แค่มีนาย

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

แค่มีนาย

Post10 Feb 2008 23:52

1




“ปีหนึ่งระเบียบเชียร์ พร้อม”
“พร้อม!”
“เอาใหม่ๆ เสียงแผ่วอย่างนี้พวกคุณจะไปทำมาหากินอะไรได้ เสียงน่ะมีไหม” หล่อนอยู่ในชุดนิสิตกลัดกระดุมถึงคอตามระเบียบการแต่งกายของมหาวิทยาลัย ร่างบางๆเดินหลังตรงหน้าเชิดอยู่หน้าแถวตอนหลายแถวที่มีนิสิตปีหนึ่งนับพันคนมาชุมนุมกันตามคำสั่ง
“ปีหนึ่งระเบียบเชียร์ พร้อม” เธอกล่าวด้วยเสียงอันดังกลบพื้นที่ชุมนุมที่เงียบกริบอีกครั้ง ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“พร้อม!” นิสิตชั้นปีหนึ่งทุกคนตะโกนตอบรับทันทีที่สิ้นเสียงของประธานเชียร์อย่างพร้อมเพรียง

การซ้อมเชียร์กีฬามหาวิทยาลัยหรืออาจจะเป็นการรับน้องกลายๆจะมีขึ้นทุกปีโดยการควบคุมแบบเข้มจากรุ่นพี่ การซ้อมที่ผสานไปด้วยระเบียบวินัยซึ่งรุ่นพี่บอกว่าสิ่งนั้นจะทำให้น้องๆเกิดความสมานสามัคคีและรู้จักเพื่อนร่วมรุ่นมากขึ้น แต่วันชนะมองว่ามันเป็นเกมส์สนองความต้องการอยากแกล้งรุ่นน้องของพวกรุ่นพี่เสียมากกว่าหรือไม่ก็เป็นการเอาคืนแบบเมื่อตอนที่รุ่นพี่ยังเป็นรุ่นน้อง ห่วงโซ่นี้เลยกลายมาเป็นประเพณีอย่างที่เรียกกัน
“ดิฉันจะให้พวกคุณพักสิบนาที” ประธานเชียร์ยังคงกล่าวด้วยเสียงอันดังและฟังดูมีอำนาจ หล่อนเดินหลังตรงออกไปพ้นสถานที่ชุมนุม สักพักเมื่อมีการแจกน้ำและขนม เสียงของบรรดาเด็กๆเพิ่งผ่านรั้วมัธยมก็ดังขึ้นเซ็งแซ่
นิสิตปีหนึ่งทุกคนนั่งกับพื้น วันชนะยื่นมือรับขนมที่อยู่ในกรวยกระดาษจากรุ่นพี่คนหนึ่ง คุกกี้ชิ้นเล็กๆรูปหัวใจที่พูนจากปากกรวยหล่นไปนอนแน่นิ่งบนตักของคนข้างๆ หากแต่เจ้าของตักมัวแต่คุยอยู่กับเพื่อนของเขาจึงไม่ทันสังเกต
“ขอโทษครับ เอ่อ...” วันชนะสะกิดไหล่เขา
“ครับ” เขาหันมาพร้อมรอยยิ้ม นั่นทำให้วันชนะประหม่าเล็กน้อย ฟันขาวเรียงกันเป็นระเบียบกับริมฝีปากได้รูปสีชมพูธรรมชาติอย่างคนผิวพรรณดี ประกอบกับคิ้วเข้มยาวบนดวงตาสีดำขลับที่เข้ากันกับจมูกโด่งสวย ทั้งหมดนี้อยู่บนใบหน้าของเขา
“อ้อ นี่ครับ” เขารู้ความทั้งที่วันชนะยังไม่ได้กล่าวอะไรต่อ คุกกี้ชิ้นนั้นถูกยื่นให้วันชนะพร้อมคำพูดสัพยอก “อย่าทำหล่นง่ายๆอีกล่ะ...หัวใจน่ะ”
วันชนะได้แต่ยิ้มรับมา แต่กระดาษเจ้ากรรมที่ห่อเป็นกรวยดันหักครึ่งเสียนี่ คุกกี้ก็เลยพากันเทใส่ตักเขาอีกรอบ
“เฮ้ย!” เขาตกใจรีบเอามือมารอง
สุดท้ายเขาก็ช่วยเก็บคุกกี้อีกรอบใส่กรวยที่ถูกคลี่เป็นจานรอง
เหตุการณ์สงบแล้วเขาก็หันกลับไปคุยกับเพื่อนกลุ่มของเขาต่อ ไม่มีปี่มีขลุ่ยอยู่ดีๆเขาหันมาทางวันชนะแล้วถาม “นาย ชื่อไร”
“วิน” วันชนะตอบ
“เราชื่อตั้ม” เขายิ้มสดใส “ยินดีที่รู้จักนะ” เขายกมือขึ้นจับที่ไหล่ของวันชนะแล้วโยกเบาๆแบบผู้ชายทำกับเพื่อน
“นายอยู่หอในรึเปล่า” เขาถามขณะเดียวกันก็หยิบคุกกี้ของวันชนะไปกินด้วย
“อืม ตึกสี่” วันชนะตอบ
“จริงดิ นายอยู่ห้องเบอร์อะไร” เขาทำหน้าตื่นเต้น
“609” วันชนะตอบ
“จริงดิ!”
ยังไม่ทันได้ถามอะไรอีกเสียงของประธานเชียร์ก็ดังขึ้น ทุกเสียงของปีหนึ่งก็อันตรธานไปทันทีราวอัตโนมัติ การซ้อมเชียร์ก็เริ่มอีกครั้ง


Image




วันชนะเดินลัดเลาะผ่านอาคารเรียนสอง-สามคณะจนมาโผล่ตรงทางเดินข้างๆสนามฟุตบอลในเวลาพลบค่ำ หลังจากเลิกซ้อมเชียร์เขาก็มุ่งหน้ากลับหอพักภายในมหาวิทยาลัยทันที บรรยากาศตอนนี้เหมือนฝนกำลังจะตก เพราะมองเห็นเมฆครึ้มอยู่ไม่ไกล ไม่นานลมเย็นก็พัดแรงขึ้นพัดพาเศษใบไม้และฝุ่นผงลอยคลุ้ง แต่กระนั้นในสนามก็ยังถูกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งจับจองเล่นฟุตบอลกันอย่างไม่หวั่นต่อสภาพอากาศ

กลุ่มผู้ชายวิ่งไล่ลูกบอลกลมๆกลางสนามเป็นภาพที่ดึงดูดสายตาของวันชนะได้อยู่โข ด้วยความพึงใจในสรีระของบุรุษมาแต่พื้นเดิมซึ่งเรื่องนี้เขาเองก็ไม่รู้ว่าเป็นมาตั้งแต่เมื่อไรกว่าจะรู้ตัวอีกทีใจมันก็เต้นระรัวกับผู้ชายด้วยกันไปแล้ว ยิ่งตอนนี้ผู้ชายพวกนั้นต่างก็เปลือยท่อนบนเหลือเพียงกางเกงบอลขาสั้นพลิ้วลมเท่านั้น ร่างกำยำอาบด้วยเหงื่อชุ่มโชกยิ่งทำให้รู้สึกใจหวิวๆ แต่แล้วก็เกิดความรู้สึกสวนทาง
ยังไงก็คือผู้ชาย...

มาถึงสระน้ำหน้าตึกสี่ น้ำในสระเป็นสีเขียวคล้ำ กลางสระประดับด้วยใบบัวกลุ่มหนึ่งโดยปราศจากดอก ลมแรงยังพัดมาอย่างต่อเนื่อง พุ่มเฟื่องฟ้าสูงเลยหัวข้างหน้าพัดโยกตามแรงกระพือของสายลมจนในหลุดร่วงปลิวขึ้นฟ้า วันชนะรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งเพื่อไปให้ถึงใต้ถุนตึก แต่พอถึงใต้พุ่มเฟื่องฟ้าก็มีสายลมพัดมาอย่างแรงวูบหนึ่ง ทำให้ก้านแห้งๆของมันโยกตามกระแสลม บังเอิญเหลือเกินว่ามันสอดเข้าไปในคอเสื้อแล้วดีดตัวกลับเกี่ยวเอาสร้อยคอเส้นเล็กบางติดไปด้วย วันชนะสะดุ้งโหยงเพราะทีแรกนึกว่ามีคนมากระชากมันไป แต่พอเห็นสร้อยของรักพันห้อยอยู่กับกิ่งเฟื่องฟ้าข้างหน้าก็เบาใจ สร้อยคอเส้นนี้เป็นของที่คุณแม่ของเขาซื้อให้ตอนสอบเข้าเรียนที่นี่ได้ สร้อยทองสลึงหนึ่งอาจจะไม่ได้มีค่ามากแต่ล็อกเก็ตเงินที่ห้อยอยู่นั้นภายในบรรจุสิ่งสำคัญเอาไว้ มันแทนตัวคุณแม่ของเขาซึ่งบัดนี้คงจะเฝ้ามองดูลูกชายคนนี้อยู่บนสรวงสวรรค์

วันชนะเอื้อมมือคว้าสายได้แล้วแต่ลมที่โหมพัดก็พาเอาเศษผงในอากาศปลิวเข้าตา มืออีกข้างรีบยกขึ้นปิดตาโดยอัตโนมัติขณะที่อีกข้างดึงสร้อยลงมา
กิ่งไม้แห้งนั้นหักเปราะ วันชนะเสียการทรงตัวแถมซ้ำยังไปเหยียบโดนก้อนหินจนลื่น ข้อเท้าเขาพลิกจนล้ม วันชนะร้องอย่างเจ็บปวด ขยับเท้าจะลุกขึ้นก็เจ็บเกินบรรยาย มือข้างหนึ่งยังปิดตาเอาไว้ น้ำตาไหลนองเต็มหน้า ด้วยกลไกของร่างกายที่พยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย
“พยายามอย่าเพิ่งขยับเท้านะ” เสียงหนึ่งดังที่ข้างหูพร้อมกับวันชนะรู้สึกว่าตัวเขาถูกอุ้มขึ้นอย่างง่ายดาย

วูบหนึ่งวันชนะรู้สึกอบอุ่น อาจเพราะได้สัมผัสกับไอร้อนๆจากตัวของคนที่มาช่วย หรืออาจเพราะรับรู้ถึงกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของเขา
“ขอบคุณครับ” วันชนะหันหน้าไปทางที่คิดว่าหน้าของคนที่อุ้มเขาอยู่จะอยู่ตรงนั้นทั้งที่ยังหลับตา
“ไม่เป็นไร พอดีตามมาเห็นเข้าน่ะ” เขาพูด ฟังน้ำเสียงคุ้นๆ “ว่าแต่นายหันหน้าไปอีกทางได้ม่ะ มันจะชนแก้มเราอยู่แล้ว”
“อ๊ะ ขอโทษทีครับ พอดีฝุ่นเข้าตา ผมมองไม่เห็น” วันชนะหันหน้าเข้าไปตามเสียง อยากแสดงให้เขาเห็นชัดๆว่าหลับตาอยู่ แล้วจมูกโด่งๆก็ปาดเข้ากับแก้มของชายปริศนาจนได้
“เฮ้ย!” เขาสะดุ้งสุดตัวจังหวะเดียวกับฟ้าร้องคำรามดังไล่จากทิศหนึ่งไปอีกทิศหนึ่ง
“อ๊า!” วันชนะรู้สึกได้ว่ามีแสงสว่างวาบหลังเปลือกตา ความขยาดในเสียงฟ้าร้องที่เป็นมาตั้งแต่เด็กถูกจุดขึ้นทันที
“เปรี้ยง!” เสียงฟ้าผ่ากังก้องบาดหูตามมาไม่ถึงนาที
“เฮ้ย!” เขาสะดุ้งอีกรอบที่โดนวันชนะงอตัวโผขึ้นมากอดไว้แน่น

ในที่สุดก็มาถึงใต้ตึก เขาจึงวางวันชนะลงอย่างนุ่มนวล
“อย่าเพิ่งขยับเท้านะ” เขาเตือน แต่ก็บ่นๆว่า “อะไรว้า โดนผู้ชายหอมแก้มแล้วยังโดนกอดอีก ฟ้าอย่าผ่าผมเลยนะ”
“อะไรนะครับ” วันชนะทวน เพราะฟังไม่ถนัด
“ยังไงก็ขอบคุณครับ” วันชนะขอบคุณเขาอีกครั้ง “ไม่ได้คุณผมอาจจะเผลอเดินตกสระไปแล้วก็ได้” ว่าพลางเอามือข้างที่ปิดตาออก พยายามจะลืมตาแต่ก็ยากเหลือเกิน
“จะโดนฟ้าผ่าตายก่อนสิไม่ว่า” เขาพูดทำนองบ่นเล่นๆเสียมากกว่าก่อนจะเดินผละไปปล่อยให้วันชนะคุยกับลมกับฝน
“มาทางนี้สิ” เขาจับคางวันชนะให้เชิดขึ้น “ลืมตานะแล้วกระพริบตาถี่ๆ”
สายน้ำเย็นๆไหลเป็นสายต่อเนื่องรินรดเพื่อให้พาเศษผงออกไป

วันชนะขอบคุณเขาอีกครั้งหลังจากพอลืมตาได้บ้างแล้ว เลยคว้าขวดน้ำมากรอกตาเองแต่ก็ดูขัดๆ
“มา ให้เราช่วย” เขาแย่งขวดน้ำกลับไป
สักพักโลกขุ่นมัวก็ค่อยๆชัดขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าของเขาคนนั้นที่อยู่ใกล้หน้าของวันชนะมากๆ ตาของเขาจ้องเข้าไปในตาของวันชนะเพราะกำลังตรวจเช็คการมองเห็นของวันชนะ
“อ้าว นายเองเหรอ” วันชนะทักพอรู้ว่าเขาคือใคร นายคนที่นั่งข้างๆเมื่อตอนซ้อมเชียร์
“เออดิ เราเอง” เขาว่า
“ว่าแต่นายไปหยุดทำอะไรที่ตรงนั้น” เขาชี้ไปที่จุดเกิดเหตุ
วันชนะจึงได้นึกขึ้นได้ว่า ในมือเขาไม่มีสร้อยเส้นนั้นอยู่ เพราะเป็นของสำคัญวันชนะเลยดันตัวลุกขึ้นแต่ลืมไปเท้าเจ็บอยู่
“โอ๊ย!” แล้วใบหน้าก็ซีดลงเมื่อรู้ว่าของรักหายไปแถมยังเจ็บตัวอีก ซวยจริงๆ
“สร้อย...นายเห็นสร้อยไหม” วันชนะบีบแขนคนตรงหน้า หน้าเบ้ออกๆร่ำๆจะร้องไห้
“ไม่นี่ เราไม่เห็น ไม่มีสร้อยแต่แรกแล้วนะ” เขาตอบพลางชะเง้อหา “บางทีอาจจะตกอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวจะลองไปดูให้นะ” ว่าจบเขาก็วิ่งลุยฝนออกไปแต่เพราะความมืดก็ทำให้ยากที่จะมองเห็น
วันชนะได้แต่ปลง “พอเถอะ นาย เอ่อ...ช่างมันเถอะ” วันชนะยิ้มเศร้าๆให้กับน้ำใจของเขา
“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าเรามาหาให้อีกนะเผื่อจะเจอ ตอนนี้เท้านายเป็นยังไงบ้าง” เขาถาม
“ก็ดีขึ้นแล้วล่ะ” วันชนะพูด “ขอบใจนะที่เป็นห่วง นายก็กลับได้แล้วล่ะเดี๋ยวฝนคงจะตกหนักกว่าเดิมอีก เราขึ้นไปเองได้”
พอจะลุกขึ้นเดินเท่านั้นแหล่ะความเจ็บก็กลับมายึดข้อเท้าอีกครั้งจนหน้าบูดหน้าเบี้ยว

กว่าจะมาถึงชั้นหกชั้นบนสุดได้ก็เล่นเอาทั้งสองคนเหนื่อยไม่ใช่เล่นเพราะว่าเป็นตึกเก่าจึงไม่มีลิฟต์ คนหนึ่งเจ็บเท้า ส่วนอีกคนก็พยุงคนเจ็บเท้าขึ้นมา
ถึงหน้าห้องวันชนะเคาะประตูเรียกรูมเมทสักพัก เห็นว่าไม่มีใครมาเปิดประตูจึงล้วงกุญแจออกมาแล้วไขเข้าไป
วันชนะเลยถูกพาไปนั่งพักบนเตียง
“อย่าเพิ่งลุกไปไหนล่ะ” เขาพูดแล้วก็วิ่งออกจากห้องไป
Last edited by Brownni on 12 Feb 2008 01:07, edited 1 time in total.
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post11 Feb 2008 20:16

ได้อ่านแล้ว น่ารักดี

รอติดตามอ่านตอนต่อไปอยู่นะครับ
:smile:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post12 Feb 2008 00:45

2



พอเขาออกไป ฝนเม็ดใหญ่ก็กระหน่ำลงมา ลมโหมกระพือแรงกว่าเดิม ฟ้าคำรามดังอยู่เหนือตึก เสียงประตูห้องกระแทกผนังดังปังเพราะแรงลมที่ตีเข้ามา ละอองเล็กๆปลิวเข้ามาภายในห้องพร้อมกับเสียงอื้อหวือของสายลม หนังสือหลายเล่มที่วางอยู่บนโต๊ะถูกพัดตกลงพื้นกระจัดกระจาย

วันชนะดันตัวขึ้นตั้งใจจะตรงไปปิดประตู แต่พอก้มดูเท้าตัวเองก็ตกใจเพราะตอนนี้มันบวมแดงจนน่ากลัว ในที่สุดก็ตัดสินใจค่อยๆลุกขึ้น ยังไม่พ้นจากเตียงเขาก็กลับเข้ามาในห้อง
“บอกแล้วไงว่าอย่าลุกขึ้นมา” น้ำเสียงเขาไม่ชอบใจนัก
“ก็นายไม่ปิดประตูนี่ ฝนมันสาดเข้ามา” วันชนะไม่ยอม
“เออๆ ขอโทษที” เขาเลยไปปิดประตูแล้วเดินกลับมาสั่ง “นั่งลงไปเลย เฮ้ย!...”
เขาเสียหลักเพราะเดินมาเหยียบหนังสือเล่มบางที่พัดตกลงจากโต๊ะเมื่อครู่ ปกหนังสือเคลือบมันวางอยู่บนพื้นกระเบื้องที่โดนละอองฝนทำให้ลื่น เหตุนั้นเขาจึงล้มลงไปทับวันชนะ
เหมือนอยู่ฉากในละครหลังข่าว วันชนะเหมือนเห็นภาพสโลว์ตอนที่พระเอกเดินชนนางเอกแล้วพระเอกคว้าตัวนางเอกเอาไว้ได้ทัน แล้วนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความรักของคนทั้งสอง
“นายมีไข้ด้วยเหรอ ตัวร้อนๆนะ” เขาพูดทั้งยังทับอยู่บนตัววันชนะ
“ไม่นี่” วันชนะหลบตา
“แต่เราว่านายตัวร้อนนะ” เขายกมือแตะหน้าผากตัวเองอีกข้างก็แตะหน้าผากวันชนะ
“หนัก” ...จะทับอีกนานไหมเนี่ย...วันชนะคิดในใจ
“โอ้ะ! ขอโทษที” เขารู้ตัวแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็หันไปสนใจกับเท้าของวันชนะ
เขาหาผ้าชุบน้ำแล้วเช็ดเบาๆทำความสะอาด จากนั้นจึงทาครีมที่เขาวิ่งออกไปเอามา
“เอาไว้พรุ่งนี้นายค่อยไปให้หมอดูอีกทีนะ” เขาพูดขณะที่มือก็นวดเบาๆบริเวณที่ทาครีม


Image



ฝนยังตกหนักอยู่เหมือนเดิม เสียงอื้ออึงรอบทิศราวกับพรุ่งนี้ตื่นมาน้ำจะท่วมเอาโลกนี้ให้จมไปเสียให้ได้
วันชนะนอนอยู่บนเตียง ความเหนื่อยล้าเริ่มเข้ามาครอบคลุมจนต้องค่อยๆยอมให้เปลือกตาเลื่อนลงช้าๆ เขายังรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ข้อเท้า
เขาออกไปแล้ว เหลือเพียงวันชนะในห้องนี้ ก่อนที่ความรู้ตัวจะหมดสิ้นไป วันชนะนึกถึงตอนที่อยู่ในอ้อมกอดแกร่งของเขาคนนั้น นึกถึงตอนที่โดนล้มทับแล้วรอยยิ้มเล็กๆก็ผุดขึ้นก่อนที่จะจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา

ท่ามกลางความมืด เด็กชายวัยเจ็ดขวบนั่งร้องไห้อยู่กับพื้น
“แม่ฮะ ผมขอโทษ ของที่แม่ให้วินหายไปแล้ว วินขอโทษฮะ”
เด็กชายยังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ที่เดิม แล้วเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้น
“โอ๋ อย่าร้องไห้ไปเลยคนดีของแม่” แม่ในตอนเขายังเด็กดูสดใสและใจดีเดินเข้ามาพร้อมกับแสงสว่างนวลตา แม่เข้ามาโอบอุ้มลูบหัวลูบผม “นี่ไงแม่เอามาคืนให้ลูกแล้วนะ” น้ำเสียงอบอุ่นคุ้นเคยนั้นเอ่ยพร้อมกับชูสร้อยเส้นวาววับเป็นประกายให้เด็กชายดูแล้วยื่นมันให้กับเขา
“ผมคิดถึงแม่ฮะ” เด็กชายกล่าว น้ำตาไหลเต็มสองแก้ม “แม่อย่าจากผมไปอีกนะฮะ”
“เด็กโง่ แม่ไม่ได้ไปไหนเสียหน่อยนี่จ้ะ แม่ก็อยู่กับวินตลอดเวลานั่นแหล่ะ” แม่หยิกจมูกเขาเบาๆ
“ผมรักแม่ฮะ” เด็กชายงอแงกอดแม่ไม่ยอมปล่อย...

ฟ้าหลังฝนสดใสเสมอ แปดโมงเช้าของวันใหม่มาเยือน แสงแดดจ้าสาดเป็นสายเข้ามาในห้อง วันชนะขยี้ตาก่อนค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น ไม่นานเขาก็ต้องแปลกใจที่พบว่าตัวเองอยู่ในชุดนอน หรือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเขาฝันไปเอง แต่พอรู้สึกเจ็บที่เท้าก็รู้ในทันทีว่ามันเป็นเรื่องจริงอย่างที่สุด เห็นชุดนิสิตไปกองอยู่ในตะกร้า หันไปมองบนเตียงพบผ้าขนหนูผืนเล็กๆยังชุ่มน้ำวางอยู่ใกล้ๆหมอน
นี่นายนั่นเปลี่ยนชุดให้เราหรือนี่...

“อ้าว ตื่นแล้วเหรอวิน” เป็นรูมเมทนั่นเองที่ถามเขาเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ “วันนี้มีเรียนกี่โมงล่ะ”
“วันนี้คงไม่ไปล่ะวุฒิ เจ็บเท้า” วันชนะตอบพลางเดินกระเผกๆไปที่โต๊ะ
“อ้าว ไปโดนอะไรมาล่ะนั่น” เพื่อนร่วมห้องถามอีก
“หกล้มน่ะ ข้อเท้าพลิก” วันชนะเลื่อนเก้าอี้แล้วลงไปนั่ง “แล้วเมื่อวานวุฒิกลับมาตอนไหนน่ะ หลับไม่รู้เรื่องเลย”
“เปล่า เมื่อวานไม่ได้กลับ ฝนตกหนักจะตาย เมื่อคืนเรานอนห้องพี่ชายที่หน้าม. เพิ่งกลับมาก็ตอนเมื่อกี้นี่แหล่ะ” ว่าเสร็จวุฒิก็เดินเข้ามาข้างหน้าแล้วยื่นของสิ่งหนึ่งในมือมาให้ “เอ้า ของนายนี่”
วันชนะดีใจจนลืมว่าเจ็บเท้า เขาดีดตัวขึ้น ในมือของวุฒิเป็นสร้อยเส้นนั้นนั่นเอง “วุฒิได้มายังไงน่ะ” เขารีบรับมาลูบๆ กำไว้แน่น

“ไม่รู้สิ นายไม่ได้เอามาวางไว้บนโต๊ะเราหรอกเหรอ” วุฒิทำหน้าไม่รู้เรื่อง
วันชนะได้แต่สงสัยแต่ความดีใจมีมากกว่าจึงไม่อยากคิดอะไรต่อไป ได้คืนมาก็ดีแล้ว เขารีบสวมสร้อยเส้นนั้นกลับเข้าที่คอพลางหลับตานึก
“แม่เอามาให้วินใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ”
แล้วจากนั้นวันชนะก็ลืมที่จะหาเหตุผลที่สร้อยเส้นนั้นกลับมาหาเขาอีกครั้ง


Image



วันชนะนั่งปล่อยความคิดเรื่องฝันเมื่อคืนกับเรื่องที่เขาตื่นขึ้นมาอยู่ในชุดใหม่สักพักจากนั้นก็ค่อยเดินเกาะราวบันไดลงไปยังโรงอาหารกลางที่อยู่ไม่ไกลจากตึกสี่เท่าไรนัก
ภายในโรงอาหารเต็มไปด้วยนิสิตที่มานั่งรับประทานอาหารเช้า เสียงคุยดังอยู่ทั่วบริเวณ วันชนะค่อยๆก้าวขาไปที่มุมสุดของโต๊ะยาวริมหน้าต่าง
ทานได้นิดเดียวสายตาก็สะดุดกับเขาที่กำลังรอคิวซื้ออาหารอยู่ข้างนอกหน้าต่างนั่น ดวงตาที่อยู่ใต้คิ้วเข้มยาวนั้นหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่มีเสน่ห์มาก
ปกติแล้ววันชนะเป็นคนขี้อาย ไม่มีทางที่จะมองคนที่ชอบได้เต็มตา แต่ตอนนี้เขาแฝงกายอยู่กับคนตั้งมากมาย และก็คิดว่าตัวเองไม่ได้ชอบนายคนนั้นมากเสียทีเดียว จึงคิดว่าเพียงสายตาคู่เดียวของเขาที่จุดนี้คงจะไม่เป็นที่สังเกตของใคร

เสียงนกร้องจิ๊บๆดังมาจากบนต้นอินทนินใกล้ๆหน้าต่าง กุหลาบกอหนึ่งข้างนอกนั่นส่งช่อแดงสดอวดสายตานิสิตที่เดินผ่านไปมาราวว่ามันเติบโตมาจากความกราดเกรี้ยวของธรรมชาติเมื่อคืนนี้
พริบตาหนึ่ง เขาหันมา

คนสองคนราวกับเป็นผึ้งสองตัวที่บินมาเจอกันเพราะต่างก็ถูกกลิ่นเย้ายวนของกุหลาบล่อมา
สายตาสบกันพอดีแต่วันชนะยังมั่นใจอยู่ว่าจุดที่เขาอยู่นี้มีคนเป็นร้อย เขาคงจะมองเลยไปข้างหลังมากกว่า แล้วพริบตาหนึ่งเขาก็หายไปจากตรงนั้น
วันชนะยิ้มเล็กๆให้กับการพบกันในที่ไกลๆและให้กับตัวเอง
ทำไมต้องยิ้มให้ตัวเองด้วยล่ะ...
ยิ้มปลอบตัวเองกระมัง....ใครจะเข้าใจ

“ไง นั่งด้วยคนสิ” อยู่ดีๆเขาก็มายืนถือจานข้าวอยู่ข้างๆ
“ได้สิ” วันชนะยิ้มเชิญ
“เท้าเป็นยังไงบ้าง” เขาวางจานข้าวและแก้วน้ำใบใหญ่ที่ใส่น้ำผลไม้ปั่นลงบนโต๊ะก่อนเจ้าตัวจะนั่งลงข้างๆ
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะ เพราะยาของนายแท้ๆเลยนะเลยไม่ต้องถึงกับไปหาหมอ เมื่อวานขอบใจมากนะ” วันชนะตอบ
“ดีแล้วล่ะ ว่าแต่นายอยู่ภาควิชาอะไรเหรอ” เขากินข้าวไปพลางถามไปด้วย
“พันธุศาสตร์”
เขาขมวดคิ้ว “พันธุศาสตร์...เกี่ยวกับอะไรเหรอ”
“ก็พวกยีนส์ ดีเอ็นเอ พันธุกรรม” วันชนะตอบ
“อ้อ” เขารับคำว่ารู้เรื่องแต่สีหน้าก็ยังมีความสงสัย แต่ก็ไม่ถามต่อ
“ว่าแต่นายล่ะ อยู่ภาคอะไร” วันชนะถามเขาบ้าง นึกสงสัยว่าทำไมเด็กสายวิทย์ฯถึงไม่รู้จักวิชาพันธุศาสตร์นะ
“คอมพิวเตอร์น่ะ” เขาตอบแก้มตุ่ย
วันชนะพยักหน้ารับรู้ ที่แท้เขาก็เรียนวิทยาฯคอมฯนี่เอง
“เย็นนี้นายเข้าซ้อมเชียร์ไหม” วันชนะถาม
“เราไม่ต้องเข้าซ้อมแล้วล่ะ เราได้เป็นนักบาสของคณะ” เขาตอบ
“จริงดิ” นอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังเป็นนักกีฬาอีก เพอร์เฟกจริงๆ
สงสัยวันชนะจะปลื้มออกหน้าออกตามากไปหน่อยเขาเห็นก็เลยยักคิ้วให้ทีหนึ่งประมาณว่า...เจ๋งไหมล่ะ...ทำอวดได้ไม่เท่าไรเขาก็ยกมือขึ้นปิดปากแล้วจามติดกันสามทีจนหน้าแดง
“สงสัยมีคนคิดถึงอยู่ล่ะสิ” วันชนะแขวะ
เขาจามอีกสองทีก็พูดกับตัวเองว่า “กลัวจะมีคนนินทามากกว่าไม่ว่า”
“เมื่อวานโดนฝนมาล่ะสิ” วันชนะพูดลอยๆ โดยหารู้ไม่ว่าที่เขาต้องไปตากฝนนั้นก็เพราะวันชนะเองนั่นแหล่ะ
“อือ” เขาขยี้จมูก

การสนทนาในเช้านี้เพิ่มความสนิทให้กับคนทั้งคู่ได้มากขึ้น วันชนะจึงได้รู้ข้อมูลบางอย่างของเพื่อนใหม่คนนี้เพิ่มขึ้นนอกจากรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาราวเทพบุตรของเขาเป็นต้นว่า เขาชื่อตั้ม อันที่จริงรู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วล่ะแต่วันชนะก็ยังไม่กล้าเรียกชื่อเขาตรงๆเพราะยังไม่คุ้นเคย เขาเรียนอยู่ภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นนักบาสของคณะ แถมยังเรียนเก่งได้เป็นนักเรียนได้รับทุนของมหาวิทยาลัย เขามีบ้านอยู่ที่เชียงใหม่ ที่บ้านทำไร่มะเขือเทศกับฟาร์มวัว คุณพ่อของเขาเป็นคนไทยแต่คุณแม่เป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ถึงกระนั้นเขาก็พูดญี่ปุ่นได้เพียงกระท่อนกระแท่นเพราะว่าเกิดและโตที่ประเทศไทย

