Gardenia

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Gardenia

Post01 Jan 2008 14:26

คำนำของคนเขียน

ถึงผู้อ่านทุกท่านครับ เนื่องจากนิยายเรื่องนี้ ได้เคยนำมาลงไปบ้างแล้ว(อย่าถามว่าลงตั้งเมื่อไหร่จำไม่ได้แล้วหมือนกัน) แล้วอยู่ๆก็หายไปไม่ได้มาลงอีกเลย จนผู้ติดตามหลายท่านถึงกับแช่งชักหักกระดูกคนเขียนเนื่องด้วยทำให้อารมณ์ค้าง
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเกิดขึ้นเพราะผู้เขียนเองมีภาระกิจต่างๆมากมายประดังเข้ามา(เที่ยว เหล่หนุ่ม แต่ขี้เกียจซะเป็นส่วนใหญ่) และเมื่อลองอ่านใหม่พบว่าทั้งเนื้อเรื่องและการเขียนวกไปเวียนมา(เพราะเพิ่งหัดเขียน) ซึ่งไหนๆก็ทิ้งไว้นานแล้ว ก็เขียนใหม่มันซะเลย
ก็เลยกลายเป็นว่านิยายเรื่องนี้โดนคนเขียนจับดองเปรี้ยวดองเค็มอยู่ในไหมานานมาก มากจนคนเขียนเริ่มจะคิดว่าถ้าไม่เอาขึ้นมาต้องเน่าแน่ๆ(หรือเน่าไปแล้วก็รู้)
จึงเห็นควรแก่เวลาเสียที่นะครับที่จะเอามาลงใหม่ และขออนุญาติขุดกระทู้เก่าขึ้นมาเพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่


หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายเรื่องนี้คงจะเป็นที่ถูกใจของผู้อ่านนะครับ

นายแก้ว
Last edited by glass on 08 May 2011 19:09, edited 2 times in total.
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post01 Jan 2008 16:40

ตามมาอ่านนิยายอย่างใจจดจ่อครับ

ลงตอนต่อไปเร็วๆ นะครับ ในเรื่องบอกว่าเหตุการณ์ที่แก้วข่มขืนใหญ่นั่นเกิด"เมื่อคืน" ผมพาลคิดย้อนกลับไปถึงสามเดือนเลยทีเดียว เพราะมันนานจัด 55
User avatar
tualek
อนุบาล อนุบาล
Posts: 80
Joined: 01 Jan 2008 12:12

Re: Gardenia

Post01 Jan 2008 17:28

ตามมาอ่านครับ.... scene นี้ คุณใหญ่ น่ารักจัง :greez:
@ ความรักเปรียบเสมือนเม็ดทราย @
@ ยิ่งบีบแรงเท่าไหร่ @
@ ทรายก็ยิ่งไหลออกจากมือเร็วขึ้นเท่านั้น @

User avatar
PasSaKorn
ประถม ประถม
Posts: 332
Joined: 31 Dec 2007 15:49

Re: Gardenia

Post02 Jan 2008 09:27

น่ารักดีเนอะ

ติดตามตอนต่อปายยยยยยยยย
....แล้วเจอกันนะ

เจ้าความรัก....
User avatar
WaTZkUnG
ประถม ประถม
Posts: 367
Joined: 02 Jan 2008 07:39
Location: หน้า 7-eleven เบอร์มิวดา

Re: Gardenia

Post11 Jan 2008 18:10

เมื่อไหร่จะมาต่อครับ รออ่านอยู่ เข้ามาดูทุกวันเลย
User avatar
tualek
อนุบาล อนุบาล
Posts: 80
Joined: 01 Jan 2008 12:12

Re: Gardenia

Post14 Jan 2008 09:12

พี่แก้วคร๊าบบบบบบบบบบบบ

นานมากมายแล้วคร๊าบบบบบบบ
คิดถึงๆๆ

ยังรออยู่นะครับ
....แล้วเจอกันนะ

เจ้าความรัก....
User avatar
WaTZkUnG
ประถม ประถม
Posts: 367
Joined: 02 Jan 2008 07:39
Location: หน้า 7-eleven เบอร์มิวดา

Re: Gardenia

Post08 Feb 2008 15:18

รอพี่แก้ว.. T_T

เมื่อไหร่ตอนต่อไปจะมา..TT^TT เศร้าๆๆๆ
+ I think TVXQ are normal people
+ so..??
+ Maybe.. They will like you..^^
+ Really..??
+ Ya..!! Nothing's impossible, right?? You told me every people born to dream..^^
User avatar
kiszmark.i-am
อนุบาล อนุบาล
Posts: 40
Joined: 03 Jan 2008 23:07

Re: Gardenia

Post10 Feb 2008 18:07

ฉลองบอร์ดใหม่ด้วยการโพสต์ให้เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก
แล้วก็เปลี่ยนuseใหม่แล้ว แต่ไม่เปลี่ยนใจไปจากเรื่องนี้แน่
จะตามจิกอ่านต่อไปเพราะรักพรายแก้ว คิดถึงพรายแก้วมั่กๆ

อ่านแล้วก็รีบๆมาอัพต่อนะคับ มีคนเค้าติดตามอ่านเยอะมากมาย
~Life is long if you know how to use it.~ >_<
~EaM~
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 3
Joined: 10 Feb 2008 17:52

Re: Gardenia

Post18 Feb 2008 09:12

รอ ร๊อ รอ แล้วก็ รออีก อย่าทำร้ายจิตใจกันมากไปกว่านี้เลยครับ รีบมาลงต่อเหอะ ใจจะขาดรอนๆ อยู่แล้ว
gardenia
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 1
Joined: 18 Feb 2008 09:06

Re: Gardenia

Post18 Feb 2008 16:30

ช่วยเอามาลงใหม่ตั้งแต่แรกได้ไม๊คะ
i'm fAmoUs iN pAriS nEWyOrk LoNdOn aNd tOkYo
User avatar
ย้งยี้
ปริญญาเอก ปริญญาเอก
Posts: 6510
Joined: 31 Dec 2007 00:02

Re: Gardenia

Post21 Feb 2008 18:48

ย้งยี้ wrote:ช่วยเอามาลงใหม่ตั้งแต่แรกได้ไม๊คะ


เห็นด้วยคับ
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้โพส แต่ตามอ่านอยู่นะคับนายแก้ว
มาต่ออย่างด่วนนะคับ :D
"..วันใดเธอหนาวสั่น.............
ส่งผ่านความฝัน ของฉันไปห่มเธอ.."
User avatar
fogy
มัธยม มัธยม
Posts: 589
Joined: 30 Dec 2007 08:24

Re: Gardenia

Post15 Mar 2008 15:07

มารอตอนต่อไปด้วยคนค่ะ

แอบตามอ่านมาเป็นปีแล้ว ได้ฤกษ์สมัครมาเม้นท์ให้ นายแก้วซะที

รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
User avatar
Desire
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 8
Joined: 14 Mar 2008 11:10

