แค่มีนาย

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Re: แค่มีนาย

Post19 Mar 2008 20:28

อะไรเนี่ยรอตั้งนานกว่าเจ้วินจะตาสว่าง ว่าแต่คุณแม่กะลังจะมา คนรักกะลังจะไป กรี๊ดด แล้วมันจะลงตัวได้ไงวะ หรือว่า หนีไปด้วยกันสะเลย เง้อๆ มะอยากเดา :satoo:
prophycy
อนุบาล อนุบาล
Posts: 68
Joined: 11 Mar 2008 08:15

Re: แค่มีนาย

Post21 Mar 2008 11:38

ตามมารอด้วยคนนะครับ
ประสบการณ์จะสอนคน
User avatar
ManCanCry
ประถม ประถม
Posts: 226
Joined: 03 Jan 2008 07:56

Re: แค่มีนาย

Post21 Mar 2008 22:09

สุดยอด... :zmile:
ผมว่าโอนน่าจะเอาให้สำนักพิมพ์พิจารณานะ
...ถ้าได้พิมพ์เป็นเล่มนี่ ต้องเรตติ้งดีมากๆแน่ๆ
ผมคนนึงละจะซื้อเก็บไว้เลย
เก่งมากเรยครับที่แต่งได้เยี่ยมขนาดนี้ :clap: :clap: :clap:
....ชีวิต คือ ศิลปะ แห่ง กาลเวลา....
User avatar
fine_art
อนุบาล อนุบาล
Posts: 79
Joined: 07 Feb 2008 01:01

Re: แค่มีนาย

Post25 Mar 2008 01:07

39



ความจริงที่ว่านักขัตต้องไปทำงานต่างประเทศเป็นเวลาหนึ่งปีไม่ได้เป็นตัวลดทอนความสุขของคนทั้งสอง
เพราะพวกเขาเคยห่างเคยจาก เวลาเพียงปีเดียวไม่ได้มีความหมายอะไรอีกแล้ว ต่อเมื่อหัวใจของคนสองคนผูกพัน ถึงแม้จากนี้ไปจะต้องจากกันอีกสิบปีก็ไม่กลัว

“ไม่เห็นเป็นไรเลยตั้ม วินมีเงินเก็บอยู่ ว่างๆบินไปหาก็ได้” วันชนะมองหน้าคนรักอย่างเต็มตา ทดแทนที่ก่อนนี้แม้แต่นึกอยากจะมองยังต้องทำแข็งใจ
“คิดอะไรอยู่” วันชนะยิ้ม “มองหน้าวินอยู่นั่นแหละนะ”
“อยากให้บอกเหรอว่าคิดอะไร” นักขัตยิ้มเจ้าเล่ห์
“ทะลึ่ง” วันชนะทำท่าจะเอาส้อมควักตา

หลังจากที่เขาจูงมือวันชนะเดินไปทั่วห้างแล้วสุดท้ายก็มาจบที่ร้านอาหารที่นี่ หลังจากนี้ก็คงจะไปดูหนังต่อ รวมถึงอีกหลายๆอย่างที่คนรักทำด้วยกัน เพื่อทดแทนเวลาที่หายไปและที่กำลังจะหมดลง
“ตั้ม” วันชนะเอ่ยขึ้น สีหน้าบอกว่าเรื่องที่จะพูดเป็นเรื่องซีเรียส “วินขอตั้มอย่างหนึ่งนะ”
นักขัตเลื่อนมือไปจับมือของวันชนะเอาไว้เสียก่อน
“ถ้าจะขอว่าอย่าถามถึงเรื่องที่ผ่านมาล่ะก็ ตั้มจะไม่พูดถึงมันหรอก วินสบายใจได้ เพราะต่อจากนี้อะไรจะเกิดเราก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไป”
นักขัตกล่าวซึ้งจนวันชนะน้ำตาเริ่มคลอ
“ขอบใจนะ”

ถึงตอนนี้วันชนะก็ยังเลือกที่จะเก็บเอาไว้เรื่องหนึ่ง...สาเหตุที่ทำให้เขาต้องทิ้งนักขัต คงไม่ดีแน่ถ้าจะบอกออกไป
อย่างที่นักขัตว่าต่อจากนี้อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด เขาพร้อมที่จะเผชิญกับมันเพราะไม่ใช่เพียงแค่ตัวเขาเองที่จะต้องเผชิญหากจะมีนักขัตร่วมด้วย แต่ลึกแล้ววันชนะอยากจะให้เขากับนักขัตมีความสัมพันธ์ลับๆอย่างนี้ตลอดไปโดยเฉพาะกับพ่อแม่ของนักขัต

เพียงแต่สิ่งที่วันชนะกลัวที่จะเผชิญนั้นไม่ได้รอให้เขาได้ตั้งตัวรับสถานการณ์นานนัก...

Image


วันชนะนอนพิงหลังกับอกหนาของนักขัต โดยมีมือโอบกอดร่างอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับกลัวว่าพอปล่อยวงแขนออกแล้ววันชนะจะหายไปจากโลกนี้อย่างนั้น นานกว่าชั่วโมงที่ไม่มีใครพูดอะไร แต่นั่นก็อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้กันและกันได้รับรู้เป็นอย่างดี ภาษาร่างกายอบอุ่นและหอมหวานมากกว่าสิ่งใด จูบที่หวนหา สัมผัสร่างกายของกันและกัน บดเบียดจนแทบจะรวมเป็นคนเดียวกัน จดจำทุกสิ่งอย่างที่จะเก็บเอาไว้ได้แม้กระทั่งกลิ่นของเส้นผม

“ตัว T นี่หมายถึงตั้มเหรอ” นักขัตไล้นิ้วที่หลังล็อกเก็ต
“อืม” วันชนะยิ้มรับ
นักขัตรู้ว่าสร้อยนี่เป็นของสำคัญของวันชนะที่คุณแม้ให้มาก่อนที่ท่านจะจากไป
“วินพาตั้มไปไหว้แม่ของวินได้มั้ย” นักขัตจูบที่เส้นผม
“ได้สิ แต่ว่าจะทันเหรอ ตั้มจะบินพรุ่งนี้แล้วนะ” วันชนะเงยหน้าไปข้างหลัง
“นั่นสิ ลืมไปเลย” เขาว่าพลางกอดวันชนะแน่นขึ้นอีก
“แม่ครับได้ยินรึเปล่า คนที่อยู่กับวินตอนนี้เขาอยากคุยด้วยแน่ะครับ” วันชนะแกะฝาล็อกเก็ตออก
นักขัตจึงได้เห็นรูปเล็กๆในนั้น รูปคุณแม่ของวันชนะยิ้มอย่างใจดี จากนั้นวันชนะจึงถอดสร้อยนั้นออกแล้ววางที่มือของนักขัต
“คุณแม่ครับ ผมชื่อตั้มนะครับ ผมขอสัญญาว่าผมจะรักและดูแลลูกของคุณแม่ตลอดไป คุณแม่ไม่ต้องห่วงเขานะครับ” นักขัตพูดด้วยเสียงจริงจังก่อนจะส่งสร้อยคืนให้วันชนะ
ร่างที่นั่งพิงอยู่จึงขยับตัวแล้วหันหน้าเข้าหากันแล้วสวมสร้อยเส้นนั้นที่คอของนักขัต
“แม่ครับ ปกป้องคนที่วินรักด้วยนะครับ”
“จะดีเหรอวิน ของสำคัญของวินนะ” นักขัตจับมือเอาไว้ก่อนที่จะสวมเสร็จ
วันชนะเลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้แล้วจูบริมฝีปากหยักอย่างอ่อนโยนแล้วจึงมองนักขัตอย่างเต็มตา “ตอนนี้ตั้มคือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับวินแล้วนะ”
นักขัตยกมือขึ้นลูบแก้มวันชนะอย่างอ่อนโยนจากนั้นก็คว้าวันชนะมากอด

“ตั้มจะขอสละสิทธิ์ไปทำงานต่างประเทศ” เขากระซิบข้างหู
วันชนะรีบดันตัวเขาออกแล้วพูดว่า “ไม่ได้นะตั้ม มันคือความก้าวหน้าในการงานของตั้มนะ”
“แต่ตั้มอยากอยู่ที่นี่กับวินมากกว่านะ”
“ไม่ได้นะตั้ม” วันชนะพูดจริงจัง
“แต่...” นักขัตอยากจะบอกว่าลึกๆเขาก็กลัววันชนะจะกลับไปหาภัทร เวลาตั้งหนึ่งปีขณะที่เขาอยู่ไกลแต่ภัทรอยู่ใกล้กว่า แต่เขาก็เลือกที่จะไม่พูด
“เชื่อใจวินเถอะนะ” เหมือนวันชนะจะรู้เลยพูดอย่างนั้น
นักขัตมองวันชนะอีกครั้งเพื่อจารึกคำมั่นที่คนตรงหน้าพูดไว้ จากนั้นจึงดึงร่างนั้นมากอดอีกครั้ง ตามด้วยจูบที่ร้อนแรงเพื่อเริ่มบทรักอีกครั้ง
“จะทำอีกเหรอ” วันชนะถามอย่างเริ่มกังวลถึงสภาพตัวเอง “สามรอบไปแล้วนะ”
“ไม่ไหวแล้วเหรอ” นักขัตเงยหน้าจากต้นคอวันชนะ
“พูดมาได้นะ” วันชนะรู้สึกเขินพิกลที่จะต้องตอบ
“ครั้งแรกสำหรับวินกลับมาหาตั้ม ครั้งที่สองสำหรับความคิดถึงที่ผ่านมา ครั้งที่สามสำหรับความรักของเรา และครั้งนี้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของวิน” นักขัตพูดกว้าง
“โหย...” วันชนะเอาแขนคล้องคอเขาไว้ “อย่างนี้ต้องมีครั้งที่ห้า หก เจ็ดด้วยรึเปล่าเนี่ย”
“ไม่ต้องห่วง ตั้มมีเหตุผลให้จนถึงเช้าเลยล่ะ”