พอเขากินเสร็จแล้วก็ขอตัวไปเรียน สักพักวันชนะก็สังเกตเห็นกระเป๋าสตางค์วางอยู่ที่เก้าอี้ตัวที่เขานั่งเมื่อกี้ มองซ้ายขวาไม่มีใครสนใจว่ามีกระเป๋าในนั้นอยู่ ถามผู้หญิงที่นั่งถัดไปก็ได้รับคำตอบว่าไม่ใช่ของเธอ วันชนะเลยถือวิสาสะหยิบมาเปิดดูก็เจอหน้าเขาบนบัตรประชาชน
“นายนักขัต เทพรักษ์”
ดูรูปในบัตรให้แน่ใจอีกทีก็เห็นว่าไม่ผิดตัวแน่ วันชนะรีบลุกขึ้นเพื่อจะวิ่งตามเอากระเป๋าไปคืน แต่ไม่ได้นึกไปถึงว่าตัวเองกำลังเจ็บเท้า ทันทีที่น้ำหนักตัวเทลงไปเท้าข้างนั้นถึงได้สะดุ้งเฮือก วันชนะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะเอากระเป๋าไปคืนนักขัตให้ได้ แต่ก็มองไม่เห็นเขาแล้ว

ชั่วโมงต่อมาวันชนะเลยต้องอยู่ในชุดนิสิต ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันทั้งที่ตั้งใจว่าจะนอนพักอยู่ที่ห้องแล้วแท้ๆ แต่ก็คิดว่าเอาเถอะเผื่อจะเจอนักขัตแถวๆคณะ
“อ้าว น้องวินไม่ไปเข้าเรียนเหรอ เมื่อกี้พี่เห็นกลุ่มน้องๆปีหนึ่งเพิ่งเดินเข้าห้องเลกเชอร์”
วันชนะหันไปตามเสียงก็พบว่าเป็นพี่นัทนั่นเอง รุ่นพี่ปีสองเอกภาควิชาเดียวกัน
“สวัสดีครับพี่นัท” วันชนะรีบยกมือไหว้ “วินเจ็บเท้าน่ะครับพี่ วันนี้ของดหนึ่งวัน เดี๋ยวค่อยตามเลกเชอร์จากเพื่อนเอา พอดีเพื่อนวินที่หอลืมกระเป๋าตังค์น่ะครับเลยจะเอามาให้”
เพราะยังไม่คุ้นกับรุ่นพี่จึงเป็นความรู้สึกที่เกรงๆทำให้วันชนะต้องพูดปลีกตัวออกมา “งั้นวินขอตัวก่อนนะพี่ จะไปดูเพื่อนทางนู้นน่ะครับ”
“เดี๋ยวดิ พี่ไปด้วย” พี่นัทรีบพูดดักให้วันชนะต้องหยุดรอ “ว่าจะไปทางนั้นเหมือนกัน”
พอมาถึงทางที่จะต้องข้ามถนนพี่นัทก็ถามว่า “ไหวป่าววิน”
แม้วันชนะจะตอบว่าไม่เป็นไร แต่อีกฝ่ายก็ขยับตัวเข้ามาชิดเอามือโอบหลังไว้จนวันชนะรู้สึกแปลกๆ
“ป่ะ ไปด้วยกัน”

ข้ามฝั่งมาได้วันชนะพยายามจะเดินให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้หลุดจากการโอบของรุ่นพี่ แต่ว่าเพราะเท้าเจ็บก็เลยทำไม่ได้อย่างใจคิดจนมาถึงหน้าหอสมุด วันชนะจึงหยุดเดินเพื่อให้เขาปล่อยมือลง “ถึงละครับพี่ ขอบคุณมากครับที่มาส่ง”
“ไม่เป็นไรๆ” พี่นัทยิ้ม “พี่จะเข้าไปข้างใน ไปด้วยกันไหม”
วันชนะโกหกไปว่าเพื่อนน่าจะนั่งอยู่ที่ซุ้มข้างๆไม่ได้อยู่ข้างใน
“อย่างนั้นพี่เข้าไปก่อนล่ะนะ ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” พี่นัทยกมือข้างหนึ่งมาแตะที่ไหล่พร้อมกับบีบเบาๆ ทำให้วันชนะรู้สึกไม่ชอบมาพากลอีกครั้ง
“ครับ ขอบคุณครับพี่” วันชนะไหว้ จากนั้นจึงเดินตามทางไปด้านข้างของหอสมุด
มหาวิทยาลัยกว้างขวางเกินกว่าที่จะตามหาใครสักคนในเวลาที่เท้าเจ็บ คิดได้ดังนั้นวันชนะก็เลิกล้มความคิดตามหานักขัต
จากนั้นก็เลยตั้งใจจะกลับไปนั่งอ่านหนังสือในหอสมุดแต่นึกขึ้นได้ กลัวจะเจอพี่นัทอีก เขารู้สึกแปลกๆยังไงไม่รู้เมื่อตอนที่โดนพี่นัทโอบ มันต่างจากตอนที่โดนนักขัตอุ้ม วันชนะจึงเลี่ยงไปอ่านที่ซุ้มข้างนอกแทน
บ่ายสามโมงวันชนะถึงเริ่มเบื่อ จากก็เลยเดินไปโรงอาหารกลางที่อยู่ใกล้ตึกสี่ เพื่อซื้อขนมเผื่อเอาไว้กินตอนอ่านหนังสือดึกๆ จากนั้นก็เดินเข้าตึกของตัวเอง

ขึ้นมาถึงชั้นหก
คนที่เขาตามหาเมื่อตอนเช้านั่งอยู่ที่หน้าห้อง
นักขัตหันมาตามเสียงฝีเท้า คิ้วดำเข้มของเขายังดูโดดเด่นภายใต้แสงนีออนสลัวๆ แล้วยิ้มแห้งๆแต่นัยน์ตาแสดงความดีใจที่ได้พบวันชนะ
“นาย” นักขัตพูดเสียงอ่อย “ขอยืมตังหน่อยสิ”
วันชนะฝืนตัวเองไม่ให้ยิ้ม “อ้าว เกิดอะไรขึ้น” เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
“ก็เรา...ไม่รู้ทำกระเป๋าตังค์ไปหายที่ไหนน่ะสิ รู้ตัวก็บ่ายแล้ว ตอนนั้นก็แยกย้ายกับเพื่อนแล้วด้วย ไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท นี่ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย ทั้งมหา’ลัยก็ไม่รู้จะไปหาใครอีก ก็เลย...”
“กินนี่ก่อนละกัน” วันชนะยื่นถุงขนมให้
“ขอบใจนะ นี่ต้องรอรูมเมทกลับมาก่อนด้วยนะ เพราะว่ากุญแจห้องก็อยู่ในกระเป๋าใบนั้น” เขาว่าไปก็แกะถุงขนมไปด้วย “กว่ามันจะกลับก็คงเป็นพรุ่งนี้เห็นบอกว่าจะไปค้างบ้านเพื่อนทำงานกลุ่ม จะไปขอกุญแจสำรองข้างล่างเดี๋ยวจะโดนปรับค่าทำกุญแจหายเอาอีก เลยกะว่าจะนอนกับนายคืนนี้ด้วย” นักขัตส่งสายตาเศร้าๆมาวิงวอน
เออ สายตาน่าแกล้งดีแฮะ จะคืนกระเป๋าให้เขาดีไหมนะ...
“อ่ะ ของนาย” วันชนะหัวเราะยิ้มๆ
“เฮ้ย” นักขัตตกใจบวกกับดีใจที่ได้เห็นกระเป๋าของตัวเองอีกครั้ง เขาดึงวันชนะเข้าไปกอดแล้วตบหลังสามที “ขอบใจมากเลย” นักขัตยิ้มเห็นฟันพร้อมกับล้วงกุญแจที่ซ่อนอยู่ในช่องหนึ่งของกระเป๋าออกมา “ขอเข้าห้องก่อนนะ เดี๋ยวมาคุยด้วย”

นักขัตเข้าห้องไปแล้ว แต่วันชนะยังยืนอยู่กับที่ ไม่คิดว่าเขาจะอยู่ห้องติดกันนี่เอง
ห้อง 610
Last edited by Brownni on 13 Feb 2008 00:26, edited 1 time in total.
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post12 Feb 2008 19:24

อ่ะ.. บังเอิญจัง ห้องติดกันซะด้วย

แวะมารอติดตามอ่านตอน 3 ครับ
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post13 Feb 2008 00:31

3




ผ่านจากเปิดเทอมมาครึ่งเดือนแล้วกิจกรรมค่อนข้างเยอะ สำหรับปีหนึ่งจะมีกิจกรรมหลักคือซ้อมเชียร์
แม้จะไม่ค่อยชอบเท่าไรแต่วันชนะก็เข้าร่วมอยู่ทุกครั้ง ที่สำคัญยังต้องแบ่งเวลาอ่านหนังสือให้ดีอีกด้วย
เที่ยงคืนตรง จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูพร้อมกันหลายห้อง เสียงเคาะดังรัวไม่เกรงใจใคร วันชนะสะดุ้งตื่นหลังจากที่เพิ่งจะเผลอหลับไปได้นิดเดียว วุฒิรู้สึกตัวก่อน เขาใส่กางเกงขาสั้นตัวเดียว ลุกขึ้นไปที่ประตู ท่าทางหัวเสียกับเสียงรบกวน

“ใครวะ มาเล่นอะไรป่านนี้”
วันชนะเดินตามไปหยุดอยู่หลังวุฒิ ทันทีที่เปิดประตูทั้งคู่ก็ตกใจที่มีคนกลุ่มหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาในห้อง ไม่ทันได้ตั้งตัวคนกลุ่มนั้นก็จับพวกเขามัดมือเสียแน่น พอจับเหตุการณ์ได้วันชนะก็หายตกใจได้บ้าง พวกนี้คือรุ่นพี่ตึกนี่เอง แต่ก็ยังไม่เบาใจเสียทีเดียว ลองเล่นกันถึงขนาดนี้คงจะมีอะไรแปลกๆ ตามมาเป็นแน่
แล้ววันชนะกับวุฒิก็โดนเอาผ้าปิดตาจนมองไม่เห็น
“เล่นไรกันพี่” วุฒิถามหากแต่รุ่นพี่ไม่ตอบ มือหนึ่งจับที่ไหล่ออกแรงเบาๆบังคับให้หันไปตามทิศ
“เดินไป” เจ้าของมือพูดเสียงเหี้ยม “แล้วก็เงียบ”
หนึ่งในรุ่นพี่จับมือวันชนะให้แตะหลังคนที่อยู่ข้างหน้า “ตามเขาไป”

ดึกสงัด ขณะที่ชาวเมืองหลับนอนแต่คนกลุ่มหนึ่งเดินเรียงแถวมุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่งภายในมหาวิทยาลัย จนถึงที่หมายเสียงฝีเท้ามากมายจึงหยุดลง
“นั่ง” คำสั่งเดียวแต่เปี่ยมด้วยพลัง เสียงพรึบดึงขึ้นพร้อมกัน เหมือนทุกคนพอจะรู้ว่าทำไมต้องมาที่นี่
รับน้อง...
วันชนะได้ยินเพียงเสียงการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มที่เป็นรุ่นพี่ แล้วก็มีคนมาแก้ผ้าปิดตาออก จึงพบว่ากำลังอยู่ในห้องสักห้องหนึ่งในมหาวิทยาลัย ไม่มีการเปิดไฟมีเพียงแสงจันทร์ลอดมาทำให้สลัวเท่านั้น วันชนะพยายามมองหาคนรู้จักผ่านความสลัวแต่ก็จำใครไม่ได้เลย
“เอาล่ะ เรามาเริ่มกันเลย” น้ำเสียงแหลมสูงบ่งบอกชัดเจนว่าคนพูดไม่ใช่ผู้ชายแท้ “ชั้นชื่อเจ๊ใหญ่อยู่ตึกสี่ เป็นกรรมการในการจัดกิจกรรมรับน้องชาวตึกในครั้งนี้...” เจ๊ใหญ่หยุดพูดเพราะมีเสียงหัวเราะฮาดังขึ้นที่มุมหนึ่ง หล่อนรอจนเสียงหัวเราะหยุดจึงพูดขึ้นดังทั่วห้อง
“ขำกันนักใช่ไหม” เจ๊ใหญ่เชิดหน้า แล้วเดินเข้าไปในมุมมืด
“ปีหนึ่ง ลุก” รุ่นพี่อีกคนที่น้ำเสียงเหี้ยมกว่าเจ๊ใหญ่มากเข้ามาแทนที่แล้วตะโกนสั่งเสียงดัง
“วิดพื้นสามสิบครั้ง ปฏิบัติ!” พร้อมกับเทียนสี่เล่มถูกจุดจากสี่มุมเพื่อมองว่าใครขัดคำสั่ง
เมื่อมีคนทำตามคำสั่งคนอื่นๆเลยทำตาม ที่จริงในกลุ่มปีหนึ่งก็มีรุ่นพี่แฝงอยู่ด้วยต่างหาก

“เอาล่ะ เห็นพิษสงของชั้นรึยัง” เจ๊ใหญ่เดินแคทวอล์กกลับมาที่เดิมพูดติดตลก ทว่าคราวนี้ไม่มีใครกล้าแสดงออกสิ่งใด “ชั้นจะนับหนึ่งถึงสิบให้ทุกคนสลับที่กัน พอนับถึงสิบเมื่อไรให้หยุดแล้วถามสี่คนที่อยู่รอบตัวว่าชื่ออะไร เรียนคณะไหน อยู่ตึกอะไร ห้องหมายเลขอะไร”
“หนึ่ง!”
เทียนไขสี่มุมส่องพอมองเห็นได้ว่าขณะนี้ชุลมุนชุลเกเพียงไร วันชนะหันรีหันขวางไม่รู้จะไปทางไหนดี แล้วก็มีมือๆหนึ่งพุ่งมาจากด้านหลังจับมือเขาไว้แล้วลากวันชนะไปด้วย...ตอนแรกนึกว่าเป็นวุฒิ แต่ไม่ใช่...
ในแสงเลือนราง ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกที่ทำให้วันชนะอุ่นใจได้ เขาคือเพื่อนห้องข้างของวันชนะนั่นเอง
“สิบ!”
สิ้นเสียงแหลมแปร่งๆของเจ๊ใหญ่ ทุกคนหยุดแทบจะพร้อมกัน แล้วรายการถามข้อมูลคนที่อยู่รอบตัวเองก็เริ่มขึ้นเซ็งแซ่ ในภาวะเช่นนี้บางคนมีรอยยิ้มสนุกที่ได้ทำความรู้จัก บางคนไม่เต็มใจนึกไม่ชอบกิจกรรมนี้ หากว่าทุกคนยอมทำตาม

ทั้งห้องกลับมาสงบอีกครั้งหลังจากที่เสียงกร้าวบอกให้หยุด
“ไหนลองดูสักสองสามคนซิ” หล่อนเดินฝ่าแถวไปจนถึงรุ่นน้องคนหนึ่ง “ชื่ออะไร คณะไหน อยู่ตึกอะไร ห้องอะไร” หล่อนรัวคำถามเป็นชุด รุ่นน้องคนนั้นก็ตอบได้ถูกต้อง สถานการณ์ดูเหมือนจะลดความตึงเครียดจากตอนแรกเพราะคำพูดและน้ำเสียงเจ๊ใหญ่ติดตลก แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรให้หล่อนขัดจิต

“คนข้างหน้านี่ชื่ออะไร คณะอะไร ตึกไหน ห้องเบอร์อะไร” เจ๊ใหญ่ยังรัวคำถามกับรุ่นน้องคนที่สามที่หล่อนเข้าประชิดตัว แต่คนนี้ซวยเพราะเขาตอบไม่ได้ว่าเพื่อนที่อยู่ข้างหน้าชื่อเล่นว่าอะไร
“อะไรกันให้ถามแค่นี้ยังจำไม่ได้ แล้วจะเอาสมองที่ไหนไปร่ำไปเรียน ชั้นจะลงโทษพวกเธอทุกคน จำไว้คนใดคนหนึ่งผิดทุกคนต้องรับโทษเท่ากัน พวกเธอจะได้รู้ถึงคำว่ารุ่นและคำว่าเพื่อน” เธอกล่าวเสียงแหลมเสียงดัง รุ่นพี่คนอื่นๆเดินมาล้อมสมทบ เงาทะมึนๆที่มาตีวงล้อมดูน่าเกรงขาม

“ชั้นจะให้จับคู่กัน” หล่อนหยุดไปหนึ่งนาทีทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ “แล้วเดินไปหาพี่ที่อยู่ด้านข้างๆ คนหนึ่งจะถูกแก้มัดแล้วมัดไพล่หลังไว้” เจ๊ใหญ่เงียบไปอีกครั้งทำให้รุ่นน้องต่างคิดไปต่างๆนาๆว่าจะโดนแกล้งอะไรอีก “ให้คู่ของตัวเองถอดกางเกงในของคนที่ถูกมัดไพล่หลังออกแล้วถือไว้ ระหว่างที่ถอดก็ให้ถามข้อมูลของเพื่อนด้วยล่ะ จากนั้นเดินมาโชว์ให้ชั้นดูแล้วก็กลับไปได้ พวกเธอจะได้เรียนรู้ถึงคำว่าเพื่อนและการเสียสละ คิดดูให้ดีล่ะว่าใครจะเป็นคนถอด ใครจะเสียสละโชว์ของดีให้เพื่อนดู” หล่อนหัวเราะคิกคักถ้ามองเห็นจะรู้ว่าตาหล่อนเป็นประกายระริก “น่าเสียดายนะในนี้มันมืดไปหน่อย” หล่อนทิ้งท้ายแล้วเดินไปประจำที่

เสียงฮือฮาดังขึ้น
“เอ้า! จะเชื่อฟังรุ่นพี่รึเปล่า” หลายเสียงตะโกนดังเหมือนโกรธเคืองเมื่อรุ่นน้องตั้งท่าไม่ยอม
“คงปรึกษากันพอแล้วนะ ชั้นง่วงแล้วรีบๆหน่อย ไม่งั้นไม่ได้กลับนะจ้ะ” เจ๊ใหญ่ยิ้มหยันบอกว่าง่วงแต่ตาโตรอดูความตื่นเต้น จากนั้นหล่อนก็ให้สัญญาณดับเทียนนับว่ายังปราณี แล้วเดินออกนอกห้องไป
“เอ้า! มัวยึกยักกันอยู่นั่นแหล่ะ กลัวอะไรผู้ชายเหมือนกัน มืดก็มืด” เหล่าเงาดำทะมึนตะโกนอีก
ในขณะที่มุมหนึ่งรุ่นพี่สองสามคนทำท่าฉุนเฉียวจับรุ่นน้องสองคนที่อยู่ใกล้แยกออกไปจากวง
“คู่นี้ไปก่อน” หนึ่งในสามคนพูด

วันชนะมองเห็นรุ่นพี่บางคนหลุดแอบหัวเราะคิกคัก จนสองคนนั้นที่โดนจับออกวงไปโผล่อยู่ด้านหน้า ประตูห้องโถงเปิดออกพร้อมๆกับแสงจากหลอดไฟ คนหนึ่งยังโดนมัดมือไว้ด้านหน้าส่วนอีกคนมัดไพล่หลัง คนโดนมัดข้างหน้าหันมายิ้มทำหน้าตลกให้เพื่อนรุ่นเดียวกัน ในมือควงกางเกงตัวเล็กสีขาวเป็นวงแล้วเดินออกประตูไป ก่อนประตูจะปิดสนิททุกคนยังทันได้ยินเสียงเจ๊ใหญ่กรี๊ดชอบใจ รุ่นพี่บางคนพยายามกลั้นหัวเราะ แต่ยังมีคนที่ใจแข็งตะโกนเร่งรัดรุ่นน้องให้ทำตามเกมส์

วันชนะใจเต้นตึกตัก มองหน้านักขัตในเงาสลัว อีกฝ่ายก็เหงื่อตกอยู่มิใช่น้อย
“เอาไงดีตั้ม” วันชนะถาม
“ระ...เรา...ไม่ได้ใส่...” เขากระซิบที่ข้างหูทำให้วันชนะนึกภาพนักขัตเดินตัวเปล่าแล้วกางเกงบอลของเขาอยู่ในมือวันชนะ แต่ต้องใคร่ครวญเสียใหม่เมื่อนักขัตมองหน้าเขาแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่ ไม่ ไม่เอา” วันชนะรีบปัดมือเมื่อรู้ตัวว่าคนที่จะต้องโดนถอดคือตัวเอง ตั้งแต่โตเป็นหนุ่มมายังไม่เคยมีใครได้ทำถึงขนาดนั้นนอกจากตัวเขาเอง
“เราถอดไม่ได้นะวิน” นักขัตทำเสียงออดอ้อน
“ไม่เอานะตั้ม ไม่...” วันชนะยืนกราน ก็เรื่องอะไรล่ะ ไม่มีใครไม่อายหรอก
“ไม่เชื่อเหรอว่าเราไม่ได้ใส่มา” ไม่ว่าเปล่านักขัตขยับตัวมาชิดแล้วจับมือวันชนะล้วงลงไปใต้ขอบกางเกงด้านกระเป๋าหลัง วันชนะใจเต้นตึกตักเพราะไม่ทันได้เตรียมตัว แต่แอบคิดในใจว่าผิวเขาเนียนดีจัง ยังไม่ทันได้สลัดความคิดนอกเรื่อง นักขัตก็ฉุดเขาให้ลุกขึ้นพร้อมกันพาก้าวฉับๆตรงไปทางรุ่นพี่หลายคนพร้อมกับชี้มาทางวันชนะบอกว่าเขาจะเป็นคนถอด
วันชนะได้แต่ยืนอึ้ง
“น้องคนนี้เร็วเข้าสิ เพื่อนรออยู่นู่นแล้ว” พี่คนหนึ่งดึงแขนวันชนะไปใกล้นักขัตแล้วแก้มัดออกจากนั้นรวบมือไปมัดไว้ข้างหลังแทน
“พี่ไม่ดูหรอกน้อง หาที่มืดตามสบาย มองไม่เห็นหรอก” ว่าแล้วก็กลับไปรวมกลุ่มล้อมพวกน้องๆต่อ
“มาทางนี้เถอะ” นักขัตนำหน้าพาไปที่มืดไกลออกไปจากกลุ่มคนอีกหน่อย
“เอาล่ะ” นักขัตพูด มือก็จับที่ขอบกางเกงขาสั้นของวันชนะแล้วเริ่มดึงลงแต่วันชนะเด้งตัวหนี เขาตามไปจับเอววันชนะไว้อีกมือจับที่ขอบกางเกงอีกครั้ง วันชนะดิ้นพราด “อยู่นิ่งๆสิวิน” นักขัตยิ่งรัดวงแขนให้แน่นเข้า อีกมือดึงขอบกางเกงให้ยืดเป็นวงกว้างออก
“...” ไม่พูดอะไรวันชนะซบหน้าลงบนบ่าอีกฝ่ายแน่น คงบอกความหมายได้มากมาย
“ไม่ต้องอายหรอก เรามองไม่เห็นเสียหน่อย” แล้วนักขัตก็จับวันชนะหมุน “หันหลังมาสิ”

ประตูเปิดออกพร้อมกับแสงจากด้านนอกวันชนะรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปด้วยความอาย นักขัตเดินตามมีกางเกงตัวเล็กสีขาวขอบสีฟ้าอยู่ในมือ ก่อนประตูปิดสนิททิ้งกลุ่มคนไว้ในห้อง
“ไหนให้เจ๊ดูหน่อย อืม...ยังโดนมัดอยู่ ต๊าย! สีขาวขอบฟ้า เก๋นะจ้ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” หล่อนมองหน้าเจ้าของกางเกง เพ่งพิศครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เจ๊ชอบจัง คู่นี้หล่อทั้งสองคนเลยนะ สมกันเหมือนกิ่งทองใบหยก ฮิ ฮิ ฮิ”
นักขัตยิ้มไปกับคำล้อ แต่วันชนะรู้เต็มอกว่าเจ๊ใหญ่ดูออก อย่างที่เขาว่า ‘ผีมองผีออก’

“ไปหลับไปนอนได้แล้วจ้ะน้อง อย่าลืมแก้มัดให้เพื่อนด้วยล่ะ หรือว่าจะมัดต่อไปก็ได้นะจ้ะ ฮิ ฮิ ฮิ” เจ๊ใหญ่หัวเราะร่วน
เดินออกมาตามทางมีเสาไฟเตี้ยๆส่องทางพอมองเห็นช่อดอกราตรีโน้มอยู่ตามทาง
“หอมดีเนอะ” นักขัตพูด “ดอกอะไรนะ ไม่เห็นจะรู้จัก”
“ดอกราตรี...” วันชนะพูด “...เมื่อกี้ขอบใจนะ”
“เรื่องเล็กน่า พวกรุ่นพี่ก็ชอบเล่นอะไรแบบนี้แหล่ะ...นายเป็นคนขี้อายเนอะ” นักขัตพูดตามที่เข้าใจ “แต่ที่จริงไม่เห็นต้องอายเลย เราน่ะเห็นของนายหมดแล้วล่ะ”
“หือ ว่าไงนะ” วันชนะหันมาตาลุกวาว
“จำไม่ได้ล่ะสิ วันนั้นน่ะ” นักขัตทวนความจำ “อ๊ะ ลืมไป วันนั้นนายหลับเป็นตายอยู่นี่นะ คงจะไม่รู้ตัวล่ะสิ ว่าเราเปลี่ยนชุดนอนให้ นายเป็นไข้ด้วยนะวันนั้นน่ะ รู้ตัวรึเปล่า”

วันชนะนึกออก รู้สึกว่าที่หน้ามันร้อนๆที่รู้ว่าเขาถอดชุดนิสิตออกแล้วเช็ดตัวให้ จินตนาการไปถึงว่าตัวเองกำลังเปลือยทั้งตัว
“นาย เอ่อ...ไม่อายเหรอ” วันชนะถามกล้อมแกล้ม
“ไม่เห็นต้องอายนี่ นายป่วยนะ แล้วเราก็เป็นผู้ชายเหมือนกันด้วย” นักขัตตอบหน้าตาเฉย “ทำแบบนั้นกับผู้หญิงน่ะสิ ถึงจะเป็นเรื่อง”
วันชนะเงียบไปอึดใจแล้วจึงพูดว่า “ขอบใจนะ”

ในความมืด ไม่มีใครมองเห็น เกมส์ทะเล้นของรุ่นพี่ก็แค่ต้องการดูกางเกงในเท่านั้น แม้จะมีกติกาให้อีกคนถอดให้ แต่ในความมืดใครจะมองเห็น นักขัตก็แค่แก้มัดวันชนะให้จัดการถอดเอง แล้วเขาก็มัดเชือกเข้าเหมือนเดิม
ทางเดินมีเพียงแสงโคมไฟดวงเล็กๆพอมองเห็นทาง ดอกราตรีส่งกลิ่นต้อนรับคนทั้งคู่เดินไปด้วยกัน มันเป็นเพียงจุดสตาร์ท พวกเขาคงยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะมีสิ่งใด ความมืดมันบดบังอุปสรรครอบทางที่พร้อมจะมากีดขวาง
และเมื่อรุ่งเช้ามาถึง เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่อง

...หนทางมันไม่ได้สวยอย่างค่ำคืนนี้...
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post13 Feb 2008 09:49

ยิ่งอ่าน ยิ่งน่าติดตาม :D

รออ่านตอน 4 อยู่ครับ
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post14 Feb 2008 16:44

4



เข้าเดือนที่สอง กีฬาภายในมหาวิทยาลัยงวดเข้ามายิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้แก่นิสิตปีหนึ่งได้อย่างยิ่งยวด เพราะไหนจะต้องเตรียมตัวสอบกลางภาค ไหนจะต้องซ้อมเชียร์ให้ได้ตามที่รุ่นพี่ต้องการ โดยเฉพาะคนที่เป็นนักกีฬาก็ต้องซ้อมอย่างหนัก

“ตั้มๆ เย็นนี้ไปกินข้าวร้านป้าข้างมหา’ลัยกัน” วันชนะเกาะระเบียงด้านหลังห้องคุยกับนักขัตที่อยู่ระเบียงห้องของเขา
“ขอโทษทีนะ เย็นนี้มีซ้อมบาส” นักขัตหันมาตอบแล้วหันไปตากผ้าต่อโดยไม่สนใจจะพูดอะไรกับวันชนะอีก
“จะซ้อมอะไรกันนักนะ” วันชนะบ่นแล้วเดินหน้าบุ้ยเข้าห้อง
แต่ถ้าวันชนะยังอยู่ต่อก็จะได้ยินนักขัตบอกว่า “ช่วงนี้ใกล้แข่งแล้วต้องซ้อมหนักหน่อย เย็นนี้คงไม่ได้ แต่ถ้าเป็นพรุ่งนี้น่าจะไปได้...อ้าว หายไปไหนเร็วจริง” เลยคิดว่าตอนออกไปเรียนจะเคาะประตูบอก แต่ก็รีบจนไม่ได้ทำอย่างตั้งใจ

ใต้ต้นนนทรีใหญ่ วันชนะนั่งอยู่สักพักหนึ่งแล้ว สายลมพัดผ่านเย็นฉ่ำคล้ายหอบเอาไอน้ำมาจากที่ไกล หนังสือเปิดกางไว้แต่เขากลับนั่งเหม่อ จะว่าเพราะตำราเรียนเข้าใจยากก็ใช่แต่ก็คงมีอิทธิพลไม่เท่าใจไม่นิ่ง
“ขอโทษครับที่นั่งตรงนี้มีคนนั่งไหมครับ” ใครคนหนึ่งถาม วันชนะส่ายหัวแล้วจึงกลับมารวบรวมสมาธิอ่านตำราต่อ
“นายก็เรียนแคลคูลัสตัวนี้ด้วยเหรอ” คนมาใหม่ถาม
“อ๋อ ครับ นายก็เรียนด้วยนี่” วันชนะเห็นตำราแบบเดียวกันวางตรงหน้าเขา
“ติดตรงข้อนั้นเหรอ” เขาคงจะเห็นวันชนะนั่งหน้าคิ้วขมวดอยู่นานกับโจทย์ข้อหนึ่ง คำถามเพียงบรรทัดเดียวแต่ต้องการคำอธิบายและคำตอบครึ่งหน้า
“อ๊ะ...อ้อ ใช่ ก็พอทำได้นะแต่เราว่ามันทะแม่งๆน่ะ นายทำยังไงเหรอ” วันชนะก็เลยถาม
“เราว่าทำแบบนี้ดีไหม” เขายิ้มแล้วเขียนสมการที่สั้นและเข้าใจง่ายกว่าแบบที่วันชนะคิดได้
จากนั้นก็เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่วันชนะเป็นอย่างยิ่งเพราะเขาสาธิตวิธีคิดที่เข้าใจง่ายและเร็วกว่าเดิมมาก การสนทนาจึงเป็นไปอย่างถูกคอเพราะเขาช่วยอธิบายโจทย์อีกหลายข้อที่ว่างไว้
“ดีนะที่เจอนายน่ะ ไม่งั้นเราคงงมโข่งทำแบบเดิมไปอีกนานเลย” วันชนะเช็คคำตอบที่ได้พลางชื่นชมเขาอย่างจริงใจ
“ก็ไม่เท่าไรหรอกครับ”
“ว่าแต่คุยตั้งนาน นายชื่ออะไรเหรอ” วันชนะนึกขึ้นได้ “เราชื่อวิน”
“เนตร” เขาตอบ
“ขอบใจมากเลยเนตร เอ้อ เราอยู่ภาคพันธุศาสตร์นายล่ะ”
“เราอยู่คอมพิวเตอร์” เขายิ้มเหนียมๆแบบคนเก่งและเรียบร้อย
สรุปว่าวันนี้วันชนะก็ได้รู้จักกับเพื่อนใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคน แถมยังเป็นคนเก่งมากเสียด้วย ดีเลยล่ะเอาไว้เวลาตอบโจทย์ไม่ถูกจะได้ถามเขาได้

หลังจากแยกกับเพื่อนใหม่ วันชนะก็เดินกลับตึกสี่ ผ่านคณะวิศวกรรม ตะวันโพล้เพล้แต่ยังมีนิสิตกลุ่มหนึ่งเล่นบาสอยู่ที่สนามข้างๆทางเดิน
“เฮ้ย ไอ้ควาย มึงดูดีๆสิวะ ทางนี้ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” น้ำเสียงตลกขบขันมากกว่าหมายความตามที่ว่า
ก็อย่างนี้แหล่ะ ไม่แปลก ผู้ชายคนไหนก็เรียกเพื่อนแบบนั้น
แต่ทำไม...แวบแรกที่ได้ยินเขาถึงรู้สึกว่ามันหยาบคาย
ความคิดเดิมๆผุดขึ้นมา...เหมือนตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เหมือนคนเป็นโรคที่เกิดจากมิวเทชั่นของยีนส์ ถ้าเป็นกล้วยไม้กลายพันธุ์ ดอกที่ออกมาคงจะแปลกทั้งรูปลักษณ์และสี มันโดดเด่นและมีค่ามาก
แต่นี่ไม่ใช่...
นักขัตก็เหมือนกับพวกนั้น เป็น ‘ผู้ชาย’
แล้ววันชนะก็คิดได้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ไปปั้นปึงใคร

กลับมาถึงที่หน้าห้อง อดไม่ได้ที่จะหยุดมองที่หน้าประตูห้องข้างๆ ความรู้สึกโหวงๆในอกมันคืออะไรกันนะ ป่านนี้นักขัตคงจะซ้อมบาสอยู่
วันชนะเปิดเข้าห้องตัวเองเหมือนคนหมดอาลัย
กวาดตามองทั่วห้อง ทำไมรกอย่างนี้นะ โดยเฉพาะตรงเตียงกับโต๊ะอ่านหนังสือของวุฒิ ตานี่ซกมกจริงๆ วันชนะใช้ปากกาช้อนกางเกงในที่วางอยู่บนเตียงเพื่อนของวุฒิโยนลงตะกร้า ทนไม่ได้หรอกที่จะเห็นห้องอยู่ในสภาพนี้ เขาเลยจัดการเก็บกวาดให้กว่าจะเรียบร้อยก็กินเวลากว่าชั่วโมง
อาบน้ำเสร็จวันชนะไม่มีใจจะไปเปิดหนังสืออ่านอีก เลยนอนเล่นบนเตียงตัวเองที่ติดผนังห้อง อีกฝั่งหนึ่งเป็นห้องของนักขัต แต่เขาไม่เคยได้เข้าไปหรอก...
นอนเล่นไปหูก็คอยฟังว่าเมื่อไรห้องข้างๆจะมีเสียงคนนะ
...เงียบ...

เผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ สะดุ้งตื่นอีกทีก็ตอนที่วุฒิเปิดประตูเข้ามา
“ขอโทษที เสียงดังไปหน่อย” เขาเกาศีรษะ “ย่องแล้วนะเนี่ย”
“ไม่เป็นไร” วันชนะขยี้ตา “กี่โมงแล้วนี่”
“ห้าทุ่มแล้ว”
นักขัตกลับมารึยัง เป็นคำถามแรกที่เกิดในใจอัตโนมัติ แต่...จะอยากรู้ไปทำไมกัน
วุฒิเปิดโคมไฟนั่งอ่านหนังสือ วันชนะมองหาหนังสือของตัวเอง แต่ไม่มีใจจะอ่านจึงล้มตัวลงนอน ข่มตาหลับ
แต่หน้าของคนนั้นก็ยังลอยมา...


Image



เหมือนนักขัตจะหลบหน้าหนีหายไปจากชีวิตเขาเสียอย่างนั้น
เมื่อวานได้คุยกันแค่ตรงระเบียง ก่อนหน้านั้นวันชนะก็ไม่ได้เจอนักขัตมาหกวัน... เขานับนิ้ว
วันนี้ก็คงเหมือนกัน
หยิบกระเป๋า เปิดตาราง แล้วก็ไปเรียน...
.....
.....
ทั้งวันดูว่างเปล่าไปหมด
.....
.....
เหมือนรู้ตัวอีกทีก็กลับมาที่ห้องแล้ว
“กินข้าวป่าว เนี่ยซื้อมาเผื่อ” วุฒิชี้ไปที่ถุงบนโต๊ะ
“ขอบใจนะ” วันชนะเดินเนือยๆไปหยิบกล่องข้าว “เส้นใหญ่ผัดขี้เมาไก่” เขาหันไปหาวุฒิ อย่างน้อยก็ยังมีเพื่อนรู้ใจอีกคน วันชนะชอบทานเมนูนี้มากที่สุด
“เห็นชอบสั่งก็เลยซื้อมาด้วย”
วันชนะทำตาซึ้งบวกกับอึ้งในความดีเกินคาดของรูมเมท
อีกฝ่ายทำตาซึ้งกลับแต่ได้ไม่นานก็หลุดฮา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ตลกว่ะวิน” วุฒิหัวเราะเอิ้กอ้ากก่อนเฉลย “เปล่าหรอก มีคนฝากมาให้น่ะ”
“ใคร” วันชนะคิ้วขมวด
“ไอ้ตั้มไง” วุฒิพูด
“ตั้ม” วันชนะขึ้นเสียงสูงเป็นเชิงย้ำ
“อ้าว ก็ไอ้ตั้มนี้ไง” วุฒิชี้ไปทางผนังห้อง หมายถึงตั้มที่อยู่ห้องถัดไป
“ไปรู้จักเขาได้ไง” วันชนะยิ่งงง
“ไม่เห็นแปลก ก็เรียนด้วยกัน”
“หืมม... ว่าไงนะ วุฒิอยู่วิศวะฯไม่ใช่เหรอ” วันชนะแปลกใจหนัก
“ก็ใช่ไง ก็ไอ้ตั้มด้วยไง”
“นักขัต เทพรักษ์ ห้อง 610” วันชนะขานชื่อจริงพร้อมนามสกุลและหมายเลขห้องเพื่อความชัดเจน
“เออสิ” คนตอบมีเสียงเริ่มรำคาญ มันเป็นอะไรของมัน
วันชนะเริ่มสับสน ถ้านักขัตเรียนอยู่คณะวิศวกรรมแล้วทำไมไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่คณะของเขา หนำซ้ำยังอาจหาญไปร่วมซ้อมเชียร์ด้วย
อยู่ดีๆฟ้าก็มืดเอาเสียอย่างนั้น ไม่ใช่มืดเพราะตะวันตกดินแต่เพราะเมฆครึ้ม เสียงคำรามดังก้องตามด้วยฝนเม็ดใหญ่เหมือนใครข้างบนจงใจจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง วันชนะกับวุฒิวิ่งไปเก็บของที่ระเบียงแล้วรีบปิดประตู ลมแรงจนรู้สึกเหมือนตึกสั่น ฟ้าแลบแปลบสะท้อนล็อกเก็ตสีเงินของวันชนะวาบขึ้น
“อ้อ กะจะบอกวินหลายทีแล้วแต่มันยุ่งๆจนลืมไป วันนั้นตอนเรากลับมาเอาของแล้วไปนอนหอพี่เราอ่ะ ไอ้ตั้มมันอยู่ในห้องเราด้วยนะ มันตัวเปียกๆ...”
อยู่ดีๆวุฒิก็พูดขึ้นมาเหมือนฝนฟ้า อาจเพราะท๊อปปิคคือนักขัตและคืนนั้นกับตอนนี้ฝนตกหนักเหมือนกัน กำลังยังไม่ทันได้เล่าต่อสนุกๆว่าวันนั้นวุฒิด่านักขัตไปเสียยกใหญ่ที่ทำพื้นห้องเจิ่งน้ำทั้งที่ตัวเขาก็ไม่แพ้กัน
วันชนะไม่อยู่ฟังต่อ เขาวางกล่องเส้นใหญ่ผัดขี้เมาแล้ววิ่งออกห้องไปโดยไม่สนใจลมฝน
เคาะรัวๆทีห้องข้างๆ สักพักคนข้างในก็ค่อยๆแง้มประตูออกมา
“โตโต้ ตั้มอยู่รึเปล่า” วันชนะถามรูมเมทของนักขัต
“เข้ามาก่อนๆ ลมแรง ฝนปลิวเข้ามา” อีกคนข้างในรีบดึงวันชนะเข้าไป
“ตั้มซ้อมบาสอยู่ที่ยิมคณะล่ะมั้งวิน กลับดึกทุกวัน” คนชื่อโตโต้บอก ท่าทางเขางงๆ กับท่าทีรีบร้อนของวันชนะ
“ตั้มเรียนวิศวะฯเหรอ” วันชนะถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ใช่”

กลับมาที่ห้องตัวเองแต่สับสนในใจ นานเกินไปที่จะรอคำตอบอยู่ตรงนี้
“อ้าว นั่นจะไปไหนน่ะ” เสียงวุฒิถูกกลบหายไปกับเสียงฟ้าคำราม
ร่างสูงโปร่งดูบอบบางแต่ก็ดูมีความเป็นชายอยู่ในทีวิ่งฝ่าลมฝน ยังดีที่เขาไม่ลืมคว้าร่มมาด้วย
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องวิ่งฝ่าฝนมาแบบนี้ รู้ตัวอีกทีก็ยืนอยู่ในยิมในสภาพที่เปียกโชก ร่มที่เอามาด้วยไม่ได้ช่วยอะไรเลย

กลางสนามคอนกรีตที่ปูด้วยแผ่นยาง นักบาสตัวสูงๆห้า-หกคนที่กำลังกระโดดแย่งลูกบาสกันอยู่ก่อนหน้าต่างทยอยหันมามองวันชนะ ลูกบาสกระดอนเบาลงเรื่อยๆจนกลิ้งออกนอกเส้น
นักขัตตัวหนาสูงและคิ้วเข้มโดดเด่นกว่าคนอื่น เขาเดินเข้ามาหา ทิ้งให้คนข้างหลังเริ่มจับลูกบาสเล่นกันอีกครั้ง “วิน มาหาใครเหรอ แล้วนี่ตากฝนมาด้วย...”
วันชนะยังเงียบ ในหัวเรียบเรียงไม่ถูกว่าควรจะเริ่มยังไง
“มาทางนี้ก่อนเถอะ” นักขัตดึงมือไปทางห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
“เช็ดหัวเช็ดตัวก่อน” เขาโยนผ้าเช็ดตัวให้
“ขอบใจนะ” วันชนะพูดเป็นครั้งแรก เขาไม่ได้รับผ้าเช็ดตัวมา “...ไม่เห็นบอกเลยว่า นายกลับไปหาสร้อยมาให้เรา” หลังจากปะติดปะต่อได้ก็คงจะเป็นนักขัตนี่แหล่ะที่ลงไปหาสร้อยมาให้ในคืนนั้น เพราะวุฒิบอกว่าเขาตัวเปียก แถมยังเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเช็ดตัวให้เขาอีก และรุ่งเช้าเขาก็เป็นหวัด
นักขัตยกมือค้าง “อ้อ ตอนนั้นคิดว่าถ้าเอาไฟฉายส่อง สร้อยมันคงจะวูบๆสะท้อนแสงบ้างน่ะ เลยหาเจอ” เขางงกับการมาของวันชนะ...เพราะคำถามนี้หรือ
“แล้วฝนตกหนักขนาดนั้น...นาย...” วันชนะอึกอัก
“ดูหน้านายตอนนั้นก็รู้ว่ามันสำคัญมาก เราก็เลยอยากหาให้เจอ”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ” วันชนะจ้องตาอีกฝ่าย
“ตอนที่กลับขึ้นมาน่ะนายหลับไปแล้วล่ะ ก็เลยวางสร้อยไว้ที่โต๊ะ ตอนนั้นวุฒิกลับมาพอดีก็เลยกลับห้อง รู้สึกว่าวุฒิมาเอาของแล้วก็จะไปค้างบ้านเพื่อนล่ะมั้ง เราเลยไปนั่งอ่านหนังสือในห้องนาย เผื่อจะได้ดูนายด้วย” นักขัตเล่า “สักสามทุ่มนายไข้ขึ้น เพ้อด้วยนะ ละเมอหาแม่ เราเลยเข้าไปดู จากนั้น เอ้อ... เราเช็ดตัวให้ เลยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ด้วยเลย”
หากว่านักขัตไม่พูดให้หมดว่าตอนที่เขาเข้าไปเช็ดตัวให้นั้น วันชนะจับตัวเขาได้ก็กอดเสียแน่น คงจะคิดว่าเขาเป็นแม่กระมัง และนักขัตก็ไม่ได้บอกว่าเขาก็ยังเอามือลูบผมวันชนะ เหมือนผู้ใหญ่ที่ปลอบเด็ก คืนนั้นเป็นความรู้สึกที่แปลกไป และนั่นคือเหตุที่นักขัตไม่อยากพูดถึงและเพราะวันชนะไม่เคยถาม เรื่องนี้เลยซาไป

“แล้วนายหลอกเราทำไมว่าเรียนอยู่วิทยาศาสตร์” วันชนะถามเสียงคาดคั้นอยู่ในที
“ไม่ได้หลอกนะ”
“นายบอกว่าเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์”
“วิศวะฯคอมพิวเตอร์ต่างหากละ”
ความสงสัยยังไม่หมด วันชนะถามอีก “แล้ววันนั้นทำไมไปซ้อมเชียร์ที่คณะวิทยาฯ”
“นึกสนุกตามเพื่อนไป เรามีเพื่อนเรียนวิทยาฯ”
“แล้ว...” วันชนะนึกคำถามไม่ออก ได้แต่อึกอักบวกกับเจ็บใจที่นักขัตตอบได้หมด
นักขัตยืนกอดอกเหมือนรอคำถามอีก “ไง มีอะไรจะถามอีก”

“ตั้มๆ ว่างอยู่ป่าว มาทางนี้หน่อย” เสียงเพื่อนในทีมเรียก
“เดี๋ยวมานะ” ว่าแล้วนักขัตก็วิ่งออกไปทิ้งให้วันชนะนั่งทบทวนสิ่งต่างๆ
ทุกอย่างกระจ่างแล้ว แต่วันชนะยังสับสนในใจ...ทำไมตัวเองต้องทำถึงขนาดนี้...
ฝนซาแล้วแต่ก็ยังไม่ควรออกไปตากฝนตอนนี้หรอก แต่เขาก็เดินออกไป...
“วันนี้นายเป็นอะไรไป” เสียงนักขัตดังขึ้น วันชนะแหงนมองร่มกางแผ่อยู่เหนือหัว “เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก” นักขัตยิ้มเหมือนเคย
“ดูทำหน้าเข้าดิ” เขาศอกกระทุ้งสีข้างวันชนะ มือเอื้อมมากอดคอ “จะงอไปถึงไหน”
แต่วันชนะไม่มีอารมณ์ขำด้วยหรอกจึงได้แต่เดินไปกับนักขัตเงียบๆอือออไปตามเรื่อง
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post15 Feb 2008 10:38

กำลังสนุกเลย รออ่านตอน 5 ครับ :D
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post18 Feb 2008 01:24

5




ช่างมันเถอะ...วันชนะสลัดเรื่องเก่าๆออกจากหัว ในเมื่อเขารู้ความจริงแล้วและมันก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว
เพียงเพราะอารมณ์เหงาของเขาเองที่พาลคิดให้เป็นเรื่องใหญ่โต นักขัตก็ต้องซ้อมบาสหนักเป็นธรรมดาเพราะว่าอีกไม่กี่วันก็จะแข่งแล้ว
ยิ่งใกล้กีฬามหาวิทยาลัยก็ยิ่งใกล้สอบกลางภาคมากขึ้น ถ้าการซ้อมเชียร์สิ้นสุดลงหนึ่งสัปดาห์จากนั้นก็คือการแข่งขันและหลังจากนั้นอีกหนึ่งสัปดาห์ก็คือการสอบ ตรงนี้สำคัญมากเพราะหากพลาดพลั้งทุ่มเทให้กับกิจกรรมมากเกินไปก็อาจสอบตกได้

“ไปกินยำมาม่าที่นิเทศฯกันเถอะ” จูนเสนอ เธอคือเพื่อนอีกคนหนึ่งในเอกพันธุศาสตร์ เสียงของจูนเรียกให้วันชนะหลุดจากภวังค์
วันชนะพยักหน้ารับ ยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร้านที่คณะนิเทศศาสตร์เป็นที่ลือชื่อมาก พอมาถึงยิ่งตกใจกับแถวที่ยาวเหยียด แต่ด้วยแรงอยากลองชิมสักครั้ง เด็กวิทยาฯจึงอดทนยืนต่อคิว ราวยี่สิบนาทีจึงได้มานั่งพร้อมหน้าพร้อมรับประทาน
นอกจากจูนแล้วยังมีก้อยกับอาร์ทกำลังนั่งกินอยู่ด้วย ขณะการสนทนาระหว่างกินเป็นไปอย่างออกรสนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างๆโต๊ะ

“แอบมากินกันอยู่ที่นี่เอง” เจ้าของเสียงเดินมาจับไหล่ของจูน
“หลิน มากินด้วยกันสิ” จูนเรียกเพื่อนร่วมเอกอีกคนอย่างคุ้นเคยกันดี เพราะทั้งสองสาวเรียนมัธยมมาจากโรงเรียนเดียวกัน
คนที่มาสมทบเป็นสาวสวย รูปร่างสูงโปร่ง ทรวดทรงได้รูป ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสดใส เธอไว้ผมยาวเกือบถึงเอว สุวรรณนาเป็นผู้หญิงสวย เรียกได้ว่าสวยมากก็ว่าได้ ตำราต่างประเทศเล่มหนาที่หล่อนหอบมาด้วยบอกว่าหล่อนไม่ได้สวยแต่รูปหากแต่หล่อนฉลาดด้วย
“นั่งด้วยกันสิหลิน” วันชนะชวนอีกเสียง แต่อีกฝ่ายกำลังเหลียวมองหาใครสักคนก่อนจะนั่งลงที่ว่างด้านหน้า
“ขอบใจจ้ะ แต่หลินคงอยู่ได้ไม่นานนะ หลินนัดเพื่อนเอาไว้ที่โรงอาหารกลางน่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่ถ้าเป็นผู้ชายแท้ๆได้พานพบคงจะติดตรึงใจไปนาน
ก้อยยังจ้อตามปกติ อาร์ททำตาเคลิ้มๆจนวันชนะนึกขำ อาร์ทคงจะชอบหลิน แต่ที่วันชนะสนใจคือจูนต่างหาก จูนดูเงียบๆไป

มีข่าวลือว่าจูนกับหลินชอบผู้ชายคนเดียวกัน
วันชนะได้ยินข่าวนี้มาจากเพื่อนในเอกคนหนึ่งขณะอยู่ในวงอาหารมื้อเที่ยงเมื่อหลายวันก่อน เขาเล่าว่าจูนกับหลินเป็นเพื่อนสนิทมาจากโรงเรียนเดียวกันแถมยังมาเรียนต่อที่เดียวกันอีก ไม่เว้นแม้แต่กิจกรรม สองสาวยังเข้าชมรมเดียวกันอีก ที่ชมรมนั้นเองที่จูนเกิดไปชอบผู้ชายคนหนึ่ง แต่ว่าเขากลับสนใจหลินมากกว่า
วันชนะก็พอจะดูออกว่าจูนเป็นรองหลินอยู่มากทั้งรูปร่าง หน้าตาและการเรียน เพื่อนคนเดิมเล่าว่าตอนอยู่โรงเรียนเก่าทั้งสองคนขับเคี่ยวกันมาตลอดแต่หลินก็เป็นที่หนึ่งเสมอ

นี่แหล่ะนะ ความรักไม่เข้าใครออกใคร ไม่มีเหตุผลว่าทำไมต้องเป็นคนนี้ คนที่เรารักกับคนที่รักเราอาจจะไม่ใช่คนๆเดียวกัน จะบังคับใจกันก็ไม่ได้ ถ้าทำได้ก็คงไม่มีความสุขนักหรอก เพราะนั่นคงไม่ใช่รักที่แท้จริง
“จริงด้วย หลินรู้หรือยังที่ว่าทางคณะฯจะส่งหลินเข้าประกวดดาวมหาวิทยาลัย” ก้อยพูดขึ้นก่อนจะม้วนเส้นบะหมี่เข้าปาก
“จริงดิ” อาร์ทตาโตเพิ่งรู้ข่าว “หลินต้องได้เป็นดาวมหา’ลัยแน่นอน เชื่อเราดิ” คนพูดยิ้มตาหยี เพราะมีชั้นเดียวเหมือนที่คนจีนส่วนใหญ่เป็น
“ขอบใจจ้ะอาร์ท รุ่นพี่ที่สโมสรคณะเพิ่งบอกเมื่อกี้นี้เอง แต่ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะคณะอื่นก็มีคนสวยเยอะแยะไปหมด” สุวรรณาถ่อมตัว หญิงสาวชะเง้อมองนอกโต๊ะอยู่บ่อยๆ ไม่นานหล่อนก็ขอตัว “หลินไปก่อนนะพวกเรา เพื่อนหลินเดินหลงไปทางนู้นแล้วล่ะ”
เธอลุกขึ้นแล้วโบกมือให้ทุกคนที่ยังนั่งอยู่ “เจอกันพรุ่งนี้นะจ้ะ” ว่าแล้วหล่อนก็รีบหอบหนังสือวิ่งออกไปอย่างน่ารัก ทุกคนที่โต๊ะมองตาม วันชนะเห็นเพียงหลังของเพื่อนคนนั้นของหลินไกลๆ รู้สึกคุ้นๆแต่ก็ไม่ติดใจอะไรมากไปกว่านั้น


Image



“วิน วิน” เสียงเรียกแว่วจากที่ไกลๆ วันชนะค่อยๆลืมตา ภาพที่พร่ามัวค่อยๆชัดแล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นอาจารย์มองลอดแว่นตามาที่เขา สายตาตำหนิบวกกับทำเครื่องหมายกากบาทไว้บนหน้าเขาอยู่จนวันชนะต้องยกมือไหว้ขลาดๆเป็นการขอโทษที่แอบงีบในคาบเรียน ยิ่งเขานั่งแถวหน้าสุดด้วยนับว่ากล้ามาก
“ไอ้ก้อยทำไมแกไม่ปลุกฉันวะ” วันชนะโบ้ยไปให้เพื่อน
“อ้าว แก ไอ้วิน ฉันก็ปลุกแล้วไง แกหลับเองจะมาโทษฉันได้ไง เดี๋ยวเหอะ ฉันตั้งใจเรียนของฉันอยู่” ก้อยเถียงแต่ตาปรือเต็มที
“เออ หลังกินข้าวเที่ยงทีไรง่วงทุกทีเลย” วันชนะบ่น นึกโทษอาหารกลางวัน
“ฉันก็เหมือนกันแหล่ะ เพียงแต่ฉันนั่งหลับ ยังเรียกว่าสุภาพ แต่แกน่ะนอนเลย” ก้อยปิดปากหาว
“โธ่ ไหนว่าตั้งใจเรียน” วันชนะบุ้ยปากใส่
อาจารย์เดินออกไปแล้ว ประตูห้องเล็กเชอร์ขนาดจุคนได้สามร้อยคนถูกเปิดค้างไว้ เสียงนิสิตพูดคุยเซ็งแซ่ อาร์ทกับจูนบอกลากลับบ้านไปก่อน เหลือแต่วันชนะกับก้อยที่เดินอ้อยอิ่งออกจากห้องเป็นคนท้ายสุด
“กลับกันเถอะ” วันชนะพูด “แกกลับทางไหนอ่ะ”
“ฉันกลับประตูหลังมหา’ลัย ไปด้วยกันได้ แกอยู่หอนี่”

โรงยิมก็อยู่ระหว่างทางกลับด้วย เสียงตึงตังของลูกบาสเกตบอลกระทบพื้นยางดังมาถึงตรงที่วันชนะกับก้อยกำลังเดินอยู่
“นั่นหลินนี่” ก้อยชี้ไปที่ประตูโรงยิมที่เปิดค้างไว้ “ดีเลยวันก่อนยืมหนังสือหลินมา เมื่อตอนเที่ยงก็ลืมคืน” ว่าแล้วก้อยก็สาวเท้าตรงไปยังโรงยิม วันชนะจึงต้องตามไปด้วย
“หลินๆ” ก้อยตะโกนเรียกตั้งแต่ไม่เข้าประตู เธอเดินตรงเข้าไปหาหลินอย่างไม่รู้ตัวว่าเป็นการเสียมารยาทน้อยๆ เพราะว่าหญิงสาวสวยนั้นกำลังคุยอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง แม้ว่าจะมีคนอยู่ด้วยเกือบสิบคนในโรงยิมแต่คนทั้งคู่ก็เหมือนจะสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาตรงนั้น

วันชนะถึงกับชะงักไปชั่วครู่ เมื่อชายหนุ่มคู่สนทนาของสุวรรณาละสายตาจากเธอมองมาทางเขาและก้อย
“อ้าว ก้อย วิน มาได้ไง” หลินทักอย่างแปลกใจ แต่ใบหน้าสดใสก็ประดับด้วยรอยยิ้มสว่างอยู่ตลอดเวลา
“พอดีก้อยเห็นหลินเดินเข้ามาก็เลยจะเอาหนังสือที่ยืมไปเมื่อวันก่อนมาคืนเท่านั้นเองจ้ะ” ก้อยจดจ้องอยู่กับสุวรรณา กว่าจะรู้ตัวว่ามีคนอื่นอยู่ด้วยก็ยิ้มแหยๆ
สุวรรณาเห็นเพื่อนเก้อเลยแนะนำผู้ชายคนนั้นให้รู้จัก

“ก้อย วิน นี่ตั้มจ้ะ” หล่อนแก้มแดงระเรื่อ หันไปทางผู้ชายตัวสูงคนนั้นแล้วแนะนำวันชนะกับก้อยให้รู้จัก “ตั้ม นี่เพื่อนหลินที่เอกจ้ะ คนนี้ก้อย แล้วก็วิน”
“อุ้ย สวัสดีค่ะเพื่อนของหลิน หล่อจังนะคะ แหะ แหะ” ก้อยพูดไปก็ออกอาการม้วนตัวไปมา
“สวัสดีครับ ก้อย...” หนุ่มร่างสูง คิ้วเข้มคนนั้นหันมาสบตาวันชนะ เขากำลังจะพูดชื่อวินออกมา แต่ว่าวันชนะชิงพูดสวัสดีก่อน เขาจึงเงียบไป แล้วคนทั้งสี่ก็เงียบไป

สุวรรณากับนักขัตยืนอยู่ฝั่งหนึ่งหลังเส้นสีขาวที่ถูกทำไว้บนพื้นแสดงอาณาเขตของสนาม
เหมือนว่าเส้นนั้นจะกั้นชายหนุ่มตรงหน้าออกไปจากชีวิตเขาเสียแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เพื่อนในภาควิชาได้รู้จักกับเพื่อนชายของสุวรรณา หล่อนจึงออกอาการเก้อเขินชัดเจน
นักขัตยิ้มให้ท่าทีของสุวรรณา สายตามีประกายของความรักเจือปนอยู่เต็มไปหมด
วันชนะก้มหน้ามองพื้น
ก้อยออกท่าทางปลาบปลื้มคนหล่ออย่างเห็นได้ชัด
ฮึ ฮึ...วันชนะหัวเราะเยาะตัวเองในใจ นี่แหล่ะคือโลกของความจริง ที่ผ่านมาเขาคิดไปเองคนเดียว นักขัตเป็นผู้ชายก็ต้องชอบผู้หญิงเป็นธรรมดา
เราสิตัวประหลาด...
“แหะ แหะ งั้นเราไปก่อนนะ” ก้อยเห็นไม่มีใครพูดอะไรเลยคิดว่าสุวรรณากับ‘แฟน’คงจะยังวางตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนจึงพูดขอแยกตัวไปดีกว่า “ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะ” พูดจบก้อยหันมาแตะที่แขนวันชนะเป็นการบอกว่าออกไปกันเถอะ แฟนเขาจะคุยกัน
วันชนะหันกลับทั้งยังก้มหน้า เหมือนจะซ่อนแววตาเศร้าสร้อยเอาไว้ไม่ให้ใครเห็น
พอเดินพ้นออกมาก้อยก็โพล่งราวกับถูกปลดปล่อยจากความอึดอัด “แก...” ก้อยลากเสียง “หล่อมากเลย ฉันจะละลาย”
“อืม...หล่อ” เท่านั้นที่วันชนะตอบกลับมา
“แกรู้เรื่องไหมเนี่ย ฉันได้ยินมา นายตั้มคนนี้น่ะตามไปจีบหลินถึงคณะเราเลยนะ ตั้งแต่สัปดาห์แรกเลย เห็นเขาเล่ากันว่าลงทุนไปนั่งซ้อมเชียร์ด้วยเลยนะ โรแมนติกว่ะแก หน้าตาก็ราวกับเทพบุตรมาโปรด โอ้วว...” ก้อยเป็นคนตลกจึงพูดทำนองตลกเป็นปกติ
“แต่ว่า...” ก้อยเปลี่ยนเป็นเสียงเรียบ “สงสารจูนนะ เขาชอบนายตั้มคนนี้เหมือนกัน ไม่รู้ทำอีท่าไหน ไปรู้จักกันได้ไง และก็เพิ่งเห็นกับตาตัวเองนี่แหล่ะว่าสองคนนั้นนะ...ลงเอยกัน” ก้อยสรุป
ทั้งสองเดินมาถึงที่ประตูด้านหลังมหาวิทยาลัย
“ให้ไปส่งไหม” วันชนะถาม
“ไม่เป็นไรหรอกแก พ่อฉันจอดรถรออยู่นู่นแล้ว” เธอชี้มือไปยังรถยนต์ที่จอดอยู่ “ว่าแต่แกอย่าเอาไปเม้าท์เชียวนะแก มันไม่ดี ให้เจ้าตัวเขาพูดเองดีกว่า” ก้อยเตือน
“เออ ระวังตัวเองไว้ก่อนเถอะ รูดซิบปากให้สนิทล่ะ” วันชนะล้อ หากว่าทำหน้าฝืนๆ