Re: Gardenia

Post24 Mar 2008 16:24

วันนี้จะมาประท้วงคนแต่งโดยเฉพาะ
ทำไมไม่มาต่อล่ะคร้าบบบบบบบบบบ
กำลังรออ่านอยู่นะ มาต่อเร็วๆเข้า
ไม่งั้นจะแช่งจิงๆด้วย
~Life is long if you know how to use it.~ >_<
~EaM~
เด็กใหม่ เด็กใหม่
Posts: 3
Joined: 10 Feb 2008 17:52

Re: Gardenia

Post16 Apr 2008 20:19

+เอิ้กๆ T_T รอคอยมานานแสนนาน T^T

มาแต่งต่อเร็วๆนะคะ..^^

คิดถึงแก้วกับใหญ่จังเล้ยยยยยยยยยยยยยย
+ I think TVXQ are normal people
+ so..??
+ Maybe.. They will like you..^^
+ Really..??
+ Ya..!! Nothing's impossible, right?? You told me every people born to dream..^^
User avatar
kiszmark.i-am
อนุบาล อนุบาล
Posts: 40
Joined: 03 Jan 2008 23:07

Re: Gardenia

Post18 Jul 2013 00:03

บทนำ......



เสียงเหล็กกรีดร้องบาดลึกลงในโสตประสาท.........ท่ามกลางแสงจัดจ้าที่ทำให้ตาพร่ามัว... หัวรถโลหะขนาดมหึมากำลังเคลื่อนที่เข้ามาด้วยความเร็ว.....

รอยยิ้มขมขื่นปรากฎขึ้นบนใบหน้าขาวซีดราวกระดาษ ดวงตาแดงก่ำเลื่อนลอยเหลือบมองต้นตอเสียง ก่อนค่อยๆหลับตา และเคลื่อนร่างสูงใหญ่ไปข้างหน้า

จุดหมายคือรางรถไฟอันกำลังสะท้อนแดดจัดจ้าจนเกิดประกายวับวาวบาดตา...

ที่ที่หมายมาดว่าจะใช้เป็นเรือนตาย!

เสี้ยววินาทีก่อนที่จะก้าวลงสู่ห้วงแห่งนิรันดร์กาล ความอ่อนนุ่มของอะไรบางอย่างก็รัดเข้าที่เอวและกระชากกลับมาอย่างรุนแรงจนหงายหลัง เสียงกรีดร้องและเสียงนกหวีดดังลั่น.....



“ตรู๊ดดดดด”
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ เรียสติให้คืนกลับมา เมื่อเอื้อมมือกดรับ เสียงคุ้นเคยของผู้เป็นเพื่อนก็ดังขึ้น...
“ใหญ่ อีกสิบนาทีจะเริ่มประชุมแล้ว”
เสียงพูดแจ้วๆ ดังกวนประสาทหูโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด จนเมื่อตอบรับสิ่งที่ปลายสายยัดเยียดมาให้และกดตัดสาย นั่นแหละ เสียงต่างๆจึงสิ้นสุดลง

ขอบตาร้อนผ่าวและแสบเคืองจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ความรู้สึกอ่อนเพลียถาโถมเข้ามาราวกับระลอกคลื่น ถึงแม้จะกินยาและพักสายตาไปชั่วครู่แล้วก็ตาม แต่ทุกอย่างก็ไม่ดีขึ้น

หัวปวดเหมือนกับจะปริร้าว เส้นเลือดข้างขมับซ้ายขวากำลังเต้นเป็นริ้วๆ ... อาการแบบนี้บอกชัด...ไมเกรน.... โรคที่เป็นเพื่อนเก่ากำลังแวะมาเยี่ยมเยือน และเป็นหนักเสียจนยาเอาไม่อยู่

.....คงใกล้เวลาตายแล้วสินะ...

ชายหนุ่มยิ้มขื่นๆกับตัวเอง ก่อนละสายตาจากขวดยาที่ตั้งเด่นกลางโต๊ะ ไปยังผนังกระจกใส

แดดจ้าภายนอก สาดสะท้อนแท่งกระจกสูงต่ำที่มีอยู่มากมายจนเกิดเป็นประกายแสงบาดตา รถไฟฟ้าที่ดูเหมือนงูสีขาวตัวใหญ่ เคลื่อนตัวแทรกไปตามแท่งกระจกสูงและลับหายเข้าไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้....เหมือนกับ...วันนั้น

ชายหนุ่มหลับตา ทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้และพยายามสงบใจ....

....ทั้งที่เรื่องก็ผ่านมานานแล้ว.....แต่ทำไมถึงไม่อาจจะลืมได้....ในทุกครั้งที่หลับตายังต้องเจอ ยังต้องคิดถึง

ทั้งๆที่รู้ว่าทุกสิ่งมันเป็นไปไม่ได้แล้ว.........


“ตรู๊ดดด...”

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง เตือนสติให้คิดถึงหน้าที่ที่ต้องทำ ชายหนุ่มรับสาย ตอบรับไปด้วยเสียงแผ่วเบา ก่อนจะรีบปรับอารมณ์ที่วาววับในดวงตา และลุกออกไปจากโต๊ะทำงาน...



....................................................



แดดยามเย็นสาดส่องมายังชานชาลา ลำแสงสีทองพาดผ่านผู้คนมากมายที่กำลังรอรถไฟฟ้า ก่อให้เกิดเป็นเงาทอดยาวเล่นลวดลายประหลาดบนพื้น
ผู้คนแปลกหน้าพลุกพล่าน. เสียงพูดคุยจอแจน่ารำคาญ ..... คงเพราะเป็นเวลาเลิกงานผู้คนถึงได้มากมาย ...ผิดกับช่วงดึกที่คุ้นเคย....

กระบอกตาเริ่มปวดหนึบๆเมื่อเจอแสง เส้นเลือดข้างขมับเต้นตุบตับเร่งเร้า เงาในกระจกสะท้อนให้เห็นดวงตาที่แดงก่ำไปด้วยฤทธิ์ไข้

มีคนเคยบอกไว้ว่า....ถ้าจิตใจอ่อนแอ ร่างกายจะอ่อนแอตามไปด้วย หมอเองก็บอกอย่างนั้น แถมยังบอกให้ทำใจให้สบาย คิดไว้เสมอว่าตนเองมีค่า ถึงอย่างไรก็ยังมีคนรักและเป็นห่วงอยู่ ...

...มีคนที่ยังรักยังเป็นห่วงงั้นหรือ....นอกจากเงาแล้ว ชีวิตนี้เหลือใครบ้าง
ไม่มีเลย... ไม่เหลือใครเลยสักคน
การเหลือตัวคนเดียวมันช่างทรมาน ความโดดเดี่ยวมันน่ากลัว.......มากกว่าความตายเสียด้วยซ้ำ...