Image


จนเมื่อตะวันเลื่อนตั้งฉากกับพื้นนั่นแหละนักขัตถึงได้รู้สึกตัวตื่นเพราะคนในอ้อมแขนดิ้นขลุกขลัก พอลืมตาก็เห็นสีหน้าเหมือนคนหลับฝันดีของวันชนะเบียดหน้าเข้าหาอกของเขา เกรงว่าถ้าเขาขยับหน่อยอาจจะทำลายฝันดีของคนรัก นักขัตจึงทำตัวนิ่งๆเป็นหมอนข้างพลางสังเกตใบหน้าของวันชนะเงียบๆ
“ตื่นนานแล้วเหรอ” ขนตาดำขลับเรียงเป็นแพขยับเล็กน้อยแต่ก็ยังหลับตาอยู่
“จ๊ะ ที่รัก” นักขัตตอบ
“รู้สึกดีจังที่ถูกเรียกว่าที่รัก” วันชนะยิ้มทั้งยังหลับตา
นักขัตลูบที่หัวไหล่วันชนะเล่นไปมา “หิวหรือยังที่รัก คิดว่าน่าจะเที่ยงแล้วนะ”
“นิดหน่อย ตั้มล่ะ” วันชนะลืมตาขึ้น
“เหมือนกัน งั้นเราก็ยังพอมีเวลาอาบน้ำแล้วค่อยไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน” นักขัตว่าพลางดันตัวเองลุกขึ้น “ป่ะ”
“อะไร” วันชนะทำหน้างง
“ไปอาบน้ำกัน” นักขัตยิ้มสัพยอกขณะยื่นมือให้วันชนะพยุงตัวลุกขึ้น

สองชั่วโมงต่อมาทั้งคู่จึงนั่งอยู่ในร้านอาหารค่อนข้างจะหรูแห่งหนึ่ง วันชนะเพลิดเพลินกับสิ่งรอบตัวที่ดูจะเป็นสีชมพูไปเสียหมดโดยไม่ได้สังเกตอาการเหมือนรอคอยนัดของนักขัตจนกระทั่งมีสายโทรเข้ามือถือ
“ครับ” นักขัตยกมือถือขึ้นรับก่อนจะเอามือปิดเอาไว้แล้วหันมากระซิบกับวันชนะ “เดี๋ยวมานะ”
“อืม” วันชนะพยักหน้ารับ ใจเต้นตึกตักอย่างไม่รู้สาเหตุ
แล้ววันชนะจึงได้รู้สาเหตุของอาการนั้น เมื่อนักขัตกลับมาพร้อมกับผู้ให้กำเนิด
“นั่งก่อนครับพ่อ แม่” ลูกชายรีบเลื่อนเก้าอี้ให้บุพการีทั้งสอง

วันชนะใจหล่นไปอยู่ที่ไหนไม่รู้ตั้งแต่ที่เห็นหน้าสมภพกับอุษา กะทันหันเกินไปที่ต้องเผชิญหน้ากันแต่ก็ยกมือไหว้คนทั้งสองด้วยสายตาหลบเลี่ยงอย่างคนทำผิด สมภพกับอุษารับไหว้ตามมารยาท สำหรับอุษาหล่อนรู้สึกคลับคล้ายคลับคลากับเพื่อนของลูกคนนี้จริงๆ จนเมื่อนักขัตพูดว่า

“พ่อครับ แม่ครับ นี่วินไงครับที่เคยไปเที่ยวบ้านเราตอนตั้มอยู่ปีสี่”
เพราะไม่รู้เรื่องราวระหว่างวันชนะกับสมภพและอุษาแม้แต่น้อย นักขัตจึงไม่ได้บอกวันชนะว่าวันนี้พ่อแม่ของเขาจะมาหาก่อนที่เขาจะบินไปทำงานต่างประเทศ เพราะเห็นว่าวันชนะก็เคยพบพวกท่านมาก่อน และก็อยากให้วันชนะเข้าได้กับพ่อแม่ของเขามากขึ้นจึงนัดมาทานข้าวด้วยกันเสียเลย แม้แต่ตอนที่นักขัตพูดจบเขาก็ยังไม่ทันสังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของสมภพกับอุษา

“หนู...” อุษารู้สึกเหมือนมีตะกอนอยู่ในใจที่โดนกวนจนขุ่นขึ้นมา
ขณะที่สมภพลดมือที่รับไว้ลงอย่างรวดเร็ว สีหน้าบอกความไม่ชอบใจแต่ก็ควบคุมอารมณ์เอาไว้ สมภพเป็นผู้ใหญ่มากพอที่จะไม่เกรี้ยวกราดใส่ ที่เขาไม่ชอบใจนักคงเป็นเพราะยังเห็นวันชนะวนเวียนในชีวิตลูกชายของเขาอีกทั่งที่เคยคุยกันแล้ว
บรรยากาศที่โต๊ะทานข้าวดูจะเงียบไป ต่างคนต่างพูดเท่าที่จำเป็นยกเว้นนักขัตที่เป็นฝ่ายชวนคุยนั่นนี่อยู่คนเดียว
“แล้ววินล่ะจ๊ะ ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง” อุษาเอ่ยถามอย่างประหยัดคำ หล่อนอยากผ่อนสถานการณ์ที่ตึงๆนี้ให้หย่อนลงบ้างแต่ก็เกรงสามีตัวเองอยู่ด้วยจึงพูดอะไรมากไม่ได้
“ก็ดีครับ” วันชนะก้มหน้าก้มตาตอบ
“ตอนนี้ทำงานอะไร ที่ไหนจ๊ะ” หล่อนชวนคุยอย่างน้ำเสียงเป็นกันเอง
“วินเป็นครูที่โรงเรียน...ครับ” วันชนะกล้อมแกล้มตอบ
อุษาต้องหยุดบทสนทนาเอาไว้เมื่อสามีตัวเองออกอาการไม่พอใจที่หล่อนชวนวันชนะคุย
“แม่เป็นไรครับ” นักขัตสังเกตได้
“ไม่มีอะไรจ้ะ อาหารคงจะเผ็ดไปหน่อย” หล่อนแกล้งยกน้ำขึ้นจิบ แล้วจึงเสเปลี่ยนเรื่อง “แล้วเราล่ะเก็บข้าวของรึยัง”
“เก็บไปบ้างแล้วครับ” นักขัตตอบพลางตักกับข้าวจานหนึ่งให้วันชนะอย่างเคยมือ
กริยานั้นทำให้สมภพไม่ชอบใจหนักแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยออกมา เพียงแต่ลุกขึ้นพรวดพราดบอกว่าจะออกไปสูบบุหรี่ข้างนอก
“แม่ๆ ทะเลาะอะไรกับพ่อรึเปล่าอ่ะ เห็นหน้างอตั้งแต่มาถึงแล้ว” นักขัตทำท่ากระซิบกระซาบ
“เปล่าจ้ะ” อุษาตอบสั้นๆ แต่ในใจเคร่งขึงไม่น้อย
สิ้นคำของอุษาวันชนะก็ทำช้อนหล่นจากมือจนกับข้าวหกเลอะเสื้อ นักขัตที่นั่งข้างๆหวังดีเลยหยิบทิชชู่มาเช็ดให้ แต่วันชนะกระดากเกินกว่าที่จะปล่อยให้เขาทำแบบนั้นต่อหน้าคนที่เคยห้ามปราม
“เอ่อ...เราไปเข้าห้องน้ำดีกว่านะ” ว่าแล้วก็ลุกออกไป ปล่อยให้นักขัตแปลกใจกับท่าทางลุกลี้ลุกลนนั้น
“ตั้ม...มีอะไรจะบอกแม่รึเปล่า” อุษายิงคำถาม หล่อนยังอยากจะฟังทุกสิ่งที่ลูกพูดแต่ว่าบางส่วนใน จิตใจยังไม่พร้อมที่จะรับรู้

นักขัตเริ่มรู้สึกผิดสังเกตกับคำถามนั้นและหวนนึกถึงตลอดเวลาตั้งแต่เริ่ม “ครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เครียดขึ้น “ตั้มมีเรื่องอยากจะบอกพ่อกับแม่...แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกครับ”
อุษานึกโทษตัวเองที่เลี้ยงลูกมาให้มีอิสระมากเกินไป แต่เพราะความรักลูกมากหล่อนจึงไม่คาดคั้น “เอาเถอะจ้ะ พร้อมตอนไหนก็ค่อยบอกแม่ แต่ก่อนที่ตั้มจะตัดสินใจอะไรคิดให้ดีก่อนนะลูก”

วันชนะมองตัวเองผ่านกระจกในห้องน้ำเหมือนจะเรียกความกล้าออกมา ซึ่งดูเหมือนจะยากเอาการ แล้วสายตาก็แลเลยเงาตรงหน้าไปเมื่อสมภพจ้องเขม็งมาจากประตูทางเข้า เขาถอนหายใจยาวทีหนึ่งเพื่อรวมความกล้าที่จะเผชิญหน้า
“คุณลุงครับ...” วันชนะเอ่ยแทบกลั้นใจ
พอดีกับมีคนอื่นเข้ามาใช้บริการ วันชนะเลยโดนลากตัวออกไปคุยกันข้างนอก

“แต่ก่อนที่ตั้มจะตัดสินใจอะไรคิดให้ดีก่อนนะลูก” คนเป็นแม่เงียบเสียงไปครู่ก่อนตัดสินใจเอ่ยต่อ
“...พ่อเป็นโรคหัวใจ”
“อะไรนะครับ!” นักขัตแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
“ที่จริงแม่ก็ยังไม่อยากจะบอกลูกตอนนี้หรอก...” หล่อนละที่จะไม่พูดต่อว่าเพราะสถานการณ์ตอนนี้หมิ่นเหม่เหลือเกินที่ลูกจะทำร้ายพ่อทางอ้อม “พ่อเริ่มมีอาการเมื่อปีก่อน แต่เราตัดสินใจยังไม่บอกลูก...จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม”
นักขัตเริ่มเป็นห่วงพ่อขึ้นมาทันที “แต่ก็ยังสูบบุหรี่อยู่น่ะเหรอครับ”
“แม่ก็คอยเตือนอยู่เหมือนกัน แต่พักหลังนี้ก็เพลาไปมากแล้วล่ะ”
“งั้นเดี๋ยวตั้มไปดูพ่อหน่อยดีกว่าครับ” เขาเห็นว่าพ่อหายไปนานก็ร้อนใจขึ้นทันที “แม่อยู่คนเดียวไปก่อนนะครับ เดี๋ยววินคงมา”