ก้อยขึ้นรถไปแล้ว เหลือแต่วันชนะเดินสวนทางกับนิสิตคนอื่นๆที่กำลังเดินทางกลับ ตะวันโพล้เพล้เพิ่มความเหงาเข้าจับขั้วหัวใจ

ความจริงที่ว่านักขัตอยู่คนละคณะแต่ทำไมวันนั้นถึงไปซ้อมเชียร์ที่คณะของเขาก็ได้กระจ่างแล้ว...
ปลีกตัวจากถนนสายหลัก วันชนะเดินตัดเข้าถนนสายเล็ก ตลอดข้างทางปลูกต้นชบาเรียงเป็นแถว ชบาสีคล้ำยามตะวันใกล้ลับหุบกลีบดูเหี่ยวเฉา...คงเหมือนใจของวันชนะในเวลานี้
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post18 Feb 2008 14:39

ตอนนี้อ่านแล้ว รู้สึกเศร้าไปกับวันชนะ T_T
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 00:02

เคยอ่านแล้นนนน....ตอนอยู่บอร์ดเก่า.....โคตรชอบเรื่องนี้เลยอ่ะ
มีตอนเรียนอยู่....กับตอนทำงานแล้ว
แบบว่า...หวานซึ้ง ขม เปรี้ยวจนเข็ดฟัน แต่เค็มนี่ไม่มี
รวมๆแล้วเป็นรสชาดของนิยายที่กลมกล่อมดี
....THanKs a zillion for Posting and Trying to complete "แค่มีนาย"...นะคุณโอน
....ชีวิต คือ ศิลปะ แห่ง กาลเวลา....
User avatar
fine_art
อนุบาล อนุบาล
Posts: 79
Joined: 07 Feb 2008 01:01

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 01:21

6



วันชนะนั่งอยู่บนอัฒจรรย์กลมกลืนไปกับผู้คนมากมาย ด้านหน้าเป็นสนามฟุตบอลกว้าง พิธีเปิดงานกีฬาภายในมหาวิทยาลัยได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสองชั่วโมงก่อน ขบวนป้ายและนักกีฬาของแต่ละคณะเดินผ่านหน้ากองเชียร์แล้วไปรวมอยู่ที่กลางสนาม อธิการบดีกล่าวเปิดงานจากนั้นจึงมีการแนะนำตัวผู้ลงสมัครดาวและเดือนมหาวิทยาลัยที่จะจัดขึ้นเย็นนี้ เสียงกรีดร้องชื่นชมดังขึ้นเป็นระยะเมื่อตัวแทนของแต่ละคณะขึ้นกล่าวแนะนำตัว
เสียงกรีดร้องเหมือนจะดังกว่าทุกคนที่ผ่านมาเมื่อตัวแทนประกวดดาวจากคณะวิทยาศาสตร์ขึ้นกล่าว วันชนะชื่นชมเธอเหมือนกัน สุวรรณาสวยจริงๆ
เสียงโห่ร้องดังกว่าที่เคย คราวนี้เป็นเสียงของผู้หญิง ตัวแทนประกวดเดือนจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ขึ้นกล่าวแนะนำตัวบอกว่าชื่อ นักขัต เทพรักษ์

วันชนะมองชายหนุ่มตัวสูงคนนั้นอย่างคุ้นเคย นักขัตก็ยังยิ้มอย่างที่วันชนะเคยเห็น
จากสายเลื่อนเป็นเที่ยงและบ่าย อากาศเริ่มร้อนอบอ้าวแม้จะอยู่ใต้เงาหลังคาอัฒจรรย์ ข้างนอกคงจะร้อนกว่ามากเพราะแดดค่อนข้างจัด แต่นักกีฬาที่กำลังวิ่งไล่ลูกบอลอยู่ในสนามคงไม่คำนึงถึงสักเท่าไร เสียงกลองดังรัวเมื่อลูกบอลถูกเลี้ยงเข้าไปใกล้ประตู ด้านหน้ากองเชียร์มีทัพเชียร์ลีดเดอร์ที่แต่งชุดสวยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแต่ละคณะ ต่างร่ายรำท่าเชียร์ได้สวยงามพร้อมเพรียงไม่แพ้กัน

สิ่งที่วันชนะรู้สึกก็คือรอบข้างเขา ทุกคนล้วนรวมใจเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งนักกีฬาและกองเชียร์ เพื่อนๆมีเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม สิ่งนี้คงเป็นผลมาจากการที่รุ่นพี่ได้เคี่ยวเข็ญฝึกซ้อมให้เกิดความสามัคคีและระเบียบวินัย จากที่ไม่เคยชอบการซ้อมเชียร์และการรับน้องเลย วันนี้เขาได้เห็นแล้วว่าคุณค่าของกิจกรรมเหล่านั้นเป็นอย่างไร รุ่นพี่ที่เคยทำหน้ายักษ์ตะเบงเสียงดุด่า วันนี้พวกเขาต่างไป เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่ไร้สิ่งใดอื่นเคลือบแฝง

สี่โมงเย็น กีฬาที่ต้องแข่งตามกำหนดการถึงได้หมดลง กองเชียร์ทยอยกันกลับ รวมทั้งเพื่อนๆในภาควิชาของเขาด้วย นอกจากหอพักแล้ววันชนะก็ไม่มีที่จะไปไหนอีก อยากอาบน้ำแล้วก็ขอนอนพักแล้วค่อยตื่นมาอ่านหนังสือเตรียมสอบ
ลูกบาสเกตบอลสีน้ำตาลถูกโยนไปมา บางครั้งกระดอนพื้นดังตึงตัง นักบาสตัวสูงทุกคน สองฝ่ายต่างใช้ไหวพริบหลอกล่อและแย่งบอลในมือของอีกฝ่ายอย่างเข้มข้น
ใจบอกว่าอย่ามาแต่เท้ากลับขัดคำสั่ง

วันชนะเดินเข้าในในโรงยิม สายตามองหาใครคนนั้น
หาได้ไม่ยาก นักขัตกำลังแข่งอยู่ในสนามและดูเด่นกว่าทุกคน ได้เห็นเพียงแค่นั้นความรู้สึกก็เติมเต็ม หากแต่ไม่เห็นอีกคนหนึ่งวันชนะคงจะซึมซับความรู้สึกได้ยาวนานกว่านี้ ที่ม้านั่งยาวข้างสนามวันชนะเห็นหลินนั่งอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกเจ็บจี๊ดแล่นเข้าในอกเพราะได้ยินคนข้างๆบอกล่อต่อกระซิบกันว่านักบาสคนนั้นกับผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงนั้นเป็นตัวเต็งเดือนและดาวมหาวิทยาลัยปีนี้ บอกอีกว่าสมกันดั่งกิ่งทองใบหยก

ไม่อยากฟัง...ปวดใจ ทำไมเขาถึงไม่พ้นจากความรู้สึกนี้เสียทีนะ
ไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับคนที่ชื่อนักขัตอีกต่อไปแล้ว น้ำตารื้นจะไหลเสียให้ได้ วันชนะหันตัวกลับหลัง ก้าวเท้าจะวิ่งหนีไปให้ไกลแต่กลับชนเข้ากับคนที่มาดูการแข่งขันด้วยคนหนึ่ง

พี่นัท!
วันชนะตกใจที่เห็นหน้าตาคมเข้มแบบคนไทยแต่ตาชั้นเดียวและคิ้วเส้นเล็กบางอย่างคนจีนของณัฐวัฒน์ “ขอโทษครับพี่ วินรีบกลับน่ะครับ”
“เหรอ พี่ก็กำลังจะไปหาอะไรกินอยู่พอดี ไปด้วยกันไหมล่ะ แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาดูประกวดดาวเดือนกัน” ณัฐวัฒน์ถือโอกาสชวน
เสียงลูกบาสกระทบพื้นยางตึงตัง เสียงรองเท้ากีฬาเบียดพื้นดังเอี๊ยดอ๊าดหยุดลงเมื่อเสียงนกหวีดเป่าสัญญาณพัก
“ได้สิพี่ วินก็ว่างๆอยู่พอดี” ไม่รู้สิ วันชนะไม่รู้จะทำอะไรจริงๆนี่
รุ่นพี่กับรุ่นน้องเดินหันหลังให้คนมากมาย
วันชนะหันหลังให้นักขัตกับสุวรรณา เพียงแค่เห็นว่านักขัตรับผ้าจากสุวรรณามาซับเหงื่อ เพียงแค่นั้นก็กัดกินใจเขาเหลือทน


Image



นักขัตจับลูกบาสในมือส่งไปมาด้วยความเร็ว พอเห็นช่องโหว่ของฝ่ายตรงข้ามจึงกระโดดตัวลอยส่งลูกบาสในมือพุ่งไปที่ห่วง แล้วเสียงนกหวีดก็เป่าดังเป็นสัญญาณพัก
นักขัตรับผ้าจากหลินมาซับเหงื่อ สายตามองไปทางใกล้ประตู เมื่อกี้เขาเห็นวันชนะยืนอยู่ตรงนั้นนี่ ไปไหนเสียแล้ว กะว่าจะเข้าไปคุยด้วยเสียหน่อย พักหลังนี้รู้สึกว่าจะไม่ค่อยได้พบกันเท่าไร กะว่าแข่งเสร็จจะชวนไปทานมื้อเย็นด้วย
ที่คิดแบบนั้นได้เพราะว่านักขัตลืมไปว่าเขาต้องขึ้นประกวดเดือนมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องแบบนี้เท่าไรนัก ลึกๆแล้วไม่ชอบ เพราะรู้สึกเหมือนต้องขึ้นเวทีประกวดนางงาม แต่พอเห็นหน้าหลินก็ฉุกคิดได้
เรื่องที่จะชวนวันชนะไปทานข้าวจึงหายไปจากความคิด
สาวสวยกับหนุ่มหล่อเป็นเป้าสายตาของคนแทบจะทั้งโรงยิม ทุกคู่สายตาตัดสินได้ว่าทั้งสองคนเป็นแฟนกัน...และก็เป็นจริงเสียด้วย
นักขัตชอบสุวรรณา เพียงแค่เห็นหล่อนเดินผ่านหน้าเขาไปเท่านั้น นักขัตถึงกับอุตส่าห์ไปร่วมซ้อมเชียร์ด้วยตั้งแต่สัปดาห์แรก
ชายหนุ่มไม่รู้ว่ามีคนอื่นอีกที่ชอบเขาอยู่ พอดีว่าเพื่อนคนหนึ่งในคณะวิศวกรรมของเขารู้จักกับจูน เขาจึงมองเห็นโอกาสใกล้ชิดกับสุวรรณา
นักขัตไม่รู้ว่าการที่เขาชอบสุวรรณาจะทำร้ายใครทางอ้อม ทั้งจูน...และวันชนะ
ในความคิดของนักขัต วันชนะเป็นเพื่อน เรียกว่าสนิทเลยก็ได้ รับรู้ได้ถึงมิตรภาพที่เพื่อนคนนี้มีให้เขาและบางอย่างที่นักขัตเองก็อธิบายไม่ถูก อาจเพราะท่าทางของวันชนะที่ดูจะเรียบร้อยๆกระมังที่ทำให้นักขัตอยากจะพูดคุยอยากอยู่ใกล้ด้วย เพียงเท่านั้นจริงๆ

เพียงเท่านั้นจริงๆ...

พักหลังนี้เขาเองก็รู้สึกว่าวันชนะค่อยๆห่างออกไป ทั้งที่อยู่ห้องติดกันแท้ๆแต่ไม่ได้เจอหน้ากันเลย พอกลับจากซ้อมก็ดึกมากแล้วเลยไม่กล้าเข้าไปนั่งเล่นในห้องของวันชนะอย่างเคย แต่เอาเถอะผ่านกีฬาไปได้ก็คงจะกลับมาเหมือนเดิม


Image



ตอนแรกวันชนะคิดว่าณัฐวัฒน์จะพาไปกินข้าวแค่ใกล้ๆมหาวิทยาลัย แต่พอออกมาถึงประตูเขาก็เรียกแท็กซี่เสียแล้ว
“ไม่ไกลหรอกวิน ร้านที่จะไปอร่อยจริงๆ รับรองจะติดใจ” ณัฐวัฒน์พูด
วันชนะจะพูดอะไรได้อีกนอกจากจะเออออตามไปด้วย
“แล้วเรียนเป็นยังไงบ้าง” รุ่นพี่เปลี่ยนเรื่อง

ร้านที่ณัฐวัฒน์พามาเป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขายด้วย เพราะนอกจากกับข้าวปกติแล้วเขายังสั่งเบียร์มาด้วย เป็นครั้งแรกที่วันชนะดื่มมันเข้าไปเพราะเสียงคะยั้นคะยอจากรุ่นพี่
“เอาไปอีกแก้ว” ณัฐวัฒน์หัวเราะชอบใจ
วันชนะกลั้นใจดื่มพยายามกลืนอย่างยากเย็น พอหมดแก้วแรกแก้วที่สองก็ตั้งอยู่ตรงหน้าแล้ว
กับข้าวแทบจะไม่พร่องแต่ท้องเต็มไปด้วยเบียร์
จนข้างนอกร้านมืดแล้ว
“พี่นัท ไม่ไหวแล้วพี่ มึนไปหมดแล้ว..ว..ว” วันชนะพูดด้วยหน้าที่แดงก่ำ
“โอเคๆ กินข้าวแล้วกัน คออ่อนจริงเลยนะ” เสียงของเขายังคงเป็นปกติ
“พี่..นัท.ท..ไม่ไป...ด..ดูประกวด..เดือนน..ดา..ว..ว...หรอ...” วันชนะพยายามพูดอย่างยากเย็น เหมือนยิ่งเมามากขึ้น คงเพราะแอลกอฮอล์ออกฤทธิ์เรื่อยๆ “กี่..โม..ง”
“สามทุ่มกว่าแล้ววิน คงไปไม่ทันแล้วล่ะ กินต่อแล้วกัน”
“กลับ...เถอะ” วันชนะพูดเสียงสั่นๆ ปากเหมือนจะหนักขึ้นๆ เช่นเดียวกับเปลือกตา


Image



แสงแฟลชวูบวาบอย่างต่อเนื่อง บนเวทีกลางแจ้งข้างๆสนามฟุตบอลที่ถูกทำขึ้นเป็นการชั่วคราวเพื่องานประกวดดาวและเดือนของมหาวิทยาลัย สองทุ่มครึ่งอากาศเย็นสบาย ด้านหลังเวทีเป็นทิวสนพัดตามแรงลมอ่อนๆตลอดเวลา
เสียงปรบมือชื่นชมจากคนดูด้านล่างและจากตัวแทนประกวดจากคณะต่างๆดังขึ้นให้กับสองคนที่อยู่ตรงกลางเวที
“เป็นไปตามคาด เดือนจากวิศวฯ ดาวจากวิทยาฯ สมกันจริงๆ”

หลังจากที่งานเสร็จสิ้นลง ด้านหลังเวทีตัวแทนคณะต่างๆแสดงความยินดีกับคนทั้งสองแล้วจึงทยอยแยกย้ายกันไป แต่นักขัตกับสุวรรณายังยืนรอเพื่อนและรุ่นพี่มารับไปทานอาหารเย็นด้วยกัน
ครึ่งชั่วโมงต่อมา นิสิตเกือบสิบคนก็มาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง
“ร้านแบบนี้จะดีเหรอคะพี่” หลินพูด เห็นว่าข้างในร้านมีผู้ใหญ่หลายคนอยู่ในสภาพมึนเมา
“นั่นสิ พี่ก็ไม่แน่ใจ แต่เพื่อนพี่บอกว่ามันรออยู่ร้านนี้ ยังไงเราเข้าไปดูก่อนละกัน” รุ่นพี่คนหนึ่งบอก
นักขัตมองผ่านกระจกมัวๆเข้าไปในร้าน เขาเห็นหลังใครคนหนึ่งดูคุ้นๆ เหมือนวันชนะ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก
“หิวหรือยังตั้ม มีอะไรหรือเปล่าเห็นทำหน้าเครียดๆ” สุวรรณาถาม
“นิดหน่อย” นักขัตตอบ “ไม่มีอะไรหรอก ตั้มคิดถึงการแข่งวันพรุ่งนี้น่ะ รอบสุดท้ายแล้ว”
“โหย ดูก็รู้ว่าทีมของตั้มน่ะเก่งจะตาย แต่หลินไม่เชียร์หรอกนะ หลินเชียร์คณะของหลิน” หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ
“นี่แน่ะ” นักขัตเขกศีรษะสุวรรณาเบาๆ
“ดาวกะเดือน ร้านนู้นจ้ะ” รุ่นพี่คนเดิมชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นร้านอาหารธรรมดา “เพื่อนพี่โทรมาละ อยู่ร้านนั้นจ้ะ”


Image



วันชนะยันตัวขึ้นอย่างยากลำบาก แต่ว่าทรงตัวได้โงนเงนเต็มที มือจึงวาดออกหาที่ยึด
“จะไปไหนวิน” ณัฐวัฒน์รีบเข้าไปพยุง
“ห..ห้อง..น้า..ม” วันชนะพยายามพูดให้เป็นคำที่สุด
“เดี๋ยวพี่พาไป” คนพูดประคองร่างของวันชนะเดินออกไปข้างนอกร้าน เพราะห้องน้ำจะแยกออกไปต่างหาก “พี่ไม่น่าให้วินดื่มเบียร์เลย ไม่รู้ว่าวินจะเมาได้ขนาดนี้”
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 13:53

อยากเมา :cheer:

รออ่านตอนต่อไปครับ
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 16:42

7




“ตั้มขอตัวไปห้องน้ำหน่อยนะครับ”
ว่าแล้วเขาก็ลุกจากโต๊ะเดินไปหลังร้าน ห้องน้ำของร้านมีเพียงหนึ่งห้องแต่ว่ามีคนใช้อยู่ นักขัตจึงยืนรออยู่ด้านหน้า
“จะเข้าห้องน้ำเหรอคะพี่” พนักงานของร้านคนหนึ่งเดินมาพบเข้า “ไปเข้าร้านตรงข้ามก็ได้ค่ะ” พูดจบพนักงานคนนั้นก็เดินผ่านไปทำงานของตัวเองต่อ
นักขัตยืนรออีกพักหนึ่งเห็นว่าคนข้างในยังไม่มีท่าทีจะเสร็จภารกิจจึงตัดสินใจเดินข้ามถนนไปยังห้องน้ำของร้านที่อยู่อีกฝั่งถนน

นักขัตเพิ่งจะเข้าไปอยู่ในห้องน้ำได้ไม่นานก็ได้ยินเสียงคนเมากับเสียงเท้าลากมากับพื้นตามมา และเสียงกริ๊กเบาๆ คล้ายเสียงล็อคลูกบิดประตู!
ยังไม่ทันได้ทำธุระของตัวเอง นักขัตก็ได้ยินบทสนทนาที่ทำให้เขาแทบจะไม่กระดิกตัว
“พะ...พี่นัท จะทำ...อะไร” เสียงหนึ่งพูดขึ้น ชัดเจนว่าเขาเมา
“ไม่เป็นไรน่า นิดหน่อยเอง ไม่สึกหรอหรอก” เสียงของอีกคนพูด เต็มไปด้วยสติสัมปชัญญะ “อดใจไม่ไหวแล้ว น่าเอาเหลือเกิน”
เสียงเท้ากระทบพื้นทุรนทุรายข้างนอกนั้นแสดงว่าอีกคนไม่เต็มใจ แต่นักขัตก็ยังกล้าๆกลัวๆที่จะแสดงตัวเอง กลัวจะเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น
“ไม่...” เสียงนั้นสั่นและดังแผ่วลง
เสียงต่างๆที่ดังอยู่ข้างนอกเหมือนจะฉายภาพให้คนที่แฝงตัวอยู่ในห้องหนึ่งในนั้นได้รับรู้ด้วย
ข่มขืน...นักขัตนึกในใจ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็ควรจะออกไปช่วย
แต่ว่านี่มันห้องน้ำชาย แล้วเสียงของสองคนนั้นก็ผู้ชายทั้งคู่
“ไม่...” เสียงสั่นเครือพูดแผ่วเบา...คล้ายร้องไห้
“ตั้ม...ช่วย...ด้วย”
แผ่วเบาแต่เหมือนศรพุ่งแรงตรงเข้าสู่โสต ภาพคนที่นักขัตเห็นในร้านเมื่อกี้แล่นเข้ามาทันที
“เฮ้ย!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ณัฐวัฒน์หันหลังขวับ ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคนอื่นอยู่ด้วย
ยิ่งได้เห็นภาพตรงหน้ายิ่งทำให้คิ้วเข้มยาวคู่นั้นขมวดเข้าหากันด้วยความโกรธ
“มึงจะทำอะไรเพื่อนกู” นักขัตฟาดเท้าออกไปอย่างแรง
ณัฐวัฒน์ที่ยังนั่งยองๆอยู่บนร่างของวันชนะยังไม่ทันได้เตรียมตัวก็หงายหลังไปอีกทาง นักขัตตรงเข้าไปลากตัวคนที่มึนเพราะลูกเตะเมื่อกี้ออกไปจากร่างของวันชนะที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น

“วินๆ!” นักขัตใช้มือสั่นหน้าของวันชนะเบาๆเพื่อเรียกสติ สังเกตตามลำคอและหน้าอกมีรอยจ้ำแดงๆหลายที่ เสื้อผ้าหลุดลุ่ยกระดุมหลุดหาย เข็มขัดโดนปลดออก ซิบกางเกงถูกรูดออกเหลือแต่ชั้นในที่ยังอยู่ดี
เขารีบรูดซิบกางเกงของวันชนะขึ้นจัดแจงให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเท่าที่จะทำได้ แล้วพยุงร่างที่บอบช้ำนั้นค่อยๆลุกขึ้น
หันมองอีกคนที่ทำกับวันชนะ มันยังมึนกับที่โดนเมื่อกี้ มันพยายามทรงตัวลุกขึ้น นักขัตให้วันชนะพิงกับผนังเอาไว้ก่อนที่เขาจะกำหมัดโร่เข้าไปหา แต่พอเงื้อมือขึ้น คนข้างหลังก็รีบโซเซมาห้ามเอาไว้ วันชนะดึงแขนของเขาเอาไว้
“อย่า...พอ...” พูดได้เท่านั้นร่างบอบช้ำก็ล้มตัวเข้าหานักขัต สติขาดหายไป

“วินๆ” นักขัตเรียก หวังจะให้วันชนะได้สติขึ้นมา แต่คนในอ้อมกอดไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ไม่มีใครสังเกตเห็นนักขัตอุ้มวันชนะวิ่งออกมาเพราะคนส่วนใหญ่อยู่ในร้าน เขาอุ้มวันชนะมาถึงถนน ใจร้อนเกินกว่าจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆในร้าน อีกอย่างเขาไม่อยากให้ใครเห็นวันชนะในสภาพนี้
แท็กซี่คันหนึ่งผ่านมา
“ไปโรงพยาบาลครับพี่ อะไรก็ได้ที่ใกล้ที่สุด” นักขัตบอกอย่างรวดเร็ว
ตลอดทางชายหนุ่มใจร้อนมากทั้งที่รถก็วิ่งเร็วเต็มที่ เขาเร่งคนขับตลอดเวลา พลางหันไปหาวันชนะที่นอนสลบอยู่ในอ้อมแขน
สิ่งหนึ่งผุดขึ้นในใจ นักขัตไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นคืออะไร เขาเอื้อมมือไปลูบที่ใบหน้าของวันชนะอย่างทะนุถนอมราวกับจับแก้วที่เปราะบาง ขยับเสื้อที่อ้าออกให้กระชับเข้าที่
ยังมองเห็นคราบน้ำตาเกาะอยู่ที่แก้ม นักขัตไล้นิ้วไปที่คราบน้ำตาเบาๆ...
เป็นห่วงคนๆนี้เหลือเกิน

Image


ตาอิดโรยคู่นั้นค่อยๆเปิดขึ้น ภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นรางเลือนในตอนแรก แล้วค่อยๆแจ่มชัดขึ้น
วันชนะยิ้มน้อยๆบนใบหน้าอิดโรย อาการปวดหัวตุบๆเริ่มเบาลงเมื่อเทียบกับเมื่อกี้
“ตั้ม...เราจะไปไหนกัน”
“โรงพยาบาล อดทนไว้นะวิน อีกนิดเดียว” นักขัตกระชับวงแขนขึ้นอีก
“ไม่เอา...กลับเถอะ ไม่ไป” วันชนะอ้อนวอน เขาไม่อยากให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต “เราไม่เป็นอะไรแล้ว”
นักขัตมองหน้าวันชนะ สำรวจดูอีกรอบแล้วก็ค่อยเบาใจ “พี่ครับช่วยกลับไปส่งที่มหาวิทยาลัย...ครับ เพื่อนผมไม่เป็นอะไรแล้ว”
แล้ววันชนะก็หลับไป

“ฮัลโหลไอ้วุฒิเหรอ ช่วยไรกูหน่อย” นักขัตพูดผ่านโทรศัพท์มือถือ
“เออ มีไรว่ามา” อีกฝ่ายตอบ
“มึงลงมาหากูหน่อย ดูด้วยว่าพี่ต้อมอยู่ข้างล่างไหม” นักขัตเกรงว่าถ้าพาวันชนะเข้าไปในสภาพนี้คงไม่ดีแน่ มีทั้งกลิ่นบุหรี่และเบียร์อีก
“มึงขึ้นมาได้เลยพี่ต้อมเมาหลับไปตั้งนานแล้ว” เสียงวุฒิพูดมาตามสาย “คออ่อนจะตาย กินเหล้ากับกูไปไม่เท่าไรเอง”
นักขัตส่ายหน้าแล้วกดวางสาย จากนั้นรีบอุ้มวันชนะวิ่งเข้าไปในตึกอย่างรวดเร็ว เขาไม่อยากให้ใครเห็นวันชนะในสภาพนี้ แต่วุฒิคงจะไม่เป็นไร โชคดีที่ดึกมากแล้วจึงไม่มีใครเห็นเลย
“ไอ้วุฒิ เปิดประตูเร็ว” นักขัตเคาะประตูรัวเบาๆต่างกับน้ำเสียงรีบร้อนเพราะกลัวคนอื่นออกมาเจอ พอประตูแง้ม นักขัตก็รีบอุ้มวันชนะพรวดพราดเข้าไป


“เลวจริงๆไอ้คนนั้นมันเป็นใครวะ” วุฒิถามนักขัต ส่งผ้าที่เปียกน้ำหมาดๆให้
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่มึงอย่าพูดเรื่องนี้กับวินอีกนะ กูกลัวว่าวินจะคิดมาก” นักขัตรับผ้ามาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้วันชนะ
“สงสารวินว่ะ ช่วงหลังๆนี้ยิ่งดูหงอยๆอยู่ ไม่รู้เป็นอะไร” วุฒิพูด แต่คนฟังไม่รู้ตัวว่าที่วันชนะหงอยไปนั้นเป็นเพราะเขานั่นเอง
“อ่ะ กุญแจ” นักขัตส่งกุญแจให้วุฒิ วุฒิรับไปยังทำหน้างงๆ “ห้องกูไง คืนนี้กูจะนอนเตียงมึง จะอยู่ดูวิน”
“เว่อร์ไปมึง กูดูเองก็ได้ วินก็เพื่อนกู” วุฒิพูดแล้วเงียบไปอึดใจหนึ่ง “เออ มึงไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยมา”
ก่อนจะกลับออกไปนักขัตยังหันมามองวันชนะอีกรอบ หน้าแดงๆเพราะเบียร์กำลังซุกอยู่กับหมอนข้างน้ำตายังซึมออกมาเปื้อนที่แก้มทำให้นักขัตรู้สึกแปลกๆอย่างบอกไม่ถูก

Image


รอยจ้ำแดงคล้ำปรากฏอยู่หลายที่ แม้วันชนะจะถูกสวมด้วยเสื้อยืดคอกลมปิดถึงต้นคอก็ยังสามารถมองเห็นได้ชัดห้า-หกที่ คนนอนอยู่บนเตียงยังหลับตาพริ้มหากแต่ในห้วงมโนคล้ายกับครุ่นคิดถึงเรื่องร้ายที่ผ่านมาอยู่ตลอดเวลา อารมณ์จึงถูกฉายออกทางสีหน้าโดยไม่รู้สึกตัว
ดวงไฟในห้องดับลง แสงจันทร์กระจ่างที่ส่องเข้ามาภายในห้องทำให้มองเห็นได้สลัวๆ นักขัตนั่งครึ่งตัวที่ขอบเตียง มือหนึ่งไล้ไปที่รอยจ้ำที่คอวันชนะเบาๆ สัมผัสเนิ่นนานย้ำตรงจุดที่เป็นรอยนั้น ชายหนุ่มไม่เข้าใจความรู้สึกที่เกิดกับตัวเอง...โหวงหวิวในใจ...อยากรู้...และโกรธเกรี้ยว
ทำไมต้องโกรธ...?
นักขัตไม่ได้ใส่ใจจะตอบตำถามตัวเองจริงจังนัก คงไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึกเป็นห่วงเพื่อน หากแต่นิ้วนั้นยังคงย้ำอยู่ที่เดิม
กลับมานอนที่นอนของตัวเอง เตียงที่ขนานกันติดผนังคนละฝั่ง คนหนึ่งหลับสนิทแต่สีหน้าวิตกตลอดเวลา คนหนึ่งนอนมองเพดาน ดวงตาเบิกโพลงครุ่นคิดเสียยิ่งกว่าตัวคนเจอเหตุการณ์เลวร้ายมาเสียอีก
เสียงครางอือๆดังมาจากเตียงนู้น วันชนะกระสับกระส่ายพลิกตัวไปมา นักขัตรีบเด้งตัวแทบกระโดดมาถึงเตียงของวันชนะ
“วินๆ” มือหนาแต่ว่าสัมผัสแผ่วเบาจับที่แก้มคนละเมอ
สัมผัสอุ่นๆที่แก้มเหมือนดึงความรู้สึกทั้งหมดกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ท่ามกลางแสงนวลสลัวดวงตาทั้งสองลืมขึ้นแทบจะทันที สิ่งแรกที่เห็นคือเงาร่างของคนตัวใหญ่อยู่บนตัว...กลัวในตอนแรก แต่พอจับความรู้สึกแผ่วเบาบนแก้มก็จำได้
ณ วินาทีนั้นวันชนะไม่สนใจแล้วว่าคนตรงหน้าจะคิดอย่างไร
...ว่าผู้ชายด้วยกันจะทำแบบนี้...
ร่างที่นอนราบลุกขึ้นพร้อมสองมือยื่นโอบรอบลำตัวหนาเต็มแน่นด้วยความอบอุ่นนั้นไว้...ขอเพียงตอนนี้เท่านั้น จากนี้ไปหากคนตรงหน้าจะเกลียดเขาก็ยอม

...ขอเพียงสักนาทีเดียว...

