แค่มีนาย

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Re: แค่มีนาย

Post23 Feb 2008 01:53

15



สิ่งที่เห็นเกินกว่าที่หญิงสาวจะรับได้ ภาพสะท้อนจากเงากระจกในห้องน้ำชายนั่น!
เมื่อกี้จู่ๆนักขัตก็ลุกพรวดพราดออกมา เลยตามมาดูว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า
มีเสียงคุยดังมาจากห้องน้ำชายที่ประตูแง้มเอาไว้ มองจากด้านนอกเห็นกระจกสะท้อนคนสองคน...ทันได้เห็นได้ยินสิ่งที่คนทั้งคู่แบ่งปันให้แก่กัน
ไม่จริง!

Image


“แล้ว...หลิน” วันชนะฉายแววกังวล
นักขัตคิ้วขมวดก่อนจะยกคางวันชนะขึ้นมาสบตากัน ชายหนุ่มมอบความเชื่อมั่นด้วยรอยยิ้ม
“ให้เวลาเราหน่อยนะ” เขาบีบที่ไหล่เบาๆ ก่อนจะรวบร่างวันชนะมากอด
“เรา...รู้สึกไม่ดีเลย”
แม้เคลือบหวานเอาไว้ก็คงเพียงเปลือกนอก ไม่นานพอหมดความหวานสิ่งที่ต้องเผชิญก็คือยาขม หากทนไม่ได้ก็คงต้องบ้วนทิ้งหรือรีบกลืน แต่ว่า...กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี่สิ

“วินกลับมาแล้วเหรอจ้ะ ตั้มด้วย ไปไหนมาไม่บอกกันเลยนะ” สุวรรณาทักเป็นปกติเมื่อเห็นเพื่อนและคนรักเปิดประตูเข้ามา
...คนรัก?...คำถามผุดขึ้นในใจ...ยังใช่อยู่หรือ? หัวเราะเยาะอยู่ในใจ...ให้คนทั้งคู่ หรือสมน้ำหน้าตัวเองกัน
“พวกพี่ๆจะเฉลยพี่รหัสแล้วนะ” สุวรรณาบอก
“อืม” วันชนะรับคำ เขาไม่กล้าสบสายตา...ละอาย
สายตาเจ็บแค้น เหยียดหยันดูถูก สายตาที่ถือตนว่าเหนือกว่าโชติขึ้นชั่วแวบก่อนจะถูกกลบด้วยรอยยิ้มสวย
“ตั้มจ้ะ เดี๋ยวเสร็จจากนี้ไปส่งหลินที่บ้านนะ คุณพ่อกับคุณแม่หลินเขาอยากพบตั้มน่ะ” หล่อนจงใจพูดให้เสียงดังข้ามฝั่ง มือเอื้อมไปจับมือของนักขัต แต่ในใจยังเห็นภาพบาดตานั้นค้างอยู่

จับมือคราวนี้ไม่มีความอบอุ่นเหลืออยู่แล้ว...

นี่แหล่ะนะ ผู้ชาย
ไม่ใช่สิ! ไม่ใช่

“เอ่อ วันนี้ตั้มมีธุระ” นักขัตเสียงแผ่ว
“ไม่ได้นะ หลินบอกที่บ้านเอาไว้แล้ว” เธอทำเสียงน้อยใจ
นักขัตมองหน้าวันชนะเหมือนขอคำตัดสิน แต่วันชนะไม่มองเขาเลย
ให้เวลาเราหน่อยเถอะนะ...

งานเลี้ยงเลิกแล้ว รุ่นพี่รุ่นน้องออกมายืนออที่หน้าร้าน
“วิน” นักขัตส่งสายตาเห็นใจมาให้
“แล้วเจอกัน” ...ไปเถอะ...สายตาที่ส่งมาบอกอย่างนั้น
คนทั้งคู่ส่งสัญญาณให้กัน คิดว่ามีเพียงพวกเขาที่รู้กันดีว่าในใจคิดอะไร
“ไปกันเถอะตั้ม” หลินโฉบมา หล่อนตัดสัญญาณทิ้งแต่ก็ยังเล่นละครได้แนบเนียน
“ไปก่อนนะวิน” เธอยิ้มหวานแต่สัญชาติญาณหึงหวงตีวนอยู่ภายใน
หรือฉันควรจะยอม วันชนะก็เป็นเพื่อน
ไม่! ไม่มีทางยอมให้หรอก พวกวิปริต!
“กลับดีๆนะวิน”
ไม่ทันไรนักขัตก็โดนลากไปเสียแล้ว

Image


กลับมาถึงห้อง ไม่มีแสงลอดมาจากช่องใต้ประตู วุฒิคงไม่อยู่ วันชนะเลยไม่เคาะเรียก เปิดประตูเข้ามาในห้องก็ได้ยินเสียงดังหวืดๆที่บนโต๊ะอ่านหนังสือ มือถือเปิดระบบสั่นเอาไว้กำลังมีสายโทรเข้าหน้าจอเรืองแสงวูบวาบ
“สวัสดีครับคุณภัทร” วันชนะกรอกเสียงลงไป
“เรียกพี่ภัทรเฉยๆไม่ต้องเรียกคุณก็ได้” ปลายสายโต้ตอบ
“ครับ พี่ภัทร”
“เป็นไรไปครับวิน เสียงเศร้าๆ” เขาสังเกตได้
“เปล่าครับ” วันชนะปฏิเสธ
“ทุกข์ใจเรื่องความรักหรือเปล่า” ปลายสายพูดแกมหัวเราะ แต่ตรงเข้าเป้าเผง
“...” เงียบไปอึดใจ ก่อนพูดตอบไปว่า “ใช่ครับ”
ปลายสายนิ่งงันไป ภัทรไม่เคยนึกถึงประเด็นที่ว่าวันชนะจะมีแฟนอยู่แล้วมาก่อนจึงรู้สึกจุกไปเหมือนกัน เรื่องที่เตรียมมาคุย นึกไม่ออกเสียแล้ว
“ผมขอโทษครับ แต่ผมคิดว่าควรจะบอกให้พี่ภัทรรู้ ที่จริงผมกับเขา...” วันชนะเสียงแผ่ว “จะเรียกว่าแฟนกันคงยังไม่ใช่หรอกครับ”

เรื่องราวทั้งหมดพรั่งพรูจากที่สั่งสมเอาไว้ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้เล่าเรื่องของเขาให้กับภัทรฟัง แต่เพียงแค่เริ่มเปิดเผยก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ภัทรรับฟังวันชนะจนจบ เขาเองยังให้คำแนะนำอะไรมากไม่ได้ เพราะจิตใจตัวเองก็รู้สึกจะชาๆอยู่เหมือนกัน คนที่ตนชอบกลับมีคนที่เขารักอยู่แล้ว ความรู้สึกเล็กๆที่ค่อยๆแทรกซึมคือดีใจที่รับรู้ว่าวันชนะอาการดี ขึ้นหลังจากที่ได้ระบายเรื่องทุกข์ใจ อาจเป็นเพราะรู้จักกันได้ไม่นาน พบเจอกันก็เพียงชั่ววูบ ความสัมพันธ์จึงยังไม่หยั่งรากลึก แม้ความหวังจะมีแต่ก็ไม่ลึกเช่นเดียวกัน แต่ก็อดเสียดายไม่ได้

“ในเมื่อตั้มบอกอย่างนั้น วินก็ให้เวลาเขาหน่อยเถอะนะ” คนรับปรึกษาให้คำแนะนำ
“ขอบคุณมากครับพี่ภัทร ผมดีขึ้นมากเลย” น้ำเสียงยังเศร้าๆแต่น้อยกว่าตอนเริ่มคุย
“เอาน่า อย่าคิดมาก ไหนเล่าหน่อยสิว่าวันนี้ไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อนๆสนุกไหม” ภัทรชวนคุยเรื่องอื่น
“สนุกมากเลยครับ อาหารก็อร่อยว่างๆพี่ภัทรลองไปทานดูสิครับ ที่ร้าน...”
“วันหลังต้องให้วินพาพี่ไปทานบ้างแล้วล่ะ” ภัทรหัวเราะก่อนเอ่ยชวนน้ำเสียงสบายๆแต่จริงจังขึ้น “ว่างเมื่อไรล่ะเรา”
วันชนะเงียบไปพักหนึ่ง “เสาร์หน้าดีไหมครับ วินจะได้เอามือถือไปคืนพี่ด้วย” วันชนะหวังผล
“ตกลงตามนี้นะ” วางสายแล้ว ภัทรมีรอยยิ้มผุดขึ้น

ห้าทุ่ม วันชนะนอนตาโพลงในความมืด วุฒิคงไม่กลับมาแล้วล่ะ น่าจะไปค้างที่อื่นเหมือนเดิม เพื่อนคนนี้ชอบไปค้างข้างนอกบ่อยๆ
เสียงกริกดังที่ประตูเบาๆ แสงจากข้างนอกส่องสว่างเข้ามาทาบเป็นเงาคน แล้วมืดลง
“นึกว่าวันนี้จะไม่กลับเสียอีก” วันชนะพูดทั้งยังนอนอยู่บนเตียง
ไม่มีเสียงตอบกลับ
วันชนะเริ่มผิดสังเกต ทำไมวุฒิไม่เปิดไฟ จึงดันตัวลุกขึ้นนั่ง
“ต้องกลับมาสิ” เงาดำสูงเข้ามานั่งชิดแล้วกระซิบเบาๆที่ข้างหู
วันชนะตกใจตอนแรกแต่ก็ยิ้มออกมา
“เข้ามาได้ยังไง” วันชนะแปลกใจ
“ก็มีกุญแจ” นักขัตตอบ เขาค่อยๆเอื้อมมือมาโอบไหล่วันชนะ
“ได้ไง?”
“วุฒิทำเผื่อให้นานแล้ว” เขาไม่พูดเหตุผลว่าทำไมวุฒิถึงต้องให้กุญแจ แต่เขาพูดถึงอีกเรื่องที่จริงจังกว่า
“วิน ที่ผ่านมาเราขอโทษนะ บอกตรงๆว่าตั้งแต่แรกเราเห็นวินเป็นเพื่อนเท่านั้น นานวันเข้าเราเองก็ไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่ตอนไหนที่เริ่มรู้สึกว่าใจมันเต้นจังหวะแปลกๆ ทั้งตอนที่เห็นวินยิ้ม หัวเราะ หรือแม้แต่ตอนที่วินร้องไห้ เราขอโทษที่เสียเวลาลังเลอยู่นาน มัวแต่กลัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น...” นักขัตมองผ่านความมืดเข้าไปลึกถึงนัยน์ตาของคนตรงหน้า มือข้างหนึ่งเอื้อมขึ้นสัมผัสเบาๆที่แก้มของคนที่กำลังตั้งใจฟัง
“ตอนนี้เราไม่แคร์อะไรแล้ว เราจะเป็นผู้ชายหรือจะกลายเป็นเกย์ก็ช่าง ทั้งหมดนี้เราจะทำและจะเป็นเพื่อวินคนเดียว”
น้ำตาเอ่อท้นขึ้นมา
เขาไม่พูดอะไรต่อแต่มือนั้นเช็ดน้ำตาให้

ตอนนี้หน้าของพวกเขาอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ หายใจรวยรินรดกันแต่ไม่รังเกียจ วงหน้าค่อยๆเลื่อนใกล้เข้า ทั้งคู่หลับตาลงปล่อยให้ร่างกายดึงดูดเข้าหากัน
ริมฝีปากอบอุ่นสัมผัสกัน ลมหายใจร้อนขึ้นเรื่อยๆ ถี่ขึ้น จากริมฝีปากที่แตะแนบกันเฉยๆ ก็เริ่มขยับโดยธรรมชาติ...ดูดดื่ม วงกอดแน่นขึ้นราวจะรัดให้ตัวหลอมเข้าเป็นคนๆเดียวกัน ค่อยๆพากันโน้มลงนอน...
กล้ามเนื้อเกร็งที่บริเวณช่วงล่าง จูบกันดูดดื่มแต่ต่างไม่กล้าจะสัมผัสจุดสำคัญของกันและกัน วันชนะอายไม่กล้าเริ่มก่อน นักขัตก็ยังมือใหม่ ทั้งคู่เลยได้แต่นอนกอด จูบและหอมแก้มกัน จนนานเข้าทั้งนักขัตและวันชนะก็ปล่อยหัวเราะให้กับความมือใหม่ของกันและกัน

Image


ที่ร้านขนมปังนมสดติดรั้วสนามฟุตบอลริมคูน้ำมีต้นสนเรียงเป็นทิวแถว ชาเย็นตั้งอยู่ข้างมือ จานใส่ขนมปังปิ้งราดนมข้นวางอยู่กลางโต๊ะ
“หลินเข้าใจดีตั้ม อย่างน้อยเราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ใช่ไหม” หลังจากปล่อยให้สายลมพัดผ่านไปอย่างอ้างว้างสุวรรณาก็ยิ้มให้ เป็นยิ้มอย่างมิตรจะมีให้กัน
“ขอบใจนะหลินที่เข้าใจเรา” นักขัตขอบคุณอย่างจริงใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก หลังจากที่กลั้นใจบอกออกไปอย่างยากเย็น

นักขัตเป็นคนไม่มีความลับ ระหว่างปิดบังกับเปิดเผยเขาเลือกที่จะทำอย่างหลังมากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเที่ยวป่าวประกาศ นอกเสียจากว่าเขาต้องเคลียร์กับสุวรรณา หล่อนจึงสมควรที่จะได้รับรู้ความจริง
“ตั้มบอกหลินแบบนี้ ไม่กลัวหลินจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่นเหรอ” สุวรรณาหยั่งเชิง
“เราเชื่อใจหลิน” นักขัตให้สายตาเชื่อมั่นแก่หญิงสาวจนคนที่ถูกบอกเลิกต้องเลี่ยงสายตาไปทางอื่นเสีย...ไม่อยากรับปาก ไม่อยากให้เขามาเชื่อมั่นในตัวเธอ
“หลินต้องไปแล้ว” เธอตัดบท ลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันที
“ขอบคุณมากนะหลิน” นักขัตกล่าวอีกรอบ เขาเข้าใจดีว่าสุวรรณาคงต้องการเวลา คงไม่มีคำใดดีไปกว่าขอบคุณ
หล่อนให้รอยยิ้มแทนคำพูด

“อ้าว ตั้มมาอยู่ที่นี่เอง ถามเพื่อนก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ไหน” แซกส์เดินเข้ามานั่งด้วย
“ว่าไง แซกส์” นักขัตยิ้มทักพลางจิบชาเย็น
“พรุ่งนี้เย็นว่างป่าว? ไปดูหนังกัน” แซกส์ไม่อ้อมค้อม
“พรุ่งนี้เหรอ” นักขัตทำท่าคิด “ไม่ได้หรอก มีนัดแล้ว”
“เหรอ ไม่เป็นไรไว้คราวหน้าก็ได้” แซกส์หน้างอไปเล็กน้อยแต่นักขัตไม่ได้สังเกต
“อ๊ะ ไปก่อนนะแล้วเจอกัน” นักขัตรีบลุกไป สายตามองผ่านแซกส์ไปข้างหลัง
“อืมๆ เจอกัน” แซกส์รีบพูดตามหลัง
นักขัตไม่อยู่แต่ขนมปังราดนมข้นยังอยู่ เลยเสร็จแซกส์เรียบจาน กินแล้วกำลังจะเดินออกร้าน
“เฮ้ย! กินแล้วไม่จ่ายเหรอ” เจ้าของร้านร้องแหวกอากาศ

วันชนะเดินหอบตำราเล่มหนาสองสามเล่มเลียบรั้วกั้นสนามฟุตบอลตรงไปยังตึกสี่
“เฮ้ย!” วันชนะสะดุ้งบิดตัวกลับอัตโนมัติ เพราะมีคนแกล้งจี้ที่เอวทั้งสองข้าง มือยกหนังสือเตรียมจะทุบ
“จะตีเราเหรอ” นักขัตปั้นหน้าทะเล้น
“เอาให้ตายเลย” วันชนะยกหนังสือหนาในมือทุบเบาๆ นักขัตยอมให้สองทีแล้วแย่งเอาไปถือ
“ผลสอบเป็นไงบ้าง” นักขัตถาม
“ยังไม่รู้เลย คงทยอยประกาศพรุ่งนี้” วันชนะมีแววกังวล ตอนช่วงสอบมีเรื่องตั้งมากมายกวนสมาธิ
“เอาใจช่วยละกัน” นักขัตยิ้มให้ รอยยิ้มแบบเดิม จากคนๆเดิม แต่มีความหมายมากมายทุกครั้ง
คนตัวสูงกว่าเดินเบียดเข้ามาใกล้ มือของเขาค่อยๆสอดประสาน
วันชนะรู้สึกตัวเบาเหมือนเป็นขนนกลอยอยู่ในอากาศ
“เดี๋ยวคนก็เห็นหมด” วันชนะนึกขึ้นได้รีบสลัดมือ
แต่นักขัตกำไว้แน่น ทำหน้าตาย
“ถ้าวินกลัวเราปล่อยก็ได้” นักขัตพูดเสียงจริงจัง “แต่ปล่อยตอนไปถึงห้องแล้วนะ” หน้าจริงจังเปลี่ยนเป็นหัวเราะร่วน
นิสิตหญิงกลุ่มหนึ่งเดินใกล้เข้ามาตรงหน้า นักขัตก็ยังไม่ปล่อยมือ เขาหันมามองหน้าวันชนะเหมือนจะถามว่าพร้อมไหม ตัดสินใจจะไปกับผมไหม
พร้อมที่จะเผชิญโลกนี้กับผมไหม

ไม่มีสักคนในกลุ่มนิสิตหญิงนั้นไม่หันมามองนิสิตชายหน้าตาดีสองคนเดินจับมือกันสวนทางมา
วันชนะยิ้มให้กับการตัดสินใจของตัวเอง
ถ้าเธอพร้อม ฉันก็พร้อม...หัวใจเขาเต็มไปด้วยทำนองเพลงรัก
แสงทองแต้มที่ปลายฟ้าอีกด้าน ดวงตะวันกำลังจะลับไป ภายใต้ท้องฟ้าผืนนี้ มีคนสองคนที่รักกัน...คนสองคนที่แหวกกฎเกณฑ์สังคม
ผู้ชายสองคนเดินจับมือไปด้วยกัน

ข้างหลังคนทั้งคู่มีหญิงสาวสวยที่มีตำแหน่งเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยยืนตาวาวโรจน์ เมื่อกี้เธอไม่น่าอ่อนให้นักขัตง่ายๆเลย ถ้าง้อหน่อย ขอร้องเขาสักนิด...บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนใจ คิดได้ดังนั้นจึงได้ย้อนกลับมา
มาทันเห็นภาพนั้นพอดี
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post23 Feb 2008 02:04

16



“อ๊ะ ห้ามปฏิเสธนะจ้ะ” เจ๊ใหญ่ชี้หน้าวันชนะ แต่แตะที่ปากหยักได้รูปของนักขัตพร้อมทำตาหยาดเยิ้ม
“พวกหนูติดหนี้เจ๊หนึ่งครั้งนะ จำไม่ได้เหรอ” เจ๊ใหญ่ทวงบุญคุณตอนที่ไปช่วยวันชนะออกมาจากโรงพัก
“ถ้าไม่ตกลงตามนี้ งั้นเจ๊ขอคืนนึงก็ได้” เจ๊ใหญ่ลูบที่หน้าอกนักขัต คำพูดคล้ายตลกๆนั้นความหมายขู่กลายๆ
เหตุนี้ทั้งนักขัตและวันชนะจึงต้องยอมเข้าร่วมชมรมศิลปะการแสดงของเจ๊ใหญ่ ด้วยแววตาอันคมกริบที่มองปุบเห็นนักขัตอยู่ในชุดองครักษ์มาดขรึมกับวันชนะอยู่ในชุดเจ้าชายสูงศักดิ์อันเป็นพล็อตเรื่องละครเวทีที่ชมรมของเจ๊ใหญ่จะจัดขึ้นเดือนหน้า

Image


“ทางนี้จ้ะน้องวิน” เจ๊ใหญ่เรียกวันชนะว่าน้องแทนคำว่าหนูที่เคยเรียกอยู่เสมอ เพราะว่ามีอยู่หลายคนที่ชมรม
วันชนะยกมือไหว้เจ๊ใหญ่กับรุ่นพี่อีกห้า-หกคนที่ชมรม
“น้องวินจะมาเล่นบทเจ้าชาย” เจ๊ใหญ่แนะนำก่อนหันไปถามความเหมาะสม “ทุกคนว่ายังไงบ้าง”
“บุคลิกใช้ได้ หน้าตาก็ใช่ หานักแสดงเก่งนะใหญ่” รุ่นพี่คนหนึ่งพูด
เจ๊ใหญ่ยิ้มเชิดๆ
“ตกลงเราก็ได้ตัวแสดงหลักครบแล้ว น้องวินเป็นเจ้าชาย น้องตั้มเป็นองครักษ์ และเจ้าหญิงก็น้องหลิน ส่วนตัวประกอบอื่นๆก็ยังไม่เร่งก็ได้” เจ๊ใหญ่สรุป
“เดี๋ยวครับ พี่ใหญ่...หลินไหน?” วันชนะเห็นเค้าไม่ดี
“หลินดาวมหา’ลัยไง” เจ๊ใหญ่ตอบโดยไม่ได้รู้เรื่องเบื้องหลังด้วยเลย “พูดถึงก็มาพอดี”
ข้างหลังวันชนะ นักขัตกับหลินเดินเข้ามาด้วยกัน
“วิน” นักขัตยิ้มแย้ม
ขณะที่สุวรรณาวางตัวนิ่งๆ “สวัสดี วิน” เสียงหล่อนเรียบๆฟังดูเย็นอย่างประหลาด
วันชนะทำใจดีสู้เสือ พยายามคุมตัวเองให้นิ่ง “หลิน”
“เอาล่ะจ้ะเด็กๆ เจ๊จะแจกบทให้ไปอ่านกันก่อนนะจ้ะ แล้วอีกสามวันเรามาเริ่มซ้อมกัน เนื้อเรื่องคร่าวๆก็คือว่าเจ้าชายเป็นคู่หมั้นกับเจ้าหญิงซึ่งทั้งคู่ไม่เค้ยไม่เคยเจอกันมาก่อน เพื่อความมั่นคงของอาณาจักรของเจ้าหญิงทางพ่อแม่ก็เลยยกลูกสาวให้เจ้าชายซึ่งเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งกว่า แต่ว่าเกิดอุบัติเหตุทำให้เจ้าหญิงของเราดั๊นไปตกหลุมรักกับองครักษ์ของเจ้าชาย...”

หลังจากที่บรีฟงานเสร็จเจ๊ใหญ่ก็ปล่อยตัวนักแสดงทั้งสามกลับไปได้ เพราะยังมีงานอีกหลายอย่างต้องทำ เช่นว่าวางแผนจัดหาตัวประกอบ และการโฆษณา
“ไปหาไรกินกันไหม?” สุวรรณาชวน
“อืม” นักขัตทำท่าคิด หันมามองวันชนะขอความเห็น
วันชนะไม่ค่อยอยากไปนักเพราะว่ายัง ‘เข้าหน้าไม่ติด’ กับหลิน แต่ดูสถานการณ์แล้วปฏิเสธยากจึงต้องเออออไปตามคำชวน

ที่ร้านอาหารข้างๆมหาวิทยาลัย
“เต้าหู้ทรงเครื่องค่ะ” พนักงานร้านยกมาเสิร์ฟเป็นจานแรก
“ของโปรดของตั้มไง หลินจำได้” หล่อนออกตัว
นักขัตเอ่ยขอบใจ
ไม่นานกับข้าวสี่-ห้าอย่างก็วางอยู่บนโต๊ะส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
“วินเงียบเชียว นี่จ้ะยำนางเอก” หล่อนตักกุ้งตัวใหญ่จากเมนูที่ชื่อว่า‘ยำนางเอก’ ที่มีกุ้งเป็นตัวเอกของเมนูวางลงบนจานข้าวของวันชนะ
“ขอบใจ หลิน” วันชนะกล่าวเรียบๆ รู้สึกแปลกๆ
“ระวังเปลือกกุ้งติดคอนะจ้ะ” หล่อนยิ้มยั่ว แล้วหันไปตักของชอบของนักขัตเหมือนเอาใจ
นักขัตยิ้มๆ

การสนทนาเป็นไปอย่างลื่นไหล แต่เป็นเฉพาะนักขัตกับสุวรรณาเสียมากกว่า
“อุ้ย! ตายจริง” หญิงสาวอุทานอย่างมีจริต “ลืมตัวไปเลย หลินกลายเป็นก้างขวางคอหรือเปล่านี่” หล่อนพูดเหมือนรู้ตัวหาก เมื่อเห็นวันชนะยังนั่งเงียบ “หลินจะกลับละ ขอโทษทีนะ” หล่อนกระวีกระวาดหยิบกระเป๋าถือ
“ไม่ใช่นะหลิน” วันชนะห้ามหล่อนเอาไว้ แต่แววตามีแวว ‘น้อยใจ’ ที่นักขัตเอาแต่คุยกับสุวรรณา อย่างเดียว
“หลินไม่ได้เป็นก้างเสียหน่อย” นักขัตพูดเอาใจ เขาไม่ได้หันมามองทางวันชนะเลย
“จริงเหรอตั้ม” หล่อนทำเสียงแผ่วๆ มองหน้านักขัตเหมือนจะขอการคอนเฟิร์มอีกที
“อืม...จริงสิ” นักขัตพูดทำนองรักษาน้ำใจหญิงสาวที่เคยเป็นคนรักกัน

สุวรรณากลับลงนั่งอย่างเดิม หล่อนปรายหางตาเหยียดๆมาทางวันชนะก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
“ทำไมวินไม่ค่อยกินอะไรเลยล่ะ นี่จ้ะ อร่อยนะ”
หล่อนตักปลาชิ้นหนึ่งให้ ก้างชิ้นใหญ่ชัดเจนวางแปะมาด้วย ซึ่งเป็นผลอย่างยิ่งเพราะวันชนะเกร็งขึ้นมา
“ไปห้องน้ำหน่อยนะ”
ก่อนลุกวันชนะยังเห็นแววสะใจในตาสุวรรณา
อึดอัดใจ...สุวรรณาเป็นเพื่อนและเป็นคนรักเก่าของนักขัต ไม่อยากคิดว่าสายตาที่มองมาจะหมายความตามนั้นจริงๆ
นักขัตก็นั่งอยู่ข้างกันแท้ๆ แต่ก็คุยอยู่กับหลินท่าเดียว

กลับมานั่งที่โต๊ะ สองคนนั้นก็ยังคุยกันออกท่าออกทางสนิทสนมอย่างกับเป็นแฟนกัน
“หลินปรึกษากับตั้มอยู่ว่าเสาร์นี้เราจะลองไปซ้อมบทกันก่อนแต่ไม่รู้ว่าวินจะว่างไหมนะ” หล่อนหันมาพูดกับวันชนะครู่หนึ่งแล้วหันไปพูดกับนักขัตต่อ “ตะกี้หลินดูคร่าวๆมีฉากที่ต้องกอดกันด้วยนะ ฉากหวิวๆแบบนี้ต้องซ้อมเยอะๆ วันจริงจะได้ไม่เขิน” สุวรรณาทำท่าหัวเราะคิก
“เสาร์นี้เรามีนัดแล้วล่ะ เชิญสองคนเถอะ” วันชนะพูดเรียบๆแต่ฟังดูประชดใครสักคน
“นัดเหรอ?” นักขัตสงสัย
“อือ” วันชนะตอบส่งๆ
สุวรรณาเห็นสถานการณ์ตึงๆ เลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำบ้าง ปล่อยให้คู่รักกู้ระเบิดที่หล่อนทิ้งไว้อย่างใจเย็น
‘แค่นี้ยังน้อย ต้องทำงานด้วยกันอีกตั้งเดือน เวลามีถมเถือไป’

‘ตัวป่วน’ ปลีกตัวไปแล้ว วันชนะยังทำปั้นปึ่ง ตักกับข้าวเข้าปากไม่พูดไม่จา วางช้อนแรงๆ
นักขัตยิ้มๆ ใช่ว่าเขาไม่รู้อะไร เพียงแต่เขาเกรงใจสุวรรณาในฐานะคนรักเก่าและที่คุยสนิทสนมก็คิดแค่เพื่อนเท่านั้น ที่ไม่ค่อยคุยกับวันชนะก็เพราะกลัวว่าจะแสดงออกเกินไป เดี๋ยวจะดูไม่ดี
“จะงอนอีกนานไหม” นักขัตเริ่ม
“งอนอะไร” วันชนะไม่สนใจ วางช้อนดังเคล้ง “อย่างไหนที่เรียกว่างอน”
“ก็อย่างนี้ล่ะสิ” นักขัตอดขำไม่ได้
“เราจะไปมีสิทธิ์งอนอะไรล่ะ เป็นแค่ก้างนี่” คนพูดทำเสียงฮึในลำคอ
“อ้อ นึกว่าเรื่องไหน” นักขัตยิ้ม
“เส้นใหญ่ผัดขี้เมาไก่มาแล้วค่ะ” พนักงานยกมาเสิร์ฟ
“สั่งให้ตอนวินไปห้องน้ำ” เขาพูด
“ขอบใจ” วันชนะกระแทก
“อย่างอนดิ”
“เป็นก้างไม่มีสิทธิ์งอน” วันชนะย้ำว่าตนเป็นก้างขวางคอ
“งอนแล้วไม่น่ารักเลย” เขาแหย่
“ก็ไม่ต้องมารัก” วันชนะแขวะ
นักขัตตาเป็นประกายโรจน์ขึ้นเหมือนได้ฟังเรื่องไม่เข้าหู เขาขยับหน้าเข้าไปใกล้ที่แก้มจนวันชนะใจเต้น
เขาคงจะไม่...ทำอะไรบ้าๆตรงนี้หรอกนะ
พอเข้ามาใกล้อีกนักขัตเลื่อนไปกระซิบที่ข้างหูว่า
“วินเป็นก้างตั้มก็เป็นปลาไง”

สุวรรณากลับมาก็เห็นนักขัตอมยิ้ม
“อ่ะหลิน เราตักให้นะ ‘ยำตัวอิจฉา’ เห็นว่าหลินชอบกินปลา” วันชนะยิ้มร่า นัยน์ตามีแววเล่นไปตามเรื่อง
หลินสังเกตแล้วเสียดายที่สถานการณ์คลี่คลายได้เร็วเกินไป
“ขอบใจจ้ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงแข็งนิดๆ เอาเถอะ เวลาอีกหนึ่งเดือน เราจะได้เห็นกัน นึกในใจแล้วหล่อนก็พ่นลมหายใจแรงๆออกมาอย่างคนขัดใจพลางกินปลาที่วันชนะเพิ่งตักให้...เคี้ยวมันให้แหลก
“อ๊ะ!”