นักขัตลุกไปเลยจนคนเป็นแม่ก็ไม่ทันจะรั้งตัวเอาไว้...
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post25 Mar 2008 02:07

ขอบคุณที่มาต่อให้นะค่ะ ไม่มีไรจะให้ ขอเป็นส่งกำลังใจกองโต นะค่ะ

คุณบราวนี่/คุณโอนนิมารุ มีเรื่องอื่นให้ติดตามอีกมั้ยค่ะ

แบบว่าชอบสไตล์การดำเนินเรื่องนี้มากๆเลย ทำให้บ้าข้ามปีกันเลยทีเดียวเชียวล่ะ :greez: :greez:
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: แค่มีนาย

Post25 Mar 2008 10:16

"สามรอบไปแล้วนะ"

:greez: :greez:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post25 Mar 2008 11:43

:clap: :clap: :clap: :clap:

เอาเวลาอ่านหนังสือสอบมาแอบอ่านเลยนะครับเนี่ย
ประสบการณ์จะสอนคน
User avatar
ManCanCry
ประถม ประถม
Posts: 226
Joined: 03 Jan 2008 07:56

Re: แค่มีนาย

Post26 Mar 2008 21:00

โอ้วเห็นไหม มาทั้งตัวแม่ตัวพ่อเลย แล้วจะทำยังงายง่ะ แล้วมาสำออยเป็นโรคหัวใจอีก เฮ้อ สาธุ อย่าให้พ่อแม่เราเป็นงี้มั่งเยย เง้อชักกลัว :satoo:
prophycy
อนุบาล อนุบาล
Posts: 68
Joined: 11 Mar 2008 08:15

Re: แค่มีนาย

Post27 Mar 2008 02:10

40



วันชนะโดนสมภพลากแขนไปที่บันไดหนีไฟที่มีคนเปิดเอาผ้าขี้ริ้ววางกั้นไว้ให้ประตูแง้มอยู่หน่อย
คาดว่าคงเป็นพนักงานทำความสะอาดเพราะพอเข้าไปก็มีรถเข็นคันใหญ่ที่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดจอดทิ้งไว้
“หนู...ทำไมยังติดต่อกับตั้มอยู่อีก เราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงนั้นไม่เชิงอ้อนวอนหรือต้องการคำตอบ
“เอ่อ...คุณลุงครับ” วันชนะกลืนอะไรบางอย่างที่เหมือนจะติดอยู่ที่คอลงไปก่อนจะพูดต่อ “ผมกับตั้ม...เราไม่ได้ติดต่อกันมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนะครับ”
“แล้วทำไม?” สมภพซักไซ้
วันชนะหลบสายตาที่ดูจะเหนื่อยต่อเรื่องนี้ของผู้อาวุโสกว่าตรงหน้า

นักขัตรู้สึกแปลกๆอย่างไรไม่รู้ ในใจมันโหวงเหวง เป็นห่วงพ่อ แต่ก็มีใบหน้าของวันชนะแทรกมา พลางคิดถึงวันชนะขึ้นมาอีกคน พอดีเห็นพ่อตัวเองลากต้นแขนวันชนะเข้าไปตรงประตูหนีไฟ ก็เลยเดินตรงไป

เอาเข้าจริงๆเขาก็ไม่กล้าที่จะลุกขึ้นต่อสู้เพื่อหัวใจตัวเองเท่าไรนัก วันชนะรู้สึกปั่นป่วนไปหมดกับสถานการณ์ที่เผชิญ นึกถึงคำพูดที่สมภพเคยพูดเอาไว้สมัยก่อนแล้วจิตใจเริ่มจะอ่อนแอลงทุกที สมภพพูดเอาไว้ถูกต้องทุกอย่าง นักขัตเป็นลูกชายคนเดียว คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมหวังที่จะเห็นลูกของตนมีอนาคตที่ดี ไม่ออกนอกลู่นอกทาง วิถีที่ผู้ชายจะมีในสังคมนี้คือเรียนจบแล้วมีงานทำ จากนั้นก็หาผู้หญิงดีๆแต่งงานด้วยและมีลูก เป็นพ่อคนแม่คนที่จะต้องดูแลชีวิตที่ให้กำเนิดขึ้นมาเพื่อเติมเต็มคำว่าครอบครัวให้สมบูรณ์ ซึ่งนั่นจะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปในทางที่ถูกที่ควร

“ผม...”
วันชนะเกือบจะยอมแพ้อีกครั้ง ถ้าไม่มีเสียงริงโทนจากมือถือดังขึ้น หน้าจอโชว์ชื่อบอส
วันชนะไม่ได้กดรับสายนั้น แต่เสียงของบอสที่พูดเมื่อวานดังขึ้นในหัว

‘คุณรักเขา แล้วเขาก็ยังรักคุณ ทำไมต้องยุ่งยากด้วย ทำไมต้องแคร์คนอื่นด้วย ขนาดผมเป็นคนอื่นผมยังไม่กล้าเข้าไปแทรกระหว่างคุณกับเขาเลย แล้วเรื่องอะไรคุณจะปล่อยให้ความรักของคุณมันหลุดลอยไป’

ความกล้าเกิดขึ้นได้อย่างประหลาด คนที่คอยแต่ก้มมองพื้นเงยหน้าขึ้นมั่นคง

“คุณลุงครับ...ผมกับตั้ม...เรารักกันครับ” เขามองหน้าสมภพด้วยความกล้าทั้งหมดที่รวบรวมได้
แต่คนตรงข้ามกลับไม่คิดอย่างนั้น มันคือสายตาของคนอวดดี...ลองดี

“แก!”

สมภพพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่โมโหเด็กรุ่นลูก แต่ที่สุดก็อดไว้ไม่ได้ แต่ก่อนที่มือข้างหนึ่งที่เงื้อขึ้นสูงจะได้ทำร้ายคนตรงหน้า สมภพก็รู้สึกเหมือนมีแรงกระแทกที่หน้าอกข้างซ้ายอย่างแรงและรวดเร็วจนต้องเอามืออีกข้างกุมเอาไว้ เข่าก็ทรุดลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง

“พ่อ!” นักขัตเข้ามาก็เจอตอนที่สมภพล้มลงกับพื้นมือกุมอกแน่นจนเสื้อยับย่น ขณะที่วันชนะยืนมองร่างพ่อของตัวเองล้มลงอย่างไม่แยแส ตั้งสติได้เขารีบวิ่งเข้าไปประคองร่างที่เกร็งกับพื้นนั่น
แต่ที่จริงแล้ว วันชนะตกตะลึงจนขยับเขยื้อนตัวไม่ได้
“แก!” สมภพชี้หน้าวันชนะอย่างรังเกียจ
“เกิดอะไรขึ้นวิน” นักขัตมองตามมือที่คนเป็นพ่อชี้หน้าวันชนะ “วินทำอะไรพ่อตั้ม!”
“ปะ...เปล่า...” ร่างตะลึงเอ่ยเสียงผะแผ่วพลางก้าวถอยหลังอย่างคนกลัวความผิด จนหลังชนกับรถเข็นที่จอดไว้ ฉับพลันนั้นล้อก็เลื่อนไปข้างหน้าตามแรงที่มากระทบพาร่างที่เอาหลังพิงพาหนะขนอุปกรณ์ทำความสะอาดนั้นติดลงไปทางบันไดชันด้วย
“วิน!” ด้วยไหวพริบและความไวอย่างที่เคยใช้ในกีฬาบาสเกตบอล และเพราะคนที่กำลังจะร่วงลงไปนั้นคือวันชนะ...คือคนรัก นักขัตถึงกับปล่อยมือที่ประคองร่างผู้ให้กำเนิดไปคว้าตัววันชนะเอาไว้
แต่กลับกัน...ร่างที่หงายหลังตกลงไปคือนักขัต!
“ตั้ม!” สองเสียงตะโกนเรียกพร้อมกัน

สมภพแทบจะกระโดดลงไปให้ถึงตัวลูกให้เร็วที่สุด แต่เพราะลำพังตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด เลยแทบจะคลานลงไปหาลูกในขณะที่วันชนะหมอบตะลึงอยู่กับที่มองร่างที่นอนแน่นิ่งอยู่ที่ปลายบันไดข้างล่างนั่น
กว่าจะรู้สึกตัว วันชนะวิ่งออกไปขอความช่วยเหลือเหมือนคนคลั่ง จากนั้นจึงมีคนโทรเรียกรถฉุกเฉิน อุษาถึงกับทำอะไรไม่ถูก เมื่อทั้งลูกทั้งสามีต้องกลายเป็นคนป่วยอย่างกะทันหันอย่างนั้น

ที่หน้าห้องฉุกเฉิน
“หนู...เกิดอะไรขึ้น” อุษาพยายามเก็บอารมณ์เต็มที่ แต่ปากของหล่อนสั่นเทาอย่างปิดไม่มิด เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายอาการไม่ได้ดีไปกว่าตนหล่อนก็ลูบที่บ่าวันชนะเบา ไม่ใช่เพราะหล่อนนึกเอ็นดูหรือเห็นใจวันชนะหรอก แต่เป็นเพราะพื้นนิสัยใจดีของหล่อนต่างหาก ในขณะที่ลึกลงไปตอนนี้หล่อนนึกเกลียดวันชนะที่เข้ามาปั่นป่วนครอบครัวของหล่อน
จนเมื่อประตูห้องเปิดออกมาพร้อมกับหมอเจ้าของไข้ อุษาก็ปราดเข้าไปหา
“คุณหมอคะ อาการพวกเขาเป็นยังไงบ้างคะ” หล่อนละล่ำละลักถาม
“สามีคุณปลอดภัยแล้วครับ ต่อไปอย่าให้มีเรื่องกระทบจิตใจเขาอีกนะครับ” นายแพทย์กล่าวแล้วก็ทำท่าหนักใจก่อนจะพูดต่อว่า “ส่วนอีกคน...เราต้องรอดูอาการหน่อยนะครับ เพราะสมองของคนไข้ได้รับการกระทบกระเทือน ส่วนแขนที่หักเราเข้าเฝือกให้แล้วครับ”
สิ้นคำหมอคนนั้นอุษาก็ทรุดลงกับพื้นทันที วันชนะรู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าลงมาที่ตัวจนชาไปหมด ก่อนที่ทั้งสองจะได้รับการปฐมพยาบาลโดยนางพยาบาลที่อยู่ตรงนั้น
“ผมขอโทษครับ” ไม่มีคำไหนดีไปกว่านี้อีกแล้วที่วันชนะจะสรรหามาพูดในเวลานี้ เขายกมือขึ้นพนมก่อนจะก้มลงกราบแทบตักของอุษา
หล่อนไม่ขยับหนีอย่างรังเกียจกริยานั้นของวันชนะ แต่หล่อนหลับตาไม่รับรู้...จะให้หล่อนให้อภัยเขาตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้!