นักขัตไม่ได้ขัดขืนต่อวงกอดนั้น กลับเต็มใจส่งพลังทั้งหมดที่เขามีถ่ายทอดให้คนที่โผเข้าหาเขา คงเป็นสัญชาติญาณของฝ่ายปกป้อง แขนหนึ่งของนักขัตเอื้อมไปโอบรอบหลังอีกฝ่ายเช่นกัน อีกข้างหนึ่งลูบที่ศีรษะวันชนะเบาๆ เป็นการปลอบประโลม...ไม่ต้องกลัวนะ...เราอยู่ที่นี่แล้ว
เนิ่นนาน...พอที่วันชนะจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยและรู้สึกว่าตัวเองช่างเป็นคนที่อ่อนแอ สองแขนค่อยๆคลายออก
ไม่มีคำพูดใดหลุดจากปากของทั้งสอง...สิ่งที่ทำในวันนี้เป็นสิ่งใหม่ด้วยการกระทำและความรู้สึกในใจของนักขัต และเป็นความกล้าแสดงออกของวันชนะ แม้จะเพียงชั่วประเดี๋ยว

นักขัตลุกขึ้นหันหลังกลับไปยังที่นอนของเขา วันชนะนอนลงเหมือนเดิม เปลือกตาแข็งค้างอยู่กับที่ หันไปทางเงาสีดำที่นอนบนเตียงนั้นคือนักขัต ในใจคิดไปหลายเรื่อง เขาจะคิดยังไงนะ เรื่องที่โดนพี่นัททำแบบนั้น เรื่องที่เขากอดเมื่อกี้ คิดมากจนเริ่มจะปวดหัวขึ้นมาอีก วันชนะเปลี่ยนท่าเป็นนอนตะแคงหันหลังให้ มือกอดหมอนข้าง สั่งเปลือกตาให้ปิดแต่ใจเปิดและตื่นอยู่ตลอดเวลา...
เสียงฝีเท้าเบาๆหยุดอยู่ข้างเตียง วันชนะสะกดตัวเองให้ทุกส่วนอณูของร่างกายหยุดอยู่กับที่และพยายามทำตัวให้สบายที่สุด
ด้านหลังเขาคือนักขัต ...วันชนะไม่เห็นแต่ก็รู้สึกได้
ที่ว่างบนเตียงข้างหลังวันชนะถูกจับจองด้วยร่างใหญ่นั้น แรงทิ้งตัวลงมาทำให้เตียงยุบไปนิดหน่อยพร้อมกับไออุ่นจากร่างกายแผ่ซ่านมาถึงตัววันชนะ และร่างนั้นขยับเข้ามาใกล้...จนชิด
นิ่งอยู่ตรงนั้น เหมือนชั่งใจ

เนิ่นนาน...กว่ามือคู่หนึ่งสอดมาจากด้านหลังสวมเอาไว้เหนือเอว...กระชับ...
เสียงตุบตับที่อกเหมือนจะดังออกมานอกตัว ร่างกายสั่นน้อยๆเพราะตื่นเต้น ในขณะที่เจ้าของวงกอดทำไปเหมือนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งใดอยู่...รู้เพียงแต่ว่า เขาอยากจะทำ
ค่ำคืนที่จันทร์กระจ่างฟ้า ผืนฟ้าที่เคยสีดำเหมือนจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม
คนทั้งสองจมดิ่งสู่นิทราด้วยกันภายใต้อ้อมกอดที่อบอุ่น วันชนะรู้สึกแบบหนึ่ง นักขัตยังไม่ทันได้รู้สึก...ที่แท้จริง
เพียงค่ำนี้พ้นไป...บางอย่างจะเปลี่ยนไป
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 16:49

8




ยอดสนแหลมโยกลู่แรงลมยามเช้า แสงแดดทอผ่านระเบียงเข้ามาถึงในห้อง เสียงนกร้องระรื่นโสตดังอยู่ใกล้ๆ
วันชนะตื่นขึ้นด้วยความอิ่มเอิบ มือขยี้ตา แต่พอมองหาทั่วห้องก็มีเพียงเขาคนเดียว
หรือว่าฝันไป...แต่สิ่งที่ยืนยันว่าไม่ใช่ฝัน...ความรู้สึกอบอุ่นที่ยังคงกรุ่นกลิ่นอยู่ไม่ห่างกาย...และร่องรอยคล้ำที่ลำคอ
ความอัปยศแล่นขึ้นจุกในอก!

ขัด! เจ้าของร่างกายมองรอยพวกนั้นเหมือนเสนียดที่เกาะอยู่กับตัว
ขัด! ต้องเอามันออกไป ยิ่งถูเท่าไรรอยนั้นไม่มีวันจางไปได้ในนาทีหรือแม้ในหนึ่งวัน
น้ำตาไหลออกมาเองอย่างควบคุมไม่ได้ ในใจมีแต่ความเคียดแค้น...เจ็บใจ...หวาดกลัว
ร่องรอยความสุขเมื่อคืนหายไปแทบจะหมดสิ้น เหลือเพียงแค่เศษธุลีเท่านั้นเมื่อเทียบกับเรื่องราวที่เผชิญมา จริงอยู่ว่ายังไม่มีอะไรที่ต้องเสียไป แต่ภาพในสำนึกยังคงเป็นเหมือนตุ๊กแกน่าขยะแขยงที่มันค่อยๆไต่ตามตัวและสะบัดไม่หลุด
สิ่งที่เกิดไม่มีวันลบออกไปจากใจเขาได้

Image


ประตูเปิดออกอืดอาด คนเปิดยังยืนอยู่ข้างนอกพะรุงพะรังด้วยกระเป๋าสะพาย หนังสือเล่มหนาที่หนีบไว้ข้างตัวและถุงในมืออีกสาม-สี่ถุง ทันทีที่เงยหน้าเข้าไปภายในห้องก็สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อมีหน้าลอยอยู่และมือยื่นมาช่วย
“ตกใจหมดเลยวิน มาเงียบๆ” วุฒิคราง
วันชนะเพียงแต่ยิ้มให้ ในใจนึกขอบคุณบวกกับเกรงใจเพื่อน ตลอดสามวันนี้เขาไม่ได้ออกจากห้องไปไหนเลย
“ขอบใจมากนะวุฒิที่คอยช่วยเหลือเรา” วันชนะกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ “พรุ่งนี้ก็ไปเรียนได้แล้วล่ะ” วันชนะละประโยคที่จะพูดต่อว่า...รอยที่คอหายไปหมดแล้ว...
“อืม ดีแล้ว” คนสนทนาด้วยก็ละที่จะพูดถึงเช่นกัน

แววเศร้าในตาเหมือนจะกลายเป็นบุคลิกหนึ่งของวันชนะไปเสียแล้ว ชีวิตเหมือนจะโดนโชคชะตาแกล้งตั้งแต่เสียมารดา...สิ่งหนึ่งที่พอจะทำให้ชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาบ้างก็คงจะเป็น...นักขัต
แต่ตอนนี้...เขาไปอยู่ที่ไหน
เพียงผนังปูนเก่าๆหนาสิบเซ็นฯกั้นเอาไว้...ก็เหมือนไกลกันกว่าครึ่งทวีป
หลังจากคืนนั้น นักขัตไม่เคยมาหาวันชนะอีกเลย
วันชนะยิ้มเยาะให้ตัวเองว่าจะมาเรียกร้องอะไรอีก ก็ตอนนั้นไม่คิดเผื่อเอง...ตอนนั้นขอให้ตัวมีความสุข จากนั้นแล้วจะเป็นอย่างไรก็ช่าง...ฮึ ฮึ นี่ไงเล่า
คงโดนนักขัตเกลียดแล้วล่ะ

“วิน มากินข้าวกัน” วุฒินั่งรออยู่แล้วที่กลางห้อง บนโต๊ะขาพับเตี้ยๆมีกล่องโฟมที่ถือมาเมื่อตะกี้วางอยู่สาม-สี่กล่อง วันชนะนั่งลงฝั่งตรงข้าม เปิดกล่องออก ข้าวแกงสองอย่างราดบนข้าวสวย
ต่อให้อาหารอร่อยเพียงไหน ลิ้นก็คงไม่รับรู้รสถ้าเจ้าตัวยังบอบช้ำ...โดยเฉพาะที่ใจ
น้ำตาหยอดเปาะลงบนข้าว วันชนะก้มหน้าลงไปอีก พยายามกลืน พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล
มือหนึ่งแตะที่ไหล่ บีบเบาๆ วุฒิลุกมานั่งใกล้ๆ ความเจ็บปวดของวันชนะมีอยู่มากเกินกว่าที่เขาคิดเอาไว้ ไม่มีคำปลอบใดดีกว่าการเงียบ
“ขอบใจนะวุฒิ” วันชนะเอ่ยเสียงสะอื้นอยู่ในลำคอ
ครั้งแรกวุฒิตั้งใจจะเงียบแต่ก็อดไม่ได้ที่จะบอกเพื่อนว่า “เอาอย่างนี้สิวิน คิดเสียว่าครั้งนี้เป็นที่สุดแล้วที่วินจะเสียใจ ต่อไปนี้วินจะไม่ต้องเจอกับอะไรที่มันเลวร้ายยิ่งกว่านี้อีก วินจะเอาชนะมันได้ทุกอย่าง”
ฟังแล้ววันชนะก็คิดได้ ใช่! ต่อไปนี้เขาจะเข้มแข็ง
จะลืมทุกอย่าง...ที่มันทรมานใจ

Image


อาทิตย์ยังคงทำหน้าที่สาดแสงอยู่เช่นเดิมนับแต่สมัยดำบรรพ์ และจะยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป ชั่วทั้งชีวิตของคนสักหนึ่งคนคงเกิดแล้วดับ...เกิดแล้วดับ นับครั้งไม่ถ้วนแต่ตะวันก็ยังคงเป็นดวงเดิม...
วันชนะเปิดประตูออกไป เช้านี้คล้ายจะต่างจากไป...รู้สึกเหมือนเกิดใหม่...เหมือนเปิดออกสู่โลกใบใหม่ ที่รู้สึกเช่นนั้นคงเป็นเพราะตลอดสามวันเขาไม่ได้ออกไปไหนเลย

แสงอบอุ่นกระทบผิวกายขาวสะอ้าน วันชนะอยู่ในชุดนิสิตแขนสั้นสีขาวสะอาดกางเกงขายาวสีดำ สะพายกระเป๋าข้างอันเดิม สูดอากาศเข้าเต็มปอดจนแล้วผ่อนลมหายใจยาว
เสียงประตูเปิดจากห้องข้างๆ ร่างสูงและหนากว่าวันชนะก้าวออกมา ไม่มีคำทักทายใดๆหลุดออกมาจากวันชนะ สายตานักขัตที่มองมาเหมือนจะค้นหาบางสิ่ง จนวันชนะอดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นลูบที่ลำคออย่างอดหวั่นมิได้ แต่ไม่หรอกเขาเช็คหลายรอบแล้วตั้งแต่เมื่อวาน...ไม่มีเหลืออยู่อีก

“สวัสดีตั้ม”
หากว่าอีกฝ่ายคงสีหน้าเรียบเฉยไม่กล่าวอะไร
วันชนะยิ้มฟันขาวพูดว่า “เราไปเรียนก่อนล่ะ” แล้วก็รีบเดินลงบันไดไปพร้อมกับรอยยิ้มที่เหือดหาย
คนที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังได้แต่เงียบ ที่จริงเขาอยากจะทักออกไปเหมือนเคย แต่ความรู้สึกที่ไม่สามารถหาคำอธิบายให้ตัวเองได้มันบอกว่า...บางอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว...จึงได้แต่มัวคิดหาคำพูด ไม่ทันได้เอ่ยอะไร
‘บางอย่างที่เปลี่ยนไปแล้ว’ ของนักขัต...สิ่งที่เขาไม่อาจหาคำอธิบายให้กับตัวเอง...ว่าทำไมเขาถึงไม่อยากไปเยี่ยมวันชนะตลอดสามวันที่ผ่านมา
ทำไมเขาถึงรู้สึกแปลกๆที่มองเห็นรอยคล้ำเลือดนั้นอยู่บนคอของวันชนะ
ลึกเข้าไปในจิตใจเหมือนนักขัตมีคำตอบแล้ว เพียงแต่กลัว...ที่จะเปิดดู ถึงจะเป็นวันชนะก็เถิด...
สัญชาติญาณของเขาคอยขัดขวางเอาไว้
จึงได้แต่มองตามวันชนะที่เพิ่งเดินผ่านไป

Image


มื้อกลางวันวันชนะฝากท้องไว้กับโรงอาหารของคณะ หลังจากอิ่มแล้วก็เดินไปเรียนอีกตึกหนึ่ง ระหว่างทางได้เจอกับเด็กเรียนที่เคยช่วยติวแคลคูลัสให้...เนตร
วันชนะเลยเดินปลีกตัวห่างๆจากเพื่อนร่วมเอกวิชามาเดินคุยกับเนตร ทั้งหมดกำลังมุ่งหน้าไปเรียนแคลคูลัสที่ตึกเดียวกันแต่ว่าเนตรเรียนคนละเซคชั่นกับวันชนะ
การสนทนาเป็นไปอย่างรื่นเริง แล้ววันชนะก็ต้องสะดุดไปเมื่อปลายตาพบนักขัตเดินมาอีกทางกับสุวรรณา
คนสองคนโคจรเข้ามาใกล้ทุกที สุวรรณาทักทายเพื่อนกลุ่มใหญ่อย่างสดใส นักขัตมีท่าทีขัดเขินเล็กน้อยเมื่อต้องพบกับเพื่อนๆของแฟน ในขณะที่วันชนะเร่งฝีเท้านำจากกลุ่มไปก่อน นักขัตได้แต่เก็บคำของตัวเองเอาไว้ มองตามคนคู่นั้นที่เดินล่วงหน้าไป
...ความรู้สึกแบบเดิมเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว...

มาถึงตึกเรียนซึ่งเป็นห้องเล็กเชอร์ขนาดใหญ่หลายห้อง กลุ่มของวันชนะแยกเข้าเรียนห้องหนึ่ง
นักขัตแยกกับสุวรรณาเพื่อขึ้นไปเรียนอีกห้องหนึ่งชั้นบน จำได้ว่าคนที่กำลังเดินขึ้นบันไดนำหน้าเขาอยู่เป็นคนที่เดินคู่กับวันชนะเมื่อกี้
“นี่...นาย” เสียงหนึ่งดังขึ้นกลางบันได
คนที่เดินกับวันชนะเมื่อกี้หันมาก็พบกับชายหนุ่มหน้าตาดีกำลังจ้องมานัยน์ตาเอาเรื่องอยู่ในที...

Image


ห้องเล็กเชอร์ขนาดสามร้อยที่นั่ง มีโต๊ะเป็นแถวยาวนั่งได้สิบห้าคน ยาวเรียงไปจนถึงหลังห้อง ทางเดินกลางห้องทำให้แบ่งเป็นสองฟาก วันชนะยังไม่ทันได้นั่งติดเก้าอี้ก็มองทะลุกระจกใสที่บุเป็นประตูเข้า-ออกห้อง ทันเห็นเนตรหยุดกลางบันไดหันมาคุยกับนักขัต
สองคนนั้นรู้จักกัน?
อาจเป็นไปได้...โลกนี้มันกลมเสียเหลือเกิน
แล้วคนทั้งคู่ก็เดินพ้นกรอบประตูไปพร้อมกับที่อาจารย์เริ่มสอน

Image


“นี่...นาย” เสียงหนึ่งดังขึ้นกลางบันได
คนที่เดินกับวันชนะเมื่อกี้หันมาก็พบกับชายหนุ่มหน้าตาดีกำลังจ้องมานัยน์ตาเอาเรื่องอยู่ในที
“ครับ!?” คนหยุดอยู่บนขั้นเหนือกว่ากล่าวโดยอัตโนมัติแต่ก็ยังคงความสุภาพเป็นนิสัย
“ครับ!?” เนตรกล่าวซ้ำเมื่ออีกฝ่ายยังไม่แจ้งความประสงค์ สายตาคู่นั้นเหมือนจะสำรวจเขาอยู่ในที

Image


ผ่านไปสองชั่วโมงการเรียนก็จบลง เพื่อนคนอื่นๆแยกย้ายกันกลับแต่วันชนะเลือกที่จะไปห้องสมุด พยายามทำตัวให้ไม่ว่าง...จะได้ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่น
“ไปห้องสมุดเหรอวิน”จูนเอ่ยตามหลังจากที่วันชนะเดินออกมาไม่เท่าไร “ไปด้วยๆ จะเอาหนังสือไปคืนหน่อย แต่คงไม่นั่งอ่านหรอกนะ วันนี้ที่บ้านให้กลับไว” หญิงสาวแจงก่อนจะพูดต่อ “แล้ววินเป็นยังไงบ้าง อ่านหนังสือถึงไหนแล้ว อีกห้าวันก็จะเริ่มสอบตัวแรกแล้วนะ”
“ก็ทบทวนเรื่อยๆน่ะ บางตัวยังไม่ได้ดูเลย จูนล่ะเตรียมตัวถึงไหนแล้ว” วันชนะพูดปนหัวเราะอย่างยอมรับว่าตัวเองยังอ่านหนังสือไม่จบ แม้จะพูดขำๆแต่ก็มีแววกังวลอยู่ในน้ำเสียงไม่น้อย
โดยนิสัยแล้ววันชนะเป็นคนตั้งใจเรียนในชั่วโมงเรียน ความเข้าใจและสงสัยจึงเกิดตั้งแต่ตอนนั้น พอใกล้สอบเพียงทบทวนความเข้าใจนิดหน่อยก็ต่อปะติดปะต่อได้ไม่ยาก การเรียนแบบนี้เป็นประสิทธิผลมากกว่าการเข้าไปนั่งฟังไปงั้นๆ พอใกล้สอบค่อยมาตามอ่าน ผลคือไปสอบทั้งที่รู้บ้างไม่รู้บ้าง แต่ไม่กี่วันมานี้วันชนะมีเรื่องหนักๆประเดประดังเข้าหาอยู่เหมือนกัน จนเขาเองก็อดหวั่นไม่ได้
“จูนก็ยังอ่านไม่จบเลย เหลืออีกตั้งเยอะ กลังแต่เคมีนี่แหล่ะ ยากมากๆเลย” จูนโอดครวญ
เดินมาได้ครึ่งทาง จูนก็หน้าหม่นลง รอยยิ้มเบิกบานเมื่อครู่กลายเป็นสีหน้าเรียบเฉย แต่ก็พยายามยิ้มฝืนๆ เมื่อสุวรรณาเดินเข้ามา

“จูน วิน ไปอ่านหนังสือห้องสมุดหรือจ้ะ” สุวรรณาเอ่ยทักทันทีเมื่อเห็นเพื่อน
“หลิน” วันชนะทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย เพราะเมื่อกี้ยังเรียนอยู่ห้องเดียวกันแต่ตอนนี้หล่อนกลับเดินสวนทางมา
หญิงสาวเหมือนรู้คำถามในใจวันชนะจึงยิ้มน้อยๆแต่สว่างไสวไปทั้งใบหน้าก่อนกล่าวน้ำเสียงไพเราะ
“หลินรีบวิ่งลงมาก่อนน่ะ ต้องเอาหนังสือไปคืนห้องสมุดก่อน หลินมีนัดจ้ะ” หล่อนยกหนังสือเล่มบางในมือขึ้นปิดครึ่งหน้าอย่างอายๆ “เอาไว้เจอกันพรุ่งนี้นะจ้ะ”
จนลับร่างบางๆของสุวรรณา จูนก็ยังเงียบตราบจนน้ำตาหยด
เพราะนักขัตอีกแล้ว...ทำไมนะ วันชนะถึงหนีนักขัตไม่พ้นเสียที รอบตัวมีแต่เงาของเขาแฝงซ่อนอยู่เต็มไปหมด
“จูนเป็นอะไรไป” วันชนะถามอย่างเป็นห่วง ทำเป็นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
จูนไม่ปาดน้ำตาแม้แต่หยด เพราะมันล้นบ่อแล้วเกินที่จะเก็บเอาไว้ หลายวันที่ต้องข่มใจไม่ให้บอบช้ำมากไปกว่าที่เป็น ภาพบาดตานั้นอยู่ใกล้ตัวเกินไปซึ่งล้วนแต่มาจากเพื่อนของเธอเอง หญิงสาวช้ำใจทุกครั้งที่เห็นสุวรรณามีความสุข แม้ลึกลงไปแล้วไม่ได้มีความเกลียดชังเพื่อนคนนี้อยู่เลย เรื่องที่เธอชอบนักขัตนั้นสุวรรณายังไม่รู้เสียด้วยซ้ำ คงเป็นเพราะความน้อยเนื้อต่ำใจ...ที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนที่ยืนข้างชายคนที่เธอรัก ท่าทางเอียงอายของสุวรรณาเมื่อพูดถึงนัดเมื่อกี้ บอกได้ทันทีว่าคนที่หล่อนนัดด้วยคือใคร
“จูน...” วันชนะไม่กล้าพูดอะไรมากนัก มันเหมือนมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง
“ขอโทษนะวิน...ทั้งที่จูนอดทนมาได้ตลอดแท้ๆ...ทั้งที่ไม่อยากให้ใครรู้” หญิงสาวสะอื้น ก่อนจะพรั่งพรูความอัดอั้นทั้งหมดให้เพื่อนฟัง จูนคงจะถึงที่สุดแล้วถึงได้ระบายสิ่งที่เป็นเสี้ยนตำในอกให้เพื่อนที่เพิ่งรู้จักกันเพียงไม่กี่เดือนฟัง

Image


“นี่...นาย” น้ำเสียงเอาเรื่อง ความหงุดหงิดทบเป็นทวี เมื่อคนตรงหน้ายืนขวางทางอยู่ ไม่ว่าเขาจะหลีกไปทางซ้ายหรือขวา คนตรงหน้าก็ตามไปยืนยืดอกหนาๆกันทางเอาไว้ เหมือนหาเรื่อง
“เอ๊ะ!” คนที่โดนขวางทางโกรธจัด พร้อมท้าสู้ ความโกรธเขาลืมพิจารณาใบหน้านั้นให้ดี กว่าที่เค้าโครงใบหน้าหล่อเหลานั้นจะผุดขึ้นมาเป็นความจำได้ หมัดแรกก็แหวกผ่านอากาศ รวดเร็วและไร้คำเตือน
คนหาเรื่องก่อนไม่ได้ตรงเข้าไปซ้ำทันทีตอนที่อีกฝ่ายเสียหลัก เขารอให้ ‘มัน’ ตั้งหลักก่อน แล้วทางแคบๆรกด้วยพุ่มไม้แตกกิ่งก้านสูงไร้ผู้คนสัญจรนั้นก็กลายเป็นสังเวียน

Image


วันชนะปิดหนังสือลงหลังจากนั่งอ่านได้เพียงไม่นาน ที่จริงแทบจะไม่ได้อ่านเสียด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่หน้าแรกกางออกก็ยังไม่มีหน้าที่สอง จูนอาการดีขึ้นมากก่อนที่หล่อนจะกลับไป...มากกว่าวันชนะเสียอีกในตอนนี้ ยิ่งรวบรวมสมาธิเท่าใดเหมือนจะยิ่งฟุ้งซ่านมากขึ้นเท่านั้นจนเขายอมแพ้ ขอไปตั้งหลักที่ห้องก่อนดีกว่า
ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู วันชนะคิ้วขมวดสงสัยว่าเพียงห้าโมงเศษแต่ตะวันโพล้เพล้เหมือนหกโมงเสียแล้ว
เดินเรื่อยเอื่อยมาจนใกล้ถึงหอพัก ร่างหนึ่งเดินโซเซผ่านหน้าไป เสื้อนิสิตสีขาวเหมือนโดนเอาไปถูกับพื้นมา ทั้งยับทั้งเปื้อนฝุ่น
“เนตร! ไปทำอะไรมา”
คนโซเซพยายามทรงตัวบนขากระเผลกๆ “อ้าว วิน ไม่มีอะไรหรอก เราซุ่มซ่ามเดินตกบันไดเองแหล่ะ โอ้ะ...โอ๊ย” เขายกมือขึ้นจับที่หน้าผากมีรอยช้ำนูนเด่นขึ้นมา ที่จมูกมีเลือดไหลซิบๆ
“ไปโรงพยาบาลไหม เราไปเป็นเพื่อน” วันชนะอาสา
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวให้เพื่อนเราไปส่งก็ได้ นัดกันไว้ใกล้ๆนี่เอง”
“เอางั้นเหรอ แน่ใจนะ” วันชนะย้ำ
“นั่นไงเพื่อนเรา” เขาชี้ “ไม่น่าซุ่มซ่ามเลย ไปก่อนนะวิน” เขากล่าวลา น้ำเสียงขำๆปนสมเพชตัวเอง
วันชนะมองตามอย่างเป็นห่วง ได้แต่หวังว่าเนตรคงจะไม่เป็นอะไรมากจนกระทบการสอบ

Image


หน้าห้องเดิม 609 วันชนะล้วงหากุญแจจากกระเป๋าสะพาย เสียงฝีเท้าเป็นจังหวะดังเบาๆใกล้เข้ามา มือหนึ่งจับลูกกุญแจสอดค้าง วันชนะตกใจกับภาพที่เห็น
นักขัตเดินมาตามปกติ แต่...
ที่หางคิ้วมีรอยแตกเลือดยังซึม มุมปากคล้ำแดงคล้ำเขียว เสื้อยับย่นเปื้อนฝุ่นไม่แพ้เนตร...

เนตร!
นักขัต!

ภาพเมื่อตอนก่อนชั่วโมงเรียนเริ่ม...ทั้งสองหยุดพูดอะไรกันที่บันไดผุดขึ้นมา!
ทำไม!? เนตรเป็นเด็กเรียน...เรียบร้อยจะตาย
“นายไปต่อยกับใครมา?” หางเสียงกร้าว วันชนะโกรธจัด
เขามองวันชนะด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“นายไปต่อยกับใครมาใช่ไหม?” วันชนะมองใบหน้าเรียบเฉยนั้นตาไม่กระพริบ
“ใช่!” นักขัตยอมรับ
ใช่แน่แล้ว...ภาพเมื่อตอนก่อนชั่วโมงเรียน เนตรกับนักขัตหยุดพูดอะไรกันที่บันได ทบซ้ำด้วยภาพน้ำตานองหน้าของจูน...ทั้งของตัวเอง
“นายมันเลว อย่ามาให้เห็นหน้าอีกนะ!”
วันชนะปิดประตูดังปังจนเหมือนจะหลุดออกไปจากกรอบ
นักขัตยืนนิ่งอยู่ที่เดิม สีหน้าเรียบเฉย แต่คำที่วันชนะพูดยังดังก้องไม่ยอมหยุด
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 16:58

9




...นายมันเลว อย่ามาให้เห็นหน้าอีกนะ...

