แค่มีนาย

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Re: แค่มีนาย

Post09 Mar 2008 00:52

30



“ดูภายนอกแกก็เป็นปกตินะคะ บอสเรียนเก่งแม้เวลาเรียนในห้องจะดูเหมือนไม่ค่อยตั้งใจก็ตาม แต่เห็นอย่างนั้นบอสน่ะน่าสงสารนะคะ” นุชรินทร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“บอสเจอแรงกดดันจากคนที่บ้านน่ะค่ะ เขาต้องสอบเข้าคณะแพทย์ศาสตร์ให้ได้” หญิงสาวถอนหายใจ
“อะไรกัน ไม่น่าทำกับบอสอย่างนั้นเลยนะครับ นี่ผมก็เพิ่งจะได้คุยกัน เห็นบอสบอกว่าอยากเรียนมัณฑนศิลป์มากกว่า” วันชนะอดแสดงความเห็นไม่ได้
“ค่ะ” นุชรินทร์ถอนหายใจ
“ผมจะลองคุยกับที่บ้านของบอสดูครับ” วันชนะตั้งประณิธาน
“อย่าเลยค่ะ ครูวิน” นุชรินทร์ห้าม
“อ้าว ทำไมล่ะครับ”
“ก็...บอส เขาเป็นลูกของเจ้าของโรงเรียนนี้น่ะสิคะ”
ไม่มีใครพูดต่อ แต่ในใจของวันชนะก็นึกว่าเขาจะต้องช่วยบอสให้ได้

“กรี๊ดๆ ยัยนุชๆๆ กรี๊ดดด!” เสียงร้องกรี๊ดเบาของเอื้องทิพย์บอกอาการเนื้อเต้น ถ้าไม่ติดว่าตัวเองเป็นครูแล้วก็อยู่ในโรงเรียนคงจะดังกว่านี้เป็นแน่ “แกจะให้ชั้นเท่าไร”
“อะไรยะ อยู่ดีๆจะมาแบมือขอตังค์” นุชรินทร์เบ้ปาก
“อิอิ” เอื้องทิพย์ทำตาเยิ้ม
“อะไรของเธอกันยัยทิพย์”
“อิอิ” หล่อนยังหัวเราะแปลกๆ “เธอต้องจ่ายชั้นให้คุ้มเลยล่ะ” เอื้องทิพย์หยุดหัวเราะแล้วทำทีพูดเหมือนมีความลับสำคัญที่ทั้งสองไม่รู้ “ก็เรื่องหนุ่มคนนั้นไง อิอิ”
“ว้าย มีไร รีบบอกชั้นมานะ” นุชรินทร์ตาลุก
“เขาชื่ออ๊อฟ เป็นวิศวกรเคมีของบริษัทปิโตรเลียมตึกข้างโรงเรียนเรา” เอื้องทิพย์เล่าอย่างตื่นเต้น “อิอิ เอิ้กๆ”
“นี่ อย่าเพิ่งเป็นบ้านะยะ เล่ามาให้หมดก่อน” นุชรินทร์ตาเป็นประกายกับข้อมูลเล็กๆที่เพิ่งจะรู้ “แน่ใจนะ ว่าไม่ผิดตัวน่ะ กรี๊ด”
“ไม่ผิดแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ฉันเป็นคนประสานงานเรื่องกิจกรรมทัศนศึกษาสิ่งแวดล้อมสัมพันธ์เดือนหน้านี่ เพิ่งนึกได้เมื่อวานว่าชั้นมีเพื่อนทำงานที่บริษัทปิโตรเลียม เลยโทรไปคุย เพื่อนชั้นเลยให้เข้าไปดูข้อมูลคร่าวๆในเวบไซต์ของบริษัท อิอิ มีรูปเขาคนนั้นด้วยนะ”
“กรี๊ดดด....” เสียงกรี๊ดสองเสียงประสานจนวันชนะต้องอุดหู

“มีไรกันคะๆ” อาจารย์อาวุโสคนหนึ่งรีบวิ่งมาดู ตามมาด้วยนักเรียนกางเกงน้ำเงินเต็มหน้าประตูห้องพัก
“อาจารย์มีไรครับ” นักเรียนคนหนึ่งสอดส่ายสายตาไปทั่วห้อง
หนึ่งในกลุ่มนั้นมีบอสมองมาด้วย
สายตาที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าทุกคน...แต่เขาไม่ได้พูดอะไร
“เอ่อ...” นุชรินทร์กับเอื้องทิพย์ค้างอยู่ในท่าดีใจ หน้ายังไม่ทันปั้นเป็นปกติ
“นะ...หนูค่ะ หนู แฮ่ๆๆ” เอื้องทิพย์ไหลไปได้
“โหย...” เสียงโห่ของพวกเด็กนักเรียนดังขึ้น
“อาจารย์ชอบหรือไม่ชอบล่ะครับ กรี๊ดเสียดังเชียวแต่หน้างี้ยิ้มกริ่ม” เสียงหนึ่งลอดมาจากในกลุ่มไม่รู้เสียงใคร
“ช่ายๆ นั่นดิ” เสียงสนับสนุนดังสมทบหลายคน “เจอหนูหรือเจองูกันแน่คร้าบ”
“นี่ พวกเธอกลับไปห้องเรียนกันได้แล้ว” อาจารย์อาวุโสคนนั้นว่าเสียงดัง “ฉันให้พวกเธอท่องอวัยวะภายในของปลาไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวถามใครตอบไม่ได้ล่ะก็ ฮึ่มม”
“คร้าบ”
“ไม่เป็นไรนะคะ ครูนุช ครูทิพย์ ครูวินด้วยค่ะ เดี๋ยวให้นักการมาดู ว่าแต่ห้องก็ไม่ได้รกอะไรนี่คะ” อาจารย์อาวุโสขยับแว่นตา
“แหะ แหะ” สองสาวยิ้มแหย

Image


โรงเรียนตอนห้าโมงเย็นดูโล่งๆไป ยังเหลือก็แต่นักเรียนบางกลุ่มจับกลุ่มเล่นฟุตบอล บาสเกตบอล ไปตามเรื่อง บ้างก็นั่งติวหนังสือกันตามม้านั่ง
วันชนะกำลังเดินไปทางประตูหน้าโรงเรียนเพื่อออกสู่รถไฟฟ้า เสียงแตรรถก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
“วิน” ภัทรอยู่บนรถ
“พี่ภัทร มาไงครับ” วันชนะแปลกใจ แต่ก็พอรู้ลึกๆว่าคงตั้งใจมา
“พี่แวะมาแถวๆนี้แหล่ะ ไปหาไรกินกัน” ภัทรเปลี่ยนเรื่องรวดเร็ว
“แต่วินมีงานต้องเคลียร์น่ะครับ กลัวจะไม่ทันพรุ่งนี้” วันชนะบอกตามตรง
“จริงเหรอ ว้า...งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่งที่อพาร์ทเมนต์แล้วกัน”
รู้ตัวว่าขัดไปก็ไม่สำเร็จวันชนะเลยเดินอ้อมไปขึ้นรถอีกทาง

รถเคลื่อนได้ไม่เท่าไรก็หยุด
“บอส” ภัทรเลื่อนกระจกข้างคนขับลง “ยังโต๋เต๋อยู่โรงเรียนอีก ไม่รีบกลับบ้านไปอ่านหนังสือล่ะ เดี๋ยวป๊าก็ดุเอาอีกหรอก”
วันชนะเห็นเด็กคนนั้นนิ่งมองมาในรถ ผิวเขาคล้ำลงเล็กน้อยในตอนเย็น เสื้อหลุดออกนอกกางเกง มีรอยเหงื่อตามตัว คงเพราะไปเล่นกีฬามา แต่มันกลับดูเท่มากเลยทีเดียว
“ก็กำลังจะกลับนี่ไง” เขาทำหน้าเฉยเมย
วันชนะไม่อยากพูดอะไรแทรกระหว่างการสนทนาของสองพี่น้อง ได้แต่สังเกตอยู่เงียบๆ
“ก็อย่ากลับดึกแล้วกัน” ภัทรพูดเสียงออกจะห้วนๆ แล้วเลื่อนกระจกขึ้น
วันชนะยังคงจับสายตาอยู่ที่เด็กคนนั้น สายตาของเขาเหมือนมองผ่านเข้ามาถึงวันชนะด้วย
“เดี๋ยวพี่” เขายื่นมือเข้ามาหยุดกระจกไว้ “ผมกลับด้วยดิ”
“ไม่ได้ พี่จะไปส่งเพื่อน” ภัทรพูดเหมือนตัดบท
“โหย ไม่เห็นเป็นไรเลย จริงไหมครับเพื่อนพี่ภัทร อ้าว!’จารย์วิน” เด็กคนนั้นว่า เขาโน้มตัวสูงลงมา สายตามองลอดเข้ามาข้างใน

วันชนะรู้สึกว่าบอสเห็นและรู้ว่าเป็นเขานะที่นั่งคู่มาด้วย
“ให้บอสไปด้วยคนนะครับอาจารย์” เขาส่งสายตาข้ามหน้าภัทร
วันชนะไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี เลยมองหน้าภัทรเป็นเชิงบอกไปในตัวว่าให้บอสกลับด้วยก็ได้
“ขึ้นมาสิ”
“ขอบคุณคร้าบ คุณพี่”
“อือ แต่เดี๋ยวไปส่งเพื่อนพี่ก่อนนะ”
“คร้าบ” อยู่ๆเด็กนี่ก็เปลี่ยนเป็นว่าง่ายขึ้นมาเสียอย่างนั้นขัดกับตอนแรก
“นี่ๆ’จารย์ วันหลัง’จารย์ติวให้ผมด้วยนะ เรื่องการสังเคราะห์แสงน่ะผมไม่ค่อยจะเก็ทเลย” เขาชวนคุย
“ได้สิบอส ไม่ยากหรอก เรื่องนี้น่ะถ้าเรียนในมหาวิทยาลัยนะ ยากกว่าในหนังสือม.ปลายตั้งเยอะ” วันชนะคุยด้วย
วันชนะมัวแต่คุยกับบอสเสียเพลินจนลืมสังเกตไปว่าภัทรเงียบมาตลอดทาง จนรถมาเบรกแบบใส่อารมณ์คนขับไปด้วยหน่อยๆที่หน้าอพาร์ทแมนต์ของวันชนะถึงได้รู้ตัว
พี่น้องคู่นี้ไม่ค่อยถูกกันแฮะ

ก่อนวันชนะลงจากรถภัทรแอบจับมือของวันชนะไว้แน่นกดลงกับพื้น ทำให้วันชนะต้องนั่งแช่อยู่ที่เดิมพักหนึ่ง เพราะถ้าลุกขึ้นแล้วภัทรไม่ยอมปล่อยบอสต้องเห็นเป็นแน่
“ไว้ไปกินข้าวกันนะวิน” ภัทรพูด
“ครับ”
“หวัดดีครับ’จารย์” บอสยกมือไหว้หลังจากลงจากที่นั่งข้างหลัง
“แล้วเจอกันที่โรงเรียน บอส”
วันชนะยืนมองส่งจนรถเลี้ยวไปที่หัวมุมถนน

Image


วันรุ่งขึ้นวันชนะมาสอนตามปกติแต่กลับไม่เห็นบอสมาเรียน ไม่สบายหรือ? แต่เมื่อวานยังเจอกันอยู่เลยนี่ จนถึงเที่ยงวันวันชนะเดินกลับจากห้องสมุดก็เห็นหลังไวๆ

“หยุดเลยนะ บอส”
เขาทำท่าจะวิ่ง แต่เสียงของวันชนะไวกว่า
“นี่โดดเรียนใช่ไหมนี่”
“แหม’จารย์ นิดหน่อยน่า” บอสยกมือไหว้สูงกว่าหัว
“ไม่ต้องเลย คืนนี้กลับไปอ่านมาทั้งบทเลย แล้วพรุ่งนี้มาสอบกับผม” วันชนะวางมาดคุณครู “หรือจะให้บอกพี่ภัทรหือ”
“โหยย...’จารย์อ่ะ ใจร้ายว่ะ เอ้ย ครับ” เขายกมือเกาท้ายทอย
“แล้วนั่นหนังสืออะไร” วันชนะสงสัย เห็นปกหนังสือเป็นมันปลาบ
“อ่ะ ให้ดูก็ได้” เขายื่นให้ดู
วันชนะรับมา เป็นนิตยสารตกแต่งห้องและสวน หวนคิดไปว่าบอสเคยบอกว่าชอบอะไรพวกนี้มากกว่า
“วางใจได้ ครูไม่บอกพี่ภัทรหรอก” วันชนะกล่าว
“พี่ภัทรรู้” เขาบอก
“แล้วเขาไม่ช่วยพูดให้ที่บ้านเข้าใจนายเหรอ” วันชนะแคลงใจ
“แล้วไงครับ...พูดไปก็เท่านั้น” เขาทำหน้าไม่แยแส “ว่าแต่’จารย์เถอะ ผมขอไรได้ป่าว”
“อะไร”
“ตอนเราอยู่กันสองคน อย่าใช้คำแทนตัวว่าครูได้ป่าวล่ะ”
“มากไปแล้วนะ ผมเป็นครูของคุณนะ นายยังเรียกผมว่า’จารย์เลย” วันชนะชักมีอารมณ์
“น่า...นะ นะ” เค้ากระแซะ “ผมไม่อยากให้สังคมครหาเหมือนเอี้ยก้วยกับเซียวเหล่งนึ่งน่ะ”
“หมายความว่าไง” วันชนะงง
“ก็หมายความตามนั้นแหล่ะ’จารย์” บอสยิ้มกริ่มแล้วชิงปลีกตัวออกไป

Image


“ครูวินคะ เสาร์นี้ไปสำรวจพื้นที่ด้วยกันนะคะ” นุชรินทร์พูดถึงกิจกรรมทัศนศึกษาสิ่งแวดล้อมสัมพันธ์
“คิดว่าคงจะลงตัวแล้วล่ะค่ะ เหลือแต่ไปสำรวจพื้นที่นิดหน่อย นี่ครูทิพย์ยังทำเรื่องประสานงานกับบริษัทเพื่อนของเขาด้วยนะคะ เสาร์นี้จะมีคนจากทางบริษัทไปด้วยจนถึงวันที่นักเรียนออกค่ายทัศนศึกษาด้วย”
“ได้สิครับ เสาร์นี้ผมว่างพอดี” วันชนะรับคำ
“ดีจังเลยค่ะ”
“ไม่ให้ดีได้ยังไงล่ะคะครูวิน ก็แหม คุณอ๊อฟเค้าไปด้วยนี่” เอื้องทิพย์เดินเข้ามาสมทบ แต่เสียงเธอดังมาก่อนตัวเสียอีก
“อย่างนี้นี่เอง” วันชนะแซวด้วย

จนห้าโมงเย็นวันชนะเดินกลับไปทางรถไฟฟ้าเหมือนปกติ
“’จารย์ ไปหาไรกินกันก่อนม่ะคับ”
ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ จำเสียงกับคำว่า “’จารย์” ได้ คงไม่มีใครเรียกเขาอย่างนั้นอีกนอกจากบอส
แต่ก็แปลกนะ ดูเหมือนเขาไม่ค่อยให้ความเคารพวันชนะในฐานะที่เป็นครูแต่วันชนะก็ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไร รู้สึกเอ็นดูมากกว่า
“ใช้ภาษาไทยให้ถูกด้วย ไปหาอะไรกินกันก่อนไหมครับ ไม่ใช่ม่ะคับ” วันชนะพูดโดยไม่หันไปมอง
“คร้าบ ไปหาอะไรกินกันไหมคร้าบ” เขาย้อน
“วันนี้รีบกลับน่ะ” วันชนะปัดเพราะรู้สึกง่วง อยากกลับไปนอนสักงีบ
“เหรอ...” เสียงเขาหงอยไป
“อืม...”
เดินต่อมาอีกหน่อยวันชนะก็รู้สึกว่าคนข้างหลังเงียบไป เลยหันไปมองก็เห็นเขาเดินหงอยๆไปอีกทาง
วันชนะรู้สึกแปลกๆ ทำไมต้องรู้สึกหวิวๆด้วยนะ
“เอ้า จะไปไหนล่ะ ไม่กินแล้วเหรอ” วันชนะตะโกน

เป็นภาพซ้อนที่ดูน่ารักดี เพราะทันทีที่พูดจบอาการเซื่องๆหงอยๆของบอสเปลี่ยนเป็นสดชื่นขึ้นมาทันตา เหมือนลูกหมาได้กระดูกจากเจ้านายไปแทะอย่างนั้นแหล่ะ นึกแล้ววันชนะก็อมยิ้มอยู่คนเดียว
“ยิ้มไร” บอสวิ่งตามมาเดินตามหลัง
“เปล่านี่ อยากกินไรล่ะ”

สุดท้ายทั้งคู่ก็นั่งอยู่ในร้านก๋วยเตี๋ยวน้ำตกข้างทาง
“ชอบกินน้ำตกเหรอ” วันชนะถาม
“ก็กินได้หมดแหล่ะ’จารย์ วันก่อนเพื่อนมันมากินแล้วเล่ากันว่าร้านนี้อร่อยขั้นเทพ เลยอยากลองดู อร่อยจริงๆด้วยนะนี่” เขาตักน้ำก้นถ้วยขึ้นสูด
“อะไรขั้นเทพอะไร” วันชนะสงสัย
“โหย...’จารย์อ่ะ ก็อร่อยสุดๆไง ห้าดาวไรเงี้ย” เขาอธิบาย
“อ้อ” วันชนะพยักหน้าหงึก
บางครั้งบอสก็ดูเป็นเด็กน่ารักดีนะ
“’จารย์ครับ” เขาเรียก
“ว่าไง”
“’จารย์ชอบเด็กป่ะ” เขายิงคำถาม
“อืม ก็น่ารักดี”
“เอาจริงๆดิ แบบว่าถ้าจะเป็นแฟนงี้’จารย์ชอบเด็กรึผู้ใหญ่อ่ะ” เขาจ้องตาวันชนะ
“อะ อะไรกันอยู่ดีๆก็ถาม...” พูดไม่ทันจบบอสก็สวน
“ตอบมาสิครับ’จารย์”
“เอ้อ...ผู้ใหญ่” วันชนะพึมพำ
“เหรอ...” สีหน้าเขาหงอยลงไปอีกครั้ง “อย่างผมนี่ ดูเป็นผู้ใหญ่ไหม” น้ำเสียงเขาจริงจังขึ้น
“ดูยังไง นายก็ยังเด็กอยู่นั่นแหล่ะ” วันชนะโกหก เพราะสีหน้าจริงจังของบอสมันดูว่าเขามีความคิดเป็นผู้ใหญ่ได้จริงๆ
และบางครั้งเขาก็ดูโตเป็นผู้ใหญ่ที่ชวนหลงใหลได้เหมือนกัน