Image


เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามมาด้วยเสียงเรียก “คุณหนูคะ คุณผู้ชายเรียกค่ะ”
“พี่เล็ก บอกป๊าทีว่าบอสนอนแล้ว” คนในห้องพยายามทำเสียงงัวเงียเต็มที่
“โธ่! คุณหนูคะ เดี๋ยวท่านก็มาตามด้วยตัวเองอีกหรอกค่ะ” หล่อนพูดให้เจ้านายน้อยรู้สึกเห็นในขณะที่ข่มขู่กลายๆ
เด็กหนุ่มถอนหายใจก่อนจะจำใจบอกผ่านประตูไปว่า “เดี๋ยวบอสลงไป”
พี่เลี้ยงที่ชื่อเล็กคนนั้นจึงยิ้มอย่างโล่งอกก่อนลงไปรายงานเจ้าของบ้าน
แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มจะทิ้งห้องไป เสียงมือถือของตัวเองที่ดังขึ้น
“ว่าไงคุณ โทรไปไม่เคยรับเลยนะ” บอสพูดประชดด้วยน้ำเสียงขี้เล่น
ปลายสายเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างที่มันดูตะกุกตะกัก ก่อนที่เสียงร้องไห้โฮจะดังผ่านมือถือนั้น
“คุณเป็นอะไรไปน่ะ” บอสกรอกเสียงลงไปอย่างเป็นห่วง “คุณอยู่ไหน”
แล้วเด็กหนุ่มก็วิ่งผ่านหน้าคนที่ต้องการพบตัวออกจากบ้านไป โดยไม่สนใจเสียงเรียก

Image


พอบอสมาถึงโรงพยาบาลเขาก็ตรงไปหาวันชนะทันที พอไปถึงก็พบวันชนะนั่งเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง...หรือจะเรียกว่าหมดอาลัยตายอยากก็คงไม่ผิดนัก
“คุณไม่เป็นอะไรนะ” บอสปลอบ เห็นนักขัตนอนบนเตียงก็พอจะเข้าใจ “เขาคงไม่เป็นอะไรมากหรอก”
วันชนะไม่อยากมองหน้านักขัตด้วยซ้ำ เพราะมันตอกย้ำความผิดที่เขาทำลงไป
ประตูเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างอ่อนระโหยของอุษา หล่อนเดินมาหยุดตรงหน้า
“หนู...วิน...กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมเขาก็ได้” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงแห้งแล้ง
“แล้วคุณน้าจะไหวเหรอครับ” วันชนะถาม
“สามีน้าดีขึ้นแล้วจ้ะ เดี๋ยวเขาก็คงจะมาอยู่เป็นเพื่อนน้าที่ห้องนี้แหละ” หล่อนพูด แต่พอเห็นสีหน้ายังไม่คลายกังวลของวันชนะหล่อนก็เอ่ยต่อว่า “วิน...น้ารู้นะว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ถ้าสักวันวินมีลูก...วินก็จะรู้ว่าพวกเรารู้สึกกันยังไงกับเรื่องที่วินกับตั้มกำลังเป็นอยู่”
วันชนะรู้สึกว่าตัวเองกำลังพ่ายแพ้อีกแล้ว เขาอยากรู้เหลือเกินว่าคนอื่นๆที่มีความรักนั้น กว่าจะได้มามันยากเข็ญเหมือนความรักของเขาหรือเปล่า
“ผมก็ว่าคุณกลับไปพักก่อนดีกว่านะ” บอสเห็นด้วยกับคำของอุษา

“ขอโทษนะที่เรียกออกมากลางดึก” วันชนะพูดขณะเดินริมถนนกับบอส พอได้ออกมาสูดอากาศข้างนอกอาการเขาก็ดีขึ้น
“ไม่เป็นไร” บอสว่า “พ่อแม่เขารู้แล้วเหรอ”
“อืม” วันชนะเอ่ยเสียงแผ่ว “ผมไม่รู้ว่าเขาเป็นโรคหัวใจ...”
บอสไม่ว่าอะไรต่อ แต่เขาเอื้อมมือว่าโอบไหล่วันชนะเอาไว้เป็นการปลอบโยน
“ขอบใจนะบอส” วันชนะหันมามองหน้าเขา “ทั้งคำพูดที่ทำให้ผมได้ทำตามหัวใจเรียกร้องและก็ขอบใจสำหรับตอนนี้...ถึงแม้ผลมันจะออกมาอย่างที่เห็น แต่อย่างน้อยตั้มก็ได้รู้ว่าผมยังรักเขาอยู่”
“งั้นเดี๋ยวผมไปส่งนะ” บอสว่า
“อย่าเลย เลี้ยวตรงมุมข้างหน้านี้ก็บ้านนายแล้วนี่ ไม่ต้องไปส่งหรอก” วันชนะว่า
บอสไม่รบเร้า
“เอางี้แล้วกันเดี๋ยวผมไปส่งบอสดีกว่า เด็กๆกลับบ้านดึกอย่างนี้กลับเข้าไปเดี๋ยวโดนป๊านายดุเอา เผื่อว่ามีผมไปส่งเขาอาจจะไม่ว่า”
“โอ๊ย! ป๊าผมนะ ถ้าจะให้ดุด่าใครล่ะก็ไม่เกรงใจหน้าอินทร์หน้าพรหมหรอก” บอสยักไหล่

จนแล้วจนรอดก็เป็นวันชนะที่มาส่งบอสเสียเอง เพราะบ้านเขาอยู่ใกล้กว่าแล้วในฐานะอาจารย์ของเขาวันชนะก็คิดว่าสมควรมากกว่าที่จะให้เขาเป็นฝ่ายไปส่ง แต่พอไปถึงที่ประตูใหญ่หน้าบ้าน
“คุณหนูอ้อมไปเข้าข้างหลังบ้านเถอะค่ะ” พี่เลี้ยงที่ชื่อเล็กที่ดูเหมือนจะรอการกลับมาของบอสอยู่แล้วแทรกตัวเข้ามากระซิบกระซาบ
เป็นที่รู้กันว่าพี่เลี้ยงหมายความว่ายังไง บอสพยักหน้า
“คุณ ผมไปก่อนนะ ตะกี้ผมออกบ้านมาเลยไม่ได้คุยกับป๊าก่อน เขาคงจะโกรธน่ะ”
“อืม นายไปเถอะ” วันชนะปั้นยิ้มให้เขาเห็นว่าอาการดีขึ้นแล้ว
แต่ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้แอบไปทางไหนเสียงแหบๆก็ดังแหวกอากาศมา

“ไอ้บอส! หยุดเลยนะ”
“ป๊า!”
พูดได้เท่านั้นแหละ บอสหน้าหันตามแรงกำปั้นที่คนเป็นพ่อชกให้ต่อหน้าต่อตาคนแปลกหน้าอย่างวันชนะ
“เมื่อไรลื้อถึงจะเชื่องเสียที” เสียงนั้นตวาดลั่นหน้าบ้าน
วันชนะรีบเข้าไปหาบอสขณะที่พี่เลี้ยงคนเดิมยืนหลับตาไม่กล้ามองอยู่ข้างๆ
“แล้วค่ำมืดดึกดื่นอย่างนี้ลื้อยังจะออกไปไหนอีก” ชายวัยกลางคนหน้าตาเต็มไปด้วยริ้วรอยที่เคยผ่านชีวิตตรากตรำคนนั้นยังกำหมัดตรงเข้ามาทั้งที่วันชนะก็อยู่กันบอสเอาไว้
“เฮ้! คุณ ฟังกันก่อนสิ” วันชนะยืนบังบอสเอาไว้
“ลื้อเป็นใคร เข้ามาในบ้านอั๊วได้ไง มาเกี่ยวอะไรด้วย พ่อจะทำโทษลูกมันไม่เกี่ยวกับคนอื่น หลีกไป!” พ่อของบอสชี้หน้าวันชนะ
“ผมเรียกเขาออกไปเองแหละ ผมเป็นอาจารย์ของเขา” พูดไปหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น
“ลื้อเป็นอาจารย์ของมันอย่างนั้นเหรอ ดี! พรุ่งนี้ลื้อขนข้าวของออกไปจากโรงเรียนได้เลย อั๊วไล่ลื้อออก”
สิ้นเสียงแหบๆนั้นวันชนะก็หมดความอดทน อาจเพราะวันนี้เขาเพิ่งเจอเรื่องร้ายๆมา ความเครียดที่สะสมอยู่มากมายแต่กลับได้ระบายเพียงร้องไห้จึงไม่พอ
“คุณมันบ้าไปแล้ว คุณเป็นพ่อของเขาจริงรึเปล่า แบบนี้เขาไม่ได้เรียกทำโทษหรอกนะ ตีลูกอย่างกับตีนักโทษ ตีหมูหมา เขาเป็นคนนะ!” วันชนะเถียงปากสั่น