นั่นสินะ .....คราวนั้น... ถ้าเรา...ตายไปซะ ก็ไม่ต้องมาทรมานซ้ำสองแบบนี้ ....

รถไฟฟ้าขบวนถัดไปกำลังเข้าสถานี ชายหนุ่มเหม่อมองหัวขบวนที่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว ก่อนจะขยับตัวไปยังริมรางรถไฟด้วยอาการใจลอย

ถ้าตายไปซะ ...ก็ไม่ต้องทรมาน.....

เสียงล้อเหล็กเสียดสีรางใกล้เข้ามา เช่นเดียวกับเท้าก้าวมั่นไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล

.....ต่อไป ก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้ว.....


รอยยิ้มขื่นๆผุดขึ้นบนใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก ดวงตาแดงก่ำมองเหม่อไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอย หากแต่ภาพอะไรบางอย่างที่ปรากฎขึ้นในสายตากลับทำให้ต้องชะงักค้าง.....
.
กลางชานชาลาฝั่งตรงข้าม... ในแสงยามเย็น ร่างๆหนึ่งก้าวมาหยุดยืนนิ่งท่ามกลางผู้คน ผมยาวดำอันปลิวกระจายไปตามแรงลม ขับดวงหน้าอ่อนใสให้ยิ่งแจ่มชัด
ทุกสิ่งรอบตัวหยุดนิ่งเหมือนเวลาถูกหยุดเอาไว้ ร่างกายเองก็เหมือนถูกตรึงไว้กับที่ หากภาพเส้นผมที่พลิ้วลมยังคงชัดเจนในดวงตา... และทำให้หัวใจที่อ่อนล้ากลับสั่นไหวรุนแรงจนราวกับจะหลุดออกจากอก ....


“ปรี๊ดๆๆ !!!!!!!”

เสียงนกหวีดดึงสติให้หลุดจากภวังค์และถอยห่างจากเส้นเหลือง ทันก่อนที่ขบวนรถไฟฟ้าจะวิ่งเข้ามาเทียบชานชาลาอย่างรวดเร็ว ความแรงของขบวนรถทำให้ผมปลิวสะบัดตาม
ชั่วอึดใจรถไฟฟ้าที่เข้ามาเทียบชานชาลาก็จากไป ภาพชานชาลาฝั่งตรงข้ามปรากฏขึ้นอีกครั้งในสายตา

..ในแสงยามเย็น... ท่ามกลางผู้คนมากมาย ร่างที่ปรารถนาจะพบ หายไปกับสายลมที่พัดพา...

ชายหนุ่มยืนนิ่ง เพ่งมองความว่างเปล่าตรงหน้าด้วยความสับสน......

ความจริง....หรือ..ภาพหลอน …….




..............................................................





เจอกันใหม่พุธหน้าครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post24 Jul 2013 22:22

1.....




เรือข้ามฝากลำใหญ่เสยหัวเข้าเทียบท่า.... ผู้โดยสารมากมายไหลทะลักขึ้นจากเรือ แข่งขันกับเวลาที่กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วในเช้าเร่งรีบ ขัดกับการไหลเอื่อยๆของ แม่น้ำสายสีน้ำตาลที่เป็นเส้นเลือดหลักหล่อเลี้ยงประเทศ

ร่างบางปราดเปรียวก้าวออกจากโต๊ะเก็บค่าโดยสารของท่าเรือด้วยอาการไม่ต่างจากคนอื่นๆที่กำลังมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ เป้ใบใหญ่ดึงความสนใจจากสายตาหลายคู่ที่เดินผ่าน เพราะตัวคนสะพายนั้นถึงจะเป็นเด็กหนุ่มแต่ร่างกายก็เล็กบางจนน่ากลัวจะแบกไม่ไหว หากแต่คนสะพายเป้กลับไม่สนใจต่อสายตาที่มองด้วยความพิศวง และยังคงเดินกึ่งวิ่งหลบหลีกผู้คนที่กระจายอยู่เต็มทางเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือ

จนเมื่อขึ้นรถและหาที่นั่งได้ เด็กหนุ่มร่างเล็กบางก็ปลดเป้ลงจากบ่า เสื้อเชิ๊ตสีขาวมอที่สวมปรากฎรอยเหงื่อเป็นวงน้อยใหญ่บนแผ่นหลัง ก่อนค่อยๆจางหายไปเมื่อเจ้าตัวยื่นมือขึ้นปรับช่องแอร์ด้านบนให้ลมเย็นพัดจ่อลงมา...
รถเมล์เคลื่อนตัวออกจากป้าย และค่อยๆห่างไกลจากท่าน้ำไป หากแสงประกายระยิบระยับจากแม่น้ำเบื้องหลังดึงดูดสายตาให้เหลียวกลับไปมอง....
ภาพต่างๆในความทรงจำค่อยๆผุดพรายขึ้นในความคิด…. ลำคลองสีน้ำตาลใสที่ตามริมตลิ่งเต็มไปด้วยต้นโสนดอกสีเหลืองทอง อันเคยลงว่ายเล่น บ้าน..ที่ในยามเย็นย่ำมักจะมีเสียงเพลงกล่อมเด็กดังแว่วคละเคล้ากับเสียงเรไร

ความอ่อนไหวเริ่มแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ ใบหน้าสะอาดนวลจึงหันกลับมามองยังเส้นทางข้างหน้า ก่อนจะหลับตาลง

ชีวิตที่คุ้นเคยมาแต่เด็ก ทุกสิ่งทุกอย่าง.....กำลังค่อยๆห่างออกไป


ความรู้สึกแปลบปลาบของอารมณ์หลั่งไหลเข้ามา เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึกๆ พยายามระงับอารมณ์ไม่ให้อ่อนไหวไปมากกว่านี้ เพราะรู้ว่าป่วยการที่จะมานั่งคร่ำครวญ ในเมื่อทุกอย่างมันเลยผ่านไปแล้ว

ใช่...... เมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องก้าวต่อไป ....


..........................................