“เออ เด็กก็เด็ก เลือกเกิดไม่ได้นี่” เขาหลุดจากบุคลิกจริงจัง “แต่ว่านะ’จารย์...”
“อืม”
“ถ้าผมจบม.ปลายไป ผมจะเป็นผู้ใหญ่ ถึงตอนนั้นผมขอเรียก’จารย์ว่าวินเฉยๆได้ไหม” เขาทำสีหน้าจริงจังอีกครั้ง
วันชนะอึกอัก รู้สึกแปลกๆ มันร้อนๆอยู่ข้างใน เด็กคนนี้ริจะจีบเขาจริงๆนะนี่ แต่เอ๊ะ ทำไมรู้สึกดีนะ
วันชนะเลยได้แต่ยิ้มด้วยความรู้สึกที่แปลกๆให้ บอสคงตีความเอาว่าวันชนะตอบว่า ได้สิ เพราะมองดูตอนนี้เขาทำสายตามุ่งมั่นเอามากๆ

“กลับดีๆนะครับ’จารย์” เขามาส่งถึงรถไฟฟ้าทั้งๆที่เขาต้องกลับอีกทาง บอกว่าไม่เป็นไรก็ไม่ฟังท่าเดียว
“อืม นายเองก็กลับดีๆล่ะ”
“คร้าบ” เขาทำท่ากระปรี้กระเปร่า
“แล้วพรุ่งนี้อย่าโดดอีกล่ะ”
“คร้าบ” เขายิ้มสดชื่นจนสาวๆแถวนั้นเรียกกันดูไปหลายคน
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post09 Mar 2008 00:56

31



วันชนะลมออกหูเมื่อมาสอนในวันต่อมาแล้วบอสยังขาดเรียนอีก คอยดูเถอะเจอนะจะตีให้เจ็บๆเลย
เมื่อวานยังรับปากอยู่เลยว่าจะไม่โดดเรียนอีก แต่จนแล้วจนเล่าตลอดทั้งวันก็ไม่มีวี่แววของบอส ถามเพื่อนนักเรียนห้องเดียวกันก็บอกว่าไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้ว

หรือว่าจะป่วย ?
ได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจจนงานระหว่างวันทำให้ลืมเรื่องของบอสไป
ตกเย็นกลับมาถึงอพาร์ทเมนต์พอเดินเข้าไปใต้ถุนก็ต้องตกใจเพราะใครคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงบันได
ร่างสูงนั่งฟุบอยู่กับเข่าตัวเอง แต่วันชนะก็จำได้

“บอส!”
“’จารย์กลับมาแล้วเหรอ” เขายิ้มระโหยให้
“ทำไมมานั่งอยู่นี่เนี่ย โรงเรียนก็ไม่ไป” วันชนะรัวใส่ทันที
แต่เขาไม่ตอบอะไร หน้าใสอมชมพูแดงขึ้นๆ น้ำตาหยดเผาะแล้วไหลเป็นสาย บอสร้องไห้สะอื้นไปทั้งตัวอย่างไม่อาย
“บอสเป็นอะไร” วันชนะรับไม่ทัน
ร่างสูงที่นั่งอยู่บนบันไดไม่ตอบอะไร เอาแต่ร้องไห้อยู่อย่างนั้น วันชนะเลยเข้าไปนั่งข้างๆเอามือลูบหัวลูบหลังปลอบ อยากจะเอ่ยถามว่าทำไม...แต่คิดอีกที อย่าเพิ่งเลยจะดีกว่า
สักพักหนึ่งบอสก็หยุดร้องแต่เขาก็ยังไม่หลุดคำพูดออกมาสักคำ
“ขึ้นไปข้างบนกันก่อน” วันชนะโอบไหล่บอสเอาไว้
พอเข้ามาถึงในห้องวันชนะก็ถูกแรงของเด็กมัธยมจับหมุนตัวเข้าไปกอดเสียแน่น

Image


“บอส...” วันชนะไม่รู้จะทำอย่างไรดี ดูจากสภาพเขาคงเจอปัญหาอะไรสักอย่างมาแน่ๆ คนอย่างบอสไม่น่าใช่คนที่จะร้องไห้ได้ง่ายๆ
“ขอผมอยู่อย่างนี้สักพักนะวิน” บอสว่า เขาไม่เรียก’จารย์เหมือนเคย
“อืมม...ไม่เป็นไรนะ...ไม่เป็นไร” วันชนะยกมือขึ้นลูบหลัง นานพอดูวันชนะจึงค่อยๆดันเขาออกแต่ก็ไม่ถามอะไร คิดว่ารอให้เขาบอกเองจะดีกว่า
บอสเองคงจะอาการดีขึ้นเมื่อเขาได้ระบายออกไปจนเพียงพอจึงเริ่มมองสำรวจห้องของวันชนะไปรอบๆก่อนหันมาพูดกับวันชนะ “ผมค้างด้วยได้ไหม”
“ที่บ้านไม่ว่าเอาเหรอ” วันชนะท้วง
“...”
เขาไม่ว่าอะไรต่อซึ่งทำให้วันชนะเดาได้ว่าเขาคงมีปัญหามาจากที่บ้านแน่ๆ

“ไม่เป็นไรครับ ผมนั่งอีกเล่นสักพักค่อยไปก็ได้” ตาเขาหม่นลงอีก
“ดอกไม้นั่น” เขาชี้ช่อดอกไม้ในแจกันที่มันแห้งจนกรอบ “ทำไมยังไม่ทิ้งอีก”
“อ๋อ ดอกไม้จากวันรับปริญญาน่ะ” วันชนะตอบขณะกำลังจัดแจงวางสัมพาระให้เข้าที่เข้าทาง
“ไม่ใช่ของพี่ภัทรนี่” บอสว่า
วันชนะหยุดกึก “รู้ได้ไงว่าไม่ใช่ของพี่ภัทร”
“ผมน่ะ เห็นคุณตั้งแต่คุณยังไม่ได้เข้าไปสอนที่โรงเรียนเสียอีก” เขาว่าแต่สายตายังสำรวจห้องไปรอบๆ
“เคยเห็นในอัลบัมรูปของพี่ภัทรน่ะ”

“บ้านผมน่ะ มีแต่พี่ภัทรเท่านั้นที่ได้เจอหน้ากันอยู่ทุกวัน ส่วนป๊านานๆทีถึงจะกลับมา” เขาเปลี่ยนเรื่องเอาดื้อๆ “พอดีเมื่อวาน...เขากลับมาเห็นหนังสือแต่งบ้านแล้วผมก็นั่งวาดแปลนอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ เราก็เลยทะเลาะกัน...แต่ผมไม่ได้โกรธเขาหรอกนะ ยังไงเขาก็เป็นพ่อ” เขาเล่า
วันชนะมองหน้าเขาแล้วรู้สึกสงสารจับใจ เทียบกันแล้วในชีวิตเขาไม่เคยถูกพ่อแม่บังคับหรือมาตีกรอบขีดเส้นทางเดินให้เหมือนอย่างเด็กคนนี้

“ผมว่าไม่เป็นไรหรอกเนอะ ถ้าผมจะเป็นหมอที่ชอบออกแบบ...” เขายิ้มแต่วันชนะก็รู้ว่าเขาฝืน
“แล้วบอสจะทนได้เหรอที่จะอยู่กับสิ่งที่บอสไม่ได้ชอบ” วันชนะว่า
เขาเงียบไป
“มานี่สิ” วันชนะเรียกบอสให้เข้ามาหาใกล้ “หลับตา”
เขาทำตามอย่างว่าง่าย
“เอาล่ะ ผ่อนคลายๆ” วันชนะนวดที่ขมับของบอสเบา พักนึงเขาก็หยุดเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มอาการดีขึ้น “ไปหาข้าวเย็นทานกัน”
ข้าวเย็นที่คนต่างวัยไปทานกันก็เป็นร้านอาหารตามสั่งง่ายๆแถวๆอพาร์ทเมนต์ของวันชนะ
“คุณชอบกินผัดขี้เมาเหรอ” บอสถาม เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“อืมม”
“มันเผ็ดนะ” เขาว่า “ไหนลองหน่อยสิ” ว่าแล้วเขาก็เอื้อมมือมาตักไป “โหย เผ็ด ซาดิสนี่หว่า”
“อะไร เกี่ยวไรกัน” วันชนะบุ้ยปาก

หลังจากทานข้าวเย็นเรียบร้อยทั้งสองคนก็กลับขึ้นมาบนห้อง บอสหยุดยืนอยู่ตรงประตู ที่จริงเขาเดินมาส่งวันชนะ พอถึงห้องแล้วก็หมดหน้าที่ เขายืดตัวสูดลมหายใจลึก
“ขอบคุณนะวิน ผมสบายใจแล้วล่ะ” เขาพูดพลางหันหลังกลับ
“อ้าว แล้วนั่นจะไปไหน” วันชนะเอ่ย
“กลับละ” เขาพูด
“คืนนี้อยู่ที่นี่เถอะบอส” วันชนะจับมือเขาเอาไว้ เพราะว่าไม่อยากปล่อยเขาไปตามลำพังตอนนี้

Image


เพราะว่าข้างนอกฝนตก ภายใต้ผ้าห่มบางๆจึงมีสองร่างแชร์ความความอบอุ่นอยู่
วันชนะหลับสนิทไปตั้งนานแล้ว แต่บอสยังลืมตาโพลงในความมืด ในหัวคิดอะไรให้วุ่นวายไปหมด บอสไม่เคยคิดว่าเขาผิดปกติที่ชอบผู้ชายด้วยกัน อาจเพราะเขาเคยได้เห็นความรักรูปแบบนี้มาจากภัทร
ดังนั้นเขาเลยมองมันเป็นธรรมดา ความรักสำหรับบอสแล้วมันไม่มีเพศมาขีดทางให้หรอก
วันชนะขยับตัวเข้ามาใกล้ เพราะนอกผ้าห่มมันเย็น หรือเพราะร่างของคนที่นอนข้างๆคือแหล่งความอบอุ่นก็ตาม เขายกขาขึ้นทับพร้อมกับดึงร่างบอสมากอดเหมือนเป็นหมอนข้าง
บอสเองก็รู้สึกดี หัวใจเหมือนมีเสียงกลองเต้นระรัวอยู่ภายใน
เด็กหนุ่มยิ้มเปี่ยมสุขในความมืดแต่แล้วก็หุบยิ้มไปในทันทีเมื่อวันชนะกอดเขาแน่นขึ้น แต่ว่ามีชื่อหนึ่งหลุดออกมา

“ตั้ม”

Image


ไอความชื้นจากข้างนอกเกาะกระจกจนมัวแต่แสงแดดก็ยังส่องผ่านเข้ามาได้จางๆ
วันชนะงัวเงีย พอรู้สึกตัวเต็มที่ก็พบว่าตัวเองอยู่ในวงกอดของบอสที่นอนเอาหน้าซบหลังเขาอยู่
วันชนะแกะมือนั้นออกพลางยิ้มเอ็นดูแต่มันกลับทำให้บอสรู้สึกตัว มือนั้นเลยยิ่งประสานกันแน่น
“เอ้า ตื่นแล้วก็ปล่อยเสียทีสิ” วันชนะร้อง
“วันนี้วันเสาร์นี่” เขาพูดเสียงอู้อี้
“แล้วไงล่ะ” วันชนะพยายามแกะมือเขาซึ่งมันไม่เป็นผล
“ปกติวันเสาร์น่ะผมตื่นสิบโมง” เขาขยับแก้มที่แนบหลังวันชนะขึ้นลง
ถ้าเป็นปกติวันชนะคงจะโวยไปแล้ว แต่พอนึกถึงสิ่งที่บอสเจอมาเขาก็จะยอมให้สักวัน
“ตั้มนี่ใครเหรอ” อยู่ดีๆเขาก็ถามแต่ยังหลับตาพริ้มหน้าแนบกับหลังวันชนะ “แฟนเก่าเหรอ”
วันชนะเหวอไปแต่ก็ตอบไปว่า

“อืม แฟนเก่าน่ะ”

เสียงโทรศัพท์มือถือของวันชนะดังขึ้นที่โต๊ะข้างๆเตียง เขาดันตัวจะลุกขึ้นแต่ก็โดนบอสออกแรงรั้งเอาไว้
“อย่าทำตัวเป็นเด็กนะ” วันชนะแกะมือเขาออก
บอสบุ้ยปาก พึมพำในคอ “คำก็เด็ก สองคำก็เด็ก”
คุยโทรศัพท์สักพักเขาก็หนีไปเข้าห้องน้ำ ไม่นานวันชนะก็กลับมาที่เตียงพร้อมก็เสื้อผ้าชุดใหม่
“ตื่นๆ” ว่าพลางก็ดึงหมอนที่บอสหนุนออก
“ฮื่อ ตื่นก็ได้ๆ” เขาทำเสียงงัวเงีย
“ไปอาบน้ำไป เดี๋ยวไปหาไรกินกัน” วันชนะยื่นผ้าเช็ดตัวแล้วไล่เขาไปทางห้องน้ำ จากนั้นจึงค้นตู้เสื้อผ้าหาชุดที่บอสพอจะใส่ได้มาวางไว้แถวๆหน้าห้องน้ำ แล้วจึงหันไปจัดการเก็บความเรียบร้อยบนเตียง

นานเท่าไรไม่รู้ที่วันชนะเผลองีบไประหว่างที่รอบอสออกมาจากห้องน้ำ รู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อรู้สึกว่าลมหายใจติดขัดและรอยอุ่นๆประทับที่ริมฝีปาก

“เฮ้...!”
วันชนะตกใจแต่ก็พูดได้เพียงครึ่งคำเมื่อปากอุ่นๆนั้นประทับซ้ำเป็นรอบสอง ร่างกายที่ยังเย็นชุ่มหลังอาบน้ำมาหมาดๆเทน้ำหนักมาที่ตัวของวันชนะ มือที่ตั้งใจจะดันออกเมื่อสัมผัสกับหน้าอกกำยำของเด็กมัธยมห้ากลับต้องแผ่วแรงลง วันชนะเหมือนถูกริมฝีปากอุ่นนั้นดึงเข้าสู่ห้วงภวังค์ สองมือเปลี่ยนเป็นโอบกอด

“ตั้ม...” เขาหลุดปาก
ร่างหนาที่ทาบทับอยู่หยุดการเคลื่อนไหว
สัมปชัญญะที่จมดิ่งกลับคืนสู่สติอีกครั้ง มือที่โอบกอดเปลี่ยนเป็นดันออกแต่ร่างหนาไม่เขยื้อนแม้แต่น้อย
เด็กมัธยมปลายมองหน้าเขานิ่งแววตาผิดหวัง

“คุณยังไม่ลืมเขาอีกเหรอ”
วันชนะไม่ตอบแต่พยายามดิ้นให้หลุด บอสเองก็ไม่ปล่อยให้วันชนะทำได้ง่ายๆเหมือนกัน
“เขามีอะไรดี” เสียงห้วนๆแต่ปนความรู้สึกน้อยใจ
“ออกไปนะบอส” วันชนะออกคำสั่ง แต่เขาหูทวนลมกลับเอาหน้าเข้ามาใกล้วันชนะอีกจนลมหายใจอุ่นๆรดจมูก
สายตาที่คาดคั้นกับใบหน้าหล่อเหลาที่ขยับเข้าใกล้ทีละนิดๆหยุดลงแค่เพียงจมูกสัมผัส เมื่อวันชนะพูด
“ผมยังรักเขา”
น้ำตาที่ถูกกักเอาไว้มานานเพราะเรื่องนี้ต้องมีเหตุได้ล้นออกมาอย่างอ้อยอิ่งอีกครั้ง
“ผมแทนเขาไม่ได้เหรอ” น้ำตาถูกมือของเขาปาดออกเบาๆ

“...”
บอสพ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกของวันชนะแต่เขาไม่ละความคิดที่จะเปลี่ยนใจวันชนะให้ได้สักวันหนึ่งข้างหน้า
คราวนี้ร่างหนาเกินวัยถอนออกไปด้วยตัวเอง
“ชุดที่คุณเตรียมไว้อยู่ตรงนั้นใช่ไหมครับ” ท่าทีเขาสงบลง
วันชนะพยักหน้า

หลังจากที่บอสแต่งตัวเรียบร้อยเขามายืนอยู่ตรงหน้าวันชนะอีกครั้ง
“จะพาผมไปส่งให้พี่ภัทรเหรอ” เขารู้ว่าโทรศัพท์เมื่อกี้ภัทรต้องโทรมาถามกับวันชนะแน่ๆ
“อืม” วันชนะตอบอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้เพราะท่าทีของบอสเหมือนเขาจะอ่านใจวันชนะออกไปเสียหมดทุกเรื่อง
เด็กคนนี้โตกว่าวัยจริงๆ
เมื่อลงมาข้างล่างอพาร์ทเมนต์วันชนะก็ออกไปเรียกแท็กซี่ซึ่งผ่านมาจอดเทียบแบบไม่เสียเวลาเลย บอกจุดหมายเสร็จเขาก็กวักมือเรียกบอสที่กำลังยืนซึมๆอยู่ใต้ถุนอพาร์ทเมนต์ให้มาขึ้นรถ
เด็กหนุ่มเหม่อมองดูข้างทางตลอดเวลาด้วยสายตาที่เรื่อยเปื่อยไปกับอาคารและผู้คนที่ผ่านกรอบหน้าต่างรถเข้ามาแล้วก็ผ่านไปจนกระทั่งรถจอดสนิท
“ลงมาสิ” วันชนะเรียก
เขาลงมาทำหน้าแปลกใจ “สวนรถไฟ?”
วันชนะยิ้มก่อนเดินนำบอสเข้าไปในสวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี

Image


“สดชื่นจัง” บอสพูดขณะปั่นจักรยานคู่ไปกับวันชนะ
“พูดอย่างกับนายไม่เคยมาอย่างนั้นแหล่ะ” วันชนะเหล่ตา
“เคยน่ะมันเคยอยู่หรอก แต่นานมาแล้วนี่นา” เขาหันมาตอบก่อนจะเร่งฝีเท้าปั่นนำไปก่อน
“เฮ้ รอด้วยสิ” วันชนะรีบปั่นจักรยานตาม
จนกลับมาปั่นคู่กันอีกครั้งก็มีเสียงตะโกนแหลมๆดังขึ้น
“หลบคะ หลบไป ว้าย!”
หญิงสาวกำลังปั่นจักรยานตุปัดตุเป๋มาทางวันชนะ หล่อนกรีดร้องเมื่อไม่สามารถบังคับทิศทางของจักรยานได้และมันกำลังจะชนกับวันชนะ