สองหนุ่มมองหญิงสาวอย่างแปลกใจ “เป็นไรเหรอหลิน”
“กะ...ก้าง ก้างติดคอ” สุวรรณาน้ำตาเล็ด


Image



“วันเสาร์มีนัดไปไหน?” นักขัตถามตอนเดินกลับมาที่หอด้วยกัน
“เอาของไปคืนน่ะ” วันชนะตอบ
“แย่จัง แล้วจะกลับกี่โมงล่ะ ตามไปทีหลังได้ไหม” นักขัตอยากให้วันชนะไปซ้อมด้วย
“ยังไม่รู้เหมือนกัน” วันชนะเองก็กะไม่ถูกว่าภัทรจะคุยอะไรยืดยาวหรือเปล่า “คงไม่นานหรอกมั้ง”
แยกกันเข้าห้อง วันชนะเห็นแสงวูบวาบที่หน้าจอเลยเข้าไปหยิบมือถือขึ้นมารับ
“ครับ พี่ภัทร”
“สวัสดีวิน วันนี้เป็นไงบ้าง” ปลายสายถามสารทุกข์เป็นปกติที่จะถามทุกวัน
“ก็ดีครับพี่” วันชนะตอบพลางถอดเสื้อออก “วันนี้ไปคุยเรื่องแสดงละครเวทีมาครับ” วันชนะเล่าให้ฟังเหมือนเคย เขารู้สึกดีที่ได้เล่าเรื่องราวให้กับภัทรฟัง เหมือนน้องชายเล่าเรื่องในโรงเรียนให้พี่ชายฟังตอนเย็น
“จากนั้นก็ไปกินข้าวครับ...”
“คุยกับใคร” จู่ๆเสียงนักขัตก็ดังจากข้างหลัง
วันชนะตกใจเลยรีบกดวางสาย
“เพื่อนน่ะ” วันชนะรีบบอก
“มีมือถือไม่เห็นบอกกันเลย” นักขัตทำหน้าบูด “แล้วคุยกับเพื่อนคนไหน ดูสนิทสนมกันจัง”
“ก็เพื่อนน่ะ” วันชนะตอบอย่างเดิม “ทำไมเหรอ”
“อย่างนั้นจะรีบวางทำไม” นักขัตหน้าบึ้ง
“ก็คุยจบพอดี” วันชนะตอบหน้าตาย “เข้ามาได้ไง”
“อืม งั้นไปละ” นักขัตหันหลังกลับ ไม่ตอบว่าประตูมันเปิดอยู่
แต่ว่าวันชนะคว้ามือเอาไว้
“จะกลับ” น้ำเสียงแข็งขึ้น
“ตั้ม” วันชนะเรียก น้ำเสียงจริงจัง
“อะไร” นักขัตยังพูดออกห้วนๆ
“มาทางนี้ก่อน” วันชนะลากร่างสูงมาที่เตียง คนโดนลากทำหน้าเรียบเฉย
“แหย่เล่นหน่อยเดียว” วันชนะพูดขำๆแต่พอเห็นหน้านักขัตแล้วขำไม่ออก เลยเล่าเรื่องของภัทรให้ฟังจนหมด
“ฮึ” นักขัตทำเสียงฮึดฮัดในคอ
“เราจะเอามือถือไปคืนเขาแล้ว ก็คงไม่ได้คุยกันอีกแล้ว” วันชนะรีบอธิบาย
นักขัตหน้างอไม่หาย วันชนะเลยยิ่งหน้าเครียด
สุดท้ายนักขัตก็ปล่อยขำออกมา
“แกล้งกันเหรอ” วันชนะยิ้มงอนๆที่รู้ว่าโดนอำ
“โอ๊ย! เจ็บ” นักขัตร้อง
“อยากมาแกล้งทำไม” วันชนะบิดที่ท้องแขน
“กลัวแล้วๆ” นักขัตร้องแต่มือจี้เอววันชนะบ้าง “นี่ๆ จะนอกใจผมเหรอ”
วันชนะน้ำตาเล็ด มือก็คอยปัดมือนักขัต “อย่าสิตั้ม ไม่เอ๊า ไม่เอา”
ดิ้นพล่านไปทั่วเตียงจนผ้าปูยับนักขัตถึงหยุด คว้าตัววันชนะมากอด หน้าเกือบจะแตะกันก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ผมเชื่อใจวิน” เขาจูบที่หน้าผาก “แต่ก็หึงนะ คราวหลังจะคุยกับใครบอกให้ผมรู้ด้วยสิ”
“ขอบใจนะตั้ม แต่เชื่อเถอะนะว่าผมรักตั้มคนเดียว”
นักขัตเลื่อนเข้าไปใกล้ริมฝีปากวันชนะ
จุมพิตดูดดื่ม อารมณ์ร้อนขึ้น
ริมฝีปากร้อนๆ จูบเลื่อนลงมาเรื่อยๆ...
สองร่างกอดกันแน่น

“เฮ้ย! ทำไรกันวะ”
เสียงของวุฒินั่นเอง
ทั้งคู่ถึงกับผงะออกจากกัน
“วุฒิ!” นักขัตกับวันชนะแทบจะพูดพร้อมกัน อารามตกใจทำให้ทำอะไรไม่ถูก
“เกรงใจกันบ้างสิ เราก็อยู่ห้องนี้เหมือนกันนะ” วุฒิพูดโดยไม่มองเพื่อนทั้งสองคนพลางเดินไปหยิบของที่โต๊ะของตัวเอง
“ขอโทษนะวุฒิ” วันชนะพูดเสียงแผ่ว
“วุฒิ...” นักขัตถึงตัวเพื่อนได้ก็โอบไหล่อย่างเคยทำพาออกห้องไป

ในห้องของนักขัต
“มึงเนี่ยนะ!” วุฒิโพล่งออกมา
“เออ” นักขัตยอมรับ
วุฒิมองนักขัตอย่างพินิจ คิ้วขมวด “กูไม่เห็นรู้เรื่อง มึงออกจะแมน”
“กูก็เพิ่งเป็นนี่แหล่ะ” นักขัตอ้อมแอ้ม “ตั้งแต่เจอวิน”
“วินน่ะกูยังดูออก” วุฒิพูดออกมา “กูได้ยินเขาละเมอเรียกชื่อมึงกลางดึกอยู่บ่อยๆ”
วันชนะเงี่ยหูฟังอยู่ที่ระเบียงถึงกับหน้าร้อน
“เหรอ” นักขัตยิ้ม
“นึกว่าเขาจะรักมึงข้างเดียวเสียอีก เลยเอาแต่เศร้าๆ ...มิน่าล่ะช่วงหลังนี้ดูสดใสขึ้น” วุฒิทวนเหตุการณ์
“มึงรังเกียจรึเปล่า?” นักขัตถามน้ำเสียงจริงจัง
“เฉยๆว่ะ เกย์ก็คน มึงเพื่อนกู วินก็เพื่อนกู” วุฒิพูดน้ำเสียงจริงจังเช่นเดียวกัน

เงียบไปสักพักก่อนเสียงโวยวายของวุฒิจะดังขึ้น
“เฮ้ย ออกไป ไม่ต้องมากอดกู” วุฒิดันตัวนักขัตออก
“ซึ้งใจมึงว่ะเพื่อน” นักขัตกระชับวงแขน “กูรักมึง”
“เออ รู้แล้ว ไปกอดวินนู่นไป๊” วุฒิตะกาย

“ว่าแต่เมื่อกี้ทำไรกันอยู่น่ะ”
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post23 Feb 2008 23:15

ว้า.. จบตอนซะแล้ว กำลังอ่านอย่างเพลิดเพลินเลย :greez:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post25 Feb 2008 11:16

17



“อยู่ตรงไหนนะครับพี่ภัทร ผมหาไม่เจอ” วันชนะคุยผ่านมือถือเดินวนอยู่บริเวณที่คิดว่าเป็นสถานที่นัด
“ร้านนี้แหล่ะวิน” คนในมือถือพูด “หันมาทางขวาสิ”
วันชนะหันรีหันขวางก่อนพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าร้าน หน้าร้านตกแต่งเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก ภัทรนั่งนั่งติดกระจกที่มองเห็นได้ง่าย

“สวัสดีครับพี่ภัทร” วันชนะยกมือไหว้
“อืม นั่งก่อนวิน” เขารับไหว้
พอนั่งเรียบร้อยวันชนะถึงได้พบว่าคู่สนทนาเป็นผู้ชายที่เรียกว่าเพอร์เฟคจริงๆ จะว่าไปแล้วภาพตอนที่เจอกันครั้งแรกก็เลือนรางไปจากความทรงจำของวันชนะอยู่มาก
“พี่สั่งกับข้าวไว้แล้ว น้องวินหิวรึยัง จะเอาอะไรเพิ่มไหม” ว่าเสร็จก็หันไปเร่งกับบริกร
“ไม่เป็นไรครับพี่ภัทร เอ่อ...” วันชนะเกรงใจที่จะบอกว่าต้องรีบกลับไปซ้อมละคร ใจเขาพะวงอยู่กับนักขัตมากกว่า
“วินอยู่ทานข้าวกับพี่ก่อนนะ” ภัทรพูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“...ครับ”

ทั้งสองไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกสายตาคู่หนึ่งแอบมองจากร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม เจ้าของสายตาที่ลอบมองใส่หมวกแก๊ปและแว่นตากรอบหนา
นักขัตมองเห็นวันชนะแต่ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันบ้าง ทำไงได้ล่ะ ก็เขาเป็นห่วงนี่นา
ไม่ชอบใจเลยที่เห็นวันชนะอยู่กับคนอื่นสองต่อสอง และก็รู้ด้วยว่าคนๆนั้นชอบวันชนะอยู่ด้วย

“นี่ครับพี่ภัทร มือถือของพี่ วินขอคืนให้นะครับ” วันชนะล้วงมาวางที่กลางโต๊ะ ขณะที่เสียงโทรศัพท์มือถือของภัทรดังขึ้นพอดี เขาหันไปคุยเรื่องงานอยู่สักนาทีก่อนจะวางสาย
“วินเก็บไว้เถอะ พี่ให้ เห็นไหมพี่ก็มีเครื่องใหม่แล้ว” เขาคะยั้นคะยอให้วันชนะรีบเก็บลงไป พอเห็นท่าทางลังเลเลยเอื้อมไปจับมือของวันชนะมาวางทับมือถือนั้นแล้วบีบเบาๆ
“จะดีหรือครับพี่” วันชนะลังเล
“ถ้าลำบากใจเอาไว้พี่ค่อยให้วินมาทำงานชดใช้ละกัน” ภัทรหาข้ออ้างให้วันชนะสบายใจ
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ครับ”
พอดีกับอาหารที่สั่งไว้ทยอยมาเสิร์ฟ ทั้งสองจึงเริ่มสนทนาเรื่องอื่นๆ ความสนิทสนมไว้ใจเหมือนตอนคุยกันผ่านโทรศัพท์ก็เริ่มต่อติด
ประตูร้านเปิดเพราะมีลูกค้าท่านอื่นเข้ามา บังเอิญว่าข้างนอกมีลมแรงพอดิบพอดี และบังเอิญว่าฝุ่นผงปลิวมาพอเหมาะลงที่นัยน์ตาของวันชนะ

“อ๊ะ ฝุ่นเข้าตา” วันชนะขยี้ตา
“อย่าขยี้สิวิน” ภัทรรีบจับมือห้าม “ให้พี่ดูหน่อย”
จังหวะที่วันชนะนั่งนิ่งอยู่ให้ภัทรยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆเพื่อหาเจ้าผงตัวปัญหา มุมที่พวกเขาอยู่กับตำแหน่งที่นักขัตเห็นจากฝั่งตรงข้ามนั้นได้บังเกิดเป็น ‘ช็อตเด็ด’ แบบในละครหลังข่าวพอดิบพอดี
นักขัตเห็นเป็นว่าภัทรจูบกับวันชนะอย่างไม่อายสายตาใครๆ
แถมวันชนะยังนั่งนิ่งให้เขาทำ มันคงจะหล่อมากล่ะสิ ดีกว่าเขาล่ะสิ
ลมโมโหพุ่งออกหู ลมหึงหวงตีป่วน ...สิ่งที่เขาเห็นมันไม่ได้บังเอิญ!

Image


ใต้ถุนตึกคณะวิศวกรรมในวันเสาร์ มีหนึ่งสาวหนึ่งหนุ่มกำลังขมีขมันซ้อมบทละครกันอยู่ วันชนะรู้สึกขัดใจเล็กน้อยที่มาถึงก็เห็นฉากที่องครักษ์แอบลักลอบพลอดรักกับเจ้าหญิง
“ขอโทษที สายไปหน่อย” วันชนะจงใจวางกระเป๋าลงแรงๆอย่างแสนงอน น้ำเสียงขัดเคืองเหมือนจะเรียกให้นักขัตรู้ตัวว่า ‘แฟนนายอยู่นี่’
“อ้อ มาแล้วเหรอ ช้าจัง” นักขัตพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่วันชนะจับได้
“ซื้อสเต๊คมาฝากด้วย” น้ำเสียงยังแง่งอน
ขณะที่สุวรรณาเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ สองคนนี้โกรธกัน? จับผิดได้ก็เริ่มยิ้มในใจ
“ว้าย ตายแล้ววิน” หล่อนทำเสียงกรี๊ดกร๊าด “ไม่รู้เหรอไงจ้ะ ว่าตั้มไม่กินเนื้อ”
“มะ...ไม่รู้” วันชนะเสียงอ่อยลง
นักขัตเงียบ ตามีแววขุ่นเคือง แต่ก็เลือกจะไม่พูดอะไร
วันชนะมองลึกเข้าไปในตานักขัต ดูเย็นชาแปลกไปจากเมื่อวาน หันไปมองสุวรรณา เพื่อนคนนี้ทำท่าว่าตัวเองสูงส่งอีกแล้ว

อ้อ...ถ่านไฟเก่า!

เงียบไปทั้งสามคน
“มาซ้อมกันต่อเถอะ” สุวรรณาทำลายความตึงเครียด “วินดูบทที่ห้านะจ้ะ ท่องไปก่อนเดี๋ยวหลินมาซ้อมด้วย”
วันชนะรับคำบงการของหล่อนอย่างมึนตึง ยังค้างคากับแววตาของนักขัต
นั่งท่องบทไปแต่ใจพะวงไปกับเสียงพูดตามบทละครที่นักขัตกับสุวรรณากำลังซ้อมกันอยู่...

“โอ้เอย ท่านหญิงของข้ากระหม่อมผู้ด้อยเกียรติ ดูเถิดจันทราหากขอได้ใคร่จะขอให้หญิงสูงศักดิ์ผู้นี้กลายเป็นเพียงนรีสามัญ” นักขัตซ้อมฉากที่โอบกอดพลอดรักกับเจ้าหญิงใต้แสงจันทร์
“ใยกล่าวเช่นนั้นท่านองครักษ์กล้า ท่านอยากเห็นข้าเป็นแต่เพียงหญิงสามัญชนกระนั้นหรือ” หญิงสาวพูดมีจริตจะกร้าน
“หามิได้ดอกเจ้าหญิงผู้เลอโฉม ข้าเพียงแต่มิอาจขอจันทร์ให้เสกข้าเป็นเจ้าชายไปได้ มิบังควร...” นักขัตต่อบทอย่างแนบเนียน
“ข้าได้ยินดวงจันทร์ให้พรข้อนั้นแก่เจ้า” สุวรรณายิ้มเอียงอายอย่างอินกับบท “จันทราขึ้นกลางฟ้าคืนพรุ่ง ข้าจะกลายเป็นหญิงต่ำศักดิ์ ข้าจะไปกับเจ้า จงรอรับข้าเถิด”
ตามบทเจ้าหญิงจะสละยศและเกียรติเพื่อหนีตามคนรักซึ่งเป็นเพียงองครักษ์ของเจ้าชายไป
“ในเมื่อเจ้าเลือกจะกลายเป็นนางไพร่คนหนึ่ง ข้าก็จะให้เจ้าสมหวัง” เสียงวันชนะโพล่งขึ้น เขาก้าวเข้าไปร่วมวงด้วย
นักขัตกับสุวรรณารู้ว่าวันชนะลัดไปฉากวันที่ทั้งคู่จะหนีตามกัน
เวทีซ้อมละครดูจะกลายเป็นเวทีเชือดเฉือนคารมและจิตวิทยาที่ดูจะเข้ากับบทจริงของคนทั้งสามไปเสียแล้ว
“ข้าเลือกทางสามัญดีกว่าอภิเษกกับท่าน” สุวรรณาต่อบททันที “ข้าทนไม่ได้หรอกที่จะต้องอยู่กับท่านไปตลอดชีวิต ...ท่านมิคู่ควร” หล่อนแกล้งพูดผิดจาก ‘ข้ามิคู่ควร’ เป็น ‘ท่านมิคู่ควร’ สายตามองที่วันชนะแล้วจึงชำเลืองไปทางนักขัต
“บ่าวรู้ตัวว่าทำผิดนัก” นักขัตแทรกตามบท “คนผิดมิควรกล่าวขอสิ่งใด แต่ครั้งนี้บ่าวขอ วันหน้าบ่าวจะกลับมาขอรับคมดาบท่าน”

เจ้าชายปวดใจที่เห็นคนทั้งคู่รักกัน...วันชนะปวดใจที่นักขัตแทรกมาแม้จะเป็นไปตามบทก็เถอะ
ดูเหมือนนักขัตจะเข้าใจสงครามจิตวิทยานี้ และเขาก็ช่วยสุวรรณารุมตนโดยเอาบทละครมาบังหน้า งงหนักที่จู่ๆนักขัตเปลี่ยนไป ...แค่ซ้อมละครด้วยกันไม่กี่ชั่วโมงนี่หรือ
วันชนะมองดูนักขัตอย่างโกรธเคืองตามบทละครแต่มีอารมณ์นอกบทคุเจือปน
“ได้โปรดเถิดเจ้าชายผู้เปี่ยมด้วยเกียรติ ปล่อยพวกเราไปเถิด” สุวรรณาโผเข้าโอบนักขัต
วันชนะอึ้ง นักขัตเงียบแต่สายตาบอกความเย็นชาระคนขัดข้องหมองใจ
“หลินตื่นเต้นไปหมดแล้วเนี่ย ละครเรื่องนี้ต้องสนุกมากๆแน่เลย” หล่อนสมใจจนหลุดบท คำพูดเหมือนจะทำนายเหตุการณ์
“ขอพักก่อนนะ” วันชนะหนีไปที่นั่งห่างออกไป
สุวรรณายิ้มเจ้าเล่ห์แล้วจึงหันไปสนทนากับนักขัต “เรามาต่อฉากกระท่อมในป่าร้างกันเถอะตั้ม”
“ฮึ! กระท่อมร้าง” วันชนะนึกหมั่นไส้ในใจ
“โอ๊ย!”
“อะไรอีกล่ะ” วันชนะคิดในใจเมื่อไรยินเสียงอุทานเจ็บปวดของสุวรรณา...จะมาไม้ไหนอีก
มองไปก็เห็นนักขัตพยุงเดินมา...อ้อ ขาแพลง
หญิงสาวทำออเซาะเดินขากระเผลกเกาะแขนนักขัตแน่น
นักขัตจึงพาหล่อนมานั่งใกล้กับวันชนะ
จะอะไรกันนักหนาพามานั่งก็พอแล้ว นี่ยังจะทำกระหนุงกระหนิงกันอยู่ได้ อารมณ์ชั่ววูบทำให้คนใจเย็นอย่างวันชนะถึงกับหน้าแดงก่ำ ลืมไปว่าสุวรรณาก็เป็นเพื่อนคนหนึ่ง
“อ๊ะ ขอโทษทีนะ” วันชนะแกล้งทำหนังสือเล่มหนาตกใส่เท้าสุวรรณา “มันหลุดมือ”

สุวรรณาร้องโอดโอยของจริง
วันชนะยิ้มเยาะเพียงชั่ววินาที
แต่นักขัตรู้! เขาจ้องมองวันชนะอย่างแคลงใจ วันชนะคนเดิมหายไปอยู่ไหนแล้ว คนที่มองโลกในแง่ดี เรียบร้อยคนนั้น...

กระดากในใจ เป็นคนอื่นเห็นยังรู้สึกว่าหน้าหนาขึ้นมาไม่มากเท่าคนรักตัวเองจับได้
“ขอโทษนะหลิน” วันชนะกลับมาเป็นคนเดิม เสียงขอโทษจริงจังขึ้น
“ไม่เป็นไรจ้ะ” สุวรรณายิ้มให้บางๆ
“เดี๋ยวเราไปหายามาให้” นักขัตพูดแล้วเดินออกไป ก่อนไปเขายังมองหน้าวันชนะเหมือนค้นหาคำตอบอะไรสักอย่าง
วันชนะกระหวัดถึงวันนั้น...วันที่ลมแรง...วันที่เขาเองก็ขาแพลง...
“ตั้มนี่น่ารักเนอะวิน” หลินเปิดฉาก “ใครได้เป็นแฟนคงโชคดีมาก”
วันชนะยังเศร้าๆ รู้สึกสำนึกผิดจนไม่ทันคิดว่าหล่อนพูดกระทบตน นัยคือหล่อนก็อยากเป็นแฟนนักขัต วันชนะไม่ควรมาแย่งของหล่อนไป...

“อืม” วันชนะตอบเสียงยังเศร้า ถ้าเป็นเวลาปกติเขาคงรู้สึกภูมิใจ “ตั้มเขาดีมาก”
“น่าเสียดายนะ...” หญิงสาวพูดเหมือนแกล้งหยุดคำได้ทัน ‘...น่าเสียดายที่กลายเป็นผู้ชายไม่เต็ม’
วันชนะรู้ในความหมายนั้น แต่ก็ยิ้มให้
...ถ่านไฟเก่ามันคุขึ้นมาอีกแล้วกระมัง แต่เอาเถอะถ้านักขัตเลือกสุวรรณา เขาก็จะไม่ขวางหรอก กลับไปเดินทางปกติน่ะดีแล้ว...
“เราขอตัวก่อนนะหลิน พอดีนึกขึ้นได้ว่ามีธุระ ฝากบอกตั้มด้วยละกัน” วันชนะเลี่ยงที่จะเผชิญหน้าเมื่อนักขัตกลับมา
“เดี๋ยวหลินบอกให้” หล่อนรับคำ
วันชนะเลี่ยงไปไม่กี่ก้าวเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าก็ดังขึ้น
นักขัตเดินมาพอดี ทันเห็นหลังวันชนะเดินคุยโทรศัพท์ออกไป
“วินบอกว่ามีธุระน่ะตั้ม” สุวรรณาพูด
“อืม” นักขัตรับรู้ ในใจเดือดปุดๆ จะอะไรกันนักนะ เมื่อกี้จูบกันในร้านยังไม่พออีกหรือ

Image


เสียงเคาะที่หน้าห้องทำให้วันชนะลุกไปเปิด
“ไปกินข้าวเย็นกัน” นักขัตพูด เสียงออกจะเย็นชานิดหน่อย
“กินมาแล้ว” วันชนะพูดเสียงเรียบ
“ก็ต้องไป” นักขัตชักขุ่นดึงมือวันชนะออกจากห้องเสียอย่างนั้น

มุมหนึ่งของโรงอาหารกลางยามแสงตะวันเป็นสีทอง วันชนะกับนักขัตนั่งข้างกัน...เพื่อที่จะไม่มองหน้ากัน
“กินสิ” นักขัตเริ่มพูด
“บอกว่ากินแล้ว” วันชนะหน้าบึ้ง
“รึจะให้ป้อน” นักขัตเสียงขุ่น
“ไม่ต้องหรอก” วันชนะหันหน้าออกไปอีกทาง “ไปป้อนให้หลินเถอะ”
“อยากให้ทำอย่างนั้นก็จะทำ”
วันชนะจนคำพูด สิ่งที่คิดเริ่มมองเห็นรูปร่าง...ถ่านไฟเก่า
ป่วยการจะอยู่ต่อ วันชนะลุกขึ้น
“จะไปไหน” นักขัตดึงมือวันชนะให้นั่งลงอย่างเดิม แต่กลับไม่รู้ตัวว่าได้ใส่แรงเข้าไปด้วยจนวันชนะต้องสะบัดมือ
นักขัตหน้าเสีย แต่ก็วางฟอร์มทำหน้านิ่ง “กินหมดแล้วค่อยไป”
วันชนะยอมนั่งลงที่เดิม
“ทำไม กับข้าวถูกๆที่เราซื้อให้ไม่ถูกปากรึไง หรือว่าต้องให้เราจับมือก่อน ต้องจูบด้วยใช่ไหม”
“พูดเรื่องอะไรน่ะ” วันชนะหันขวับ
“เปล่า”
“อ้อ แอบตามเราเหรอ” วันชนะคาดและก็ถูกเผง “นิสัยไม่ดี”
“เออ เรานิสัยไม่ดี ต้องเป็นไอ้คนนั้นคนเดียวสินะที่ดีเลิศ แอบตามแฟนตัวเองมันผิดตรงไหน” นักขัตระเบิด รู้สึกร้อนๆที่หลังวูบวาบ
วันชนะก้มหน้านิ่ง กัดกรามจนปูด เสียใจที่นักขัตไม่เคยไว้ใจปะปนกับอารมณ์สงสัยที่โดนใส่ความ เขาได้ไปจูบกับใครเสียเมื่อไร
“เชิญกินไปคนเดียวเถอะ” วันชนะลุกขึ้นเดินงุดๆออกไป
นักขัตหงุดหงิดตัวเองก่อนจะรีบวิ่งตาม

Image


“เปิดประตูนะวิน” นักขัตทุบประตู วันชนะลงกลอนจากด้านในอีกชั้น
เงียบ...
นักขัตทุบอีกจนมือแดง
วันชนะใจแข็งไม่ยอมเปิดให้
ข้างนอกห้องวุฒิเดินมาพอดี “เฮ้ย มึงจะพังประตูห้องกูเหรอ”
“เออ” นักขัตไม่แยแส
“เฮ้ยๆ” วุฒิรีบห้าม “มีไรกันวะ”
“วิน เปิดประตู” นักขัตทุบอีก
“เวร ทะเลาะกันอีก จะเข้าไปเอาของได้ไหมวะนี่” วุฒิทำหน้าเซ็งโลก
นักขัตนึกวิธีออก รีบวิ่งเข้าห้องตัวเอง

ใจแป้วอยู่บ้างที่ต้องขึ้นไปยืนบนขอบหนาเพียงสิบเซนติเมตรตรงระเบียงหลังห้อง ช่องว่างระหว่างระเบียงของห้องวันชนะกับห้องของเขาห่างกันไม่เยอะแต่ก็ไม่ควรทำอย่างยิ่งในชั่วโมงปกติ
นับหนึ่ง สอง สามในใจแล้วก้าวข้ามไป อย่างที่คิดวันชนะไม่ได้ปิดประตูตรงระเบียง
วันชนะนอนคว่ำหน้าอยู่ใต้หมอน
“วิน” นักขัตเรียก น้ำเสียงอ่อนลง
วันชนะสะดุ้ง แต่ก็ยังซ่อนอยู่ใต้หมอน
นักขัตนั่งลงที่ขอบเตียง “เราขอโทษ”
วันชนะเงียบไป
“เราหึง”
วันชนะสงสัย ...จะหึงเรื่องอะไร วันก่อนก็บอกเรื่องพี่ภัทรไปหมดแล้วนี่
“เราทนไม่ได้ที่เห็นวินจับมือกับเขา จูบกับเขา”
“จะบ้าเหรอไง” วันชนะแหวใส่ ขว้างหมอนใส่หัวนักขัต “จับมือน่ะใช่ อันนั้นเขาจับมือเราเอง แต่จูบนี่มันตอนไหนกัน ...หา?”
“ก็...หลังจากนั้น” นักขัตชักลังเล
วันชนะนึกตามก็ถึงบางอ้อ “ฝุ่นเข้าตาหรอก พี่ภัทรเขาดูให้”
นักขัตยังไม่ปักใจเชื่อ ก็เขาเห็นแบบนั้นจริงๆ
“ไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อ เราก็พูดได้เท่านี้แหล่ะ” วันชนะล้มตัวลงนอนตะแคงเบือนหน้าหนี

ใจเริ่มอุ่นๆ ความเชื่อใจกันเริ่มผุดผาดขึ้นมา นักขัตย้อนภาพ...อาจเป็นไปได้ มุมที่เขาอยู่มันทำให้เห็นเป็นแบบนั้น จึงเริ่มรู้สึกละอายใจที่ทำตัวไม่ดี ทั้งที่แอบตามไป...เพราะไม่เชื่อใจ แต่จริงๆเขาเป็นห่วง ที่พูดไม่ดีกับวันชนะ แต่จริงๆก็เพราะเขาหวง
นักขัตล้มตัวลงนอนข้างหลังวันชนะมือสอดรวบตัวคนหน้างอเข้ามา
“ขอโทษนะ” นักขัตเริ่มบทง้อ
วันชนะเริ่มยิ้มออกแต่ก็ยังแกล้งทำเป็นโกรธ
“ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ ...”
วันชนะเงียบ ดีใจที่คลี่คลายเข้าใจกันได้แต่ก็ยังงอนอยู่
“ขอโทษ ขอโทษ ...” นักขัตยังพูดพร่ำ “จะไม่ยกโทษให้เราเลยเหรอ” มือไม้เริ่มซุกซนล้วงเข้าใต้เสื้อ
ข้างนอกห้อง วุฒิที่เงี่ยหูฟังอยู่ตลอดได้ยินเป็นเพียงพึมพำเบาๆ ไม่ได้ยินเสียงทะเลาะโวยวายก็เข้าใจว่าคงคืนดีกันแล้ว จึงได้เคาะที่ประตู
“เฮ้ย ดีกันแล้วเปิดประตูให้หน่อยสิ จะเอาของ”
นักขัตสะดุด
“เอาอะไร” เสียงลอดออกมา
“แฟ้มสีดำบนโต๊ะ” วุฒิตะโกน
สักพักแฟ้มสีดำก็ถูกยื่นใส่มือเมื่อนักขัตแง้มประตูเอาออกมาให้ “อ่ะ”
“เออ ห้องกูนะโว้ย” วุฒิหัวเสียแต่ก็ไม่ได้จริงจัง แล้วจึงเดินลงไป
นักขัตกลับมาที่วันชนะอีกครั้ง
“ขอโทษนะ” เขากล่าวอย่างจริงใจ “จะยกโทษให้เราได้ไหม”
วันชนะโดนหอมเข้าที่แก้ม จึงจูบที่ริมฝีปากนักขัตเบาๆแทนคำตอบ
นักขัตสนองตอบจูบที่อบอุ่นอ่อนโยนนั้น...ค่อยๆแรงขึ้น...เนิ่นนาน ถอนริมฝีปากออก ทั้งคู่มองหน้ากัน วันชนะอมยิ้ม นักขัตลูบเบาๆที่แก้มของวันชนะ

...ไม่มีคำพูดใดอีก...

จูบร้อนแรงขึ้นอีก ลมหายใจเร่งเร้า วันชนะรู้ตัวอีกทีเมื่อเสื้อของเขาถูกถอดออกไปแล้ว นักขัตก็เปลือยท่อนบนเช่นกัน ช่วงอกแกร่งของนักขัตทำให้วันชนะสั่นเคลิ้ม มือค่อยๆลูบแผ่วๆไล้ตั้งแต่หัวไหล่ อก หน้าท้อง...
นักขัตพรมจูบที่แก้ม ซอกคอ ที่หน้าอก แล้วกลับขึ้นมาจูบที่หน้าผากของวันชนะ อาศัยว่าความมืดช่วยทำให้กล้าขึ้น ต่างคนต่างลูบไล้ ต่างขยับ ปากประกบจูบร้อนแรง
เพลงรักบรรเลงไปอย่างหอมหวน
ราวกับทุกอณูในร่างกายจะมีเปลวไฟแผ่ออกมา
“อา...”
คืนนี้ท้องฟ้าเดือนมืด ไม่มีแสงจันทร์ใดๆ แต่ความอบอุ่นจากจุดเล็กๆบนโลกนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นแสงสว่างสำหรับคนสองคน...

