แค่มีนาย

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Re: แค่มีนาย

Post19 Apr 2008 09:26

วิน สู้ ๆ :satoo:
Iba
อนุบาล อนุบาล
Posts: 62
Joined: 04 Jan 2008 10:31

Re: แค่มีนาย

Post19 Apr 2008 19:41

มาต่อไวๆ นะครับ น้องโอนนี่ :clap:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post22 Apr 2008 03:07

Great job na krub P'Own =)
I'm anxiously waiting for the next one ne krub :D
You & Me Could Write a Bad Romance
User avatar
Angel
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1288
Joined: 01 Jan 2008 13:15
Location: No Where & Every Where

Re: แค่มีนาย

Post24 Apr 2008 03:01

43


อุษายืนเหม่อขณะที่มือก็ล้างจานไปด้วย จนน้ำที่เปิดจากก๊อกคาเอาไว้ล้นอ่าง หล่อนจึงรู้สึกตัว
“อุ๊ย!”
หล่อนรีบปิดน้ำ แต่ก็สายไปเพราะกระโปรงหล่อนเปียกไปกว่าครึ่ง
“ให้ผมช่วยนะครับ” วันชนะรีบยื่นมือเข้ามาโดยไม่ฟังคำตอบ “คุณน้ารีบไปเปลี่ยนชุดเถอะครับ”
อุษาคิดจะปฏิเสธ แต่ดูสภาพตัวเองแล้วก็เอ่ยขอบใจแล้วทิ้งห้องครัวไป พอเปลี่ยนชุดใหม่เสร็จหล่อนก็ไปหานักขัตที่ห้อง จึงพบว่านักขัตกำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอก
“จะไปไหนน่ะตั้ม” คนเป็นแม่ยืนพิงกรอบประตูถาม
“ไปตกปลาน่ะแม่” ลูกชายคว้าหมวกมาสวม
“จะไหวเหรอ” อุษามองดูมืออีกข้างที่ยังเดี้ยงอยู่พร้อมกับคิดไปด้วยว่าคนตาบอดนี่จะตกปลายังไง
“ไม่เป็นไรมั้งครับ ตั้มชวนวินไปด้วย” นักขัตตอบตามปกติ
จะบอกว่าสีหน้าของอุษาเบาใจก็คงไม่ถูกนักเพราะมันก้ำกึ่งของอาการหนักใจรวมอยู่ด้วย แต่ก็บอกออกไปว่า “ก็ระวังหน่อยแล้วกัน”
“ครับแม่” ลูกชายที่ตัวสูงกว่าเดินมาหยุดที่ตรงหน้าแล้วโน้มตัวลงมาหอมแก้มแม่อย่างขี้ประจบแล้วก็เดินลงไปข้างล่างเรียกหาชื่อเพื่อนที่มาเยี่ยม
อุษาเก็บกวาดเล็กๆน้อยในห้องของนักขัตเรียบร้อยดีแล้วจึงเดินลงมาก็ยังเห็นว่านักขัตยังนั่งอยู่ตรงโซฟา หล่อนจึงเดินเข้าไปหา “แล้ววินล่ะ”
พูดจบวันชนะก็ออกมาจากในครัว “เรียบร้อยแล้ว” แล้ววันชนะก็พยุงนักขัตออกไป เดินไปทางหลังบ้านราวหนึ่งกิโลเมตรที่นั่นมีลำธาร

วูบหนึ่งอุษามองภาพที่เด็กหนุ่มสองคนนั้นพยุงกันเดินออกไปเป็นภาพทำให้เกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย หากแต่นั่นทำให้หล่อนเบาใจขึ้นมา จากนั้นจึงตรงไปที่ครัว อุษาพบว่าห้องครัวถูกจัดเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น นอกจากจานที่เด็กคนนั้นช่วยล้างแล้วเขายังเช็ดจนแห้งแล้วเก็บเข้าที่อย่างเป็นระเบียบ ผ้าเช็ดจานเขาก็ซักแล้วตากแดดไว้อย่างถูกที่ทาง

Image


วันชนะพะวงกับการดูแลนักขัตมากเสียจนละเลยอาการแปลกๆที่คนตาบอดไม่สามารถทำได้ จนกระทั่งมาถึงที่โคนต้นตะแบกใหญ่ราวสองคนโอบ ทั้งคู่จึงวางสัมภาระลงและเริ่มตกปลา
“ตั้มจะตกปลาได้ไง” วันชนะเริ่มคิดได้
“ก็...เราก็จับคันเบ็ดไว้ไง ถ้าปลามันกินเหยื่อก็รู้สึก” คนตอบไหลตามน้ำไปได้
“แล้วจะจับปลายังไง” วันชนะยังติดใจสงสัย
“ก็...ถึงได้พานายมาด้วยไง” นักขัตเกือบหลุด
วันชนะเออออ

แต่นานเป็นชั่วโมงพวกเขาก็ยังตกไม่ได้ปลาสักตัว วันชนะนั่งมองทุ่นไปพลางคิดเรื่องราวที่ผ่านมา แต่แปลกที่มันไม่ได้เครียดอย่างที่ควรจะเป็น อาจเป็นเพราะสายลมเย็นๆที่พัดผ่านร่มไม้ครึ้มนี้รวมทั้งเพราะมีคันเบ็ดปักอยู่ข้างๆแล้วนักขัตก็นอนรอเหยื่อติดเบ็ดอยู่ตรงนั้น...

คนนั่งมองทุ่นหันไปมองคนนอนรอเหยื่อแล้วยิ้มขำ ก็ถ้าเหยื่อติดเบ็ดแล้วเขาจะรู้ได้ยังไงนะ คิดเพลินจนลืมสังเกตว่าคันเบ็ดโน้มเพราะโดนดึงจนทุ่นกระเพื่อมน้ำเป็นวง
แล้วร่างที่นอนพิงโคนต้นตะแบกกลับลุกขึ้นมายกคันเบ็ดหน้าตาเฉยเหมือนมองเห็น

“ฮ้า! ตกได้แล้วๆ” นักขัตออกอาการดีใจ แต่แล้วก็รีบเก็บอาการหันไปทางวันชนะแล้วพูดว่า “ได้ปลาไหม”
“อ้าว ก็เห็นร้องออกเสียงดัง ก็นึกว่ามองเห็นเสียอีก” วันชนะพูดอย่างไม่จริงจังนัก
และคำพูดนั้นทำให้นักขัตเริ่มระวังตัวมากขึ้น

“รู้มั้ย ตั้มชอบมานั่งตกปลาที่นี่มากๆเลย บางวันก็ไม่ได้เลยสักตัวแต่ก็ได้ความรู้สึกผ่อนคลายกลับไป เราชอบต้นไม้นี่ ชอบลำธารนี่รวมถึงเสียงต้นหญ้าลู่ลมนี่ด้วย” คนพูดยิ้มผ่อนคลายอย่างที่เขาเล่า
“อืม นั่นสินะ” วันชนะจึงได้สังเกตความงามของธรรมชาติรอบตัวบ้าง “ภาพข้างหน้านี่สวยงามจริงๆ” วันชนะหยุดที่นักขัต คิ้วเริ่มย่นเพราะรู้สึกแปลกใจ ก็ดูเหมือนนักขัตจะมองเห็นจริงๆอย่างนั้น วันชนะยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้านักขัตเพื่อสังเกตที่ตาของเขา

นักขัตจึงกลบเกลื่อนด้วยการทำตานิ่งๆ ทำเป็นไม่สนใจหน้าวันชนะที่ยื่นเข้ามา จากนั้นความรู้สึกแปลกๆก็พลุ่งพล่านแล้วจึงตามมาด้วยความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นที่ศีรษะจนสะดุ้งวูบ
“อุ๊บ!” นักขัตยกมือข้างที่ใช้การได้ขึ้นกุมศีรษะ
“ตั้มเป็นอะไร!” วันชนะตกใจ
“ปวด...ปวดหัว”
วันชนะหันรีหันขวางไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี ปากก็ละล่ำละลักบอกว่า “กะ...กลับบ้านไหวไหม”

นักขัตไม่ตอบ วันชนะก็ไม่สนใจจะฟัง เขาพยุงร่างที่ดิ้นรนจากความเจ็บปวดนั้นให้ลุกขึ้นแล้วตรงไปทางตัวบ้านที่เหมือนจะอยู่ห่างออกไปไกลกว่าตอนขามา ทุลักทุเลกว่าจะมาถึงครึ่งทางกลางแปลงผัก วันชนะไม่สนใจแล้วว่าจะเหยียบโดนพืชผลที่งอกงามเหล่านั้น จนกระทั่งเห็นทั้งสมภพกับอุษาวิ่งเขามาดึงร่างลูกของตัวเองออกไปจากแขนวันชนะอย่างรวดเร็ว ร่างของสมภพที่เบียดเข้ามาแทนที่อย่างเร่งร้อนกระแทกวันชนะให้ล้มลงกับพื้นจนข้อศอกถลอกได้เลือดซิบโดยที่วันชนะไม่สนใจอาการแสบๆนั้นเลย สายตามองตามสามพ่อแม่ลูกที่วิ่งห่างออกไป สองขาเริ่มช้าวิ่งช้าลงเมื่อเห็นภาพนั้น...เขาเป็นคนนอก