ผ่านมาหลายวันแล้ว แต่พอว่างเมื่อไรคำพูดนั้นจะดังขึ้นในหัวตลอดเวลา วันชนะรู้สึกสำนึกอยู่เหมือนกันที่เอ่ยคำแรงออกไป แต่หลายอย่างค่อยๆชัดเจนขึ้น ภาพนักขัตคนเดิมที่เคยนึกถึงแล้วชุ่มชื้นในใจก็ค่อยๆลบเลือนไป...ความสำนึกผิดก็พลอยสลายตามไปด้วย

ทำไมนะ...นายถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้ คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆ ต้องใช้เวลากว่าที่จะเผยตัวตนที่แท้ออกมา แต่ก็ดีแล้วที่เขารู้ตั้งแต่ตอนนี้ หากรู้เมื่อสายไปคงจะแย่กว่านี้มาก
วันชนะสลัดเรื่องของนักขัตออกไปก่อนจะสนใจกับหนังสือบนโต๊ะ...ทิ้งแม้กระทั่งเรื่องที่นักขัตเคยช่วยเขาเอาไว้
ตีสองกว่าของคืนสุดท้ายก่อนสอบวันแรก วันชนะนั่งที่โต๊ะประจำในห้อง ขีดๆเขียนๆสูตรต่างๆ ทบทวนและจดจำ ลองเอาโจทย์ที่เป็นข้อสอบเก่าๆมาลองทำดู จนล่วงเข้าตีสามจึงรู้สึกปวดที่ต้นคอเลยออกไปสูดอากาศเย็นบริสุทธิ์ที่ระเบียง ทอดอารมณ์อยู่นานกว่าจะรู้ตัวว่าที่ระเบียงห้องข้างๆห่างออกไปเพียงสองเมตรมีคนยืนอยู่ด้วย เพราะหางตาเห็นการเคลื่อนไป นึกว่าเป็นนักขัตจึงหันหลังกลับ

“อ้าว จะไปแล้วหรือวิน” น้ำเสียงบอกว่าไม่ใช่บุคคลที่ไม่อยากพบ
“โตโต้ อยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไรน่ะ” วันชนะหยุดความคิดจะกลับเข้าห้อง เปลี่ยนเป็นยืนเกาะราวระเบียงคุย
“สักพักหนึ่งละ ก่อนวินจะออกมานิดเดียว อ่านหนังสืออยู่เหรอนอนดึกเชียว” คนที่อยู่ระเบียงถัดไปถาม “ตะกี้เห็นกำลังดื่มด่ำกับลมเย็นๆเลยไม่กล้าขัดจังหวะ”
“แวบออกมาพักชมจันทร์บ้าง เดี๋ยวค่อยเข้าไปต่ออีกสักชั่วโมง พรุ่งนี้กว่าจะสอบตั้งบ่ายสอง โตโต้ล่ะ”
“สอบตัวแรกพรุ่งนี้เหมือนกันบ่ายสองครึ่ง ตอนแรกจะเข้าไปอ่านต่ออยู่แต่ง่วงแล้วล่ะ เห็นตั้มหลับอุตุเลยชักง่วงตาม” คนพูดมองเข้าไปในห้องของตน “เมื่อกี้มันก็ยังสู้ตายอยู่เลย เห็นว่าออกมารับลมแล้วเข้าไปอ่านต่อ เนี่ยเราก็ตามมันออกมานี่แหล่ะ พอวินออกมามันก็เดินตรงไปขึ้นเตียงเลย”
“คงจะเหนื่อยล่ะมั้ง” วันชนะหัวเราะไปตามเรื่อง แต่ในใจเหมือนโดนสะกิด ไม่อยากเจอกันสินะ
ก็...เราพูดเสียขนาดนั้นนี่นะ

Image


สอบวันแรกผ่านไปด้วยดี วันชนะมั่นใจว่าทำได้มากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ที่หวั่นคือวันมะรืนนี้ต้องสอบถึงสามวิชา ดังนั้นพอสอบเสร็จจึงรีบกลับห้องไปนอนพักเอาแรงไว้ท่องหนังสือคืนนี้ ก่อนจะถึงที่พักก็แวะซื้อกับข้าวที่โรงอาหารกลาง
“สวัสดีจ้ะน้องรัก” เสียงใสดังขึ้นใกล้ตัวพร้อมกับความรู้สึกว่ามีนิ้วจิ้มที่ไหล่ วันชนะหันไปทางต้นเสียงก็พบกับหญิงสาวตัวเล็กและน่ารัก
สองมือยกขึ้นไหว้โดยอัตโนมัติ ทั้งที่ยังนึกชื่ออีกฝ่ายไม่ออกด้วยซ้ำ “พี่...”
“พี่เชอร์รี่จ้ะ” หล่อนเรียกชื่อตัวเอง “ไม่ค่อยเห็นน้องวินเท่าไรเลย จำพี่ๆได้ครบหมดทุกคนหรือยัง” หล่อนถามรุ่นน้องอย่างไม่จริงจังกับคำตอบนัก ใบหน้าคงไว้ซึ่งรอยยิ้มแจ่มใสถึงแววตา
วันชนะพยายามยิ้มไม่ให้หน้าเจื่อนลงไปเป็นคำตอบ
การสนทนาเป็นไปอย่างออกรสสำหรับหญิงสาวเพราะความเป็นคนช่างพูดของหล่อน จนเป็นบุคลิกที่ทำให้เข้ากับคนอื่นได้ง่าย คุยอยู่หลายเรื่องก่อนจะแยกย้ายหล่อนก็นึกขึ้นได้
“เออนี่ ไม่รู้มีใครบอกหรือยัง ว่าหลังสอบเสร็จเรามีนัดไปร้องคาราโอเกะกันนะ” หล่อนหมายถึงรุ่นพี่ปีสองกับรุ่นน้องปีหนึ่ง “แล้วเราจะได้จับพี่รหัส น้องรหัสกันด้วย”
“อ้าวหรือครับ” วันชนะทำหน้าเพิ่งรู้ “ขอบคุณพี่เชอร์รี่มากครับที่บอก เดี๋ยววินบอกต่อให้ครับ”
“ดีมาก” หญิงสาวตัวเล็กยิ้มสดใสให้ก่อนแยกไป

Image


จากความมืดมิดค่อยๆคลี่สว่างขึ้น
กระท่อม...?
คำถามตั้งอยู่ในใจเมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้น กระท่อมซอมซ่อหลังเล็ก ด้านหน้ามีลำคลองไหลเอื่อย ริมฝั่งปักคันเบ็ดอันสั้นสายเอ็นจมหายไปในสายน้ำเบื้องหน้า ทุ่นไม้อันน้อยกระเพื่อมตามคลื่นเล็กๆ ข้างๆเป็นแปลงเกษตร มีผักคะน้า ผักกาดกวางตุ้ง กะหล่ำปลีและผักอีกหลายชนิดที่เพิ่งจะแตกยอดอ่อนโผล่พ้นดินขึ้นมา
มองอีกทางเป็นไร่...พอเข้าไปใกล้จึงเห็นชัดว่าเป็นต้นฝ้าย...แปลกใจ...ที่รู้ว่าเป็นต้นฝ้าย...ทั้งที่ยังไม่เคยได้เห็นของจริงเลยสักครั้ง รูปก็ดูเพียงผ่านๆ ต้นเตี้ยๆนั้นยังเป็นสีเขียว...ไม่มีแม้ฝ้ายสักดอก
รู้สึกถึงใบสากๆระกายเมื่อเดินฝ่าไร่ฝ้ายเข้าไป...เข้าไปใกล้อีก...ใกล้อีก...ใครสักคนอยู่ที่ตรงนั้น
หยุดเดิน...คนข้างหน้าอยู่ในชุดสีครามซีด ใส่หมวกสานใบใหญ่ หน้าตาแดงด้วยแดดเผา ที่รอยต่อระหว่างผิวหนังกับคอเสื้อแบ่งสีชัดเจน

ใบหน้าคุ้นเคยละจากสำรวจต้นฝ้ายตรงหน้าเงยตรงมา สะดุ้งตกใจเมื่อเห็น เขาละงานในมือทุกอย่างรีบวิ่งเข้ามาประคอง มือแตกกร้านยกขึ้นจับแต่งผมที่ระลงมาปิดบังใบหน้าให้อีกฝ่ายที่เพิ่งเดินเข้ามา สายตาชื่นชมและห่วงใยอย่างจริงจัง
“ออกมาทำไม พี่บอกให้อยู่แต่ในบ้าน ข้างนอกแดดมันแรง เดี๋ยวเป็นลมเป็นแล้งไป” มือกร้านแกร่งประคองกอดร่างบางไปใต้ร่มมะขามที่อยู่ใกล้
“พี่ก็...จะให้เอาแต่อยู่ในบ้านได้ยังไง เดี๋ยวเป็นง่อยเอาหรอก” หล่อนพูดมีจริตเล็กๆ “พักดื่มน้ำดื่มท่าเสียก่อนเถิดพี่” เพิ่งรู้ตัวว่าในมือถือขันน้ำเย็นมาด้วย
ใต้ร่มเงาไม้มีสายลมเย็นๆพัดต้องกายเป็นระยะ ไร่ฝ้ายข้างหน้ากินเนื้อที่ไม่มากนัก แมลงปอฝูงใหญ่บินว่อนเหนือทุ่งหญ้าที่ยังไม่ได้ถกถาง
ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส...สงบ
มือกร้านลูบวนอยู่ที่ท้องของเมียรักเบาๆ... เมีย...ความรู้สึกบอกว่าเขาเป็นสามี
“เห่อไปได้นะนักขัต เพิ่งจะสองเดือนเอง” เมียสุดที่รักเอามือบางหยาบกร้านน้อยๆจับไปบนมือหนา ราวจะถ่ายทอดความรักทั้งหมดที่ตนมี
“แหม...วินล่ะก็ ลูกเราทั้งคนนะ ไม่ให้เห่อได้ยังไง”
เจ้าของมือกร้านน้อยค่อยๆมองไปยังใบหน้าของสามี...คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ปากได้รูป...นักขัต!
ร่างบางตกใจ
นักขัต!
“เป็นอะไรไปวิน” คนตรงหน้าแปลกใจที่อยู่ๆเมียของเขามีกิริยาตกใจและถัดตัวหนี
นักขัต!

วันชนะตาเบิกโพลงสะดุ้งตื่นขึ้นมาในความมืด มือปาดเหงื่อชุ่มบนใบหน้า นี่เขาฝันไปหรอกหรือ
เอื้อมมือไปหยิบนาฬิกามาดู สองทุ่มเศษแล้ว
พอรู้ตัวเขาก็ยังนอนเหยียดบนเตียงนุ่ม ขี้เกียจลุก ขอต่อเวลาสบายอีกสักห้านาที
รอยยิ้มผุดขึ้นเมื่อนึกถึงความฝันที่จำได้อย่างแม่นยำ
ดื่มด่ำกับฝันดีได้ไม่เท่าไรภาพนักขัตอีกคนที่วันชนะกล่าวหาว่าเป็นคนเลวก็แล่นขึ้น จากนั้นเขาก็ถอนใจก่อนจะลุกขึ้นไปอาบน้ำเพื่อจะอยู่ท่องหนังสือคืนนี้ กลับมาที่โต๊ะเห็นหน้าหนังสือที่กางอยู่เป็นรูปสามี ภรรยาเกษตรกรกับบ้านไร่ที่กำลังช่วยกันเพาะปลูกที่อ่านค้างเอาไว้ ภาพประกอบนั้นอยู่ในหนังสือมนุษย์กับสังคม อันเป็นหนึ่งในวิชาที่ต้องสอบวันมะรืน
เพียงผนังกั้นเอาไว้...คนเลวของวันชนะกำลังขะมักเขม้นอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่เหมือนกัน ใบหน้าเครียดนิดๆเมื่อรู้สึกหงุดหงิดที่ใจของตัวเองเหมือนมีตะกอนที่ล่องลอยวนในน้ำเพราะถูกคุ้ยอยู่ตลอดเวลา...ใจไม่สงบ เพราะมัวแต่คิดถึงคำที่ทำลายใจกัน

...เพียงผนังกั้นเอาไว้...

Image


นักขัตหงุดหงิดตัวเองที่ไม่สามารถรวบรวมสมาธิในการอ่านหนังสือตรงหน้า ไม่ง่ายเลยที่จะสลัดภาพใบหน้าผิดหวังและจงเกลียดของวันชนะเมื่อวันก่อนออกไปได้
นี่เขาทำผิดมากนักหรือไง ตอนนี้เขาจะเกลียดเรามากเท่าไรแล้วนะ จะเข้าไปหา ไปคุยด้วยก็กลัวว่าจะโดนเกลียดเข้าหนักกว่าเดิม
แต่ไอ้คนนั้นมันสมควรโดนแล้วนี่
คิดวนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้ หนังสือตรงหน้าแม้จะถูกอ่านอย่างละเอียดแต่ไม่ได้บันทึกจดจำลงในหัวเลย...ต่อให้นักขัตจะหัวดีเป็นถึงนักเรียนทุนก็เถอะ
หนักเข้าจึงวางปากกาในมือแล้วเดินออกไปรับลมที่ระเบียง ลมเย็นๆยังมีอยู่แผ่วๆ คงสี่ทุ่มกว่าแล้วกระมัง คืนนี้มองหาพระจันทร์กลับเจอแต่เมฆเทาๆหม่นๆ มองไปยังช่องว่างประตูที่อ้าออกตรงระเบียงห้องข้างๆเห็นแสงไฟลอดออกมา วินคงจะท่องหนังสืออยู่เป็นแน่
วันชนะ...วิน...ชื่อนี้...คนนี้ ทำไมถึงมีอิทธิพลต่อเรามากนักนะ ตั้งแต่วันเกิดเหตุที่ร้านอาหารจิตใจก็เอาแต่ว้าวุ่นอยู่ตลอด
เกย์...!?
ไม่อยากจะเชื่อ...เราเป็นเกย์...? แล้วหลินล่ะ...?

Image


“นี่...นาย” เสียงมันเอาเรื่องเมื่อนักขัตขวางทางอยู่ ไม่ว่ามันจะหลีกไปทางซ้ายหรือขวา นักขัตก็ตามไปยืนยืดอกกันทางเอาไว้ จะหาเรื่อง
“เอ๊ะ!” มันโกรธจัด หน้าแดง ตาชั้นเดียวหรี่ลงอย่างไม่สบอารมณ์ คิ้วเส้นบางขมวดย่น พร้อมท้าสู้ ความโกรธทำให้มันจำนักขัตไม่ได้ มันคงลืมดูใบหน้านี้ให้ดี...
กว่ามันจะรู้ตัว...นักขัตปล่อยหมัดแรกใส่หน้ามัน...เจ็บมือ เกิดมายังไม่เคยต่อยตีกับใคร
เร็วสิ...รออยู่แล้ว
แล้วทางแคบๆรกด้วยพุ่มไม้แตกกิ่งก้านสูงไร้ผู้คนสัญจรนั้นก็กลายเป็นสังเวียน

แค้น...ที่วันนั้นมันทำกับวิน วันนี้เจอมันไวๆเลยตามมา ยิ่งเห็นมันเดินลอยหน้าลอยตาทำตัวปกติเหมือนไม่มีใครเอาความยิ่งเดือดปุดๆ ทนไม่ไหวจริงๆ
มันทำรอยอุบาทว์นั้นบนคอวิน
“มึงตาย!” นักขัตคำราม

ลมเย็นเอื่อยๆ นักขัตยืนเท้าคางที่ระเบียง ร่องรอยวีรกรรมหายไปหมดแล้ว มองเห็นแสงไฟลอดมาจากประตูห้องข้างๆเลยนึกไปถึงสาเหตุที่โดนวินเกลียด
มันชื่ออะไรนะ ไอ้คนนั้น
เป็นรุ่นพี่ของวิน...คุ้นๆว่าชื่อนัท
ไอ้เลว คิดแล้วบีบกำปั้นแน่น
แล้วก็ถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่ จะปล่อยให้วันชนะเกลียดน้ำหน้าเขาอย่างนี้ต่อไปหรือ ครั้นจะเข้าไปอธิบายก็จะบอกว่าอย่างไรล่ะ ไม่รู้ด้วยว่าจะพูดอะไรดี สับสนกับตัวเองเป็นทุนเดิม ขอเวลาอีกหน่อยเถอะ เราไม่ปล่อยให้เรื่องมันจบแบบนี้หรอก
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 17:03

10



ในวันสุดท้ายของการสอบ

เสียงเจื้อยแจ้วของนิสิตที่จับกลุ่มสนทนาถึงข้อสอบที่เพิ่งเจอมา หลายคนมีสีหน้าดีใจที่คำตอบเหมือนกับเพื่อนส่วนใหญ่ แต่หลายคนก็หน้าสลด วิตกว่าจะไม่ผ่าน ในขณะที่ยังเหลือบางคนนั่งอยู่ในห้องสอบกับเศษเวลาที่เหลือ

“หมดเวลาแล้วค่ะ ทุกคนวางดินสอ ปากกาให้หมดแล้วลุกเอาข้อสอบมาส่งที่หน้าห้องค่ะ” อาจารย์ที่คุมสอบกล่าวผ่านไมโครโฟน
เป็นจังหวะเดียวกับที่คำตอบข้อสุดท้ายถูกเขียนลงไป วันชนะถอนหายใจโล่งอกที่ทำเสร็จอย่างเฉียดฉิว ก่อนจะลุกขึ้นไปส่งข้อสอบที่หน้าห้อง

“แกๆ ทำได้บ้างรึเปล่า” ก้อยถามด้วยความอยากรู้ “ข้อสามแกทำได้ไหม” ก้อยกำลังหาพวกที่ตอบเหมือนเธอ หรืออย่างน้อยก็อุ่นใจถ้าตอบผิดจะได้มีเพื่อน วันชนะทำท่าคิดนิดหนึ่งแล้วบอกไปตามตรงว่าคำตอบไม่ตรงกัน ก้อยหน้าม่อยลงทันที
“แง ทำไมมีก้อยคนเดียวที่ตอบว่า X = 16 ล่ะ” หล่อนโอดครวญ เพราะว่าคนอื่นๆได้คำตอบเป็น 8
“ลืมหารสองหรือเปล่าก้อย” อาร์ทหาจุดบกพร่อง
“ไม่เป็นไรหรอกก้อย ข้อนั้นแค่สองคะแนนเอง” หลินปลอบ
“แต่ว่า...ข้อง่ายๆยังผิดเลย แล้วที่เหลือจะเป็นยังไง” ก้อยทำหน้าเหมือนคนร้องไห้ แต่ไม่ได้ตั้งท่าจะร้องจริงจัง
ถกกันพอสมควรจนคนหนึ่งในกลุ่มเสนอว่าไปคุยกันต่อที่โรงอาหารกลาง ทานข้าวเย็นไปด้วยก่อนกลับ เพราะไหนๆวันนี้ก็สอบเป็นวันสุดท้ายแล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปจะหยุดเรียนถึงหนึ่งสัปดาห์ กลุ่มจึงค่อยๆเคลื่อนไป
“อ้อ เราลืมบอกไปเลยว่าวันอาทิตย์หน้าพี่ปีสองนัดไปร้องคาราโอเกะกันนะ” อาร์ทเปลี่ยนเรื่อง ทำให้บรรยากาศที่ดูตึงเครียดเรื่องข้อสอบกลับสดใสขึ้น
“เราก็ว่าจะบอกทุกคนอยู่พอดี วันก่อนเจอพี่เชอร์รี่น่ะพี่เค้าก็บอกมาเหมือนกัน” วันชนะเพิ่งนึกขึ้นได้
“เสาร์หน้าเหรอ อืม...”ก้อยลากเสียงยาวตอนท้าย “ไม่แน่ใจว่าจะไปได้ไหมนะ”
“เราว่าน่าจะได้นะ หลังสอบคงมีบางคนกลับบ้านต่างจังหวัด เลยนัดวันอาทิตย์หน้าเพราะวันจันทร์ก็เริ่มเรียนปลายภาคกันแล้ว ป่านนั้นคงกลับมากันหมดแล้ว” อาร์ทบอก

พูดถึงตรงนี้ทุกคนก็เลยหันมาถามวันชนะเพราะเป็นคนเดียวในกลุ่มที่มาจากต่างจังหวัด
“แล้ววินจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัดหรือเปล่า”
“ยังไม่รู้ว่าจะกลับหรือเปล่านะ” เขาตอบ “เพราะวันศุกร์พ่อเราจะมาทำธุระที่กรุงเทพฯอยู่พอดี”
การสนทนาหลังจากนั้นเป็นไปอย่างครื้นเครงในโรงอาหารกลาง จนบรรยากาศเริ่มสลัวจึงแยกย้ายกันกลับ
วันชนะมุ่งหน้ากลับห้องของตนซึ่งอยู่ไม่ไกล นึกถึงการสอบแล้วก็โล่งเพราะว่าสอบไปหมดแล้ว นึกกังวลกับผลสอบอยู่เหมือนกันเพราะว่าไม่ค่อยจะมีสมาธิทบทวนเท่าไร ที่ถกกันตอนออกจากห้องสอบก็ดูเหมือนว่าคำตอบจะไม่ตรงกับเพื่อนอยู่หลายข้อ แต่ก็ไม่อยากจะคิดให้รกพื้นที่ในหัวอีก ไหนๆก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ขอไปนอนพักเสียหน่อย นอนไม่เต็มคราบมาหลายวันแล้ว

เหมือนทุกครั้งที่เดินขึ้นบันไดมา พอสายตาพ้นขั้นสุดท้ายก็จะเห็นประตูห้อง 610 เป็นสิ่งแรก วันนี้แปลกไป ที่หน้าห้องนักขัตมีรองเท้าคู่ที่ไม่คุ้นตาถอดวางอยู่
ยังไม่ทันจะพ้นขั้นสุดท้ายนั้น ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับใครคนหนึ่งที่วันชนะไม่เคยรู้จัก คนนั้นผอมบาง ตัวเล็กกว่าวันชนะหน่อย ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน หน้าตาดูผ่องใสอยู่ในชุดนิสิตแขนสั้น
แวบหนึ่งที่สายตาปะทะกัน เขามองวันชนะด้วยหางตาแล้วเหมือนจะสะบัดหน้าเล็กน้อยก่อนหันไปคุยกับคนที่ยังอยู่ข้างใน วันชนะก็คงไม่สนใจอะไรมากไปกว่านั้น ถ้าคนที่อยู่หลังประตูนั้นไม่ใช่นักขัตแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินทำหน้านิ่งผ่านไปเฉยๆ

นักขัตดูตกใจเมื่อเห็นการมาของวันชนะ จนคนตัวเล็กผอมบางนั้นสังเกตเห็นแล้วหันมามองตามก่อนพูดว่า “แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะตั้ม”
ดวงตาคมกริบนั้นเหมือนจะฉายเล่ห์อะไรสักอย่างตอนที่กำลังใส่รองเท้า
“โอ๊ย!” เจ้าของร่างผอมบางโผไปข้างหน้า พอเหมาะกับกอดที่เกิดอย่างอัตโนมัติของเจ้าของห้องได้พอดิบพอดี เจ้าของร่างที่เซไปซุกหน้าเข้าไปเต็มๆกับอกของนักขัต
กิริยาที่เกิดดูไม่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลยในสายตาวันชนะ รองเท้าพลิกหรือตั้งใจให้เกิด
แวบหนึ่งวันชนะได้เห็นรอยยิ้มผุดที่มุมปากเผยความเจ้าเล่ห์ของคนตัวเล็ก เป็นยิ้มที่ส่งตรงมาให้เข้า...ท้าทาย
เจอเข้าอย่างนี้วันชนะก็ใจเต้นตึกตักด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกเหมือนกัน มันปั่นป่วนอยู่ข้างใน แม้จะบอกกับตัวเองว่าจะไม่ยุ่งอะไรกับนักขัตอีก
ถึงยังไงเขาก็ซ่อนอารมณ์เอาไว้ได้ แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

จนวันชนะเข้าไปอยู่ในห้องได้ไม่นาน เสียงเคาะก็ดังขึ้นที่หน้าประตู ตอนแรกคิดว่าวุฒิคงกลับมาแล้วจึงเดินไปเปิดประตูให้อย่างปกติ
“ไง...เป็นยังไงบ้างไม่ได้เจอหลายวัน...” กลับเป็นนักขัตอยู่ที่หน้าห้อง
ยามที่ต้องการกำลังใจกลับไม่มา ทั้งๆที่ห้องก็อยู่ติดกัน...วันชนะคิดในใจ
“สบายดี นายล่ะ” วันชนะทำตัวเป็นปกติ
“เมื่อกี้ เพื่อนเราที่คณะ เขามาขอยืมเลกเชอร์ส่วนที่เขาไม่ได้เข้าเรียนน่ะ” นักขัตบอก
“เหรอ” จะมาบอกทำไม ไม่ได้อยากรู้ วันชนะเงียบรอฟังเขาว่าจะพูดอะไรต่อ
“เอ่อ...ไปกินข้าวเย็นกันไหม ไม่ได้กินด้วยกันนานแล้วนะ” เขาชวน
“เรากินกับเพื่อนมาแล้ว” วันชนะตอบน้ำเสียงปกติ
“แล้วพรุ่งนี้ล่ะ พรุ่งนี้เราสอบวันสุดท้าย เย็นๆไปหาอะไรกินกันไหม” เขาถาม
“คงไม่ได้หรอก พรุ่งนี้เราจะกลับบ้านต่างจังหวัด” วันชนะโกหก ที่จริงเขาตัดสินใจจะไม่กลับ
“อ้าว...เหรอ...” เสียงเขาผิดหวัง “อย่างนั้นเอาไว้คราวหน้าก็ได้”
ได้เห็นสีหน้าหม่นของคู่สนทนาก็ทำให้ลืมภาพที่เคยจินตนาการว่าเขาโหดร้ายไปบ้าง วันชนะเลยถามกลับด้วยเสียงอ่อนลง “แล้วนายไม่กลับเชียงใหม่เหรอ”
เขายิ้มก่อนตอบว่า “ยังไม่กลับ หยุดแค่สัปดาห์เดียวเอง เอาไว้ค่อยกลับตอนปิดเทอม”
แล้วทั้งคู่ก็เงียบไปราวกับไม่มีเรื่องให้พูดคุยอีก แต่ที่จริงแล้วมีเรื่องตั้งมากมายที่อยากถามไถ่ในช่วงที่ไม่ได้เจอกันก่อนหน้านี้...เพราะต่างก็ปิดความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้

ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ จากความรู้สึกที่เริ่มอ่อนโยนขึ้นก็กลับตึง เมื่อมีคนโผล่มาจากด้านหลังของนักขัต
สายตาคมกริบจ้องมาทางวันชนะราวกับจะหมายหัวเอาไว้ คนตัวเล็กคนนั้นยังอยู่ เขาไม่พูดอะไร แต่มายืนเทียบติดร่างสูงของนักขัต

“อ้าว แซกส์!” นักขัตตกใจที่จู่ๆเพื่อนร่วมคณะก็มาอยู่ข้างๆ
“แซกส์ลืมของเอาไว้น่ะ เลยกลับมาดู” ในหน้าที่แบ่งพวกเมื่อกี้กลายเป็นยิ้มสดใสเมื่อหันไปคุยกับนักขัต
“แล้วนี่...” เขาหันมาทางวันชนะ
“อ้อ นี่เพื่อนตั้มเอง ชื่อวิน” นักขัตแนะนำ “วิน นี่แซกส์เป็นเพื่อนที่วิศวะฯ”
“งั้นเดี๋ยวเราไปดูให้นะแซกส์” นักขัตอยากจะอยู่คุยกับวันชนะสองคนมากกว่าจึงรีบกลับเข้าห้องตัวเองไปหาของที่คิดว่าแซกส์ลืมเอาไว้ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าของที่ว่าคืออะไร โดยลืมไปว่าปล่อยให้วันชนะอยู่กับเพื่อนใหม่ตามลำพัง
เมื่อนักขัตปลีกตัวออกไป วันชนะก็ไม่มีอะไรจะคุยกับเพื่อนใหม่จึงยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่แสดงทีท่าของมิตรตอบกลับมา
“นี่ อย่าได้คิดมายุ่งกับตั้มเป็นอันขาดเชียว” น้ำเสียงที่เหยียดหยัน สายตานั้นมองวันชนะตั้งแต่หัวจรดเท้า

Image


“แซกส์ๆ ลืมอะไรไว้เหรอเราหาแล้วไม่เห็นมี” นักขัตโผล่ออกมา
“อ๋อ ขอโทษทีตั้มเราเอ๋อเองแหละ ตะกี้หาเจอละอยู่ในกระเป๋าเราเองล่ะ” คนตัวเล็กเปลี่ยนสีหน้าฉับพลันหันไปหัวเราะร่วนสดใส
“งั้นเรากลับแล้วล่ะ” เขาพูดก่อนจะหันมาทางวันชนะอีกครั้ง
“ยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าเราคงจะได้เจอกันบ่อยๆนะ” แซกส์พูดพร้อมกับยิ้มที่ดูเป็นมิตร
“เช่นกัน” วันชนะตอบยิ้ม แววตาเป็นประกายกล้า
ภาพที่เห็นทำให้คนที่เพิ่งออกมาไม่รู้อีโหน่อีเหน่เห็นว่าคนทั้งสองคงจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้ เลยยิ้มตาม
พอนักขัตหันกลับมาอีกทีวันชนะก็ปิดประตูเข้าไปแล้ว ตอนแรกกะจะเคาะเรียก แต่คิดอีกทีก็เปลี่ยนใจ

Image


ภาสกรหรือแซกส์ได้แต่ระบายอารมณ์โดยการกระทืบเท้าแรงๆตลอดทางเดินลงมา เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่นึกว่าอีกฝ่ายก็ ‘แรง’ อยู่เหมือนกัน

“นี่ อย่าได้คิดมายุ่งกับตั้มเป็นอันขาดเชียว”
แซกส์นึกย้อนกลับไปตอนเปิดฉาก เห็นมันผงะไปนิดหนึ่งก็นึกว่ามันจะหงอ
“ตั้มน่ะเหรอ เราเคยกอดเขาด้วยนะ ว่างๆลองขอเขาดูสิ” มันตอกกลับมา มันทำหน้าท้าทาย
ยิ่งคิดยิ่งเดือดปุดๆในอก เพราะคนที่หมายตาดันออกมาพอดีเลยต้องเป็นฝ่ายหยุดทั้งที่จะต่อปากด้วย

วันชนะนั่งหันหลังพิงประตูหน้าตาเครียด ทั้งที่เขาไม่เคยพูดหรือแสดงท่าทางที่มันแสดงออกมากขนาดนั้นมาก่อน...เพราะนิสัยที่ไม่ชอบให้ใครมาว่าอะไรไม่ดีให้ตัวเองก่อน
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post19 Feb 2008 21:08

ได้อ่านจุใจ 4 ตอนรวด กำลังสนุกเลย

แถมมีตัวอิจฉาด้วย :D
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post21 Feb 2008 06:43

11



“บอม พรุ่งนี้ขอไปอยู่ด้วยสักสี่-ห้าวันสิ” วันชนะพูดผ่านโทรศัพท์ที่อยู่ข้างล่างหอพัก
“มาสิ แล้วไม่กลับบ้านเหรอได้ข่าวว่าสอบหมดแล้วนี่” เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมที่มาเรียนอยู่ในกรุงเทพฯเหมือนกันแต่อยู่คนละมหาวิทยาลัยตอบ
“อ๋อ ยังไม่กลับๆ พ่อจะมากรุงเทพฯวันศุกร์นี้” วันชนะตอบคำถามก่อนแล้วจึงถามเพื่อนสนิท “แล้วแกจะสอบเมื่อไร”
“เริ่มสอบสัปดาห์หน้า”
“อ้าว แล้วแบบนี้ฉันไปอยู่ด้วยจะกวนแกอ่านหนังสือไหมล่ะนั่น” วันชนะกังวล
“ก็อย่ามาชวนคุยตอนฉันอ่านหนังสือเท่านั้นแหละ”
“อืม” วันชนะเข้าใจ อพาร์ทเมนท์ของปริญญามีแบ่งเป็นห้องนอนกับห้องรับแขก เขาก็เคยไปนอนค้างอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อตอนก่อนเปิดเทอม ปริญญามีฟูกหนาปูนอนที่ห้องรับแขกได้

Image


เอาล่ะ...ทำให้แนบเนียนที่สุด
วันชนะพับเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ จากนั้นคงต้องค่อยๆย่องออกไปให้เบาๆ หวังว่าคงจะไม่เจอนักขัตหรอกนะ แต่เจอสิดีจะได้เห็นว่าเรากลับบ้านจริงๆ
“วินจะกลับบ้านเหรอ” วุฒิเดินมาพอดี
“อะ...ใช่ๆ” นึกขึ้นได้ว่าลืมบอกวุฒิ “เพิ่งสอบเสร็จเหรอ” สังเกตเห็นสีหน้าอิดโรยของเพื่อนร่วมห้อง
“เออดิ เหลือมะรืนอีกตัวก็หมดละ” รูมเมทกล่าว “แล้วนี่จะไปยังไงล่ะ”
“ระ...รถทัวร์” วันชนะตะกุกตะกักตอบหลังคิดได้สดๆ
“งั้นก็ไปดีมาดีนะ” วุฒิกล่าวอย่างจริงใจเพียงแต่แสดงออกไม่มากนัก
“ขอบใจวุฒิ”
วุฒิเดินอ้อมกระเป๋าใบใหญ่ที่ตั้งนิ่งบนพื้นขวางทางเข้าแล้วออกแรงผลักเบาๆ แค่สัมผัสก็รู้ว่าหนักมาก ขณะวันชนะกำลังจะลากกระเป๋าใบหนักออกไป
“วุฒิช่วย” คนพูดแย่งกระเป๋าไปจากมือวันชนะ ลำแขนเกร็งขึ้นจนเส้นเลือดปูดนูน
“ไม่เป็นไรวุฒิ เราเอาไปเองได้” วันชนะเกรงใจ
“เถอะน่า วินตัวบางจะแย่ เดี๋ยวเดินไปดีๆหักกลางปล้องจะว่าไง”
รอยยิ้มบางๆมีให้เพื่อนคนนี้ แม้จะรู้จักกันเพียงครึ่งเทอมแต่ก็สนิทกันมากกว่าใคร
เดินมาจนถึงประตูทางออกด้านหลังมหาวิทยาลัย วันชนะก็รอเรียกแท็กซี่ วุฒิยังยืนรอเป็นเพื่อนจนถึงยกกระเป๋าใส่ท้ายรถ
“ไปอโศกครับ” วันชนะบอกคนขับ แล้วขึ้นไปนั่งที่เบาะหลัง
“ขอบใจมากนะวุฒิ แล้วเจอกัน” พูดจบก็ปิดประตู รถค่อยๆออกตัวรอจังหวะเบี่ยงเข้าเส้นทาง
วุฒิเดินกลับ
“เอ๊ะ เมื่อกี้วินบอกว่าไปอโศก” บอกว่ากลับรถทัวร์ก็น่าจะไปที่สถานีขนส่งที่หมอชิตสิ ได้แต่สงสัย ตลอดทางเดินกลับ แต่พอมาถึงห้องความเพลียก็ทำให้ชายหนุ่มทิ้งกายลงนอนจนหลับสนิท