นอกห้อง
วุฒิเอาหูแนบประตู ที่กลับมาเพราะว่านักขัตหยิบแฟ้มให้ผิดอัน พอมาถึงก็ได้ยินเสียง ด้วยความอยากรู้จึงไม่เคาะ
“มันทำไรกันอยู่ว่ะ”
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post25 Feb 2008 11:31

ได้กลับมาอ่านอีกครั้งก็ยังสุขใจเหมือนเดิม
อยากอ่านต่อจากบอร์ดที่แล้วเร็วๆจัง
~Life is long if you know how to use it.~ >_<
~EaM~
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 3
Joined: 10 Feb 2008 17:52

Re: แค่มีนาย

Post25 Feb 2008 14:31

อยากอ่านต่ออีก เอามาลงเพิ่มเยอะๆ เลยซิครับ :D
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post26 Feb 2008 17:08

18



ผ่านไปสองสัปดาห์ โปสเตอร์โฆษณาละครเวทีของชมรมศิลปะการแสดงก็ติดอยู่ทั่วมหาวิทยาลัย
“หือ...!?” ภาสกรยื่นหน้าเข้าไปใกล้โปสเตอร์ “นักขัต เทพรักษ์...ชื่อตั้มนี่”

เย็นวันเดียวกันนั้นที่ชมรมศิลปะการแสดง
“นะครับนะ” ภาสกรอ้อนวอนเจ๊ใหญ่ “นะครับ ขอผมเล่นด้วยคนนะครับ”
“ตอนนี้ไม่มีบทเหลือแล้วจ้ะหนู” เจ๊ใหญ่ชักรำคาญ
“นะ นะ” ภาสกรยังใช้ไม้ตื้อ แต่นึกหมั่นไส้ในใจว่า ‘นี่ถ้าตัวเองเป็นชายหล่อล่ำหน่อยละก็ ขี้คร้านจะเพิ่มบทให้ไม่ทัน’
พอดีว่ามีสายโทรเข้ามาในมือถือของภาสกร คนตัวเล็กแววตาเจ้าเล่ห์ยกขึ้นมากดรับ
“อืม ไง...” ภาสกรนึกแผนการออกฉับพลัน สายตาชำเลืองมองเจ๊ใหญ่ กรอกเสียงลงมือถือจงใจให้ได้ยิน “อ๋อ หนังน่ะเหรอ...ญี่ปุ่น...หน้าตาดีหลายคนเลยล่ะ เออ แล้วจะไรท์ไปให้”
“หนังอะไรจ้ะ” เจ๊ใหญ่กระซิบกระซาบ
“สนใจไหมเจ๊ หล่อๆทั้งนั้นเลย” ภาสกรกระซิบกระซาบตอบกลับ “แต่คงต้องรอหน่อยนะเจ๊ คงเป็นช่วงหลังละครเวทีจบนู่นแหละ แซกส์คิดว่าแซกส์คงไม่ว่างเอามาให้หรอก เจ๊ก็คงจะยุ่งๆกับละครน่ะ”
เจ๊ใหญ่เริ่มสั่นคลอน
“ไม่เป็นไรเจ๊ งั้นหนูไปก่อนละกัน จะรีบไปไรท์หนังให้เพื่อน” ภาสกรหันหลังกลับแต่สายตาลอบชำเลืองดูปฏิกิริยาเจ๊ใหญ่
“มีเหลืออยู่บทนึง” เจ๊ใหญ่พูด สีหน้าครุ่นคิด

ภาสกรยิ้มแวบหนึ่งก่อนหันมาในหน้าปกติ ไม่ว่าชาวสีม่วงคนไหนไม่มีใครปฏิเสธหนังโป๊ผู้ชาย
เจ๊ใหญ่พิจารณาความเหมาะสมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของรุ่นน้องก่อนพูดว่า “บทคนสนิทของเจ้าหญิง” ในใจคิดว่าคงเป็นตัวชูโรงได้อยู่หรอก
“ว้าว! น่าจะเป็นบทสำคัญนะเจ๊”
“เจ๊เล็งเห็นว่าหนูคงชอบเพราะจะได้ใส่วิกและแต่งหญิงด้วยนะ รูปร่างก็ตัวเล็กบางๆน่าจะเล่นได้” เจ๊ใหญ่พูดเป็นเชิงเอาใจไว้ก่อน
“ไม่ผิดหวังแน่เจ๊” ภาสกรยิ้มอย่างมีชัย

Image


“ต่อให้วันนี้ท่านจะกลายเป็นเจ้าชายรูปงามปานใด ยศศักดิ์ล้นฟ้าเพียงไหน...” คนกล่าวจ้องหน้าอีกฝ่ายอย่างชิงชัง ก่อนจะกล่าวต่อไปโดยไม่ละสายตาว่า “หม่อมฉันก็ไม่อาจเปลี่ยนใจไปรักท่านได้หรอก”
บทนี้เป็นตอนที่เจ้าหญิงทรงรู้ว่าแท้จริงแล้วนายพรานใจร้ายที่ยิงศรเข้าสู่สีข้างของกวางน้อยเมื่อวันก่อนนั้นที่แท้กลับกลายเป็นเจ้าชายที่ตนจะต้องมาแต่งงานด้วย

สุวรรณาแสดงได้เก่ง บทพูดไม่มีติดขัด อารมณ์ทางสีหน้าต่อเนื่องแสดงออกเด่นชัด
“เจ้า!” สายตาของเจ้าชายที่มองอย่างดูถูกเจ้าหญิงของเมืองเล็กๆ แสดงออกถึงอารมณ์โกรธ
วันชนะแสดงได้เก่งไม่แพ้กัน มือทั้งสองจับที่ไหล่บางของเจ้าหญิงแล้วเขย่าอย่างเคียดแค้น
“นึกว่าเจ้าเป็นใครกัน”
เจ้าหญิงตกใจกับอาการก้าวร้าวนั้นจึงได้เงื้อพระหัตถ์แล้วตบเข้าที่แก้มของเจ้าชาย
ทุกคนในห้องเงียบกริบ หลังเสียงมือกระทบแก้มดังฉาด
วันนี้เป็นเพียงการซ้อมเท่านั้น
วันชนะรู้สึกเหมือนมีลาวาไหลอาบอยู่ที่แก้มข้างนั้น บวกกับคาดไม่ถึง
นักขัตที่มองดูฉากนี้เงียบๆก็พลอยตะลึงไปด้วย แต่ก็เป็นคนแรกที่รู้สึกตัว เขารีบวิ่งเข้าไปหาวันชนะ
“วิน เป็นไงบ้าง” นักขัตถามด้วยความห่วงใย ท่าทางร้อนรน
“อุ้ย ขอโทษนะวิน หลินอินกับบทมากไปหน่อย” สุวรรณารีบพูดรีบยกมือไหว้ขอโทษ แต่กริยานั้นกลับดูไม่จริงจังนัก
“ไม่เป็นไร” วันชนะยิ้มให้
สุวรรณายังทำสีหน้าไม่คลายความผิด วันชนะจึงพูดให้สบายใจว่า “ดีแล้วล่ะหลิน วินก็อินกับบทเหมือนกัน หลินแสดงได้ดีมากเลย”
สีหน้าหล่อนถึงได้ดีขึ้น

“เอาล่ะๆ วินกับหลินพอก่อนละกันนะ พรุ่งนี้ค่อยมาซ้อมกันต่อ” เจ๊ใหญ่พูด
“ไหวรึเปล่า” นักขัตถาม
“ไม่เป็นไรหรอกตั้ม” วันชนะยิ้มเพื่อให้เขาไม่ต้องเป็นห่วง มองผ่านหลังนักขัตเห็นหญิงสาวสวยผู้รับบทเจ้าหญิงยิ้มเหยียดอย่างมีนัย มาถึงวันนี้วันชนะรู้ดีแล้วว่าสุวรรณาเกลียดเขาเข้าแล้ว เรื่องไม่ดีต่างๆไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่ถึงอย่างนั้นวันชนะก็โกรธเพื่อนไม่ลงจริงๆ
เหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มจนจบการซ้อมอยู่ในสายตาของคนตัวเล็ก ภาสกรยิ้มที่มุมปาก มองไปทางสุวรรณา...ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจ...
อีกเรื่องที่ดูผิดหูผิดตาก็คือระหว่างนักขัต ชายหนุ่มที่เขาหมายปองกับวันชนะที่ดูจะเป็นห่วงเป็นใยกันมากเกินเพื่อนนั้นทำให้เหมือนมีเปลวไฟร้อนเต้นระริกอยู่ในอก

Image


ท้องฟ้าสีส้มอมแดงที่ปลายสายตา นักขัตกับวันชนะเดินกลับหอพักหลังจากซ้อมละครเสร็จ
“บรรยากาศแบบนี้มันเหงาๆเนอะ” วันชนะพูด ดวงตาหม่นลงเมื่อนึกถึงคุณแม่ที่เสียไป
นักขัตหันไปมองคนที่เดินมาข้างกัน เห็นสีหน้าก็เดาออก “คิดถึงแม่เหรอวิน”
วันชนะยิ้มเศร้าๆแทนคำตอบ
“คิดเสียว่าท่านไปสบายแล้วล่ะ” นักขัตปลอบ
“วินจำวันนั้นได้ไหม วันที่วินขาแพลงน่ะ” นักขัตนึกถึงตอนที่อุ้มวันชนะขึ้นไปถึงชั้นหก “เราเป็นห่วงเลยกลับมาดูวินอีกรอบ ตอนนั้นวินหลับไปแล้วล่ะ วินละเมอเรียกหาแม่ใหญ่เลย” นักขัตหันไปสังเกตก่อนเห็นวันชนะว่าตั้งใจฟังเลยพูดต่อ “คืนนั้นวินกอดตั้มแน่นเลยรู้มั้ย”

วันชนะนึกถึงวันนั้นจำได้รางๆว่าเขาฝันว่ากอดแม่แต่ที่จริงกลายเป็นกอดนักขัต
“แล้วไปทำท่าไหนถึงได้โดนกอดล่ะ” วันชนะถาม
“ก็เอามือไปแตะๆหน้าผากดูน่ะ นึกว่าเพ้อเพราะพิษไข้เหมือนในหนัง” นักขัตหัวเราะ “ก็เลยโดนดึงไปกอดเฉยเลย”
“แล้วจะอยู่ให้กอดทำไมเล่า” วันชนะอยากรู้
“ไม่รู้สิ ตอนนั้นรู้สึกแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้รังเกียจนะ” นักขัตตอบ อมยิ้ม เขาไม่ได้บอกว่าวันนั้นเขาเองก็กอดวันชนะตอบเหมือนกัน “คงเพราะรู้ล่ะมั้ง ว่าวินจะกลายมาเป็นแฟนตั้ม”
วันชนะได้แต่ยิ้ม
“แล้วที่บ้านของวินทำอะไรนะ ตั้มยังไม่เคยได้ถามเลย” นักขัตเปลี่ยนเรื่อง
“พ่อวินเป็นครูโรงเรียนประจำจังหวัด” วันชนะตอบ
“มิน่าลูกถึงเรียนเก่ง เป็นลูกคุณครูนี่เอง” นักขัตแซว
“เอาอะไรมาพูด ยังหวั่นๆคะแนนกลางภาคอยู่เลย”
“ไม่เก่งได้ไงล่ะ วินน่ะได้คะแนนท็อปวิชาแคลคูลัสเลยนะ” นักขัตบอก
“ตลกละ” วันชนะขำ
“ไม่จริงให้เตะ” นักขัตทำหน้าจริงจัง “เมื่อกี้ก่อนไปซ้อมละคร คะแนนเพิ่งจะแปะบอร์ด ว่าจะบอกอยู่แต่ลืม”
“จริงดิ” วันชนะยังไม่ค่อยเชื่อที่พูด
“ตั้มเคยโกหกซะเมื่อไรล่ะ” นักขัตตอบจริงจัง
“เคย” วันชนะแกล้งพูดเสียงห้วน “เคยโกหกว่าเรียนวิทยาฯคอมฯ”
“วิน!” นักขัตเสียงแข็งบ้าง “เรื่องแล้วไปแล้วน่ะ”
“ทำงอนยังกะเด็ก”
นักขัตเขกหัวไปที “นี่แน่ะ สักทีเถอะ ชอบขัดใจอยู่เรื่อย เดี๋ยวลากลงข้างทางเลยนี่”
“กล้าลากก็กล้าให้ลาก” วันชนะต่อท้าทาย
ขาดคำเท่านั้นวันชนะก็ถูกนักขัตลากลงข้างทางจริงๆ เขาดึงวันชนะกระโจนแหวกทิวพุทธรักษาที่ขึ้นเป็นแนวริมทาง
“เฮ้ย!” วันชนะไม่นึกว่าเขาจะกล้าทำจริงๆ “อย่าทำอะไรบ้าๆนะตั้ม รอให้ถึงห้องก่อนดิ”
“ก็เห็นปากดีนักนี่”
นักขัตจับต้นแขนทั้งสองข้างของวันชนะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ แล้วพูดว่า
“ใครจะกล้าทำล่ะ จะชวนมานั่งเล่นตะหาก” นักขัตชี้ไปที่แผ่นหินสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ปูเลียบขอบสระน้ำ “ตั้มชอบมานั่งเล่นที่นี่ล่ะ”

พอหายตกใจวันชนะก็ได้เห็นภาพบรรยากาศมุมสวยมุมหนึ่งของมหาวิทยาลัย เขายืนบนพรมหญ้าสีเขียว นักขัตพาไปนั่งบนแผ่นหินที่ปูไว้ ข้างหน้าเป็นสระน้ำ แม้จะเต็มไปด้วยจอกแหนแต่บัวกลางสระก็สวย ยามเย็นบัวหุบดอก ต้นนนทรีอีกฝั่งของสระโดดออกมาจากฉากหลังสีส้มแดงของดวงตะวันยามใกล้ดับแสง
วันชนะจับมือนักขัตอย่างไม่รู้ตัว
“เอาไว้วันหลังไปเที่ยวบ้านตั้มที่เชียงใหม่สิ ตอนอาทิตย์ตกสวยกว่านี้อีกนะ” นักขัตพูด “บ้านตั้มปลูกมะเขือเทศเป็นร้อยแปลงเลยล่ะ”
“อืม เอาไว้ไปด้วยกันนะ” วันชนะยิ้ม

อาจจะด้วยอารมณ์อ่อนไหวหรือเพราะบรรยากาศยามเย็น หรือจะเพราะอะไรก็แล้วแต่ อยู่ดีๆวันชนะก็พูดออกมาเหมือนคนไม่รู้ตัว
“ตั้มว่าเราจะคบกันไปได้สักเท่าไร”
นักขัตเองก็เงียบงันไป ตั้งแต่แรกเริ่มที่เขาคบกับวันชนะในฐานะคนพิเศษ คำถามเหล่านี้เขาไม่เคยนึกหาคำตอบเอาไว้ล่วงหน้า
เงียบ...
วันชนะเองก็คงไม่ได้ต้องการคำตอบจริงจังนักหรอก
“สวยจังเลยนะ พระอาทิตย์ตกดินในเมืองกรุง” วันชนะเหม่อมองวิวนั้น

...

“วิน”
เสียงเรียกดึงความสนใจจากภาพสวยนั้นให้มาอยู่ที่นักขัต
“วินครับ...ที่รักของผม ตั้มไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างเราบ้าง แต่วันนี้และจากที่ผ่านมา การที่ตั้มกล้าแสดงออกว่ารักวินนั้น ตั้มเต็มใจทุกอย่าง และตั้มจะตอบสิ่งที่วินถาม...”
“ไม่ต้องก็ได้ตั้ม เราก็พูดไปอย่างนั้นเอง อย่างที่ตั้มพูดน่ะแหล่ะ ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น” วันชนะพูดพร้อมกับแตะที่หลังมือของนักขัต
“ฟังนะวิน วันนี้ตั้มรักวิน เมื่อวานก็ใช่ พรุ่งนี้ก็จะรัก” นักขัตเอามือวันชนะขึ้นมากำแล้วก็เอากำปั้นของตัวเองมาชน “สัญญาระหว่างเรา”
กำปั้นสองอันมาชนกัน...เหมือนเป็นลูกกลมๆสองอัน
วันชนะยิ้มน้ำตาคลอมองลึกเข้าไปนัยน์ตานักขัตอย่างจริงใจ
มันดูเหมือนวงกลมสองวง...เลขแปดแนวนอน...สัญลักษณ์ทางแคลคูลัสนั้นเขารู้จักดี

“Infinity (∞) ...ไม่มีสิ้นสุด”
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post26 Feb 2008 17:10

19



“กรี๊ด...!” องค์หญิงร้องลั่นเมื่อเห็นวิหคน้อยที่ทรงเลี้ยงนอนจมเลือดอยู่บนพื้นทันทีที่เปิดพระทวารเข้าห้อง
เลือดนกทำให้องค์หญิงหน้ามืดจนเซพระวรกาย ดีที่นางรับใช้ประคองได้ทัน
“ทำใจดีๆไว้เพคะองค์หญิง” นางรับใช้คนสนิทปลอบโยน
“ต้องเป็นฝีมือของเจ้าชายเป็นแน่” สุวรรณากล่าวตามบท
“เพคะองค์หญิง” ภาสกรดัดเสียงให้เล็กลงจนฟังดูแปร่งๆ จุดนี้เจ๊ใหญ่วางเอาไว้ว่าตัวละครตัวนี้น่าจะเป็นตัวชูโรงได้อย่างมีสีสันทีเดียว วันแสดงจริงภาสกรก็ต้องแต่งชุดเป็นผู้หญิง...เป็นนางรับใช้คนสนิท

“วินเข้าไปเลย” เจ๊ใหญ่ที่คอยจัดคิวการซ้อมบอกวันชนะที่ยืนเตรียมตัวเข้าฉากข้างๆ
“ฮ่าๆๆ” เจ้าชายหัวเราะอย่างสบอารมณ์เมื่อแรกปรากฏตัวขึ้น ที่อารมณ์ดีเพราะเพิ่งจะดูสตรีร่ายรำมา ครั้นเมื่อเดินผ่านมาตำหนักของเจ้าหญิงจึงคิดมาเยี่ยม แต่ดูเหมือนจะเป็นการมาที่ผิดเวลา
“ท่านมันโหดนัก ใจยักษ์ใจมาร!” สุวรรณาพูดใส่อารมณ์ตามบททันทีที่เห็นวันชนะเดินมา
“พูดอะไรของเจ้า” เจ้าชายพูดอย่างไม่เข้าใจบวกกับอารมณ์บูดขึ้นมาทันควัน ทิฐิที่มีทำให้ปั้นหน้าขึงขังขึ้นมาทันที
“ท่านมันฆาตกร” เจ้าหญิงกราดเกรี้ยวแต่น้ำตานองหน้า
“องค์หญิงเพคะ” ภาสกรกล่าวห้ามตามบทที่มีเพียงสองสามประโยคซ้ำไปซ้ำมา
“อ้อ ข้าทำเอง เจ้าจะทำไม ก็แค่ชีวิตเล็กๆ แม้แต่คนสักคนเรายังสั่งให้ประหารเสียก็ได้” องค์ชายพูดอย่างไม่แยแส
“ท่าน!” เจ้าหญิงผู้เลอโฉมสุดจะกลั้นเงื้อหระหัตถ์หมายจะตบด้วยความชิงชัง
“องค์หญิงเพคะ!” นางรับใช้อุทานกับพระอาการขององค์หญิง

เพี๊ยะ!

วันชนะหน้าชา
สุวรรณาขมวดคิ้วเล็กน้อย...แปลกใจ หันไปมองภาสกรแวบหนึ่งก่อนจะตั้งสติกลับมา
“อ๊ะ วิน หลินขอโทษ หลินอินกับบทมากไปอีกแล้ว” สุวรรณากระวีกระวาดขอโทษขณะปรี่เข้ามาดูผลงานของตัวเอง แต่นัยน์ตาราวจะมีประกายเต้นระริกด้วยความสะใจ
นักขัตไม่ทันได้รู้เห็นเหตุการณ์เพราะกำลังคุยกับรุ่นพี่คนอื่นอยู่ แต่พอเห็นการซ้อมหยุดลงก็สงสัยเลยเดินเข้าไปหาวันชนะ
“มีอะไรเหรอวิน” นักขัตถามอย่างคนไม่รู้ความ
“อ้อ เปล่าตั้ม ไม่มีอะไร” วันชนะยิ้มกลบเกลื่อน
สุวรรณายิ้มบางๆ ชั่วแวบหนึ่งในแววตาเกิดความละอาย...แต่ก็เพียงชั่วแวบเท่านั้นจริงๆ
“พักก่อนแล้วกัน ซ้อมมาตั้งนานละ” เจ๊ใหญ่สมทบ หล่อนก็ไม่ทันเห็นเหมือนกัน
นักขัตเดินไปกับวันชนะอีกทาง สุวรรณาเดินไปอีกทางโดยมีภาสกรเดินตามไป

“เธอนี่แสดงเก่งเนอะ” ภาสกรเอ่ยก่อน รอยยิ้มประหลาดผุดที่มุมปาก
“...” หล่อนไม่พูดอะไรในตอนแรก เพียงแต่มองใบหน้าขาวๆของภาสกร แล้วหล่อนก็เดาความหมายจากรอยยิ้มนั้นได้ จึงได้พูดตอบ
“นาย เอ้อ...เธอ” หล่อนหยั่งท่าทีคนตรงหน้าก่อนจะมั่นใจพูดต่อ “...ก็เล่นละครเก่งนี่”
เหตุการณ์ตบหน้าวันชนะ ครั้งแรกเมื่อสองวันก่อนหล่อนตั้งใจแต่ครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุสำหรับหล่อน แต่เป็นเจตนาของภาสกร

ตามบทจริงๆแล้ว ฉากที่ซ้อมเมื่อกี้เจ้าหญิงต้องตบหน้าเจ้าชายแต่ว่านางรับใช้พยายามจะห้ามอารมณ์วู่วามแต่ก็ห้ามไม่ทัน...เมื่อกี้หล่อนตั้งใจจะซ้อมเท่านั้น จะตบหลอกๆ แต่ฉากตอนที่นางรับใช้เอื้อมมือมาเพื่อจะห้ามนั้น ภาสกรจับข้อมือหล่อนแล้วเพิ่มแรงให้
“เราสองคนน่าจะเข้ากันได้ดี” ภาสกรพูด
ภาสกรไม่ได้รู้ตื้นลึกเบื้องหลังระหว่างสุวรรณา นักขัตและวันชนะแต่เมื่อสองวันก่อนเขามองออกว่าผู้หญิงคนนี้มีอะไรสักอย่างที่ทำให้หล่อนไม่ชอบวันชนะแน่ๆ
วันนี้นับว่าคุ้มค่าจริงๆที่เสียเวลามา
ทั้งสองมองไปทางวันชนะที่กำลังยิ้มแย้มพูดจากับนักขัตและรุ่นพี่ ราวกับจะบอกว่า...นี่แค่เริ่มต้น

Image


“เฮ้! วิน ทางนี้ๆ คะแนนเจนเคมฯ (General Chemistry) ออกแล้วนะ” เสียงตะโกนโหวกเหวกมาจากบอร์ดใต้ตึกเคมี
วันชนะตื่นเต้นวิ่งรี่เข้าไปมุงที่บอร์ด
“เฮ้ย! ได้ไงอ่ะ วินมันท็อปอีกแล้ว” อาร์ทพูดเสียงดังจนคนที่มุงพากันหันมามองหน้าวันชนะ คนท็อปวิชาเจนเคมฯ
วันชนะก็ไม่เชื่อตัวเองเหมือนกัน ตอนอยู่ในห้องสอบก็พอทำได้แต่ก็ไม่นึกว่าจะได้คะแนนเยอะ...สามสิบเก้าจากคะแนนเต็มสี่สิบ
“อาร์ทก็ได้เยอะนี่ตั้งสามสิบเจ็ด” วันชนะเปลี่ยนประเด็นออกตัว “ก้อยล่ะได้เท่าไร”
“ก้อยได้สามสิบเอง” หญิงสาวหน้าม่อย
“เยอะแล้วๆ” วันชนะปลอบ “มีน (ค่าเฉลี่ย ; mean) อยู่ที่สิบหกเอง”
“ดีใจด้วยนะวิน” จูนแสดงความยินดีด้วยเสียงเศร้าๆ วันชนะเดาออกว่าหล่อนคงได้คะแนนน้อย
“ขอบใจนะจูน” แทนที่จะถามคะแนนของเพื่อนวันชนะเลี่ยงไปพูดปลอบใจแทน “ไม่เป็นไรจูน ยังเหลือให้เก็บอีกตั้งหกสิบคะแนน”
“ขอบใจจ้ะวิน” หล่อนรับคำ
“ดีใจด้วยนะจ้ะวิน” เสียงใสๆของสุวรรณาดังขึ้น
วันชนะรับคำขอบใจด้วยอาการสงบ เพราะไม่รู้ว่าจะมาไม้ไหนอีก “หลินก็ได้เยอะนะ”
“ไม่เท่าไรหรอกจ้ะน้อยกว่าวินตั้งศูนย์จุดห้าแน่ะ” น้ำเสียงเหมือนกระแทกกระทั้น แต่ความหมายที่แท้จริงของหล่อนคือ นายก็แค่ได้เยอะกว่าแค่ครึ่งคะแนน
วันชนะไม่เข้าใจความแฝงแต่ก็รู้สึกแปลกๆ แต่ก็ยิ้มเรียบๆให้
แล้วหล่อนก็สะบัดหน้าเดินจากไป

ก้อยกับอาร์ทไม่ได้สังเกตกิริยาของสุวรรณาแต่จูนดูออก พอเดินออกมา จังหวะที่เดินคู่กันสองคน จูนคุยกับวันชนะเบาๆ
“อย่าไปถือเขาเลยนะวิน หลินน่ะเขาเป็นที่หนึ่งมาตลอด” จูนพูด
วันชนะไม่พูดอะไรแต่พยักหน้ารับรู้
“วินทำของวินให้ดีเถอะนะ ตอนนี้จูนเองก็คงไปแข่งอะไรกับหลินเขาเหมือนตอนมัธยมไม่ได้แล้วล่ะ” หญิงสาวถอนใจ
“ไม่หรอกจูน พลาดครั้งเดียวใช่ว่าจะพลาดตลอด” วันชนะปลอบ “คราวหน้าถ้าเราเตรียมตัวไม่ดีเราก็ตกมีนได้เหมือนกัน”
หล่อนยิ้ม “ขอบใจนะวิน”
วันชนะยิ้มให้ แล้วเรื่องที่จูนชอบนักขัตก็ผุดขึ้นมา
ไม่รู้ว่าถ้าหล่อนรู้...จะเป็นยังไงนะ
เขาต้องเสียเพื่อนไปอีกคนหรือเปล่า

Image


เสียงเคาะที่หน้าห้องเรียกให้วุฒิลุกไปเปิดประตู
“มีไรวะ” วุฒิถามกวนแต่ประโยคแรก
“ไม่มีไร วันนี้มึงจะไปไหนบ้างหรือว่าจะอยู่ห้อง กูกำลังจะลงไปซื้อกับข้าว จะมาถามว่าเอาอะไรหรือเปล่า” นักขัตพูดขัดๆ
วุฒิเหล่ตามอง เดาไม่ออกว่านักขัตจะมาไม้ไหน
“ไม่ได้ไปไหน ทำไม” วุฒิตอบเสียงกวนๆ เหล่ตามอง
“ไม่ไปไหนแน่เหรอ” สายตารอคำตอบอย่างวิงวอน
“จะไม่เข้ามาก่อนเหรอ กูรู้มึงไม่ได้ห่วงกูหรอก จะมาจู๋จี๋กับวินล่ะสิ กอดได้ จูบได้กูไม่ถือ กูอนุญาต”
นักขัตเขินขัดๆ
“แต่กูไม่ได้ทำอะไรอย่างมึงคิดนะ”
“ทำไรวะ” วุฒิย้อน
นักขัตหน้าแดง
“เฮ้ย หน้ามึงแดงได้ด้วยว่ะตั้ม” วุฒิแหย่
“ไอ้นี่” นักขัตเขินเลยถีบวุฒิติดฝา
“โอ๊ย! ไอ้เพื่อนเลว” วุฒิคำราม “ไปก็ได้วะ”
“เออ กูไม่ได้ไล่นะโว้ย”
วันชนะยังไม่กลับ
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น หน้าจอวูบวาบอยู่บนโต๊ะของวันชนะ ...คงจะเป็นภัทร
เสียงยังดังไม่หยุด นักขัตชักเกิดอยากคุยกับคนๆนี้ขึ้นมาเสียแล้ว
เขาลังเล...จะเสียมารยาทหรือเปล่า...แต่เขาน่าจะได้คุยกันสักครั้ง...นักขัตอยากแสดงความเป็นเจ้าของวันชนะ


Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post26 Feb 2008 17:15

20



“สวัสดีครับ”
“สวัสดีวิน” ปลายสายคุยอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ใช่ครับ...เอ่อ...ผมเป็นแฟนวิน คุณ...ภัทร...สินะครับ” นักขัตพูดติดๆขัดๆ
“อ้อ...คงจะเป็นน้องตั้มล่ะสิ” ปลายสายเสียงขรึมลง

...