ขณะที่ ‘คนนอก’ สนใจกับแผลถลอกที่ข้อศอกของตัวเอง สายตาของคนปวดศีรษะเมื่อครู่มองมาไม่กระพริบตา ขณะที่เหมือนมีภาพเป็นพันๆผ่านเข้ามาในหัวนักขัตเพียงวินาที
...เหมือนเทน้ำบนพื้นทราย...
นักขัตยังเหมือนเดิม เขาเพียงแต่คุ้นหน้าวันชนะมากขึ้นเท่านั้น รู้สึกมีเรื่องราวมากมายที่มีวันชนะอยู่ในเหตุการณ์ด้วยแต่ก็ลงรายละเอียดไม่ได้...นั่นทำให้เขาทรมาน

Image


พอกลับถึงบ้านอาการของนักขัตก็สงบลง อุษากับสมภพจึงให้เขาทานยาที่หมอจัดไว้ให้ นั่นทำให้นักขัตหลับไปนานกว่าห้าชั่วโมงแล้ว สมภพนั่งทำอะไรไปเรื่อยในห้องของนักขัต อุษาเดินลงมาชั้นล่างของบ้านก็พบวันชนะยังนั่งรออยู่ หล่อนจึงเดินเข้าไปหา
“หนูกลับไปก่อนเถอะนะ เขาไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” หล่อนพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งเย็นเยียบกึ่งเอ็นดู
วันชนะเงยหน้าขึ้นมองหน้าหล่อนอย่างคนอิดโรย
“...ครับ” เขาตอบอย่างว่าง่ายก่อนสีหน้าลังเลฉายอยู่ครู่หนึ่ง
อุษาเข้าใจสายตานั้นดี หล่อนเข้าใจว่าวันชนะคงอยากอยู่เฝ้านักขัตจนถึงเมื่อตอนเขาตื่น แต่นึกถึงสถานการณ์แล้วก็ไม่เหมาะที่จะให้วันชนะอยู่
เสร็จธุระจากชั้นล่างหล่อนก็ขึ้นมาสมทบกับสามีที่ห้องของนักขัต หล่อนมองลูกก่อนมองใบหน้าด้านข้างของสามี

“คุณ...” หล่อนลังเล “...เรื่องของเด็กคนนั้น”
คนเป็นสามีหันมาอย่างสงสัยในตัวภรรยา
“บางที...เราควรจะ...” หล่อนหยุด เพราะไม่รู้ว่าจะเรียบเรียงคำพูดอย่างไร
“เราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้วนะษา แล้วเราก็คุยกันเด็กคนนั้นแล้วด้วย” เสียงของสมภพไม่ดังมากแต่ก็เฉียบขาด นั่นทำให้อุษาหยุดที่จะแย้งต่อ
พอทั้งคู่ออกไปจากห้อง นักขัตก็ลืมตาขึ้นในความสลัว เขายิ่งอยากรู้ว่าระหว่างพ่อแม่ของเขากับวันชนะมีอะไรที่เป็นเงื่อนงำกันแน่!

Image


ตะกร้าผลไม้ที่ติดมือมาด้วยวันนี้แทบจะหลุดตกพื้น วันชนะต้องการเอามาฝากอุษากับสมภพ แต่พอเข้าบ้านมาได้ก็เจอกับคำถามที่คนพูดไม่ต้องการคำตอบว่า
“จะมาที่นี่อีกนานเท่าไร” สมภพเป็นคนถาม
เจอคำถามนี้ วันชนะก็ตอบไม่ได้ว่าเขาต้องการเวลานานแค่ไหนที่จะเป็นอยู่อย่างนี้ ถึงแม้ก่อนที่จะมาที่นี่เขาก็ทำใจเอาไว้แล้วว่าหลังจากนี้เขาอาจจะไม่มีนักขัตมาคอยป้วนเปี้ยนอยู่ในชีวิตเขาอีกเลยก็ตาม
“ผมขออยู่จนกว่าเขาจะหายได้ไหมครับ” วันชนะรวบรวมความกล้าบอก
สมภพบอกได้ว่าไม่ค่อยชอบใจนักกับสายตานั้น อาจจะเรียกว่าเกลียดเลยก็ได้...สายตาที่เด็กคราวลูกส่งมาต่อต้านตน...สายตาที่เหมือนกันตอนนั้น ที่บันไดหนีไฟ “ตั้มก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก...ถึงจะเป็น ยังไงเขาก็มีพ่อมีแม่คอยดูแล”
ก่อนที่เรื่องจะลุกลามไปมากกว่าที่เป็นอยู่ คนที่ดูจะใจสงบมากกว่าสมภพก็เดินเข้ามาจับที่ต้นแขนเอาไว้
“หนู...มาทางนี้เถอะจ้ะ” อุษาพูดแล้วจึงหันไปทางสามี ส่งสัญญาณว่าเดี๋ยวหล่อนจัดการเอง อย่างหนึ่งคือหล่อนไม่อยากให้อาการโรคหัวใจของสมภพกำเริบ

เมื่ออยู่สองต่อสองที่แคร่ไม้ใต้ร่มมะปรางสูงเลยหลังคาบ้านที่อยู่หลังห้องครัว อุษาจึงเอ่ยอย่างจริงจังกับเพื่อนของลูกว่า

“คำถามเดียวกันน่ะจ้ะ แต่น้าคิดว่าให้น้าเป็นคนถามหนูน่าจะดีกว่า” หล่อนหยุดสังเกตท่าทางของวันชนะ ครู่หนึ่งจึงเอ่ยต่อ “เรายังไม่เคยได้คุยกันอย่างจริงจังเสียที วันนี้น้าขอคุยเลยนะ”
“...ครับ” วันชนะเม้มปาก
“หนูรู้ใช่มั้ยว่าตอนนี้ตั้มเป็นอย่างไร” อุษามองหน้าวันชนะที่หลบสายตาหล่อนไปทางอื่น
“ครับ” วันชนะตอบ...เขารู้ว่านักขัตตาบอด
อุษาก็รู้ว่าวันชนะรู้เพียงนักขัตตาบอดซึ่งนั่นไม่จริง แต่ก็พอจะเป็นมูลเหตุของการดำเนินชีวิตที่ไม่ปกติที่จะนำมาเป็นเหตุในการสนทนาครั้งนี้ได้

“หนูรู้ใช่มั้ยว่าหนูจะมาที่นี่ตลอดไปไม่ได้” อุษาพูดต่อ “มันไม่มีประโยชน์อะไรที่หนูจะมาเสียเวลากับตั้มตลอดชีวิตหรอกนะจ้ะ ถึงแม้ว่าน้าจะไม่เข้าใจความรักในแบบที่หนูเป็นอยู่ก็ตาม” หล่อนอยากจะพูดต่อว่า...ในเมื่อตอนนี้นักขัตก็ไม่มีความทรงจำในเรื่องนั้นแล้ว...เพื่อตอกย้ำว่าวันชนะไม่ควรจะรื้อฟื้นมันขึ้นมา อุษาจึงได้แต่เก็บคำพูดเหล่านั้นไว้ตามที่ลูกของตัวเองขอไว้ เพื่อรอวันที่วันชนะรู้ความจริง แล้วเมื่อถึงตอนนั้นหล่อนจะพูด...ถึงจะต้องขอร้องเด็กคราวลูก หล่อนก็จะทำ

วันชนะยิ้มบางๆ เมื่อเห็นสีหน้าเป็นทุกข์ที่เผยออกมาเพียงน้อยนิดที่อุษาเก็บไม่มิด
“คุณน้าครับ ผมเข้าใจความรู้สึกคุณน้าทั้งสองดีครับ คุณน้าทั้งสองคนพูดถูก ผมมาที่นี่ตลอดไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยขอให้ผมได้อยู่ดูเขาจนกว่าเขาจะหายได้ไหมครับ ผมสัญญาว่าเมื่อถึงวันนั้นผมจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับพวกคุณอีก...” วันชนะถอนหายใจยาว “สำหรับผมกับตั้ม...ผมขอโทษที่จะพูดว่าความรักที่ผมมีให้เขามันไม่ได้ต่างไปจากความรักที่คู่รักคู่อื่นๆมีให้กันเลย และผมก็เชื่อว่าไม่ใช่ผมฝ่ายเดียวที่คิดแบบนั้น”

“หนูจะหาว่าฉันพรากคู่รักจากกันอย่างนั้น...” อุษาพูดเสียงเรียบขึ้น...เย็นขึ้น
“เปล่าครับคุณน้า ที่ผมพูดอย่างนั้นเพียงแต่ต้องการอธิบายความรู้สึกที่ผมมี และคุณน้าก็ไม่ได้พรากพวกเรานะครับ เพราะผมเป็นฝ่ายถอนตัวออกไปเอง...” วันชนะเหม่อมองปลายใบมะปรางที่สบัดด้วยแรงลม “...ผมเพียงคิดว่า ถ้าสิ่งที่พวกเราเป็นมันลำบากเกินกว่าที่จะฝืนต่อสิ่งรอบตัว...ถ้าผมปล่อยมือเสียคนหนึ่ง ตั้มอาจจะไม่ต้องเจอกับเรื่องยากเหมือนอย่างผม” พูดจบใบหน้านั้นก็ยังแต้มด้วยรอยยิ้มบางๆที่ฉายแววของคนยอมแพ้ต่อชะตากรรม

สายลมพัดมาวูบหนึ่งพาใบแก่จากลำต้นใหญ่หลุดปลิว อุษาบรรยายความรู้สึกที่เกิดไม่ถูกเมื่อได้ฟังสิ่งที่คนคราวลูกตรงหน้าถ่ายทอดออกมา หล่อนจึงไม่มีอะไรจะพูดต่อ...