“โอ้โห นี่แกจะมาอยู่กี่เดือนเนี่ย!” ปริญญาอุทาน

Image


ล่วงเข้าวันที่สี่ที่วันชนะพักอยู่กับปริญญา เขาเกรงใจเพื่อนจึงพยายามไม่กวน ทั้งคู่จึงได้เจอกันเฉพาะตอนออกไปทานข้าวหรือตอนที่ปริญญาออกมาพักสายตาเท่านั้น
เบื่อ...ออกไปเดินเล่นข้างนอกดีกว่า
“จะออกไปข้างนอก จะเอาไรไหม”
“ไม่ละ ขอบใจมาก” เสียงตอบดังผ่านประตู

เดินออกมาจากซอยก็มองหาของกินไปด้วย คนพลุกพล่านเดินสวนทางวุ่นวาย วันชนะคิดถึงบ้านขึ้นมา ที่บ้านสงบไม่วุ่นวายแออัดเหมือนในกรุงเทพฯ ผู้คนก็ดูมีน้ำใจมากกว่าคนกรุงเทพฯ คิดไปคิดมาก็นึกได้ว่าตั้งแต่มาเรียนเขายังไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ชีวิตอยู่แต่มหาวิทยาลัย จากตรงที่เขากำลังยืนรอพ่อค้าย่างไข่ปลาหมึกบนตะแกรงร้อนสามารถมองเห็นป้ายรถเมล์อยู่ไม่ไกล

ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างดีกว่า...แต่ถ้าเจอนักขัตขึ้นมา...คงไม่เจอหรอกกรุงเทพฯออกจะกว้าง
“เสร็จแล้วหนุ่ม สี่สิบบาท” พ่อค้ายื่นถุงไข่ปลาหมึกหอมฟุ้งมาให้
“ขอบคุณครับ” วันชนะจ่ายเงินแล้วเดินอ้อยอิ่งออกมา ไข่ปลาหมึกหมดพอดีเมื่อถึงป้ายรถเมล์
ว่าแต่จะไปไหนดีล่ะ ยังไม่เคยขึ้นรถเมล์เลยสักครั้ง...ลองนั่งไปเรื่อยๆ ขากลับก็นั่งสายเดิมคงไม่หลงไปนอกเส้นทางกระมัง
รถเมล์สายหนึ่งวิ่งมาหยุดที่ตรงหน้า วันชนะตัดสินใจก้าวขาขึ้นไป

ต้นทางรถเมล์สายธรรมดาวิ่งได้ฉิว สายลมพัดกระทบใบหน้าร้อนผ่าว แต่ยังดีกว่าตอนที่รถติด เหมือนอยู่ในเตาอบ วันชนะมัวแต่มองออกข้างทางตลอด เห็นตึกสูง คนมากมายไหลไปกับถนน เบียดเสียดกันวุ่นวาย ขอทานตัวดำขะมุกขะมอมยกมือไหว้คนที่ผ่านไปผ่านมา แม้แต่คุณยายที่อายุราวหกสิบกว่าก็ยังมานั่งตากแดดตากลมขอทานเขากิน ควันเขม่ารถยนต์ฟุ้งกระจาย เห็นคลองเต็มไปด้วยขยะและน้ำเสีย
มาถึงช่วงหนึ่งถนนแคบมีเพียงสองเลนรถเมล์ที่วันชนะนั่งมาก็ติดแหงก เวลาผ่านไปยาวนานรถขยับไปได้เพียงไม่กี่เมตร สองข้างทางเป็นตึกสองชั้นเก่าๆ ไม่มีอะไรให้ดู อากาศร้อนอบ ตาเริ่มปรือ หัวเริ่มหนักเอน เริ่มกึ่งรู้กึ่งตื่น แต่ตาหลับสนิท...

รู้สึกตัวอีกทีเมื่อ รถเบรกกะทันหันทำเอาศีรษะกระแทกกับขอบเหล็กที่หน้าต่างประตู ดีที่ว่าไม่เป็นอะไรมาก มองออกไปข้างนอก เจดีย์สูงตระหง่านสะท้อนแสงแดดเป็นสีทองอร่าม...เคยเห็นรูปในหนังสือมาก่อน...ภูเขาทอง
ก้าวขาเข้าเขตสัตบรรพต...ภูเขาทอง...ก็รู้สึกได้ถึงความสงบเย็นร่มรื่น แหงนหน้ามองเห็นยอดอยู่ลิบๆ ภูเขาทองไม่ได้สูงชันอย่างที่คิด เพียงไม่นานวันชนะก็ขึ้นไปถึงที่สักการะด้านบน ชาวต่างชาติสองสามคนถ่ายรูปวิวกรุงเทพฯที่เห็นได้กว้าง

วันชนะบริจาคเงินใส่หีบแล้วหยิบธูปเทียนดอกบัวมาที่สำหรับจุดบูชา
ควันธูปลอยอ้อยอิ่งหอม หลับตาสวดมนต์ในใจ จากนั้นจึงเดินเข้าไปด้านในเพื่อปิดทอง
ก่อนจะคลี่กระดาษเล็กๆที่ห่อแผ่นทองคำเปลวออก วันชนะพนมมือหลับตาอธิษฐาน...
พระบรมสารีริกธาตุ วันนี้ผมได้มีโอกาสมาสักการะถึงที่นี่แล้ว ขออำนาจบุญส่งให้ครอบครัวมีแต่ความสุขและเจริญ...ขอให้คุณแม่พบเจอแต่สิ่งสงบร่มเย็น...แล้วก็นึกถึงตัวเองขึ้นมา...ขอ...ขอให้ผมได้พบเจอกับรักที่ดี...

สายลมเย็นพัดผ่านวูบหนึ่ง มาพร้อมกับกลิ่นธูปหอม เหมือนเป็นคำอวยพร วันชนะอิ่มเอิบใจก่อนจะลืมตาแล้วปิดทองลงไป
ไหว้พระบรมสารีริกธาตุเสร็จก็ออกไปเกาะหน้าต่างชมทิวทัศน์ของกรุงเทพ ข้างบนนี้ลมโกรกเย็นสบาย มีทางขึ้นเล็กๆที่มุมด้านหนึ่ง วันชนะเดินขึ้นไปก็เจอดาดฟ้า เจดีย์ทองสะท้อนแสงเป็นทองสุกเหลืองอร่าม แม้แดดจะร้อน แต่สายลมดูจะเย็นกว่า
จิตใจสงบ...ปล่อยเรื่องวุ่นวายในชีวิตให้ลอยไปกับสายลม...

เดินออกมาจากภูเขาทอง หันกลับไปมองยังทึ่งในภูมิปัญญาของคนเก่าแก่ ยังนึกเสียดายที่ไม่มีกล้องถ่ายรูป
ตะวันเริ่มคล้อยทำมุมแหลมกับทิศตะวันตก คงสักบ่ายสามโมงกว่า เดินไปตามทางสักพักก็เจออนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก หยุดชมนิดหนึ่งค่อยเดินต่อ
กำแพงสูงสีขาวเห็นอยู่ไม่ไกล สนามกว้างใหญ่รอบๆปลูกต้นมะขามห่างๆ วันชนะรีบเดินเร็วขึ้นเพิ่งจะเคยเห็นพระราชวังเป็นครั้งแรก จะได้ไปไหว้พระแก้วมรกตด้วย
อย่างน้อยครั้งหนึ่งก็ได้มาไหว้พระพุทธรูปคู่เมืองแล้ว วันชนะเดินชมทั่วๆวัดเลยไปจนถึงพระราชวัง ปราสาทต่างๆจนออกมาก็เริ่มโพล้เพล้ เดินอยู่ข้างสนามหลวงมองข้ามไปยังฝั่งกำแพงโบราณสูงยังตราตรึง เป็นภาพที่สวยงามมาก
เดินๆอยู่ในคอเริ่มเป็นผง รู้สึกแห้งๆ ข้างหน้ามีรถเข็นขายน้ำส้ม น้ำใบบัวบกจึงเดินเข้าไป

“ขอน้ำใบบัวบกครับ”
ยืนรอแม่ค้าตักน้ำสีเขียวเข้มใส่แก้วก็มีคนเดินเซมาชนจนวันชนะเกือบทรงตัวไม่อยู่ ชายแก่ราวห้าสิบ ท่าทางไม่แข็งแรง เนื้อตัวมอมแมมหันมายกมือเป็นเชิงขอโทษขอโพยแล้วเดินโซซัดโซเซต่อไป วันชนะไม่ติดใจเอาความกลับรู้สึกเวทนาเสียด้วยซ้ำ
“สิบบาทจ้ะ” แม่ค้ายื่นแก้วพลาสติกใส่น้ำใบบัวบกมาให้
“ครับ” วันชนะล้วงกระเป๋าหลังกางเกง แต่...ว่างเปล่า...
“เฮ้ย!” วันชนะใจเสีย หาที่กระเป๋าด้านหน้าก็ไม่พบ มีเพียงเหรียญสิบตกค้างอยู่เหรียญเดียว ฉุกคิดขึ้นได้ต้องเป็นคนที่เดินมาชนเมื่อกี้แน่ๆ รีบกวาดตามองกลับไม่เห็นคนเดินโซเซคนนั้นเสียแล้ว มองดูแม่ค้าเหมือนขอที่พึ่ง ขอคำแนะนำกลับเจอใบหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจ
“มีตังค์หรือเปล่าน้อง” น้ำเสียงฟังดูเหยียดหยัน
“เอ่อ...ครับ” วันชนะจำใจให้เหรียญสิบที่มีให้แม่ค้าไป มิวายที่หล่อนจะบ่นอุบอิบให้พอได้ยินว่า...จะหลอกกินฟรีล่ะสิ ไม่ยอมเสียของหรอก
ทำยังไงดี...วันชนะเริ่มใจสั่น เพิ่งมาเป็นครั้งแรก ตอนขึ้นรถมามั่นใจนักหนาว่ากลับเองได้ มองไปที่ถนนตอนนี้ดูสับสนมึนตึงไปหมด จับทิศทางไม่ถูก

โอย...จะทำยังไงดีนะ วันชนะคราง
ยืนหันรีหันขวางได้สักพักก็คิดได้ว่านั่งแท็กซี่กลับแล้วค่อยไปขอเงินจากปริญญามาจ่าย แต่ว่าเรียกแท็กซี่หลายต่อหลายคันไม่มีคันไหนยอมไปส่งเมื่อเขาบอกปลายทาง บ้างบอกว่าส่งรถไม่ทัน บางคันก็ขับรถหนีไปเลย
วันชนะมองสภาพจราจรที่ติดแน่นก็พอจะเดาออกว่าแท็กซี่คงจะเลี่ยงเส้นทางที่รถติด คงไม่คุ้มที่จะเสียเวลา จึงเดินคอตกกลับไปนั่งที่ม้านั่งใต้ต้นมะขาม แสงไฟส้มๆจากเสาไฟติดพรึบ โคมไฟสีขาวหม่นก็ติดสลัวๆ
ค่ำแล้ว...
ไม่เป็นไรรอให้รถซาถนนโล่งหน่อยอาจจะมีแท็กซี่ยอมไปส่ง

พอถนนเริ่มจะโล่งขึ้นผู้คนที่ยืนๆรอรถเมล์ก็บางลงไปเยอะ วันชนะไม่ได้ร้อนใจเหมือนตอนแรกแล้วเพราะรู้วิธีกลับ ใจเย็นขึ้นก็เลยนั่งนึกคิดอะไรไปพลางๆ นึกถึงกระเป๋าที่หายไปก็เสียดาย แต่ยังดีที่ในนั้นมีเงินไม่กี่ร้อย หนักใจก็แต่บัตรสำคัญๆในนั้น จะไปแจ้งตำรวจก็ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนยังไงดี ถ้าแจ้งไปก็คงไม่ได้คืน เขาเองยังจำหน้าตาของคนที่มาชนไม่ได้เลย ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะใช่ เขาอาจจะทำตกไปที่ไหนก็ได้
ยุงเริ่มชุมขึ้นทุกที วันชนะขอนั่งต่ออีกสักห้านาทีก็จะกลับแล้ว
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post21 Feb 2008 06:51

12



รถหรูใหม่เอี่ยมคันหนึ่งค่อยๆขยับมาเทียบที่ริมถนน กระจกประตูข้างค่อยๆเลื่อนลงครึ่งหนึ่ง
สักพักหนึ่งชายร่างสะโอด ท่าทางภูมิฐานด้วยชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวพอดีตัว กางเกงแสลกสีดำจับกลีบด้านหน้าเรียบร้อย เข็มขัดสีดำมันเข้ากับชุดและเนกไทสุภาพ ทว่าชายร่างสูงนั้นกลับใส่แว่นตาสีดำสนิททั้งที่ตอนนี้ไม่มีแดดแล้ว วันชนะไม่ทันได้สังเกตจนกระทั่งร่างนั้นมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“เท่าไร” อยู่ดีๆเขาก็พูดขึ้น
วันชนะเงยขึ้นมองใบหน้าในความสลัวนั้น ดูจากการแต่งกายรู้สึกขัดๆกัน เขาไม่ควรมาอยู่แถวนี้ น่าจะจับชายคนนี้ไปวางไว้ในห้างหรูๆมากกว่า

“ครับ” วันชนะเอ่ยหลังจากมองรอบตัวจนแน่ใจว่าชายหนุ่มตรงหน้าพูดกับตน
เขามีท่าทีมั่นใจ “ไปกับผม เท่าไรครับ”
วันชนะเข้าใจในทันทีว่าคนตรงหน้าคิดว่าเขาเป็น ‘เด็กขาย’ กระมัง ค่ำคืนมานั่งรอแขกเรียก
“ขอโทษครับ ผมไม่ใช่แบบนั้น” วันชนะกล่าวตอบอย่างสุภาพพร้อมกับลุกขึ้นเตรียมปลีกตัว สายตาคอยมองหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุดเผื่อว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัย และไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรต่อวันชนะก็ผละไป เสียงฝีเท้าตามใกล้เข้ามาวันชนะหันไปมองอย่างไม่ไว้ใจ
“ผมขอโทษครับ” เขาตามมาจับบ่าของวันชนะเอาไว้ “ตอนแรกผมนึกว่าคุณเป็น...เอ่อ...” เขาไม่พูดต่อ
“เด็กขายตัว” วันชนะต่อแทนขณะเดียวกันก็ตั้งท่าระวังตัว
“ผมขอโทษครับที่เข้าใจคุณผิด แต่...ผมชอบคุณจริงๆนะครับ” เขาพูดด้วยใบหน้าจริงจัง
อยู่ตรงจุดที่สว่างก็ทำให้เห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจนขึ้น แว่นตาถูกถอดออกไปแล้ว
หล่อมาก!

วันชนะหลงไปกับใบหน้าหล่อคมของคนแปลกหน้าคนนี้ไปครู่หนึ่ง พูดอะไรไม่ออก เพิ่งเคยเจอแบบนี้เป็นหนแรกที่มีคนมาบอกชอบตรงๆแบบนี้
“ผมขอเบอร์ได้ไหมครับ”
“อะ...เอ่อ ไม่มีครับ”
“อืม...คุณอาจจะยังไม่ไว้ใจผมสินะครับ” ชายหนุ่มยื่นกระดาษแผ่นเล็กให้ “นามบัตรผมครับ”
มือยื่นไปรับมาโดยอัตโนมัติ
เขาลังเลก่อนจะแสดงท่าทางเหมือนตัดสินใจได้ “แล้วก็...นี่ครับ” เขาจับมือของวันชนะยกขึ้นแล้ววางของบางอย่างลงไป แล้วจึงกุมมือของคนที่ยังยืนอึ้งอยู่ให้จับของสิ่งนั้นให้ดี
ชายหนุ่มยิ้มพรายราวกับมีความหวังเล็กๆก่อนเดินจากไป
วันชนะยังยืนนิ่งจนกระทั่งรถหรูคันนั้นขับจากไปจึงได้รู้สึกตัว นามบัตรกับโทรศัพท์มือถือราคาแพงมาอยู่ในมือตนได้อย่างไร
อยากเอาไปคืน ไม่อยากได้ของคนแปลกหน้า แต่สายไปเสียแล้ว

มองเวลาที่โชว์บนหน้าจอมือถือสามทุ่มกว่าแล้ว วันชนะเรียกแท็กซี่ได้แล้ว เข้าไปนั่งที่เบาะหลังแต่กำลังจะเอื้อมมือไปปิดประตูข้างตัว จู่ๆก็มีใครคนหนึ่งโผล่พรวดพราดเข้ามาด้วย วันชนะโวยวาย คนขับรถก็ตกใจ

“ออกรถๆ ขับไปก่อน” คนที่โผล่พรวดพราดเข้ามาพูดรีบร้อนสั่งให้ออกรถทั้งที่เขายัดตัวเข้ามาได้แค่ครึ่งตัว แต่คนขับไม่ยอมทำตามสั่งกลับเปิดประตูรถออกมาอีกทาง แสดงการปกป้องตัวเองว่าเขาไม่เกี่ยวข้องทั้งนั้นถ้าจะมีอะไรเกิดขึ้น
“นี่ นายจะทำอะไรน่ะ” วันชนะตะโกน
พอเขาเห็นคนขับลงรถไปแล้วจึงรีบถอยตัวออกเหมือนจะหนีไป แต่ยังไม่ทันเอาหัวพ้นออกไปเขาก็ถูกชายสองคนที่ตามมาล็อคตัวเอาไว้
วันชนะนึกสงสัยปนสงสารแต่ก็โล่งใจ
“อ้าว น้องลงมาก่อนสิครับ” ชายหนึ่งในสองนั้นโผล่หน้าเข้ามา
“อะ...อะไรครับ” วันชนะใจเต้นตึกตัก
“ไปโรงพักกับพี่ก่อนสิน้อง”
“อะ...อะไรกันครับพี่” วันชนะปากสั่น มองหาพยานก็เห็นคนขับแท็กซี่ยืนมองเฉยอยู่นอกรถ
“อย่ามาไก๋สิน้อง เมื่อกี้ยังเห็นยืนขายกันอยู่หน้าตาแช่มชื่น ตอนนี้มาทำสั่นหลอกพี่ไม่ได้หรอกน้อง” เขาเอื้อมมือมาคว้าแขนวันชนะ
“ขะ...ขาย ขายอะไร” วันชนะยื้อแขนกลับ ใจคอไม่ดี หวังว่าคงไม่ได้หมายถึงผู้ชายคนที่มาขอซื้อเขาเมื่อกี้หรอกนะ
“จะอะไรเสียอีกล่ะน้อง รู้อยู่แก่ใจ มันกระดากปาก”
“เปล่านะครับ ผมไม่ใช่...” คนถูกกล่าวหาปฏิเสธเลิ่กลั่ก
“จะออกมาดีๆหรืออยากจะเจ็บตัว” ตำรวจนอกเครื่องแบบขู่เสียงกร้าว “เดี๋ยวยัดเยียดความเป็นผัวให้ฟรีเลยนี่”
วันชนะตัวสั่น ค่อยๆมุดออกมาตามแรงดึง
“ไป!” เขาออกคำสั่ง พาวันชนะไปขึ้นหลังรถกระบะรวมกับพวกที่นั่งรออยู่แล้วสามคน


Image



“ทำไมไม่หางานอื่นทำล่ะน้อง เดี๋ยวพลาดพลั้งติดโรคไปจะเสียอนาคตเปล่าๆ แล้วไม่สงสารพ่อแม่บ้างเหรอ”
วันชนะนั่งฟังนายตำรวจเทศน์เสียยาว
“ผมไม่ใช่นะครับ อยู่ดีๆเขาก็มาขึ้นรถคู่กับผม” วันชนะชี้แจง
“อ้าว!? เอ๊ะ!? ยังไง?” นายตำรวจอาวุโสนั่งฝั่งตรงข้ามหันไปมองหน้าตำรวจนอกเครื่องแบบคนที่ออกไปล่ากลุ่มโสเภณีชายแถวสนามหลวงมา
“อย่าไปเชื่อมันพี่ พวกนี้ก็บอกว่าไม่ใช่ไว้ก่อนล่ะ บัตรประชาชนก็ไม่มี คร้านจะเป็นพวกกะเหรี่ยงหรือพม่าลักลอบเข้ามาอีก” ตำรวจคนนั้นว่า
“ไม่ใช่นะครับ ผมโดนล้วงกระเป๋า ผมยังเป็นนิสิตอยู่นะ ไม่เชื่อโทรถามเพื่อนผมได้” วันชนะรีบไขความ
นึกขึ้นได้ว่ามีโทรศัพท์มือถือที่หนุ่มหล่อคนนั้นให้มาก็รีบคว้ามากดเบอร์ที่ห้องของปริญญา
มีสัญญาณ...แต่ไม่มีคนรับ

วันชนะกดวาง นึกอีกทีก็ไม่อยากกวนเพื่อนเพราะจะสอบอยู่รอมร่อ จึงตัดสินใจกดอีกเบอร์
ตำรวจอาวุโสกับตำรวจหนุ่มหนวดเรียงทึบเหนือริมฝีปากมองหน้าวันชนะรอฟังผล
...ขอให้มีคนรับทีเถอะ ขออาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระสังฆราช พระ...
วันชนะดีใจที่เสียงรอสายหายไปเป็นเสียงสิ่งแวดล้อมที่ปลายสาย ไม่เช่นนั้นพระอีกหลายองค์คงถูกอัญเชิญมาด้วย
“พี่ต้อมๆ นี่ผมวินนะที่อยู่ห้อง 609 พี่ต้อมช่วยพูดกับตำรวจทีสิครับ” วันชนะรีบกรอกเสียงลงไปทันที
“อ้าววิน นี่ตั้มเอง ตะกี้ว่าไรนะฟังไม่ทัน มีธุระกับพี่ต้อมเหรอ พี่แกเมาฟุบอยู่ที่โต๊ะนู่นแน่ะ” บังเอิญเสียจริงนะ คนรับกลายเป็นนักขัตไปเสียได้ เป็นคนเฝ้าหอพักได้ยังไงนะ เมาได้ทุกวี่วัน
“วินโทรมาจากต่างจังหวัดเหรอ” ปลายสายถามมา เสียงสดใสดีใจที่ได้พูดคุย
“...แล้วตั้มมารับโทรศัพท์ได้ยังไง” วันชนะไม่ตอบคำถามแต่ถามปลายสายกลับ
“ลงมาหาอะไรกิน” เขาตอบ
วันชนะเผลอนอกเรื่องไปหน่อย พอหายสงสัยก็รีบขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วยตั้ม...” ปลายเสียงแผ่ว ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พอเรียบเรียงเหตุการณ์ได้จึงค่อยๆเล่า...

“หา! อะไรนะ ขายตัว” นักขัตลืมตัวตะโกนผ่านสายโทรศัพท์จนวันชนะหูอื้อ
“แล้วนายไปขายตัวทำไม” นักขัตถามอย่างสงสัย
“โธ่! ก็บอกว่าเข้าใจผิด” วันชนะขึ้นเสียงสูง
“เป็นนิสิตแล้วขายตัวไม่ได้เหรอไง” คนมีหนวดครึ้มพูดแทรก


Image



“วิน!”
เสียงเรียกมาถึงก่อนจะทันมองเห็นเสียอีก วันชนะดีดตัวผลุงดีใจที่มีคนมาช่วย
“ชู่ว์” นักขัตยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้วันชนะเงียบไว้
“คุณตำรวจ ลูกผมไม่ได้ขายบริการนะครับ วันๆเอาแต่ท่องหนังสือจะเอาเวลาไปทำแบบนั้นได้ยังไง” คนที่ตามมาด้วยพูดเสียงขรึม ท่าทางการวางตัวสุขุมน่าเชื่อถือ
“ละ...ลูก” วันชนะหลุดปาก คิ้วขมวดสงสัย พ่อจะมาพรุ่งนี้ต่างหากและเขาก็ไม่รู้จักคนนั้นเสียหน่อย หันไปมองนักขัตส่งสัญญาณให้เงียบจึงได้คอยดูสถานการณ์ต่อไป
“แต่ตำรวจของเราเห็นเขาอยู่ในเหตุการณ์ด้วยนะครับ” คนพูดบ่ายหน้าไปทางคนที่จับตัววันชนะมา
“คุณครับ ลูกผมได้อธิบายไปแล้วนี่ ว่าเป็นการเข้าใจผิด” น้ำเสียงยังสุขุม
“เป็นไปไม่ได้ ผมเห็นกับตา” ตำรวจนอกเครื่องแบบคนเดิมยืนพิงตู้เอกสารพูดเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าจับมาไม่ผิดตัว
“เห็นว่าลูกผมขายตัวอย่างนั้นหรือ”
“ใช่”
“ลูกผมขายตัวยังไง”
“ก็...เอ่อ...ก็ขายตัวนั่นแหล่ะน่า” เริ่มอึกอัก
“กล่าวหากันลอยๆอย่างนี้ผมฟ้องกลับนะคุณ”
ดีมาก วันชนะเริ่มเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์

...
...

ปะทะคารมกันอีกชั่วอึดใจทางฝ่ายตำรวจก็ยอมจำนน สรุปว่าทำเป็นเรื่องแจ้งความประจำวันโดนวิ่งราวและบัตรประชาชนหายแทน
คนที่ช่วยพูดให้วันชนะยิ้มย่อง “ขอบคุณมากค่ะ” กระแทกเสียงนิดๆประกาศชัยชนะ “เอ้ย ครับ”
ดีที่ทางฝ่ายตำรวจไม่ทันสังเกตคำลงท้ายเสียงที่เปลี่ยนไป กับหนวดปลอมที่หมดยางกาวเด้งปลายออกมา นักขัตเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพาทั้งสองคนออกจากโรงพัก
“แล้ววินกลับมากรุงเทพฯตั้งแต่เมื่อไร” นักขัตถามเมื่อออกมาจากโรงพักไกลพอสมควร
“อะ...อ่อ วันนี้ๆเอง” วันชนะพูดเหมือนสำลักน้ำ ละอายใจที่ต้องโกหกซ้ำ “ว่าแต่นี่...” เขาเปลี่ยนเรื่อง
“ไงจ้ะหนู จำเจ๊ไม่ได้เหรอคะ” น้ำเสียงเริ่มคุ้นหู แต่ยังนึกไม่ออกจนกระทั่งดึงหนวดออกเหลือแต่ใบหน้าเกลี้ยงเกลา “ไงจ้ะ หนูวิน”
“ฮ้า! เจ๊ใหญ่” วันชนะคาดไม่ถึง
“เจ๊อยู่ชมรมศิลปะการแสดงนะจ้ะ เห็นฝีมือรึยัง” เจ๊ใหญ่เชิดหน้าภูมิอกภูมิใจ
“แล้วพี่ใหญ่มากับตั้มได้ยังไงครับ” วันชนะสงสัย ยังไงๆก็ไม่น่าจะมาด้วยกันได้เลย
“เจ๊ก็เดินหาเหยื่ออยู่ดีๆ ไปตึกนู้นทีตึกนี้ที หาๆอยู่เจอแฟนหนูก็เลยยอมมาด้วยนี่แหล่ะ เสียเวลาหาชายหมดเลย เห็นว่าแฟนหนูหล่อหรอกนะ เจ๊ถึงยอมพาร่างอันงดงามมาที่นี่” เจ๊ใหญ่อธิบาย
“เจ๊ หนู เอ้ย ผมไม่ได้เป็นอะไรกับเขานะ เขาไม่ใช่แฟนหนูนะ เอ้ย แฟนผม เอ้ย ไม่ใช่” พูดไปก็งงกับตัวเอง หันไปมองนักขัตกำลังหัวเราะคิก
“หมดเรื่องแล้ว ขอบคุณพี่ใหญ่มากเลยนะครับ เดี๋ยววินจะกลับแล้วล่ะ” วันชนะไหว้รุ่นพี่อย่างขอบคุณ
“อ้าว ไม่กลับด้วยกันเหรอ” นักขัตรีบพูดก่อนวันชนะจะปลีกตัว
“เราติดรถเพื่อนมาน่ะ ข้าวของยังอยู่ที่ห้องเพื่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยกลับตึก” วันชนะเฉไฉไปได้
“งั้นคืนนี้แฟนหนู ขอเจ๊นะ” เจ๊ใหญ่ยิ้มกริ่ม
“เอาไปเลยเจ๊”

นักขัตเสียววูบกับตาเป็นประกายของเจ๊ใหญ่
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post21 Feb 2008 14:16

กำลังอ่านมันๆ จบซะแล้ว

รอติดตามตอนต่อไปครัย
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Re: แค่มีนาย

Post21 Feb 2008 18:52

อยากอ่านตอนต่อจากบอร์ดเก่าอ่าคับ
รออยู่เน้อ...ขอบคุณคับ :D
"..วันใดเธอหนาวสั่น.............
ส่งผ่านความฝัน ของฉันไปห่มเธอ.."
User avatar
fogy
มัธยม มัธยม
Posts: 589
Joined: 30 Dec 2007 08:24

Re: แค่มีนาย

Post22 Feb 2008 02:24

13



กลับมาถึงที่อพาร์ทเมนท์ของปริญญาก็เกือบเที่ยงคืน ลงมาจ่ายเงินค่าแท็กซี่ให้แล้วกลับขึ้นห้องด้วยกัน
ระหว่างทางวันชนะก็เล่าเรื่องให้ฟังซึ่งเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดทาง เดินมาจนถึงที่หน้าห้องเสียงเพลงก็ดังขึ้น
“มือถือแกดังหรือเปล่า” ปริญญาทัก
“ฉันไม่ได้มีมือถือเสียหน่อย” วันชนะตอบ ไม่ทันคิด “เอ๊ะ...” คิดได้ก็รู้สึกกระเป๋ากางเกงด้านหลังสั่นๆ ภาพใบหน้าหล่อเหลาของคนขับรถหรูที่สนามหลวงแวบขึ้นมา
วันชนะให้ปริญญาเข้าห้องไปก่อน ตนยืนคุยที่หน้าห้อง