วันชนะกลับมาถึงที่ประตูห้อง ประตูแง้มอยู่จึงได้ยินเสียงนักขัตคุยอยู่ในห้อง ตอนแรกนึกว่าเป็นวุฒิ แต่พอมองเห็นนักขัตคุยมือถือก็หยุดกึก ขาก้าวถอยไปแอบอยู่ข้างประตูโดยอัตโนมัติ
คนในโทรศัพท์จะเป็นใครไม่ได้นอกจากพี่ภัทร ก็หมายความว่านักขัตแอบรับสายของเขาน่ะสิ!
เสียมารยาทจริงๆ!
อารมณ์ปกติของมนุษย์ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวโพล่งขึ้นพร้อมๆกับความอยากรู้ว่านักขัตจะคุยอะไร

“ขอบคุณพี่ภัทรมากนะครับที่เอ็นดูแฟนผม” นักขัตใช้คำว่า ‘แฟน’ แทนชื่อวันชนะ
ฟังจากที่นักขัตพูดภัทรก็เดาได้ว่านักขัตคงรู้เรื่องของเขาบ้างแล้ว เช่นเดียวกับที่วันชนะเล่าเรื่องของนักขัตให้เขาฟังเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรครับน้องตั้ม ก็น้องวินน่ารักออกอย่างนั้นนี่นา” ภัทรพูดกลางๆออกแนวชื่นชม แต่ก็ไม่ออกตัวว่าไม่ได้ไม่คิดอะไรกับวันชนะ หลังจากที่ภัทรรู้ว่าวันชนะมีนักขัตอยู่แล้วเขาก็พยายามวางตัวเป็นเพื่อนเป็นพี่ชายมาตลอด แต่ที่จริงเขาก็ยังหวังอยู่นั่นเอง
“ใช่ครับ วินน่ารัก ผมถึงได้รักเขาไงล่ะครับ” นักขัตสวน
วันชนะเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ จนนึกอายตัวเองว่าเป็นคนเสียมารยาทเสียเอง
“เห็นทีคงต้องขอตัวก่อนล่ะครับ น้องตั้มก็ดูแลน้องวินให้ดีๆล่ะ...” ภัทรไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ธรรมชาติของมนุษย์อีกเช่นกันที่ต้องการแย่งชิงของที่ตนรักมาครอบครอง มันกวนอารมณ์ของเขาให้ขุ่นฟุ้ง เขานึกต่อในใจว่า...ไม่เช่นนั้นเขาจะเอาวันชนะมาครอง

“ผมจะดูแลวินอย่างดีเลยล่ะ” นักขัตกล่าวจริงจัง
วันชนะที่กำลังแอบฟังอยู่อมยิ้มดีใจ อารมณ์ขุ่นที่เคืองนักขัตว่ารับสายของเขาโดยพลการหมดไปจากความคิด
พอนักขัตกลบเกลื่อนโดยวางมือถือไว้ที่เดิมวันชนะเลยแกล้งทำเสียงกุกกักที่หน้าห้อง
“กลับมาแล้วเหรอวิน” นักขัตทักทาย
วันชนะไม่พูดอะไรแต่โผเข้าไปกอดอย่างซาบซึ้ง นักขัตแปลกใจนิดหน่อยแต่ก็เอามือลูบผมอย่างอ่อนโยน “เป็นอะไรไปวิน”

วันชนะซุกหน้าอยู่ในอกของนักขัต
“อ้อนจังเลย จะขออะไรหรือเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” นักขัตหัวเราะร่วน
“ขอแค่ตั้มไม่ทิ้งเราก็พอ” วันชนะยังซุกหน้าอยู่กับอก
“ให้ก็ได้” นักขัตยิ้มมีแผนการ “แต่...ต้องให้ตั้มจูบทีนึง”
วันชนะยังซุกหน้านิ่งอยู่กับอกนักขัต
นักขัตดันตัววันชนะออกช้าๆ เขาเชยคางวันชนะขึ้นมาสบตา ริมฝีปากเลื่อนเข้าไปใกล้ๆ วันชนะหลับตาพริ้ม...เหมือนโลกทั้งใบนี้มีเพียงพวกเขาแค่สองคน
คงจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ถ้าเสียงกระแอมไม่ดังขึ้นเสียก่อน
“แฮ่ม! เอ่อ...ลืมของว่ะ”

Image


“วิน” นักขัตพูด สายตาเหม่อมองไปยังปลายสนข้างหน้า ทั้งสองยืนรับลมอยู่ที่ระเบียง
“หืม...” วันชนะรับคำ สายตาเหม่อมองที่ปลายสนเหมือนกัน
“เหลือเวลาอีกเดือนหนึ่ง ถ้าถอนตัวตอนนี้ที่ชมรมฯ คงจะหาคนใหม่มาแทนได้ทัน” นักขัตพูดเสียงเอื่อยๆ แต่น้ำเสียงแฝงด้วยความห่วงใย
“พูดอะไร?” วันชนะขมวดคิ้ว
“ตั้มรู้นะ เรื่องที่วินเจอที่ชมรมฯน่ะ ...หลินเขาตั้งใจ...” ชายหนุ่มหันมามองคนยืนข้าง “ตั้มไม่รู้จะพูดยังไง ทั้งที่รู้อย่างนั้นแต่ตั้มช่วยอะไรวินไม่ได้เลย แต่ถ้าเราถอนตัว...ตอนนี้ยังทันนะ”
นักขัตฉายแววกังวลในเรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด
“ตั้ม” วันชนะจับมือของเขาเบาๆ “วินไม่เป็นไรหรอก” วันชนะยิ้มอ่อนโยนก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มร่าปากกว้าง “เดี๋ยวพี่ใหญ่ได้ตามมาปล้ำเอาหรอก”
พอนึกถึงเจ๊ใหญ่นักขัตก็ยิ้มออก

Image


เวทีที่จะใช้ในการแสดงที่จะมีขึ้นในวันมะรืนถูกตกแต่งจัดขึ้นอย่างเตรียมพร้อมและสวยงาม
“เอาล่ะ เด็กๆ” เจ๊ใหญ่ตบมือเป็นสัญญาณ “วันนี้ซ้อมใหญ่ครั้งสุดท้ายกันแล้ว เต็มที่กันเลยนะจ้ะ”
“วิน ตั้ม หลิน แซกส์” เจ๊ใหญ่เรียกสี่คนนี้ที่จะต้องซ้อมฉากสำคัญตอนที่เจ้าหญิงรู้ว่าจริงๆวันชนะเป็นเจ้าชาย และรู้ว่าคนที่ตนรักกลับเป็นองครักษ์ของเจ้าชาย

“ตอนนี้หลินจะยืนอยู่กลางเวทีนะ แซกส์ก็คอยติดตามรับใช้อยู่ข้างๆนะ” เจ๊ใหญ่ทำไม้ทำมือบรรยายไปด้วย “พอฉากเปิดตรงนี้สำคัญมากเรื่องอารมณ์สีหน้า” เจ๊ใหญ่เน้นที่หลิน “พอฉากเปิดเจ้าหญิงต้องตะลึง แปลกใจ แล้วก็รู้สึกเหมือนเป็นคนโง่โดนหลอกประมาณนั้นเลยนะจ้ะ”
“ส่วนเจ้าชายกับองครักษ์ก็จะยืนอยู่หลังม่านเตรียมเปิดตัวนะ” เจ๊ใหญ่ทวนซ้ำให้ฟังเป็นรอบที่สิบ “อย่าหาว่าเจ๊ย้ำคิดเลยนะ แต่เจ๊สังหรณ์แปลกๆ มันต้องมีอะไรสักอย่างคาดไม่ถึงแน่ๆ ฉะนั้นทุกคนต้องเป๊ะนะ เข้าใจนะ”
ตั้งแต่โดนตบหน้าครั้งที่สองมาจนถึงวันนี้สถานการณ์ราบรื่นมาตลอดสำหรับวันชนะ สุวรรณาก็ดูจะเป็นมิตรมากขึ้น แต่ลึกๆแล้ววันชนะก็ยังสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบใจเขาอยู่ดีนั่นแหล่ะ
การซ้อมครั้งสุดท้ายผ่านไปด้วยดี

นักขัตกับวันชนะเตรียมตัวจะกลับพร้อมกันอยู่ที่หลังเวที อุปกรณ์ประกอบฉากวางอยู่เต็มไปหมดเพราะฉากที่จัดเพิ่งจะเสร็จ ตู้ล็อกเกอร์ตั้งมั่นคงอยู่ติดผนังหลังเวที ลังไม้สองลังที่วางอยู่ด้านบนก็ดูปกติดี
“ตั้มๆ พี่ใหญ่เรียกแน่ะ” สุวรรณาเดินผ่านมาบอกข่าวแล้วก็เดินไป
“มีอะไรนะ” นักขัตสงสัย
“ไปเถอะ เดี๋ยวอยู่รอแถวนี้ละกัน” วันชนะพูด
“งั้นเดี๋ยวมานะ”

วันชนะนั่งรอที่เก้าอี้แถวนั้น
ภาสกรเดินผ่านมา “ไม่รู้เค้ามองยังไงเนอะถึงได้เล่นบทเจ้าชาย ถ้าเป็นบทโสเภณีชายในสมัยก่อนน่าจะเข้ามากกว่า” เขาทำเป็นพูดเล่นทะเล้นๆ แต่ก็หมายความจริงตามนั้น สายตามองวันชนะเหมือนมองขยะสักชิ้นที่ตกอยู่กับพื้น
วันชนะเบื่อจะต่อล้อต่อเถียงด้วยจึงเงียบเสีย

“ทำเป็นเชิด ชิ” ภาสกรเบะปาก ใบหน้าเหยียดหยัน “คิดว่าตัวเองวิเศษนักรึไง”
วันชนะชักเหลืออดแต่ก็ควบคุมอารมณ์พูดอย่างใจเย็นว่า “เขาคงคิดว่าเราพูดได้หลายประโยคล่ะมั้ง เลยไม่เหมาะกับบทที่จะพูดได้แค่ ‘องค์หญิงเพคะ’ ตลอดเรื่อง” วันชนะลอยหน้า
เห็นชัดว่าภาสกรตัวสั่นริกๆ ใจร้อนเหมือนไฟสุม โดนย้อนมาทีหนึ่งมันตอกกลับได้เจ็บแสบ สายตาคมเจ้าเล่ห์ฉาบขึ้น น้ำเสียงมั่นคงแต่ใจสั่นระริกด้วยความอาฆาต
“นั่นสินะ เธออาจจะเหมาะกับบทนี้จริงๆก็ได้”
ภาสกรเปลี่ยนสีหน้า “ว่าแต่เจ้าชายตัวสูงกว่าคนใช้ จะกรุณาช่วยยกลังไม้ข้างบนนั่นหน่อยได้รึเปล่า” น้ำเสียงขอร้องนั้นฟังดูแข็งๆฝืนๆ

วันชนะงงกับท่าทีที่เปลี่ยนฉับพลันแต่ก็ยอมลุกไปช่วย วันชนะตัวสูงกว่ายื่นสองมือไปถึงลังไม้ลังล่างก็ออกแรงยก
“ท่าทางจะหนักนะ ม่ะ เดี๋ยวช่วย” ภาสกรพูดพร้อมกับเอื้อมมือไปพยุงก้นลัง “ได้ละ พ่อเจ้าชายปล่อยมือได้”
วันชนะปล่อยมือตามที่เขาบอกเพราะคิดว่าส่งต่อได้แล้ว
แต่ภาสกรกลับชักมือออกอย่างเร็วพร้อมๆกับที่วันชนะปล่อยลังไม้สองอันซ้อนกันนั้น

โครม!

เสียงลังไม้ดังกระทบพื้นดังอยู่หลังเวที แต่ก็ไม่ดังพอจะให้คนจำนวนมากมาสนใจ
วันชนะรู้สึกชา เจ็บที่เท้าทันที ลังไม้ตกลงใส่เท้าข้างหนึ่งที่ชักหลบไม่ทัน ในขณะที่ภาสกรกระโดดหลบว่องไวเหมือนเตรียมการณ์ไว้
“อ๊ะ ขอโทษ มันเป็นอุบัติเหตุนะ” ถ้อยคำขอโทษแต่น้ำเสียงไม่จริงใจ
“แซกส์ๆ กลับกันเถอะจ้ะ” สุวรรณาตะโกนเรียก
“ไปก่อนล่ะนะ เจ้าหญิงเรียกแล้ว” คนตัวเล็กยิ้มเยาะ “ที่ซ้อมๆไปน่ะ วันจริงก็แสดงให้ดีๆล่ะ” แล้วเขาก็ผละไปอย่างสมอารมณ์

วันชนะพยายามยืนเป็นปกติกลับไปนั่งที่เก้าอี้ ได้แต่หวังว่าคงจะไม่เป็นอะไรมาก เพราะละครเรื่องนี้ต้องแย่แน่ๆถ้าเขาเป็นอะไรไป คิดได้ดังนั้นวันชนะก็ปั้นหน้ายิ้มเป็นปกติเมื่อนักขัตเดินกลับมา
“พี่ใหญ่ก็ไม่เห็นจะได้เรียกตั้มเลยนะ” นักขัตบ่นระคนสงสัย
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว กลับกันเถอะ” วันชนะพูดพร้อมกับยืนขึ้น ฝืนตัวเองไม่ให้แสดงอาการเจ็บออกมา

Image


“เหมือนดั่งพรหมชะตาขีดไว้
กำหนดใจสองเราให้คู่กันมา
ใจสองใจผูกพันแน่นหนา
อยู่ไกลลับฟ้า ยังมาพบกัน...

...เธอ เพราะเธอคือคนสำคัญ ที่ใจของฉันจะรักจะคอยห่วงใย
ตราบที่ฟ้าและดินสูญสิ้นมลายลงไป ตราบที่ลมหายใจของเราสิ้นสุด...”



นักขัตซ้อมเสียงตัวเองกับวันชนะคนละท่อน เพลงนี้เป็นเพลงคู่ที่ถูกคัดเลือกให้เป็นฉากจบอันโรแมนติกขององครักษ์หนุ่มกับเจ้าหญิงหลังจากที่ผ่านพ้นเหตุการณ์ร้ายๆไปได้ในที่สุด
พอซ้อมเสร็จวันชนะก็ปล่อยให้นักขัตซ้อมเอง ส่วนเขาขอปลีกตัวไปอาบน้ำ

Image


“ตั้ม!” ภาสกรคาดไม่ถึงเมื่อเป็นนักขัตที่เปิดประตูออกมาจากห้องวันชนะ
“อ้าว แซกส์ มาหาวินเหรอ” นักขัตถามงงๆ เมื่อเปิดประตูออกมาเจอเพื่อนร่วมคณะ ปกติภาสกรมาหาเขาเพื่อให้ช่วยติวให้ก็ไปที่ห้องของเขา เลยออกอาการงงเมื่อพบว่าคนที่เคาะประตูห้องวันชนะเป็นภาสกร
“อ่ะ เอ้อ...ชะ ใช่ๆ จะมาทบทวนบทน่ะ” ภาสกรอ้ำอึ้งเล็กน้อยก่อนจะหาเรื่องพูดไปได้
“ใครมาเหรอตั้ม” วันชนะเดินออกมาสมทบ เขาเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จจึงอยู่ในผ้าขนหนูผืนเดียว

ภาสกรชะงักไปเมื่อเห็นวันชนะเดินมาในสภาพนั้น ก่อนจะปั้นหน้ายิ้มแย้มทักทายเหมือนคนสนิทกันมานานนม
“วิน ทำอะไรอยู่หรือเปล่า” ภาสกรยิ้มระรื่น “ว่าจะมาซ้อมบทด้วยน่ะ”
นักขัตกับวันชนะทำหน้างง ก็ทั้งเรื่องแทบจะไม่มีบทที่ทั้งสองต้องคุยกับภาสกรโดยตรงเลย
“อ้อ เข้ามาสิๆ” วันชนะเลยตามน้ำ เขาเองก็ไม่อยากให้นักขัตรู้เรื่องบาดหมางระหว่างเขากับภาสกรเหมือนกัน อีกอย่างก็ถือว่าเป็นเพื่อนของนักขัตคนหนึ่ง ด้วยข้อนี้วันชนะจึงให้เกียรติ

ความจริงภาสกรแค่อยากจะมาระบายสิ่งที่จุกอกที่เห็นนักขัตสนิทสนมกับวันชนะมากกว่าปกติจากที่เห็นครั้งก่อน...สนิทเหมือนคนเป็นแฟนกัน ยิ่งได้มาเห็นกับตาแบบนี้ยิ่งเหมือนตอกสิ่งที่ยังลังเลอยู่ให้แน่ใจลงไปอีกว่าคนทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพื่อนธรรมดาแน่นอน...เซ็นส์บางอย่างในตัวมันบอกอย่างนั้น
วันชนะเห็นว่านักขัตไม่ควรอยู่ในสถานการณ์ ภาสกรมาหาถึงห้องคงมีอะไรที่เจาะจงถึงเขาเป็นแน่ ในใจก็หวั่นๆว่าจะโดนระรานอีก แต่ก็ทำใจดีสู้เสือ

“รอตั้มกลับไปห้องก่อนนะแซกส์ เดี๋ยวเราซ้อมไม่ออก” วันชนะพูดทีเล่นทีจริง
นักขัตทำหน้างงอีก ไม่มีอะไรที่วันชนะต้องซ้อมตามลำพังหรืออายเขาขนาดนั้นเลยนี่ แต่ก็เหมือนมีความเข้าใจบางอย่างในตัววันชนะจึงได้เลี่ยงออกจากห้องไป
หลังจากนักขัตคล้อยหลังไป ภาสกรมองหน้าวันชนะด้วยตัวตนที่แท้จริง วันชนะเองก็จ้องกลับเหมือนกับเตรียมตัวรับมือ
“ว่าไง” วันชนะเว้นวรรคก่อนจะพูดต่อ “คงไม่ได้มาซ้อมจริงๆหรอกนะ”
“เป็นอะไรกับตั้ม” ภาสกรถามกลับมา
วันชนะเงียบไปครู่ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ตั้มกับเราเป็นแฟนกัน”
ภาสกรก้มหน้าลง
วันชนะมองเห็นอาการตัวหอบขึ้นลงเร็วๆของคนตัวเล็กแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ลูกโป่งลูกใหญ่ที่ถูกสูบลมเข้าไปเรื่อยๆใกล้จะระเบิด
เขาเงยหน้าขึ้นมามองปะทะกับวันชนะ โกรธจนหน้าคล้ำ เงื้อมือขึ้นเต็มที่ แต่ก็เงื้อง่าค้างท่าอย่างนั้น
วันชนะยกมือกำหมัดตั้งเอาไว้
“บนเวทีนายมีโอกาสแกล้งได้...แต่ที่นี่ อย่าหวังเลย”
ทั้งคู่ตั้งท่าค้างอย่างนั้นจนเสียงเคาะที่ประตูดังขึ้น
“วินๆ ตั้มลืมของ”
จึงได้ลดมือลงแต่ก็มองหน้ากันอย่างระแวดระวังภัย จนเมื่อประตูเปิดนักขัตจึงเจอแต่สถานการณ์ที่สดใส
“กลับก่อนล่ะวิน” ภาสกรพูด
“อ้าว! ไหนว่ามาซ้อม...?” นักขัตทำหน้างงอีก
“เสร็จละ ที่เหลือเจอกันวันจริง” ภาสกรพูดจบก็ออกไปเลย
นักขัตยิ่งทำหน้างงหนัก หันมาทางวันชนะก็ได้เจอแต่ยิ้มแห้งๆ
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post26 Feb 2008 17:25

21



หกโมงเย็น บรรยากาศหน้าหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยคลาคล่ำไปด้วยนิสิตของมหาวิทยาลัยและที่มาจากที่อื่นๆด้วย ต่างมารอชมละครเวทีประจำปีของชมรมศิลปะการแสดง
“อุ้ย เธอๆ มาดูผู้ชายกลุ่มนั้นสิ หล่อมากเลยล่ะ” นิสิตสาวท่าทางแอคทีฟคนหนึ่งในกลุ่มเพื่อนสี่ห้าคนเรียกพวกพ้องให้หันไปดูตามมือชี้ หลังจากที่สายตาสอดส่ายไปเจอชายหนุ่มรูปหล่อยกกลุ่มเข้า
“กรี๊ด! น่ารักมากเลยเธอ ดูคนที่ตี๋ๆคนนั้นสิเธอ จมูกโด่งมากเลยอ่ะ ชั้นจองนะ” หญิงสาวอีกคนรีบพูดก่อนเพื่อนคนอื่นจะจองเอาไปใว้ในใจเสียก่อน
“น้อยๆหน่อยย่ะ” อีกคนในกลุ่มแขวะ “ก็เห็นพร้อมๆกันนั่นแหล่ะ”

“อุ้ยๆ แกๆ” ก้อยเอานิ้วจิ้มอาร์ทที่ยืนชะเง้ออยู่ข้างๆ
“อะไรวะ ยัยก้อย” อาร์ทหันมาถาม
“แกดูผู้ชายกลุ่มนั้นสิแก พระเจ้า หล่อโคตรๆ หล่อกว่าแกล้านเท่าเลยว่ะ” ก้อยเพ้อ
“ไหน” อาร์ทมองไปตามนิ้วชี้ของก้อยที่ชี้ลับๆล่อๆ “เออๆ พวกมันหล่อ แล้วไงล่ะ แกกินมันได้หมายยย...” อาร์ทลากเสียงยาว
“อะไรวะ” อาร์ทเกาหัวแกรกทำหน้างงแบบกวนตีนๆ ที่นิสิตหญิงกลุ่มหนึ่งที่ยืนข้างๆ มองเขาตาขวางแล้วก็สะบัดหน้าใส่ หนำซ้ำยังได้ยินพวกหล่อนออกเสียงลอดไรฟัน “ชิ” แล้วมองมาทางตน

“อุ้ย เธอๆ” นิสิตหญิงตาไวคนเดิมกล่าว “ดูสิๆ” หล่อนชี้ไม้ชี้มือไปยังกลุ่มหนุ่มหล่อเซทเดิมที่บังเอิญนั่งเยื้องๆที่นั่งของกลุ่มตนไปด้านหน้าหนึ่งแถว
“อา...หล่อลากดินเลยว่ะ” เพื่อนคนหนึ่งเพ้อ

“อุ้ยๆแกๆ” ก้อยเอานิ้วจิ้มอาร์ท
“อะไรของแกอีก ยัยก้อย” อาร์ทเริ่มรำคาญ เพราะกำลังมองหาสาวๆสวยๆ
“ดูสิๆ” ก้อยซุบซิบชี้มือบุ้ยใบ้ไปยังหนุ่มหล่อกลุ่มเดิมที่นั่งอยู่แถวข้างหลังตัวเอง
อาร์ทหันไปมอง
“เออๆ รู้แล้ว กูมันไม่หล่อ”
“อ๊ะ รู้ตัวเหมือนกันนี่” ก้อยแขวะ ก่อนจะหันหน้าไปสนใจที่หน้าเวที

Image


บรรยากาศในหอประชุมที่ถูกดัดแปลงเป็นโรงละครดูคึกคัก จนเมื่อไฟบริเวณที่นั่งของผู้ชมถูกหรี่แสงลง ไฟที่เวทีก็เข้มขึ้นพร้อมๆกับม่านค่อยๆคลี่ออกเป็นการเริ่มของละคร
ฉากหลังที่ถูกวางไว้คือยอดปราสาทหลายยอด ไม้อัดถูกนำมาตัดต่อแต่งแต้มจนออกมาเป็นซุ้มๆเล็กๆติดด้วยผ้าขาวบางๆปล่อยชายพลิ้วตามลม อันเป็นสถานที่ประทับขององค์หญิงในยามราตรี ไฟสามสี่ดวงกระพริบสม่ำเสมอแทนดาวฤกษ์บนฟากฟ้า

สุวรรณาอยู่ในชุดเจ้าหญิงแบบยุโรป เสื้อแขนสั้น กระโปรงยาวฟูสีครีมขลิบด้วยขอบสีทอง ผมถูกรวบไปข้างหลังสายคริสตัลถูกแต่งเข้าไปกับผมรับกับต่างหูระย้าวูบวาบ ทั้งการแต่งหน้า ทำผมและเสื้อผ้า ทั้งบุคลิก ทำให้สุวรรณาดูกลายเป็นเจ้าหญิงไปจริงๆ เพราะหล่อนสวยมาก
“ข้าอิจฉาดาราบนฟ้าเหล่านั้นเสียจริง พวกมันเป็นอิสระ ไม่มีใครจะไปบังคับให้มันหยุดส่องแสงได้” องค์หญิงทอดพระเนตรไปยังดวงดาว สีหน้าเศร้าหมอง
“เจ้าดูสิ” องค์หญิงชี้พระกรอย่างสง่างาม
“เพคะองค์หญิง” นางรับใช้ที่นั่งข้างๆรับคำ
“ทำไมนะ” องค์หญิงชักพระกรกลับมากุมที่พระอุระ ใบหน้าบิดเบี้ยวราวจะทรงพระกรรแสง
“ทำไมเสด็จพ่อต้องบังคับเราให้อภิเษกกับเจ้าชายจากแคว้นเหนือพระองค์นั้นด้วยนะ”
สุวรรณาเดินออกมาเล่นอารมณ์กับคนดูที่ขอบเวที โดยมีนางรับใช้ที่ผู้ชมมองออกว่าเป็นผู้ชายที่แต่งตัวเป็นหญิงรีบคลานตามมาทำหน้าเศร้าตามไปด้วย
“องค์หญิงเพคะ” ภาสกรตีบทแตก ยกมือจะปลอบประโลมแต่ก็ไม่สามารถแตะต้ององค์ได้ด้วยกฎเกณฑ์ถ้าไม่ได้รับอนุญาต
ขณะที่คนดูเงียบกริบเฝ้าดูการดำเนินไปของเรื่อง

Image


“เจ้าเป็นใคร ช่างบังอาจนัก กวางตัวนั้นเป็นของข้า ป่าที่นี่ก็เป็นอาณาบริเวณของข้า” องค์หญิงทรงโทรมนัสบวกกับกริ้วที่กวางน้อยที่เชื่องกับพระองค์เมื่อครู่บัดนี้กลายสภาพเป็นศพนอนจมกองเลือดหายใจรวยริน
นักแสดงตัวประกอบคนหนึ่งที่สวมชุดสีน้ำตาลแสดงเป็นกวางตัวนั้นนอนอยู่กลางเวทีกั้นกลางระหว่างเจ้าหญิงกับเจ้าชายที่ปลอมตัวมา

“อาณาบริเวณนี้เป็นของเจ้าอย่างนั้นหรือ” นายพรานคนนั้นยิ้มเยาะ ก่อนจะทำตาแข็งใส่คู่สนทนา
“เราก็เป็นแต่พราน ถ้าเจ้าว่าอาณาบริเวณนี้เป็นของเจ้า อย่างนั้นสัตว์ป่าเหล่านี้ก็เป็นของข้า”
“เจ้า!” องค์หญิงตวาด
“องค์หญิงเพคะ” นางรับใช้คนสนิทลุกขึ้นมากั้นนายพรานคนนั้นให้ออกห่างจากองค์หญิง

ตรงนี้เองที่เกิดเหตุผิดพลาด ภาสกรเหยียบโดนเท้าของวันชนะอย่างจัง แต่ด้วยสปิริต เมื่ออยู่บนเวทีวันชนะต้องข่มความเจ็บเอาไว้ แต่สีหน้าที่หลุดออกมาชั่วแวบก็ไม่พ้นสายตาของเจ๊ใหญ่ที่คอยกำกับคิวอยู่กับนักขัตที่รอหลังเวทีเตรียมตัวออกฉาก

เจ้าชายยืดอกอย่างอวดดีด้วยทระนงในอำนาจของตนเอง แค่เจ้าหญิงแคว้นเล็กๆนี่...แค่อาณาจักรเล็กๆนี่...เขาจะเด็ดเอาเสียก็ได้
“กลับเถอะ ข้าไม่อยากเสวนากับคนเถื่อน” เจ้าหญิงสะบัดพระพักตร์กลับไปยังทางที่มีทหารองค์รักษ์ของตัวเองอยู่สองสามคน ที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้ติดตามไปใกล้มากเกินกว่าห้าสิบก้าว เพราะองค์หญิงทรงมิได้คิดระแวดระวังภัย ด้วยนึกว่าเป็นอาณาเขตของพระองค์เอง
“องค์หญิงเพคะ” นางรับใช้ร้องตามหลัง ก่อนจะเชิดหน้าดูถูกนายพรานคนนั้นแล้ววิ่งตามไปใกล้ชิดนายเหนือหัว

คนดูเริ่มหัวเราะกับตัวประกอบที่เป็นนางรับใช้เพราะพูดแต่คำว่า ‘องค์หญิงเพคะ’และท่าทางที่ดูดัดจริตของนักแสดง
เมื่อเจ้าหญิงกับนางรับใช้ออกไปจากฉากแล้วองค์รักษ์ของเจ้าชายก็ออกมา
“องค์ชาย อย่าทรงออกมาคนเดียวสิพะย่ะคะ” องค์รักษ์มาดขรึมหล่อเหลารีบตามเจ้าชายที่ทรงนึกสนุกออกมาล่าสัตว์พระองค์เดียว “ทรงเป็นอะไรไป หม่อมฉันก็คงจะไม่มีชีวิตไปกราบทูลองค์ราชา” องครักษ์หนุ่มทอดสายตาเป็นห่วง...นักขัตส่งสายตาเป็นห่วงวันชนะ
“เราไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย เจ้าน่ะคิดมาก ทำอย่างกับเราเป็นอิสตรี” วันชนะกล่าวตามบทแต่อิงเรื่องจริง นักขัตเห็นแน่ๆ ตอนที่ภาสกรเหยียบเท้าเขา
แต่นักขัตยังไม่รู้ว่าตอนนี้ที่เท้าของวันชนะน่ะเจ็บมากๆ วันชนะได้แต่คิดเสียว่าอีกแค่ชั่วโมงเดียวเมื่อละครจบ ทุกอย่างจะดีขึ้น
แล้วฉากก็ปิดลงอีกครั้ง วันชนะกับนักขัตเดินเข้าหลังฉากเมื่อม่านปิดสนิท

Image


“ไปห้องน้ำก่อนนะ” วันชนะผละจากนักขัต รีบวิ่งไปทำธุระก่อนที่อีกห้านาทีจะถึงคิวของตัวเองอีกครั้ง
พอถึงห้องน้ำวันชนะหันมองข้างหลังเห็นว่านักขัตไม่ตามมาก็อดไม่ไหวที่จะถอดรองเท้าออก เขาไม่ตกใจที่เห็นเท้าข้างที่โดนลังไม้ตกใส่วันก่อน...หนำซ้ำยังโดนเหยียบอีกเมื่อกี้
ตอนนี้มันบวมช้ำอย่างที่ใครมาเห็นคงเสียวเท้าตัวเองแทน

วันชนะลูบเบาๆเหมือนจะไล่ความเจ็บออกไปก่อนจะพยายามใส่ถุงเท้าแล้วสอดเท้าเข้าไปในรองเท้า
หน้าห้องน้ำไฟค่อนข้างหม่นสลัวเพราะหลอดไฟเก่ามากแล้วไม่มีใครสนใจจะมาเปลี่ยน วันชนะข่มอาการเจ็บก่อนทำหน้าปกติรีบเดินออกไป โดยไม่ได้สังเกตว่านักขัตแอบหลบอยู่ข้างๆประตู

“วินๆ เตรียมตัวเข้าฉากต่อไปได้แล้วจ้ะ เมื่อกี้เป็นไงบ้างเจ้าแซกส์มันเหยียบโดน” เจ๊ใหญ่เคร่งครัดเรื่องคิวแต่ก็ถามอาการที่เจ๊ใหญ่คิดว่าไม่มีอะไรมาก
“ไม่เป็นไรครับ” วันชนะยิ้มแหยๆ ก่อนจะนึกขึ้นได้ “อ๊ะ วินลืมดาบไว้ที่ห้องน้ำ เดี๋ยวมานะครับ” วันชนะรีบวิ่งกลับไปที่ห้องน้ำ
“รีบๆเลย” เจ๊ใหญ่ทำเสียงดุ

“อยู่นี่เอง” วันชนะยิ้มออกที่กลับมาเจอของ แต่พอหันหลังกลับก็เจอคนที่รับบทนางรับใช้ยืนอยู่
วันชนะทำหน้าตึงป้องกันตัวเอง แม้ในใจจะไม่อยากมีเรื่อง ก่อนจะเดินผ่านอย่างไม่ใส่ใจ
นั่นทำให้ภาสกรหงุดหงิดที่โดนคู่อริทำเป็นมองไม่เห็นตัวเอง เขาคว้ามือวันชนะได้แล้วก็ดึงให้หันมารับการถากถาง
“ไงล่ะ เจ้าชาย” สายตาสาสมใจ “ไม่เจ็บเท้าเหรอเพคะ”
วันชนะสะบัดมือออก ไม่พูดอะไร
“รู้อยู่แก่ใจว่ากูทำให้มึงเจ็บ กูปล่อยลัง กูเหยียบเท้ามึง” ภาสกรถลึงตามองหน้าวันชนะ พยายามจะข่มให้ฝ่ายตรงข้ามก้มหัวให้กับความร้ายกาจของตัว “มึงน่าจะเจียมตัวไว้ ว่าอย่ามายุ่งกับตั้ม”
“มึงน่ะ มันตัวมาร เลิกทำตัวสนิทกับตั้มเสียที” เขาตวาด
วันชนะทำตาแข็งมองกลับอย่างไม่ยอมอ่อนข้อให้ ทั้งที่ใจสั่นเพราะไม่เคยเจอใครที่จะหยาบคายมากไปกว่านี้อีกแล้ว

“วินจะเลิกทำตัวสนิทกับเราได้ยังไงแซกส์” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นข้างหลัง
วันชนะหันไปมอง น้ำตาเหมือนจะริ้นขึ้นมา
“ก็วินเขาเป็นแฟนตั้ม” นักขัตพูดอย่างไม่ลังเล ไม่กลัวว่ามันจะเป็นความลับ ว่าแล้วก็เข้าไปประคองวันชนะ
ภาสกรอึ้งงันอยู่กับที่

นักขัตพาวันชนะหันหลังออกจากห้องน้ำไปโดยไม่สนใจอาการตะลึงของภาสกรเลยแม้แต่น้อย
ความจริงจากปากนักขัตทำให้เขาช็อก ที่มันบอกว่านักขัตเป็นแฟนมันเมื่อวันก่อนนึกว่ามันพูดเอาให้เจ็บใจเล่น จากความเสียใจ เสียดายกลายเป็นคุมแค้น สายตาเริ่มเปลี่ยนไป...ความเจ้าคิดเจ้าแค้น เอาแต่ใจที่เป็นนิสัยฝังตัวมาตั้งแต่เด็กเริ่มสำแดงออกอย่างไม่มีหน้ากากมาบิดเบือนอีก
“รักกันอย่างนั้นเหรอ” ภาสกรพึมพำในลำคออย่างคนอาฆาต “ดี...จะสงเคราะห์ให้”

“ขอโทษนะ ที่ไม่เคยบอกอะไรตั้มเลย”
นักขัตหันมามองคนที่เดินมาด้วยกัน “ขอโทษเราทำไมวิน เราสิต้องขอโทษ วินเจอกับเรื่องอะไรไม่ดีตั้งมากมายก็เพราะเรา แต่เรากลับทำอะไรไม่ได้เลย”
“แต่...ตั้มพูดออกไปอย่างนั้น” วันชนะมีสีหน้ากังวล
ไม่มีคำพูดใด แต่มีสัมผัสกระชับที่มือบอกว่า ...ไม่เป็นไร...