รถยนต์มากมายจากทุกสารทิศคลาคล่ำอยู่เต็มท้องถนนไม่ว่าจะหันไปทางไหน วงเวียนข้างหน้ารถหลายคันกำลังช่วงชิงพื้นที่อันมีอยู่น้อยนิดเพื่อเข้าสู่เส้นทางที่ต้องการ
ไม่แปลกนักที่รถยนต์จะมากมายเพราะที่นี่คือแหล่งต่อรถใหญ่ใจกลางกรุงเทพมหานคร หากใช่แต่รถยนต์เท่านั้นที่มากมาย ผู้คนในบริเวณนี้ก็ไม่ได้เป็นรองกัน มิหนำซ้ำยังดูจะมากกว่า ทั้งที่ยืนรอรถประจำทางและที่กำลังทยอยเดินขึ้นสะพานลอยเพื่อไปยังสถานีรถไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกัน ซึ่งหากมองจากตึกสูงๆน่าจะให้ความรู้สึกเหมือนดูสารคดีชีวิตมดงาน
สภาพที่เห็น ทำให้พรายแก้วที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แห่งนี้ต้องถอนใจซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ เพราะความวุ่นวายที่สัมผัสได้ทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก...ถึงแม้ที่นี่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้องการก็ตาม

ไม่ควรเลย... ถ้าเมื่อวาน เก็บข้าวของแล้วไปที่หอพักซะตั้งแต่เมื่อคืน หลังจากได้รับคำตอบว่าได้ที่พักแน่นอนแล้ว ก็คงไม่ต้องขนของเอาวันเริ่มงาน และคงไม่ต้องเจอสภาพที่แสนจะวุ่นวายน่ารำคาญแบบนี้


นึกถึงที่พักก็ทำให้นึกถึงบริพัฒน์...... เพื่อนในกลุ่มเพื่อนสนิทอันมีอยู่ไม่กี่คน ที่ตัดสินใจโทรหาเป็นคนแรกเมื่อไม่กี่เดือนก่อน หลังจากที่ไม่ได้ติดต่อหาใครๆเลยในช่วงเวลาที่ผ่านมา....

“มึงหายไปไหนมา รู้บ้างรึเปล่าว่าเพื่อนเป็นห่วง “

นั่นคือคำพูดแรกที่บริพัฒน์ตอบกลับมาหลังจากรับสายและอึ้งไปเกือบอึดใจ....

จากนั้น....เมื่อตั้งตัวได้...คำด่ารัวเร็วก็ตามมาเป็นชุด จนเหนื่อยหรือสาแก่ใจก็ไม่อาจรู้ได้ คำด่าต่างๆจึงยุติลงไปพร้อมกับวางสายตึงไป
แต่ก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะคงยังไม่สาใจกันอย่างเต็มที่ ... หนึ่งสัปดาห์ต่อมาก็มีโทรศัพท์ลึกลับเรียกตัวนัดพบให้ไปเจอ

..... นึกแล้วยังขำไม่หาย... วันนั้นเขายังจำได้ชัดเจน เพราะเพื่อนๆในกลุ่มมากันครบองค์ประชุม แถมแต่ละคนยังทำหน้าตาขึงขังเหมือนเตรียมตัวจะมาจัดเต็มให้ชุดใหญ่ แต่ยังไม่ทันจะได้เฉ่งอะไร เก่งกาจก็หลุดเป่าปี่ออกมาเสียก่อน เลยพลอยทำให้สองสาวบราลีกับพิจิตราปล่อยโฮแล้วเข้ามาร่วมวงด้วย ส่วนคฑากับบริพัฒน์นั้นก็แอบซึ้งเงียบๆอยู่ข้างหลัง

ก็คงจะดราม่าบทโศกกันอีกนานถ้าไม่ได้เอ่ยประโยคเด็ดดวงขึ้นมาว่า ”กอดแบบนี้คิดค่าเสียหายเป็นข้าวหนึ่งมื้อนะ” เท่านั้นแหละ...คุณเพื่อนๆทั้งหลายก็ร่วมมือกันลงมะเหงกใส่หัวพร้อมกันอย่างไม่ต้องนัดหมาย แล้วก็พาหัวเราะร่วนอย่างสาใจที่ได้แก้แค้นเอาคืน

การได้เจอเพื่อนเก่า ได้ร่วมเฮฮา และอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง ทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ยังพอประโลมบาดแผลภายในให้พอทุเลาลงบ้าง

หากวันเวลาก็ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว แปดเดือนที่ผ่านไปหลังจากที่ได้รวมตัวกันอีกครั้ง มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ทั้งสุขและทุกข์ เปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเพื่อนๆในกลุ่มหักเหขึ้นและลงไปตามกระแสคลื่นแห่งโชคชะตา รวมทั้งตัวของพรายแก้วเอง....

หลังเก่งกาจบินไปอังกฤษ พรายแก้วก็ได้งานทำหลังจากที่ตระเวนสมัครงานอยู่เกือบครึ่งปีเมื่อเรียนจบ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะย้ายมาอยู่นอกบ้าน
คนที่ช่วยให้ความคิดเป็นจริง ก็คือบริพัฒน์ โดยไม่ถามเหตุผล ทันทีที่ได้ยินเรื่องที่เปรยว่าจะออกมาอยู่นอกบ้าน เพราะได้งานในบริษัทที่ตั้งอยู่กลางเมืองใกล้กับร้านกาแฟซึ่งเป็นกิจการของที่บ้าน อีกฝ่ายก็จัดการหาที่อยู่ให้ โดยใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ ซึ่งก็ทันก่อนวันเริ่มงานวันแรกเพียงวันเดียว

นับเป็นโชคดีที่หาที่พักได้ทันเวลา แถมยังไม่ต้องเสียค่าประกัน หรือค่าเช่าล่วงหน้า.... แต่ว่า....จนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าที่พักที่อีกฝ่ายหาให้อยู่ที่ไหน... และยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรหากต้องอยู่คนเดียว ...


เสียงโลหะเสียดสีกันดังแว่วจากที่ไกลๆ เรียกสติให้กลับคืนมา...... เมื่อเหลียวมอง...รถไฟฟ้ากำลังวิ่งมาลิบๆ
และวิ่งเข้าเทียบชานชาลาในเวลาอีกไม่ถึงอึดใจ
เมื่อรถจอดสนิทผู้คนที่ยืนรออยู่ก่อนหน้าก็กรูเข้าไปต่อแถวในช่องทาง พรายแก้วจึงก้าวเข้าเข้าไปต่อแถวบ้าง

หากแต่เมื่อประตูเปิดออกและมองเห็นสภาพภายในแล้ว เขาก็ต้องชะงัก

รถไฟลอยฟ้า... จริงๆน่าจะเรียกว่าปลากระป๋องลอยฟ้ามากกว่า เพราะสภาพที่คนถูกอัดแน่นอยู่ภายใน ดูคล้ายกับปลาซาร์ดีนที่ถูกอัดแน่นในกระป๋อง ต่างกันแค่ไม่มีซอสมะเขือเทศราดอยู่ก็เท่านั้น
แต่ถึงคนจะแน่นมากเพียงใด พอประตูเปิดคนที่อยู่บนชานชาลาก็กรูเข้าไปถมเต็มพื้นที่ว่างอันเหลืออยู่น้อยนิดทำให้ภาในยิ่งอัดแน่นเพิ่มขึ้นไปอีก ดูแล้วน่ากลัวจะเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตหมู่เพราะเบียดกันตายหรือไม่ก็ขาดอากาศหายใจ

ด้วยเหตุนี้พรายแก้วเลยต้องยอมยกธงขาวและถอยออกมาเพื่อรอรถขบวนใหม่... แต่เมื่อมองนาฬิกาข้อมือ เขาก็แทบจะตาถลน
โอ้ว แม่เจ้า!...แปดโมงสิบสอง

เหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว...ทำไงดี

..เอาวะ....เบียดก็เบียด


เด็กหนุ่มกัดฟันฮึดสู้ ก่อนจะกระโดดแผล่วเข้าไปร่วมวงศ์ไพบูลย์มหกรรมปลากระป๋องลอยฟ้าแห่งชาติเป็นคนสุดท้าย ทันก่อนประตูจะปิดเพียงเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้ประโยชน์จากร่างกายอันเล็กบางรีบแทรกตัวไปยังที่ว่างซอกเล็กๆริมประตูของตู้สุดท้ายและยึดไว้เป็นพื้นที่ส่วนตัว
รถไฟค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากสถานี และมุ่งหน้าตรงยังสถานีถัดไป พรายแก้วถอนใจยาวอย่างโล่งอกก่อนพิงตัวเข้ากับซอกที่ยึดไว้และก้มมองนาฬิกา

....อีกเกือบยี่สิบนาที....หวังว่าคงจะทันหรอกนะ

ผู้คนที่เบียดกันหน้าประตูเริ่มขยับขยายหาที่ยืน ผิวเนื้อของใครหลายคนเสียดสีผ่านไหล่ไปมา แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่าคอยมองนาฬิกาที่ข้อมือ จนเมื่อร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งขยับมาใกล้....

ลมหายใจอุ่นๆรดเรี่ยลงบนหน้าผากเมื่อร่างนั้นเบียดเข้ามาจนเกือบชิด ความสูงที่เขาเองอยู่เพียงเลยคางของร่างนั้นมาเล็กน้อยทำให้ต้องเหลือบตาขึ้นมอง
ใบหน้าขาวจัดที่เต็มไปด้วยหนวดเคราหนาและผมยาวรุงรังชัดเจนอยู่ในสายตา แต่แก้วสีน้ำตาลมัวที่มองลงมาทำให้ต้องหลบตาไปทางอื่น
ความรู้สึกที่บอกว่าร่างสูงใหญ่นั่นเข้ามาใกล้จนมากเกินไป ทำให้เด็กหนุ่มพยายามถอยห่าง แต่แผ่นหลังที่มีเป้สะพายติดไว้ก็บอกกลับมาว่าไม่สามารถขยับต่อไปได้แล้ว

ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะรับรู้ว่าเขาไม่ปรารถนาที่อยู่ใกล้ จึงพยายามจะไม่เบียดเข้ามา หากดวงตาสีน้ำตาลเศร้ากลับจับจ้องมานิ่งนาน จนทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

ในช่วงวินาทีที่รถไฟเคลื่อนไปจอดยังอีกสถานีหนึ่ง ผู้โดยสารด้านในต่างผลักดันแหวกหาช่องทางออกกันอย่างเร่งรีบก่อนที่รถเคลื่อนออกจากสถานี ทำให้ร่างสูงใหญ่ที่ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวและไม่ทันระวังเซเข้ามาและทับอัดติดพรายแก้วกับซอกเล็กนั่น
เสียงหัวใจเต้นถี่ๆ ดังอยู่ข้างแก้มที่แนบติดกับอกที่อัดเข้ามา กลิ่นหอม เบาบาง อ่อนโยน กรุ่นมาจากหน้าอกอุ่นที่ทั้งหนาและกว้างใหญ่
“ ขอโทษครับ “ เสียงทุ้มห้าว เอ่ยขอโทษเมื่อตั้งตัวได้ และยันตัวออกห่างตามเดิม

แต่...สายตายังคงมองมา....สายตาที่ลึกล้ำเหมือนบ่อน้ำกว้าง ....

เสียงโทรศัพท์มือถือเรียกสติให้กลับคืนมา เด็กหนุ่มดึงโทรศัพท์ออกจากกระเป๋ากางเกงและกดรับ
“ ครับ อ้าว พัฒน์เหรอ อื้อ ขนของออกมาแล้ว ได้ๆ เดี๋ยวเที่ยงไปหาที่ร้าน ไม่ลืมหรอก เออๆ หวัดดี “
เด็กหนุ่มส่ายหน้าอย่างระอาคนปลายสายที่ตัดสัญญาณไปแล้ว ก่อนหย่อนโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม

“ สถานีต่อไป ชิดลม next station CHIDLOM “

เสียงเตือนเมื่อใกล้ถึงสถานีถัดไปดังขึ้น พรายแก้วเหลือบมองนาฬิกา ก่อนจะขยับเป้ที่สะพายบนหลังให้เข้าที่เพื่อเตรียมตัว
“ชิดลม.... “

สิ้นเสียงประกาศ ..ประตูเปิดออก เด็กหนุ่มก็พุ่งทะยานไปข้างหน้า เช่นเดียวหลายชีวิตที่ก้าวสู่ชานชาลาด้วยอาการรีบเร่ง

.......................................................



ความเย็นฉ่ำวิ่งเข้ามาปะทะใบหน้าหลังจากที่ประตูอัตโนมัติเปิดออก ภาพที่ได้เห็นเมื่อก้าวเข้าไปคือห้องโถงกว้างใหญ่ ผนังด้านหนึ่งเป็นกระจกใสที่มองภาพทิวทัศน์กว้างไกล สายแดดอ่อนๆยามเช้าสาดแสงลงกระทบพื้นแกรนิตสีดำจนเห็นละอองทรายภายในเป็นประกายระยิบระยับ
ฉากขนาดใหญ่ที่สูงจรดเพดานอันติดกับผนังกระจกและกั้นพื้นที่ระหว่างโถงต้อนรับกับส่วนสำนักงานภายใน ประกอบขึ้นจากแผ่นเหล็กชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่บางอันด้านบางอันเงา โดยนำมาประกอบติดกันอย่างดูคล้ายไม่ตั้งใจเพราะบางอันห่างจนเกิดช่องว่าง ส่วนบางอันก็ถี่จนทับซ้อนเหลื่อมกันไปมา แต่เมื่อมองรวมกันแล้วกลับดึงดูดสายตาได้อย่างประหลาดจากลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และช่วยเสริมให้โลโก้บริษัทซึ่งเป็นสีดำด้านที่อยู่กึ่งกลางของฉากให้ดูโดดเด่นขึ้น

...ความเรียบง่ายที่แฝงลายละเอียดทำให้ห้องๆนี้ดูเท่ห์และมีระดับไม่เหมือนใคร......สมกับเป็นบริษัทตกแต่งภายใน

เด็กหนุ่มมองไปรอบๆด้วยความรู้สึกแปลกตา เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบย่างมาทีนี่ เนื่องจากการสมัครและสัมภาษณ์จัดกันที่บริษัทใหญ่ซึ่งเป็นบริษัทด้านอสังหาซึ่งอยู่คนละที่

นาฬิกาบนผนังทึบอีกฝั่งทำให้ต้องเลิกสนใจสิ่งรอบข้าง เด็กหนุ่มเดินไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่อยู่ใกล้ๆก่อนจะเหลียวซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าด้านในว่างเปล่า

..ไม่ยักกะมีคน....สงสัยไปเข้าห้องน้ำ...