จังหวะจวนตัวเกินไปจนทั้งคู่ไม่ทันได้ปัดป้อง จักรยานคันนั้นชนขาด้านข้างวันชนะเข้าเต็มๆจนจักรยานล้มไปโดนคันของบอสอีกที วันชนะรู้สึกว่าก้นตัวเองลอยหลุดจากเบาะนั่ง แต่ก็ถูกรับโดยอกของบอส ก่อนจะล้มกลิ้งกันไปสองสามตลบ โดยจักรยานของหญิงคนนั้นหยุดลงได้และหล่อนยืนตะลึงคาจักรยานไปพักหนึ่ง
“ว้าย ตายแล้วๆ เป็นอะไรกันมากไหมคะ ขอโทษจริงๆค่ะ พอดีว่าตะกี้สะดุดหลุมตรงนั้นมาอ่ะค่ะ” หล่อนรีบลงจากจักรยานแล้วมายกมือไหว้
“ไม่เป็นไรครับ” บอสเป็นคนบอก
“คุณเป็นไรไหม” บอสถามวันชนะซึ่งตอนนี้อยู่ในอกของเขา
“ไม่เป็นไร ขอบใจนะ” วันชนะตอบพลางดันตัวออกช้าๆ จึงรู้สึกเจ็บที่ขาแปลบๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก
“ว้าย!” คนต้นเหตุอุทานเสียงดัง “คุณ เลือดออกนี่คะ ไปโรงพยาบาลกันเถอะค่ะ”
บอสถึงได้รู้ว่าที่ข้อศอกเขามีเลือดไหลออกมาจริงๆ จากนั้นก็เริ่มรู้สึกแสบๆ แต่พอสำรวจตัวเองแล้วก็พบว่าเป็นแค่รอยถลอกนิดหน่อยเท่านั้นเอง
“แค่ถลอกนิดเดียวครับไม่มีอะไรมาก” บอสว่า
“ไปโรงพยาบาลกันเถอะ” วันชนะพูดอีกคน
“คุณก็ห่วงผมเหรอ” นัยน์ตาบอสดูมีประกายขึ้นมา
“เออ ก็ต้องห่วงสิ เอาตัวมารับเสียขนาดนี้”
“ให้ดิฉันไปด้วยนะคะ” หญิงคนนั้นว่า ตาคลอๆ
“ไม่เป็นไรมากจริงๆครับ” บอสว่าพลางทำสีหน้าท่าทางให้กระปรี้กระเปร่า
“แต่ดิฉันลำบากใจนี่คะ อย่างน้อยให้ดิฉันดูแลค่ารักษาก็ยังดีนะคะ แฟนดิฉันอยู่ทางนู้นแน่ะค่ะ เดี๋ยวให้เขาขับรถไปส่งนะคะ”
“ก็ดีครับ” วันชนะตอบแทนคนเจ็บเสร็จสรรพพลางฉุดมือบอสให้ลุกขึ้นโดยมีเสียงครางโอดโอยเบาๆดังอยู่ข้างๆไม่ขาด
“ไหนว่าไม่เป็นไรมากไง” วันชนะเลิกคิ้ว

จนชั่วโมงหนึ่งผ่านไปหลังจากล่ำลากับคู่รักต้นเหตุรถจักรยานชน ทั้งคู่ก็ออกมาจากโรงพยาบาลโดยบอส มีผ้าปิดแผลที่ข้อศอกออกมาด้วย
“โธ่เอ้ย ก็แค่แผลถลอก” วันชนะแกล้งพูด
“แผลเล็กๆแต่มันก็เจ็บนะคร้าบ” บอสเกาะแขนวันชนะทำกะลิ้มกะเหลี่ย
“ปล่อยแขนสิ คนมองกันแล้วเห็นไหม” วันชนะพยายามแกะมือเขาออก
“ไม่เห็นเป็นไรเลยเขาคงคิดว่าน้าเดินมากับหลานน่ะแหล่ะ” เขาเกาะแขนต่อ
วันชนะคิดตาม อืม ก็จริงนะ เลยปล่อยให้บอสเกาะแขนต่อไปได้แต่แล้วก็ต้องหยุดเมื่อเขากระซิบที่ข้างหูว่า
“แต่หลานคนนี้รักน้านะครับ”
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post09 Mar 2008 01:33

บอสน่ารักเนอะ อิอิ
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post09 Mar 2008 16:09

มาล่ะ
มารอแถวหน้า :clap:
Iba
อนุบาล อนุบาล
Posts: 62
Joined: 04 Jan 2008 10:31

Re: แค่มีนาย

Post09 Mar 2008 16:30

อยากมีแฟนเด็กอย่าง บอส บ้างจัง 5 5 5
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post11 Mar 2008 01:11

32



ช่วงสายของวัน พระอาทิตย์เตรียมตั้งฉากกับศีรษะ แต่ว่าผู้คนก็เริ่มทยอยมาเต็มตลาดนัดสวนจตุจักร
“นึกไงเนี่ย นัดกะพี่ภัทรที่เจเจเนี่ย ร้อน” บอสพูดออกจะเป็นบ่นเสียด้วยซ้ำ ว่าไปมือก็ทำเป็นพัดๆไป
“เออน่า ขอแวะซื้อของหน่อย” วันชนะเดินนำ
เดินดูของเพลินจนลืมดูเวลาจนเกือบๆหกโมงเย็นเมื่อตะวันคล้อย วันชนะก็เดินหาที่นั่งพักเมื่อย
“เดี๋ยวก็ได้เวลากลับแล้วนะบอส” วันชนะพูดขึ้น
“อืม” เขาดูดน้ำอัดลมไปด้วย
“พี่ภัทรไม่ได้มารับหรอกนะ” วันชนะพูดต่อ
“อืม” เขายังคาบหลอดดูด “โตๆกันแล้ว เขาจะมารับผมทำไม”
“อืม นั่นสิ” วันชนะพูด นึกไปถึงเมื่อตอนเช้าเขาบอกภัทรไปว่าไม่รู้เรื่องที่บอสออกจากบ้าน แต่คิดว่าถ้าได้ทำให้บอสสบายใจขึ้นเขาก็น่าจะกลับบ้านได้เอง
“ขอบคุณนะ ที่พาผมมาวันนี้” บอสยิ้ม นัยน์ตาเขาสะท้อนแสงเป็นประกาย “ผมสบายใจขึ้นมากๆเลย”

Image


หลังจากแยกกันกับบอสที่รถไฟฟ้าใต้ดินตรงตลาดนัดสวนจตุจักรก็มีสายโทรเข้าโทรศัพท์มือถือของวันชนะ
“ครับ อาจารย์นุช” วันชนะพูด
“อาจารย์วินคะ ไม่ต้องเรียกนุชว่าอาจารย์ก็ได้ค่ะ วันนี้วันเสาร์นะคะ” ปลายสายพูดมา
“ครับนุช วันนี้วันเสาร์ครับ” วันชนะตอบลงไป
“ค่ะ วันเสาร์แล้วยังไงคะ” ปลายสายทำเสียงลุ้นๆ
“แล้วยังไงครับ วันเสาร์ก็ไม่ต้องไปโรงเรียน ก็ไม่ต้องเรียกอาจารย์ไงครับ” วันชนะตอบ
“ผิดค่ะ” นุชรินทร์ทำเสียงเหมือนเป็นพิธีกรเกมส์โชว์ตอนที่ดารารับเชิญตอบผิด“วันนี้เรามีนัดกันไปเซอร์เวย์สถานที่ที่จะไปทัศนศึกษาจำได้ไหมคะ”
ถึงตรงนี้วันชนะถึงได้สะดุ้งโหยงเพราะเพิ่งนึกออก “เฮ้ย จริงด้วยสิครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เพราะเราจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง วันพรุ่งนี้ค่ะ ฮิ ฮิ” นุชรินทร์ขำตัวเอง ก่อนจะพูดต่อเป็นการเป็นงานขึ้นว่า “นุชก็ลืมค่ะ ทิพย์ก็ลืม เราเลยโทรไปเลื่อนเป็นพรุ่งนี้เรียบร้อยแล้วค่ะ ยังไงพรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้าเจอกันก่อนที่โรงเรียนนะคะ”

Image


เจ็ดโมงเช้าวันอาทิตย์วันชนะจึงมาตามนัดที่โรงเรียนโดยมีนุชรินทร์และเอื้องทิพย์ตามมาสมทบ
“ไปกันเลยไหมครับ” วันชนะพูดเมื่อเห็นทุกคนพร้อม
“คงยังไม่ได้หรอกค่ะ เราต้องรอคนจากบริษัทที่เราไปขอสปอนเซอร์เขามาอีกถึงคนหนึ่งน่ะค่ะ” นุชรินทร์บอกพลางยกข้อมือดูเวลา
“อ๋อ บริษัทปิโตรเลียมข้างๆโรงเรียนเราน่ะเหรอครับ”
ยังไม่ทันตอบก็มีเสียงวิ่งมาหยุดข้างหลังวันชนะ
“พวกคุณจะไปเซอร์เวย์สถานที่ทัศนศึกษากันใช่ไหมครับ” คนมาใหม่ถามขึ้น เสียงนั้นฟังคุ้นๆหูวันชนะ เขาเลยหันไป
ฝ่ายนั้นก้มหน้าหอบแล้วจึงเงยหน้าขึ้นพูด
“ขอโทษครับที่มาสาย คือผม...”

เขาค้างไปพอๆกับที่วันชนะรู้สึกว่าเวลาหยุดเดินและทุกสรรพสิ่งในโลกถูกสต๊าฟเอาไว้
“คะ?” นุชรินทร์ตั้งใจฟังเขาพูด แต่เห็นชายตรงหน้าพูดค้างไว้เลยต่อให้ “คุณมาจากบริษัทปิโตรเลียม...ใช่ไหมคะ”
“ครับ” เขาตอบคำเดียว
นุชรินทร์กับเอื้องทิพย์ทำหน้างง “แล้วคุณอ๊อฟล่ะคะ?”
“อ๊อฟไปเคลียร์งานที่ต่างจังหวัดเดือนหนึ่งครับ ผมเลยมาแทน” เขาพูด แต่สายตาแทบจะไม่ได้มองที่สองสาว
“ว้า” เอื้องทิพย์หลุดออกมาต่างจากนุชรินทร์ที่เก็บอาการได้มิดชิดกว่าแต่สีหน้าก็ดูผิดหวัง
“ยัยทิพย์” นุชรินทร์กระทุ้งเอวเพื่อนเบาๆ
“ค่ะๆ ดิฉันนุชรินทร์นะคะ เรียกนุชเฉยๆก็ได้ค่ะ นี่ทิพย์ แล้วก็วินค่ะ” นุชรินทร์แนะนำ
“ครับ ยินดีที่รู้จักครับ” เขายื่นมือมาจับอย่างเป็นทางการกับสองสาว และสุดท้ายที่วันชนะ
มือนั้นยกค้างอยู่ตรงหน้ารอวันชนะจับเพื่อทำความรู้จัก
“อ้อ ว่าแต่คุณชื่ออะไรคะ”
เอื้องทิพย์ถามเพราะดูเหมือนชายตรงหน้าจะจับมืออย่างเดียวแต่ลืมแนะนำตัวเอง
สายตาเขาดูมีประกายวูบวาบ รอยยิ้มที่มุมปากแม้จะเผยเพียงน้อยแต่แสดงเหมือนเขาดีใจสุดจะกลั้น
มือยังยกค้างอยู่ตรงหน้าวันชนะ รอให้เขาจับ

“นักขัตครับ เรียกผมตั้มก็ได้”

Image


บรรยากาศในรถตู้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะคิกคักของสองสาวที่ถามถึงเพื่อนของนักขัตที่ชื่ออ๊อฟ ในขณะที่วันชนะเอาแต่เงียบ จนแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มทุกคนจึงลงมายืดเส้นยืดสาย
สองสาวเดินไปทางห้องน้ำ
วันชนะจึงแยกไปที่ร้านกาแฟ สั่งเสร็จก็ยืนรอสักพัก พอได้แล้วก็ออกมานั่งโต๊ะเล็กๆข้างนอกร้าน จิบกาแฟได้นิดหนึ่งกลิ่นบุหรี่ก็มาถึงก่อนเจ้าตัวจะมาเสียอีก
นักขัตนั่งลงที่โต๊ะข้างๆ มือคีบบุหรี่ ปากพ่นควันจางๆเป็นสาย
ดูเหมือนนักขัตจะตั้งใจมาเพื่อเผชิญหน้าและไม่มีเหตุผลใดที่วันชนะต้องหลบ
ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ไม่พูดอะไร
จนเมื่อควันจางๆกลิ่นฉุนนั้นลอยมาระหน้าวันชนะ เขาจึงได้พูดขึ้น

“แต่ก่อนไม่เห็นดื่มกาแฟ” สายตานักขัตยังมองเหม่อไปข้างหน้า
“นายก็ติดบุหรี่” วันชนะเลี่ยงประเด็นก่อนจะยอมตอบกลายๆ “...เราไม่ได้ติดกาแฟ”
จากนั้นก็เงียบไปอีกจนกระทั่งได้เวลาขึ้นรถไปต่อ
สองสาวดูเหมือนจะยังไม่รู้สึกถึงอารมณ์ของวันชนะ ทั้งเอื้องทิพย์กับนุชรินทร์เอาแต่จ้อไปตามเรื่อง และดูทั้งสองก็เข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ยกับนักขัต
“คุณตั้มเป็นวิศวกรของบริษัทหรือคะ” เอื้องทิพย์เป็นคนถาม
“ก็ไม่เชิงครับ ผมอยู่ฝ่ายไอที” นักขัตตอบ
“ท่าทางจะเก่งนะคะนี่ ได้ทำงานในบริษัทใหญ่ขนาดนั้นด้วย” นุชรินทร์ออกปากชม “ขอโทษนะคะ คุณตั้มจบมาจากไหนคะ เผื่อเราจะเป็นศิษย์ร่วมสถาบันกันน่ะค่ะ”
นักขัตบอกชื่อมหาวิทยาลัยที่เรียนจบมาแก่สองสาว
“เอ๊ะ จบที่เดียวกับวินเลยนี่” เอื้องทิพย์ถึงได้หันมาสนใจวันชนะ
นักขัตก็หันมาด้วย เขาทำหน้าตื่นๆประมาณว่าเราเคยเรียนที่เดียวกันจริงเหรอนี่
“มหา’ลัยตั้งกว้าง เราไม่เคยเจอกันหรอกทิพย์” วันชนะโกหก
“นั่นสินะ” เอื้องทิพย์เออออ
แต่นักขัตพูดว่า “แต่ผมดูคุ้นๆหน้าคุณนะครับ”
“จำคนผิดแล้วล่ะ” วันชนะสวน
แวบหนึ่งวันชนะเห็นนัยน์ตาเขาหม่นแสงลงก่อนจะหันไปคุยกับนุชรินทร์ต่อ

Image


ทัศนศึกษาครั้งนี้เกี่ยวกับระบบนิเวศน์ป่าชายเลนและทะเล ดังนั้นรถจึงมาจอดอยู่ที่ศูนย์ให้ความรู้และพัฒนาป่าชายเลน พอเข้าไปทักทายและแสดงตัวกับทางศูนย์ฯเสร็จเรียบร้อย ทั้งสี่หนุ่มสาวจึงตรงไปยังป่าชายเลนที่มีสะพานไม้ทอดยาวไปตลอดเส้นทางทะลุป่า
นุชรินทร์กับเอื้องทิพย์เดินปลีกตัวนำไปก่อนเพราะมีเรื่องแบบผู้หญิงๆต้องคุยกันตามประสา ทิ้งให้วันชนะเดินห้อยท้ายกับนักขัต
ระหว่างเส้นทางวันชนะก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆโดยไม่พูดไม่จากับคนที่มาด้วยกัน
นักขัตเองก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน
จนมาถึงที่นั่งพักบนสะพานที่อยู่ใต้ร่มโกงกางต้นใหญ่วันชนะถึงได้พัก
คนที่ยืนตรงหน้าไม่พูดอะไร แต่เขาส่งขวดน้ำให้
วันชนะลังเลก่อนจะรับมันไว้

“ขอบใจ...”
นักขัตยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ต่อเมื่อวันชนะเปิดขวดเขาจึงเลี่ยงไปนั่งอีกทาง
พักเหนื่อยได้ครู่หนึ่งวันชนะก็ไปต่อโดยมีนักขัตเดินตามหลัง ได้ยินเสียงสองสาวหัวเราะรื่นดังมาเป็นระยะ
บนเลน วันชนะเห็นปูที่มีลักษณะแปลกออกไปจึงคิดจะถ่ายรูปเอาไว้ เจ้าปูก็เหมือนจะอายกล้อง มันยกก้ามแล้ววิ่งไปแอบหลังโคนต้นไม้ วันชนะจึงต้องตั้งท่าใหม่
เพราะมัวแต่จ้องอยู่บนจอในกล้องดิจิตัลจึงเห็นที่ปลายตาเลือนๆว่ามีกิ่งไม้ให้เกาะ วันชนะจึงวาดมือไปหวังจะจับเอาไว้แล้วโน้มตัวไปข้างหน้าอีกหน่อยเพื่อจะเก็บรูป
มันก็มีกิ่งไม้จริงๆแต่ว่าไม่ได้แข็งแรง

“อ๊ะ!”
ก่อนที่เขาจะร่วงลงไปคลุกเลน วันชนะก็ถูกคว้าตัวเอาไว้ได้
“ทำอะไร” นักขัตพูดเสียงเรียบๆ “เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก”
วันชนะไม่ตอบ แต่มองตาเขา...เหมือนตกอยู่ในภวังค์
แต่แล้ว
“ขอบใจนะ” วันชนะรีบพูดก่อนที่นักขัตจะได้ยินเสียงใจเขาเต้น แล้วจึงดันตัวเขาออก
วันชนะเบือนหน้าหนี...เพราะกลัวว่านักขัตจะจับความรู้สึกได้
...ความรู้สึกเหมือนมีประกายไฟแตกเปรี๊ยะๆในกาย
สถานการณ์กลับเป็นอย่างเดิมคือวันชนะเดินถ่ายรูปไปและนักขัตก็เดินตาม
เสียงหัวเราะของสองสาวดังอยู่ข้างหน้าเป็นระยะ
แล้วเขาก็พูดขึ้น

“เรารู้ว่านายเกลียดเรา แต่ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไม่คุยกันนี่”
คำพูดนี้วันชนะคิดว่าผิดแล้ว เขาเองตะหากล่ะที่ต้องพูด เพราะ...ในตอนนั้นเขาเป็นคนทำร้ายนักขัตก่อน
“จะให้คุยเรื่องอะไรดีล่ะ”
ที่จริงแล้ววันชนะดีใจอยู่เหมือนกันที่นักขัตยอมพูดอะไรออกมา เพราะการที่ทั้งสองคนเงียบมาตลอดทางมันอึดอัด แต่ก็เพราะเหมือนมีเส้นใยทิฐิบางๆกางกั้นเอาไว้วันชนะจึงเลือกที่จะรอ...รอให้เขาเริ่มก่อน
จะให้คุยเรื่องอะไรดี...นักขัตตีความหมายว่าวันชนะไม่มีธุระที่จะต้องคุยอะไรกัน ทิฐิที่บางๆกับแข็งแกร่งขึ้นอีก
“เรื่องภัทรเป็นไงล่ะ” เขาเริ่ม
วันชนะหันหน้ากลับมาขวับ หน้าเริ่มตึง
จะให้คุยเรื่องอะไรดี...ในความหมายของวันชนะมันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเรื่องสัพเพเหระ แต่เพราะเขาพูดมาอย่างนั้นจึงตอบกลับไปว่า
“เราก็รักกันดี”
แล้วจึงสะบัดหน้ากลับไป
“นี่!”
ร่างหนาเดินตามมาคว้าแขนวันชนะเอาไว้
“อะไร...” วันชนะพูดได้แค่นั้น
นักขัตดึงวันชนะเข้าไปจูบอย่างรุนแรง
“เจ็บ...” วันชนะโอดในลำคอก่อนจะชกไปที่หน้าของนักขัต “นายจะทำอะไร”
ไม่ฟังคำตอบวันชนะรีบเดินหนีเพื่อนให้ไปถึงที่สองสาวอยู่ให้เร็วที่สุด
มือที่ชาไปค่อยเตือนให้เขารู้สติจึงค่อยหันไปดูก็เห็นเขานั่งยองๆเก็บขวดน้ำสามสี่ขวดที่กระจัดกระจายบนสะพาน มืออีกข้างเช็ดเลือดที่มุมปาก
แปลบที่ใจ
แทนที่วันชนะจะกลับไป เขาเลือกที่จะเดินหน้าต่อไป โดยมีสายตาละห้อยมองตาม