Image


“เจ้าคนต่างถิ่น วันนี้เป็นโชคดีของเจ้า องค์หญิงทรงชื่นชมในฝีมือดาบของเจ้ามาก ทรงประทานรางวัลมาให้ รับไปสิ” ทหารนายหนึ่งพูดกับองค์รักษ์ของเจ้าชายที่แฝงตัวมาเป็นชนต่างถิ่นมาเดินชมเมือง แต่ที่จริงแล้วการมาครั้งนี้คือการสอดแนมดูลาดเลาต่างๆ ตามคำสั่งของเจ้าชาย

ระหว่างทางได้มีการประลองเพลงดาบอันเป็นกิจกรรมหนึ่งของเมืองนี้ที่องค์รักษ์หนุ่มได้พบ แต่ไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีองค์หญิงของเมืองนี้ทรงทอดพระเนตรอยู่ ครั้นสอดสายตามองหาก็ไม่เจอผู้ใดที่พอจะบ่งบอกฐานันดรศักดิ์ได้ว่าเป็นองค์หญิงดังที่นายทหารผู้นั้นบอกมาเลย

ถุงเล็กๆข้างในเป็นทองสองสามก้อนถูกกำอยู่ในมือขององค์รักษ์หนุ่ม
“เพลงดาบของท่านพิสดารมาก” คำชมถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มของสตรี
องค์รักษ์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองก็ปรากฏสตรีนางหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า ผิวพรรณผุดผาด หน้าตาผ่องแผ้ว
เจ้าหญิงมิได้อยู่ในชุดที่บ่งบอกยศศักดิ์ว่าสูงกว่าคนธรรมดา หล่อนแต่งองค์อย่างลูกเศรษฐีทั่วไปในนคร
“ขอบใจเจ้ามาก แต่หามิได้หรอก ข้าไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น” องค์รักษ์หนุ่มถ่อมตน
“ข้าต้องไปแล้ว” องค์หญิงในอาภรไร้ยศศักดิ์กล่าวลาเมื่อเห็นนางรับใช้ใกล้เข้ามา หล่อนหันมายิ้มให้องค์รักษ์หนุ่มทีหนึ่ง ร่างกายบอบบางนั้นทิ้งกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพรรณเอาไว้
องค์รักษ์หนุ่มประทับตรึงในใจกับความงามของบุตรีเศรษฐีนางนั้นเสียแล้ว

Image


“ไหวไหมวิน” นักขัตเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร” วันชนะยิ้มแย้มให้นักขัตเห็น เพื่อลดความกังวลใจของเขาลง
“อดทนหน่อยนะ เดี๋ยวละครก็จบแล้ว” นักขัตให้กำลังใจ

“วิน เป็นอะไรไปจ้ะ สีหน้าไม่ค่อยดีเลย” สุวรรณาปราดเข้ามาหาเมื่อพักเวที ที่จริงวันนี้หล่อนสนุกกับการแสดงจนลืมความคับข้องหมองใจไปแล้ว หล่อนก็คงจะมีสปิริตของนักแสดงอยู่บ้าง พอที่รู้ว่าของจริง วันจริงยังไงก็ต้องเอาเรื่องงานไว้ก่อน...แต่ถ้าโอกาสเอื้อเมื่อไรหล่อนก็คงจะไม่ปล่อยให้ผ่านไปเปล่าๆหรอก
“เหนื่อยนิดหน่อยน่ะ” วันชนะพยายามไม่ทำตัวตั้งแง่กับสุวรรณาต่อหน้านักขัต แต่ก็อดระแวดระวังตัวไม่ได้
ท่าทีของวันชนะทำให้หล่อนอดหมั่นไส้ขึ้นมาเสียเฉยๆไม่ได้ หล่อนรึอุตส่าห์เป็นห่วง กลับได้รับสายตาไม่ไว้ใจเป็นการตอบแทน
“อะไร แค่นี้ก็เหนื่อยแล้วเหรอ” หลินยิ้มหยัน “อย่าให้งานเสียละกัน” ประชดเสร็จหล่อนก็เชิดหน้าผ่านไปไม่สนใจแม้กระทั่งนักขัต

Image


ละครดำเนินต่อไป ผ่านตอนที่องค์รักษ์หนุ่มได้มาเจอองค์หญิงที่เขาคิดว่าเป็นเพียงลูกสาวเศรษฐีเท่านั้นอีกครั้ง ผ่านฉากรักโรแมนติกที่คนทั้งคู่ต่างหลงรักกัน นักขัตกับสุวรรณาแสดงได้ดีมาก จนทำให้ผู้ชมเคลิ้มไปทั้งหอประชุม หนุ่มหล่อสาวสวยต่างก็เป็นที่ชื่นชมของใครๆ

จนมาถึงฉากที่องค์ชายปรากฏตัวทุกคนถึงได้รู้ความจริงว่านายพรานเถื่อนที่องค์หญิงกล่าวหาเป็นใคร และคนต่างถิ่นที่องค์หญิงรักกลับกลายเป็นองค์รักษ์ของเจ้าชายที่ตนต้องเข้าพิธีอภิเษกด้วย
ฝ่ายองครักษ์หนุ่มก็เพิ่งจะประจักษ์ว่าที่แท้สาวคนที่ตนรักเป็นถึงองค์หญิงสูงด้วยศักดิ์ที่เขามิคู่ควร

กลางเวทีมีเพียงวันชนะกับสุวรรณาเท่านั้นที่ยืนอย่างสง่าในบทของเจ้าชายและเจ้าหญิง นอกนั้นทุกคนคุกเข่าหมด
องค์หญิงทอดพระเนตรองค์รักษ์อย่างอาลัย...อย่างคิดไม่ถึง
ไม่มีใครเอะใจว่านางรับใช้คนสนิทขององค์หญิงหายไปไหน อาจด้วยเพราะฉากนี้เรียกว่านักแสดงแทบจะล้นเวที จึงไม่มีใครสังเกตการหายตัวไปของภาสกร
จนเมื่อฉากที่วิหคขององค์หญิงถูกคนร้ายที่ลักลอบเข้าวังมาหักคอจมกองเลือดเพราะมันส่งเสียงร้อง แล้วเจ้าชายก็มาผิดจังหวะ
ฉากนี้เองที่นางรับใช้ถึงปรากฏตัวอีกครั้ง

“กรี๊ด...!” สุวรรณาร้องได้อารมณ์สมบทบาท
“องค์หญิงเพคะ” ภาสกรพูดตามบทที่ไม่ต้องท่อง
“ต้องเป็นฝีมือของเจ้าชายเป็นแน่”
“หม่อมฉันก็คิดเช่นนั้นเพคะ” นางรับใช้พูด
คนดูหัวเราะครืนที่นางรับใช้ได้พูดประโยคอื่นแล้ว

ถึงฉากที่เจ้าหญิงต้องตบพระพักตร์เจ้าชายด้วยอารมณ์วู่วาม
สุวรรณาเงื้อมือ ครั้งนี้หล่อนคิดว่าจะเล่นตามบทคือตบหลอกคนดู แต่นางรับใช้ไม่คิดอย่างนั้น...ภาสกรจะใช้แผนเดิม...ตามบทคือนางรับใช้ต้องห้ามเอาไว้แต่ก็พลาดไปโดนหน้าเจ้าชายจนได้
วันชนะรู้ทันเพราะคราวที่ซ้อมฉากนี้เขาก็โดนตบหน้ามาทีหนึ่งแล้ว มาครั้งนี้เลยยืดตัวนิดหน่อยให้หน้าหลบพ้นจากการโดนตบจริงแต่ขณะเดียวกันก็ยังหลอกคนดูได้ว่าโดนองค์หญิงตบ

แต่ที่คาดไม่ถึงคือภาสกรฉวยจังหวะนั้นเล่นงานเท้าข้างที่เป็นปัญหาสำหรับวันชนะ โดยคนดูไม่ได้รู้สึกผิดสังเกตเพราะทุกคนโฟกัสอยู่ที่ใบหน้า การขยับปากและร่างกายช่วงบนของนักแสดงมากกว่าช่วงล่าง
สุวรรณาไม่รู้เรื่อง นักขัตที่คอยระวังเผื่อวันชนะอยู่แล้วทันเห็นเข้าก็รีบเข้ามากันและผลักภาสกรจนหงายหลังไป

คนดูไม่ได้รู้บทมาก่อนจึงไม่รู้ว่าการดำเนินเรื่องมันเริ่มผิดไป
นักแสดงทุกคนชะงักไป เพราะอยู่นอกบท
นักขัตมองภาสกรราวกับเป็นตัวอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจ จนวันชนะต้องกระตุกแขนนักขัตเบาๆให้ได้สติ
สุวรรณาเป็นคนที่รู้ตัวก่อน
“ท่านมันใจดำนัก หลอกข้ายังไม่พอ นี่ยังมาทำร้ายคนของข้าอีก” หล่อนใช้ไหวพริบชี้หน้านักขัตพูดออกไปตามบทที่คิดขึ้นเอง แล้วจึงสะบัดหน้าเศร้าวิ่งหนีออกฉากไป
“องค์หญิงเพคะ” ภาสกรตะโกนตามหลังก่อนจะวิ่งตามออกจากฉากไป
ฝ่ายเวทีเมื่อเห็นท่าไม่ดีเลยชักรอกปิดม่านลง


Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post27 Feb 2008 14:36

อ่ะ.. กำลังอ่านมันๆ จบตอนซะแล้ว

รอติดตามอ่านตอนต่อไปครับ
:smile:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post28 Feb 2008 23:56

เออ...
ตอนที่ทำงานอ่ะ
ไม่เอามาลงเหรอ
ฉันไม่ได้เลยแก
Image
I will ++ Fly to The Sky ++
User avatar
bubblebom
อนุบาล อนุบาล
Posts: 96
Joined: 31 Dec 2007 20:08

Re: แค่มีนาย

Post04 Mar 2008 00:40

โห เพิ่งจะเคยได้อ่าน พี่ครับแต่งได้ดีมากเลยอะ ผมอ่านแล้วยังอินเลย หนุกมากครับ มาต่อไวๆนะครับ
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post04 Mar 2008 23:58

22



“อดทนไว้นะ” นักขัตยื่นแขนให้เกาะ
“ตั้มไม่น่าทำแบบนั้นนะ” วันชนะหนักใจแต่ก็เกาะแขนเขาโดยดี

“...”
นักขัตเองก็รู้สึกไม่ต่างไปจากวันชนะเท่าไรนัก เมื่อเดินลงเวทีแล้วเขาจะตอบคำถามทุกคนอย่างไรดีนะ
วันชนะรู้สึกหนักอึ้งไปหมด ทั้งเรื่องที่เกิด ทั้งเท้าที่เจ็บ บทที่ต้องเล่นทำให้พอลืมอาการไปได้บ้าง ดังนั้นมาถึงช่วงเวลานี้ก็เหมือนอาการเจ็บจะเกาะไปทั้งเท้าเลยทีเดียว

“มาทางนี้เลย” เจ๊ใหญ่รีบฉุดนักขัตกับวันชนะเข้ามุมอย่างเร็ว จนวันชนะหน้าเบี้ยวอีกครั้งเพราะเจ็บเท้า
เจ๊ใหญ่เห็นอาการจึงผิดสังเกต
“วินเป็นอะไร” เจ๊ใหญ่ถาม “เร็วเข้าเวลามีไม่มาก”
“ไม่มีไรนี่” วันชนะปฏิเสธ
“ถึงขั้นนี้แล้ว วิน” นักขัตพูด
เจ๊ใหญ่มองหน้าวันชนะที มองหน้านักขัตที
“มีไรก็ว่ามาเร็ว ฉากต่อไปจะเริ่มแล้ว” เจ๊ใหญ่เร่ง
วันชนะลังเลก่อนจะยอมตามนักขัตว่า
“ว้าย! ตาเถร” เจ๊ใหญ่อุทานเมื่อได้เห็นเท้าที่บวมพองอย่างน่ากลัว

ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากวันชนะจะต้องทนแสดงต่อไปจนจบ ท่ามกลางจิตใจที่ระส่ำระสายของทีมงาน
แม้จะเจ็บแต่เขาก็ยิ้มชื่นให้ทุกคนเห็น
นักขัตพยายามจะบอกความจริงให้ทุกคนรู้แต่ก็ถูกวันชนะห้ามไว้ ทั้งที่รู้ว่าภาสกรยิ่งนึกลำพอง
แต่ด้วยพื้นของตัวเอง วันชนะก็ไม่อยากจะเอาเรื่องเอาราวอะไรใครอีก เรื่องไม่ดีของภาสกรจึงมีเพียงวันชนะกับนักขัตเท่านั้นที่รู้

Image


เวทีถูกสลับเป็นฉากห้องโถงหรูหราในพระราชวัง
เจ้าหญิงเต้นรำอย่างไม่เต็มใจนัก แม้พระวรกายจะอยู่ในอ้อมแขนของเจ้าชายแต่สายพระเนตรเศร้าสร้อย ทอดไปยังองค์รักษ์ผู้ยืนสงบนิ่งหน้าตรงดั่งถูกแม่มดสาปเป็นหินผาอยู่ข้างๆ

เจ๊ใหญ่แก้สถานการณ์ให้วันชนะว่าฉากนี้ให้เต้นรำเบาๆอยู่แต่กลางเวทีก็พอ จะได้ไม่ต้องขยับเท้ามาก แต่ดูเหมือนจังหวะเต้นรำกับองค์หญิงจะพาเขาออกจากจุดที่ยืนอยู่ออกไปทุกที
สุวรรณาแสดงละครได้เก่งจริงๆ...ภายใต้ใบหน้าสวยของหล่อนวูบหนึ่งวันชนะคิดไปว่ามันน่าสมเพศเสียมากกว่า ผู้หญิงแบบนี้อันตรายกว่างูพิษเสียอีก อันตรายกว่าเนื้อมะเร็งเสียด้วยซ้ำ
แต่ความคิดหนึ่งก็แทรกขึ้นมาว่า นี่ก็คงเป็นธรรมชาติของคนนั่นเอง ที่จริงแล้วหล่อนน่าสงสาร เพราะเขา...หล่อนจึงได้เสียนักขัตไป...

เพียงนาทีที่ไฟบนเวทีดับลง เมื่อสว่างอีกครั้งเจ้าหญิงกับเจ้าชายก็หายไป เหลือแต่องครักษ์
“ข้าตัดสินใจแล้ว” องค์รักษ์กล่าวปฏิญาณกับตัวเอง “เราจะหนีไปด้วยกัน”
ฉากนี้จะเล่นแบบแสดงอารมณ์และจุดยืนของตัวละครแต่ละตัว โดยเจ้าชาย เจ้าหญิง และองค์รักษ์จะยืนเป็นสามมุม แต่ไฟจะส่องเป็นคนๆไป คนแรกคือองค์รักษ์พอพูดจบ ไฟอีกดวงก็จะส่องไปที่เจ้าหญิง และจากนั้นไฟอีกดวงก็จะส่องไปที่เจ้าชาย อารมณ์ของทั้งสามตัวละครจะแสดงออกอย่างชัดเจน
แต่...

“ข้าตัดสินใจแล้ว”
“เราจะหนีไปด้วยกัน”
“ข้าพร้อมจะหนีตายไปกับท่าน” เสียงเจ้าหญิงดังออกลำโพง แต่ไฟกลับส่องไปที่เจ้าชาย

คนดูเริ่มซุบซิบว่าละครดูผิดไป เพราะคงจะไม่ใช่เจ้าชายหนีไปกับองครักษ์เป็นแน่
วันชนะชะงักไป สุวรรณาก็ตกใจเหมือนกันที่ระบบไฟรวน แต่ดูแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าไฟจะส่องมาที่หล่อนเลย จึงตัดสินใจเดินไปแทนที่ตำแหน่งของวันชนะ คงจะเป็นการกระทำที่ลดความผิดพลาดให้น้อยลง
สุวรรณาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ถูกต้อง...หากหล่อนไม่ได้สะดุดชายกระโปรงกรุยกรายนั้น จนกลายเป็นว่าหล่อนเซไปข้างหน้าแล้วผลักวันชนะกระเด็นไป

ในวงแสงไฟที่ส่องมา สุวรรณายืนด้วยท่าตลกๆจะล้มก็ไม่ล้ม เรียกเสียงหัวเราะฮาครืนทั้งหอประชุม
ภายใต้ใบหน้าสวย หล่อนรู้สึกเหมือนมีน้ำมันเดือดเป็นเม็ดๆปุดๆอยู่บนหน้า...อับอายที่โดนหัวเราะ
ฉับพลันแสงอีกวงหนึ่งส่องไปที่บนเวที เสียงฮือฮาดังอีกคำรบ เมื่อส่องไปที่องครักษ์กำลังกอดประคององค์ชายอย่างแนบชิด สีหน้าขององครักษ์แสดงอารมณ์ที่เกินเลยกว่าจะเป็นข้าห่วงนาย
เสียงคนดูเริ่มซุบซิบกันหนักขึ้น

“กรี๊ด! เริ่ด เริ่ดม๊ากมากค่ะ” แสงกรี๊ดแปร่งๆ ดังขึ้นเป็นทำนองเชียร์อย่างสุดตัว
ก้อยหันไปมองตามเสียงก่อนจะทำหน้าเบ้แบบเสียดายมาทางอาร์ท “แกๆ”
“อะไรยัยก้อย” อาร์ทงงกับท่าทางของเพื่อน
“ก็หนุ่มหล่อของฉันน่ะสิ ฮือๆ...” ก้อยชี้มือไปที่กลุ่มหนุ่มหล่อที่หล่อนกรี๊ดกราดตั้งแต่ตอนแรกที่นั่งอยู่แถวหลัง
อาร์ทมองตาม
“เป็นไงล่ะ หนุ่มหล่อของแกน่ะ” อาร์ทแขวะ “นั่งอยู่ตรงนี้ ถึงไม่หล่อแต่ก็แมนร้อยเปอร์เซ็นต์นะ คร้าบ”
“แหม ไอ้อาร์ท ถึงทั้งโลกมีแกเป็นผู้ชายคนเดียวชั้นขอเลือกเกย์ดีกว่าย่ะ ชิ” ก้อยสะบัดหน้า
ขณะเดียวกันหญิงสาวกลุ่มเดิมที่นั่งเยื้องๆไปก็หน้าเหวอเหมือนๆกับก้อย

หลังเวที สต๊าฟทุกคนวิ่งกันให้พล่าน โดยเฉพาะเจ๊ใหญ่ที่เหงื่อแตกพลั่ก มือหนึ่งเอากระดาษแถวนั้นพัด อีกมือถือยาดมจ่อจมูก
“โอ๊ย อกปีแป้นแหลกสลาย” เจ๊ใหญ่ครวญ

ภาสกรออกจากบริเวณควบคุมไฟไปแล้ว พอคนมาดูจึงไม่เห็นใคร
“ดี ให้คนมันรู้กันทั้งมหา’ลัยเลยว่านักขัตเป็นเกย์” ภาสกรยิ้มสะใจ
ระหว่างทางสวนทางกับพี่ชาญคนดูแลระบบไฟ

“เรียบร้อยดีมั้ยแซกส์ เมื่อวานพี่ไม่น่ากินส้มตำเลยอ่ะ ขอบใจมากนะที่อยู่ดูให้” พี่ชาญเดินกลับไปตำแหน่งของตัวเองโดยหารู้ไม่ว่าซึนามิกำลังรออยู่
เสร็จจากป่วนเทคนิคระบบไฟ ภาสกรก็ตรงไปที่พี่กรที่ดูแลเรื่องเสียง
ซีดีถูกบรรจุอยู่ในเครื่องเตรียมพร้อมจะเล่น เพียงแต่กดเพลย์เพลงก็จะเริ่ม
หึ หึ ภาสกรหัวเราะในลำคอ พี่กรมัวแต่วุ่นๆกับเรื่องอื่นเลยหันหลังให้ มือปีศาจเลยเอื้อมไปกดคีย์บอร์ดอย่างง่ายดาย

“เหมือนดั่งพรหมชะตาขีดไว้...” ซีดีอัดเสียงสดของนักขัตถูกกดเพลย์
ท่อนต่อไปเป็นของสุวรรณา หล่อนทำท่าลิบซิงค์เต็มที่ ทั้งท่าทางและสีหน้า แต่เพลงกลับไม่บรรเลงต่อ
หล่อนหน้าแตกอีกรอบ
อารามตกใจทำให้พี่กรรีบกดปิดเพลงเพราะยังไม่ถึงคิว
เสียงหัวเราะฮาครืนดังเป็นระลอกสอง ขณะที่เจ๊ใหญ่ที่เหมือนจะเป็นลมวูบไปเสียให้ได้
“กรี๊ดดด...!!!” เสียงกรี๊ดของสุวรรณาดังออกไมโครโฟนด้วยอารมณ์ที่เกินจะยอมรับสภาพที่ทุกคนมองหล่อนเป็นตัวตลกได้
พี่กรตกใจอีกรอบ เลยกดปิดเสียงไมโครโฟนของสุวรรณาอย่างเร่งด่วน
“โอ๊ย ใครจะตายอีกเนี้ย” เจ๊ใหญ่เบะหน้าจะร้องไห้

แม้ไมโครโฟนของสุวรรณาจะถูกตัดเสียงออกไป แต่ที่นั่งแถวหน้าสองสามแถวก็ยังได้ยินเสียงหล่อนกรี๊ดดังจนจบ
จากนั้นบนเวทีจึงสงบ คนดูก็เงียบเพื่อรอดูว่าอะไรจะเกิดต่อไป
ไมโครโฟนของวันชนะกับนักขัตยังใช้ได้อยู่

“เหมือนดั่งพรหมชะตาขีดไว้...” นักขัตร้องเสียงสดออกไมโครโฟนท่ามกลางความเงียบทั้งหอประชุม สายตาจดจ้องที่ใบหน้าของคนในอ้อมแขน
วันชนะเห็นว่าไม่มีทางแก้ไขสถานการณ์ให้เป็นอย่างอื่นไปได้ ก็ได้แต่ปลง ลอบถอนใจว่าเป็นเพราะความผิดตัวเองที่ร่างกายไม่พร้อมจึงเป็นแบบนี้
สายตาของนักขัตที่จ้องมาทำให้วันชนะไม่กลัวอะไรอีก

“กำหนดใจสองเราให้คู่กันมา” วันชนะร้องเสียงคลอสั่นๆ
“ใจสองใจผูกพันแน่นหนา” นักขัตต่อ
“อยู่ไกลลับฟ้า ยังมาพบกัน...”
โทนเสียงต่างกันของทั้งสองคน แต่เปี่ยมด้วยพลังของวันชนะกับเสียงทุ้มทำนองอบอุ่นของนักขัตราวกับมีมนต์สะกดให้คนดูเคลิ้มไป
“...เธอ เพราะเธอคือคนสำคัญ ที่ใจของฉันจะรักจะคอยห่วงใย
ตราบที่ฟ้าและดินสูญสิ้นมลายลงไป ตราบที่ลมหายใจของเราสิ้นสุด”
ทั้งสองผสานมือกันอย่างคนรัก
ไม่แคร์คนดูข้างล่าง
ไม่แคร์ทีมงานจะต่อว่า
ไม่แคร์อะไรในโลกนี้อีกแล้ว

การแสดงที่ควรจะจบลงในอีกสิบนาทีข้างหน้าพลิกผันมาจนถึงขั้นนี้คงไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอื่นได้อีก คงมีทางเดียวคือปิดม่านการแสดงเอาไว้เท่านี้
เจ๊ใหญ่แอบเคลิ้มลืมความระทมไปชั่วขณะ พอเพลงจบก็ดันๆนักแสดงตัวประกอบทั้งหลายออกไปหน้าเวทีเพื่อแสดงความขอบคุณ เป็นการกล่าวลาคนดู
นักแสดงทุกคนจบมือกันก้มหัวลง ขณะที่ทั้งหอประชุมเงียบกริบ
เสียงปรบมือค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ เนิ่นนาน คนดูซาบซึ้งกับฉากจบ โดยเฉพาะหนุ่มๆที่ไม่ใช่ชายแท้ที่ออกหน้าออกตาปรบมืออย่างมีสไตล์

“แกเป็นอะไรไปยัยก้อย” อาร์ทแหย่ “ยังเสียดายหนุ่มพวกนั้นอยู่เหรอ”
“ฉันซึ้ง” ก้อยปาดน้ำตาแต่ก็หันมาทำตาขวางใส่เพื่อน “ชีวิตฉันจะมีอย่างนั้นมั่งมั้ยนะ”
“อย่าเพ้อ”
“อ๊าย ไอ้อาร์ท” ก้อยหยิกที่ต้นแขน

Image


“นี่มันอะไรกันคะ เจ๊ใหญ่” หลินตวาดแหวหลังเวที “หลินเป็นนางเอกนะคะ ไม่ใช่ตัวตลก นี่ถ้าบอกก่อนว่าเป็นละครเกย์หลินไม่เอาด้วยหรอก”
“มันเป็นอุบัติเหตุ” เจ๊ใหญ่ค่อยๆปลอบอย่างขยาดๆ “เจ๊ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดได้ยังไงเหมือนกัน”
“พูดง่ายนะคะ พูดมาได้ยังไงว่าไม่รู้” แม่เสือตวาดไม่หยุด หล่อนโมโหจนตาถลนแทบจะหลุดออกมา
“จ้ะๆ เจ๊ผิดเองจ้า” เจ๊ใหญ่อับจนหนทางแก้ตัวเลยต้องกล้อมแกล้มยอมรับผิดไปก่อน
เห็นดังนั้นสุวรรณาก็ไม่มีเรื่องจะหาความอีก ขัดใจที่ยังระบายอารมณ์ออกมาไม่หมด ยิ่งเห็นหน้าแล้วต่อมกรี๊ดกระตุก
“กรี๊ดดดดด!” หลินกรี๊ดแตกใส่หน้าเจ๊ใหญ่แล้วสะบัดออกไป
“โว้ย!” เจ๊ใหญ่เอามั่ง ฮึดฮัดแล้วก็ม่อยลง “ฮือๆๆ”

วันชนะนั่งหน้าเสียอยู่ข้างๆนักขัต
เขาบีบมือวันชนะเบาๆ “ไม่ต้องกลัวนะวิน”
วันชนะยิ้มบางๆแต่แววตาครุ่นคิด จากนี้ไปจะเป็นยังไงนะ ใกล้ตัวคือทีมงานจะว่ายังไง ไกลตัวคือคนทั้งมหาวิทยาลัยจะคิดยังไงกับเขานะ
...แต่ก็ช่างเถอะ มาถึงขนาดนี้แล้ว...
วันชนะรู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เมือกี้เท้าเริ่มกลับมารู้สึกปวดๆอีกแล้ว
“ขอยืมไหล่หน่อยนะที่รัก” ว่าแล้ววันชนะซบลงที่ไหล่นักขัต หลับตาผ่อนคลาย ท่ามกลางสายตาทีมงานที่มองมาที่คนทั้งสอง

“เออ ดูไปคู่นี้มันก็น่ารักดีนะ” พี่ชาญว่า
“ย่ะ หมั่นไส้ ทำละครฉันพังหมด ต้องเจอตบ” เจ๊ใหญ่เดินอาดๆเข้าไปหา “รักกันให้นานๆนะจ้ะ”
นักขัตยิ้มเขินๆ
“โธ่ เล่นมุขนี่นา” พี่กรว่า
“ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ พวกเธอทำได้ดีแล้วล่ะ” เจ๊ใหญ่ทำหน้าสวยใส่นักขัต “แล้วก็พาวินไปหาหมอด้วยล่ะ”
“ขอบคุณครับพี่ใหญ่” วันชนะพูดทั้งยังหลับตา
“ส่วนคนทรยศไว้เป็นหน้าที่เจ๊เอง” เจ๊ใหญ่ทิ้งท้าย ก่อนจะเดินไปหากลุ่มทีมงาน



Image
Last edited by Brownni on 05 Mar 2008 00:04, edited 1 time in total.
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post05 Mar 2008 00:01

23



สองสัปดาห์หลังจากละครเวที
“ยังเจ็บเท้าอยู่อีกรึเปล่า” นักขัตหันมาถาม
“ไม่เจ็บแล้วล่ะ” วันชนะยิ้มตอบ
ทั้งสองนั่งอยู่ที่สถานีขนส่งที่เอกมัย รอเวลาขึ้นรถ
ไม่นานทั้งคู่ก็นั่งอยู่บนรถทัวร์มุ่งหน้าไปบ้านเพ
วันชนะเผลอหลับไปแล้ว ศีรษะพิงเบาะเอียงไปทางนักขัต
“วินๆดูนกนั่นดิ สวยดี...” นักขัตหันมาอีกทีก็พบว่าตัวเองพูดอยู่คนเดียว ยิ้มบางๆจึงเกิดขึ้น มือค่อยๆอ้อมไปโอบไหล่ของคนหลับ ดึงเข้ามาพิงไหล่ตัวเอง
...อยากให้เป็นแบบนี้ไปตลอด...