พอดีกับแสงจากไฟหน้ารถส่องเข้ามา พี่เลี้ยงที่ยืนตัวสั่นจึงรีบวิ่งไปเปิดประตู

“มีอะไรกันครับป๊า” ภัทรลงรถมาพร้อมกับหญิงสูงวัยอีกคนที่วันชนะคาดว่าจะเป็นแม่ของบอส
หากแต่พ่อของบอสไม่สนใจกลับตั้งใจต่อปากต่อคำกับวันชนะ
“ลื้อจะไปรู้อะไร มันเป็นความหวังของบ้านนี้ เป็นความหวังของวงศ์ตระกูล ดังนั้นมันจะทำตัวเหลวไหลไม่ได้”
“ไม่เห็นเขาจะเหลวไหลตรงไหน เรียนก็เก่งมาตลอด” วันชนะบีบมือบอสเสียแน่น “คุณเคยรู้ไหมว่าเด็กมันไม่อยากเป็นหมอ คุณก็ยังพยายามจะให้เขาเป็นให้ได้ แบบนี้มันจะดีเหรอ ที่คุณเป็นหมอไม่ได้คุณก็ทุกข์ทรมานไม่ใช่เหรอ แล้วคุณยังจะเคี่ยวเข็ญให้เขาเป็นในสิ่งที่เขาไม่ได้ชอบ คุณจะให้เขาเป็นทุกข์อย่างคุณด้วยใช่มั้ย”
“คุณ...พอเถอะ” บอสบีบมือวันชนะเพื่อเรียกสติ

จากนั้นทุกสิ่งรอบตัวก็เงียบกริบ หญิงสูงวัยที่ลงรถมากับภัทรเดินเข้าไปหาคนที่ยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าวันชนะ
“กลับเข้าบ้านก่อนเถอะป๊า” ภัทรเดินไปแตะแขนคนเป็นพ่อ ก่อนจะหันมาทางวันชนะ “เล่าให้พี่ฟังได้มั้ยวิน”
จากนั้นวันชนะก็เล่าเรื่องให้ภัทรฟังโดยเริ่มตั้งแต่ตอนที่มาส่งบอสที่หน้าบ้าน แทนที่จะบอกว่าเป็นนักขัตที่เข้าโรงพยาบาล วันชนะกลับบอกเป็นญาติคนหนึ่ง
“วินไม่คิดจะเรียกพี่เหรอ” ภัทรชำเลืองไปที่บอส
บอสยักไหล่
วันชนะไม่ตอบคำถามนั้นของภัทรจนสุดท้ายภัทรก็พูดขึ้นว่า “ยังไงก็ขอบใจแทนบอสนะวิน ป๊าคงได้คิดมากขึ้น คนอย่างป๊าน่ะคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่สุดในครอบครัว คำสั่งของตนเองเป็นเด็ดขาด บางทีอาจจะต้องให้คนอื่นมาชี้ทางสว่างให้เสียบ้าง”
“บอสไปนอนได้แล้ว” ภัทรสั่ง เขาเองก็ติดนิสัยชอบสั่งมาเหมือนกัน
หากคนถูกสั่งยังลอยหน้าลอยตา จนวันชนะส่งสัญญาณให้ทำตามเขาจึงยักไหล่ทีนึงแล้วลุกออกไปจากตรงนั้น
“พี่ภัทรมีอะไรจะคุยกับวินอีกหรือเปล่าครับ” วันชนะเตรียมท่าจะขอตัวกลับ เพราะเสร็จเรื่องแล้วความเหนื่อยล้าก็เริ่มกลับมามีอิทธิพลอีกครั้ง
“ไป พี่ไปส่ง” ภัทรชิงลุกขึ้นก่อน สายตาเขาฉายแววเครียดขึ้น

วันชนะกลับมาถึงอพาร์ทเมนต์อย่างคนสิ้นเรี่ยวแรง ร่างอ่อนระโหยนั้นทิ้งตัวลงที่นอนทันทีที่ไปถึง ก่อนที่สติจะเข้าสู่ห้วงหลับใหล เขายังคิดถึงคำพูดของภัทรตอนที่อยู่บนรถ
“วินบอกพี่ไม่หมด แต่พี่ไม่โกรธหรอกนะ...หวังว่าวินพร้อมเมื่อไรพี่คงจะได้รู้เรื่องทั้งหมด”

...คืนนั้นวันชนะหลับฝันถึงแม่อีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ฝันถึงมานาน แม่ก็ยังมีรอยยิ้มเหมือนเคย
แต่คราวนี้วันชนะรู้สึกเหมือนมันเป็นยิ้มปลอบใจ...ที่มีให้สำหรับคนสิ้นหวังแล้ว
“แม่ ดูตั้มด้วยนะ” วันชนะพึมพำก่อนจะงัวเงียตื่นขึ้นมาพบว่าเป็นเวลาบ่ายแก่ๆของอีกวัน
ไม่ว่าจะยังไงเขาก็จะต้องไปหานักขัต แม้ว่าพ่อของเขาจะไม่ค่อยชอบใจนักก็ตาม แต่ถ้าหากเข้าไปอย่างมีสัมมาคารวะ...อย่างเด็กเข้าหาผู้ใหญ่ คิดว่าผู้ใหญ่คนนั้นก็คงจะใจอ่อนลงบ้าง คิดได้อย่างนั้นวันชนะก็รีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปหากระเช้าของฝากที่มีพวกโสมและของบำรุงร่างกายต่างๆเอาติดมือไปด้วย


...แต่พอเปิดประตูเข้าไปข้างในห้องที่คิดว่าจะเจอนักขัตนอนอยู่ตรงนั้น...

กลับเจอแต่เตียงที่ว่างเปล่า!
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post27 Mar 2008 03:57

มาดันก่อนค่ะ กำลังจะตะลุยอ่านตั้งแต่ต้น อิอิ
Maruko
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 4
Joined: 27 Mar 2008 03:46

Re: แค่มีนาย

Post27 Mar 2008 05:40

T_T T_T T_T T_T T_T
My Chan
อนุบาล อนุบาล
Posts: 16
Joined: 29 Jan 2008 20:49

Re: แค่มีนาย

Post27 Mar 2008 21:24

T_T เศร้าอะ สงสารวินจังครับ มาต่อเยอะๆนะครับ อยากอ่านต่ออ่ะครับ ติดนิยายเรื่องนี้มากมาย
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post02 Apr 2008 10:38

พ่อแม่เรื่องนี้หัวโบราณได้โล่ห์กันไปเลย เศร้าใจ T_T
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: แค่มีนาย

Post09 Apr 2008 22:22

อ้าวทำไมเรื่องเงียบหายปายง่ะ หรือว่าคนแต่งงอนไปแย้วฮ่าๆ รออ่านอยู่นะฮะ
prophycy
อนุบาล อนุบาล
Posts: 68
Joined: 11 Mar 2008 08:15

Re: แค่มีนาย

Post10 Apr 2008 06:35

มาลงชื่อว่ารอด้วยคนนะครับ

:satoo: :satoo:
ประสบการณ์จะสอนคน
User avatar
ManCanCry
ประถม ประถม
Posts: 226
Joined: 03 Jan 2008 07:56

Re: แค่มีนาย

Post11 Apr 2008 01:20

41



วันชนะเดินคอตกออกมาจากโรงพยาบาล ความรู้สึกครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกๆครั้ง...ความรู้สึกที่โดนกีดกัน!
พยาบาลที่เคาน์เตอร์บอกว่านักขัตถูกย้ายไปอยู่โรงพยาบาลที่เชียงใหม่แล้วเมื่อสามชั่วโมงที่แล้ว คงจะเป็นใครไปไม่ได้ที่ทำเรื่องแบบนี้นอกจาก...
คิดแล้วอกุศล วันชนะรีบสะบัดหน้าตัวเอง
คำพูดของแม่ของนักขัตผุดขึ้นในสมอง

‘แต่ถ้าสักวันวินมีลูก...วินก็จะรู้ว่าพวกเรารู้สึกกันยังไงกับเรื่องที่วินกับตั้มกำลังเป็นอยู่’

จะโทษพวกเขาก็ไม่ถูก พ่อแม่ก็ย่อมรักลูกทั้งนั้น

กลับมาตั้งต้นใหม่ที่ห้องของตัวเอง วันชนะเอาแต่เหม่อลอย ลืมแม้กระทั่งว่ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่ตื่นขึ้นมา
และชีวิตดูจะเคว้งคว้างไม่มีจุดหมายอะไรให้เขาทำอีกต่อไป วันหนึ่งๆถ้าไม่มีเหตุจำเป็นเช่นว่าต้องออกไปหาอะไรกินวันชนะก็แทบจะไม่ได้ออกไปไหนเลย โทรศัพท์มือถือเขาก็ปิดเครื่องเอาไว้

จนผ่านไปเกือบสองสัปดาห์ เมื่อวันชนะรู้สึกว่าตัวเองเหงาเหลือเกินที่ต้องอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมแทบจะยี่สิบสี่ชั่วโมงต่อวัน จึงหยิบมือถือมาเปิดเครื่องในใจหวังว่านักขัตจะติดต่อมา หากแต่ข้อความอัตโนมัติที่จะโชว์เมื่อมีสายโทรเข้ามาแล้วไม่ได้รับหรือแม้แต่แบตเตอรี่หมดที่โชว์มากกว่ายี่สิบข้อความนั้นไม่มีเบอร์ของนักขัตเลย ส่วนใหญ่เป็นเบอร์ของภัทรกับบอส เขาตัดสินใจโทรเข้ามือถือของนักขัตแล้วก็เป็นอย่างที่คิด...ไม่มีสัญญาณติดต่อ
เขาถอนหายใจก่อนจะเปลี่ยนเป็นลบข้อความขยะเหล่านั้น ไม่ทันที่จะลบข้อความได้หมดก็มีสายโทรเข้ามา