...แต่สมภพที่บังเอิญได้ยินตั้งแต่เดินเข้าไปในห้องครัวเพื่อหาน้ำดื่มกลับขยับปากจะพูดแทรกผ่านประตูหน้าต่างห้องครัว แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นไม่พูด...


Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post24 Apr 2008 04:24

C'mon
MORE!!!
You & Me Could Write a Bad Romance
User avatar
Angel
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1288
Joined: 01 Jan 2008 13:15
Location: No Where & Every Where

Re: แค่มีนาย

Post25 Apr 2008 15:41

สงสารวินจังค่ะ
แต่ดูเหมือนเรื่องราวจะค่อย ๆ ดำเนินไปสินะคะ
รออ่านต่อค่ะ
Maruko
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 4
Joined: 27 Mar 2008 03:46

Re: แค่มีนาย

Post26 Apr 2008 23:17

มาต่อเร็ว จะทนรอไม่ไหวแล้ว...
ถือว่าแต่งได้เก่งมากครับ...ติดงอมแงมเลย
....ชีวิต คือ ศิลปะ แห่ง กาลเวลา....
User avatar
fine_art
อนุบาล อนุบาล
Posts: 79
Joined: 07 Feb 2008 01:01

Re: แค่มีนาย

Post27 Apr 2008 00:06

มากดดัน ให้มาต่อไวๆ คับ :D
"..วันใดเธอหนาวสั่น.............
ส่งผ่านความฝัน ของฉันไปห่มเธอ.."
User avatar
fogy
มัธยม มัธยม
Posts: 589
Joined: 30 Dec 2007 08:24

Re: แค่มีนาย

Post27 Apr 2008 12:09

44


ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า ที่วันชนะไปๆมาๆบ้านของนักขัต ดูเหมือนว่าอาการของเขาจะยังไม่คืบหน้าขึ้นเลย
จนวิตกว่านักขัตจะต้องตาบอดไปตลอดชีวิต แต่พอถามกับอุษาที่ดูไม่ทุกข์ร้อนเท่าไรนัก ก็ได้คำตอบเป็นการที่หล่อนเงียบไปและเปลี่ยนเรื่อง
เฝือกที่แขนถูกถอดออกไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน
วันชนะมาถึงก็เข้าไปหาสมภพกับอุษาก่อน เขาวางตะกร้าผลไม้ที่มีติดมือมาเสมอไว้ที่บนโต๊ะ ก่อนที่วันชนะจะผละออกไปหานักขัตที่นั่งเล่นอยู่หลังบ้านตามที่อุษาบอก เสียงห้าวที่ไม่ค่อยได้พูดกับวันชนะก็ดังขึ้น

“เอาผลไม้ไปใส่ตู้เย็นก่อนสิ” สมภพพูดสั้นๆก่อนจะหันหลังเดินจากไป ไม่ใช่เพราะอะไรหรอกแต่เป็นเพราะเด็กคนนี้ดูน่าสงสารมากก็เท่านั้น
วันชนะจึงก้มหัวให้อย่างเกรงๆเพื่อหยิบตะกร้าไป

Image


ร่างที่คุ้นเคยนอนหลับตาพริ้มอยู่ที่ใต้ร่มเถาพวงครามที่พันรอบโครงไม้ที่ทำขึ้น วันชนะสูดลมหายใจอย่างสบายใจ อากาศที่นี่เย็นสบาย มีร่มไม้หลายจุดไม่วุ่นวายเหมือนในกรุงเทพฯ วันชนะไม่ตั้งใจจะทำให้เกิดเสียงเหยียบใบไม้แห้งดังกรอบแกรบจนทำให้นักขัตรู้ตัว
“อืม...” คนนอนนิ่งทำท่าขยี้ตาเหมือนเพิ่งตื่นนอน
“หลับสบายเลยล่ะสิ” วันชนะเดินเข้าไปนั่งลงใกล้อย่างไม่ผิดสังเกต
“ช่าย...” นักขัตลากเสียงยาว

สายลมเย็นสบายทำให้น่านอนเป็นที่สุด วันชนะสูดเอาอากาศบริสุทธิ์จนเต็มปอดก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างๆ
“ในที่สุด วินก็ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง ครั้งนี้อยู่นานเสียด้วยนะ” วันชนะเอ่ยทั้งที่หลับตา...นึกถึงภาพในอดีต ตอนที่มาที่นี่เป็นครั้งแรก
“ชอบที่นี่แล้วสิ” คนนอนข้างๆเอ่ยขึ้นบ้าง
“ชอบสิ ที่นี่ตอนพระอาทิตย์ตกสวยอย่างที่นายเคยพูดเอาไว้” วันชนะนึกถึงตอนที่นั่งมองพระอาทิตย์ตกด้วยกันที่ริมสระของมหาวิทยาลัย
คำพูดจากวันชนะเหมือนลูกศรพรั่งพรูสู่สมองของนักขัต ภาพมากมายปรากฏในเสี้ยววินาที
“อุ๊บ!” นักขัตปวดศีรษะอย่างแรง
“ตั้ม!” วันชนะเด้งตัวขึ้นมาทันที “ปวดหัวเหรอ”
คนกุมหัวไม่ตอบ
วันชนะเอื้อมมือจะจับที่ไหล่ของนักขัต แต่กลับโดนมือที่กุมศีรษะอยู่เปลี่ยนมาปัดมือของเขาออกอย่างแรง!
“ตั้ม...” วันชนะค้างไป
นักขัตไม่พูดอะไร แต่เหมือนอาการปวดจะผ่อนคลายลง สังเกตจากอาการทุรนทุรายที่ลดลง
วันชนะได้แต่มอง...ร่างที่คุ้นตาเดินนำลิ่วไปทางตัวบ้าน

ที่สายลมนั้นเย็นสบายคงเพราะหอบฝนมาด้วยกระมัง เพราะทันทีที่เห็นนักขัตเข้าบ้านไปแล้ว ฝนเม็ดใหญ่ก็เทลงมาจากฟ้าอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
“รีบเข้าบ้านเถอะจ้ะ” อุษาเรียกวันชนะที่เดินเหม่ออยู่ที่ประตู “สงสัยจะเข้าหน้าฝนแล้ว”
“ตั้มล่ะครับ” วันชนะเอ่ยสายตาเลื่อนลอย
“กลับมาถึงก็ขึ้นข้างบนเลยจ้ะ” อุษาสังเกตได้ถึงความผิดปกติ “มีอะไรกันรึเปล่า?”
วันชนะไม่ตอบ เพราะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น “ผมกลับก่อนนะครับ” ไหว้อุษาเสร็จก็หันหลังกลับทันทีโดยไม่คิดว่าสายฝนหนักเม็ดจะเป็นอุปสรรค
อุษามองตามหลังอย่างอาทรระคนอ่อนใจ “จะไปได้ยังไง...คืนนี้หนูนอนที่นี่แหละ”

Image


ฝนยังกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด วันชนะนอนบนฟูกที่อุษาปูให้นอนที่เตียงไม้ที่ใช้นั่งเล่นที่ชั้นล่าง ใจหวิวแปลกๆตั้งแต่เย็น...ตั้งแต่โดนนักขัตปัดมือออก ในความมืดสลัววันชนะไม่อาจหลับลงได้ เพราะในหัวครุ่นคิดอยู่เรื่องเดียวซ้ำไปซ้ำมา

นักขัตขังตัวเองอยู่ในห้องนอนตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน กลางดึกรู้สึกกระหายเลยลงมาหาน้ำดื่มที่ชั้นล่าง เพราะคิดว่าวันชนะกลับไปแล้วจึงไม่ทันสังเกตร่างที่นอนอยู่บนฟูก
เมื่อแสงจากตู้เย็นที่เปิดออกอาบร่างที่กำลังหยิบแก้วน้ำแล้วหยิบขวดน้ำมาเปิดฝาจากนั้นจึงเทน้ำลงแก้วเพื่อดื่ม
แสงสว่างติดพรึบจากหลอดนีออนกลางห้อง วันชนะเป็นคนกดสวิตซ์
“ตั้ม นายมองเห็นทุกอย่าง” เขาคิ้วขมวดอย่างสงสัยทั้งที่แน่ใจในคำตอบที่มีให้แก่ตัวเอง
นักขัตลดแก้วน้ำนั้นลง ความรู้สึกปั่นป่วนไปหมด อธิบายไม่ถูกว่ารู้สึกผิดหรือเป็นความรู้สึกอย่างอื่น
“ตั้ม...หลอกเราทำไม” วันชนะคาดคั้น
หากแต่ไม่มีคำตอบให้จากคนตรงหน้า
ร่างที่ดูบางกว่าหันหลังด้วยความรู้สึกที่พังทลาย ไม่เข้าใจ...ทำไมต้องหลอกกัน...ทำไมถึงปัดมือ...ทำไม...ถึงเปลี่ยนไป
“จะไปไหน” คนข้างหลังเอ่ยเมื่อเห็นวันชนะตรงไปทางประตู
“ไปจากที่นี่” เสียงนั้นไม่โกรธกริ้วหรือแสดงออกด้วยอารมณ์
“ฝนตก” คนข้างหลังบอก
หากแต่วันชนะก็ยังเปิดประตูออกไป แล้วร่างก็ลับหายไปกับฝนฟ้า...