Image


หาดทรายขาว น้ำทะเลเขียวใส เสียงคลื่น เสียงลมทำให้นักขัตกับวันชนะสดชื่นขึ้นมากโขหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาตั้งแต่เช้า
ไม่นานก็อยู่ในบังกะโลที่จองไว้ จัดแจงเก็บสัมภาระเรียบร้อย ทั้งคู่ก็รี่ลงเล่นน้ำทะเล แล้วก็กลับมานั่งบนหาด
“เสม็ดนี่เกย์เยอะจัง” วันชนะพูด
“อืม” นักขัตรับคำ
“ไม่สังเกตเหรอว่าคนนั้นเขามองตั้มตั้งนานแล้วนะ” วันชนะปรายตาไปยังหนุ่มหุ่นดี หน้าตาดีคนหนึ่งที่นั่งอยู่ห่างไปสักยี่สิบเมตร
“ไหน” นักขัตมองตาม “อืม”
วันชนะเริ่มหน้างอ
“หึงอ่ะดิ” นักขัตแหย่ “ไม่ดีใจเหรอ มีคนชอบมองแฟนวินน่ะ แสดงว่าแฟนวินน่ารักนะ”
“ไม่ ตั้มต้องเป็นของวินคนเดียว ให้วินมองคนเดียว คนอื่นห้าม” วันชนะขู่ฟ่อ
นักขัตอดขำเอาไว้ “ไปควักตาเขาเลยสิ”
วันชนะไม่ต่อคำแต่หน้างอลุกขึ้นเดินลงทะเลไปคนเดียว

“น้องมากับใครครับ”
วันชนะหันไปก็เจอกับหนุ่มหล่อคนหนึ่งหน้าตาออกตี๋ๆแนวคนจีน
“ครับ?” วันชนะไม่แน่ใจว่าเขาชวนตนคุย
“พักที่ไหนครับ” ชายหนุ่มยิงคำถามอีกเป็นการชวนคุย
“พักหาดนี้แหล่ะครับพี่ แฟนผมไปทำไรพี่หรือเปล่าครับ เมื่อกี้เขาอารมณ์ไม่ดี” นักขัตมาตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
วันชนะหันไปหน้าบึ้งให้
“ปละ...เปล่าครับ พี่ก็ทักดู นึกว่ามาคนเดียว” เขารีบปลีกตัว
“วินๆ” นักขัตเรียกตามวันชนะที่เดินอาดๆขึ้นฝั่งไปแล้ว

วันชนะเปิดประตูห้องน้ำออกมาหลังจากอาบน้ำแล้ว นักขัตรออยู่หน้าประตู
“ไม่น่ารักเลย” นักขัตพูด
“...” วันชนะไม่พูดอะไร ตรงไปที่เตียงแล้วนอนงอตัวเอาหมอนมากอดหันหลังให้นักขัต
อารมณ์หึงเมื่อกี้ค่อยๆหายไปเมื่อเริ่มคิดได้ว่า นักขัตก็คงหึงเขาเหมือนกัน แต่เดี๋ยวเสียฟอร์ม แกล้งงอนต่อดีกว่า
เสียงนักขัตอาบน้ำในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อยและเปิดประตูออกมาดังอยู่ข้างหลัง
เตียงนุ่มยุบลง มือของนักขัตสอดมา ดึงร่างวันชนะไปแนบหน้าอกเขาเบาๆ
“หายงอนรึยัง” นักขัตกระซิบ
“...”
“หายโกรธนะ” นักขัตจูบที่ต้นคอ
“...”
วันชนะหลับไปแล้ว
นักขัตชะโงกหน้าขึ้นดูก็เห็นวันชนะหลับตาพริ้มเลยดึงร่างกระชับอีกแล้วก็หลับไปด้วยกัน...

นักขัตลืมตาขึ้นในความสลัวของห้อง เสียงคลื่นยังดังแว่วมา
“ตื่นแล้วเหรอตั้ม” วันชนะพูดขึ้นเมื่อเห็นนักขัตเริ่มบิดตัว
“กี่ทุ่มแล้ว” นักขัตงัวเงีย
“ขอโทษนะ ที่หันหลังให้” วันชนะพูดอย่างจริงใจ มือลูบไล้ที่ใบหน้าของนักขัต
เขาจับมือวันชนะเอามาจูบเบาๆ “ไม่เห็นต้องขอโทษเลย ตั้มรู้ว่าวินรักตั้ม”
วันชนะค่อยๆเลื่อนหน้าเข้าไปใกล้หน้านักขัตจนจมูกแตะกัน
จากนั้นจูบเบาๆ...ค่อยๆรุนแรงขึ้น ร้อนขึ้น
สองร่างกอดรัด กอดก่าย
นักขัตดันตัวเองเข้าไปอีก
วันชนะรู้สึกเหมือนร่างกำลังจะฉีก ทั้งตัวร้อนไปหมด
ความร้อนจากตัวนักขัตราวจะหลอมเขาเข้าไปเป็นคนๆเดียวกันกับวันชนะ
ความรักได้รวมเป็นหนึ่ง
“ผมรักวินนะ”

คลื่นทะเลยังคงแว่วเสียงมาเหมือนเช่นตอนเริ่มต้น ม่านที่ปิดไม่สนิทเผยดวงดาวเกลื่อนท้องฟ้าระยิบระยับ
วันชนะกอดนักขัตแนบแน่น
รักของพวกเขามีทั้งคลื่นและทะเลดาวเป็นพยาน

“ผมจะรักคุณตลอดไป”

Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post05 Mar 2008 10:21

ขอบ่นนิดส์นึง ให้รออ่านมาอยู่หลายวันเชียวนะ
กำลังอ่านสนุกๆ เพลินๆ จบตอนอีกแล้ว :|
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post07 Mar 2008 16:52

24



โต๊ะหนึ่งในมุมส่วนตัวของภัตตาคารหรูบนดาดฟ้าตึกสูงย่านสีลมถูกจับจองโดยชายหนุ่มรูปหล่อ หุ่นสูงเพรียว กลางโต๊ะมีแก้วน้ำเล็กๆใส่น้ำแค่ครึ่งแก้วลอยด้วยเทียนไขกับกลีบกุหลาบ
กระทั่งเทียนอโรมาที่ลอยในแก้วดับไป พนักงานร้านจึงเอาใบใหม่มาเปลี่ยน นั่นไม่ได้หมายความว่าคนที่กำลังจะมา มาสาย แต่ตรงกันข้าม เขามาเร็วเกินไปเกือบครึ่งชั่วโมง
ชายหนุ่มยกนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูขึ้นดู โทรไปตอนนี้คงไม่ถือเป็นการเร่งอีกฝ่ายนัก กำลังจะยกมือถือขึ้นมากด ก็มีสายโทรเข้ามาพอดี
เขายิ้มที่มุมปาก...อา...ใจตรงกัน

“พี่ภัทร วินอยู่ข้างล่างนะ สักห้านาทีคงถึงนะครับ” ปลายสายพูดผ่านมือถือ
“ไม่ต้องรีบก็ได้วิน มีธุระก็ไปทำก่อน” ภัทรว่า
“ไม่มีนี่ครับ ว่าแต่พี่ภัทรมีอะไรหรือเปล่าครับ นัดมากินเสียแพงเลย วินไม่มีตังค์จ่ายไม่รู้ด้วยนะ” วันชนะหยอก
“ไม่เป็นไร บอกแล้วไงว่าพี่เลี้ยง”
“ไม่เอาหรอกครับ เกรงใจ ยังไงวินก็ว่าเอาแบบแฟร์ๆดีกว่าครับ”

ห้านาทีจากนั้นวันชนะก็มาถึงตามที่บอกไว้ เมื่อบอกชื่อกับพนักงานที่หน้าร้านก็ถูกพามายังโต๊ะที่จองไว้ โดยมีภัทรนั่งรอท่าอยู่แล้ว
บรรยากาศดีๆโรแมนติกๆดำเนินไปเรื่อยๆ จนเห็นสมควรแก่เวลา นิตยสารฉบับหนึ่งก็วางอยู่ตรงหน้าวันชนะ แวบแรกวันชนะก็ไม่ได้แปลกใจนัก ยังชมว่านายแบบที่หน้าปกหล่อดีนะ แต่ตาก็เบิกโพลงเมื่อค่อยๆมองโครงหน้า จมูก ปาก ตา และส่วนประกอบทุกส่วน

“เฮ้ย! พี่! เอาขึ้นปกเลยเรอะ!” จะไม่ให้ตกใจได้ยังไงก็นั่นมันรูปเขาเอง
ตอนแรกที่ตกลงกันไว้คือวันชนะไปถ่ายแบบให้ลงสอง-สามรูปด้านในนิตยสารของภัทร เพราะทนภัทรตื้อไม่ไหว
“ยังไม่ต้องตกใจหรอกวิน ยังไม่ได้วางแผง” ภัทรเว้นวรรค “ต้องรอพรุ่งนี้ก่อน” ว่าเสร็จภัทรก็หัวเราะหึหึในลำคอ
“อายเขาตาย” วันชนะกลืนน้ำลาย แต่ก็แอบปลื้มกับรูปตัวเองที่หน้าปกไม่ได้ “พี่เก่งเขาเก่งสมชื่อเลยนะ” วันชนะกล่าวถึงพี่สไตลิสที่เป็นคนจัดท่าทางและถ่ายรูปให้
“เอ้า ค่าขนม” ภัทรวางซองสีขาวหนาไว้ข้างหน้าวันชนะ หน้าตายิ้มๆ นัยน์ตาระริกขี้เล่นแต่ดูอบอุ่นเหมือนผู้ใหญ่หยอกเด็กเล็กๆทั้งที่จริงแล้วภัทรก็ห่างจากวันชนะแค่หกปี

วันชนะหยิบขึ้นมาเปิดดู เพราะสงสัย ที่ตกลงกันไว้มันไม่น่าจะทำให้ซองหนาได้ขนาดนั้น
“เอ๊ะ พี่ภัทร นี่มันเกินมารึเปล่า” เขาว่าไปพร้อมกับคะเนด้วยสายตา จริงๆอยากจะนับให้ละเอียดไปเลยแต่คงจะดูน่าเกลียดเกินไป
“อย่างนั้นวินก็ไม่เอาหรอกครับ มันเยอะเกินไป” วันชนะปิดซองส่งคืนให้ภัทร
“วิน” หางเสียงเข้มนิดๆ เหมือนจะดุแต่ก็แฝงความเอ็นดู...แบบคนรัก
ภัทรดันกลับ
“งั้นก็เปลี่ยนเป็นเลี้ยงพี่มื้อนี้ก็แล้วกัน” ภัทรเส
“อะ เอางั้นก็ได้ครับ” วันชนะไม่อยากมากความ เจ็ดปีที่รู้จักภัทรมาเขาพอจะรู้ ภัทรเป็นคนหัวดื้อคนหนึ่ง พูดอย่างไรเป็นอย่างนั้น
ความสัมพันธ์ระหว่างภัทรกับวันชนะ เหมือนเป็นเพื่อนสนิท พี่ที่ให้คำแนะนำ เป็นเพื่อนคุย...หากแต่อีกฝ่ายกลับมองวันชนะลึกซึ้งมากกว่านั้น
วันชนะเข้าใจดีว่าความรู้สึกที่อีกฝ่ายทุ่มเทให้คืออะไร ลำบากใจแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเอ่ยปากบอกความรู้สึกที่แท้จริงว่าเขาเป็นพี่ชาย
หากว่าภัทรทำเป็นหูทวนลม
เขารู้ดีว่าวันชนะยังไม่ลืมนักขัต
คงมีสักวัน...

ในลิฟต์
“แน่ใจเหรอว่าจะไม่ให้พี่ไปส่ง” ภัทรถามอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรครับพี่ วินกลับรถไฟฟ้าสะดวกกว่าครับ” วันชนะพูด “ขับรถดีๆนะครับ”
ประตูลิฟต์เปิดออก วันชนะก้าวออกไป ส่วนภัทรต้องลงไปอีกสามชั้น เขาจอดรถไว้ตรงนั้น
“วิน” เสียงเรียกดังขึ้น เขาตามออกมา

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว วันชนะหันมาก็ถูกภัทรกอดเอาไว้เสียแล้ว กอดของเขาแนบแน่นจนวันชนะค้างไป
ภัทรหอมแก้มเขาทีหนึ่งอย่างรักใคร่ หวงแหน เหมือนคนที่อดทนมานานระเบิดความต้องการออกมา
วูบหนึ่งวันชนะหลับตาพริ้ม... คิดถึงอ้อมกอด...โหยหา...เหงา
แล้วภาพตัวเขาในอ้อมกอดของอีกคนที่ไม่ใช่ภัทรก็ทำให้วันชนะรู้สึกตัว เหมือนกันที่แรงระเบิดของภัทรหมดเชื้อ
ต่างฝ่ายต่างรู้สึกตัวว่าได้ก้าวล้ำเขตที่ทั้งคู่ได้ตกลงกันเอาไว้ด้วยความรู้สึก
ต่างกลับมายืนจุดเดิม...
“พี่ไปก่อนละ ไว้เจอกัน” สายตาของภัทรบอกอารมณ์ดีใจ
“ครับ” วันชนะพูดสั้นๆ
สับสน...

สถานีศาลาแดง แม้จะเป็นเวลาสี่ทุ่ม แต่ก็ยังอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่มารอใช้บริการรถไฟฟ้า
วันชนะยืนริมประตู เหม่อมองความมืดด้านนอกขบวนรถ
เสียงสัญญาณเตือนประตูปิดทำให้วันชนะสะดุ้งจนเผลอทำแมกกาซีนเล่มที่จะออกพรุ่งนี้ตกบนพื้น
หนังสือปกมันเล่มหนาหล่นไปโดนเท้าของใครบางคน วันชนะรีบก้มเก็บเพราะเกรงว่าคนอื่นจะเห็นรูปของเขาที่หน้าปก
ขณะที่คนโดนหนังสือตกใส่ก็คิดว่าเป็นความผิดของตนที่ขยับตัวไปโดน

“ขอโทษครับ”
ต่างฝ่ายต่างกล่าวขอโทษ
ชายคนนั้นชะงักไปมือที่เอื้อมจะคว้าหนังสือที่พื้นค้างไว้อย่างนั้น
วันชนะหยิบมันขึ้นมา
“ขอโทษครับ” วันชนะยิ้มรอ
ชายคนนั้นค่อยๆยืดตัวตรง ตัวเขาค่อยๆสูงขึ้น
วันชนะยิ้มค้าง
นี่ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม...
สองปีที่ไม่ได้เจอกัน เขาไม่เปลี่ยนไปเลย
ต่างคนต่างตะลึงกันไป
“รู้จักกันเหรอตั้ม” สาวสวยคนหนึ่งที่วันชนะเพิ่งจะสังเกตว่ายืนอยู่ข้างๆกล่าวขึ้น ดูจากท่าทางไม่ได้บอกว่าเป็นแฟน แต่ก็รู้ว่าหล่อนมีใจให้นักขัต
“ถึงแล้ว ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มอีกคนพูด

พวกเขาเดินออกไปแล้ว...เขาเดินออกไปแล้ว
วันชนะยังค้างอยู่อย่างนั้น
น้ำตาอุ่นๆไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ รีบหันหน้าออกไปทางประตู ไม่ให้คนบนรถเห็น
คิดถึง...ดีใจ...โหยหา
ท่าทางเขาไม่ได้เปลี่ยนไปเลย...เว้นแต่สายตานั่น...เย็นชา
จะมีประโยชน์อะไรอีก...หักใจเถอะ...วันชนะพร่ำกับตัวเอง

...เราเป็นคนบอกเลิกกับเขาเองไม่ใช่เหรอ...

Image


นักขัตป้วนเปี้ยนที่ร้านหนังสืออยู่พักใหญ่ก่อนจะจ่ายค่านิตยสารเล่มนั้น นายแบบหน้าปกได้รับความสนใจเพราะเป็นนายแบบหน้าใหม่ สายตาที่มองกล้องดูลึกลับ หยิ่ง แต่ก็แฝงด้วยแววเศร้า
“วิน” เสียงแผ่วอาลัย นิ้วค่อยๆไล้ไปที่หน้าปก คิดถึง...แก้มที่เคยหอม...ปากบางที่เคยจูบ...ผมนุ่มที่เคยลูบ
ไล้ไปตามอารมณ์ แต่ก็ชะงัก ‘...ขอโทษนะ วินรักพี่ภัทร...’ เขาเคยพูดไว้
เจ็บวันนี้ไม่เท่าวันก่อน แต่มันก็คือเจ็บ
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post07 Mar 2008 16:58

25



“โอ้โห ไร่มะเขือเทศของตั้มกว้างมากๆ” วันชนะตื่นตาตื่นใจกับภาพไร่มะเขือเทศกว้างขวาง
หลังจากสอบปลายภาคเทอมสุดท้ายของปีสี่ เขาพาวันชนะมาเที่ยวบ้านของเขาที่เชียงใหม่อย่างที่เคยคุยกันไว้
.....
.....

“เราเลิกกันเถอะตั้ม” คนพูดหลบสายตา
“...” นักขัตนิ่งงัน ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินสิ่งที่คนรักเพิ่งจะพูดออกมา
“ทำไม” หางเสียงแผ่ว...เพราะเจ็บปวด
“เราไปด้วยกันไม่ได้...” วันชนะหลบตาเหมือนเดิม เหมือนคนหลบความผิด...
.....
.....

“วิน!” เสียงละเมอเรียกก่อนที่ร่างกำยำจะสะดุ้งตื่น เขาเผลอหลับไป ไฟในห้องก็ยังเปิดไว้ ดูเวลาที่ข้างเตียงเป็นเวลาตีสาม
“หึ” นักขัตยิ้มเหยียด สายตาเย็นชาใส่รูปวันชนะที่หน้าปก
“เอาตัวเข้าแลกให้ภัทรนี่เอง”
แล้วแมกกาซีนขายดีเล่มนั้นก็เปลี่ยนสถานที่ไปอยู่ในถังขยะ

Image


“โอ้โห ไร่มะเขือเทศของตั้มกว้างมากๆ” วันชนะตื่นตาตื่นใจกับภาพต้นมะเขือเทศเรียงเป็นแถวๆตลอดแปลงยาวเหยียด
“ชอบก็ดีแล้ว” นักขัตยิ้ม “อีกหน่อยมาเป็นเจ้าของไร่จะได้ไม่ต้องบ่นว่าต้องกินแต่มะเขือเทศ”
“โหย ใจคอจะให้กินแต่มะเขือเทศรึไง ฟาร์มวัวก็มีนี่” วันชนะขัด
นักขัตหัวเราะชอบใจ
เดินผ่านถนนที่สองข้างทางปลูกต้นจำปีเรียงเป็นแถวสลับกับแก้ว ประมาณยี่สิบเมตรก็ถึงบ้านของนักขัต

“มาแล้วเหรอลูก มา เข้าบ้านกันก่อน” ชายวัยกลางคนกับหญิงดูอ่อนวัยกว่า ใบหน้าลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นอย่างที่นักขัตเคยเล่า ท่าทางใจดีออกมาต้อนรับ ทั้งสองมีลักษณะคล้ายนักขัต
“วิน นี่พ่อกับแม่ตั้ม” นักขัตแนะนำ
วันชนะไหว้อย่างเคารพ
“สวัสดีลูก” พ่อของนักขัตรับไหว้ “เข้าบ้านกันก่อนเถอะลูก จะได้พักผ่อนนะ มากันเหนื่อยๆ”
พูดคุยปราศรัยกันอยู่สักพักนักขัตก็ขอตัวพ่อกับแม่พาวันชนะเอาของไปเก็บที่ห้องของตน ตลอดเวลาที่จากไปเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพสี่ปี เขากลับมาเยี่ยมบ้านไม่บ่อยนัก แต่ห้องของเขาก็ได้รับการปัดกวาดดูแลอย่างดี
“คุณพ่อคุณแม่ของตั้มใจดีเนอะ” วันชนะปลื้ม
“สมัยก่อนแม่ตั้มเป็นคนกรุงเทพน่ะแหล่ะ เป็นเลขาฯเจ้านายบริษัทใหญ่เลยล่ะ แม่ทำงานเก่ง พูดได้ตั้งสามภาษา ไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น ส่วนพ่อก็เป็นเกษตรกรธรรมดานี่แหล่ะ” นักขัตเล่าอย่างภูมิใจ
“แล้วท่านเจอกันได้อย่างไรเหรอตั้ม” วันชนะอยากรู้
“ก็พ่อตั้มส่งออกมะเขือเทศกับเนื้อวัวให้บริษัทที่แม่ทำงานอยู่ด้วยน่ะ มีอยู่บ้างที่ได้เจอกัน เพราะต้องติดต่อเรื่องงาน พ่อก็เลยปิ๊ง” นักขัตเล่าต่อ “จนท่านทั้งสองตกลงจะแต่งงานกัน และสุดท้ายแม่ก็ยอมทิ้งทุกอย่างมาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อที่นี่ เป็นแม่บ้าน อยู่ที่นี่พ่อบอกว่าแม่ไม่ต้องทำงาน พ่อจะเลี้ยงเอง แต่ก็หยุดแม่ได้เสียที่ไหนล่ะ” นักขัตหยุดกลางคัน
“ยังไม่จบใช่ไหม แล้วไงต่อ” วันชนะอยากฟังต่อ “คุณแม่ทำอะไร”
“ก็มาเป็นเลขาฯพ่อตั้มไง” นักขัตยิ้มร่า “ท่านก็ช่วยดูเรื่องบัญชี กับเอกสารต่างๆ คอยตรวจงานอื่นๆไปด้วย...”
เล่าจนเพลินนักขัตก็เพิ่งสังเกตเห็นสีหน้าของวันชนะเริ่มดูเศร้าๆ ก็คิดได้ว่าวันชนะคงจะคิดถึงคุณแม่
“ตั้มขอโทษ” น้ำเสียงแผ่วลง
วันชนะพยายามกลั้นน้ำตา ยิ้มเจื่อนๆให้ “ไม่เป็นไรหรอก”
“คงคิดถึงแม่มากสินะ” มือจับที่ไหล่ บีบเบาๆเป็นการปลอบ แล้วก็รั้งร่างของวันชนะเข้าไปกอด ลูบหัวลูบผมอย่างที่เคยทำ
“ไม่เป็นไรนะ วินยังมีตั้มนะ” นักขัตกระซิบข้างหู

ทั้งสองไม่รู้ตัวเลยว่าประตูค่อยๆปิดลงทีละน้อย เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ได้พลาดสายตาของคนเป็นแม่ไปได้เลย
คุณแม่ของนักขัตเพียงแต่จะเอาขนมมาให้ พอจะหมุนลูกบิดแต่เพียงแตะประตูก็ค่อยเปิดออกและได้ยินได้เห็นสิ่งที่ลูกของตัวเองเป็น
นางได้แต่อึ้งขึงไป รีบผละจากประตูนั้นมา

Image


“พ่อ แม่ ตั้มพาวินไปฟาร์มวัวนะ” นักขัตตะโกนบอก
“ไปเถอะลูก” พ่อตะโกนตอบ ก่อนจะหันมาทางภรรยา “แม่ไม่สบายรึเปล่า เห็นหน้าซีดตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
“ระ...เหรอ ไม่นี่พ่อ ก็ปกติดี” คนเป็นแม่พยายามกลบเกลื่อนสีหน้า
“ป่วยก็บอกพ่อนะ จะพาไปหาหมอ” คนเป็นสามีบอกอย่างเป็นห่วง
“จ้ะ พ่อ” ภรรยารับคำ ฝืนยิ้มสดชื่นให้สามีเห็นจะได้ไม่นึกสงสัยมากไปกว่านั้น

“วิน ไปดูทางโน้นกันไหม ลำธารผ่านด้วยนะ” นักขัตชวน
“อื้อ ไปสิ”
แล้วนักขัตก็จูงมือวันชนะไปดูธาร
“โห น้ำใสมากๆ” วันชนะนั่งลงที่ขอนไม้พาดเป็นทางเดินข้าม เอาเท้าจุ่มลงในน้ำ “อา...สบายจัง”
นักขัตนั่งลงตามข้างๆ “เฮ้อ โล่งอก นึกว่าจะไม่ชอบที่นี่เสียแล้ว”
“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ” วันชนะถามด้วยตาอ่อนโยน
นักขัตยิ้ม “ตั้มคิดเหมือนพ่อนะ ถึงจะไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่ตั้มก็ชอบที่จะอยู่กับธรรมชาติมากกว่า ชีวิตในกรุงเทพ”
วันชนะยิ้ม ในใจรู้ว่าตั้มจะพูดอะไรต่อไป
นักขัตยกมือขึ้นหยิกแก้มวันชนะเบาๆ “ตั้มน่ะ คิดถึงว่าจะอยู่ด้วยกันกับวินตลอดไปเลยนะ”
แทนคำพูด วันชนะกุมมือที่ยกขึ้นหยิกแก้มเขาไว้เบาๆ

ที่บ้าน
“พ่อใจเย็นๆก่อนเถอะ มันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็ได้” แม่ของนักขัตรีบพูดเปลี่ยนความคิดของสามี ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่แน่ใจ
“เห็นจะๆขนาดนี้แล้วนะแม่” คนเป็นพ่อสีหน้าขึงขังไม่หาย หลังจากที่เอากล้องส่องทางไกลมาตรวจดูวัวในฟาร์ม พอดีว่าเห็นลูกชายตัวเองอยู่แถวนั้นด้วยเลยส่องดู
แล้วก็ได้เห็นท่าทางกระหนุงกระหนิงของลูกชายกับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน อย่างกับเป็นคนรัก ตอนแรกก็ดูผ่านๆ แต่ยิ่งเอะใจกับท่าทางที่แปลกๆของนิสัยผู้ชาย จึงเรียกภรรยามาดูด้วยอีกคน

“พรุ่งนี้จะกลับแล้วใช่ไหมลูก” คุณแม่นักขัตถามขึ้น
“ใช่ครับแม่” นักขัตตอบ
“ไปส่งแม่ที่ตลาดหน่อยสิลูก” เธอไม่เรียกวันชนะไปด้วย ใจหนึ่งคัดค้านสามี แต่ก็ต้องยอมให้ตามประสาที่เธอมักจะตามใจสามีอยู่เสมอ
“วินไปตลาดกัน” ตั้มเรียก
“อย่าเลยลูก จะเอาเพื่อนไปเหนื่อยเสียเปล่า” คุณพ่อของนักขัตพูด “แม่เขาคงคิดถึงตอนที่ไปตลาดกับลูกสองคนน่ะ” เขาจงใจพูดไม่ให้คนนอกไปด้วย
“นั่นสิ งั้นตั้มก็ไปกับคุณแม่เถอะ” วันชนะยิ้มๆ รู้สึกว่าเช้านี้มีอะไรแปลกๆ
“อย่างนั้นเดี๋ยวตั้มมานะ” นักขัตร่าเริง “ไปกันเถอะแม่” ว่าแล้วก็ควงแขนคุณแม่ออกไป โดยไม่ทันสังเกตสายตาห่วงใยวันชนะที่มารดาส่งให้

“วิน มาทางนี้ก่อนสิลูก” คุณพ่อของนักขัตเรียกแบบเดิม แต่ใบหน้านั้นไม่ได้ดูอ่อนโยนเหมือนตอนแรก บรรยากาศเริ่มแปลกๆ
“ครับ”
คนอาวุโสกว่าอึกอักด้วยไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร แต่ที่สุดก็พูดออกมา
.....
.....