“ครับพ่อ” วันชนะรับสายด้วยเสียงเนือยๆ
“เป็นไรรึเปล่าวิน” ปลายสายถามมาด้วยจับได้ในน้ำเสียง
“เปล่าครับพ่อ” วันชนะปฏิเสธ หากแต่ซาบซึ้งในความเป็นห่วงของพ่อจึงไม่อยากให้เขาไม่สบายใจ แต่ยิ่งคุยต่อไป ภาพของสมภพกับอุษายิ่งซ้อนทับเข้ามาจนทำให้วันชนะน้ำตาไหล
เขาเข้าใจแล้ว ก็เหมือนที่พ่อห่วงเขาอยู่ตอนนี้
“...” ปลายสายเงียบไป
“พ่อ...พ่อ...ยังอยู่ไหม” คนเป็นลูกพยายามกลั้นสะอื้น
“อยู่...ปัญหาหนักมากหรือวิน” อย่างไรเสียปลายสายก็รู้จนได้
วันชนะเงียบไป มีแต่เสียงถอนหายใจที่ผ่านเข้าไปในมือถือ จนสุดท้ายก็ตัดสินใจพูดออกไป
“พ่อ...” หยุดเพื่อเรียบเรียงคำพูด
“อืม...” ปลายสายรอให้วันชนะพูดออกมา
“พ่อจะยังรักวินอยู่มั้ย...ถ้า...ถ้าวินไม่ได้ปกติเหมือนคนอื่นๆ” วันชนะกลั้นใจพูด
คำว่า ‘ไม่ปกติ’ ของวันชนะตีความหมายได้หลายอย่าง แต่คนเป็นพ่อก็ไม่ได้สนใจจะคาดคั้นว่าหมายถึงอะไร

เสียงของพ่อลอยมาตามสายว่า “พูดอะไรอย่างนั้นวิน คนเป็นพ่อเป็นแม่นะ ต่อให้ลูกที่เกิดออกมาไม่สมประกอบ ง่อยเปลี้ยเสียขาหรือสติปัญญาไม่สมบูรณ์ พวกเขาก็ยังรักลูกไม่น้อยกว่าพ่อแม่คนไหนหรอก อาจจะมีบ้างที่พ่อแม่บางคนตีลูกแต่นั่นก็เพราะพวกเขาหวังว่าจะให้ลูกของเขาได้ดิบได้ดี”
วันชนะปล่อยเสียงโฮอย่างไม่อายอีกต่อไปแล้ว...ร้องไห้เหมือนตอนเด็กๆ
“พ่อ วินเป็นเกย์!” วันชนะสารภาพ จากนี้ไปหากพ่อจะโกรธเขาก็จะไม่โกรธตอบ เพราะเรื่องราวมันถาโถมเหลือเกิน “วินรักผู้ชาย...”
ปลายสายเงียบเสียงไปอึดใจ ก่อนจะเอ่ยออกมาว่า “วิน พ่อกับแม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เด็ก มีหรือที่พ่อกับแม่จะไม่รู้”
“พ่อ...รู้” วันชนะเพิ่งจะรู้ความจริงข้อนี้
“ฟังพ่อให้ดีนะวิน คนเราเกิดมาพอตายไปจะเอาอะไรติดตัวไปสักชิ้นก็ไม่ได้ แล้วทำไมจะต้องไปยึดติดกับมัน พ่อกับแม่เลี้ยงวินมาก็เพื่อจะให้โตขึ้นมาเป็นคนที่ดี เท่านี้พวกเราก็พอใจแล้ว เราไม่อยากจะไปขีดเส้นทางให้ลูกเดินเพื่อตัวพ่อหรือแม่จะได้พอใจในผลงานของตัวเองหรอก ส่วนวินจะเป็นอะไรนั้นวินต้องเลือกทางของวินที่จะเดินต่อไปเอง เพียงแต่วินต้องใช้สติสัมปชัญญะของตัวเองเข้าพิจารณาเพื่อให้ทางเดินนั้นไม่ไปในทางที่ไม่ดี พ่อกับแม่เพียงแต่คอยดูลาดเลาดูทางที่ไม่ดีเหล่านั้นไม่ให้มาใกล้ลูก จริงอยู่ว่าเรื่องแบบนี้มันใช่เรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่จะยอมรับกัน แต่ในเมื่อวินเดินมาทางนี้แล้วพ่อก็ไม่ห้ามวินหรอก เพราะวินโตแล้วนะลูก”
“พ่อ” วันชนะที่หยุดร้องไห้เพราะอัดอั้นตันใจ หากแต่น้ำตาที่ยังไหลเพราะรักพ่อและตื้นตัน “ผมรักพ่อครับ”
“ต่อจากนี้ไปมีปัญหาอะไรก็ค่อยๆคิดนะ” เสียงพ่อยังลอยมาตามสาย
หลังจากคุยกับพ่อแล้ววันชนะก็โล่งใจอย่างประหลาด นี่สินะที่เขาเรียกว่าพรของผู้ให้กำเนิด เขาเข้าใจอะไรได้มากขึ้น เพียงแค่ค่อยๆคิดเขาก็มองเห็นหนทางที่ตัวเองจะต้องทำต่อจากนี้แล้ว


Image



“พี่ภัทรว่างรึเปล่าครับ วินจะชวนไปทานข้าวได้มั้ยครับ” วันชนะเป็นฝ่ายโทรไปหาเขาเอง
“ได้สิวิน พี่ว่าง” ปลายสายตอบมา น้ำเสียงไม่ยินดีอย่างเคย อาจเพราะเขารู้ว่าวันชนะพร้อมที่จะคุยเรื่องนั้นแล้ว
เย็นนั้นวันชนะจึงได้รับประทานอาหารกับภัทรที่ร้านอาหารหรู วันชนะเล่าทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้น นั่นทำให้ภัทรรู้สึกอิ่มขึ้นมาทันที แต่เพราะชายหนุ่มเตรียมใจไว้ก่อนเขาจึงไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรอย่างอื่นออกมา

“พี่เดาได้” ภัทรถอนหายใจ
“พี่ภัทรรู้?” วันชนะแปลกใจ
“ไม่...พี่ไม่รู้ เพียงแต่มันควรจะเป็นอย่างนั้น วินก็รู้ว่าพี่ชอบวินมาตั้งแต่ตอนที่เราเจอกัน...ถึงตอนที่วินไม่มีใคร วินก็ไม่เคยยอมรับพี่เข้าไปในหัวใจ” สุดท้ายเขาก็หมดหวังแล้วจริงๆ ทั้งที่ใจเย็นคอยมาตลอด แต่ใบหน้าหล่อเหลานั้นก็ยังแต้มด้วยรอยยิ้มบางๆ
“พี่ภัทรคงไม่รังเกียจที่จะมีวินเป็นน้องอีกคนนะครับ” วันชนะพูดเสียงแผ่ว
อึดใจแต่เหมือนนานนับวันที่ภัทรต้องตัดสินใจตอบออกไปว่า “ได้...ได้สิ”
จากนั้นวันชนะก็ขอร้องให้ภัทรพาไปซื้อกระเช้าสำหรับเยี่ยมผู้ใหญ่แล้วจึงตรงกลับบ้านของภัทร

วันชนะยกมือไหว้ป๊าของภัทรอย่างนอบน้อมแล้วจึงวางกระเช้าไว้ตรงหน้า
“ผมขอโทษครับ ที่วันก่อนเสียมารยาทไป”
หากแต่ชายสูงวัยก็ยังนั่งเฉย สีหน้าก็เรียบเฉย
“ป๊าครับ” ภัทรเรียกเหมือนบอกเป็นนัยให้รับกระเช้านั่นด้วย หากแต่ชายสูงวัยก็ทำเมินเฉย
“เท่านี้ใช่มั้ย ธุระของลื้อ” ป๊าของภัทรชายตามอง
“ครับ ที่มาในวันนี้ก็เพื่อขอโทษแล้วก็อยากให้ท่านคิดถึงเรื่องอนาคตของบอสด้วยครับ” วันชนะเจรจาด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“อั๊วต้องไปทำธุระแล้ว” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเสียอย่างนั้น แต่ก่อนที่จะเดินจากไปเขาก็พูดทั้งที่หันหลังให้ว่า “อั๊วจะลองคิดดู”

นั่นทำให้คนในบ้านรู้ว่าป๊าของเขาเปลี่ยนใจแล้ว เพราะถ้ายังยืนกรานความคิดเดิม ป๊าของเขาจะเถียงหัวชนฝาหรือไม่ก็พูดอะไรที่ยืนยันความคิดตนออกไปแล้ว
“พี่ขอบใจแทนบอสนะ” ภัทรยิ้ม
“เขาก็ยังไม่รับปากนี่ครับ” วันชนะยังเป็นห่วง
“ไม่หรอก” ภัทรยังคงรอยยิ้ม
“จากนี้วินจะทำยังไง” ภัทรเปลี่ยนเรื่อง
วันชนะยิ้ม “วินจะไปเชียงใหม่”
“อืม” ภัทรพยักหน้า แล้วจึงให้สัญญาณก่อนจะบอกว่า “งั้นพี่ไปทำธุระหลังบ้านก่อนนะ”
พอร่างสูงเดินจากไปวันชนะถึงเข้าใจสัญญาณนั้น เมื่อบอสกระโดดมานั่งที่โซฟาแทนที่พี่ชาย
“โหย อะไรอ่ะ น่ากินจัง” บอสดึงกระเช้าของป๊าไปดู พลางแกะพลาสติกที่หุ้มกระเช้าเอาไว้หน้าตาเฉย
“เฮ้ย! นั่นมันของป๊านายนะ” วันชนะดึงกระเช้ากลับ
“น่านะ นิดเดียว” บอสดึงกลับ
“ไม่ได้!” วันชนะดุ
“ก็ป๊าบอกว่ากระเช้านั่นของป๊า แต่ให้บอสกินได้อ่ะ” เด็กหนุ่มดึงกลับ
คราวนี้วันชนะปล่อยให้เขาเอากระเช้าไปเลย รอยยิ้มผุดขึ้น เป็นอย่างที่ภัทรว่าเอาไว้จริงๆ