Image


สายของวันต่อมา วันชนะกลับมาอีกครั้ง เขาตรงไปหาอุษากับสมภพอย่างไม่ลังเล เนื้อตัวซีดปากซีดเพราะโดนฝนเมื่อคืน
“ผมมาลาน่ะครับคุณลุงคุณน้า” วันชนะไหว้ คราวนี้เขามาโดยไม่มีกระเช้าผลไม้
ก่อนหน้านี้ทั้งอุษากับสมภพถ้าได้ยินคำนี้คงจะยินดีไม่น้อย แต่แปลกที่ความรู้สึกที่มีในวันนี้กลับผิดไป
“หนู...ทำไม” อุษาไม่รู้จะพูดอะไรดี
“ตั้มไม่ได้เป็นอะไร...ผมก็ควรจะไป...” ท้ายประโยคเสียงแผ่วหาย กล่าวเสร็จก็ไหว้ทั้งสองสามีภรรยาอีกครั้งก่อนจะลุกจากไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์
แต่ก่อนที่วันชนะจะไปไกล
“ตั้มไม่ได้ตาบอดหรอกนะ” ไม่รู้ว่าเพราะอะไรหล่อนถึงได้บอกออกไป “เขาจำอะไรไม่เลยตะหาก”
วันชนะหยุดเดิน นิ่งอยู่กับที่สักพักก่อนจะพูดว่า
“ตอนนี้เขาหายแล้วล่ะครับ”
แล้วจึงเดินหายออกไปยังทางที่ขนานไปด้วยต้นจำปี...

Image


ค่ำคืนที่พระจันทร์ทอแสงนวลผ่านเข้ามาถึงเตียงนอน บรรยากาศก็เย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ หากแต่คนบนเตียงกลับว้าวุ่นจนนอนตาค้างมานานกว่าสามชั่วโมงแล้ว หงุดหงิดเหมือนเห็นภาพวาดทิวทัศน์สวยงามแต่มีจุดสีแต้มจากความผิดพลาด...เหมือนเห็นหน้าของคนๆนั้นอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าทุกเรื่องในชีวิตของเขาเต็มไปด้วยเงาของวันชนะคอยตามติดอยู่ตลอด
ด้วยเหตุนั้นนักขัตจึงลุกจากเตียงไปนั่งพิงวงกบหน้าต่าง ความรู้สึกเหมือนใจร้าวไปหมด ทรมาน...เหมือนตัดขาดจากคนรัก ทั้งที่ความทรงจำก็กลับคืนมาแล้วแต่เรื่องที่เขารักกับผู้ชายนั้น...รับไม่ได้!

“ทำไมนะ...” เอ่ยกับตัวเอง
เขาไม่เข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมต้องรู้สึกโหยหาถึงขนาดนอนไม่หลับ ความทรงจำกลับมาก็จริงแต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิม
บางทีอาจต้องการเวลา...เหมือนคนป่วยเพิ่งฟื้นไข้

วันคืนผันผ่านเป็นสัปดาห์ ทั้งอุษากับสมภพต่างรู้สึกอย่างเดียวกัน นั่นคือความรู้สึกโหวงเหวงเพราะคนที่เคยเห็นอยู่ทุกวันขาดหายไป อีกทั้งลูกของตัวเองก็ไม่สดใส วันๆเอาแต่นั่งเหม่อเป็นคนที่มีเรื่องให้ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา

“กินข้าวได้แล้วตั้ม” อุษาเรียก
“ตั้มยังไม่หิวครับแม่” คนเป็นลูกตอบ สายตายังเหม่อมองไปที่นอกหน้าต่าง
อุษาถอนหายใจ “จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไรฮึ”
“แบบนี้ก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอครับ” นักขัตหันมาสบตา “แม่ก็รู้ใช่ไหมครับว่าผมกับ...วิน...เอ่อ...เป็นอะไรกัน”
“รู้สิ” หล่อนเดินเข้าไปใกล้ วางมือที่บ่าของลูก “พ่อก็รู้”
“ผมขอโทษ” นักขัตหลบสายตาเพราะความละอาย
อุษายิ้มให้กับลูก มองไปข้างนอกหน้าต่าง ที่ทางเดินเรียงด้วยต้นจำปีเหมือนจะเห็นเด็กคนนั้นสะพายเป้เดินเข้ามา...แต่ก็ไม่ได้มีใคร

จะเป็นความเคยชินหรือความผูกพันก็ไม่ทราบแน่ พอไม่มีวันชนะอยู่จึงรู้สึกขาดหาย และมันทำให้หล่อนได้คิดอะไรได้มากขึ้น ได้มองเห็นอีกมุมหนึ่ง ก็คงเหมือนแก้วผลึกที่เมื่อมองใกล้ๆจะเห็นลักษณะที่สวยงามแต่ไม่เห็นรัศมีที่เปล่งประกายเมื่อมองไกลๆ คนเราพอได้เห็นได้เจอกันทุกวันก็ไม่ทันจะได้เห็นคุณค่าของกันและกัน เพียงแต่สักวันที่คนธรรมดาคนนั้นจากไป นั่นแหละจึงได้แลเห็นตัวตน

“ถ้าเป็นแต่ก่อนแม่ก็คงจะรู้สึกดีที่เด็กคนนั้นจากไปเสียได้” หล่อนยิ้มให้กับการตัดสินใจ “แต่พอเห็นตั้มเป็นอย่างนี้แม่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดว่า เด็กคนนั้นต้องมีอะไรสักอย่างที่ดีพอที่ทำให้ตั้มตัดสินใจแบบนั้น ในทางที่ถูกแม่ก็อยากจะให้ตั้มรักกับผู้หญิงธรรมดา แต่เด็กคนนั้น...วินน่ะ เขาทำให้แม่เห็นว่าเขารักตั้มมากจริงๆ”
“เพราะอะไรครับแม่” นักขัตมองลึกถึงนัยน์ตามารดาเพื่อรอฟังคำตอบ
“ความรักทำให้คนเราเห็นแก่ตัว อยากจะเก็บอีกคนไว้กับตัวเอง อยากแม้กระทั่งจำกัดความคิดของคนรักให้มีแต่ตนคนเดียว แต่วินเสียสละสิ่งนี้ โดยที่เขายอมเป็นฝ่ายเจ็บอยู่คนเดียว”
“แม่พูดเรื่องอะไร?” นักขัตขมวดคิ้ว
“จำได้มั้ย เมื่อตอนที่ตั้มพาวินมาที่นี่ครั้งแรกน่ะ พ่อกับแม่รู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว” หล่อนหยุดพัก เพราะรู้สึกเหมือนกำลังจะสารภาพผิดกับสิ่งที่เคยทำ
“พ่อกับแม่ขอให้เขาเลิกกับตั้ม”
ถึงตรงนี้ภาพเหตุการณ์ต่างวิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว นักขัตรู้สึกชาไปทั้งตัว

“และเขาก็ทำอย่างที่พวกเราขอร้องจริงๆ” หล่อนหลับตาลง รู้สึกเหมือนผ่อนคลายจากเรื่องที่ทำให้อึดอัดใจมานาน “จนเขากลับมาที่นี่อีกครั้ง เพียงเพื่อจะอยู่ดูตั้มจนหาย แล้วเขาก็จากไป”
“แม่...” นักขัตมองหน้าแม่ได้เลือนราง เพราะม่านน้ำตาที่เอ่อขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้
“แม่อยากขอโทษ แม่ทำร้ายความรักของคนๆหนึ่ง...” หล่อนก็พูดได้เท่านั้นเพราะตีบตันไปหมด
นักขัตยกมือขึ้นกุมล็อกเก็ตที่ห้อยอยู่ตลอดที่ก่อนนี้ไม่รู้ถึงที่มาของมัน

คุกกี้รูปหัวใจที่หล่นบนตักที่มากับรอยยิ้มเหงาๆ
เย็นนั้นที่พายุโหมลมแรง ห้อง 609 กับ 610 ที่ติดกันในหอพัก
เส้นใหญ่ผัดขี้เมาไก่
รับน้องกลางดึก
เพลงที่ร้องด้วยกัน
สัญลักษณ์อินฟินิตี้ที่ตั้งเป็นคำสัญญา
ละครเวที
เล่นน้ำที่เสม็ด
หรือแม้แต่ภัทร...