Image


“ขอบคุณคุณตั้มมากเลยนะคะที่อุตส่าห์มาด้วยกัน” นุชรินทร์เอ่ยเมื่อรถตู้กลับมาถึงที่โรงเรียนในตอนเย็น
“ฝากขอบคุณกับทางบริษัทด้วยนะคะที่ให้การสนับสนุนโครงการของโรงเรียนเราเป็นอย่างดี ทั้งเป็นสปอนเซอร์ให้ ไหนจะส่งคุณมาประสานงานด้วยทั้งที่จริงไม่ต้องก็ได้นะคะ” เอื้องทิพย์ยิ้มให้อย่างจริงใจ
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ช่วงนี้งานของผมก็ซาๆเหมือนกัน อีกอย่างเจ้านายผมเขาเป็นศิษย์เก่าที่นี่ด้วยนะครับ เผื่อขาดอะไรจะได้ประสานงานทันท่วงที แล้วบริษัทกับโรงเรียนก็อยู่ใกล้กันแค่นี้เอง” นักขัตยิ้ม
“ขอบคุณมากค่ะคุณตั้ม ยังไงหลังเสร็จโครงการแล้วทางเราจะไปขอบคุณถึงที่เลยนะคะ” นุชรินทร์ยิ้มแย้ม “ว่าแต่ครึ่งหลังที่จะไปเขาใหญ่จะเป็นคุณตั้มอีกรึเปล่าคะนี่”
“ยังไม่แน่ใจนักครับ” นักขัตตอบพลางลอบมองสีหน้าของวันชนะ
“ถ้าเป็นไปได้ก็ไปด้วยกันเลยสิค่ะ”เอื้องทิพย์ถือโอกาสชวน
“จะดีหรือครับ เกรงว่าจะนอกเหนือหน้าที่ที่บริษัทให้มาทำน่ะครับ”
“ไปเถอะค่ะครั้งหน้าก็เป็นวันเสาร์อาทิตย์นี่คะ คุณตั้มก็ไปส่วนของคุณตั้มสิคะ แค่เราบังเอิญไปเจอกันที่นู่น อิอิ” เอื้องทิพย์ขำให้กับแผนการของตัวเอง
นักขัตลอบมองหน้าวันชนะอีกครั้งก่อนจะพูดว่า
“เอาไว้ผมคิดดูก่อนนะครับ”
จนเมื่อเขาเดินจากไป วันชนะถึงได้มองตาม

Image
Last edited by Brownni on 11 Mar 2008 01:18, edited 1 time in total.
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post11 Mar 2008 01:15

33



ล่วงเข้าสองทุ่ม ภัทรยังนั่งอยู่ในออฟฟิศเพื่อตรวจงานที่คั่งค้าง
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขาเหลือบมองชื่อที่โชว์บนหน้าจอแล้วถอนหายใจยาวก่อนจะกดรับ
“ว่าไง”
“พี่ภัทรอ่ะ ไม่เห็นโทรหามาร์คบ้างเลย ทำอะไรอยู่น่ะครับ เนี่ยตอนนี้มาร์คอยู่ที่ผับแถวทองหล่อ มาสนุกด้วยกันสิครับ” ปลายสายพูดเสียงนุ่ม
“ผมทำงานอยู่ ยังไม่ว่างไปไหน” เขาอ้างงาน
“งั้น ให้มาร์คไปหาดีรึเปล่าครับ” ปลายสายเสนอ
“ไม่ละ เสร็จจากนี้ผมมีนัด” ภัทรยืนยันคำเดิม หางเสียงออกจะรำคาญก่อนจะชิงวางสายโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้พูดอะไรต่อ
วางมือถือได้ไม่นานก็มีสายโทรเข้ามาอีก
“มีอะไรอีก” ภัทรพูดห้วนๆ แต่พอได้ยินปลายสายพูดมาเขาก็เปลี่ยนน้ำเสียง “วินเหรอ”
“ครับพี่ วินมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่หน่อยครับ พี่ภัทรพอจะว่างรึเปล่าครับ” วันชนะพูดมาตามสาย
“ได้สิ พี่ว่างพอดี”

ดังนั้นชั่วโมงต่อมาภัทรกับวันชนะจึงได้นั่งอยู่ในร้านอาหารย่านสีลม
วันชนะชวนคุยอ้อมไปมากว่าจะเข้าประเด็นได้ก็ผ่านไปนานพอดู
“คือว่า...” วันชนะลังเลจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจเอ่อยออกไปว่า “ที่วินอยากจะคุยคือ...เรื่องของบอส”
“บอส?” ภัทรทวน
“ครับ” วันชนะรับคำด้วยสายตาจริงจัง

“ป๊าน่ะเป็นคนแข็ง...” ภัทรเริ่มเมื่อฟังวันชนะพูดจบ
“ครอบครัวพี่น่ะ มีป๊า ม๊า พี่แล้วก็บอส ม๊าอยากให้ลูกเป็นนักธุรกิจจะได้ดูแลกิจการของครอบครัว ส่วนป๊าอยากเป็นหมอมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่เขาเรียนไม่ได้เพราะว่าป๊าสุขภาพไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ยังหนุ่มๆ ป๊ารักม๊ามากพอม๊าขอให้พี่เรียนด้านบริหารป๊าจึงยอมให้ก่อน ความหวังทั้งหมดที่จะให้ลูกเป็นหมอเลยไปตกอยู่กับบอส”
“อย่างนี้ไม่ถูกนี่...” วันชนะหลุดปาก “...ขอโทษครับ”
“พี่เข้าใจ ใช่ว่าพี่จะไม่เคยคุยกับป๊าเรื่องบอส แต่ป๊าก็ยังยืนยันคำเดิม ป๊าว่าป๊าเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก”
ฟังจบวันชนะถึงกับหน้าเครียดแต่ก็ทำได้เพียงถอนใจแทนบอส เด็กคนหนึ่งต้องอยู่กับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ชอบไปตลอดชีวิตเลยนะ
“บอสก็เหมือนป๊า หัวแข็งพอกัน พี่กับม๊าเลยยืดเวลาออกไปก่อน เผื่อว่าพอถึงเวลาที่บอสต้องเลือกจริงๆ ป๊าอาจจะใจอ่อน...นั่นสินะ เหลือเวลาอีกปีเดียวแล้ว”
เรื่องของบอสจบเพียงแค่นั้นเพราะวันชนะรู้ว่าภัทรไม่อยากพูดต่อ จึงเสเปลี่ยนเรื่องคุยแต่ในใจทั้งสองก็เครียดขึงไปพอๆกัน

Image


วันจันทร์ วันชนะมาสอนตามปกติ บอสก็มาเรียนตามปกติ แต่วันชนะรู้สึกว่าบอสดูขรึมขึ้น จนเลิกเรียนวันชนะก็เดินกลับทางเดิม
“ไปหาไรกินกันป่าว” วันชนะเอ่ยโดยไม่หันไปมองข้างหลัง รู้ว่าเขาเดินตาม
“ไปดิ’จารย์” คนข้างหลังรับคำ ในน้ำเสียงเหมือนไม่มีความขี้เล่นเหมือนเคย

“ไม่กินเหรอ’จารย์” บอสพูดเมื่อเห็นวันชนะนั่งเหม่อ “งั้นขอนะ”
ปากว่ามือถึง ลูกชิ้นโดนเขาคีบไปแล้ว แต่วันชนะก็ยังเฉย
“ไม่หร่อยเหรอ” เขาถาม
“เปล่า” วันชนะเหลือบตามาที่บอส
“นายยังอยากจะเรียนมัณฑณศิลป์อยู่หรือเปล่า” วันชนะพูดขึ้น
บอสไม่พูด
แต่วันชนะรู้คำตอบดี

Image


“กลับดีๆล่ะ” วันชนะกล่าวเมื่อบอสเดินมาเป็นเพื่อนถึงสถานีรถไฟฟ้า
“อย่าไปฉุดใครเขาล่ะ” เขาทิ้งท้ายกวนๆ
วันชนะแยกเขี้ยวให้ก่อนเดินขึ้นบันไดเลื่อนไป ในหัวคิดถึงวิธีที่จะช่วยบอสอยู่ตลอดเวลาจนตัวเองมายืนอยู่ปากซอยตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ จากนั้นจึงเข้าไปซื้อของในร้านสะดวกซื้อที่อยู่ตรงนั้น พอเสร็จก็เดินเข้าซอยไป
ผ่านเสาไฟฟ้าที่หลอดไฟใช้การไม่ได้มานานแล้ว โดยไม่ทันตั้งตัว เงาดำหนาๆโผล่ออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับมือเอื้อมมาล็อกที่คอของวันชนะ เขาดินโดยสัญชาติญาณแต่มือนั้นแกร่งกว่า ยิ่งดิ้นยิ่งจุกที่คอ
เป็นโชคร้ายของวันชนะ เพราะท่าทางเหม่อลอยตั้งแต่อยู่ในร้านสะดุดตาคนร้าย พอถึงที่มืดมันเลยสบจังหวะลงมือ
“เอากระเป๋าตังค์กับมือถือมา” เสียงแหบๆของมันพูดที่ข้างหู
อารามตกใจกลัวจนลนลาน วันชนะรีบทำตามที่มันว่า

พลั่ก!

อยู่ดีๆวันชนะก็หลุดจากพันธนาการ
“วิ่ง!” เสียงหนึ่งสั่ง แต่วันชนะยังยืนตะลึงอยู่
“แส่หาเรื่องนะมึง” เสียงมันโมโห
แม้จะเป็นจุดอับแสงแต่มีดที่มันชักออกมานั้นขาวปลาบ มันพุ่งเข้าหาคนที่มาช่วยวันชนะอย่างเร็ว แล้วก็กระเด็นออกมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
“มึง!” มันคำรามที่ดูเหมือนอีกฝ่ายเหนือกว่า
คราวนี้มันเปลี่ยนเป้าหมายใส่เป้านิ่งอย่างวันชนะ มีดยังกำแน่นอยู่ในมือมัน
ก่อนที่คนร้ายจะถึงตัว ร่างหนึ่งพุ่งมาขวางหน้าไว้ ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว
แสงไฟหน้ารถยนต์ที่ส่องมาเปิดทางสว่างโร่พร้อมกับแตรรถไล่ มันเห็นท่าไม่ดีเลยรีบวิ่งไป
“คุณเป็นอะไรรึเปล่า” วันชนะรู้ตัวเพราะเสียงแตร จึงรีบพาชายคนนั้นไปที่มีแสงสว่าง
“ไม่เป็นไร” เขาตอบ
“ตั้ม!”
เขามองหน้าวันชนะอึดใจ “...ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
“ละ...เลือด!” วันชนะตกใจหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นเสื้อสีขาวของนักขัตชุ่มเลือดที่หน้าอก

Image


ระหว่างไปโรงพยาบาลกับขึ้นไปดูแผลที่บนห้อง วันชนะเลือกอย่างหลัง เพราะนักขัตบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก
นักขัตนั่งอยู่ที่โต๊ะทานข้าว สายตาเขาสำรวจไปทั่วห้อง รอยยิ้มดีใจฉายออกมาแวบหนึ่งก่อนจะเก็บอาการไว้มิดชิดก่อนที่วันชนะจะเดินเข้ามา
“ถอดเสื้อนะ” วันชนะบอกแล้วจึงค่อยๆแกะกระดุมออก “เจ็บก็บอกนะ”
นักขัตนั่งนิ่ง
วันชนะพยายามควบคุมมือไม่ให้สั่นเพราะใจเขาตอนนี้มันเต้นตูมตามเหลือเกิน ภาพในอดีตประเดประดังเข้ามา สำลีชุบแอลกอฮอล์ค่อยเช็ดคราบเลือดออกจนเห็นแผลชัดเจน
นักขัตไม่ร้องแม้แต่น้อยเพราะแผลไม่ได้ลึกเท่าไร ไม่ถึงกับต้องเย็บ
“แสบรึเปล่า” วันชนะถามเมื่อเห็นนักขัตขยับอกหนีสำลี
“นิดหน่อย” เขาตอบ สายตาคมกริบจ้องวันชนะไม่ละสายตา
“ทำไมถึงทำแบบนั้น” คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบนั้นกล่าวขึ้นเมื่อวันชนะควบคุมมือไม่ให้สั่นไม่ได้ รอยกรีดยาวเกือบห้าเซนติเมตรที่อกซ้ายนั่นทำให้วันชนะมองเห็นว่านักขัตน่าสงสารเพียงไร
“อย่าทำอย่างนี้เพื่อเราอีกเลยนะ...” สิ้นคำหยดน้ำตาก็ร่วงโดนตัวคนที่มีรอยแผล แต่เจ้าของน้ำตาก็ยังปั้นหน้าเรียบเฉย
“วิน...” นักขัตจับมือวันชนะข้างที่ถือสำลีเอาไว้ “...ยังรักผมอยู่ไหม”
วันชนะหลบสายตาคมกริบนั้น ปากเม้มจนเป็นเส้นตรง
...อย่านะ...อย่า...อย่าบอก...
วันชนะไม่ได้ตอบ แต่นักขัตก็อ้าแขนกอดเขาอย่างอ่อนโยน...เหมือนที่เคยกอด

ระหว่างเขาทั้งสองคนการกลับมาเจอกันคราวนี้ทำให้สายใยบางๆเริ่มพันเกลียวหนาขึ้นๆ อดีตที่เจ็บปวดถูกวันเวลาซัดให้ซาไป วัยที่โตขึ้นก็มีส่วนทำให้พวกเขาเข้าใจอะไรมากขึ้น

...ความรักคงไม่ใช่การครอบครอง...
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post11 Mar 2008 01:21

34



“ตั้ม” วันชนะเรียกเขาด้วยเสียงที่อ่อนลง “เดี๋ยวเลือดก็ออกอีกหรอก”
“ช่างมัน” นักขัตพูดแทบจะกระซิบพลางกระชับวงแขน
จนอิ่มเอมกับความสุขถึงได้คลายออก วันชนะจึงตั้งท่าจะเอาอุปกรณ์ทำแผลไปเก็บ
“อย่าเพิ่งไปไหนเลยนะ” เขารั้งไว้
วันชนะไม่พูดอะไรแต่ก็ไม่หนีไปไหน ในใจกึ่งกล้ากึ่งสับสน เขาจะตัดสินใจอย่างไรดี
“เราไม่ไปไหนหรอก” วันชนะกล่าวก่อนจะลุกไปแล้วกลับมาพร้อมกับน้ำเย็น
“ขอบใจ” นักขัตรับน้ำแก้วนั้นมาดื่ม
“ตามเรามาเหรอ” วันชนะถามและได้คำตอบเป็นสายตาแน่วนิ่งนั้น
เงียบกันไปอึดใจ จนเมื่อวันชนะพูดขึ้น
“ตั้ม...เราไปด้วยกันไม่ได้หรอกนะ” วันชนะสบตานักขัต แต่แววตานั้นแฝงไปด้วยความอ่อนแออย่างล้นเหลือในหัวใจ
“ทำไม”

Image


“ทำไม”
นักขัตถามวันชนะด้วยสายตาเลื่อนลอย ไม่เคยคิดว่าจะได้ยินจากปากวันชนะ
...เราเลิกกันเถอะ...
“วินรักพี่ภัทร” วันชนะตอบ
นักขัตไม่มีทางได้เห็นสีหน้าเศร้าของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เพราะวันชนะหันหลังให้ และไม่รู้ด้วยว่าจิตใจของคนที่บอกเลิกก็บอบช้ำไม่น้อยกว่ากัน
วินรักพี่ภัทร...เหตุผลนี้คงไม่ต้องการคำอธิบายยืดยาวอีก
“เล่นตลกอะไรน่ะวิน ตั้มไม่เอาด้วยนะ” เขายังนึกว่าอีกฝ่ายอำเล่น
“วินไม่ได้พูดเล่นนะตั้ม” สองมือบีบกันแน่น วันชนะต้องสะกดอารมณ์ตัวเองให้ได้
“อย่างนั้นก็หันมาสิ มองตาตั้มแล้วพูด”
เนิ่นนานเหลือเกินกว่าที่เขาจะกล้าหันมาเผชิญหน้า
“เรารักพี่ภัทร” วันชนะตาแข็ง “ชัดรึยังตั้ม”
สิ่งที่วันชนะไม่เคยได้เห็นเลยวันนี้กลับได้เห็น นักขัตจ้องหน้าเขานิ่ง แววตาที่อบอุ่นเปลี่ยนไป ใบหน้าหล่อเหลานั้นเรียบเฉยอยู่บนความเศร้าโศก
น้ำตาค่อยๆไหลเป็นทาง
นักขัตร้องไห้...ก่อนจะหันหลังให้แล้วเดินจากไป
คล้อยหลัง ตาแข็งๆคู่นั้นก็ทำนบพังไปเช่นเดียวกัน ก่อนจะปาดน้ำตาออกไปจนแห้งแล้วลากกระเป๋าย้ายออกจากห้อง 609

Image


“เหตุผลก็ยังเหมือนเดิม” วันชนะเลี่ยงสายตา
นักขัตมองใบหน้านั้นเหมือนค้นหาคำตอบ ถ้าอย่างนั้นช่อดอกไม้แห้งในแจกันนั่นทำไมยังอยู่อีก ถ้าคนรับไม่มีใจ แล้วกอดเมื่อกี้...ความรู้สึกที่เจือด้วยความรักนั่นคืออะไร ถ้าคนโดนกอดไม่มีใจ...
“อย่างนั้นเหรอ...” นักขัตปลายตาไปที่ดอกไม้แห้งๆนั้น
วันชนะรู้ในทันทีว่านักขัตรู้สิ่งที่อยู่ในใจ
แต่ก็ปล่อยให้มันผ่านเลยไป

Image


“จะกลับตอนนี้จริงๆน่ะเหรอ” วันชนะท้วง
“แล้วเราอยู่ต่อได้เหรอ” เขาพูด น้ำเสียงฟังดูตัดพ้อแต่ก็ประชดอยู่ในที
ร่างสูงเดินห่างออกไปทุกที
ก่อนจะพ้นใต้ถุนอพาร์ทเมนท์
“อยู่เถอะ”
มือหนึ่งคว้าต้นแขนนักขัตเอาไว้ เขาหันมามองตาปริบๆ
“พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ” วันชนะกลัวว่าคนร้ายจะกลับมาซุ่มที่เดิม อย่างน้อยกลับตอนสว่างก็คงจะปลอดภัยกว่า