Image


วันชนะสะดุ้งตื่นเหงื่อเต็มตัว
“บ้าจริง ฝันนั่น”
เปิดไฟที่หัวเตียง มองดูเวลา ตีสาม
ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ถึงจะข่มตาหลับยังไง...แต่ใจตื่น
ถึงจะพยายามสลัดเรื่องความฝันออกไปยังไง...แต่เยื่อใยยังมี
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post07 Mar 2008 17:03

26



วันชนะหยิบจดหมายขึ้นมา ยังไม่ทันแกะก็มีสายโทรเข้ามือถือ
“วุฒิ ว่าไง” วันชนะพูดหลังจากดูชื่อที่โชว์ขึ้นหน้าจอ
“สบายดีป่าววิน” ปลายสายถามอย่างสนิทสนม
“สบายดี วุฒิล่ะ ได้ยินข่าวว่าจะแต่งงานแล้วไม่ใช่เหรอ” วันชนะไต่ถาม
“ช่าย” วุฒิลากเสียงยาว “ส่งการ์ดเชิญไปให้แล้ว น่าจะถึงแล้วนะวันนี้ ขอโทษทีนะที่ไม่ได้ไปเชิญด้วยตัวเอง”
“อ้าว เรื่องจริงหรอกเหรอ” วันชนะเลยแกะจดหมายนั้นดู แล้วก็ใช่จริงๆ “อ้อ ได้แล้วล่ะ”
“วินจะมาได้หรือเปล่าล่ะ มาได้ก็มานะ มาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร คิดว่าคงมีเพื่อนมาไม่เยอะ แต่ละคนอยู่ต่างที่กันหมด” วุฒิพูด
“โห ตั้งราชบุรี” วันชนะทำเสียงเหนื่อย
“อืม” วุฒิทำเสียงอ่อน คิดว่าเพื่อนคงมาไม่ได้อีกคนแล้ว
“แต่ก็ไม่กี่ชั่วโมงเอง” วันชนะทำเสียงร่าเริง “แหม วุฒิแต่งงานทั้งทีไม่ไปได้ไงล่ะ”
ปลายสายดีใจ “ขอบใจมากนะ”

ดังนั้นสัปดาห์ต่อมา ตามวันที่ระบุในการ์ดเชิญวันชนะก็มาอยู่ที่ราชบุรี งานแต่งงานจัดที่บ้านไม่ได้จัดในโรงแรม
“วิน” เจ้าบ่าวในชุดสูทสีครีมเดินสง่าเข้ามาต้อนรับ
“ยินดีด้วยนะ” วันชนะยื่นกล่องของขวัญให้ “ยินดีด้วยนะครับ” วันชนะหันไปพูดกับเจ้าสาวที่เดินมาสมทบ
“ขอบใจมากเพื่อน ตามสบายเลยนะ ทางนู้นมีเพื่อนๆวุฒิอยู่ ...เพื่อนเก่าสมัยมหา’ลัยน่ะ มากันสามสี่คน วินน่าจะรู้จัก” เขาชี้มือ
“ฮื่อ งั้นเดี๋ยวเราไปนั่งทางนู้นละกันนะ” เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่คนแปลกหน้าและส่วนมากก็ไม่ใช่รุ่นราวคราวเดียวกัน
“เดี๋ยวพี่มานะอร” วุฒิหันบอกเจ้าสาว
“ป่ะ เดี๋ยวเราพาไป” เจ้าบ่าวรีบเดินนำ

ที่โต๊ะมีเพื่อนรุ่นเดียวกันนั่งอยู่เหลือเพียงที่นั่งเดียว วันชนะกวาดสายตาจำได้บ้างเป็นบางคนว่าเคยเห็นหน้า สมัยก่อนเพื่อนวุฒิเคยมาที่ห้อง
วันชนะนั่งลงแล้ววุฒิก็กลับไปทำหน้าที่เจ้าบ่าวต้อนรับแขกเหรื่อต่อ
วันชนะยิ้มให้กับทุกคนในโต๊ะเพื่อผูกมิตร ไม่รู้จะคุยอะไรดี แต่ก็คงดีกว่าไปนั่งโต๊ะอื่นอยู่คนเดียว
“วิน ...นั่นวินใช่ป่ะ” หนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ย
“ครับ”
“เราเอ็กส์ไง” เขาพยายามรื้อฟื้นความจำให้

วันชนะนึกอยู่พักหนึ่งก่อนร้องอ๋อ เอ็กส์เป็นเพื่อนคนหนึ่งของวุฒิที่เคยมาค้างตอนทำรายงานส่งอาจารย์
บรรยากาศจึงไม่ตึงเครียด พอได้คุยคนหนึ่งแล้วคนอื่นๆก็ผสมโรงคุยเฮฮากันไป อาจเป็นเพราะความที่เป็นศิษย์ร่วมสถาบันเดียวกันที่ทำให้สายใยบางๆเชื่อมแน่นขึ้น

“เฮ้ย กี่โมงแล้ววะ ไอ้ตั้มว่าจะตามมานี่ ป่านนี้แล้วยังไม่เห็นหัว” คนหนึ่งในกลุ่มถาม
“นู่น มานู่นแล้ว ตายยากจริง” อีกคนว่า มือชี้ไปข้างหลังวันชนะ
วันชนะใจเต้นตูมตามตั้งแต่ได้ยินชื่อตั้ม แต่ก็ภาวนาว่าคงจะไม่ใช่นักขัต วันชนะจึงเอาแต่นั่งตัวเกร็ง
“โทษที มาสายนิดหน่อย” คนที่นั่งข้างๆวันชนะหันไปพูดกับคนที่เพิ่งมา “มานั่งนี่ดิ เอาเก้าอี้จากโต๊ะนั้นมาด้วย”
ว่าแล้วเขาก็ขยับเก้าอี้ออกให้พอที่จะมีเก้าอี้อีกตัวมาแทรก

วันชนะนั่งตัวแข็ง หัวใจเหมือนกับจะหลุดออกมาเต้นอยู่ข้างนอก ไม่กล้าหันไป
นักขัตชะงักไปแวบหนึ่งก่อนจะคุยกับเพื่อนอย่างปกติ
ยกเว้นวันชนะแล้วทั้งโต๊ะคือเพื่อนของวุฒิ ด้วยความที่ไม่เจอกันนานทำให้คน ‘ในกลุ่ม’ คุยกันอย่างออกรส จนคนหนึ่งในกลุ่มสังเกตว่าวันชนะเงียบผิดปกติ
“อ๊ะ ลืมไป ตั้ม นี่วิน” เขาเรียกนักขัต ก่อนจะเรียกวันชนะ “วิน นี่ตั้ม เพื่อนวุฒิมันอีกคนตอนเรียน วิศวะฯ”
“อะ...อืม” วันชนะครางในลำคอ
“เหรอ ยินดีที่รู้จักนะ” สายตาคมกริบมองมา ...เย็นชา เขาทำเป็นไม่รู้จัก
วันชนะรู้สึกโหวงๆในใจกับสายตาและคำพูดนั้นของนักขัต แต่ก็แกล้งทำหน้าเป็นปกติ
“ครับ”

ในงานเริ่มคึกคัก คนเริ่มมาเยอะขึ้น รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เสิร์ฟบ่อยขึ้น
เสียงฮาครืนดังเป็นระลอกๆจากมุมต่างๆ รวมถึงโต๊ะของวันชนะด้วย ถึงจะอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าคนที่ดื่มเยอะสุดจะเป็นนักขัต สังเกตจากหน้าที่แดงก่ำของเขา

“พอเถอะ” วันชนะหลุด อดเป็นห่วงไม่ได้ มือไวเอื้อมไปจับแขนนักขัตที่กำลังยกแก้ว
เหมือนนัดแนะ ทุกคนในโต๊ะหยุดอาการต่างๆ หันมามองวันชนะเป็นตาเดียวรวมทั้งนักขัตด้วย
“กะ...กินเยอะเกินไปแล้ว” วันชนะลดมือลง เหมือนกับเสียงที่อ่อยลง
แค่แวบเดียวสถานการณ์ก็กลับเป็นเหมือนเดิม คือกลับไปเฮฮาเหมือนเดิม
นักขัตดูจะไม่ได้หันมาใส่ใจอะไรกับวันชนะมากนัก มีเพียงสายตาคมกริบที่มองผ่านมาเป็นระยะเท่านั้น แต่เหล้าแก้วนั้นก็ยังคงเต็มอยู่เหมือนเดิม
พอดีกับวุฒิมาร่วมวงด้วย
“เอ้า พวกเราเจ้าบ่าวมาแล้ว มอมมัน” เพื่อนคนหนึ่งพูดเสียงดัง
“เว้ย ไม่ยอมหรอกว่ะ กูจะไม่เมาคืนแต่งงานหรอกโว้ย” วุฒิตะโกนเฮฮา แต่ก็ดื่มไปสามแก้ว

จนสี่ทุ่มแขกคนอื่นๆทยอยกลับ
“กูกลับก่อนแล้วกันนะวุฒิ” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น ทำให้แต่ละคนเริ่มขอตัวกลับบ้าง
“เออ เดินทางดีๆล่ะ ถ้ามึงเมาก็นอนที่นี่ก่อนก็ได้นะ บ้านกูอีกหลังคืนนี้ไม่มีคนนอน” วุฒิบอก
“ไม่เมาว่ะ แหม กูรู้น่าว่าต้องขับรถกลับอีก ...เมาไม่ขับโว้ย”
“มึงดูไอ้ตั้มดีกว่า คืนนี้มันคงได้นอนที่นี่แหล่ะวะ” คนพูดชี้มือไปยังนักขัตที่ฟุบไปกับโต๊ะแล้ว
“วินล่ะ ไม่มีรถกลับแล้วล่ะมั้งตอนนี้” วุฒิหันมาเป็นห่วง
“อืม...” ที่จริงก็รู้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะว่าต้องลำบากหาที่พัก แต่เพราะอยากมางานของเพื่อนก็ต้องยอมล่ะ
คนอื่นทยอยกลับไปกันหมดแล้ว
“วินไปนอนบ้านวุฒิหลังนั้นแล้วกันนะ วุฒิบอกผู้ใหญ่ไว้แล้ว เอาไว้เผื่อเพื่อนๆมาค้าง บ้านไม่ได้ล็อก ไม่ต้องกลัวโจรนะ ที่นี่ไม่มีโจรหรอก”
“งั้น...ขอตัวไปเข้าหอก่อนนะ” วุฒิทำตากรุ้มกริ่ม
“หึหึ...รีบไปเถอะ” วันชนะขำ

ก่อนจะเดินไปที่บ้านก็มีเสียงของคนเมาดังขึ้น
“อือ...”
ลืมไปเลย แล้วนักขัตล่ะ
กลัวใจตัวเอง...ก็คิดเสียว่าเขายังนับเราเป็นเพื่อนคนหนึ่ง
“ตั้ม...” วันชนะเรียก วูบหนึ่งคิดถึงเมื่อในอดีต นี่เขาไม่ได้เรียกชื่อนี้ด้วยความเป็นห่วงมานานเท่าไรแล้วนะ
“ไปนอนเถอะ” วันชนะเขย่าเบาๆ
“อือ...”
ลมเย็นพัดแรงๆเริ่มพัดมา วันชนะได้กลิ่นฝนกำลังใกล้เข้ามา
“รีบลุกเถอะตั้ม ฝนจะมาแล้ว” วันชนะเขย่าแรงขึ้น
“อือ...”
นักขัตยกมือขึ้นค้างข้างหนึ่ง ประมาณว่าจะให้พาไปหน่อย

“ตัวหนักมากๆ” วันชนะบ่น แต่ก็กึ่งลากกึ่งพยุงนักขัตไปก่อนที่ฝนจะตก และพอเข้าบ้านปุบฝนก็เทลงมาปับ
วันชนะพาร่างหนักไปวางไว้ที่โซฟาที่กลางห้องแล้วจึงทิ้งตัวลงนั่งข้างๆและปล่อยหอบออกมา อากาศชื้นๆทำให้รู้สึกเหนอะหนะไปหมด วันชนะเลยเดินไปสำรวจบ้าน และค้นเสื้อผ้าที่พอจะหามาเปลี่ยนได้ ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับเสื้อยืด กางเกงขาสั้นสองชุด...เผื่อให้นักขัต
ใจอยากจะหาผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ แต่ก็หยุดความคิดนั้นเอาไว้ เพราะสายตาเย็นชาที่เขามองมาเมื่อตอนเย็นและตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน...
จึงวางเสื้อผ้านั้นไว้ที่โต๊ะข้างๆ
“อือ...” นักขัตคราง “อาบ...น้ำ...”
มือไวคว้าหมับที่ข้อมือวันชนะ
“ร้อน...”
เขาพูดอย่างคนเมา คอตกพาดไหล่ตัวเอง แล้วก็ไหลลงไปนอนบนโซฟาแต่แขนกลับเหนียวเหมือนกาวดึงวันชนะเซไปด้วย
เพราะไม่ได้ทรงตัวมั่นคง ไม่นึกว่าจะโดนดึงไปด้วย เลยล้มไปทับนักขัตครึ่งตัวจนแก้มแนบแก้ม
ถึงรู้ว่าตัวเขาร้อนกว่าปกติ...คงเพราะฤทธิ์เหล้า
ถ้าพาไปอาบน้ำคิดว่าเขาคงรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้างล่ะนะ คิดแล้ววันชนะก็ต้องแบกร่างหนักๆไปห้องน้ำ
“เอ๊ะ เช็ดตัวก็พอมั้ง” เพิ่งนึกขึ้นได้ ว่าถ้าอาบน้ำให้เขาก็ต้องถอดเสื้อผ้าออกหมดน่ะสิ
“งั้นก็เช็ดตัวอย่างเดียวแล้วกัน” วันชนะพูดกับตัวเอง
กระดุมเสื้อเชิ้ตถูกปลดออกจนถึงเม็ดสุดท้าย วันชนะท่องในใจซ้ำไปซ้ำมา...เช็ดตัวๆ...
ผ้าชุ่มน้ำหมาดๆค่อยๆแตะไปที่อกล่ำ มือสั่น ใจสั่นไปหมด
...เช็ดตัวๆ...

หลังจากเช็ดตัวให้แล้ววันชนะก็สวมเสื้อยืดที่หามาได้ให้นักขัตแล้วก็แบกร่างหนักนั้นออกมาวางไว้ที่โซฟาที่เดิม
แล้วก็ถึงเวลาอาบน้ำของตัวเอง จนเสร็จก็จะเดินขึ้นไปห้องนอนที่อยู่ชั้นบน อดว้าวุ่นใจไม่ได้ เป็นห่วง ...ทิ้งไว้ที่นี่...เขาจะโดนยุงกัดไหมนะ
เฮ้อ
ไม่ได้สิ จะให้สองปีที่ผ่านมาหมดความหมายไม่ได้
“ฮือ...”
นักขัตคราง มันทำให้วันชนะชะงัก
เฮ้อ
คงไม่เป็นไรมั้ง เขาเมาอยู่

เตียงกว้างพอที่คนสองคนจะนอนได้สบายถูกกั้นกลางด้วยหมอนข้าง วันชนะนอนหันหลังให้หมอนข้าง อยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นที่หามาได้ ส่วนนักขัตท่อนบนเป็นเสื้อยืดส่วนด้านล่างเป็นกางเกงยีนตัวเดิม กลิ่นเหล้ายังปนอยู่ในลมหายใจ
เสียงฝนยังกระหน่ำเกรี้ยวกราด แล้วเสียงโทรศัพท์ของวันชนะก็ดังขึ้น
“ครับพี่ ...ไม่เป็นไรครับ ...ฝนตกหนักเลยครับ ...วินกลับเองได้ครับ ...คงเป็นพรุ่งนี้ ...ครับ ...สวัสดีครับ”
วางสายเสร็จ วันชนะก็เอื้อมมือวางโทรศัพท์เอาไว้เหนือหมอน
“ครับ วินกลับเองได้ครับ” เสียงดังจากข้างหลัง น้ำเสียงกระแนะกระแหน
วันชนะสะดุ้ง หันมาก็เจอนักขัตนอนตะแคงเอามือดันหัวไว้
“น่าอิจฉาเสียจริงนะ คนมีความรัก”
“ตื่นตั้งแต่เมื่อไร”
“ทำไม กลัวคนอื่นได้ยินที่คุยกันหรือไง”
“...” วันชนะไม่พูดอะไร หันหลังกลับ
นักขัตขัดใจที่โดนหันหลังให้ผสมกับยังเมาๆอยู่ เลยกระชากตัววันชนะให้หันมาคุยกัน
“โอ๊ย!”
“ทำไม ไอ้ภัทรมันดีมากนักใช่ม่ะ”
วันชนะเม้มปาก “อย่างน้อยพี่ภัทรก็ไม่เคยใช้กำลัง” วันชนะสะบัดตัวหลุดรีบลุกขึ้นยืน
ได้ยินอย่างนั้นยิ่งฉุนหนัก
“นั่นจะไปไหน” นักขัตพูดเสียงดังราวตวาด
“จะไปนอนข้างนอก” วันชนะพูดทั้งยังหันหลังให้
คนตัวใหญ่กว่าตามมาประชิดตัวแต่ตอนไหนไม่รู้ วงแขนแข็งแรงจับวันชนะโยนกลับไปบนเตียง
วันชนะเม้มปากแน่น คนตรงหน้าเขาไม่ใช่คนที่เคยรู้จัก
แล้วร่างหนาก็ตามมาทาบทับ
“หยุดนะ” วันชนะพยายามดันเขาออก แต่ร่างนั้นไม่เขยื้อนเลย ริมฝีปากร้อนๆพรมไปทั่วแก้มทั่วซอกคอ
“ยะ...หยุด...” เสียงเริ่มหายไปในลำคอ
เสื้อยืดถูกนักขัตดึงออกอย่างรวดเร็ว รวมถึงกางเกงขาสั้นนั้นด้วย ตอนนี้มันหายไปอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องนี้
“รักไอ้ภัทรมากใช่มั้ย” นักขัตว่าพลางปากดูดที่ใบหูของวันชนะ
“คืนนี้แหล่ะวิน ตั้มจะทบทวนรสชาติเก่าๆให้”
ตัวเย็นๆถูกร่างร้อนๆของนักขัตทาบทับ ผิวหนังทุกส่วนราวจะกลมกลืนสัมผัสกันไปหมด
เรี่ยวแรงที่เคยมีหายไปหมดสิ้น...อาจเป็นเพราะวันชนะเองก็ต้องการ
ในใจอยากกอดเขาอยู่ตลอดเวลา
ไม่นาน จากที่ดิ้นรนขัดขืน...สองมือประสานกันแน่น
ร่างกายสุขสมแต่ในใจกลับร้าวราน

ภายในห้องสลัวด้วยแสงจากเสาไฟฟ้าที่ส่องลอดเข้ามา
สองร่างเปลือยเปล่านอนบนเตียง วันชนะหันหลังให้นักขัต น้ำตาไหลเปียกหมอน แต่เขาไม่สะอื้น...จะให้เขารู้ไม่ได้หรอก ว่าร้องไห้
แสงไฟวาบขึ้น กลิ่นบุหรี่โชยมา
นักขัตสูบบุหรี่!

วันชนะหันไปมองใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก ใบหน้าภายใต้แสงสลัวนั้นเย็นชา สายตาคมกริบที่มองมา ควันบุหรี่ที่พ่นออกมา เคราจางๆบนใบหน้า...เขาคนนี้ไม่ใช่นักขัตในอดีตเสียแล้ว
“ก็เท่านี้แหล่ะ เป็นไงล่ะ ของตั้มยังโดนใจอยู่รึเปล่า” เขาพูดเย็นชา “คงหลับสบายแล้วล่ะมั้ง ไปอาบน้ำก่อนล่ะ เหนียวตัวไปหมด อุตส่าห์ให้ช่วยอาบให้หน่อย” พูดจบเขาก็ออกจากห้องไป
...เขาแกล้งเมา

ไม่นานนักเขาก็กลับเข้ามา นักขัตใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น
วันชนะเองก็เอามาใส่แล้วเหมือนกัน
ยังนอนตะแคงหันหลังให้
รู้สึกได้ว่าเตียงยุบลงไป
...
...
ฟ้าแลบทำให้ในห้องสว่างวาบ...สว่างมาก แล้วฟ้าก็ผ่าแรงมาก วันชนะตัวงอเพราะกลัวเสียงฟ้าผ่า
แสงสว่างวาบเข้ามาอีกครั้ง
วันชนะงอตัวเอามือปิดหู
แล้วหลังก็ได้สัมผัสกับอกอุ่นๆ
“ผมขอโทษ” น้ำเสียงที่คุ้นเคยเอ่ยขึ้นข้างๆหู เพียงเบาๆ แต่กลับกลบเสียงฟ้าฝ่าไปเสียหมด
“คืนนี้ผมขอกอดวินอีกสักครั้งได้ไหม ...ถึงแม้วินจะไม่ได้รักผมแล้ว” น้ำเสียงเจ็บปวด
แต่คนฟังเจ็บปวดเสียยิ่งกว่า
วงแขนอบอุ่นที่โหยหากลับมาหาวันชนะอีกครั้ง
อยากเหลือเกิน ...อยากหันไปกอดตอบ
แต่ก็ห้ามตัวเองให้อยู่นิ่งๆเอาไว้

...ผมรักคุณนะตั้ม ผมยังรักคุณ...
วันชนะได้เพียงแต่นึก

Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post07 Mar 2008 17:07

27



เสียงไก่ขันตอนเช้าคงไม่มีให้ได้ยินในกรุงเทพฯ วันชนะรู้สึกตัวก็พบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมแขนของนักขัต
อากาศเย็นๆยามเช้าหลังพายุฝนเมื่อคืนสดชื่นเข้ามาถึงข้างใน แต่แผ่นหลังเขาปะทะอยู่กับอกอุ่นของนักขัต
ค่อยๆขยับตัวแต่ก็สะเทือนถึงคนข้างหลังจนได้ เพราะวงแขนนั้นกระชับเข้าเบาๆ วันชนะจึงหยุดนิ่ง
“อย่าเพิ่งไปไหนเลยนะ” เสียงงัวเงียดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับแนบแก้มลงมาที่ซอกคอวันชนะ
“ขออยู่ต่อแบบนี้อีกสักพักนะ” เขายกขาขึ้นมาเกยที่ต้นขาของวันชนะ
สักพักเสียงถอนหายใจก็ดังที่แถวต้นคอ

“คิดถึงสมัยก่อน...”
วันชนะยังคงเก็บคำพูดที่พร้อมจะพรั่งพรูลงคอไปหมดสิ้น
...ผมรักคุณเสมอ ตั้ม...
เสียงถอนหายใจ...ทดท้อ...ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเขาคลายอ้อมกอดนั้น ปล่อยวันชนะให้เป็นอิสระ
“เมื่อคืน...ขอโทษนะ” เขาพูดเบาๆ “แต่...ตั้มมีความสุขมาก ...กลางคืนน่าจะมีสักห้าสิบชั่วโมงนะ”
วันชนะแทบอยากจะร้องไห้ลงต่อหน้าต่อตาตอนนั้นเลย แต่ก็หักใจกลืนก้อนสะอื้นลงคอไปได้ จนร่างหนานั้นเดินผ่านออกไปน้ำตาจึงล้นออกมา

ใบไม้ชุ่มหยดน้ำค้าง พื้นดินยังเปียกแฉะ แต่ทางเดินที่ลาดซีเมนต์ยังสะอาด วันชนะเดินออกมานอกบ้านเตรียมตัวจะกลับเข้ากรุงเทพฯ
“วินๆ มาใส่บาตรกัน” วุฒิตะโกนเรียกจากหน้าบ้าน
วันชนะรีบตามเข้าไปใกล้ “จะดีเหรอ เจ้าบ่าวเจ้าสาวใส่กันสองคนก็พอล่ะมั้ง”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อรกับพี่วุฒิใส่ไปแล้ว ยังมีเตรียมเหลือไว้อีกนะคะ” ภรรยาของวุฒิพูด
“ตั้ม” วุฒิเรียกคนที่เดินตามมาข้างหลังวันชนะ “ใส่บาตรกัน”
“อืม”

หลังจากพระออกบิณฑบาตต่อ วันชนะก็กล่าวลา
“จะกลับแล้วล่ะวุฒิ”
“ขอโทษทีนะวิน เมื่อวานไม่ค่อยได้ไปอยู่คุยด้วย” วุฒิพูดมือโอบเอวภรรยา
“ไม่เป็นไร แต่งงานก็ต้องอยู่กับเจ้าสาวสิ จะมาอยู่กับเพื่อนได้ไงล่ะ” วันชนะแซว
“ตอนนี้วินยังเรียนป.โท อยู่รึเปล่า?” วุฒิถาม นักขัตเองก็เงียบคอยเก็บข้อมูลไปด้วย
“อืม อีกสามเดือนก็คิดว่าจะจบแล้วล่ะ” วันชนะตอบ
“เอาใจช่วยๆ” วุฒิพูดจบก็หันไปตบไหล่นักขัต “มึงล่ะ กลับมาจากอังกฤษตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นบอกกูเลยนะ ถ้าไอ้เอ็กส์ไม่บอกก็ไม่ได้ชวนแล้วนะเนี่ย ขาดเงินสมทบไปหนึ่งซองเลยนะเว้ย”
“ก็เพิ่งกลับมาได้ไม่ถึงเดือนเลย” นักขัตว่า
วันชนะเงียบทำหน้าเฉย แต่ก็คอยเก็บข้อมูลเช่นกัน
บางอย่างที่ไม่เคยรู้ก็ได้ทราบคร่าวๆจากบทสนทนาสั้นๆก่อนจากนั้น
คงหลังจาก...เลิกกัน...ตอนนั้น เป็นตอนที่เรียนจบพอดี
ตอนนั้นวันชนะเลือกที่จะตัดทุกอย่างที่เป็นนักขัตออกไปทั้งหมด รวมถึงเลือกที่จะไม่รับรู้ข่าวสารใดๆ
นักขัตไปเรียนต่ออังกฤษ
บังเอิญเสียจริง กลับมาก็ได้เจอกันอีก... ใจหนึ่งมีความยินดีเกิดขึ้น แต่เพียงวูบเดียวอีกใจหนึ่งก็หม่นหมองลง
วันนี้ได้พบแล้วอย่างไรล่ะ...? มันไม่มีทางกลับมาเป็นเหมือนเดิม

“แล้ววินจะกลับยังไง” วุฒิถาม
“รถไฟน่ะ” วันชนะตอบ
“เดี๋ยววุฒิเอารถไปส่งที่สถานีนะ” ว่าจบวุฒิก็วิ่งปรู๊ดไปสตาร์ทรถกระบะที่จอดข้างบ้าน
“อ้าว...” วันชนะจะห้ามก็ไม่ทัน
อรเลยได้แต่ยิ้มกับพฤติกรรมสามี “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เอารถไปน่าจะสะดวกกว่านะ พี่ตั้มล่ะคะ จะไปยังไง” หล่อนถาม
“รถไฟครับ” นักขัตตอบ

หลังจากนั่งรถกระบะมาถึงสถานีวันชนะกล่าวขอบใจวุฒิ ล่ำลาเสร็จก็เดินไปซื้อตั๋วก่อนจะมานั่งรอรถไฟที่ม้านั่ง
ร่างหนาตามมานั่งข้างๆแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
นมกล่องหนึ่งวางตรงที่ว่างระหว่างคนสองคน
“ยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่” นักขัตพูด เขาตั้งหน้าตรงมองวิวข้างหน้า

วันชนะกับนักขัตนั่งหันหน้าเข้าหากัน ต่างเหม่อมองท้องฟ้าสีครามกับต้นไม้สีเขียวที่วิ่งผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว
...
...
“ที่ผ่านมาสบายดีไหม” แทบจะเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อวานที่วันชนะตั้งใจเอ่ยปากพูดกับเขา
“...”
วันชนะหยุดมองเมฆขาว หันมามองคนตรงหน้า ไหนๆเขาก็อยู่ตรงนี้แล้ว อีกไม่ถึงชั่วโมงเมื่อรถไฟถึงกรุงเทพฯ พวกเขาจะจากกันอีกครั้ง อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย... คงไม่เสียหายถ้าจะคุยกันบ้าง
“ไม่” นักขัตว่า น้ำเสียงออกจะห้วนแต่ปนไปด้วยตัดพ้อ
นักขัตเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ดูล่ำขึ้น ใบหน้าดูเข้มขึ้น และสายตาที่ออกจะเย็นชา ที่ดูเหมือนเจ็บปวดตลอดเวลานั้นทำให้วันชนะไม่กล้าสบตาตรงๆ
“คุณพ่อ คุณแม่สบายดีไหม” วันชนะหลุบตาถาม
“ท่านสบายดี” นักขัตตอบด้วยสีหน้าเฉยเมย สายตายังเหม่อออกไปข้างนอก
บทสนทนาดูจะหมดลงแต่ไม่นานนักขัตก็เป็นฝ่ายพูดบ้าง
“เรียนป. โท อยู่เหรอ” สายตาชำเลืองมองวันชนะ
“อืม ที่มหา’ลัยเรานั่นแหล่ะ” เขาหมายถึงมหาวิทยาลัยที่เคยเรียนด้วยกันตอนปริญญาตรี
“เขา...ชวนไปถ่ายหนังสือเหรอ” หมายถึงภัทร
วันชนะหลุดยิ้มอายๆออกมา “ตอนนั้นว่างๆน่ะ ไม่มีอะไรหรอก”
ยิ้มอายๆของวันชนะคือเขินที่รูปตัวเองไปอยู่บนปกนิตยสารชื่อดัง
แต่ยิ้มอายๆนั้นถูกนักขัตตีความหมายไปอีกทาง
...ว่าพอพูดถึงภัทร วันชนะก็ยิ้มออก...

ฮึ...คนถามพลอยหงุดหงิด
“แล้ว...จะกลับไปอยู่เชียงใหม่รึเปล่า” วันชนะถาม
นักขัตชำเลืองมองวันชนะอีกครั้งก่อนพูด “ยังหรอก ว่าจะหาประสบการณ์ หางานทำในกรุงเทพฯสักพัก”
“แล้ว...เรียนจบแล้ว จะทำอะไร” นักขัตถามต่อ
“ยังไม่รู้เลย เอาไว้ผ่านสามเดือนนี้ไปก่อนค่อยคิดกันอีกที”
“อืม”

“รถไฟขบวนนี้น่าจะนานอีกสักหน่อยนะ” นักขัตพูดเหมือนเมื่อเช้า เมื่อรถไฟชะลอเข้าจอดที่ชานชาลา
วันชนะเดินลงรถไฟมาก่อน รอท่าอยู่ที่หน้าประตู
เวลาแห่งการจากลามาถึง...อีกครั้ง
หากแต่รออยู่นานเกินปกติก็ไม่เห็นมีนักขัตตามมา
...ท่ามกลางผู้คนขวักไขว่ วันชนะเห็นแต่หลังของร่างสูงใหญ่เดินจากไป...
...คนละทาง...

Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post07 Mar 2008 23:44

อ่านแล้วอินเลยคับ มาต่อเยอะๆนะคับ
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post08 Mar 2008 13:19

มาต่อเยอะๆ เลยนะครับ อ่านแล้วเพลิน ชอบๆ ๆ
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post08 Mar 2008 23:08

T_T
User avatar
Musci
อนุบาล อนุบาล
Posts: 90
Joined: 30 Dec 2007 07:16

Re: แค่มีนาย

Post09 Mar 2008 00:46

28



วิทยานิพนธ์ดึงความเศร้าและความอ้างว้างออกไปจากชีวิตของวันชนะเสียหมดสิ้น กาลเวลาเหมือนจะ
ผันไปเร็วขึ้น เพราะเพียงชั่วแวบเดียววันชนะก็จบทันวันรับปริญญา
ชีวิตอีกส่วนหนึ่งที่ขะมักเขม้นกับการเรียน ในที่สุดก็สำเร็จ
ชีวิตที่ราบเรียบ...เหมือนที่มันเคยเป็นมา

“ครับ” วันชนะรับโทรศัพท์มือถือ
“ว่าไง ว่าที่มหาบัณฑิต ค่าขนมหมดรึยัง” เสียงภัทรลอยมาตามสาย
“เหวอ ไม่เอาแล้วพี่ ไปไหนมาไหนมีแต่สายตาแปลกๆ” วันชนะทำเสียงขยาด
“มีสายเข้ามาหาที่กองบ.ก.เยอะมากๆเลยนะ อยากได้ตัววินไปถ่ายให้หนังสือเขาบ้าง”
“เหอ เหอ” วันชนะทำเสียงผี
“แล้วเรารับปริญญาวันไหน”
“ศุกร์หน้าครับพี่”
“...ไม่อยากได้ค่าขนมเพิ่มอีกแน่เหรอ”
เดาได้ไม่ยากว่าวันงานคงมีภัทรคนหนึ่งล่ะ

Image


แล้ววันงานก็มาถึง วันชนะตื่นตั้งแต่ตีสี่เพื่อเตรียมตัวกับวันสำคัญ
“ตื่นแล้วเหรอลูก” เสียงทุ้มเรียกขึ้น ผู้เป็นพ่อตื่นก่อนเสียอีก “ไปอาบน้ำก่อนเถอะ”
“ครับพ่อ” วันชนะขยี้ตาพลางลุกเดินไปห้องน้ำ
พอออกมาก็เห็นพ่อเตรียมตัวเสร็จแล้ว พ่อนั่งรอวันชนะอยู่กับรูปถ่ายของแม่ที่ปกติจะวางอยู่ที่ข้างเตียง วันชนะยิ้ม...แม่ครับ ลูกเรียนจบปริญญาโทแล้วครับ

หกโมงเช้าผู้คนยังบางตาแต่ก็เริ่มทยอยหนาแน่นขึ้นในหนึ่งชั่วโมงต่อมา ก่อนจะถึงสิบโมงเป็นเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวภาพแห่งความสำเร็จและความทรงจำกับสถานที่ อาจารย์และผองเพื่อน เสียงร้องเพลงมหาวิทยาลัย เพลงประจำคณะ และเพลงต่างๆ ดังขึ้นอย่างครึกครื้น บัณฑิตบางคนอยู่กลางวงล้อมของนิสิตรุ่นน้องที่ร้องเพลงให้ เสร็จแล้วก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายตามธรรมเนียม เพื่อเอาเงินเข้าสู่กองกลางนำไปพัฒนาภาควิชาตนเอง
วันชนะถ่ายรูปกับพ่อและญาติๆที่ตามมาด้วยสองสามคน แล้วก็ขอปลีกตัวไปถ่ายรูปกับเพื่อนๆมหาบัณฑิตด้วยกัน
“ฮัลโหล อยู่ไหนกันแล้ว” วันชนะคุยผ่านมือถือ
“ถึงแล้วๆ” ปลายสายตอบกลับมา “เห็นหลังแกแล้ว”
หันหลังไปก็เจอก้อย อาร์ท จูน ยืนอยู่พร้อมช่อดอกไม้คนละหลายช่อ
“เอ้า ของแก ดีใจด้วยนะ” ก้อยพูดก่อน จากนั้นจูนกับอาร์ทก็ทยอยเอาดอกไม้มาให้
“ขอบใจมากๆว่ะพวกแก” วันชนะเปิดยิ้มกว้าง “ตอนเย็นไปกินไรกันด้วยนะ เดี๋ยวเลี้ยงเอง”
“อ๊ะ เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว ไม่พลาดๆ” ก้อยทำหน้าทะเล้น
“ว่าแต่แกเหอะ เป็นไงมั่งล่ะ ไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ในกรมทหารน่ะ” วันชนะถาม
“ก็ดีอ่ะแก แต่ฉันคิดไว้ว่าจะเรียนต่อโทเร็วๆนี้แหล่ะ ที่กรมฯมีทุนมาให้” หลังจากจบปริญญาตรีแล้วก้อยลองไปทำงานดูก่อน
“อาร์ทล่ะ เป็นไงบ้าง” อาร์ทเอนทรานซ์ใหม่ตอนปีสองจนได้เข้าไปเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่งแถวรังสิต “ไม่เจอกันนานเลยนะ”
“ก็ดี เรียนหนักดี” อาร์ทพูดปนหัวเราะ แต่บุคลิกดูขรึมขึ้นคงเพราะแพทย์เรียนหนักจริงๆ และคงเพราะวัยที่โตขึ้นด้วย
“จูนล่ะ จบยัง” วันชนะหันไปถามเพื่อนที่หันเหไปเรียนสายบริหาร
“จ้ะ รับปริญญาต้นปีหน้า วินไปด้วยนะ” จูนเลยถือโอกาสเชิญเพื่อนทุกคนไปในตัว
เฮฮากันอยู่สักพักทั้งสามคนก็ขอตัวไปมอบช่อดอกไม้ให้เพื่อนคนอื่นๆ ทิ้งวันชนะอยู่คนเดียว แต่ยังไม่ทันจะเดินไปนั่นมานี่ก็มีนิสิตปีหนึ่งมาล้อมวงแล้วก็ร้องเพลงของคณะอย่างไม่กลัวเจ็บคอ

“Congratulations congratulations…” น้องๆร้องเพลงอย่างสนุกสนานแต่วันชนะกลับถูกดึงความสนใจเพราะการมาของชายคนหนึ่งกับลิลลี่ช่อใหญ่ที่ยืนยิ้มดูเขาอยู่นอกวง
“...จบแล้วก็ขอตังค์ จบแล้วก็ขอตังค์...” วันชนะรู้ตัวอีกทีเมื่อรุ่นน้องบีบวงแคบเข้ามาพร้อมแบมือตามท่าเต้นของเพลง
เพลงจบแล้วน้องๆก็พูดแสดงความยินดี ขณะที่วันชนะพะรุงพะรังควักกระเป๋าตังค์
“มา ช่วยถือให้ก่อน” คนเพิ่งมารีบเข้ามาช่วยถือช่อดอกไม้ที่ถืออยู่เต็มมือ
“ขอบคุณครับพี่” วันชนะกล่าวขอบคุณ

พอหย่อนธนบัตรลงกล่องที่รุ่นน้องยื่นมาตรงหน้าเสร็จ น้องๆที่ทำหน้าที่หารายได้ก็จากไปล้อมคนอื่นต่อ
“ยินดีด้วยครับมหาบัณฑิต” ภัทรยื่นช่อลิลลี่สีขาวแซมด้วยกุหลาบสีแดงที่ถูกจัดเข้าช่ออย่างสวยหรูให้วันชนะ
“ขอบคุณครับ” วันชนะยิ้มรับ
สายตาหลายคู่จับจ้องมาทางภัทร คงเป็นเรื่องธรรมดาที่ชายหนุ่มหน้าตาท่าทางดีจะเป็นที่สนใจ เพราะเมื่อกี้ตอนเขามาแม้แต่วันชนะเองยังอดชะงักในความหล่อของเขาไม่ได้ แถมยังได้ยินเสียงใจตัวเองเต้นผิดจังหวะทั้งๆที่มีเสียงร้องเพลงดังกลบบริเวณ
“ถ่ายรูปกันหน่อยไหม” ภัทรเอ่ย
“ครับ”
“อ้าว น้องบอยหายไปไหนแล้ว” วันชนะชะเง้อคอมองหารุ่นน้องที่คณะ ที่เขาไหว้วานให้มาเป็นตากล้องให้ สงสัยจะแวบไปถ่ายรูปกับคนอื่น
“เราถ่ายกันเองก็ได้วิน” ภัทรเอากล้องถ่ายรูปมาด้วย
“มาใกล้ๆสิ” ภัทรโอบไหล่วันชนะ มืออีกข้างยกกล้องถ่ายรูปหันเข้าหาตัวเอง “เอาหน้ามาใกล้ๆอีกหน่อยสิวิน เดี๋ยวถ่ายได้ครึ่งหน้าไม่รู้นะ” มือที่โอบไหล่ยกขึ้นมาแตะที่ข้างศีรษะดันให้ติดเข้ามา
“เอ้า ยิ้ม”
ระหว่างที่ทั้งคู่ยืนหน้าติดกันค้างท่าถ่ายรูป น้องบอยกลับมาพอดีก็กดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ
“ขอโทษทีครับพี่วิน บอยไปหาน้ำดื่มมาครับ”
“ไม่เป็นไรบอย นี่ก็ได้เวลาไปตั้งขบวนแล้วล่ะ” วันชนะพูด แล้วหันไปพูดกับภัทร “เดี๋ยวเอาดอกไม้ไปฝากไว้ที่พ่อวินก่อนดีกว่านะ”
“อืม” ภัทรเดินตาม
หลังจากแนะนำภัทรให้พ่อรู้จัก วันชนะอดกลัวไม่ได้ว่าพ่อจะสงสัยเพราะบุคลิกของภัทรออกจะเป็นผู้ใหญ่กว่าเขามาก แต่ก็บอกพ่อไปว่าเป็นเพื่อนรุ่นพี่ เห็นพ่อทำหน้าปกติก็คิดว่าคงไม่มีอะไร แล้วก็เลยไปตั้งขบวนเข้าไปในหอประชุมที่เป็นสถานที่รับปริญญาบัตร

จนเสร็จสิ้นพิธีก็ถึงเวลากลับ วันชนะบังเอิญเห็นคู่รักคู่หนึ่งเดินจับมือกันอย่างไม่อายสายตาใคร คงเป็นนิสิตปีสามหรือปีสี่เพราะทั้งคู่อยู่ในชุดนิสิตทั้งคู่
วันชนะยิ้มเศร้าๆให้...อิจฉาคู่รัก อดคิดไม่ได้ว่าถ้าเขายังคบกับนักขัตอยู่จะกล้าอย่างน้องคู่นั้นไหมนะ
หวนคิดไปถึงงานรับปริญญาครั้งตอนปริญญาตรี เขาได้แต่ยิ้มให้ห่างๆโดยที่นักขัตไม่รู้ตัว เขาคงคิดว่าเราใจดำมากสินะ
“คิดอะไรอยู่วิน” พ่อถามขณะขับรถกลับ
“เปล่าครับ วินคิดอยู่ว่าต่อไปจะทำอะไรดี”
“ไม่ต้องคิดมากนะลูก ยังไม่มีงานก็ไม่เป็นไร หรืออยากเรียนต่อเอกไหมล่ะ”
“วินอยากลองใช้ชีวิตเป็นคนทำงานดูบ้างน่ะพ่อ จะได้เก็บตังค์เองด้วย”
“อยากได้อะไรล่ะ เดี๋ยวพ่อให้เป็นของขวัญที่วินเรียนจบ เอารถหรือคอนโดไหมลูก”
“โหยพ่อ เอาสองอย่างเลยได้ป่ะครับ” วันชนะหัวเราะ
“เอาจริงมั้ยล่ะ” พ่อทำเสียงจริงจัง
“บ้าน่าพ่อ วินลองหาด้วยตัวเองดูก่อนดีกว่านะ ถ้ามันจำเป็นยังไงวินก็ขอยืมตังค์พ่อก่อนเท่านั้นล่ะครับ”

กลับมาถึงอพาร์ทเมนต์ หลังจากที่ไปกินเลี้ยงกันมา พ่อกับวันชนะก็ช่วยกันขนของขวัญกับช่อดอกไม้ขึ้นห้องถึงสามรอบกว่าจะหมด นั่งพักสักครู่วันชนะก็ลงมาส่งพ่อข้างล่าง
“กลับดีๆนะพ่อ ที่จริงไม่เห็นต้องรีบกลับเลยนี่” วันชนะพูด
“มีงานด่วนน่ะวิน เอาไว้วันหลังพ่อลงมาหาอีก”
“ฝากขอบคุณน้าพิมด้วยนะพ่อ” วันชนะหมายถึงญาติๆที่กลับไปก่อนตั้งแต่ตอนเที่ยง

กลับขึ้นห้องมาก็เจอกับกองของขวัญและช่อดอกไม้ ใช่ว่าจะไม่เห็นความสำคัญแต่วันชนะรู้สึกเหนื่อยเอามากๆ เลยปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียงจนเผลอหลับไป
พอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาทันที ลุกไปเปิดตู้เย็นก็ทำให้คิดได้ว่าน้ำหมด เลยจะลงไปซื้อที่ร้านคุณลุงข้างล่าง
พอเปิดประตูออกก็เจอกับช่อดอกไม้ที่ถูกจัดสวยงามในแก้วน้ำใสทรงสูงวางอยู่ตรงหน้า มีกระดาษแผ่นเล็กๆแปะอยู่ข้างๆแก้วใสด้วย วันชนะเลยยกขึ้นมาดู
“ยินดีด้วยนะ”
ข้อความสั้นๆ ลายมือที่คุ้นเคย ลายมือที่ไม่มีวันลบเลือนไปจากความทรงจำ
เขามาที่นี่เหรอ เขารู้ที่อยู่เราได้อย่างไร
วันชนะเผยรอยยิ้ม แต่มันคงเป็นยิ้มที่ดูเศร้าที่สุดในโลก เมื่อเห็นรอยที่มุมกระดาษ
กระดาษนี่มาจากสมุดฉีก เขาคงเขียนมันในแผ่นที่สองหรือสาม เพราะข้อความในแผ่นก่อนหน้านี้คงจะไม่เป็นที่ต้องการ คนเขียนเลยฉีกทิ้งไป แต่รอยกดยังปรากฏให้เห็นในแผ่นต่อมา
ที่มุมกระดาษ มีรอยที่ไม่สังเกตให้ดีจะไม่เห็น... ∞

Image


วันต่อมาวันชนะก็ได้รูปถ่ายวันงานที่น้องบอยเอาไปอัดมาให้
นั่งดูรูปไป ยิ้มไป หัวเราะไป ดูได้ครึ่งเสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น วันชนะเลยต้องหันไปหยิบมากดรับ หน้าจอโชว์ชื่อพี่ภัทร
“ครับ”
“ไปหาไรกินกันวิน ค่าที่เมื่อวานพี่อดกินด้วย” เสียงอ้อนนิดๆลอยมาตามสาย
“ได้ครับ กี่โมงครับพี่” วันชนะตอบพลางหันมาดูรูปที่กองอยู่บนตักต่อ ดูผ่านตาไปเรื่อยๆจนมาหยุดสังเกตอยู่ที่รูปตอนที่พี่ภัทรยกกล้องขึ้นถ่ายรูปเองกับเขาสองคน น้องบอยคงกลับมาตอนนี้สินะ
องค์ประกอบหลักของรูปคือหน้าของพี่ภัทรกับวันชนะนั้นไม่ได้ดึงดูดมากกว่าตัวประกอบเล็กๆที่อยู่ข้างหลัง
ตัวประกอบที่หันหลังให้
แต่ช่อดอกไม้ที่โผล่ออกมา...
วันชนะหันไปดูช่อดอกไม้ในแก้วทรงสูงที่ข้างเตียง...มันยังอยู่ดี

ช่อเดียวกัน!

ได้แต่อึ้งงันไป นักขัตตั้งใจจะมาหาเขา แต่คงเห็นเขาอยู่กับภัทรสินะ
ไม่รู้สิ ถ้าตอนนี้วันชนะรู้ว่านักขัตอยู่ที่ไหนเขาอยากจะวิ่งไปหา ไปกอดเขา จูบเขาให้มันสมกับที่ห่างเหินกันมานาน สองปีมันนานเหมือนชั่วกัลป์ ไม่อยากจะสนใจใครอีกแล้ว ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง
นั่นสินะ...ถ้าตอนนี้เขารู้ว่านักขัตอยู่ที่ไหน เขาอาจจะทำแบบที่ใจคิด
แต่นี่ไม่รู้...
ดีแล้วล่ะ...ให้เป็นแบบนี้ ให้มันเจ็บปวดแบบนี้แหล่ะ ถ้าทำแบบนั้นแล้วที่ทำมาตลอดมันจะมีความหมายอะไร
ภาพทรงจำเมื่อสองปีก่อน ตอนที่พ่อของนักขัตคุยด้วยผ่านเข้ามาในสมอง
“วินๆ”
เสียงเรียกที่ปลายสายทำให้วันชนะหลุดจากภวังค์
“คะ ครับ...อ๊ะ พี่ภัทร มีสายซ้อนน่ะครับ เอาไว้เจอกันเย็นนี้นะครับ” วันชนะชิงตัดบทโดยไม่ฟังว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรก็กดวางสาย
...ช่อดอกไม้ที่ยังสวยสดกำลังมองดูเจ้าของมันร้องไห้แทบขาดใจ...

Image


วันนี้ วันรับปริญญา
นักขัตตื่นตั้งแต่ตีห้า ช่อดอกไม้ที่ซื้อมาเมื่อวานยังสวยสดเพราะแช่น้ำเอาไว้แถมยังเปิดแอร์ในห้องให้เย็นกว่าปกติเพื่อมัน
ลังเล...
ล้มตัวลงนอนต่อ บอกตัวเองว่าวันนี้วันหยุด จะรีบตื่นทำไม
ลุกขึ้นนั่ง...มองช่อดอกไม้
ล้มตัวลงนอน จะไปเพื่ออะไร
ข่มตาหลับ...ทั้งที่ยังเปิดไฟ

โว้ย...นักขัตหงุดหงิดที่อยู่ในภาวะเหมือนต้องเลือกสองทางเดินที่ไม่รู้ว่าปลายทางจะใช่จุดหมายหรือไม่
แล้วเขาก็เลือก...ลุกขึ้นไปอาบน้ำ กอดอกตัวเองแน่นเพราะแอร์หนาวมาก เมื่อคืนเปิดไว้ยี่สิบองศา
ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะอาบน้ำเสร็จจนถึงแต่งตัวเรียบร้อย ในตัวเหมือนมีแรงหน่วง คอยแต่จะลังเล
ไม่นานเขาก็ออกมาจากห้องพร้อมช่อดอกกุหลาบสีขาวล้วนที่อัดแน่นไล่ระดับอย่างสวยงามแต่งรอบช่อด้วยใบไม้ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใบอะไรลักษณะเขียวสด รวมแล้วเป็นช่อที่ดูดีมากๆ
ความทรงจำหวนคืนมาเมื่อเก้าเท้าเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย บ้านหลังเดิมที่มีทั้งสุข...และทุกข์
ต้นไม้ต้นเดิม ที่เดิม แต่สูงขึ้น ใหญ่ขึ้น บางต้นผลิดอกออกผล ผู้คนยังบางตา นักขัตเลยเดินไปแถวๆตึกสี่ หอพักนิสิต ยืนอยู่หน้าตึกสูง มองขึ้นไปยังห้อง 609 กับห้อง 610
รอยยิ้มผุดขึ้นบางๆ ซึมซับเอาความทรงจำนั้นเอาไว้
ความหวังผุดขึ้นเป็นจุดเล็กๆในใจ ตอนที่เขานอนเตียงเดียวกันกับวันชนะที่ราชบุรี วันนั้นเขาเองก็รู้สึกได้ว่าวันชนะยังมีเยื่อใย

...บางทีเราอาจจะกลับมาเริ่มใหม่ได้อีกครั้ง...

สายลมสดชื่นยามเช้าพัดมาชื่นใจ เป็นลางดี เหมือนได้กลับไปเป็นนิสิตปีหนึ่งอีกครั้ง กระชุ่มกระชวยเหมือนตอนได้กอดวันชนะ
กลับมาอีกครั้งคนเริ่มเยอะขึ้นมาก เดินหาจนทั่ว มองซ้ายมองขวา เสียงรุ่นน้องร้องเพลงเสียงดังมาจากทางนู้น เลยไปดู
วินอยู่ในวงล้อมนั้น ยิ้มยินดีด้วย
เดินเข้าไปหา มือกระชับช่อกุหลาบสีขาว ใจเต้นตุบตับ บางทีวันนี้อาจจะเป็นวันที่จะเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง...จะกลับมารักกันอีกครั้ง
ผู้คนขวักไขว่ผ่านหน้าไป วันชนะหลุดจากสายตา
พอเห็นอีกครั้ง
โลกทั้งใบเหี่ยวเฉามืดมนไปหมด
...รวมทั้งกุหลาบขาวนี่ด้วย...

ตัดใจทิ้งไม่ลง
อพาร์ทเมนต์ที่วันชนะอยู่เขารู้มาจากวุฒิ
หาแก้วมาใส่ช่อดอกไม้
ยินดีด้วยนะ...เขาจรดปากกาเขียนลงบนกระดาษฉีกแผ่นเล็กๆ ที่มุมล่างขวามือลงสัญลักษณ์ อินฟินิตี้ที่เป็นโค้ดลับระหว่างเขากับวันชนะ
แต่...
ฉีกออก
ยินดีด้วยนะ...แค่นี้ก็พอ
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post09 Mar 2008 00:49

29



โรงเรียนเอกชนชายคลาคล่ำไปด้วยเด็กวัยรุ่นผิวพรรณดี หน้าตาดี ส่วนใหญ่ออกแนวขาวตี๋อันเป็นลักษณะของเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะทางบ้านอยู่ในขั้นร่ำรวย
วันชนะมองเด็กนักเรียนด้วยสายตาเอ็นดู พลางคิดว่าเวลานี่ก็ผ่านไปเร็วดีเหมือนกันนะ สมัยตอนเป็นนักเรียนมัธยมกับตอนนี้จบปริญญาโทแล้วคล้ายว่าผ่านมาแค่เดือนหนึ่งเอง
ที่จริงวันชนะจะไปเป็นนักวิจัยของสถาบันมีชื่อแห่งหนึ่งแต่ว่าโปรเจคที่ทางสถาบันเสนอมาจะเริ่มในอีกหกเดือนข้างหน้า พอดีว่าโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ต้องการครูสอนวิทยาศาสตร์ด่วน และพอดีว่าโรงเรียนนี้เป็นของครอบครัวภัทร วันชนะเลยได้มาเป็นอาจารย์สอนชั่วคราว

“อาจารย์เคยถ่ายแบบรึเปล่าครับ ผมคุ้นๆ” นักเรียนคนหนึ่งถามในตอนแนะนำตัว
“นั่นสิอาจารย์ ผมก็คุ้นๆนะ” นักเรียนอีกคนเสริม
“ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ” วันชนะยิ้ม เด็กวัยรุ่นนี่น่ารักจริง
“ฮ้า จริงด้วยเหรอฮะ” เสียงฮือฮาเริ่มดังกว่าเดิม
“แต่ผมมาสอนชีวะวิทยานะครับ”
“โห หล่อแล้วยังเก่งอีก” นักเรียนคนหนึ่งเอ่ยตามประสาเด็กช่างพูดกล้าแสดงออก
“ถ้าอยากได้ลายเซ็นต์ก็ทำการบ้านมาส่งแล้วกันนะครับ” วันชนะปล่อยมุข
“โธ่ อาจารย์...” เสียงนักเรียนยานตอนท้าย “เจอกันวันแรกก็จะให้การบ้านเลยเหรอครับ”
วันชนะไม่ตอบแต่หัวเราะให้ “เปิดบทที่สองเลยครับ”
“โหย...”

Image


“เป็นยังไงบ้างคะ เด็กห้องสี่” นุชรินทร์ อาจารย์สอนเคมีถามในช่วงพักกลางวัน “ดูพวกแกเฮ้วๆ อย่างนั้นแต่ก็ตั้งใจเรียนนะคะ”
“ก็ดูเป็นเด็กดีทุกคนนะครับ” วันชนะยิ้ม
“ว่าแต่ครูวินจะไปทานกลางวันด้วยกันรึเปล่าคะ” นุชรินทร์ชวน
“ปกติทานที่ไหนกันล่ะครับ” วันชนะถามขณะเก็บข้าวของบนโต๊ะให้เข้าที่เข้าทางไปด้วย
“ในห้องพักของอาจารย์ที่โรงอาหารของโรงเรียนแล้วก็มีออกไปทานข้างนอกบ้างค่ะ” นุชรินทร์กล่าว
“ไม่บ้างแล้วล่ะมั้งนุช” เสียงอาจารย์เอื้องทิพย์แทรกพร้อมทำตาเย้าแหย่
“บ้าน่ะ ทิพย์” นุชรินทร์หน้าแดง
“มีอะไรกันเหรอครับ” วันชนะสงสัย
“ก็คงไม่เรียกว่าไปทานนอกโรงเรียนบ้างหรอกนะคะ แต่นุชน่ะไปทุกวันเลยค่ะ” คนพูดยิ้มเจ้าเล่ห์หันไปทางครูสาวที่ถูกพูดถึงที่กำลังหน้าร้อนฉ่า
“โห ร้านไหนครับ อร่อยมากเลยล่ะสินะครับ” วันชนะชักอยากลอง
“กับข้าวน่ะไม่เท่าไรหรอกค่ะ แต่อาหารตานี่ชั้นเลิศเลยล่ะ ฮิ ฮิ”
“บ้า ทิพย์ก็” นุชรินทร์ขวยเขิน “ครูวินถ้าจะไปด้วยกันเดี๋ยวนุชรอข้างนอกนะคะ”
“ครับ” วันชนะยังงงๆ แต่ก็กล่าวรับ
“นุชเค้าแอบชอบพนักงานบริษัทข้างๆโรงเรียนเรานี้คนนึงล่ะคะครูวิน พักเที่ยงก็จะออกไปกินข้าวร้านเดิมค่ะ จะมองเห็นเขากินอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วย” เอื้องทิพย์เผย
“ทิพย์ ครูวิน ไปยัง” นุชรินทร์เรียกจากข้างนอก
“จ้า รู้แล้วๆ ช้าหน่อยไม่ได้เลยนะ”

วันชนะเลยเดินออกไปสมทบแต่ก็ปฏิเสธไปว่า “วันนี้ครูนุชกับครูทิพย์ไปกันก่อนเลยนะครับ ผมว่าจะลองเดินสำรวจโรงเรียนดูหน่อยน่ะครับ ว่าจะทานมื้อเที่ยงในโรงเรียนเลยครับ”
“ว้า เสียดายแย่เลยค่ะ แต่เอาไว้วันหลังก็ได้นะ” นุชรินทร์ยิ้ม ใจร้อนเต็มทน “งั้นเราไปก่อนนะคะ” แล้วก็ควงแขนเพื่อนรักจากไป

Image


วันชนะเดินสำรวจตามทางมาเรื่อยๆจนมาถึงที่โรงอาหารซึ่งคลาคล่ำไปด้วยนักเรียนยามพักเที่ยง คงเพราะเขาเพิ่งจะแปลกหน้าของที่นี่ทำให้วันชนะสังเกตเห็นเด็กนักเรียนให้ความสนใจเขาอยู่มาก
“ป้าครับ ขอแกงเขียวหวานกับไข่เจียวครับ” วันชนะสั่งข้าวราดแกงง่ายๆ
“นี่จ้ะ” ป้าเจ้าของร้านส่งจานให้แล้วรับเงินมา
“ขอบคุณครับ”
จากนั้นวันชนะชะเง้อมองหาห้องพักส่วนของอาจารย์

“อาจารย์ไปกินข้าวกับผมไหมครับ”
วันชนะหันไปก็พบกับเด็กนักเรียนคนหนึ่งหน้าคุ้นๆ ตัวสูงกว่าวันชนะเสียอีก ผิวขาวจนอมชมพู ยืนท่าทางฝืนๆเก้ๆกังๆ แล้วก็นึกออกว่าเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งในห้องที่เพิ่งเจอกันเมื่อเช้านั่นเอง
วันชนะมีท่าทางลังเล จะเหมาะสมหรือเปล่าล่ะ

“โหย อาจารย์ คิดมากน่า ไม่เป็นไรหรอกครับ ที่นี่อาจารย์กับนักเรียนสนิทกันนะครับ” เด็กคนนั้นว่า “ดูอย่างครูคนนั้นสิครับ” เขาชี้ไปทางโต๊ะหนึ่งที่มีเด็กนักเรียนสามสี่คนนั่งทานกับอาจารย์
“ไปกันเถอะครับ” เด็กคนสรุป
วันชนะเลยต้องเดินตามไปจนได้
จนเจอโต๊ะว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ก็นั่งลง
“แล้วเพื่อนๆล่ะ ไม่มากินด้วยกันเหรอ” วันชนะถาม
“อ๋อ เพื่อนผมมันกินกันหมดแล้วครับ’จารย์ พอดีผมไปแก้งานส่งวิชาพุทธศาสนามาน่ะครับ แฮ่ แฮ่” เขาทำหน้าทะเล้น
“ทำไมเหรอ แล้วคนอื่นไม่ต้องแก้เหรอ” วันชนะถามต่อ
“ก็พอดีวันก่อนอาจารย์ให้สอบท่องศีลห้าอ่ะครับ แต่ผมท่องผิด แหะ แหะ ศีลข้อสามน่ะ’จารย์ ตอนนั้นมันนึกไม่ออกน่ะ ก็เลยโดนให้คัดศีลห้าห้าสิบจบ กับศีลข้อที่สามอีกห้าสิบ”
“อ่อ สมควรแล้ว อยู่จนม.ห้าแล้วยังท่องไม่ได้ก็สมควร” วันชนะอดหยอกไม่ได้
“แล้ว...” วันชนะมองหาชื่อที่อกซ้าย “...ธนวัฒน์ จบม.ปลายแล้วคิดจะเรียนอะไรต่อ”
“’จารย์เรียกชื่อเล่นผมก็ได้นะ ผมชื่อบอส” เขาตักกับข้าวใส่ปากเคี้ยวแก้มตุ่ย “อย่าไปบอกใครนะ ’จารย์ ที่จริงผมน่ะ อยากเรียนพวกออกแบบภายในไรเงี้ยมากกว่าล่ะ แต่ว่าที่บ้านผมเขาจะให้ผมเรียนหมอ”
“ได้ไงล่ะ ครูว่าบอสอยากเรียนอะไรก็คุยกับที่บ้านน่าจะดีกว่านะ อนาคตของเราไม่ใช่ของที่บ้านเสียหน่อย” วันชนะแนะนำ
“พูดไปก็เท่านั้นแหล่ะ’จารย์ ผมไม่ใช่พี่จะได้...” เด็กหนุ่มถอนหายใจยาว “...ช่างเถอะครับ เหลืออีกตั้งปีนึง เอาไว้ใกล้ๆค่อยว่ากันอีกที”
“แล้ว’จารย์ล่ะครับ” เด็กหนุ่มถาม
“หือ เรื่องไรเหรอ” วันชนะยกแก้วน้ำผลไม้ปั่นขึ้นมาดูด
“’จารย์มีแฟนยังครับ” เด็กหนุ่มสายตาจริงจังขณะที่วันชนะสำลักน้ำปั่นกับคำถามจู่โจมและดูเหมือนเด็กหนุ่มจะเปลี่ยนอารมณ์ในฉับพลัน
“ทะ...ทำไม ถามงั้นล่ะ” วันชนะอึกอัก เริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศแปลกๆ

กริ๊ง!

เสียงออดบอกเวลาเข้าเรียนดังพอดี
“รีบไปเรียนได้แล้วเราน่ะ”
“’จารย์ตอบผมก่อนดิฮะ” เขาทำท่าจะไม่ยอมไป
“เป็นเด็กเป็นเล็กจะรู้ไปทำไม เอาไว้โตก่อน” วันชนะก็ไม่รู้ว่าเด็กคนนี้ต้องการ
“ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ’จารย์” เขาลุกขึ้น “ผมไปเรียนก่อนก็ได้ แต่เอาเป็นว่าผมจะต้องรู้เกี่ยวกับอาจารย์มากกว่านี้แน่นอนครับ”
เขาทำท่าเหมือนกุมชะตาวันชนะเอาไว้แล้วยิ้มมุมปากอย่างคนเจ้าเล่ห์ก่อนจากไป
อันตรายจริงเด็กคนนี้ อายุสิบเจ็ดจริงเหรอเนี่ย

Image


วันชนะกลับเข้ามาที่ห้องพักอาจารย์ก็ได้ยินเสียงคุยกิ๊กกั๊กของนุชรินทร์กับเอื้องทิพย์
“ครูวิน ตกลงไปทานมื้อเที่ยงที่ไหนมาคะ” เอื้องทิพย์ถาม
“ที่โรงเรียนนี้แหล่ะครับ” วันชนะตอบ “เอ๊ะ ดูไรกันอยู่เหรอครับ”
“อิ อิ” เอื้องทิพย์ทำตาเยิ้ม “เรามีรูปของพ่อหนุ่มคนนั้นด้วยล่ะค่ะ”
“ท่าทางเป็นเอามากเลยนะครับนี่” วันชนะหัวเราะเบาๆ
“นี่ค่ะ” เอื้องทิพย์ยึดมือถือจากมือนุชรินทร์มาโชว์ให้ดู
“ยัยทิพย์” นุชรินทร์หน้าแดง แต่ไม่ทันการณ์แล้ว
วันชนะเห็นอยางนั้นเลยถามก่อน “ผมดูได้ไหมครับครูนุช”
“ได้เลยค่ะ” เอื้องทิพย์ตอบแทน
“ไหนครับๆ” วันชนะหรี่ตามองหน้าจอมือถือก็เห็นมีตั้งหลายคนในรูป แล้วก็ตัวเล็กๆกันทั้งนั้น
“คนนั้นไงคะ ที่สูงๆ” เอื้องทิพย์พรีเซนต์

วันชนะหรี่ตาแต่ก็เห็นแต่หน้าคนเบลอๆ
“น่าจะชัดกว่านี้อีกนิดนะครับ”
“โหย ได้แค่นี้ยัยนุชคงนอนละเมอไปหลายวันแล้วค่ะ”
“แหม ก็กล้องมือถือรุ่นนี้มันซูมไม่ได้นี่นา” เจ้าของมือถือว่า
“เอางี้ม่ะ พรุ่งนี้เราแอบเอากล้องถ่ายรูปไปเลยนะ”
“บ้าเหรอทิพย์” นุชรินทร์ค้อนแต่ก็แอบคิด
กลุ่มสนทนาจบแค่นั้นเมื่อเอื้องทิพย์ได้เวลาไปสอนคาบของตัวเอง เหลือแต่วันชนะกับนุชรินทร์
“อาจารย์นุชรู้จักเด็กที่ชื่อธนวัฒน์ไหมครับ” วันชนะถาม
“บอสหรือคะ”
“ใช่ครับ”
“ค่ะ”
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

PreviousNext