ทุกภาพความทรงจำที่เหมือนเป็นแค่ภาพสองมิติกลับนูนขึ้นมาเป็นตัวตนเป็นมิติที่สาม...มีคุณค่าและมีความรู้สึกผสานอยู่ทุกหยดเม็ด และความรู้สึกพิเศษที่ล้นทะลักขึ้นมาทันที...รัก

“แม่...ตั้มรักเขา...ตั้มรักวิน” นักขัตโผเข้ากอดอุษาแน่น “ตั้มรักผู้ชาย”
“จ้ะ” อุษาลูบหลังลูก “แม่ไม่ว่าอะไรลูกแล้ว”
“ตั้มจะไปหาวิน” นักขัตยิ้มทั้งน้ำตา
“จ้ะ ไปเถอะ” อุษายิ้มให้ลูก
แต่พอผละจากอ้อมกอดของอุษา สมภพก็ก้าวเข้ามาในห้อง
“พ่อ!” นักขัตอุทาน
สมภพไม่ว่าอะไร เพียงแต่มองหน้าคนเป็นลูก
“พ่อ ตั้มมีเรื่องจะบอก” นักขัตมองสบตา ก่อนจะย่อตัวลงกราบที่เท้า
สมภพไม่ตอบรับอะไร นักขัตจึงพูดขึ้นว่า
“ตั้มกับวิน เรารักกันครับ ตั้มขอโทษที่ทำให้พ่อผิดหวัง”
เพียงไม่กี่อึดใจแต่ดูนานเป็นวัน ทั้งห้องเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงใบไม้โดนลมพัด
“ภพ” อุษาเอ่ยทำลายความเงียบ แต่ก็ถูกสายตาของสามีห้ามการกระทำ
“ไปเถอะ” สมภพเปิดปาก
“พ่อ” นักขัตแปลกใจ ที่สมภพไม่ห้าม
“ลุกขึ้นมาก่อนเถอะ” สมภพลูบหัวนักขัต
“พ่อไม่ว่าตั้มเหรอครับ” นักขัตยังสงสัย
“พ่อก็เตือนตั้มมาทั้งชีวิตแล้ว จากนี้ไปถึงจะผิดพลาดตั้มก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ตั้มตัดสินใจเองแล้วล่ะ”

สมภพหวนคิดถึงวันนั้นที่บันไดหนีไฟ นักขัตผละจากตนไปหาวันชนะ นักขัตยอมเจ็บตัวแทนเด็กคนนั้น ยิ่งตอนกลางคืนได้เห็นสีหน้าลูกยามหลับเหมือนคนมีความทุกข์สุมอยู่ตลอดเวลายิ่งแล้ว ถึงเขาจะหัวโบราณยอมรับเรื่องนี้ได้น้อยกว่าอุษา ก็คงไม่อยากเห็นนักขัตเป็นแบบนี้
“แต่ก่อนที่ตั้มจะไป ตอบพ่อแม่กับตัวเองอีกทีว่าตั้มแน่ใจแล้วนะที่ตัดสินใจอย่างนี้”



Image
Last edited by Brownni on 01 May 2008 09:35, edited 2 times in total.
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post27 Apr 2008 18:22

อิ่มครับ

น้ำตามันพาลจะไหลทุกที

รออ่านตอนจบอยู่นะครับ
....แล้วเจอกันนะ

เจ้าความรัก....
User avatar
WaTZkUnG
ประถม ประถม
Posts: 367
Joined: 02 Jan 2008 07:39
Location: หน้า 7-eleven เบอร์มิวดา

Re: แค่มีนาย

Post27 Apr 2008 18:40

รู้ว่าเรื่องนี้มันบีบหัวใจ ติดหนึ้บยิ่งกว่าเรื่องไหนๆ

แต่อ่านตอนนี้แล้วมันตื้นตัน ยิ่งมีอุปสรรคเค้าก็ยิ่งจะรักกัน

ตั้งตารอตอนต่อไป :cheer:
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: แค่มีนาย

Post27 Apr 2008 22:11

รักนำพา
Iba
อนุบาล อนุบาล
Posts: 62
Joined: 04 Jan 2008 10:31

Re: แค่มีนาย

Post27 Apr 2008 22:44

ใกล้จะจบแล้วเหรือนี่ ยิ่งอ่านแล้วติดหนึบ ชอบๆ ๆ :clap:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post29 Apr 2008 01:01

:clap: :clap:
Last edited by Brownni on 01 May 2008 09:34, edited 1 time in total.
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post30 Apr 2008 22:38

ไม่ได้มาอ่านนานเลย ความสนุกสนานก็ยังไม่เคยเปลี่ยน มาติดตามต่อครับ
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 12:22

45



สัญญาณโทรศัพท์ที่บอกว่าหมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ดังผ่านหูเป็นร้อยรอบ
ในแต่ละวัน หมายความว่าวันชนะปิดสัญญาณโทรศัพท์

“โว๊ย!” นักขัตหงุดหงิดจนแทบจะขว้างมือถือตัวเองทิ้งให้พังๆไปเสีย ยิ่งพอมาถึงที่อพาร์ทเมนต์ของวันชนะเห็นกุญแจล็อกแน่นหนายิ่งว้าวุ่น เดินวนไปวนมาหน้าห้องอยู่นานจนตัดสินใจเคาะประตูห้องข้างๆ สักพักก็มีคนออกมา

“เอ๊ะ! มาหาใครคะ” คนในห้องแง้มประตูออกมาด้วยท่าทีระวังตัวเมื่อเจอคนแปลกหน้า
“ขอโทษครับ คือว่าผมมาหาคนที่อยู่ห้องนี้น่ะครับ แต่พอดีเขาไม่อยู่ พอจะรู้ไหมครับว่าเขาไปไหน” นักขัตถาม
“ไม่รู้หรอกค่ะว่าเขาไปไหน” เจ้าของห้องตอบออกมา
นักขัตรู้สึกหมดหวังยิ่งขึ้น ยิ่งหญิงคนดังกล่าวพูดต่อว่า
“เห็นแต่ว่าน้องเค้าเอากระเป๋าเดินทางไปด้วยนะคะ”
หนทางยิ่งตีบตัน

Image


“อ้าว’จารย์ แบตมือถือหมดเหรอ” บอสยกมือถือขึ้นมาดูเห็นหน้าจอดำมืด
“อือ ลืมเอาที่ชาร์ตมาน่ะ” วันชนะปัด ที่จริงเขาอยากปิดเอาไว้ ไม่อยากรับรู้อะไร อยากจะขอพักผ่อนให้เต็มที่ แล้วหลังจากนี้เขาจะเปลี่ยนเบอร์...เพื่อลืมทุกสิ่ง
“เหรอ อืมๆ” บอสเออออ
“ไปเล่นน้ำกันดีกว่า ป่ะ” ภัทรเอ่ยชวน “น้ำทะเลกำลังใสเลยล่ะ”
“ครับ” วันชนะรับคำ
“เดี๋ยวผมตามไปละกัน” บอสว่าพลางหันไปค้นกระเป๋ากุกกัก
“ตามใจ” ภัทรว่า

แล้วภัทรกับวันชนะก็ออกจากบังกะโลไป แต่พอไปถึงวันชนะกลับขอนอนเล่นบนทรายขาวๆก่อน แรกๆภัทรก็นอนเป็นเพื่อนด้วยอยู่หรอก แต่พอเห็นหนุ่มหน้าตาดีหุ่นดีเดินผ่านไปพร้อมกับสายตาที่รู้ความนัย เขาก็ลุกตามลงไปในทะเลทิ้งวันชนะเผลอหลับกลางวันไปคนเดียว

นานเท่าไรไม่รู้ที่หลับไป แต่ที่รู้คือแม้แต่ในฝันก็ยังมีนักขัตตามมาอยู่ดี
ตอนที่กลับมาจากเชียงใหม่ วันชนะตัดทุกสิ่งทุกอย่าง และเพื่อที่จะลืมนักขัตเขาจึงอยากจะหาสักที่เพื่อสลัด ‘เงาตามตัว’ ให้หลุดไป สถานที่ที่ผุดในความคิดคือทะเล และพอดีว่ามีสายของบอสโทรเข้ามาพอดี สบจังหวะสองพี่น้องจะไปเที่ยวทะเลจึงขอไปด้วย
แต่นึกไม่ถึงว่าสองพี่น้องจะมาเสม็ด กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินจะหันรถกลับ
การมาที่นี่จึงกลับย้ำเตือน
แต่ก็เอาเถอะ คิดเสียว่าทะเลก็คือทะเล คลื่นขาวจะซัดความเจ็บปวดออกไป

“’จารย์ๆ ตื่นๆ” บอสเอานิ้วเขี่ยวแก้ม
“ว่าไงบอส” วันชนะงัวเงีย
“มัวแต่นอน ไม่ได้เล่นน้ำกันพอดี” เด็กมัธยมว่า “แล้วพี่ภัทรอ่ะ”
“ไม่รู้ เห็นลงไปเล่นน้ำแล้วนี่” วันชนะขยี้ตา
“จะเล่นน้ำไหมล่ะ’จารย์” บอสถาม
“อือ เล่นดิ เล่น” วันชนะพยายามดันตัวลุก “ดึงหน่อยดิ”
“ไม่ใช่หน้าที่” บอสว่าแล้ววิ่งลงทะเล
“อะไร เด็กคนนี้” วันชนะนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ที่บอสไม่เล่นด้วย