หากเมื่อมองไปรอบๆอีกครั้งก็ต้องชะงัก เพราะกระจกเงาด้านข้างสะท้อนเงาของตนเองกลับมา
เนคไทที่พยายามผูกไว้อย่างดีก่อนออกจากบ้านเบี้ยวบิดผิดรูป เชิ้ตขาวที่เคยเป็นเสื้อนักศึกษาเก่า ทิ้งร่องรอยยับยู่ยี่จากการเบียดเสียดและชุ่มไปด้วยเหงื่อ

อย่างกับลูกหมา.......เด็กหนุ่มเบ้ปากให้กับตัวเองก่อนพยามจัดเนคไทให้เข้าที่




“ฮรึ่ม..“
เสียงกระเเอมห้าวๆที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้สะดุ้งสุดตัว และเมื่อหันหลังกลับไปในทันทีก็แทบชนเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่เข้ามายืนเกือบชิดด้านหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ใบหน้าคมเข้มสีน้ำผึ้งอันตัดกับรอยเคราเขียวครึ้มก้มลงมอง ดวงตาคมกริบรับกับจมูกโด่งเป็นสันจับจ้องมาด้วยความสงสัย
กลิ่นบุหรี่จางๆระเหยมาจากร่างกายหนา ถึงจะมีกลิ่นน้ำหอมเย็นสดชื่นปะปน แต่ก็ทำให้พรายแก้วรู้สึกคันจมูกตงิดๆ
“คุณจะติดต่อเรื่องอะไร”
เขาคนนั้นถามเมื่อเห็นว่าพรายแก้วยังมองหน้า คิ้วเข้มที่อยู่เหนือดวงตาคมกริบเลิกขึ้นเหมือนจะถามว่ามองอะไร
“ ผมจะขอพบคุณยุทธีครับ จะมารายงานตัว”
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่ดูแล้วน่าจะเป็นพนักงานในนี้ ที่คงสังเกตว่าพนักงานต้อนรับไม่อยู่ จึงทำหน้าที่แทน
“ รายงานตัว..... รายงานตัวเข้าทำงานน่ะหรือ”
“ครับ ไม่ทราบต้องไปพบคุณยุทธีทางไหน”
ดวงตาคมกริบมองมาแปลกๆก่อนจะบอกห้วน
“ทางนี้”

เขาคนนั้นก้าวยาวๆ พาพรายแก้ว ไปยังทางเดินที่ซ่อนไว้ด้านหลัง และเลี้ยวเข้าทางเดินย่อยซึ่งสองข้างขนาบไปด้วยห้องขนาดใหญ่ที่กั้นด้วยผนังกระจกใสคาดขุ่น ภายในเรียงรายไปด้วยโต๊ะเก้าอี้ที่มีเจ้าของนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
และเมื่อเดินเข้ามาสุดทางที่ผนังกระจกใสกั้นระหว่างความว่างเปล่าภายนอกกับพื้นที่ภายใน หันไปทางซ้ายคือห้องซึ่งคิดว่าน่าเป็นห้องประชุมเพราะมีโต๊ะยาวและเก้าอี้วางเรียงราย
ส่วนทางขวาคือห้องที่มีป้าย ’ กรรมการผู้จัดการ ’ ติดไว้ คนเดินนำผลักประตูเข้าไปก่อนพยักหน้าให้พรายแก้วเดินตาม...

ห้องที่ก้าวเข้ามาสว่างขึ้นเมื่อมู่ลี่ถูกไขให้เปิดรับแสงสว่างจากผนังกระจก ประกายแดดยามสายสาดซัดเข้ามาตามช่องแสง ตกกระทบไปยังภาพวาดแนวอิมเพรสชั่นนิสที่อวดความอหังการของศิลปินผู้สะบัดฝีแปรงภายในกรอบสีบลอนซ์ทองที่แซมด้วยคราบสนิม

“คุณชื่อพรายแก้วใช่มั้ย “
เสียงห้าวๆของคนเดินนำ ทำให้ต้องละสายตาจากภาพวาดมายังต้นเสียงซึ่งกำลังค้นแฟ้มที่ชั้นหนังสือ และหยิบออกมาเปิดอ่านอย่างถือวิสาสะ
“ครับ“
“มีจดหมายรายงานตัวหรือเปล่า เอามาให้ผมสิ”
“หือ...ผม...... ต้องให้คุณด้วยหรือครับ?”
พรายแก้วถามกลับอย่างไม่เข้าใจ ...อีกฝ่ายขมวดคิ้วมองเป๋งมา
“ใช่ ”
“แล้วทำไมผมถึงต้องให้คุณด้วยล่ะครับ ในเมื่อจดหมายนี่เป็นของคุณยุทธี“
ด้วยท่าทางเหมือนจะข่มกันนิดๆ ทำให้พรายแก้วตอบกลับไปอย่างอดไม่ได้... ก็จดหมายรายงานตัว ต้องให้กับเจ้านายโดยตรงของเขา แล้วนายคนนี้มีสิทธิ์อะไรจะมาขอ....
ดวงตาคมกริบตวัดมองมาก่อนมุมปากจะเหยียดขึ้น จากนั้นเขาคนนั้นเดินเข้ามานั่งเอกเขนกบนเก้าอี้ประจำตำแหน่งและบอกด้วยเสียงเรียบๆ
“เพราะผมชื่อยุทธีน่ะสิ”

คำตอบนั้นทำให้ต้องขมวดคิ้ว.......... ไม่น่าเชื่อ ....ผู้ชายคนนี้น่ะหรือ ยุทธี ชยันตรา...เจ้าของบริษัท......

“คิดว่าผมโกหกหรือไง” ชายคนนั้นบอกอย่างรู้ทัน
“ เอ้า ดู”

บัตรพนักงานถูกยื่นมาให้ ....... รูปในบัตรเป็นรูปเดียวกับคนตรงหน้า. ส่วนชื่อข้างใต้คือ.....

ยุทธี ชยันตรา ......กรรมการผู้จัดการ ....!