“คุณจะไปเชียงใหม่จริงๆน่ะเหรอ” บอสถามก่อนที่วันชนะจะกลับ
“อืม” วันชนะพยักหน้า มองหนทางข้างหน้ายังไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรบ้าง
คนเรามักจะกลัวกับสิ่งที่ตนไม่รู้หรือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ก็เหมือนกับเดินในถ้ำมืดมิดที่ไม่รู้ว่าจะเดินไปเจอหุบเหวหรือเจอสัตว์ร้ายแห่งรัตติกาลเข้าตอนไหน นั่นคือสามัญของมนุษย์ ก็คงเหมือนกับวันชนะตอนนี้ แต่เพราะใจที่ตั้งมั่นแม้รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเจอเหวลึก

เขาก็จะยอมตกลงไป!
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post11 Apr 2008 13:25

รออ่านมาตั้งแต่เดือนก่อน ยังไม่หนำใจเลย ขอบ่นนะคร๊าบ

อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆ จัง
:rat:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post11 Apr 2008 21:46

ขอบคุณค่ะ อ่านตั้งแต่ต้นจนจบแย้วววว :greez:
เอ๊ะ ยังไม่จบสินะคะ - -

นายตั้มจะเป็นยังไงล่ะคะเนี่ย รอตอนต่อไปค่ะ
Maruko
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 4
Joined: 27 Mar 2008 03:46

Re: แค่มีนาย

Post14 Apr 2008 12:06

เฮ้ มาแล้ว ได้อ่านแล้ว สงสัยคนเขียนเรื่องไปเที่ยวสงกรานต์สะแล้ว ฮ่าๆ รอต่อไป
prophycy
อนุบาล อนุบาล
Posts: 68
Joined: 11 Mar 2008 08:15

Re: แค่มีนาย

Post16 Apr 2008 13:28

ลุ้นมากเลยค่ะ ... อ่านแล้วปลาบปลื้มกับความรักของวินกับตั้ม
อยากมีแฟนนนนนนนนนน
โฉมเอย..โฉมงาม...อร่ามแท้...แลตะลึง
ตะลึง ๆ ๆ ตะลึง ตึง ตึง !!!

"เจ้าหญิงแตงโม"
Image
งามเลิศในปฐพี ... ไม่มีใครเกิน
User avatar
เจ้าหญิงแตงโม
ประถม ประถม
Posts: 225
Joined: 18 Jan 2008 18:02

Re: แค่มีนาย

Post17 Apr 2008 21:46

มาต่อได้แระโอน
อย่ามัวแต่หวาน :smile:
Iba
อนุบาล อนุบาล
Posts: 62
Joined: 04 Jan 2008 10:31

Re: แค่มีนาย

Post18 Apr 2008 02:28

42



ไม่ง่ายนักที่จะกลับไปสถานที่เดิมที่เคยไปเพียงครั้งเดียวในอดีต แต่สุดท้ายวันชนะก็ฝ่าฟันมาจนได้
ต้นจำปีที่เรียงสองแถวตลอดทางเดินเข้าสู่ตัวบ้านสูงขึ้นมาก แต่กลิ่นก็ยังหอมเหมือนเดิมขณะเดียวกันก็เป็นกลิ่นแห่งความทรงจำที่เลวร้าย...

คือจุดเริ่มต้นของปัญหาที่เรื้อรังมานาน!

วันชนะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อเรียกความกล้าของตัวเองก่อนจะแบกเป้ขึ้นหลังแล้วเริ่มก้าวเท้าตรงไปตามทางร่มรื่นนั้น พอไปถึงที่หน้าบ้านวันชนะก็หยุดเพราะมีเสียงเรียกดังขึ้นจากที่แปลงมะเขือเทศข้างๆบ้าน

“มาหาใครครับ” เสียงนั้นตะโกนมาขณะที่เจ้าของเสียงก็เดินเข้ามาใกล้เรื่อย
วันชนะไม่ตอบจนกระทั่งเสียงฝีเท้าหยุดที่ข้างหลัง จึงหันไปด้วยใจที่เต้นโครมคราม ก็เขาจำได้ถนัดใจว่านั่นคือเสียงของสมภพ
เพียงเท่านั้นแหละวันชนะก็ลงไปกองกับพื้นดินแห้งๆอย่างไม่ทันตั้งตัว

“ว๊าย!”

วันชนะจำได้ว่าเป็นเสียงของอุษาที่ดังมาจากบันไดบ้าน หล่อนกำลังลงมาพอดีก็เห็นเหตุการณ์และมาทันห้ามสามีตนเองก่อนที่วันชนะจะโดนชกอีกหมัด

“อย่าภพ!” หล่อนรีบเข้ามากัน
หล่อนไม่ได้อยากจะช่วยวันชนะนักหรอก “เดี๋ยวอาการกำเริบ”
พอเห็นวันชนะชัดตาอุษาก็พูดขึ้นทันทีว่า “มาทำไมอีก” น้ำเสียงนั้นกึ่งกังวลกึ่งขับไล่ แต่พูดได้เท่านั้นหล่อนก็จนด้วยคำพูดเมื่อเห็นภาพตรงหน้า
วันชนะก้มลงกราบคนทั้งสองกับพื้นดินนั้น ก่อนจะพูดทั้งที่หน้ายังติดดิน

“คุณลุง คุณน้า ผมขอโทษสำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นครับ ที่ผมมาที่นี่ผมไม่ได้หวังอะไรไปมากกว่ามาเยี่ยมเขา...เป็นครั้งสุดท้าย ผมเองก็มีพ่อ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผมรู้ว่าพ่อผมรักผมมากแค่ไหน ก่อนนี้ผมอาจจะยังไม่เข้าใจความรู้สึกของคุณลุงคุณน้า แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันก็คงเหมือนกันกับที่พ่อผมรักผม”

สองสามีภรรยามองหน้ากันก่อนที่คนเป็นสามีจะเดินหัวเสียเข้าไปในบ้าน
“ลุกขึ้นเถอะหนู...วิน” อุษาแตะที่ไหล่ลู่ลงของวันชนะ แล้วจึงเดินนำเข้าไปในบ้าน หล่อนอดเกลียดตัวเองไม่ได้ ทั้งๆทีไม่ได้ชอบหน้าวันชนะสักเท่าไรแต่หล่อนก็ดุด่าเขาไม่ได้
อุษาเดินนำอาคันตุกะรุ่นลูกไปยังห้องรับแขกที่มีเพียงโต๊ะกลางล้อมด้วยโซฟาสามด้าน
“อยู่นี่ก่อนนะ” แล้วหล่อนก็ลุกจากไป จนอึดใจหนึ่งหล่อนก็กลับมาพร้อมกับยาทาแก้ฟกช้ำ สีหน้าของอุษาเคร่งขึงขณะที่หล่อนบรรจงทายาให้อย่างเบามือ
“ตั้มหลับอยู่ข้างบน” หล่อนถอนหายใจ “เดี๋ยวน้าพาไป”
อุษาทำตามคำพูด พอทายาเสร็จแล้วหล่อนก็พาวันชนะขึ้นไปชั้นสองของบ้าน ห้องเดิมที่วันชนะเคยมาเมื่อครั้งก่อน นักขัตหลับอยู่ที่เตียง
น้ำตาเหมือนจะซึมในความรู้สึกครั้งแรกแต่พอรู้สึกตัวอีกทีสองแก้มก็เปียกปอนเป็นสาย
“ผมเข้าไปดูเขาใกล้ๆได้ไหมครับ” วันชนะขออนุญาต และได้รับการพยักหน้าของอุษาเป็นคำตอบ
นักขัตหลับสนิทอยู่บนเตียง ใบหน้าไม่มีวี่แววของความเจ็บปวด แต่เฝือกสีขาวที่เข้าไว้กับแขนข้างขวานั้นเตือนให้ภาพเหตุการณ์วันนั้นผุดขึ้นอีกครั้ง
“ตามสบายนะ น้าจะออกไปก่อน” อุษาปล่อยโอกาสให้
“ขอบคุณครับ” วันชนะเอ่ยเสียงแผ่ว สายตาไม่ได้ละไปจากร่างตรงหน้าเลย
วันชนะไล้มือไปตามใบหน้าของนักขัตอย่างแผ่วเบา ไล่ลงมาจนถึงสร้อยที่เขาได้ให้ไว้

...แม่ครับ คุ้มครองเขาด้วยนะครับ...

“ใคร!”

ร่างที่นอนบนเตียงสะดุ้งตื่นพร้อมกับปัดมือวันชนะออกไปทันที จากนั้นจึงกำล็อกเก็ตนั้นไว้แน่น
วันชนะแปลกใจที่นักขัตเห็นหน้าเขาแล้วพูดว่า ‘ใคร’
ความคิดหนึ่งแล่นวูบขึ้น วันชนะยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วโบกมือไปมาพลางสังเกตที่ตาของนักขัต

ไม่มีการตอบสนอง!
ไม่จริง!
นักขัตตาบอด!