แต่แล้วก็สะดุ้งที่มีมือฉุดให้ลุกขึ้น
ร่างนั้นฉุดแขนเขาให้ลุกขึ้นปะทะกับแสงตะวันจ้าทำให้ตาพร่า ไม่ทันได้ถามไถ่ ร่างย้อนแสงนั้นดึงเขาเข้าไปกอดเสียแน่น
วันชนะดิ้นตามสัญชาตญาณ แต่ร่างนั้นยิ่งกอดแน่น

“อย่าหนีผมไปอีกนะ”
เพียงน้ำเสียงก็ทำให้วันชนะนิ่งงัน
“ตั้ม” เสียงแผ่วแทบจะไม่ลอดออกมา
ร่างนั้นจึงค่อยๆคลายวงกอดออก
“มาได้ยังไง” วันชนะครางสงสัย
นักขัตพยักเพยิดไปทางบอสในทะเล
“มือถือไม่ได้แบตฯหมดเสียหน่อยนี่” บอสตะโกนมา
หลังวันชนะออกไปจากบังกะโล บอสหวังดีจะชาร์ตแบตเตอรี่ให้เพราะเป็นมือถือยี่ห้อเดียวกัน แต่พอกดเปิดเครื่องก็พบข้อความอัตโนมัตขึ้นมากมาย แล้วก็มีสายโทรเข้ามาอีกด้วย
“ใจร้ายจังเลยนะ กะจะตัดตั้มออกไปจากชีวิตเลยเหรอ” นักขัตล็อกไหล่วันชนะเอาไว้ไม่ให้ดิ้นหนีไปไหน
“ทำไงได้ล่ะ ก็พอนายจำได้นายก็...” วันชนะพูดได้เท่านั้นแหละ เพราะปากโดนประกบด้วยปาก
วันชนะรู้สึกร้อนๆที่ใบหน้าเพราะอาย ยังมองเห็นคนรอบๆมองมาอย่างสนใจ
“ตอนนั้นตั้มเพิ่งหายนะ อาจจะยังจำอะไรได้ไม่เต็มที่” นักขัตมองตาวันชนะราวกับว่าสถานที่นั้นมีเพียงเขาสองคน “ให้อภัยตั้มเถอะนะ”
“ง่ายไปหรือเปล่าตั้ม” วันชนะทำหน้านิ่งก่อนจะจับมือทั้งสองที่ไหล่ให้ปล่อยออก แล้วจึงทิ้งให้นักขัตยืนค้างกับลมทะเล
“ไหงทำงั้นล่ะ’จารย์” บอสปรี่เข้ามาตั้งแต่วันชนะเดินลงทะเลมา “ผมอุตส่าห์ช่วย”
“อย่าพูดถึงเขาเลยบอส” วันชนะเดินลอยหน้าเข้าไปที่น้ำลึกเท่าอกแล้วเริ่มว่าย

ก็แหม ขอเล่นตัวสักหน่อยเถอะ ไหนๆก็มีคนมาง้อทั้งที วันชนะลอบยิ้มในน้ำ แต่พอแอบมองไปที่เดิมก็ไม่เห็นนักขัตอยู่ตรงนั้นแล้ว มองหาที่อื่นก็ไม่เห็น หน้าเลยม่อยลง

หากแต่ได้ไม่นานสีหน้าก็ดีขึ้นเมื่อเห็นนักขัตไปเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้นเดินลงน้ำมา พอเข้ามาใกล้จึงรีบทำสีหน้าให้เรียบเฉย
“วิน...” นักขัตเรียกเมื่อมาถึงตัว
วันชนะทำเป็นไม่ได้ยินพลางว่ายออกห่าง
“วิน...” นักขัตว่ายตาม
วันชนะยังทำเป็นไม่สนใจจะพูดด้วย
“โอ๊ย!”
วันชนะหันขวับกลับมาเห็นนักขัตตะกายน้ำทุลักทุเล
“ไม่ตลกนะตั้ม”
แต่นักขัตค่อยๆจมลงๆ มือก็ตะกายคว้าหาที่จับ วันชนะก็ยังมองเฉยๆ จนกระทั่งนักขัตจมหายไป
“อย่ามาแกล้งกันหน่อยเลย” วันชนะบ่น

แต่พอเวลาผ่านไปนานเกินปกติ คนแกล้งจมน้ำก็ไม่มีทีท่าจะโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำเสียที สีหน้าเขาจึงได้ร้อนรนขึ้น จึงได้ดำลงไปดูข้างใต้ก็เห็นร่างนั้นลอยแน่นิ่ง
“ตั้ม!” เขาร้องใต้น้ำ รีบว่ายเข้าไปดึงร่างนั้นให้ลอยพ้นน้ำแล้วลากเข้าฝั่ง โดยมีบอสตามไปด้วย
“ตั้ม อย่าเล่นอย่างนี้สิ” วันชนะเขย่าตัวนักขัต อารมณ์วิตกจึงทำให้ไม่เห็นคนจมน้ำยักคิ้วให้สัญญาณกับบอสที่ยืนอยู่ข้างๆ

คนเริ่มเดินมามุงดูเหตุการณ์
“ผายปอดสิคะคุณ” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้น
“นั่นสิ’จารย์ ต้องผายปอด...” บอสเสริมพลางจะว่าอะไรต่อแต่ก็หยุด เพราะวันชนะก้มลงเป่าปากนักขัตไปเรียบร้อยแล้ว
“ตั้ม ตั้ม” พอถอนปากออกมาวันชนะก็ละล่ำละลักเรียก
“อีกรอบสิ’จารย์” บอสว่า
“ใช่ค่ะ ใช่” ไทยมุงเห็นด้วย
“ครับ” วันชนะรับคำแล้วทำอีกครั้ง
“อืม...” เอ้ะ! วันชนะรู้สึกแปลกๆ
“เฮ้ย!” คนปฐมพยาบาลดีดตัวผลุงเพราะลิ้นที่สอดเข้ามา นิ่วหน้ามองร่างเปียกน้ำที่มีเม็ดทรายเคลือบตัวทีแล้วมองหน้าบอสทีแล้วก็ทำหน้าบึ้งเดินออกไปทางอื่น
“วิน!” เสียงนักขัตเรียกตาม
แต่วันชนะไม่สนใจจะหันตามเสียงเรียก

Image


ที่โต๊ะของร้านอาหารริมหาดใช้ตะเกียงเจ้าพายุให้แสงบนโต๊ะ วันชนะ ภัทร บอสนั่งทานข้าวเย็นท่ามกลางลมหัวค่ำค่อนข้างแรง
“เห็นว่าตั้มมานี่ ไปอยู่ไหนแล้วล่ะวิน” ภัทรถาม
“ไม่รู้เหมือนกันพี่” วันชนะตอบเสียงอ่อน
“เค้างอนน่ะ” บอสแทรก
“บอส” วันชนะหันไปทางคนเอ่ยแทรกพร้อมสายตาที่มีนัยน์ว่าพูดมากเดี๋ยวโดน
“ให้แต่พอดีแล้วกันนะวิน” ภัทรแนะอย่างเป็นผู้ใหญ่กว่า
“วินยังไม่ทันได้ทำอะไรเขาเลยนะพี่ภัทร” วันชนะเบ้ปาก ก็แค่ทำหน้าเฉยเมยหน่อยเดียว ใครจะคิดเล่าว่าจะน้อยใจหนีไปแล้ว
“เอาล่ะ อิ่มกันแล้วเราไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเถอะ เดี๋ยวไปผับที่หาดข้างๆกัน” ภัทรว่า
ทั้งสองจึงลุกตาม

ผับริมชายหาดเปิดโล่งรับลมทะเลและเสียงคลื่น ผู้คนมากมายทั้งไทยและเทศเต้นรำเข้า
จังหวะเพลงแดนซ์ทันสมัย วันชนะดื่มเหล้าไปนิดหน่อยพอมึนนิดให้เต้นได้สนุก ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงเหล้าที่หยุดดื่มไปแล้วเหมือนจะทำให้มึนมากขึ้น มองเห็นภัทรเริ่มห่างออกไปเพราะผู้ชายหน้าตาดีมากคนหนึ่งที่เต้นเฉียดกันไปมาเมื่อครู่ เหลือแต่บอสที่ยังอยู่ข้างๆ แต่เอ้ะ! พอมองหาบอสอีกทีกลับเปลี่ยนเป็นนักขัตไปได้ไง

“เมาแล้วรู้มั้ย” เขาว่า
“รู้” วันชนะลอยหน้า แล้วก็เซไปเกาะบ่าผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ
“เป็นไรมั้ยครับ” อีกฝ่ายช่วยพยุงแล้วก็ถือโอกาสโอบเอาไว้เลย
ไม่รู้อะไรดลใจให้วันชนะเล่นแง่กับนักขัตมากขึ้น อาจจะเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่ทำให้ภาพตอนนักขัตปัดมือมันเด่นชัดขึ้นมา...จึงได้ชนแก้วสนทนากับคนแปลกหน้า
โดยไม่หันไปหานักขัตอีกเลย