“สวัสดีครับ” วันชนะกรอกเสียงลงไป
“สวัสดีครับ” ปลายสายตอบมา “ผมเองนะครับ”
ต่อให้บอกชื่อมาก็ไม่รู้จักหรอก จริงสิตอนนั้นเขาให้นามบัตรมาด้วย
“ครับ” วันชนะล้วงหานามบัตร
“ขอโทษนะครับถ้าผมโทรมาดึกไป กลัวว่ารอถึงพรุ่งนี้คุณจะลืมผมไปเสียก่อน” น้ำเสียงเขาชวนเคลิ้ม
“คุณ...” เจอนามบัตรพอดี ภัทร อัศวธนนพ พิมพ์ด้วยตัวหนาโดดเด่น “คุณภัทร”
“ครับ คุณล่ะครับ” ปลายสายถาม
“วันชนะครับ เรียกวินก็ได้” สายตาอ่านรายละเอียดในนามบัตร สะดุดตากับตัวหนังสือยาวๆใต้ชื่อ พิมพ์ว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ที่มุมด้านบนขวามือมีสัญลักษณ์ของนิตยสารแฟชั่นชื่อดังตราอยู่
“ครับวิน วันนี้ผมขอโทษนะครับที่เสียมารยาท เข้าใจผิด” ภัทรกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่เป็นไรครับ ผมคงเหมือนไปนั่งขายจริงๆนั่นแหล่ะ” ขนาดตำรวจยังจับไปถึงโรงพัก
“เพื่อเป็นการไถ่โทษ ขอให้ผมเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวสักมื้อนะครับ” เกมรุกเริ่มต้นขึ้นแล้ว วันชนะหน้าแดงเรื่อๆ แม้ในใจจะเดาเอาว่าเขาคงจะพูดคำเหล่านี้จนชิน
“ไม่เอาหรอกครับ เกรงใจ ผมยังไม่รู้เลยว่าจะคืนโทรศัพท์คุณยังไง ผมไม่อยากได้หรอกครับ” วันชนะปฏิเสธอย่างนุ่มนวล จะให้ไปทานข้าวกับคนแปลกหน้าได้อย่างไร อันตรายมากสมัยนี้ รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ หน้าเทพใจยักษ์มีถมไป
“ผมเข้าใจดีครับ ว่าคุณยังไม่ไว้ใจผม เอาไว้เราคุยกันแบบนี้สักพักก่อนก็ได้ครับ แล้วตอนนั้นคุณค่อยคืนโทรศัพท์ให้ผมก็ได้” ปลายสายผ่อนสายป่าน
“แล้วโทรศัพท์คุณไม่ใช้เหรอ เอามาให้ผมแบบนี้คนอื่นโทรมาจะให้ทำอย่างไร” วันชนะซัก
“ไม่ต้องห่วง เบอร์นี้มีแต่คนในครอบครัวผมที่รู้ ผมบอกทุกคนไปแล้วว่าทำโทรศัพท์หายไป ผมมีเครื่องใหม่แล้วครับ”
ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายจริงๆ คงเที่ยวแจกของแพงให้คนอื่นง่ายๆแบบนี้ประจำ
“อย่าเข้าใจผิดหาว่าผมเที่ยวแจกใครไปทั่วนะครับ” อ้าว รู้อีกตะกี้นึกในใจนะ
“คุณอาจจะคิดว่าผมทำแบบนี้ประจำแต่เปล่านะครับ ผมเพียงแต่ผ่านแถวนั้นบ่อยๆแล้วก็เห็นบ่อย แต่ก็ไม่คิดจะทำหรอกนะครับ แต่...”
“แต่ที่ผมทำไป เพราะ...เอ่อ...ผมชอบคุณจริงๆนะครับ” ท้ายๆข้อความเสียงเบาลง วันชนะรู้สึกที่แก้มผุดผาด เหมือนจะร้อนไปถึงหู เพิ่งจะเคยมีคนมาบอกชอบ
...เงียบ...
“อ่า...ผมขอตัวก่อนละกันนะครับ ดึกมากแล้ว ถ้ามีโอกาสผมจะคืนของของคุณให้นะ”
“ครับ พรุ่งนี้ผมจะโทรหาอีกนะครับ”

วางสายไปนานแล้ว แต่เสียงหัวใจที่ดังออกมานอกตัวยังไม่ยอมหยุด อมยิ้ม มีคนสนใจเขาด้วยหรือนี่
แต่แล้วภาพของใครบางคนที่คุ้นเคยก็ผุดขึ้น เหมือนคอยจี้ใจว่ายังมีเขาอยู่อีกคนหนึ่ง

Image


หลังจากที่วันชนะไปทานข้าวกับพ่อที่มาทำธุระที่กรุงเทพฯ จากนั้นพ่อก็ขับรถมาส่งเขาที่ภัตตาคารแห่งนี้แล้วจึงขับรถกลับต่างจังหวัด มองดูเวลาที่ข้อมือบอกว่าเขาสายไปสิบนาที ชะเง้อมองหาเพื่อนที่จะออกมารับ ไม่นานอาร์ทก็เดินกึ่งวิ่งออกมาหา
“ทางนี้อาร์ท ขอโทษทีมาสายไปนิด” วันชนะเดินเข้าไปหา
“ไปกันเถอะ” ท่าทางอาร์ทรีบร้อน “เดี๋ยวของกินจะหมด” ที่แท้ก็ห่วงของกิน

ห้องคาราโอเกะขนาดจุคนได้ราวสี่สิบคน โคมไฟเหนือเพดานถูกหรี่ให้เหลือเพียงแสงสลัว บนโต๊ะใหญ่กลางห้องเต็มไปด้วยอาหาร ทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันนั่งรอบโต๊ะ ติดผนังเป็นโซฟาแสงบริเวณนั้นออกจะมืดกว่ากลางห้องแต่ก็พอเห็นเป็นเค้าโครงหน้าได้บ้าง พวกรุ่นพี่ผู้ชายจะนั่งตรงนั้น เสียงเฮต้อนรับดังขึ้นเมื่อวันชนะก้าวเข้าไป
“ก็มากันครบแล้วนะคะ” พี่เชอร์รี่รับหน้าที่พิธีกรพูดเสียงสดใส “น้องวินต้องถูกทำโทษนะจ้ะ ที่ปล่อยให้เพื่อนๆรอ แต่ตอนนี้พี่จะอุบเอาไว้ก่อนว่าจะทารุณน้องอย่างไร พี่ๆข้างหลังช่วยกันคิดไว้นะคะ”
“หิวไหมแก” ก้อยยกหม้อไฟมีปลาช่อนตัวโตนอนอยู่มาวางไว้ตรงหน้า
“ขอบใจ” วันชนะยกแก้วน้ำอัดลมมาจิบพอให้หายคอแห้ง
“พี่ว่าน้องๆคงจะรู้จักกันเองหมดแล้วนะคะ รุ่นน้องมีกันแค่สิบแปดคนเอง แต่รุ่นพี่นี่ไม่แน่ใช่ไหมคะ” พิธีกรเงียบเสียงเหมือนหยั่งเชิง “นี่คือจุดประสงค์ที่พี่ๆลงขันขูดเนื้อกันมาจัดเลี้ยงครั้งนี้นะคะ เพื่อที่น้องๆจะได้รู้จักรุ่นพี่และรู้จักกันเองให้ดียิ่งขึ้น”
พิธีกรยังพูดต่อไป
“อ่ะ วิน”
จานใส่ผลไม้ถูกเลื่อนมาวางตรงหน้า
“ตั้ม!” วันชนะแปลกใจที่นักขัตมาอยู่ที่นี่ แต่พอเห็นคนที่นั่งติดกับเขาก็หายสงสัย

เพื่อนๆก็รู้กันหมดแล้วว่านักขัตกับสุวรรณาเป็นแฟนกัน นี่ก็คงเข้าถึงพวกเพื่อนๆได้หมดทุกคนแล้วสินะ ถึงได้กล้ามางานที่จัดขึ้นเฉพาะกลุ่มพวกเรา ทั้งที่เขาเป็นคนนอกในงานนี้
“ต่อไปเรามาเล่นเกมกันดีกว่านะคะ พี่จะให้น้องๆจับคู่กับรุ่นพี่คนไหนก็ได้หนึ่งคน สอบถามข้อมูลของกันและกัน แล้วเราจะมาแนะนำตัวกันที่หน้าห้องนี้ทีละคู่นะคะ” พูดจบพิธีกรก็วางไมโครโฟนไว้ที่โต๊ะข้างๆแล้วจึงเดินเข้าไปรวมกลุ่ม
นักขัตเห็นว่าตนเป็นคนนอกจึงค่อยๆหายออกไปจากกลุ่ม ไม่มีใครสังเกตเห็นเขาตอนที่แสงสว่างจากข้างนอกสาดเข้ามาก่อนประตูจะปิดลง ห้องจึงกลับสลัวเหมือนเดิม

บรรยากาศชุลมุนเกิดขึ้นทันที ต่างหันไปหารุ่นพี่ วันชนะก็มองหาแต่ก็เห็นมีคู่กันหมดแล้ว มองผ่านคู่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็เห็นเงารุ่นพี่ผู้ชายยังนั่งอยู่คนหนึ่งจึงรีบเข้าไปหา
“สวัสดีครับพี่ ผมวินนะครับ พี่ยังไม่มีคู่ใช่ไหมครับ” วันชนะยกมือไหว้
“นั่งก่อนสิ” รุ่นพี่คนนั้นตบที่เบาะโซฟาข้างตัว วันชนะเข้าไปนั่งข้างๆอย่างว่าง่าย
กำลังจะถามว่าพี่ชื่ออะไร เขาก็ยกแขนมาโอบ
“ตรงนี้มืดอยู่ อย่าส่งเสียงล่ะ เดี๋ยวใครจะได้ยิน” รุ่นพี่คนนั้นพูดเบาๆที่ข้างหูพร้อมกับใช้แขนข้างหนึ่งกดเขาอยู่
“พี่นัท!” คนที่วันชนะไม่อยากจะนับว่าเป็นรุ่นพี่
ณัฐวัฒน์ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ที่หน้าวันชนะ ลิ้นเย็นๆแต่ร้อนด้วยไอลมหายใจและไอราคะสัมผัสที่แก้ม ลากขึ้นไปช้าๆจนถึงตีนผม วันชนะขืนตัวจะลุกแต่มือเพียงข้างเดียวของณัฐวัฒน์ที่กดเขาเอาไว้หนักยิ่งกว่า มืออีกข้างของเขาลูบไล้ที่ต้นขาจนไปที่ซิป

วันชนะเหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างมาจุกที่ลำคอ รู้สึกขยะแขยง จะตะโกนขอความช่วยเหลือก็ไม่กล้า ไม่อยากจะเชื่อว่ามีคนโรคจิตแบบนี้ผ่านเข้ามาในรั้วมหาวิทยาลัย
ซิปถูกรูดลงไปเรื่อยๆ...อย่างใจเย็น จนสุด
สองสามนิ้วค่อยๆสอดเข้าไป...
ไม่ไหวแล้ว วันชนะกระทุ้งศอกเข้าที่สีข้างของเขาด้วยแรงทั้งหมดที่มี เสียงตุบเดียวสั้นๆ ไม่มีใครทันได้ยิน เขาจุกไป จังหวะนั้นจึงรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปที่ประตูก่อนจะทำท่าทางให้เป็นปกติแล้วจึงเปิดประตูออกไปโดยเร็ว
หลับหูหลับตาวิ่งจนมาอยู่ในสวนของภัตตาคาร แต่...
รุ่นพี่ใจโสมมก็ยังตามเขามา

ทางตัน!

ทางเดินปูด้วยแผ่นปูนและก้อนหินเล็กๆสีขาวสิ้นสุดลงเมื่อลาดยาวไปถึงกำแพง เห็นหินก้อนใหญ่หน่อยวางอยู่ตรงหน้า วันชนะรีบหยิบมาไว้ในมือ
“หินก้อนเท่านั้นน่ะเหรอ” เขาหัวเราะข่ม
“อย่าเข้ามาพี่นัท” ภาพความโหดร้ายครั้งก่อนวิ่งเข้ามา
ณัฐวัฒน์ก้าวเข้าไปช้าๆ แน่ใจแล้วว่าเหยื่อคงไม่พ้นกรงเล็บตน

“มึงอยากโดนเหมือนวันนั้นอีกใช่ไหม” เสียงหนึ่งดังขึ้น
ณัฐวัฒน์ชะงัก
ร่างหนาสูงกว่ามายืนบังหน้าวันชนะ
“ตั้ม!”
“มึง” ณัฐวัฒน์จำได้ วันนั้นเดินอยู่ดีๆมันก็มาหาเรื่อง
“เมื่อไรมึงจะหายโรคจิตเสียทีวะ” นักขัตยืนจังก้าสองมือกำหมัดแน่น
บทสนทนาทำให้วันชนะหวนคิดถึงวันนั้น วันที่เจอเนตรเสื้อยับยู่ยี่ เดินขากระเผก เลือดไหลซิบๆ จากนั้นก็เจอนักขัตในสภาพเดียวกัน เพราะภาพสุดท้ายที่เชื่อมโยงคือเนตรกับนักขัตหยุดคุยกันที่บันได

เข้าใจผิดมาตลอด
นักขัตต่อยกับคนเลวคนนี้ตะหาก เขาปกป้องเรา
น้ำตาไหลออกมาเอง...ขอโทษ ตื้นตันใจ เสียใจ ดีใจ อารมณ์ปะปนยุ่งเหยิงไปหมด

Image


“นี่...นาย” เสียงหนึ่งดังขึ้นกลางบันไดเดินขึ้นชั้นบน
คนที่เดินกับวันชนะเมื่อกี้หันมาก็พบกับชายหนุ่มหน้าตาดีกำลังจ้องมานัยน์ตาเอาเรื่องอยู่ในที
ไม่พอใจ...ทำไมถึงรู้สึกไม่พอใจไม่รู้...เพราะเห็นเจ้าคนนี้เดินกับวันชนะ?
“ครับ!?” คนหยุดอยู่บนขั้นเหนือกว่ากล่าวโดยอัตโนมัติแต่ก็ยังคงความสุภาพเป็นนิสัย
“ครับ!?” เนตรกล่าวซ้ำเมื่ออีกฝ่ายยังไม่แจ้งความประสงค์ สายตาคู่นั้นเหมือนจะสำรวจเขาอยู่ในที
“นี่ปากกาของนายทำหล่นเมื่อกี้” นักขัตยื่นให้
“อ้ะ ขอบใจนะ”

Image


มันหันหลังกลับ ไม่อยากมีเรื่องกับนักขัต มันคงเกรงอยู่บ้าง
“ถ้ารู้ว่ามาทำอะไรวินอีก ตามถึงที่แน่ จำไว้” นักขัตขู่

วันชนะยังยืนเข้าอ่อนติดกำแพง ยังอยู่ข้างหลังเงาของนักขัต เขายังยืนดูให้แน่ใจว่ามันไปจริงแล้ว
เขาค่อยๆหันมา น้ำเสียงดุดันเมื่อกี้หายไปหมดเหลือแต่รอยยิ้มบนใบหน้า
ทั้งที่เคยว่าเขาเจ็บๆ ทั้งที่แสดงออกอย่างเฉยชา
คนตรงหน้านี้ก็ยังคอยปกป้อง
“ขอ...ขอโทษ” วันชนะพยายามกลั้นไม่ให้สะอื้น ไม่อยากให้ตัวเองดูอ่อนแอไปกว่านี้ แต่ก็ห้ามน้ำตาเอาไว้ไม่ได้
นักขัตตบบ่าเขาเบาๆ “ขอโทษเรื่องอะไรวิน ลืมมันไปเสียเถอะ” นักขัตรั้งร่างที่เปื้อนน้ำตามาแนบกาย ไม่ได้รังเกียจเลยที่ทำแบบนี้ “หยุดร้องเสียนะ ไม่มีอะไรแล้ว”
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post22 Feb 2008 02:27

14



วันชนะทำตัวเป็นปกติแล้วจึงกลับเข้าไปในห้องที่มีทั้งเพื่อนและรุ่นพี่ที่กำลังครื้นเครงเฮฮา
แม้จะเพิ่งเสียขวัญมาแต่วันชนะก็รู้สึกแช่มชื่นในใจขึ้นมาบ้าง เข้าไปนั่งรวมกับเพื่อนๆ นักขัตแยกไปนั่งข้างหลิน
ต่างยิ้มให้กัน
วันชนะมองไม่เห็นคนที่นั่งข้างๆนักขัตไปชั่วคราว จนกระทั่งสุวรรณากุมมือนักขัต ดูเหมือนนักขัตเองก็ตอบสนองด้วยอารมณ์แบบเดียวกัน
เจ็บแปลบ...

“ต่อไปตาน้องวินแล้วค่ะ” พี่เชอร์รี่เรียก
วันชนะออกไปยืนหน้าห้อง ใบหน้าสดชื่น...ตบตาทุกคน
“ใครเป็นคู่ของน้องวินคะ” พี่เชอร์รี่ถามเพราะเห็นวันชนะออกมาคนเดียว
“พี่นัทครับ” เขาตอบเสียงเรียบ
“เอ๊ะ แล้วไหนพี่นัทล่ะคะ พี่นัทคะ” พิธีกรชะเง้อหา พร้อมกับประตูเปิดเข้ามา
“อ๊ะ อยู่นี่เอง พี่นัทมาทางนี้เลยค่ะ” พิธีกรจูงคนที่เพิ่งเปิดประตูเข้ามาให้มายืนข้างๆคู่ของตัวเอง
“ให้น้องวินแนะนำพี่นัทกับเพื่อนๆได้เลยค่ะ”
“พี่คนนี้ชื่อนัทนะครับ ชื่อจริง ณัฐวัฒน์ ทับนรา เป็นคนอุดรครับ” วันชนะนึกเอามั่วๆ “อาหารที่ชอบพี่เขาบอกว่าเขาชอบกินพวกไก่ทอด หรือซี่โครงหมูทอดครับ บอกว่าจะได้แทะกระดูกด้วย วินว่าฟันพี่เขาคงแข็งแรงดีนะครับ ตะกี้ก็ลืมถามไปว่าพี่เขาใช้ยาสีฟันยี่ห้ออะไรนะ” วันชนะโยนมุขขำแฝงข้อความเจ็บแสบ
“...” ณัฐวัฒน์ยิ้มแหย
“เพิ่งรู้นะคะว่าพี่นัทชอบแทะกระดูก” พิธีกรแซวตามประสาจนทุกคนในห้องฮาครืน “ต่อไปให้พี่นัทแนะนำน้องวินให้พี่ๆน้องๆทุกคนรู้จักด้วยนะคะ”
“น้องวิน ชื่อจริงว่า วันชนะ จินดามณี น้องเป็นคนเหนือครับ”
รุ่นพี่อึกอัก เล่าเรื่องได้ไม่เก่งเหมือนรุ่นน้อง ก่อนหน้านี้รู้เพียงว่าเป็นคนแถวภาคเหนือ แต่จำจังหวัดไม่ได้
“คนเหนือพูดเพราะนะครับ ลองให้น้องวินพูดภาษาเหนือให้ฟังสิครับ” คนพูดสื่อความนัยกระทบรุ่นน้อง
“ลองพูดหน่อยสิคะน้องวิน”
“จ้าดง่าว” วันชนะพูดเป็นภาษาเหนือพร้อมแปลความหมาย คนในห้องยังเงียบๆเพราะยังไม่ชินกับภาษา แต่นักขัตหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
“ฟังดูเพราะจังเลยเนอะ” พี่เชอร์รี่หันไปพูดกับทุกคน
วันชนะลอยหน้าเดินลงเวที ณัฐวัฒน์มองตามหลังอย่างเคียดแค้น โดนหลอกด่าซ้ำกันสองหน

กิจกรรมต่อมาคือให้รุ่นน้องแต่ละคนจับฉลากคนละใบ บนกระดาษมีชื่อเพลงอยู่ กติกาคือใครจับได้เพลงไหนต้องร้องให้จบ แล้วเครื่องคาราโอเกะจะคำนวณคะแนนให้ จากนั้นจะเรียงลำดับคะแนนที่สูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งไล่ไปจนถึงคนสุดท้ายจากนั้นจะนำหมายเลขลำดับที่ไปเทียบกับหมายเลขของรุ่นพี่ ก็จะถือว่าเป็นพี่น้องสายรหัสกัน
“เอาล่ะคะ พี่จะเนรมิตที่ตรงนี้ให้เป็นเวทีประกวดร้องเพลงเลยนะคะ”
เสียงฮือฮาของรุ่นน้องดังขึ้น
“เริ่มคนแรกกันเลยค่ะ”

เพื่อนๆคลอตามเพลง ขอเพียงที่พักใจ ของมาลีวัลย์ ในแบบของก้อย ที่ถูกเชิญให้ร้องเป็นเพลงแรก จบเพลงได้ 94 คะแนน เพื่อนๆอดทึ่งในพลังเสียงของก้อยไม่ได้ ต่างปรบมือให้ด้วยความชื่นชม
เสียงเฮลั่นเมื่ออาร์ทจับได้เพลง เลิกแล้วค่ะ ของอาภาพร เสียงห้าวๆฟังดูแปร่งๆ แต่ก็ยังสามารถร้องไปตามทำนองได้ เพื่อนๆปรบมือเข้าจังหวะจนเจ้าตัวอดอาการไว้ไม่อยู่ เต้นท่าปัดมือที่เอวไปด้วย เรียกเสียงหัวเราะไปได้ตลอดเพลง อาร์ทได้ 55 คะแนน
“กรี๊ดด!” เสียงของพี่เชอร์รี่ดังก้องห้องผ่านไมโครโฟนเมื่อสุวรรณาส่งฉลากที่ตนจับได้ให้ดู
“เป็นเพลงคู่ค่ะทุกๆคนขา” พิธีกรยิ้มหน้าบาน “น้องหลินบอกเพื่อนๆทีสิค่ะว่าจับได้เพลงอะไร”
“หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือค่ะ” สุวรรณายิ้มอาย
“สงสัยเจ้าที่แถวนี้จะมองเห็นนะคะ น้องหลินจะเลือกใครเป็นหนุ่มนาข้าวดีคะ” พี่เชอร์รี่แซวสายตาชำเลืองไปทางนักขัต เป็นที่รู้กันว่าดาวเดือนมหาวิทยาลัยคู่นี้เป็นแฟนกัน
เสียงปรบมือเกรียวเชียร์ให้นักขัตออกไปร่วมแจมด้วย จนในที่สุดคนโดนเชียร์ก็ลุกเดินอ้อมผ่านหลังวันชนะไป

“บ้านของพี่ทำนา ทำนา ปลูกข้าวทุกเมื่อ”
“น้องเป็นสาวนาเกลือ ขายเกลือนั้นซื้อข้าวกิน”
“บ้านของพี่อยู่ที่กาฬสินธุ์”
“ส่วนตัวยุพินอยู่สมุทรสาคร”
“พี่มาเจอะคนงาม คนงาม บ้านอยู่ดาวคะนอง”
“นับว่าเป็นบุญของน้อง มาพบพี่ที่ทักน้องก่อน...”

ชายหนุ่มหญิงสาวราวกับร่ายมนต์ให้ทุกคนในห้องเงียบงันตั้งใจฟังทั้งคู่ร้องเพลงรับส่งกันอย่างเข้าจังหวะ บรรยากาศอบอวลด้วยไอรักจนหลายคนอดอิจฉาไม่ได้ หนุ่มหล่อสาวสวยเหมาะสมกันมาก เป็นกิ่งทองใบหยกของจริง
หนุ่มนาข้าว สาวนาเกลือได้ไป 98 คะแนน ทั้งคู่โดนแซวว่าเป็นด้วยพลังแห่งรัก

“โอ้โห จับได้เพลงอินเตอร์เสียด้วยนะคะ” พี่เชอร์รี่กล่าวนำ “น้องวินร้องได้ไหมคะเพลงนี้” พิธีกรถามแต่ไม่ต้องการคำตอบจริงจัง “แค่ยังไงก็ต้องร้องนะคะ”


“Whenever sang my songs on the stage, on my own.
Whenever said my words wishing they would be heard.
I saw you smiling at me. Was it real or just my fantasy.
You'd always be there in the corner of this tiny little bar.

My last night here for you same old songs, just once more.
My last night here with you. Maybe yes, maybe no.
I kind of liked it your way. How you shyly placed your eyes on me.
Did you ever know that I had mine on you...”



เหมือนจะเป็นดังคำที่พี่เชอร์รี่พูดไว้ สงสัยเจ้าที่จะรู้เห็น จึงทำให้วันชนะได้ร้องเพลงนี้ แต่สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงคือพลังเสียงที่สะกดคนทั้งห้องให้นิ่งเงียบไป ทำนองเพลงเศร้าสร้อยราวจะเศร้ากว่าต้นแบบ สายตาทุกคู่จับจ้องมา แต่มีเพียงหนึ่งที่วันชนะจดจ่อ
นักขัตเหมือนจะรู้สึกผิดปกติที่ใจตัวเองเหมือนกัน แววตาหม่นลงเหมือนคนร้องเพลงเศร้านั้น


“…Darling, so there you are with that look on your face.
As if you're never hurt as if you're never down.
Shall I be the one for you who pinches you softly but sure.
If frown is shown then I will know that you are no dreamer.

So let me come to you close as I want to be.
Close enough for me to feel your heart beating fast.
And stay there as I whisper how I love your peaceful eyes on me.
Did you ever know that I had mine on you.

Darling, so share with me your love if you have enough.
Your tears if you're holding back or pain if that's what it is.
How can I let you know. I'm more than the dress and the voice.
Just reach me out then you will know that you're not dreaming.

Darling, so there you are with that look on your face.
As if you're never hurt as if you're never down.
Shall I be the one for you who pinches you softly but sure.
If frown is shown then I will know that you are no dreamer”


เพลงเศร้าเกินไป...เพราะมีอารมณ์คล้อยไปกับมัน
เพลงจบลงก่อน หากร้องต่ออีกน้ำตาคงจะเอ่อล้นแน่นอน วันชนะกระพริบตาถี่ๆสองสามครั้งแล้วโน้มตัวขอบคุณ
รูปตัวการ์ตูนถือป้ายคะแนนปรากฏ
ทุกคนปรบมือให้กับคะแนนยอดเยี่ยมนั้น
100 คะแนน
“น้องวินร้องเพลงได้ยอดเยี่ยมมากๆเลยค่ะ ตะกี้พี่กลั้นน้ำตาไว้เกือบไม่อยู่แน่ะค่ะ”

วันชนะขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
ยืนมองดูตัวเองในกระจก...นิ่ง
ใบหน้าเริ่มแต้มอารมณ์ทีละนิดๆ ตาเริ่มพร่า...น้ำในตาเอ่อท้น
บอกกับคนในกระจกว่าจากนี้ไปจะมีนักขัตจะเป็นเพื่อนที่ดี...เท่านั้น
ไม่มากกว่านั้น
เอาล่ะ ล้างหน้าเสีย ยิ้ม แล้วออกไปสนุกกับเพื่อนๆดีกว่า
...ล้างคราบน้ำตาออกไปเสีย...
หยดน้ำยังเกาะบนใบหน้า ลืมตาขึ้นก็เห็นเขาอยู่ในกระจก
นักขัต!
วันชนะหันหลังให้ แต่มองเขาผ่านเงาในกระจก...นี่คงจะสะท้อนโลกแห่งความเป็นจริงสินะ
วันชนะเฝ้าฝันหาแต่ภาพมายาในกระจกเงา โลกที่สะท้อนสิ่งที่ตรงกันข้าม
“วิน” คนในกระจกเรียก
“ไง ตั้ม” ตอบด้วยเสียงกระปรี้กระเปร่า
ไม่มีคำใดหลุดออกมา คนยืนข้างหลังมองใบหน้าวันชนะผ่านกระจกเช่นกัน
“วินร้องไห้?”
“นายว่าอะไร เราจะร้องไห้ทำไมกัน” ปากปฏิเสธแต่ขอบตาแดง วันชนะรีบก้มหน้าลงอ่าง เปิดน้ำแรงดังซู่ วิดน้ำใส่หน้า
บ้าจริง! น้ำตาอย่าไหลมาตอนนี้เชียวนะ
แยกไม่ออกแล้วว่าร้องอยู่หรือเปล่า จิตใจมันร้อง...ไม่อยากให้เขาเห็น
อยากจะลืม อยากจะชำระมันไปให้หมด วิดน้ำอีก...ไม่รู้แล้วว่าน้ำตายังปนไปกับสายน้ำ...หรือว่าน้ำตาหยุดไปแล้ว วักน้ำจนคอเสื้อเปียกชุ่ม กระนั้นมือคู่นั้นก็ยังวักน้ำต่อไป
“พอเถอะวิน”
มืออุ่นจับที่แขนข้างหนึ่งให้หยุด
วันชนะยังก้มหน้าอยู่กับอ่าง
นักขัตดึงแขนที่จับไว้ออกห่างจากสายน้ำที่ยังไหลซู่ ค่อยๆพาวันชนะออกมา
หันหน้ามาเผชิญกัน...วันชนะยังคงหลับตา
นักขัตจับมือวันชนะไว้ทั้งสองมือ...วันชนะยังคงหลับตา
“เราไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไรนะวิน เราบอกไม่ถูก ลังเลมาตลอด”
นักขัตเงียบไป
วันชนะยังคงหลับตา
“เราปวดใจที่เห็นนายโดนรุ่นพี่คนนั้นรังแก เราไม่อยากเห็นรอยนั่น เรามันขี้ขลาดที่สุด ไม่กล้าเผชิญหน้าความจริง แต่เรากลับหนี...”
วันชนะค่อยๆลืมตาขึ้น มองใบหน้าที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มตา...ชัดเจน
ไม่ใช่ในฝัน ไม่ใช่ในกระจก
“นาย...” วันชนะขยับปากจะพูดต่อ แต่ถูกมือของนักขัตหยุดเอาไว้
เขาหายใจเข้าลึกก่อนพูดออกมา “เราแน่ใจแล้ว”
“เรารักนาย”
มือที่จับแขนเอาไว้เปลี่ยนเป็นโอบร่างที่เปียกน้ำ
ใบหน้านั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ วันชนะหลับตาลงอีกครั้ง จนไออุ่นสัมผัสที่ริมฝีปาก
...เนิ่นนาน...

“เรารักนาย ตั้ม”

Image
Brownni
ประถม ประถม
Posts: 103
Joined: 06 Jan 2008 23:26

Re: แค่มีนาย

Post22 Feb 2008 14:01

อ่านมาถึงตอนนี้แล้ว ชวนให้เคลิ้มตามไปด้วย :zmile:
Like it or not
User avatar
J ’ Ar
มัธยม มัธยม
Posts: 683
Joined: 30 Dec 2007 12:47

Next