Image


“ไม่เจ็บจริงเหรอ” วันชนะมองไปที่แผลบนอกนักขัต
“นิดหน่อย” เขาตอบพลางแขวนเสื้อให้เข้าที่แล้วจึงรับผ้าเช็ดตัวจากวันชนะ
“แล้วจะอาบน้ำได้เหรอ”
“ได้สิ” เขาตอบอย่างไม่มั่นใจนักก่อนจะหันหลังให้
วันชนะลอบถอนหายใจให้กับสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำต่อไป

นักขัตนั่งนิ่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะกินข้าวปล่อยให้วันชนะใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้โดยระวังไม่ให้แผลโดนน้ำ
“ดูมีกล้ามเยอะขึ้นนะ ไปทำอะไรมา” วันชนะหาเรื่องคุยไปเรื่อยเปื่อย เพราะนักขัตเอาแต่นั่งเงียบ “สมัยก่อนมีไม่เยอะเท่านี้”
“เล่นฟิตเนสน่ะ ที่บริษัทมีให้” เขาตอบพร้อมกับสายตาสำรวจที่ทำให้วันชนะรู้สึกตัวว่าไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้เลย “วินก็ดูอวบขึ้นหน่อยนะ”
“จริงดิ” วันชนะยิ้มแหย “จะว่าเราอ้วนล่ะสิ”
“แต่ว่าแบบนี้ดีกว่านะ มันรู้สึกเต็มๆดี...เวลากอด” เขายังนั่งนิ่ง แต่คำพูดนั้นทำให้วันชนะชะงักไป เขาจงใจพูดเพื่อทดสอบปฏิกิริยาของวันชนะหรือเปล่านะ ซึ่งมันก็ได้ผล มือที่ถือผ้าชุ่มน้ำนั้นเริ่มสั่น
ที่จริงวันชนะไม่ต้องเช็ดถึงหน้าของนักขัตหรอก แต่สมาธิดูจะแตกกระเจิงไปไหนต่อไหนแล้ว มือสั่นๆของวันชนะแต้มผ้าข้าวสะอาดชุ่มน้ำเบาๆที่แก้มนักขัต เมื่อสายตาบรรจบก็เหมือนต่างคนต่างเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตในช่วงที่ไม่มีกันของแต่ละคนให้กันฟัง
นักขัตเอื้อมมือไปที่ผมวันชนะขณะที่สายตายังคงประสานกัน วันชนะเองก็เหมือนโดนมนต์สะกดให้นิ่งอยู่อย่างนั้น
“รู้สึกว่าจะมีอะไรติดผมนะ” เขาว่า แต่มือนั้นลูบผมของวันชนะเบาๆ
วันชนะปล่อยให้เขาลูบผม ทั้งที่รู้ว่าไม่มีอะไรติดอยู่หรอก ดวงตาอ่อนโยนแต้เศร้าสร้อยคู่ตรงหน้านั้นทำให้วันชนะอ่อนแอ
แล้วน้ำตาก็ค่อยๆไหลลงอย่างไม่มีข้อแม้
“ตั้ม...เรา...”
พูดได้เท่านั้นเอง นิ้วมือจากนักขัตไล้อยู่ที่เนินแก้มปาดน้ำตาออกไป
“นายคงจะลำบากใจมากเลยสินะ” เจ้าของนิ้วบนแก้มวันชนะพูดแล้วเผยรอยยิ้มเศร้า “พอแล้วล่ะ นายไปอาบน้ำเถอะ จะได้นอนพัก”
ไม่มีคำใดหลุดจากวันชนะอีก จนกระทั่งเขาลุกออกไปอย่างว่าง่าย

Image


ออกมาจากห้องน้ำก็พบนักขัตนั่งอยู่บนเตียงเรียบร้อยแล้ว เขากำลังดูรูปในอัลบั้มที่วันชนะตั้งเอาไว้ที่ชั้นข้างๆเตียง รอยยิ้มผุดขึ้นเมื่อเจอรูปสมัยเรียน
เสียงหัวเราะในลำคอดังเบาๆเมื่อเจอรูปตอนเล่นละครเวที คงเป็นเพราะงานนี้ล่ะสินะที่ทำให้คนทั้งมหาวิทยาลัยโจษจันกันไปทั่วว่าเขาเป็นแฟนกับวันชนะ และเขาเองก็ยอมรับ คิดถึงตรงนี้แล้วรอยยิ้มสดใสแย้มขึ้น แต่พอขึ้นเล่มใหม่เจอภาพแรกก็ทำให้ยิ้มนั้นเจื่อนลงทันที
รูปงานรับปริญญาที่มีหน้าของวันชนะกับภัทรติดชิดยิ้มมองกล้อง โดยมีเขาเป็นฉากหลังพร้อมช่อดอกไม้ที่ตอนนี้แห้งกรอบอยู่ในแจกัน
“ดูรูปสมัยก่อนเหรอ” วันชนะนั่งลงอีกข้าง
“อืม” เขาเปิดรูปนั้นค้างไว้
“รูปนี้...” วันชนะหยิบมาจากมือนักขัตราวกับหวงนักหนา โดยมีสายตาเจ็บปวดมองตามรูปใบนั้นไปไม่ละ
ไม่รู้สินะ วันชนะอยากบอกให้เขารู้ว่ารูปนี้พิเศษแค่ไหนถึงได้เก็บเอาไว้ที่หน้าแรก ทั้งที่เป็นรูปที่ถ่ายกับภัทรแต่ความสำคัญกลับอยู่ที่คนข้างหลังนั่นต่างหาก...เพราะเป็นรูปเดียวที่มีนักขัตในงานรับปริญญาของเขา

Image


นักขัตนอนหงายปกติขณะที่วันชนะนอนตะแคงหันหลังให้พร้อมกับเสียงถอนหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ต่างคนต่างลืมตาในความมืด คงมีเรื่องราวที่จะพูดคุยกันอยู่มาก ถ้าหากว่าใครสักคนจะเริ่มพูด แต่ทั้งคู่เลือกที่จะเงียบจนกระทั่งไม่รู้ตัวว่าหลับกันไปตั้งแต่ตอนไหน แล้วพอตื่นขึ้นมาวันชนะก็พบว่าที่นอนข้างๆนั้นว่างเปล่า กวาดตามองทั่วห้องรู้สึกบางอย่างแปลกไป

ช่อดอกไม้นั่นหายไป!

วันชนะดีดตัวจากเตียงทันที ทำไมนักขัตต้องเอามันไปด้วย ถึงเขาจะเป็นคนให้มาแต่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอามันไป
ที่ข้างๆแจกันมีโน้ตของนักขัตเขียนเอาไว้ว่า

‘ดอกไม้นี่ขอคืนนะ มันแห้งหมดแล้ว เอาวางไว้ในห้องเดี๋ยวจะเป็นภูมิแพ้’

วันชนะร้อนรนเหมือนโดนลักของสำคัญ จะออกไปตามหาก็ไม่รู้จะไปที่ไหน เบอร์ของนักขัตก็ไม่มี สุดท้ายจึงทรุดลงกับพื้นกอดตัวเองร้องไห้ เหมือนกับว่าต่อไปนี้เขาจะไม่เหลืออะไรเลยชีวิต



Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post11 Mar 2008 01:36

35



ทัศนศึกษาสิ่งแวดล้อมสัมพันธ์ครึ่งแรกผ่านไปอย่างราบรื่น สัปดาห์ต่อมาก็ถึงครึ่งหลังที่ต้องไปเขาใหญ่
เดินทางสามชั่วโมงก็มาถึงจุดหมาย นักเรียนและอาจารย์ลงเดินบนถนนก่อนถึงจุดตั้งแค้มป์ประมาณสองกิโลเมตร เพื่อจะได้สังเกตธรรมชาติไปด้วย และก็ดูเหมือนจะได้ผล นักเรียนชายที่ใช้ชีวิตอยู่แต่รูปทรงเหลี่ยมของตึกรามสูงและมลพิษในเมืองหลวงพอมาเจอรูปทรงธรรมชาติและอากาศเย็นสดชื่นในป่าใหญ่ก็ดูท่าทีที่เคยกระด้างก็อ่อนลง
“’จารย์ๆ จะเป็นตัวขวารึตัวซ้าย” บอสเดินรั้งอยู่ท้ายแถวหันมาคุยด้วย
“อะไร ตัวซ้ายตัวขวา” วันชนะงง
“นั่นไง” เขาชี้ไปที่บนต้นไม้สูง
“หือ” วันชนะมองตาม
นกเงือกเกาะนิ่งอยู่บนนั้น นักเรียนบางคนยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่าย
“ได้ยินเค้าว่านกเงือกมันจะอยู่เป็นคู่นะ” บอสยักคิ้วให้ “เอ้า พูดสิคุณจะเป็นตัวซ้ายรึขวา ส่วนผมเป็นตัวไหนก็ได้นะ” เขายิ้มเผล่
วันชนะส่งสายตาดุ บอสหุบยิ้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีหน้าเรียบๆแต่เหล่ตากวนๆมาทางวันชนะ
“ผมเป็นตัวขวาก็แล้วกัน คุณเป็นตัวซ้ายนะ” ว่าแล้วเขาก็รีบวิ่งไปรวมกลุ่มเพื่อนๆ ปล่อยให้วันชนะยิ้มให้กับความน่ารักของบอสอยู่คนเดียว
พอมาถึงจุดตั้งแค้มป์ที่ผากล้วยไม้ทุกคนก็ตกลงกันว่าใครจะอยู่เต็นท์ไหนซึ่งก่อนหน้าที่จะมาถึงมีเจ้าหน้าที่มาเตรียมให้เรียบร้อยแล้ว เอื้องทิพย์กับนุชรินทร์อยู่ร่วมกับอาจารย์ผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ส่วนวันชนะเศษอยู่คนเดียวเลยได้อยู่คนเดียว ทีแรกจะให้เอื้องทิพย์หรือนุชรินทร์นอนจะได้สบายกว่า แต่ทั้งคู่ก็ไม่อยากอยู่คนเดียวบอกว่ากลัวผีมุดเต็นท์

Image


หลังจากทานข้าวเที่ยงเรียบร้อย นักเรียนทุกคนก็มาเข้าแถวเพื่อรอขึ้นรถไปยังน้ำตกเหวนรกอันเป็นเป้าหมายในวันนี้
จนถึงจุดที่ต้องลงจากรถเพื่อเดินเข้าไปยังน้ำตกด้านใน นักเรียนจึงเดินไปเป็นกลุ่มๆ โดยมีเสียงคอยเตือนว่าอย่าออกนอกเส้นทางเป็นเด็ดขาด ดังนั้นแทนที่จะเพลิดเพลินกับธรรมชาติเหมือนพวกเด็กๆ เหล่าอาจารย์ต้องคอยสำรวจความปลอดภัยในเรื่องนี้ไปในตัวด้วย
ป่าดงพงไพรดูจะเข้ากันได้ดีกับเด็กจากในเมือง เดินชื่นชมธรรมชาติที่เคยเห็นแต่ในหนังสือไปตามทางจนมาถึงน้ำตกเหวสุวัต พักเล่นน้ำสักครู่เดียวก็เดินต่อไปยังน้ำตกใหญ่เป้าหมาย
น้ำตกเหวนรกชั้นแรกสูงเกือบหกสิบเมตรชันเก้าสิบองศา วันชนะต้องคอยระวังนักเรียนเป็นพิเศษเพราะมองลงไปข้างล่างแล้วน่าหวาดเสียว ยังดีที่ช่วงนี้ยังไม่ใช่ฤดูน้ำหลากแต่ก็ยังไม่วางใจนัก เกิดมีใครพลัดตกลงไปคงรับผิดชอบกันไม่ไหวแม้ว่าข้างล่างจะมีน้ำรองรับแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นพอถ่ายรูปกันเสร็จจึงรีบไล่นักเรียนให้ออกห่างจากจุดอันตราย จนได้เวลากลับนั่นแหละวันชนะจึงได้คลายความกังวลลงไปบ้าง
ขากลับไม่เหนื่อยเหมือนขามา จึงเดินกันแบบสบายๆ จนมาพักเหนื่อยอยู่ที่น้ำตกเล็กๆที่ตอนขามาไม่ได้สนใจเท่าไรนัก
“’จารย์ๆ มาเล่นน้ำด้วยกันดิ” เสียงคุ้นเคยเรียกวันชนะ มองไปก็เห็นเด็กผู้ชายเล่นน้ำกันสนุกสนานจนตัวเปียกหัวเปียก
“มีปลาด้วยนะ’จารย์ เนี่ยมันตอดขาผมด้วย” บอสทำหน้าทะเล้น
“จริงดิ ไหนดูซิ” วันชนะชะโงกหน้าลงไปดูในสายน้ำใส ขณะที่บอสก็เดินเข้ามาใกล้พร้อมถกขากางเกงบอลขึ้นให้วันชนะเห็นชัดๆว่ามีปลาตัวเล็กๆรุมตอดขาเขาอยู่
“เห็นแล้วๆ ไม่ต้องถกขากางเกงก็ได้” วันชนะวิดน้ำใส่
“แหม ‘จารย์ก็ คนอยากจะโชว์อ่ะ” เขาสวนหน้าทะเล้น
“ขนขามันไม่น่ามองหรอกนะ” วันชนะวิดน้ำใส่อีกก่อนจะพับขากางเกงขึ้นแล้วนั่งลงที่ก้อนหินแล้วแช่ขาลงน้ำ
“เย็นดีจัง”
“ว่าแต่เขา ตัวเองก็ขนขาเยอะใช่ย่อย” บอสว่าแล้วผละไปเล่นกับเพื่อนๆ

วันชนะปล่อยอารมณ์ไปกับสายลมเย็นๆที่พัดพา สายน้ำเย็นๆที่ลูบไล้เท้าช่วยให้ผ่อนคลาย ท่ามกลางป่าเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบเขียวขจีและแสงแดดที่ลอดผ่านลงมาเป็นภาพที่น่าดูที่สุด หากในกรุงเทพมีต้นไม้เพิ่มมากขึ้นผู้คนคงจะมีจิตใจอ่อนโยนได้มากขึ้นกระมัง
กลับมาที่แค้มป์ราวห้าโมงเย็น หลังจากนับจำนวนสมาชิกว่าครบแล้วก็ปล่อยนักเรียนกลับเต็นท์ของตัวเองเพื่อให้เวลาไปอาบน้ำและทำธุระส่วนตัวก่อนจะกลับมารวมแถวอีกครั้งตอนหนึ่งทุ่มเพื่อจะรับข้าวกล่องแล้วขึ้นรถส่องดูสัตว์หากินกลางคืน
ยิ่งค่ำอากาศที่ชื้นๆเปลี่ยนเป็นหนาวเย็นขึ้นทันที ทั้งครูและนักเรียนจึงสวมเสื้อกันหนาวกันเพียบพร้อม
เสียงอาจารย์สาวคุยกันดีอกดีใจอะไรสักอย่างดังมาจากเต็นท์ข้างๆ วันชนะจึงเดินเข้าไปหา ยังไม่ทันจะถึงตัวนุชรินทร์กับเอื้องทิพย์ก็หันมาทางคนที่กำลังเดินมาสมทบ
“นั่นไงคะ พูดถึงก็มาพอดี” เอื้องทิพย์ว่า
“เรียกผมเหรอครับ” วันชนะยิ้ม แต่แล้วก็ยิ้มค้างเพราะปั้นหน้าอย่างอื่นไม่ถูกเมื่อเห็นคนที่ยืนคุยอยู่ด้วยในวงนั้นคือนักขัต!
“ม...มาได้ไง” วันชนะออกอาการแปลกใจมากกว่าตกใจ แล้วเรื่องที่เขาขโมยช่อดอกไม้ไปก็ผุดขึ้นมากวนอารมณ์ให้ขุ่น
“เราชวนเองแหละ” นุชรินทร์ตอบแทน
“ผมอยากมาพักผ่อนน่ะ พอดีที่คุณนุชชวนด้วย ผมก็เลยมา” เขาพูดเสียงเรียบ
วันชนะรับรู้ นุชรินทร์เอ่ยชวนตั้งแต่คราวก่อน แต่ก็ไม่แสดงออกไปมากกว่าอาการเรียบเฉย
นักเรียนตั้งแถวเป๋ๆเพราะเล่นกันไปด้วยพร้อมอยู่แล้ว อาจารย์สาวอีกคนหนึ่งจึงให้สัญญาณเดินไปขึ้นรถกระบะที่มีกรงยกสูงขึ้นมากันตก
“คุณตั้มก็ไปด้วยกันสิคะ” นุชรินทร์เอ่ยชวน โดยมีเอื้องทิพย์สนับสนุน
“จะดีเหรอครับ” เขาพูดเหมือนลังเลแต่ท่าทางเตรียมพร้อมจะไปด้วย
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” นุชรินทร์คอนเฟิร์ม

ด้วยเหตุนี้นักขัตจึงเข้าร่วมกิจกรรมไปด้วยที่ตอนหลังรถกระบะคันหนึ่ง โดยที่สองสาวแยกไปอยู่อีกมุมปล่อยให้วันชนะต้องคอยทำหน้าที่เทกแคร์แขกคนนี้ไปโดยปริยายเพราะเป็นผู้ชายสองคนถ้าไม่รวมพวกนักเรียนอีกสี่ห้าคนที่มารถคันเดียวกัน
แต่ว่าการ ‘เทกแคร์’ ของวันชนะคือการเงียบและไม่สนใจ ‘แขก’ ที่ได้รับเชิญ นักขัตเองก็ยอมรับการต้อนรับนั้นด้วยการเงียบเช่นกัน จนรถวนกลับมาที่ผากล้วยไม้อีกครั้งทั้งสองก็ยังไม่ได้คุยกันแม้สักคำ สำรวจว่ากลับมาหมดทุกคนแล้วจึงแยกย้ายกันไปนอน
เต็นท์ของนักเรียนกับอาจารย์ก็อยู่ติดกันไม่ได้แยกออกไป ตลอดทั้งคืนมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานคอยตรวจตราความเรียบร้อยอยู่แล้วจึงไม่น่าห่วงเท่าไร เดินกลับมาที่เต็นท์ของตัวเองทุกคนก็แยกย้ายกันเข้านอนโดยวันชนะไม่ทันสังเกตว่านักขัตที่เดินตามมาด้วยกันหายไปทางไหนแล้วก็ไม่รู้
อากาศข้างนอกหนาวเย็นมาก แม้จะอยู่ในเต็นท์ก็ช่วยได้ไม่เท่าไร วันชนะนอนห่อตัวอยู่ในถุงนอนที่ไม่หนาเท่าไรนัก เสียงนักเรียนหยอกเล่นกันเฮฮาดังแว่วแต่สักพักก็เงียบไป กลางป่าเขายามนี้ได้ยินเพียงเสียงแมลงและเสียงลมหนาวพัดยอดไม้ไหว ความเพลียจากกิจกรรมตลอดวันทำให้เขาหลับสนิทอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว...