“ทีนี้ส่งจดหมายรายงานตัวให้ผมได้หรือยัง”
คำพูดนั้นทำให้อายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี.... แต่ที่ทำได้ก็แค่....เดินเอาจดหมายรายงานตัวไปยื่นให้...ผิดกับ คุณเจ้านายหมาดๆที่รับจดหมายไปเปิดอ่านอย่างนิ่งเรียบ พร้อมกันนั้นก็ชำเลืองมองมาด้วยสายตาพิจารณา
“คุณคือพรายแก้ว ภาติยะ งั้นสินะ...ใช่ตัวจริงรึเปล่า...”
แบบนี้มันล้อกันชัดๆ.......เด็กหนุ่มเข่นเขี้ยวก่อนจะตอบชัดถ้อยชัดคำ
“มีสำเนาบัตรเซ็นรับรองเอกสารอยู่ในซองครับ แต่ถ้าไม่พอจะเอาบัตรประชาชนตัวจริงก็ได้ครับ”
ดวงตาคมกริบตวัดมองมาอย่างไม่พอใจ พรายแก้วทำหน้านิ่ง แต่สายตาก็จ้องกลับอย่างไม่ยอมลงให้เช่นกัน

สงครามสายตาดำเนินอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนริมฝีปากได้รูปของคนเป็นเจ้านายจะกระตุกขึ้นเหมือนจะยิ้ม จากนั้นจึงพับเก็บจดหมายลงซองและผุดลุกขึ้น

“ดี ! งั้นก็ตามผมมา จะพาไปประจำตำแหน่งงาน “

ร่างสูงก้าวนำไปอย่างเงียบๆ จนเมื่อถึงห้องที่เดินผ่านมาก่อนหน้านี้ คนเดินนำมาก็หยุดหน้าประตูกระจกใสคาดขุ่น จากนั้นใช้คีย์การ์ดแตะลงกับแป้นเลเซอร์ก่อนจะผลักประตูเดินนำเข้าไป
เสียงพูดคุยเงียบลงเมื่อทั้งคู่ก้าวเข้ามา สายตาทุกคู่หันมองมาด้วยความสนใจ หลายคนดูเหมือนจะมองมาทางพรายแก้วอย่างพิจารณา เช่นเดียวกับอีกหลายคนที่หันไปซุบซิบกัน
ปฏิกิริยาของคนที่ได้พบกันเป็นครั้งแรกเหมือนกับอีกหลายๆครั้งที่ได้ผ่านมา และทุกครั้งก่อให้เกิดความอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก หากก็ทำอะไรไม่ได้ไปมากกว่านิ่งเฉย และรอให้ทุกอย่างเงียบสงบไปเอง

“ ทุกคน นี่น้องใหม่ ช่วยกันสอนงานด้วยนะ “ คุณยุทธีประกาศสั้นๆก่อนหันมาทางพรายแก้ว
”คุณอยู่กลุ่มงานที่ 3 โต๊ะอยู่ตรงนั้น ที่เหลือถ้าติดปัญหาอะไรก็บอกพี่ๆเขาได้ “
“ครับ “
เขาตอบรับก่อนเดินตรงไปนั่งยังโต๊ะของตน ทุกคนในห้องจึงก้มหน้าก้มตาทำงานต่ออย่างไม่ใสใจ

จนผู้เป็นเจ้านายก้าวออกจากห้อง พรายแก้วจึงปลดกระเป๋าลงจากหลังวางและก้มลงไปวางไว้ใต้โต๊ะเพื่อไม่ให้เกะกะ
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องชะงัก เพราะ ผู้คนที่เคยตั้งหน้าตั้งตาทำงานก่อนหน้านี้ กลับไถลเก้าอี้เข้ามาล้อมโต๊ะ
“หวัดดีจ๊ะ”
หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งเข้มจัดผู้ที่ตากรีดอายไลน์เนอร์ไว้คมกริบ เป็นผู้ถามขึ้นมาคนแรก หลังจากที่ยิ้มพร้อมไปกับใช้สายตาสำรวจอย่างพิจารณา
“ชื่อพรายแก้วเหรอจ๊ะ”
“ครับ เรียกว่าแก้วเฉยๆก็ได้”
เด็กหนุ่มตอบยิ้มๆ แต่คู่สนทนากลับทำตาโต ก่อนไปสบตากับชายหนุ่มใส่แว่นอีกคนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ จนเมื่อเห็นว่าพรายแก้วยังมองอาการเหล่านั้นอยู่ เจ้าหล่อนจึงยิ้มเขินๆ
“ ยินดีที่ได้รู้จักนะจ๊ะ พี่ชื่อดลยา นิคเนมดลลี่จ๊ะ ส่วนตาแว่นที่นั่งข้างๆน้องนั่นชื่อบอยนะ คนนี้จะเป็นคนสอนงาน”
ใบหน้าที่สวมแว่นกรอบดำยิ้มให้เมื่อพรายแก้วยกมือไหว้ก่อนจะหันกลับไปสนใจงานตรงหน้าต่อ ส่วนสาวผู้ทำหน้าที่แนะนำก็ยังมองพรายแก้วแล้วได้แต่ยิ้มแหยๆ
“วันนี้พวกพี่ยังยุ่งเรื่องสรุปผลงบของโครงการเดือนที่แล้วอยู่ ยังไม่ว่างสอนงาน เลยจะให้ช่วยงานเอกสารไปก่อนนะ”
เจ้าหล่อนบอกก่อนจะหันไปหยิบกองแฟ้มบนโต๊ะของตนเองรวมถึงของคนอื่นมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็อธิบายวิธีการทำงานคร่าวๆและยิ้มให้อีกทีก่อนจะหันกลับไปนั่งโต๊ะทำงานตัวเอง

เอกสารกองใหญ่ถูกวางไว้ตรงหน้า บรรยากาศในห้องเงียบลงอีกครั้งเมื่อทุกคนเริ่มทำงานกันต่อ พรายแก้วพยายามปรับความรู้สึกที่แปลบปลาบในอกให้เป็นปกติก่อนค่อยๆเปิดเอกสารในแฟ้มลงกรอกข้อมูล

ช่างเถอะ......เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

แดดอ่อนๆที่ลอดผ่านมู่ลี่เข้ามาเรียกสายตาไปยังภายนอกกระจก เมื่อมองลงไปคือกลุ่มบ้านเรือนและตึกสูงที่มีถนนพาดผ่านยุ่งเหยิง
ที่ตรงนี้สูงจากพื้นเหลือเกิน มองไปทางไหนก็มีแต่ตึกสูงเสียดฟ้า มองแทบไม่เห็นพื้นดิน รถราวิ่งกันขวักไขว่น่าเวียนหัว พื้นที่สีเขียวก็น้อยเหลือเกินในความรู้สึก
ชีวิตคนในเมืองหลวงทำไมถึงสับสน วุ่นวายและแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวาขนาดนี้.... ผิดกับบ้านสวนที่เคยอาศัย ถึงไม่ค่อยสะดวกนักแต่ก็เต็มไปด้วยความสุขสงบมีชีวิตชีวา

หากทำได้ ก็ไม่อยากจากบ้านมาอยู่ในที่แออัดแบบนี้เลยจริงๆ คิดถึงทุกอย่างที่อยู่ที่บ้าน ลำคลองฉ่ำเย็น ต้นพุดซ้อนต้นใหญ่ริมหน้าต่างห้องนอน ที่เคยได้กลิ่นทุกค่ำเช้า

ความนึกคิดหวนไปนึกถึงเจ้าของกลิ่นหอมเมื่อยามเช้า กลิ่นหอมนั่นเหมือนกลิ่นของดอกพุดซ้อน.......