สักครึ่งชั่วโมง เมื่ออาการเมาเริ่มสร่าง จึงรู้สึกว่าคุยอยู่กับใครก็ไม่รู้และเมื่อรู้สึกว่ามือเขารุ่มร่ามเกินไปจึงได้ตีตัวห่างออกมา
และเพิ่งจะได้นึกถึงนักขัต...แต่หันไปไม่เห็นเขาเสียแล้ว

“เพื่อนเหรอ’จารย์” บอสเพิ่งกลับจากไปเดินริมหาดมา เห็นว่าวันชนะอยู่กับนักขัตก็อยากจะให้ได้ปรับความเข้าใจกัน แต่เมื่อกี้เห็นนักขัตเดินคอตกผ่านหน้าคนเดียวไปจึงกลับมาดู
“อืม” วันชนะไม่อยากสาวความ “กลับกันเถอะ”
“อ้าว” บอสงง “ไม่ต่ออีกหน่อยเหรอ”
“งั้นไปก่อนละ” พูดจบก็เดินดุ่ยออกมาไม่สนใจว่าจะทิ้งบอสเอาไว้
“เฮ้! ’จารย์” เสียงตะโกนดังตามหลัง

จนกลับเข้ามาในห้องที่มืดสนิท
“อ๊ะ!”
เขาสะดุ้งเมื่อมือที่ควานหาสวิทซ์ไฟโดนเข้ากับร่างของใครคนหนึ่ง “ใครน่ะ!”
ร่างปริศนาไม่ตอบคำถามสั่นๆนั้นแต่กลับตรงเข้ากอดอย่างแน่น นั่นถึงทำให้วันชนะอ่อนลง
“ตั้มเหรอ” เสียงถามอ่อนลง
“เดี๋ยวนี้ร้ายจังเลยนะ” เสียงแผ่วที่ข้างหูพร้อมกับจูบที่ข้างแก้ม “วินยกโทษให้ตั้มเถอะนะ ตั้มขอโทษที่ทำไม่ดีกับวินวันนั้น นะครับ” ไม่พูดเปล่าคนขอลุแก่โทษพรมจูบไปด้วย
“เปิดไฟก่อนสิตั้มอย่างนี้มันแปลกๆ” วันชนะพูดจบก็โดนจูบแบบจู่โจมที่ปาก
ไฟเปิดสว่าง จากนั้นนักขัตจึงพาร่างในวงกอดไปที่เตียง ค่อยๆนั่งลงด้วยกัน มองหน้ากันอย่างเต็มตา
“เราสองคนรอวันนี้มานานมากแล้วนะวิน อย่าเสียเวลาอีกเลยนะ” นักขัตจับที่แก้ม
“แล้วคุณลุงกับคุณน้า...” วันชนะหวนคิดถึงปัญหา
“พวกเขาไม่ว่าอะไรแล้ว” นักขัตสบตานิ่ง พูดอย่างหนักแน่น
เท่านั้นแหละ เหมือนคนโดนล่ามโซ่มานานนับปีถูกปลดปล่อย วันชนะโผเข้าหานักขัตโดยทันที
“ฮือ...”
วันชนะร้องไห้อย่างไม่อาย พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “จริงๆนะ วินรักตั้มได้แล้วใช่มั้ย”
“ต่อจากนี้จะไม่มีใครมาห้ามไม่ให้เรารักกันอีกแล้วล่ะ” นักขัตลูบหลังอย่างทนุถนอม
นานกว่าชั่วโมงที่กอดกัน จูบกัน หอมกันอย่างแสนรักใคร่
เพลงรักเริ่มอย่างนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นร้อนแรงด้วยแรงปรารถนาที่ดึงดูดคนทั้งสองให้เต้นรำไปกับจังหวะของมัน...

“หนาวมั้ย” คนกอดถามคนถูกโอบ
“กอดอยู่อย่างนี้จะหนาวได้ยังไงกันล่ะ” วันชนะเงยหน้าเห็นจมูกโด่งอยู่เหนือศีรษะ
“ไม่น่าเชื่อเลยรู้มั้ยตั้ม ว่าเราจะมีวันนี้” วันชนะทิ้งน้ำหนักลงกับอกของนักขัตอีกจนสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจ
“ถ้าก่อนนี้รู้ว่าวินทิ้งตั้มไปเพราะเหตุผลอะไรกันแน่ ตั้มจะไม่ปล่อยให้เราต้องจากกันนานขนาดนี้หรอก จากนี้ไปมีอะไรขอให้วินบอกตั้มเถอะนะ อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว เพราะตั้มจะไม่ปล่อยให้วินต้องสู้เพียงลำพังอีกแล้ว แต่เราจะฟันฝ่ามันไปด้วยกันนะ” นักขัตพูดที่ข้างหู “สัญญากับตั้มนะ”
“อืม สัญญาครับ” วันชนะยกนิ้วก้อยให้

นักขัตเกี่ยวนิ้วก้อยที่ยื่นมานั้นด้วยนิ้วก้อยของเขาเอง ความรู้สึกของคนรักสองคนเรียงร้อยเข้าด้วยกัน มันเป็นมากกว่าคำสัญญาใด เพราะเขากับวันชนะจะปฏิษัติต่อกันด้วยหัวใจ คำพูดของพ่อที่เอ่ยเมื่อตอนก่อนออกจากบ้านหวนมาอีกครั้ง...พ่อถามว่าเขาแน่ใจแล้วหรือ...เขากำลังพูดให้วันชนะฟังเหมือนกับที่ตอบคำถามของพ่อ

“ในชีวิตของตั้มไม่มีสิ่งใดแน่นอนยิ่งกว่าวินอีกแล้ว”


Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 12:35

ส่งท้าย



“เรียบร้อยรึยังตั้ม เดี๋ยวไม่ทันนะ”
เสียงตะโกนเรียกดังจากชั้นล่างของบ้าน สักพักนักขัตจึงเดินลงบันไดมา ร่างสูงหล่อเหลาอยู่ในชุดทำงาน “อืม”
“วันนี้คงกลับดึกหน่อยนะ” นักขัตไม่บอกเหตุผล จากนั้นก็ตรงออกจากบ้านไปเลย
จนเสียงรถยนต์หายไปกับถนน วันชนะจึงได้นั่งที่โต๊ะแล้วกินเข้าเช้าคนเดียว ต้มข่าไก่ที่อุตส่าห์ลงมือทำเองดูเหมือนจะจืดชืดไปเสียสนิท

แปดเดือนที่ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ด้วยกัน เจอหน้ากันทุกวัน บอกรักกันทุกวัน อาจทำให้นักขัตเบื่อเขาแล้วก็ได้ เคยเจอมาเยอะเหมือนกัน คู่รักที่เลิกรากันเพราะเบื่อน้ำพริกถ้วยเก่า แต่เขาไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลยสักนิด นับวันยิ่งจะรักนักขัตมากขึ้นๆจนแทบจะทะลักออกมา กลัวเหลือเกินว่ายิ่งนานวันความรักที่นักขัตมีให้จะลดลงจากร้อยไปหาศูนย์ และประเมิณจากสถานการณ์หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ชี้ว่าความสัมพันธ์อยู่ในขั้นวิกฤตเสียแล้ว ยิ่งตอนนอนเขาหลับอย่างรวดเร็ว ไม่สนที่จะจิ๊จ๊ะกันก่อนนอนนั่นยิ่งทำให้วันชนะคิดมาก ระแวงไปสารพัด ความคิดน่ากลัวอย่างหนึ่งคือนักขัตนอกใจ โดยเฉพาะปกติวันเสาร์เขาไม่เคยออกไปทำงานมาก่อน

จนบ่ายสามโมงวันชนะสะดุ้งตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ ในบ้านดัง เขาหยิบรีโมทมากดปิดทีวีที่เปิดค้างเอาไว้ก่อนจึงค่อยเดินไปรับสาย

“วินพูดครับ” พูดจบก็ปิดปากหาว
“ตั้มเองนะ ขอโทษทีนะวิน พอดีว่าตั้มลืมแฟ้มงานอันหนึ่งน่ะ วางอยู่ในลิ้นชักที่โต๊ะทำงาน วินช่วยเอามาให้หน่อยได้มั้ย ตั้มปลีกตัวไปจากที่นี่ไม่ได้จริงๆ” เสียงปลายสายฟังดูรีบร้อนมากๆ
“ได้สิตั้ม ชั่วโมงนึงนะ” วันชนะรับคำ