นั่นยิ่งตอกย้ำให้วันชนะรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก ชีวิตนี้เขาจะชดใช้ให้คนตรงหน้าได้ยังไง
“วิน...” วันชนะเอ่ยเสียงเบาแผ่ว ความรู้สึกผิดแล่นไปทั่วอณูของร่างกาย
“วิน?” นักขัตทวนเสียงสูง ก่อนจะพูดต่อว่า “มาเยี่ยมเราเหรอ”
“อืม” วันชนะตอบเสียงอยู่ในลำคอ
คนนอนบนเตียงขยับตัวด้วยมือข้างที่ยังดีให้เป็นกึ่งนั่งกึ่งนอน “นาย...วิน ช่วยเอาน้ำเย็นให้เราแก้วหนึ่งได้มั้ย” เขาทำท่าคอแห้ง
“ได้ๆ” วันชนะผลุนผลันลุกออกไป สักพักน้ำเย็นที่นักขัตอยากได้ก็มาเสิร์ฟถึงที่
“ขอบใจนะ” เขายิ้มหลังจากที่ดื่มน้ำจนหมดแก้ว
“อาการของตั้มเป็นยังไงบ้าง” วันชนะจับที่ต้นแขนของคนที่ยังกึ่งนอนกึ่งนั่งบนเตียง
“นอกจากแขนนี่แล้วก็เป็นอย่างที่เห็น” เขาตอบ
วันชนะยิ่งเสียใจหนักที่คนตรงหน้าพูดได้อย่างกับว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ นักขัตคงจะพูดไม่ให้เขารู้สึกผิด ยิ่งเขาเสเปลี่ยนเรื่องว่า “พาเราออกไปสูดอากาศข้างนอกได้มั้ย”
วันชนะลังเล เพราะเกรงว่าพ่อแม่ของนักขัตจะห้ามเอาไว้
“นะ นะ” นักขัตเร่งเร้า
“ได้สิ” วันชนะค่อยๆช่วยพยุงนักขัตขึ้นมาแล้วเดินนำหน้ามือจูงนักขัตไว้พลางหันมามองคนตามหลังเป็นระยะๆ พอมาถึงหน้าบ้านที่มองไปไกลหลายกิโลฯก็เจอแต่แปลงมะเขือเทศ วันชนะก็หยุด เพราะสมภพที่กำลังยืนทำอะไรอยู่ใกล้ๆหยุดมือแล้วเดินเข้ามาหา
“อะ...เอ่อ ตั้มอยากออกมาเดินข้างนอกน่ะครับ ผมก็เห็นว่าดีกว่าที่จะนอนอยู่ในห้องทั้งวันน่ะครับ...” คนพามาชิงพูดก่อนอย่างละล่ำละลัก
สมภพไม่ว่าอะไรเพียงแต่มองหน้าวันชนะอย่างขัดใจก่อนจะเดินหายเข้าไปในบ้าน ลับหลังเขาอุษาก็เดินออกมา
“หนู...” อุษากำลังจะเอ่ยคุยอะไรสักอย่าง แต่ก็จบเพียงเท่านั้นเมื่อนักขัตเรียกเสียก่อน
“แม่ พาตั้มไปทางนู้นหน่อย”
อุษาย่นคิ้วกับอาการของลูกก่อนจะเดินเข้าไปหา
วันชนะคิดว่าจะเข้าไปหาด้วยแต่คิดได้ว่านักขัตเรียกเฉพาะแม่ของเขา ดังนั้นจึงยืนอยู่กับที่
สองแม่ลูกเบาเสียงคุยกันได้ยินเพียงสองคนแม้ระยะที่ยืนจะห่างกันไม่ไกลนักก็ตาม สุดท้ายคนเป็นแม่จึงถอนหายใจครั้งหนึ่งแล้วจึงเดินกลับมาหาวันชนะ
“หนู...วิน คืนนี้หนูจะนอนที่ไหน” หล่อนถาม
“ผมนอนที่โรงแรมในเมืองครับ” วันชนะตอบ
คนฟังมีท่าทางลังเลแต่แล้วก็ตัดสินใจไม่ชวนเพื่อนของลูกให้นอนที่บ้านตามมารยาท แล้วจึงเลี่ยงไปพูดเรื่องอื่นว่า “แล้วมาอย่างนี้ไม่ต้องไปสอนนักเรียนเหรอจ๊ะ”
“ไม่ครับ ผม...ออกแล้ว” วันชนะไม่บอกว่าโดนไล่ออก
ที่จริงภัทรก็บอกแล้วว่าไม่ต้องถือสาคำพูดของป๊าก็ได้ แต่ถึงยังไงวันชนะก็คงต้องหยุดสอนเพื่อมาที่นี่ให้ได้อยู่ดีนั่นแหละ
“อืม” หล่อนไม่ซักไซ้ต่อ
แต่ก่อนที่อุษาจะหันหลังกลับ วันชนะก็เอ่ยขอ
“คุณน้า...พรุ่งนี้ผมมาเยี่ยมเขาอีกได้ไหมครับ”
หล่อนไม่รับคำ เพียงแต่หันหลังกลับ และนั่นก็คือการไม่ปฏิเสธ

“ตอนนี้วินทำอะไรอยู่” นักขัตถามขณะเดินหน้าไปเรื่อยๆระหว่างแปลงผักโดยมีวันชนะคอยพยุงห่างๆ
“ก็...ไม่ได้ทำอะไรแล้ว”
“เหรอ” นักขัตพูดแค่นั้น
จากนั้นก็คุยสัพเพเหระกันไปเรื่อยจนกระทั่งตะวันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มที่เหลี่ยมเขา ทั้งสองจึงพากันกลับ

Image


ที่โต๊ะประจำบ้าน สามพ่อแม่ลูกกำลังรับประทานอาหารเย็นเหมือนเช่นทุกวัน หากแต่ในใจต่างคนก็ต่างมีเรื่องที่คอยรบกวนทำให้กับข้าวที่ดูน่ากินตรงหน้าไม่อร่อยไปถนัดใจ

“คิดยังไงน่ะตั้ม ไปหลอกเพื่อนว่าตาบอด” อุษาเปิดบทสนทนา
สมภพหยุดมือทันทีที่ภรรยาพูดถึงคนนอก
นักขัตใช้มือข้างที่ยังดีอยู่ตักกับข้าวมาวางในจานก่อนค่อยตอบว่า “ไม่รู้สิแม่ เขาพูดขึ้นมาเอง ตั้มเลยอยากจะลองดูว่าถ้าเขาคิดว่าตั้มมองไม่เห็น เขาจะทำอะไรบ้าง” คนเป็นลูกยกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่มก่อนพูดต่อว่า “บางทีเขาอาจจะช่วยให้ตั้มจำเรื่องราวที่ขาดหายไปขึ้นมาได้...เพราะรู้สึกว่าตั้มจะคุ้นหน้าเขา แต่ก็นึกไม่ออกอยู่ดี ถ้าพูดออกไปว่าตั้มความจำเสื่อม เขาก็คงจะพยายามยัดเรื่องราวต่างๆเข้ามา มันอาจจะไม่ได้ผลก็ได้ แต่ถ้าตั้มอยู่กับเขาแล้วเริ่มคุ้นทีละน้อยๆด้วยตัวเอง อาจจะเป็นวิธีที่ดีก็ได้”
“แต่...แบบนี้ก็ไม่เป็นไรนี่ ตั้มยังจำตอนก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้นี่ลูก” สมภพขัดขึ้น
อุษาก็คิดแบบเดียวกับสามี
“พ่อ แม่ มันเป็นเป็นชีวิตส่วนหนึ่งของตั้มนะครับ ตั้มคงรู้สึกเหมือนเป็นคนพิการไปตลอดชีวิตถ้าละทิ้งมันไปโดยไม่พยายามตามหา”

นั่นทำให้คนเป็นบุพพการีไม่มีเหตุผลจะขัดแย้ง
ตอนที่นักขัตผละจากสมภพที่บันไดหนีไฟเพื่อไปรับวันชนะจนตัวเองตกบันไดลงไปแทนนั้นเขาเอาแขนข้างขวาลงก่อนแล้วจึงเป็นศีรษะ นั่นเป็นเหตุของแขนหักและความจำเสื่อม!

สมองของเขาถูกกระทบกระเทือน แต่ความทรงจำไม่ได้หายไปทั้งหมด หากแต่หายไปตั้งแต่ตอนที่เขาเข้ามหาวิทยาลัย นักขัตจึงจำได้ว่าใครคือพ่อแม่เพื่อนบ้านเพื่อนๆสมัยมัธยมและเรื่องราวในตอนนั้นเท่านั้น

สมองของมนุษย์เป็นสิ่งมหัศจรรย์ เพราะควบคุมความรู้สึกนึกคิด เรื่องราวที่สำคัญต่างๆจะถูกบันทึกจดจำเอาไว้เพื่อระลึกถึงบ่อยครั้งนั่นคือความสุข หากแต่ในช่วงเวลาเหล่านั้นก็ยังมีทุกข์
และสาเหตุของสุขและทุกข์ก็เพราะคนเพียงคนเดียว...คือวันชนะ
เมื่อสมองได้รับความกระทบกระเทือน ระบบที่ซับซ้อนก็ทำการลบข้อมูลทุกอย่างออกไป...แม้กระทั่งช่วงเวลาที่มีความสุข

เขาลืมวันชนะ!

“วินเป็นเพื่อนตั้มใช่ไหมครับ?” นักขัตมองหน้าพ่อแม่เพื่อขอคำตอบสนับสนุนความคิด “แต่ทำไม...ดูเขาเป็นห่วงตั้มมากจังเลย” นักขัตนึกถึงดวงตาที่วันชนะมองเขา ที่มันฉายแววราวกับตัวเองเป็นคนผิด
สองสามีภรรยามองหน้ากันก่อนจะตอบว่า

“ใช่ เขาเป็นเพื่อนเท่านั้น”


Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post18 Apr 2008 03:47

เย้!! มาต่อแว้ว ... :greez:

ง่ะ!! ... นู๋โมสงสารวินนี่อ่ะค่ะ T_T
พ่อแม่ตาตั้มใจร้ายมาก ... อิตาตั้มนี่ก็แบบ ... ดั๊นมาความจำเสื่อม
แล้วยังมาเนียนทำตาบอดอีก ... ตกลงเสื่อมจริงป่ะนี่

หรือแผนแหกตาพ่อแม่อีกหว่า?? :see:

คนเขียนรีบ ๆ มาต่อไว ๆ นะคะ
:zmile:
โฉมเอย..โฉมงาม...อร่ามแท้...แลตะลึง
ตะลึง ๆ ๆ ตะลึง ตึง ตึง !!!

"เจ้าหญิงแตงโม"
Image
งามเลิศในปฐพี ... ไม่มีใครเกิน
User avatar
เจ้าหญิงแตงโม
ประถม ประถม
Posts: 225
Joined: 18 Jan 2008 18:02

Re: แค่มีนาย

Post18 Apr 2008 10:47

ขอบคุณครับ

มาต่ออีกนะครับ
ประสบการณ์จะสอนคน
User avatar
ManCanCry
ประถม ประถม
Posts: 226
Joined: 03 Jan 2008 07:56

Re: แค่มีนาย

Post18 Apr 2008 11:57

กรี๊ดดด ทำไมต้องเป็นงี้ด้วยง่ะ ละคอนง่ะเป็นงี้ทุกทีเยย ฮ่าๆ ไปแย่งพี่วินมาดีก่า
prophycy
อนุบาล อนุบาล
Posts: 68
Joined: 11 Mar 2008 08:15

PreviousNext