...วันชนะพยายามกระดิกตัวหลังจากหลับไปได้ราวสามชั่วโมงเพราะรู้สึกอึดอัด หลังจากพยายามพลิกตัวได้แล้วลืมตาขึ้นในความสลัวก็ต้องตกใจจนเกือบหลุดเสียงเมื่อพบว่ามีอีกคนนอนกอดเขาอยู่

“อืมม...” นักขัตครางในลำคออย่างคนหลับสบายโดนรบกวน
วันชนะพยายามแกะมือนั้นออกเบาๆ เพื่อไม่ให้เขารู้ตัว ในใจนึกโทษเขาไปว่าถ้าเป็นแบบนี้ไปจนเช้าแล้วหากมีคนมาพบเข้าคงไม่ดีแน่
“ฮื่ออ...” เขาครวญอย่างขัดใจพลางขยับมือกอดแน่นขึ้นอีก
วันชนะเลยดิ้นแรงขึ้นหวังจะให้เขารู้ตัว
“อย่าดิ้นสิ” คนหลับตาพริ้มพูดขึ้นเบาๆ
“ทำอย่างนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวใครมาเห็นเข้า” วันชนะดิ้น พูดแทบกระซิบแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สนใจที่วันชนะพูด
“ไม่ได้นะ กลับไปนอนที่เต็นท์ของนายเลยนะ” วันชนะเอ็ดเสียงแข็งขณะที่มือก็ดันเขาให้ออกห่าง
“อย่าผลักไสผมได้มั้ย...หลังจากนี้คงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว” เขาพูดอย่างเอื่อยอ่อย
วันชนะค่อยๆเห็นเขาลืมตาขึ้น สายตานั้นไม่ได้โกหก และเพราะสายตานั้นจึงทำให้คำขอร้องของเขาเป็นผล วันชนะหยุดมือที่ดันเขา ทั้งที่อยากถามว่าทำไมแต่เขาเลือกที่จะปิดปากตัวเอง ปิดหัวใจไม่รับฟัง เขากอดวันชนะอยู่อย่างนั้นจนเมื่อเกือบเช้าเขาก็หอมแก้มวันชนะอย่างนุ่มนวล อย่างแสนรัก ก่อนจะลุกออกไปจากเต็นท์

ไม่รู้สินะ ทุกทีก่อนจากกันวันชนะก็ยังมีความรู้สึกว่าจะต้องได้เจอกับเขาอีก แต่คราวนี้ต่างออกไป
รู้สึกเหมือนว่า ถ้าจากกันคราวนี้ คงจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว


Image


“’จารย์ๆ วันนี้มีโปรแกรมไรมั่งอ่ะ” บอสถามขณะที่ปากก็เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ
วันชนะที่ดูเหมือนเอาแต่เหม่อลอยจึงสะดุ้งนิดหน่อยเมื่อบอสเริ่มสะกิดเพราะถามหลายครั้งวันชนะก็ไม่รู้ตัว
“’จารย์เป็นไรอ่ะ” เขานิ่วหน้า
“เปล่า มีอะไรบอส” วันชนะจึงค่อยหันมา
“วันนี้เค้าทำไรกันมั่งอ่ะ” เด็กหนุ่มทวนอีกครั้ง
“ก็ วันนี้มีเดินป่า” วันชนะตอบอย่างคนเพิ่งเรียกสติกลับมา
“’จารย์แปลกๆไปนะ” บอสว่า
ยังไม่ทันได้คุยกันต่อ นุชรินทร์ก็เดินมาหาวันชนะ...มาพร้อมกับนักขัต
วันชนะรีบเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองทันที จนบอสเห็นความผิดปกติแต่เด็กหนุ่มก็ได้แต่ลอบสังเกตโดยไม่ซักไซ้อะไรออกไป
สักพักเอื้องทิพย์กับอาจารย์ผู้หญิงอีกคนก็เดินมาสมทบ บอสเลยปลีกตัวออกไปแต่เด็กหนุ่มก็พอจะเห็นความผิดปกติที่วันชนะมีต่อผู้ชายแปลกหน้าอีกคน
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post11 Mar 2008 01:42

อันนี้ update สุดแล้วนะครับ
จะพยายามจบบริบริบูรณ์ในเร็ววันครับ


:smile1:
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post11 Mar 2008 08:17

umm ขอบคุณฮะที่มีนิยายน่าติดตามแบบนี้มาให้อ่าน เสียน้ำตาไปหลายหยดฮ่าๆ T_T
prophycy
อนุบาล อนุบาล
Posts: 68
Joined: 11 Mar 2008 08:15

Re: แค่มีนาย

Post11 Mar 2008 11:53

ชอบนิยายเรื่องนี้จังครับ
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post12 Mar 2008 03:22

เออ ถึงไหนแล้วนิ
ทำงานแหละ
555++ ยังไม่ได้
ว่าแต่ปลื้ม ชื่อ นิติกับต้นน้ำมากกว่าอ่ะ แก
:greez:
Image
I will ++ Fly to The Sky ++
User avatar
bubblebom
อนุบาล อนุบาล
Posts: 96
Joined: 31 Dec 2007 20:08

Re: แค่มีนาย

Post12 Mar 2008 08:48

มาแล้ววววววววววว
นักขัต จะไปไหนอีกเนี่ยยยยย :clap: :clap:
Iba
อนุบาล อนุบาล
Posts: 62
Joined: 04 Jan 2008 10:31

Re: แค่มีนาย

Post12 Mar 2008 09:33

อ่านไป น้ำตาซึมไป ... เห้อ T_T
" สักว่ารู้ สักว่าเห็น ดูเล่นๆ ด้วยใจที่เป็นกลาง "

User avatar
น้องน้อยหน่า
ปริญญาโท ปริญญาโท
Posts: 2673
Joined: 04 Jan 2008 18:01

Re: แค่มีนาย

Post15 Mar 2008 03:14

36



หลังจากทานอาหารเช้ากันแล้ว นักเรียนก็ถูกแบ่งเป็นสามกลุ่มเพื่อเดินป่าตามเส้นทางที่จะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานและอาจารย์เดินทางไปด้วย ทั้งสามกลุ่มใช้เส้นทางเดียวกันแต่เวลาออกสตาร์ทต่างกันเพราะนักเรียนจำนวนเยอะเกินไปก็จะดูแลได้ไม่ทั่วถึง
กลุ่มแรกมีเอื้องทิพย์ไปด้วย ส่วนนุชรินทร์นั้นออกตัวขอบายกิจกรรมนี้ตั้งแต่ก่อนมาแล้ว หล่อนจึงขอนั่งปิกนิกชมธรรมชาติบริเวณใกล้ๆแถวที่พัก ทีแรกหล่อนชวนเอื้องทิพย์ให้อยู่ด้วยกัน แต่ด้วยนิสัยลุยๆของเพื่อนหล่อนจึงไม่อาจดึงตัวเอาไว้ได้
กลุ่มที่สองมีวันชนะไปด้วย ทั้งที่จริงเขาต้องไปกับกลุ่มที่สามต่างหาก แต่เพราะทนบอสรบเร้าให้ไปกับกลุ่มของเขาด้วยไม่ไหว เลยจำต้องขอสลับกับอาจารย์ท่านอื่น
“โหย ’จารย์น่ารักที่สุดเลย” ว่าแล้วก็วิ่งไปรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ปล่อยให้วันชนะถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับความเอาแต่ใจของบอส
คงจะมีใครกล้าขัดหรอก ก็เป็นลูกของเจ้าของโรงเรียนนี่นะ

“ขอโทษครับ ผมยังมาทันอยู่ไหมครับ” นักขัตวิ่งมาสมทบ ทำท่ากระหืดกระหอบ
“ไม่ทันกลุ่มของทิพย์แล้วล่ะค่ะ” นุชรินทร์บอกแล้วจึงเสนอว่า “ไปกับวินสิคะ”
“เหรอครับ” นักขัตหันหน้ามาทางวันชนะ แล้วค่อยหันไปถามนุชรินทร์ “แล้วคุณนุชไม่ไปด้วยหรอกเหรอครับ”
“งานนี้ขอบายค่ะ เดี๋ยวจะไปเป็นภาระให้นักเรียนลากกันออกจากป่าเสียเปล่าๆค่ะ แหะ แหะ” หล่อนยิ้มเจือหัวเราะ
คุยกันไม่นานก็ถึงเวลาที่กลุ่มที่สองต้องออกเดินทาง
“ขอให้สนุกนะคะ” นุชรินทร์อวยพรตามหลัง โดยมีนักขัตหันมาโบกมือให้

Image


หัวแถวคือเจ้าหน้าที่ของอุทยานที่คุ้นเส้นทางและเป็นคนบรรยายไปด้วยเมื่อเจออะไรน่าสนใจอย่างเช่นต้นไม้แปลกๆหรือร่องรอยของสัตว์ป่า หนทางบางครั้งเป็นทางเรียบบางครั้งก็ต้องปีนขึ้นที่ชันแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี จนมาถึงลำธารที่น้ำไหลแค่เข่า มีลำต้นไม้ใหญ่พาดให้ข้ามไปอีกฝั่ง นักเรียนบางคนก็เลือกที่จะกระโดดลงไปเดินลุยน้ำข้างล่าง พลางเล่นกันไปด้วย

“’จารย์ ไม่ลงมาเล่นน้ำเหรอ” บอสพักแช่ขาในน้ำอยู่ข้างล่าง
“ไม่เอาล่ะ เล่นไปเถอะ” วันชนะเดินบนสะพานต้นไม้คุยลงไปหา
แต่เพราะว่าไม่ได้มองทางข้างหน้าไปด้วย เลยเหยียบเท้าพลาด

“อ๊ะ!”

ไม่ใช่แค่วันชนะคนเดียวที่ตกลงไปเล่นน้ำข้างล่าง เพราะถึงแม้คนที่เดินตามหลังมาเงียบๆตลอดทางจะคว้าตัวเอาไว้ได้ แต่ทั้งคู่ก็ไม่รอดชะตากรรมที่จะต้องเปียกปอน
แม้น้ำจะตื้นแค่เข่าแต่เพราะกอดกันตกลงไป ทั้งนักขัตและวันชนะจึงถึงพื้นด้วยท่านอนและคนที่จมอยู่ข้างล่างคือนักขัต
“อ้าว! ’จารย์” บอสหันมาทำหน้าแบบว่ารับสถานการณ์ไม่ทัน
วันชนะค่อยๆลุกขึ้นก็พบว่ามีสายตาหลายคู่มองมาทางเขาอย่างขำๆ ก็ท่าที่ค้างอยู่มันตลกน้อยเสียเมื่อไรล่ะ งานนี้ได้อายนักเรียนทั้งกลุ่ม
“ไหนบอกไม่อยากเล่นน้ำไง’จารย์” บอสหัวเราะ
วันชนะพูดไม่ออกและก็ไม่อยากเล่นด้วยกับคำพูดของเด็กหนุ่มจึงหันไปหาคนที่โดนทับอยู่ข้างล่าง
“เป็นไรป่าวตั้ม” วันชนะถาม
“ไม่เป็นไร” เขาตอบเสียงเรียบๆ
นักขัตเปียกทั้งตัวแต่วันชนะเปียกแค่บางส่วนเท่านั้น พอลุกขึ้นได้วันชนะก็ยื่นมือให้เขาจับลุกขึ้น โดยมีสายตาสังเกตสังกาของบอสคอยจับจ้องอยู่ตั้งแต่วันชนะเรียกชื่อ ‘ตั้ม’ แล้ว
พอขึ้นจากน้ำทุกคนก็เดินทางต่อ ไม่นานก็มาถึงจุดพักทานอาหารกลางวันซึ่งเป็นทุ่งโล่งและมีหอสังเกตการณ์สูงราวยี่สิบเมตร พอทานเสร็จนักเรียนก็ทยอยกันขึ้นไปเล่นบนหอ ลมเย็นๆก็พอทำให้คลายเหนื่อยล้าไปได้ จากนั้นจึงออกเดินทางต่อ

Image


กลับเข้าสู่ป่าอีกครั้ง ทางเดินบางครั้งก็ลื่นเพราะเป็นที่ชันและมีลักษณะเป็นดินที่โดนน้ำค้างตั้งแต่เมื่อคืน จึงไม่แปลกใจเท่าไรที่จะมีนักเรียนลื่นไถลอยู่ตลอดเส้นทาง แต่ก็ไม่เป็นปัญหาเพราะนิสัยลิงทโมนของเด็กหนุ่มคู่กับการผจญภัยอยู่แล้ว พอมาถึงทางชันที่ต้องเดินลงไปทุกอย่างดูจะราบรื่นถ้าหากว่าวันชนะจะไม่ลื่นหน้าคะมำกับพื้น มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ท้ายแถวที่หันมาสนใจซึ่งก็คือบอสและคนท้ายแถวสุดอย่างนักขัตเท่านั้นเอง

“โอย...” วันชนะโอด

พอเงยหน้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ คนที่เข้ามาช่วยก็อดขำแทบไม่ทัน เพราะบัดนี้ใบหน้าของวันชนะเต็มไปด้วยโคลน แต่เป็นนักขัตที่สังเกตเห็นว่ามีสีส้มๆติดอยู่ที่มุมปากของวันชนะด้วยแต่ก็ไม่ได้เอะใจสงสัยอะไร มือคว้าผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าออกมา ถ้าวันชนะไม่เอ่ยขอบใจแล้วรับมาเสียก่อนนักขัตก็คงจะเช็ดให้เองไปแล้ว
“หือ อะไรเนี่ย สีส้มๆ” วันชนะนึกสงสัยสิ่งแปลกปลอมที่ติดมากับผ้าเช็ดหน้า พอก้มไปดูร่องรอยหน้าไถพื้นของตัวเองก็เห็นว่าเป็นเห็ดกลุ่มหนึ่งที่มีสีสันแสบตา
พอเห็นว่ากลุ่มทิ้งห่างออกไปพอสมควรวันชนะก็รีบเดินตามไปสมทบ อย่างหนึ่งก็เพื่อกลบเกลื่อนความเปิ่นของตัวเอง

“ป่ะ บอส” วันชนะดันต้นแขนเด็กหนุ่ม แต่ไม่ได้กล่าวอะไรกับนักขัต เพราะถึงอย่างไรเขาก็เดินรั้งอยู่ท้ายสุดอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่าที่อยากจะมาด้วยเนี่ยมาเพื่ออะไร คุยอะไรก็ไม่เห็นคุย
ถ้าวันชนะหันมามองคนที่โดนทิ้งเหมือนเป็นคนนอกในตอนนี้เขาก็คงจะเห็นแววตาปวดร้าวไหววูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม
เดินต่อมาได้สักพักก็ดูเหมือนป่าจะเย็นขึ้นอีก ดูทึบขึ้นอีก แต่หัวแถวเป็นคนชำนาญพื้นที่ก็คงไม่น่าห่วงอะไร และพวกเขาก็เดินตามรอยของคนที่เคยเดินในป่านี้มาก่อน การเดินทางครั้งนี้จึงไม่มีอะไรน่ากลัว...

...ถ้าวันชนะจะไม่ผิดปกติไป เมื่ออยู่ดีๆเขาก็เดินออกนอกเส้นทางไปคนเดียว!

Image


แสงวูบวาบมลังมเลืองสีเขียวมรกตปนสีทองที่ไหววูบลับหลังต้นไม้ใหญ่สร้างความแปลกใจและสงสัยให้วันชนะเป็นอย่างมาก บางครั้งรอบตัวเหมือนจะสว่างขึ้น แต่บางครั้งแสงรอบตัวก็หรี่ลงเป็นสลัวๆ เสียงแปลกๆดังอยู่ในหูตลอดเวลาขณะที่เขาก็ยังได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงตลอดเวลา เท้าทั้งสองเหมือนจะไม่ได้ฟังคำสั่งของตัวเอง มันยังคงพาวันชนะเดินหน้าไปเรื่อยๆ...
อย่างตุปัดตุเป๋!

“วินๆๆ!” เสียงเรียกตามหลังนั้นไม่ได้ส่งเข้าไปถึงโสตประสาทแต่อย่างใด


นักขัตพอเห็นว่าวันชนะเดินออกนอกทางไปก็นึกว่าคงจะไปหาสุมทุมพุ่มไปเพื่อถ่ายเบา จึงได้ยืนรออยู่ที่เดิม ส่วนบอสพอหันมาเห็นแต่นักขัตยืนอยู่ก็เดินกลับมาสมทบ
“’จารย์ล่ะครับ” บอสถาม
“คงจะไปฉี่ล่ะมั้ง” นักขัตชำเลืองตาไปทางที่วันชนะเพิ่งเดินหายไป
“ครับ” บอสรับคำ
แล้วทั้งสองก็ไม่ได้คุยกันอีก
นาน...จนนักขัตเริ่มผิดสังเกต จึงเดินเข้าไปใกล้ทางที่วันชนะเดินเข้าไป ปากก็เรียกชื่อแต่ไม่มีการขานรับ เขาจึงเดินตามไปเรื่อยๆ ส่วนบอสก็เริ่มผิดสังเกตขึ้นมาด้วยแต่ก็ลังเลเพราะกลุ่มเดินห่างออกไปไกลมากแล้ว
สุดท้ายเด็กหนุ่มก็มองรอบตัวเพื่อจดจำสภาพแวดล้อมก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามนักขัตไป โดยลืมแม้แต่จะร้องเรียกเพื่อนสักคน...

Image


เห็ดพิษ ส่วนใหญ่จะมีสีสันฉูดฉาด บางชนิดมีฤทธิ์ร้ายแรงมากจนถึงขั้นเสียชีวิต บางชนิดก็ทำให้แค่เห็นภาพหลอนหรือมึนเมา
ถ้าตอนที่วันชนะหน้าคะมำใส่เห็ดพิษนั้นมีหัวหน้ากลุ่มที่เป็นคนชำนาญพื้นที่อยู่ด้วยเขาอาจจะรู้ตัวเร็วกว่านี้และหาทางแก้ไขได้ก่อน
แต่ว่าไม่เป็นอย่างนั้น
เพราะตอนนี้วันชนะเดินออกนอกเส้นทางไปเรื่อยๆ
เสียงเรียกดังตามหลังแต่ฤทธิ์หลอนประสาทนั้นกลบเสียงของนักขัตไปหมดสิ้น!

กอหวายข้างหน้าขวางทางเดินเอาไว้ แต่ดูเหมือนวันชนะจะไม่เกรงต่อหนามของมันเลยแม้แต่น้อย เขายังคงสืบเท้าเข้าหา
“วินๆ” เสียงเรียกดังอยู่ที่หลัง พร้อมกับมือใหญ่ฉกเข้าจับที่ต้นแขนเอาไว้ได้
นักขัตจับร่างที่เหมือนคนเมาเหล้าให้หันมาก็พบสภาพตาปรือๆกับหัวโงนเงนไปมาของวันชนะ
“วินๆ” เขาเขย่าร่างในมือ “เป็นอะไรไป”
“’จารย์ๆ” บอสตามมาติดๆ
“เขาเป็นไรไปครับ” เด็กหนุ่มถามอย่างห่วงใย
นักขัตไม่ตอบ แต่เขากำลังคิดถึงสาเหตุ ตอนแรกนึกถึงอาถรรพ์ของป่า ของสิ่งลี้ลับ แต่ฉับพลันภาพกอเห็ดสีส้มนั้นก็ผุดขึ้นมา เขาถึงกับหน้าถอดสี

“เห็ดพิษ!”



Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post15 Mar 2008 14:22

เอามาลงเพิ่มอีกเยอะๆ นะคร๊าบบ :rat:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post15 Mar 2008 14:41

ชอบเรื่องนี้มากเลยค่ะ ตามอ่านจากเวปอื่นที่มีน้องขอเอาไปแปะไว้อ่ะหน่ะค่ะ

มาเจอในนี้ดีใจมากมายรีบสมัครมารีพลายให้เลย :greez:

ปล ภาคสองนี่กระชากใจแทบทุกตอนเลย เศร้าจัง :cry:
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: แค่มีนาย

Post15 Mar 2008 23:29

ตามอ่านอยู่นะครับ
มาให้กำลังใจ
User avatar
Musci
อนุบาล อนุบาล
Posts: 90
Joined: 30 Dec 2007 07:16

Re: แค่มีนาย

Post17 Mar 2008 02:42

37



นักขัตพาร่างที่ไร้สติของวันชนะไปนั่งตรงโคนต้นไม้ใหญ่โดยมีเด็กหนุ่มที่ตามมาทีหลังคอยช่วยเหลือ
เท่าที่ดูจากอาการแล้วนักขัตคิดว่าเห็ดนั่นคงทำให้เมามากกว่าอาการร้ายแรงอย่างอื่น แต่ก็ไม่วางใจเสียทีเดียวนัก

“เขาจะเป็นอะไรมากมั้ยครับ” เด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆเอ่ยถาม
“ผมก็ยังไม่รู้เหมือนกัน” นักขัตตอบด้วยสีหน้าที่ยังไม่คลายกังวล
“ผมว่า...คุณปล่อยเขาก่อนดีมั้ยครับ” บอสว่า เพราะเห็นชายหนุ่มกอดวันชนะไม่ปล่อย “เขาน่าจะอึดอัด”
จบคำของบอสร่างในอ้อมแขนของนักขัตก็ลุกพรวดพร้อมกับอาเจียนออกมา นักขัตล้วงขวดน้ำออกมาจากเป้สะพายขณะที่มืออีกข้างก็ลูบหลังวันชนะไปด้วย จนบอสรู้สึกว่าเขาเหมือนเป็นส่วนเกินยังไงไม่รู้ เพราะโดนนักขัตแย่งทำหมดทุกอย่าง ส่วนวันชนะพออ้วกเสร็จก็หงายหลังกลับมานอนในแขนนักขัตตามเดิมแต่ก็ยังคงสีหน้าบิดเบ้เอาไว้
“ผมว่าเราค่อยๆพาเขากลับไปทางเดิมกันเถอะครับ” บอสเสนอ เพราะความมืดเริ่มจะโรยตัวมาครอบคลุม ว่าพลางหันซ้ายหันขวาแล้วก็งงว่าทางไหนคือทางกลับ เด็กหนุ่มพยายามสำรวจรอบๆตัวว่าร่องรอยตอนมา มาจากทางไหนแต่ก็จนใจเพราะตอนเข้ามาฉุกละหุกมากจนไม่ได้สังเกตอะไร ยิ่งตอนนี้แสงสว่างลดน้อยลงก็ยิ่งยาก ยิ่งดูสัญญาณมือถือที่ไม่เหลือสักขีดก็เริ่มใจหาย
“ผมว่าตอนนี้ข้างนอกคงจะรู้แล้วล่ะว่าพวกเราหายไปจากกลุ่ม ยิ่งเดินออกจากจุดนี้ไปก็ไม่แน่ว่าเราจะหลงลึกเข้าไปอีกรึเปล่าทางที่ดีเราอยู่ที่เดิมดีกว่านะ” นักขัตพูด
“แต่ว่าที่นี่มัน...” เด็กหนุ่มนึกจะแย้งเพราะป่าเริ่มจะมืดขึ้นทุกที แต่พอนึกตามที่เขาว่าก็เห็นด้วยจึงหยุดความคิดที่จะไปตายเอาดาบหน้า
“ดูเขาทีนะ” นักขัตค่อยๆยกร่างของวันชนะให้เด็กหนุ่มช่วยรับไป จากนั้นจึงลุกออกไปหาเศษไม้เล็กๆกับใบไม้แห้งแถวๆนั้นแล้วจึงกลับมาเคลียร์พื้นที่ให้โล่งเพื่อก่อไฟ
ไฟกองเล็กๆแต่ช่วยให้อุ่นใจได้มาก อย่างน้อยก็คงจะกันพวกแมลงได้ล่ะนะ ถ้าไม่นับพวกเสือสิงห์ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะกลัวไฟกองนี้หรือเปล่า
“ดื่มก่อนสิ” นักขัตยื่นเครื่องดื่มชูกำลังให้เด็กหนุ่มขวดหนึ่ง “ดูท่านายจะเพลียนะ หิวรึเปล่า ผมยังพอมีขนมเหลือสองสามถุง”
บอสรับขวดเครื่องดื่มมาแต่ยังไม่ได้ดื่มในทันที

“คุณเป็นแฟนเก่าเขาเหรอ” คำถามตรงๆนั้นทำให้นักขัตหยุดเอาไม้เขี่ยไฟ
สายตาหม่นๆเหมือนคนไม่มีความสุขในชีวิตค่อยเลื่อนมามองหน้าเด็กหนุ่ม เสียงฟืนแตกดังเปรี๊ยะก่อนที่ชายหนุ่มจะโยนเศษไม้นั้นเข้าไปในกองไฟ
“มันเป็นอดีตไปแล้ว” เขาตอบเรียบๆก่อนจะพ่นลมหายใจยาว “เขาไม่ได้รักผมแล้วล่ะ”
แล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก คงมีแต่เสียงประกายไฟแตกดังเปรี๊ยะ เสียงแมลงดังจากทุกทิศ เสียงสัตว์ป่าดังแว่วๆกับเสียงสายลมพัดผ่านเบาๆ
“ขอโทษฮะ เพียงแต่ผมอยากรู้ว่า...ทำไม...” เด็กหนุ่มเปิดการสนทนาอีกครั้ง
“เขารักคนอื่น” คู่สนทนาตอบอย่างไม่ปิดบัง “อีกคนเขาหล่อกว่า รวยกว่า ดีกว่าผมทุกอย่าง...”
พูดจบเขาก็รู้สึกผิด เพราะถึงยังไงเขาก็ไม่ควรดูถูกวันชนะอย่างนั้น
“ผมว่าอาจารย์ไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอกครับ” บอสนึกไปถึงวันนั้น วันที่เขากอดวันชนะเอาไว้แต่วันชนะกลับเรียกชื่อคนอื่นออกมา มันเป็นชื่อของคนที่กำลังอยู่ตรงหน้าเขานี่เอง เรื่องราวก่อนหน้านี้ของทั้งสองคนเป็นอย่างไรเขาไม่รู้ หากแต่เชื่อเหลือเกินว่าอาจารย์ของเขายังรัก ‘คนรักเก่า’ อยู่

แปลก...ที่เด็กหนุ่มไม่รู้สึกต่อต้านกับนักขัตเลย ไม่รู้ว่าเพราะภาพความสัมพันธ์ตรงหน้านั้นน่าสงสารจับใจหรือเพราะทั้งคู่เหมาะสมกันมากกว่าที่จะแทนที่ด้วยตัวเขาเองหรือคนอื่น หึ...เขาเคยคิดว่าสักวันเมื่อเขาโตขึ้นมากกว่านี้ เขาจะพยายามทำให้วันชนะรักเขาให้ได้ เขาอยากจะเปลี่ยนสรรพนามจาก ‘’จารย์’ หรือ ‘คุณ’ เป็นเรียก ‘วิน’ ได้อย่างเต็มปาก
“พี่ชื่อตั้มใช่รึเปล่าครับ” เด็กหนุ่มถาม หากแต่ก่อนที่จะถามเหมือนเขาได้ตัดสินใจอะไรบางอย่าง เขายอมรับตัวเองว่าไม่มีทางที่จะทำตัวโตเป็นผู้ใหญ่อย่างที่วันชนะชอบไปได้มากกว่าคนที่กำลังคุยอยู่ได้ จึงเรียกนักขัตว่า ‘พี่’

“ใช่ครับ” นักขัตยิ้มเอ็นดู
“อาจารย์ยังรักพี่อยู่นะครับ” พูดจบเด็กหนุ่มก็ถือวิสาสะค่อยๆล้วงสร้อยคอที่วันชนะสวมอยู่เป็นประจำออกมา ล็อกเก็ตเงินสะท้อนแสงไฟวูบวาบราวกับพร้อมจะบอกเล่าเรื่องราว
“สร้อยเส้นนี้ผมเห็นอาจารย์ใส่อยู่ตลอดเวลาคิดว่าคงเป็นของสำคัญ และนี่...” เด็กหนุ่มพลิกด้านหลัง ล็อกเก็ตนั่นออก เผยให้เห็นอักษร ‘T∞W’

“ตัว T คงจะหมายถึงพี่ตั้มนะครับ” พูดจบบอสก็ขยับร่างวันชนะแล้วค่อยๆยกให้นักขัตดูแล
ร่างไร้สติถูกรับมาอยู่ในอ้อมแขนที่โอบรัดแน่นกว่าแต่ก่อน
“พี่ขอบใจนะ น้อง...” นักขัตเพิ่งจะรู้ว่ายังไม่ได้รู้จักชื่อของเด็กหนุ่ม

“บอสครับ”
“บอส...แต่พี่ก็ยังไม่แน่ใจหรอก เพราะว่าถ้าเขารักพี่แล้วทำไม...” นักขัตลูบที่หน้าผากของคนในอ้อมแขน “แต่ก็ช่างเถอะ เพราะอีกไม่กี่วันพี่ก็จะไปทำงานต่างประเทศแล้ว ไม่รู้ด้วยว่าพอกลับมาเราจะยังได้เจอกันอีกหรือเปล่า” เขาเหม่อมองที่เปลวไฟเต้นระริกแล้วพูดต่อ “ถ้าหากว่าวินรักภัทรจริง พี่ก็คงไม่มีสิทธิ์ไปว่าอะไรเขาหรอก ที่จริงพี่ก็ผิดมากพออยู่แล้วที่กลับมายุ่มย่ามกับเขาอีก”
“ภัทร?” เด็กหนุ่มสงสัย ขณะเดียวกับเริ่มมองเห็นเค้ารางความสัมพันธ์
“แฟนใหม่วินน่ะ” นักขัตพูดเมื่อเห็นบอสทำหน้าสงสัย

บอสทบทวน ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นว่าวันชนะกับพี่ชายตนจะสนิทสนมกันอย่างคนรักเลยแม้สักครั้ง เป็นแต่ฝ่ายพี่ชายของเขาเองเสียมากกว่าที่ทุ่มใจให้ ทำให้เด็กหนุ่มอยากจะรู้มากขึ้นว่าระหว่างวันชนะกับนักขัตนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ถามเพราะคงไม่เกิดประโยชน์อะไรในเมื่อก็รู้แล้วว่าต่างคนต่างก็ยังรักกัน
“แล้วเขารู้รึยังครับว่าพี่ตั้มจะไป” บอสถาม
“พี่บอกแค่ว่าหลังจากนี้ก็คงไม่เจอกันอีก ส่วนทำไม พี่คิดว่าเขาคงไม่อยากรู้หรอก” นักขัตตอบ
“แล้วทั้งที่รู้ว่าอาจารย์รักคนอื่นพี่ยังจะมายุ่งกับเขาอีกทำไมล่ะครับ” ข้อนี้บอสถามโดยไม่ได้คิดถึงความเหมาะสม
“นั่นสิ พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม เคยที่จะไม่คิดถึงหน้าเขาแต่ก็ทำไม่ได้เลยสักครั้ง” คนพูดยิ้มเหมือนคนสมเพชตัวเอง
“แล้วบอสล่ะ คงจะสนิทกับวินมากล่ะสิ ถึงได้...”
ไม่ทันที่บอสจะได้ตอบ
“อือ...ตั้ม” วันชนะครวญอย่างคนละเมอ “วินขอโทษนะ...”
แล้ววันชนะก็เงียบลงไปอีกครั้งแต่สีหน้าก็ยังคงแสดงอาการไม่ปกติของร่างกายอยู่เหมือนเดิม เหมือนคนเมา เหมือนคนฝันร้าย


เสียงกรอบแกรบดังใกล้เข้ามา กว่าที่นักขัตกับบอสจะรู้ตัวเสียงนั้นก็อยู่ข้างหลังแล้ว บอสหยิบท่อนไม้มั่นไว้ในมือ ส่วนนักขัตจับได้ฟืนที่ปลายยังมีไฟลุกโชติช่วง เผื่อว่าสัตว์ป่าจะเกรงกลัว...
วูบแรกเห็นจิตใจแทบหล่นอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะแสงไฟวูบวาบไปมาในความมืดที่ส่องเห็นหน้าอันดำมืดที่ยืนอยู่ข้างหลังของบอสก็นึกว่าเป็นผีป่าผีไพร จนเมื่อคำพูดหลุดรอดออกมาทั้งสองต่างก็ดีใจจนบอกไม่ถูก
“น้องที่หลงป่าใช่มั้ยครับ” เจ้าหน้าที่คนนั้นว่า
“โอ๊ย! ใจจะวาย ใช่สิครับพี่ ใช่เลยครับผมหลงป่า” บอสดีใจแทบเต้น
พอได้ยินดังนั้นเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ส่งสัญญาณให้คนอื่นๆมาสมทบ ที่เขาไม่ตะโกนเรียกเพราะว่าเป็นข้อห้ามของคนเดินป่า ถ้าหากว่าตะโกนเรียกชื่อกันแล้วมีเสียงขานรับ นั่นล่ะผีป่าผีไพรจะหลอกให้หลงทาง
“ข้างนอกวุ่นวายกันใหญ่เลยครับ มีคนเจ็บรึเปล่า” เขาถามเมื่อเห็นวันชนะนอนไร้สติ
นักขัตเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่คนนั้นฟัง ไม่นานนักพรรคพวกทีมค้นหาก็มาถึงทั้งหมดแล้วจึงเดินทางออกจากจุดนั้น
จริงอย่างที่นักขัตคิดเอาไว้ถ้าหลงทางแล้วมั่นใจว่ามีคนรู้และจะมีคนตามหาให้อยู่ที่เดิมจะดีกว่า กองไฟกองเล็กนั่นมีประโยชน์มากกว่าที่คิด แต่ก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดไฟป่าครอกตัวเองไปด้วย
นักเรียนที่เหลือถูกควบคุมให้อยู่ในความสงบ เพราะคืนนี้ยังต้องนอนต่ออีกคืน กำหนดกลับเป็นรุ่งเช้า แต่วันชนะ นักขัตและบอสถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลอย่างด่วนที่สุด

“พี่จะจากไปโดยไม่บอกให้เขารู้เลยเหรอครับ” บอสพูดขึ้นตอนนั่งอยู่ในรถ
“.....”

Image


แสงทองวันใหม่มาพร้อมกับอาการกระพริบตาถี่ๆของวันชนะ พอรู้สึกตัวสิ่งแรกที่รู้สึกคือเวียนศีรษะ
“โอย” วันชนะโอด
“เป็นยังไงบ้างวิน!” คนเฝ้ารีบถามอย่างดีใจเมื่อเห็นคนป่วยรู้สึกตัว
“พี่ภัทร” วันชนะยกมือที่มีสายน้ำเกลือขึ้นกุมขมับ “ผมเป็นไรไป”
“วินกินเห็ดพิษเข้าไปตอนที่ไปเดินป่าน่ะ จำได้มั้ย” ภัทรยิ้มแย้มดีใจ
วันชนะค่อยๆนึกเรียบเรียงเหตุการณ์ แต่ก็จำได้รางเลือนเท่านั้น แต่ความรู้สึกบอกว่าตลอดเวลาเขาไม่รู้สึกกลัวอะไรเลย อะไรบางอย่างบอกว่านักขัตก็อยู่ที่นั่นด้วย
“เขาก็อยู่ที่นั่นด้วยใช่มั้ย” วันชนะมองออกไปนอกหน้าต่าง
“อืม” ภัทรตอบ ไม่ต้องเอ่ยชื่อแต่ต่างก็รู้ “บอสด้วย” ภัทรเลี่ยง
“บอสเป็นไงบ้างครับ” วันชนะเกิดเป็นห่วงขึ้นทันที
“ไม่เป็นไรแล้ว นอนหลับไปแล้วตื่นมากินข้าวตั้งเยอะ ตอนนี้ก็หายแล้ว” ภัทรตอบ
“แล้วเขาล่ะ” วันชนะหลับตาลง ดูเหมือนยากเย็นเต็มทีที่จะเอ่ยถามสารทุกข์ของนักขัตต่อภัทร
“เขาไม่เป็นอะไร”

วันชนะไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับนักขัตต่อเมื่อประตูเปิดเข้ามาพร้อมกับเสียงของบอสที่มาพร้อมกับเพื่อนร่วมห้องสามสี่คน

“โหย ’จารย์อ่ะ ทำผมใจแป้วเลยรู้ป่าว” บอสพูดเสียงดัง “เนี่ยนะ ’จารย์ พี่ตั้มนะเท่มากๆ รู้ป่าวว่าตอนที่ ’จารย์ ’หลบไปนะ เอ้ย สลบไปนะ โหย ทั้งเสือทั้งงูยักษ์พุ่งเข้าใส่เลยนะ แต่พี่ตั้มนี่สุดยอด คว้าไฟมาแกว่งไปแกว่งมาจนเสือกับงูมันงงกัดกันเอง แล้วจากนั้นพี่ตั้มก็ขว้างไฟใส่มันทั้งสองตัวหนีกระเจิงไปเลย บอกด้วยนะว่าเนี่ย คนของข้าใครอย่าแตะ”
“เฮ้ย! มึงโม้รึเปล่าวะเนี่ย ฟังเหมือนหนังจีนเลย” เพื่อนคนหนึ่งเบรกการคุยโวของบอส
ขณะที่วันชนะหัวเราะเบาๆ

“งั้นผมกลับก่อนนะวิน” ภัทรเหมือนหัวเสีย “อย่ากลับดึกล่ะบอส เดี๋ยวป๊าตีเอาอีก” ว่าแล้วเขาก็หันหลังเปิดประตูออกไป

หากเพียงประตูปิด อาการร่าเริงของบอสก็หายไปด้วย


Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post18 Mar 2008 18:17

38



บอสทำทีว่ากลับพร้อมกับเพื่อนๆ หากแต่คล้อยหลังไม่นานเขาก็ปลีกตัวจากกลุ่มกลับมาหาวันชนะอีกครั้ง
เด็กหนุ่มมีเรื่องติดค้างในใจที่ยังอยากรู้

‘พี่คงจะไม่ได้เจอเขาอีกแล้วล่ะ อย่างนั้นพี่ฝากบอสดูแลเขาด้วยนะ’

เมื่อวานนักขัตพูดกับเขาอย่างนั้นแถมยังขยี้ผมเขาทำอย่างกับเขาเป็นเด็กเล็กๆ นั่นทำให้บอสไม่อาจจะปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ
เพราะสายตานั่น...สายตาที่เหมือนของวันชนะยามที่มองเขา
สายตาที่มีแค่ความเอ็นดู

“อาจารย์ยังรักเขาอยู่ไม่ใช่เหรอครับ” เด็กหนุ่มข้างเตียงเอ่ยขึ้น
เมื่อคนบนเตียงคนป่วยไม่มีคำใดหลุดออกมา หากมีแต่รอยยิ้มที่ดูเหมือนจะปลงกับทุกสิ่งที่ทำให้ บอสแทบอยากจะจับร่างนั้นมาเขย่าๆให้ลุกขึ้นมาเผชิญกับความจริง
“ผมไม่รู้หรอกนะครับอาจารย์ ว่าระหว่างอาจารย์กับพี่ตั้มเคยเกิดอะไรขึ้น แต่ในเมื่อยังรักกันก็น่าจะ...”