มันน่าน้อยใจไหมล่ะ พอเอามาให้ที่หน้าบริษัท นักขัตออกมาเจอโดยคุยมือถืออยู่ตลอดเวลาปล่อยให้วันชนะยืนเงียบอยู่เป็นสิบนาทีกว่าจะวาง
“ขอบใจมากนะ” นักขัตพูดเท่านั้นก็มีสายเข้ามาอีก “กลับไปได้แล้วล่ะ” เขาไล่วันชนะก่อนจะอมยิ้มมองสายที่โทรเข้ามาแล้วกดรับพร้อมกับเดินหายเข้าไปในบริษัท
อะไรกัน คิดว่าเขาเป็นอะไรกันเนี่ย ไม่ใช่คนรับใช้นะ วันชนะทั้งงอนทั้งน้อยใจ แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรมากไปกว่านั้นมือถือของตัวเองก็มีสายเข้า
“ว่าไงบอส” วันชนะกดรับ
“ไปดูหนังกันป่าว” ปลายสายชวน “วันเสาร์ทั้งทีนา อย่าจำเจอยู่กับพี่ตั้มทั้งวันเลยนะ”
“จำเจอะไรกัน เขาไม่อยู่บ้านเสียหน่อย” วันชนะกระแทกเสียงใส่
“อ้าว กรรม ทะเลาะกันเหรอ มาระบายใส่ผมถูกมั้ย” บอสพูดด้วยน้ำเสียงกวนสุดๆ
“แค่นี้นะ” ก่อนจะกดวางสายวันชนะยังทันได้ยินเสียงเอะอะของบอสจึงยกมือถือขึ้นมาคุยต่อ
“แหม แซวเล่นหน่อยเดียว โกรธซะมากมาย อ่ะ ไถ่โทษ จะเป็นฝ่ายเลี้ยงหนังละกัน เจอกันที่โรงหนังนะ โอเคนะ” บอสวางสายไปเลยเป็นการมัดมือชก

วันชนะถอนใจให้นิสัยไม่รู้จักโตของบอส เรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่งแล้วแท้ๆยังทำตัวเป็นเด็กมัธยม ในเมื่อเห็นประโยชน์มากกว่ากับการไปดูหนังกับบอสเขาก็ตรงไปยังที่นัดหมาย
กว่าหนังจะจบก็เกือบสองชั่วโมง ขากลับรถก็ติดทั้งที่เป็นวันเสาร์แท้ๆ สุดท้ายกว่าจะมาถึงหน้าบ้านก็มืดแล้ว ถอนใจไปหนึ่งเฮือกใหญ่ๆก่อนจะไขกุญแจเข้าบ้าน...เหงาเหลือเกิน

แต่พอเข้าไปในบ้านวันชนะก็รู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ
กลิ่นกุหลาบอบอวลไปหมด มือรีบควานหาสวิทซ์ไฟแล้วกดเปิด
พอได้เห็นน้ำตาแทบจะไหล ดอกกุลาบแดงเต็มบ้านไปหมด!

“ปิดไฟดีกว่านะที่รัก” นักขัตเดินออกมาจากอีกห้อง มือข้างหนึ่งถือเชิงเทียนที่จุดเทียนสว่างนวล อีกมือมีกุหลาบสีขาวสด
วันชนะยังค้างอยู่จนนักขัตเดินเข้ามาใกล้
“ตั้มขอปิดไฟนะ” เขาเลยไปปิดไฟแล้วกลับมาที่ตรงหน้าวัน แล้วจึงพากันไปที่โซฟา เชิงเทียนถูกวางไว้ที่โต๊ะตรงหน้า
“ไปดูหนังกับบอสสนุกมั้ยครับที่รัก” นักขัตจูบริมฝีปากอย่างนุ่มนวล
“อ๋อ วางแวนเอาไว้เหรอ” วันชนะทำท่าฮึดฮัด
“ก็จะได้มีเวลาขนดอกกุหลาบเข้ามายังไงล่ะ” นักขัตตอบ
“วันนี้ไม่ใช่วันเกิดวินสักหน่อยนะ” วันชนะเริ่มยิ้มได้
“ก็ไม่ใช่นี่ วันเกิดวินเดือนหน้า วันนี้วันครบรอบที่เราเจอกันต่างหากล่ะ” นักขัตจูบที่ปากวันชนะอีกครั้งและได้รับการตอบสนองอย่างอ่อนนุ่มเช่นกัน
“นึกว่าจะมีแต่วินจำได้อยู่คนเดียวเสียอีกนะ” ที่จริงวันชนะไม่คิดว่านักขัตจะเห็นความสำคัญของวันนี้ เขาจึงไม่อยากเอามาตั้งเป็นวันพิเศษ โดยเฉพาะที่นักขัตทำเฉยชาใส่ ว่าแล้วก็อยากจะทดลองฟังคำอธบาย “แล้วพักหลังนี่ ดูหมางเมินใส่วินเพราะแผนนี้ด้วยหรือเปล่า”
“คิดว่าตั้มแอบไปมีคนอื่นล่ะสิ” นักขัตรู้ทัน
“ก็ตั้งใจจะให้คิดอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ” วันชนะเริ่มงอนอีกแล้ว
“วิน...ที่รักจ้ะ ตั้มไม่คิดจะมีใครอื่นอีกแล้วล่ะ ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่สิบปีก็ตามตั้มก็จะมีวินคนเดียวนี่แหละครับ เชื่อใจตั้มนะ”
วันชนะยิ้มทั้งยินดีและทั้งเขินปะปน

“และเพื่อพิสูจน์ว่าที่ตั้มทำเฉยใส่เป็นหนึ่งในแผนการเซอร์ไพรส์ครั้งนี้...” นักขัตลากเสียงพร้อมทำตาเจ้าเล่ห์ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงว้อนท์สุดๆว่า

“มานี่เลยวิน ตั้มอดทนมาตั้งเจ็ดวันแน่ะ”


Image





อวสาน








แค่มีเธอ - กิต Antonymer
ขอบคุณพี่ Venus ที่หาเพลงประกอบให้นะครับ :blink:
Last edited by Brownni on 06 May 2008 11:07, edited 2 times in total.
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 12:35

ขอขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่คอยติดตามผลงานนะครับ
ระยะเวลาคาดว่าหนึ่งปีกว่าๆของแค่มีนายก็จบลงแล้วนะครับ
ขออภัยที่บางช่วงทิ้งห่างไปสามเดือนสี่เดือนไม่มาต่อเลย
แต่ก็ไม่เคยคิดจะทอดทิ้งนิยายที่เขียนขึ้นนะครับ
หวังเพียงว่าท่านผู้อ่านจะมีความสุขและอิ่มเอมเมื่ออ่านถึงบรรทัดสุดท้าย
ถ้าเป็นไปได้ผมจะผลักดันเรื่องนี้เป็นรูปเล่มนะครับ

เจอกันเรื่องหน้านะครับ
มีแปลนอีก 2 เรื่องแน่ะ

โอน
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 13:39

:greez: :greez:
Iba
อนุบาล อนุบาล
Posts: 62
Joined: 04 Jan 2008 10:31

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 16:45

สุดยอด.... :clap: :clap: :clap:
....ชีวิต คือ ศิลปะ แห่ง กาลเวลา....
User avatar
fine_art
อนุบาล อนุบาล
Posts: 79
Joined: 07 Feb 2008 01:01

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 17:20

เผลอแป็บเดียว จบซะแล้ว ใจหายจัง แต่ยังไม่ได้อ่านตอนท้าย ๆ เลยนะครับ มัวแต่วุ่นวายกับเรื่องของตัวเอง ไว้จะกลับมาประทับใจทันทีที่มีเวลา ละก็จะรอเรื่องต่อ ๆ ไปนะครับ :greez: :greez:


Be Someone
ประถม ประถม
Posts: 202
Joined: 14 Mar 2008 16:18

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 18:09

กรี๊สสสสสสสสส จบแบบ happy มากกก ชอบสุด ๆ ค่ะ
ถ้ามีเป็นเล่มเมื่อไรบอกด้วยนะคะ
Maruko
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 4
Joined: 27 Mar 2008 03:46

Re: แค่มีนาย

Post02 May 2008 21:30

ซึ้งอ่าครับ เสียดายจังที่จบแล้ว เอาผลงานมาให้อ่านอีกนะครับผม จะติดตามเรื่อยๆครับ
"สุภาพสตรีโนกู้ด สุภาพบุรุษนัมเบอร์วัน"
พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร จะยังรักเธอเสมอ ขาดเธอฉันคงไม่อาจรักใคร
User avatar
so lonely gay
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1263
Joined: 31 Dec 2007 19:23
Location: ดินแดนสวรรค์ทุ่งต้นกกPaRaDiSe

Re: แค่มีนาย

Post03 May 2008 04:48

:satoo: ขอบคุณมากมายเลยครับ :satoo:

ดีใจที่ได้อ่านเรื่องหนุกๆ ซึ้งๆแบบนี้

:satoo: :satoo: :satoo:
ประสบการณ์จะสอนคน
User avatar
ManCanCry
ประถม ประถม
Posts: 226
Joined: 03 Jan 2008 07:56

Re: แค่มีนาย

Post03 May 2008 09:47

YaY!!
Happy Ending =)
Thank you na krub P'Own
You & Me Could Write a Bad Romance
User avatar
Angel
ปริญญาตรี ปริญญาตรี
Posts: 1288
Joined: 01 Jan 2008 13:15
Location: No Where & Every Where

PreviousNext