบางอย่างเกิดขึ้นในใจ
ทำให้ผมมีความสุขจากสิ่งเล็กๆน้อยๆจากสิ่งรอบข้างได้อย่างบอกไม่ถูก

ในมุมหนึ่ง.. โตเกียวแห้งแล้ง อึมครึม เย็นชา และไร้ความรู้สึก
แต่อีกในมุมหนึ่งของโตเกียวนั้น สดชื่น สุกใส ส่องแสงระยิบระยับ แสนโรแมนติค และมีชีวิต

“ขอให้อาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นความทรงจำดีๆระหว่างสองเรา”
“เราสองคนเท่านั้น.....”
นี่คือคำบอกลาสุดท้ายของผมและจิฮารุ

..................................................................................................

จิฮารุ ออกเดินทางวันนี้ เพื่อเตรียมตัวทำงานในวันจันทร์หน้าที่อเมริกา
ตอนนี้เขาก็คงเตรียมตัวขึ้นเครื่องแล้ว....

...ผมลุกจากที่นั่งในห้องทำงานเดินออกไปห้องพักสำหรับดื่มเครื่องดื่มและมองลอดกระจกของตัวตึกออกไป

วันนี้โตเกียวฝนตก
ดูเศร้า ...
ไอความเย็นหมอกจางๆ ปกคลุมไปทั่วตึกรอบๆกรุงโตเกียวแห่งนี้
ทำให้ทุกอย่างดูมัวหมองไปเสียหมด

เป็นเพราะความเย็นของฝน ทำให้อากาศหนาวลงอีก
จนทำให้ผมต้องกระชับคอเสื้อให้แน่นขึ้น เพื่อให้อุ่นคอ

ผมปิดตาลงช้าๆ เพราะความผ่าวร้อนและน้ำตา รื้นขึ้นมาเต็มดวงตา

สูดหายใจลึกๆ ข่มความรู้สึกเพื่อสะกดให้ความร้อนผ่าวของดวงตาบรรเทาลง

ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมองออกไปรอบๆและเบื้องล่างของตึก

ตึกสูงระฟ้ามากมาย
กระจายแทบทุกพื้นที่ของโตเกียวแห่งนี้

ฝน...ยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง
ผมมองเม็ดฝนที่ตกลงมาจากท้องฟ้า และร่วงหล่นอยู่เบื้องล่าง เม็ดแล้ว..เม็ดเล่า...

รถไฟกำลังแล่นเข้าสถานี ...
รถยนต์กำลังเคลื่อนไหวตามถนน และหยุดอย่างช้าๆเมื่อมีสัญญาณไฟแดง...
คนกางร่มกำลังเดินไปมาอย่างรีบเร่ง ดูเป็นชีวิตที่ยังคงสับสนวุ่นวายในกรุงโตเกียวแห่งนี้...

ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงยังดำเนินต่อไปตามวิถีของมัน

รวมทั้งผมและจิฮารุ
ที่ต้องดำเนินชีวิตไปคนละทางนับจากนี้......
-------------------------------------------------
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 14:37

-
Last edited by VOGUE Tokyo on 11 Dec 2009 14:57, edited 2 times in total.
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 14:37

:22:
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 14:58

.......................................................................


** หลังจากนั้นอีกระยะนึง จิฮารุก็แต่งงานกับคนญี่ปุ่นที่โน่นครับ
คนทำงานบริษัทญี่ปุ่น ถ้าเป็นไปได้ จะพยายามแต่งงานให้เร็วที่สุด

คงเป็นเพราะว่าการแต่งงานอาจจะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความประสบความสำเร็จของชีวิต หลังจากทำงานแล้ว และอาจมีผลต่อการเลื่อนขั้นด้วยครับ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไปตามลำดับขั้นตอนของชีวิตคนญี่ปุ่น
-- เรียนจบ ทำงาน แต่งงาน มีลูก ทำงานจนเกษียณ และไปอยู่ในชุมชนคนชรา.... --

** เคยถามจิฮารุ ว่าทำไมชอบคนไทย
เขาตอบว่า
ตอนที่เขาไปเที่ยวเมืองไทย
เขาเคยตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายมาก เกือบถูกทำร้าย
แต่มีคนมาช่วยเขาไว้
ซึ่งเป็นคนชั้นล่างของสังคมไทย
ตลอดที่อยู่เมืองไทย จิฮารุอาศัยอยู่กับคนเหล่านั้นและได้รับมิตรไมตรีจากพวกเขา
จนทำให้จิฮารุรู้สึกว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณคนไทย
และตั้งใจจะทำสิ่งดีๆต่อคนไทยเพื่อเป็นการตอบแทนสิ่งดีๆที่เขาเคยได้รับครับ
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 15:58

:21: อ้ะ จิฮารุ แต่งงานแล้วหรอ .......... สงสัยเพราะคุณโว้คใจร้ายยยยไม่ยอมรับรักเค้าซะทีนะสิ



น่าสงสารจิฮารุคุง จังเยยยยยย :22:
" สักว่ารู้ สักว่าเห็น ดูเล่นๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง "

User avatar
น้องน้อยหน่า
ปริญญาโท ปริญญาโท
Posts: 2673
Joined: 04 Jan 2008 18:01

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 16:23

ชีวิตก็เงี้อ่ะเนอะ ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป :35:
กระท้อนหวานๆ อร่อยชื่นใจ๋
User avatar
น้องกระท้อน
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1929
Joined: 14 Oct 2008 15:29

Re: TOKYO Amour

Post11 Dec 2009 23:22

แอบเศร้า "จิฮารุ" ไม่น่ารีบแต่งงานเล้ยยยยยย :22: :22:
กิน มะม่วง มั้ย... :P
User avatar
mango
มัธยม มัธยม
Posts: 519
Joined: 12 Aug 2008 18:35

Re: TOKYO Amour

Post12 Dec 2009 11:18

:6: ทำไมแต่งงานซะหล่ะ นึกว่าจะได้ย้ายกลับมา แล้วก็หวนมาหาคุณ Vogue
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: TOKYO Amour

Post15 Dec 2009 07:12

ขอโทษด้วยนะครับ เข้าช่วงปลายปีงานยุ่งมากๆเลยคับ

ไว้งานซาลงแล้วจะมาอัพต่อนะค้าบบบบบ
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

Re: TOKYO Amour

Post17 Dec 2009 12:13

チョウいい感じ!!!
กำลังได้รับความนิยมสูงสุดอย่างต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้
User avatar
TOKYODOME
ประถม ประถม
Posts: 333
Joined: 10 Feb 2008 00:08
Location: Door 5 Right : B777-300

Re: TOKYO Amour

Post02 Jan 2010 16:51

หง่าา คุณVogue หายไปเลยอ่ะ
User avatar
Circlet
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1340
Joined: 01 Jan 2008 21:36

Re: TOKYO Amour

Post13 Jan 2010 11:11

Circlet wrote:หง่าา คุณVogue หายไปเลยอ่ะ


หวัดดีครับ ผมนาย VOGUE Tokyo มารายงานตัวครับ ห่างหายไปนานเพราะเข้าสู่ฤดูกาลงานยุ่งครับ ปลายปีและต้นปี

ช่วงนี้งานก็ยังยุ่งมากๆๆๆๆๆอยู่เลยครับ บริษัทจะปิดงบอีกสองเดือนนี้แล้ว ทุกอย่างก็เลยวุ่นวายไปหมดเลยครับ

แล้วจะมาทักทายใหม่นะครับผม
User avatar
VOGUE Tokyo
อนุบาล อนุบาล
Posts: 52
Joined: 26 May 2009 11:46

PreviousNext