“ไม่มีทางเหมือนเดิมแล้วบอส!” น้ำเสียงห้วนๆสวนขึ้นมาทันควัน และเป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มได้สัมผัสอารมณ์นี้ของวันชนะ

“คุณฟังผมนะ!” เด็กหนุ่มก็แรงขึ้นไม่ยอมลดราให้ คราวนี้เขาจับต้นแขนทั้งสองข้างของวันชนะแล้วเขย่าอย่างที่คิด ต่อให้วันนี้จะโดนเกลียดเขาก็ยอม “คุณรักเขา แล้วเขาก็ยังรักคุณ ทำไมต้องยุ่งยากด้วย ทำไมต้องแคร์คนอื่นด้วย ขนาดผมเป็นคนอื่นผมยังไม่กล้าเข้าไปแทรกระหว่างคุณกับเขาเลย แล้วเรื่องอะไรคุณจะปล่อยให้ความรักของคุณมันหลุดลอยไป”

“ออกไปนะ! ไม่ต้องมายุ่ง! นายมันก็แค่เด็กมัธยมจะไปรู้อะไร” วันชนะออกปากไล่อย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่พลางชี้นิ้วไปที่ประตู

“ใช่สิ! ผมมันก็แค่ไอ้เด็กมัธยมคนหนึ่ง ก็แค่เด็กคนหนึ่งที่มันรักคุณยังไงล่ะ” บอสแทบจะตะโกนใส่หน้าวันชนะ เพราะคำว่าเด็กที่เขาไม่ชอบให้ใครมาเรียก โดยเฉพาะกับวันชนะด้วยแล้ว

เสียงเอะอะที่ดังออกไปถึงข้างนอกทำให้นางพยาบาลคนหนึ่งที่เดินผ่านมารีบเข้ามาดู ทั้งคู่จึงได้สงบศึกลง
“น้องคะ ช่วยออกไปก่อนนะคะ” นางพยาบาลคนนั้นพูดกึ่งไล่ “ได้เวลาพักของคนป่วยแล้วค่ะ”
เหตุนี้บอสจึงโดนรุนหลังออกมานอกห้อง
“น้องคะ พี่ไม่รู้หรอกนะว่าทะเลาะอะไรกัน แต่ตอนนี้คนข้างในนั้นคือคนป่วยนะคะ เอาไว้ให้เขาออกจากโรงพยาบาลก่อนค่อยเคลียร์กันดีกว่าไหมคะ” นางพยาบาลคนนั้นพูดอย่างใจดี
“ผมขอโทษครับ” เสียงบอสอ่อนลง

นางพยาบาลใจดีเดินจากไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มยังยืนพิงผนังตรงทางเดินอยู่ สักพักเขาก็กลับเข้าไปหาวันชนะอีกรอบ พอเปิดประตูเข้าไปก็พบสายตาเหนื่อยล้าของคนป่วยที่มองมาตั้งแต่ประตูเปิด
“ผมขอโทษ” น้ำเสียงบอสอ่อนลง เขาไม่กล้ามองหน้าวันชนะตรงๆ “เขาเคยบอกคุณใช่มั้ยว่าจะไม่ได้เจอคุณอีก”
คราวนี้ประกายตาของคนป่วยมีแววอยากรู้ขึ้นวูบหนึ่ง หากแต่เขาทำใจแข็งไม่ซักถามหรืออกอาการใดมากไปกว่านั้น
“มะรืนนี้เขาจะไปทำงานต่างประเทศแล้วนะ”
สิ้นเสียงของบอส วันชนะก็ไม่ได้ยินแล้วว่าเด็กหนุ่มพูดอะไรต่อ น้ำตาค่อยๆไหลอาบแก้มอย่างอ้อยอิ่ง
“ผมช่วยคุณได้เท่านี้ล่ะนะ” บอสวางกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆไว้ที่ข้างมือวันชนะ ในนั้นเป็นเบอร์โทรของนักขัตที่วันชนะไม่เคยถาม
น้ำตายังไม่เหือดแห้งเมื่อเด็กหนุ่มเดินหันหลังจากไป วันชนะหยิบโน้ตนั้นขึ้นมาดูแล้วขยำมันทิ้งไปพลางยิ้มอย่างสมเพชตัวเอง

Image


นักขัตเดินซื้อข้าวของที่จำเป็นก่อนออกเดินทางที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆกับที่ทำงาน คนที่มาด้วยเป็นสาวสวยมากคนหนึ่ง หล่อนคือเพื่อนร่วมงานที่คอยแอบชอบนักขัตมาตลอด แต่นิสัยเจ้ากี้เจ้าการอย่างมีชั้นเชิงของหล่อนทำให้นักขัตไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรมากเกินกว่าเพื่อน จะว่าไปนักขัตเป็นคนหน้าตาดีมากย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีคนมาชอบพอมากมาย ทั้งที่แสดงออกว่าชอบชัดเจนและไม่ชัดเจน หญิงสาวรายนี้ก็เช่นกันเพียงแต่หล่อนรู้จักการวางท่าที การเข้าใกล้ตัวนักขัตได้จึงมีได้มากกว่าคนอื่น แต่เพราะหล่อนไม่เคยเอ่ย นักขัตจึงไม่ได้ปฏิเสธอย่างชัดเจน ดังนั้นเมื่อเลิกเวลางานหล่อนจึงไม่ได้คอยติดสอยห้อยตามเหมือนอย่างในออฟฟิศ แต่วันนี้พอดีบังเอิญสบจังหวะหล่อนก็มาเดินเหมือนกัน
เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือของนักขัตดังขึ้น มองชื่อที่โชว์ที่หน้าจอแล้วเขาจึงกดรับ

“ครับแม่”
นั่นจึงทำให้หญิงสาวเงียบเสียงลง เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดินคู่กันมา
“จะลงมากรุงเทพฯเหรอครับ...ครับ....ได้ครับ” คุยประมาณห้า-หกนาทีถึงได้วางสายไป
“ตั้มคะ...”
หล่อนพูดได้แค่นั้นเพราะมีสายโทรเข้ามาอีก
หน้าจอโชว์เบอร์ที่ไม่ได้บันทึกชื่อแต่เขาก็กดรับ
“ครับ?”
“อยู่ที่ห้าง...”

ถึงนักขัตจะแปลกใจที่สายนั้นโทรเข้ามาถามหนึ่งประโยคแล้วอยู่ดีๆก็วางไปเสียดื้อๆ โดยที่เขาก็ตอบไปแบบงงๆ แต่เขาก็ไม่ได้โทรกลับไปถามให้ประจ่าง เพราะหญิงสาวที่เดินด้วยกันฉุดให้เดินไปดูนั่นดูนี่เสียก่อน
“ผมว่าพลอยซื้อของเยอะกว่าคนที่ต้องเดินทางอย่างผมเสียอีกนะครับเนี่ย” นักขัตบอกเป็นนัยให้หล่อนรู้ว่าเขาพอแล้ว
“แหม มะรืนนี้ตั้มไปแต่เดือนหน้ายังไงพลอยก็ต้องได้ตามไปอยู่ดีแหละคะ ซื้อไว้ตอนนี้ยังไงก็ไม่เสียหลาย” หล่อนไม่รู้ความนัยที่นักขัตบอกจึงยังฉุดแขนเขาเดินดูของไปเรื่อยๆซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้าผู้หญิง

“อ๊ะ!” หญิงสาวอุทาน เมื่อเอื้อมมือไปจับเสื้อรูปทรงเก๋ไก๋พร้อมกับอีกมือที่เอื้อมมาจับพร้อมกัน ที่จริงอีกฝ่ายจับได้ก่อน
“ขอโทษค่ะ ดิฉันเลือกก่อนนะคะ” หญิงสาวอีกคนพูด มือยังจับที่เสื้อตัวนั้นไม่ปล่อย
“พูดงี้ได้ไง ฉันจับก่อนนะ” พลอยแหวทันที
“เอ๊ะ!” หญิงสาวอีกคนที่สวยไม่แพ้กันออกเสียงไม่พอใจ โดยมีหนุ่มหล่ออีกคนที่ท่าทางจะเป็นแฟนคอยปรามแต่หญิงสาวคนนั้นก็ไม่ฟังเสียง
“คุณคะ อย่าเถียงกันเลยค่ะ เสื้อตัวนั้นแพงมากเลยนะคะ แล้วก็นี่ค่ะยังมีอีกตัวนะคะเหมือนกันเดี๊ยะเลย” พนักงานร้านเข้ามาห้ามทัพ เพราะกลัวสินค้าจะเสียหาย
“ไม่!” ทั้งสองเสียงพูดแทบจะพร้อมกัน
“ฉันจะเอาตัวนี้เท่านั้น” พลอยเชิดหน้า “แพงเท่าไรฉันก็มีปัญญาจ่าย”
“ฉันก็จะเอาตัวนี้เหมือนกัน แพงเท่าไรฉันยินดีจ่ายให้สองเท่า” อีกฝ่ายไม่ยอม
นักขัตที่แวะดูที่แผนกเสื้อผ้าบุรุษได้ยินเสียงก็รีบเข้ามา “อะไรกันพลอย”
“ก็ผู้หญิงคนนี้น่ะสิคะ จะแย่งเสื้อของพลอยน่ะค่ะ พลอยเห็นก่อนนะคะ” หล่อนฟ้องทันที “ดูสิคะเนี่ย ท่าทางไม่น่าไว้ใจ พลอยกลัวจังเลยค่ะตั้ม เนี่ยเกย์เพื่อนสาวมันก็น่ากลัวนะคะ ก้ามปูซะขนาดนั้นตบพลอยทีหัวคงหลุดแน่เลยค่ะ” หล่อนทำท่าตัวสั่นให้เขาเอ็นดู
“ผมว่าใจเย็นๆ ค่อยๆคุยกันดีกว่านะครับ” ชายหนุ่มที่โดนกล่าวหาว่าเป็นเกย์เพื่อนสาวเอ่ยผ่าวง
“เงียบไปเลย!” ทั้งสองสาวพูดพร้อมกันอย่างกับนัด
“ยี้ นังเกย์สาว” พลอยทำท่าขยะแขยงเต็มทน
“นี่หล่อน เขาเป็นชายทั้งแท่งย่ะ” หญิงสาวคู่กรณีสวนทันควัน
“อ๊ะ รู้ได้ไงยะ สมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ อยู่กับหล่อนเขาอาจจะเป็นผู้ชายทั้งแท่งแต่พอไปอยู่กับผู้ชายคนอื่นเขาก็อาจจะ...” หล่อนพูดให้อีกฝ่ายตีความด้านลบเอาเอง
“เอ่อ...คุณคะ จะเถียงกันก็เถียงไปเถอะค่ะ ดิฉันขอเสื้อมาเก็บก่อนนะคะ” พนักงานคนเดิมตัวลีบบอก แล้วก็รีบเอามืออุดหูเมื่อสองสาวหันมากรี๊ดใส่หน้า
“พลอยพอเถอะ คนมองใหญ่แล้ว” นักขัตดึงแขนหญิงสาวพลางหันไปคุยกับคู่กรณี “คุณด้วยนะครับ ผมขอโทษแทน...”
“ตั้ม!” หญิงสาวคนนั้นชี้หน้า
“หลิน!” นักขัตจำได้ในบัดดล

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวอีกคนที่มีเรื่องด้วยเป็นเพื่อนนักขัต สุวรรณาเลยมีท่าทีที่อ่อนลงแต่ก็ยังไว้เชิง หากแต่พลอยยังวางท่าเชิด
“แฟนตั้มเหรอ” หลินเบาเสียงให้ได้ยินแค่สองคน
“ใช่” พลอยดันได้ยินอีก หล่อนเลยถือโอกาสแดกดันพลางจับแขนนักขัตอย่างแสดงตัว
ส่วนนักขัตรู้ว่าพลอยพูดไปด้วยอารมณ์เลยไม่ถือสา
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ สบายดีไหม” นักขัตถามไถ่
“ก็สบายดี แล้วทำไมถึงได้มากับ...” หล่อนหมายถึงนักขัตน่าจะมากับวันชนะ แต่ก็หยุดคำได้ทัน เพราะเวลาหลายปีที่ไม่ได้เจอกันอาจจะมีบางอย่างเปลี่ยนไปแล้วก็ได้ จึงเปลี่ยนเป็นพูดต่อว่า “...มากับผู้หญิงคนนี้” เป็นการพูดกระแทกกลายๆ
“ทำไม ฉันทำไม” พลอยเริ่มขึ้นเสียงอีกครั้ง
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่จะบอกว่าผู้หญิงคนนี้สวยม๊ากมาก...” ท้ายประโยคหลินลากเสียงยาวเหยียด
“เชอะ ฉันรู้ตัวหรอกย่ะ ว่าฉันสวย” พลอยรับสมอ้างถึงรู้ว่าอีกฝ่ายพูดประชดก็เถอะ

เสียงริงโทนมือถือของนักขัตดังขึ้นอีกครั้ง สองสาวจึงเงียบเสียง
เบอร์ไม่ได้ถูกบันทึกเบอร์เดิมโทรเข้ามาอีกครั้ง
“ครับ?” สีหน้าของนักขัตยิ่งแปลกใจมากขึ้นกว่าตอนรับสายครั้งแรก “ใครครับ?”

ไม่มีคำตอบผ่านโทรศัพท์
เพราะคำตอบอยู่ตรงหน้าแล้ว!

วันชนะยังถือมือถือแนบกับหู สายตามองไปยังนักขัตที่ยืนอยู่ข้างหน้า เขากรอกเสียงปนกับเสียงหอบฮักจากที่วิ่งมา “เราเอง ตั้ม”
“วิน” นักขัตตอบรับผ่านมือถือ แต่สายตาจับจ้องไปที่คนที่กำลังเดินเข้ามาหา
“ผมรักคุณ ผมยังรักคุณเต็มหัวใจ” สาวเท้าไปข้างหน้าเรื่อยๆ “จะอภัยให้ผมได้มั้ย”
จนวันชนะเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้านักขัตโดยไม่สนใจใครรอบข้าง นักขัตจึงได้กรอกเสียงลงไปในมือถือว่า
“ผมไม่อภัยให้วินหรอก” ดวงหน้าหล่อเหลาเริ่มมีรอยยิ้ม “วินไม่เคยผิด ผมไม่มีเรื่องอะไรจะต้องให้อภัย”
พลอยงงที่นักขัตกางแขนออกต่อหน้าคนมาใหม่ ขณะที่หลินยิ้มอย่างยินดีอยู่ข้างหลัง หล่อนไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนนี้มีเรื่องอะไรกันแต่ภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นหล่อนเคยสัมผัสมาแล้วและก็รู้ว่ามันสวยงามเพียงไร

“เฮ้ย!” พลอยอุทานอย่างลืมตัวเมื่อชายหนุ่มอีกคนที่เดินมาหยุดยืนตรงหน้านักขัตโผเข้าหาอ้อมกอดนั้นและคนทั้งคู่ก็กอดกันแนบแน่นกลางห้างโดยไม่แคร์สายตาใคร
นักขัตกับวันชนะเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่มีแต่เขาสองคน หลังจากกอดกันแนบแน่นและเนิ่นนานวันชนะก็เริ่มรู้สึกถึงสายตาหลายคู่และเสียงหัวเราะคิกคักจึงได้ดันตัวนักขัตออกแล้วยืนเก้อๆ
นักขัตเองก็รู้สึกแต่เขาไม่แคร์ นานเหลือเกินที่เขาไม่ได้สัมผัสความรู้สึกอิ่มเอิบแบบนี้

“ตั้ม!นี่ใครคะ” พลอยถามหน้าเหวอแต่เสียงก็กึ่งจะพาล
“วินครับ แฟนผม” นักขัตตอบอย่างเต็มเสียงพร้อมรอยยิ้ม

พอรู้คำตอบ หญิงสาวก็หลุดไปอยู่อีกโลก...คนเดียว

“หึ หล่อนน่ะสวยนะ แต่คงต้องไปเช็คสายตาเสียหน่อย เป็นไปได้ก็ตัดแว่นที่ติดเรดาร์แสกนเกย์ไว้ด้วยนะยะ จะได้ไม่ตาถั่ว” หลินกัดแรงอย่างไม่จริงจังก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับแฟนหนุ่มที่หล่อนบอกว่าเป็นชายแท้ทั้งแท่ง
“ไปกันเถอะค่ะมาริโอ้” เสียงหล่อนดี๊ด๊าที่ชนะศึก

“เราไปหาที่คุยกันเถอะ” นักขัตจูงมือวันชนะเดินฝ่าวงไทยมุงโดยไม่สนใจเสียงกรี๊ดของพลอยที่ดังแผดห้างไปทั้งชั้น
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post18 Mar 2008 19:31

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

:greez: :greez: :greez: :greez:

คืนดีกันแล้ว

เฮ้ออออ เครียดมาหลายตอน เหมือนยกภูเขาออกจากอก โล่งสบายอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

วินนี่จ๋าน่ารักที่ซู้ดดเลย :zmile:

---------------------------------------------------

ขอบคุณมากเลยนะค่ะ มาโพสสองตอนต่อเลย คุณบราวนี่น่ารักซู้ดดดเย้ยยย :clap:
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: แค่มีนาย

Post19 Mar 2008 00:44

วินใจอ่อนซะที อิอิ
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post19 Mar 2008 09:37

อยากได้แว่นที่ติดเรดาร์สแกนเกย์ 5 5 5

กำลังสนุกเลย รอติดตามอ่านต่อนะครับ :rat:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post19 Mar 2008 15:56

:greez: :greez:
Iba
อนุบาล อนุบาล
Posts: 62
Joined: 04 Jan 2008 10:31

PreviousNext

cron