นั่นก็คงมองมาเพราะสาเหตุเดียวกันกับคนอื่นละมั้ง..........


เสียงโทรศัพท์มือถือ ปลุกให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความนึกคิด เมื่อรับสายเสียงคุ้นเคยก็ดังลอดมา....
“ ไอ้แก้ว ข้าเอง “
รู้จากหน้าจออยู่แล้วว่าใครโทรมา หากแต่น้ำเสียงที่ฟังดูลุกลี้ลุกลน ทำให้รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล
“ เออ รู้ แล้วโทรมามีเรื่องอะไรหรือเปล่า น้ำเสียงไม่ค่อยดีนะ“
“ก็.........”
อีกฝ่ายออกอาการอึกอักขึ้นมาในทันที และนั่นทำให้พรายแก้วรู้ว่าอึกอักอย่างนี้แหละมีเรื่องแน่ แต่จะเรื่องอะไรคงต้องซักกันยาว
“ก็อะไร รีบพูดมาสิ จะทำงานต่อ “
“เฮ้ออออ...”ปลายสายถอนใจยาวอย่างอัดอั้น “ ถ้าบอกแล้วเอ็งอย่าด่าข้านะ”
“เออ ไม่ด่า รีบบอกมาเร็วๆจะทำงานต่อ”
“...ก็... คืองี้นะ.. พี่..คนที่ให้หาที่พักให้น่ะ เค้าเพิ่งโทรบอกเมื่อกี้นี้เองว่าห้องที่เอ็งจะไปอยู่ไม่มีแล้ว “
“ห๊า! ”
เสียงอุทานที่ดังลั่นอย่างลืมตัวทำให้คนรอบๆข้างหันมอง จนพรายแก้วต้องรีบปิดปากตัวเอง และหันไปยิ้มแหยให้ ก่อนจะพาตัวเองระเห็จออกมาจากโต๊ะ

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะ อธิบายมาเดี๋ยวนี้เลย ! “
เมื่อถึงนอกห้องก็แทบจะตะคอกถาม คนปลายสายจึงละล่ำละลักบอก
“ข้าก็ไม่รู้ เห็นพี่คนที่หอให้เขาบอกว่าคนเช่าห้องคนเก่าไม่ย้ายแล้ว ห้องก็เลยไม่ว่าง ”
เป็นคำตอบที่ทำให้รู้สึกเหมือนโดนหมัดชกเข้าท้องจนจุก จนพูดไม่ออก และคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นดี
....การออกมายืนหยัดด้วยตัวเองครั้งแรกไปไม่รอดแล้วหรือนี่.....
“ไอ้แก้ว ทำไมเงียบไป ฟังอยู่หรือเปล่า ไอ้แก้ว”
อาการนิ่งเงียบของพรายแก้วคงทำให้ปลายสายร้อนรนอย่างหนัก จึงพยายามเรียกเสียงดัง เขาจึงต้องรีบตอบกลับก่อนที่อีกฝ่ายยิ่งเสียงดังไปกว่านี้
“เออ ฟังอยู่ๆ”
“ค่อยยังชั่ว ตกใจหมด นึกว่าเป็นอะไรไป”
“ไม่เป็นอะไรหรอก แค่งงๆ คิดอะไรไม่ออก ว่าจะเอาไงต่อดีกับเรื่องที่พักคืนนี้”
” ใจเย็นๆก่อนนะเอ็ง อย่าเพิ่งเครียด เรื่องที่พักไม่ต้องเป็นห่วง ข้าคุยกับพี่เขาแล้ว พี่เขาเลยจะรับผิดชอบด้วยการให้เอ็งไปอยู่กับเขาก่อน “
“ไปอยู่บ้านพี่เขา?.....พี่ไหน?”
“อ้าว ก็พี่คนที่เป็นธุระเรื่องหาหอพักให้เอ็งน่ะสิ”
“จะให้ไปอยู่กะคนแปลกหน้าเนี่ยนะ?”
พรายแก้วถามเสียงสูงปรี๊ด อารมณ์ก็เหมือนจะพุ่งปรี๊ดตามไปด้วย หากคนปลายสายตอบกลับอย่างแสนธรรมดา
“เออสิ ทำไมวะ”
“แล้วเอ็งไม่คิดจะห่วงข้าบ้างเลยหรือไง ถึงส่งให้ไปอยู่กับใครก็ไม่รู้”
“ก็... แหม มันไม่รู้จะทำไงนี่หว่า จะให้ไปอยู่ที่บ้านก็กำลังซ่อมอยู่ซะด้วย ตอนนี้ก็ย้ายไปอยู่ที่คอนโดกันหมดทั้งบ้านเลย ที่ร้านก็มีแต่ของนอนไม่ได้ซะด้วยนี่... แต่...ยังไงก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปได้อย่างนึงนะ”
“แก้ปัญหาบ้าอะไรวะ เพิ่มปัญหามากกว่า คนไม่รู้จักกันจะให้ไปอยู่กับเขาได้ไง นิสัยใจคอเป็นยังไง ไว้ใจได้รึเปล่าก็ไม่รู้ วันดีคืนดีเกิดไม่พอใจขึ้นมาจับข้าหมกส้วมจะทำไง“
“โธ่ ไอ้แก้ว แล้วเอ็งจะให้ข้าทำยังไง ให้หาหอใหม่ตอนนี้ใครมันจะไปหาได้ ”
ปลายสายเสียงอ่อยอย่างยอมรับผิด แต่ยังพยายามเกลี่ยกล่อมสุดฤทธิ์.....
“อย่าเพิ่งโมโหสิว้า คิดให้ดีๆก่อน ตอนนี้มีอะไรก็คว้าไว้ก่อนเหอะ เงินเอ็งก็ไม่ค่อยมีไม่ใช่หรือไง ไปอยู่กับพี่เขาสักพัก มีเงินเดี๋ยวค่อยขยับขยายก็ได้ แล้วเรื่องพี่คนที่หาหอให้ก็ ไม่มีอะไรหรอก เขาเป็นเพื่อนของลูกพี่ลูกน้องข้าเอง แล้วที่สำคัญพี่เค้าให้อยู่ฟรีๆนะ “
คำชักชวนของเพื่อนดูมีภาษีขึ้นมาทันตาเมื่อมีคำว่า “ ฟรี “ แถมท้ายเข้ามาด้วย
“ ฟรี... จริงเหรอวะ “
“ อ้าว....ไอ้นี่ โกหกเอ็งแล้วได้โล่หรือไง”
“แหม ก็มันไม่น่าเชื่อนี่หว่า คนไม่รู้จักกันมาก่อน ให้ไปพักอยู่ด้วยฟรีๆเนี่ยนะ”
“โว๊ย เรื่องเยอะนักงั้นนอนแถวป้ายรถเมล์ไปแล้วกันนะ ข้าจะโทรไปบอกเค้าว่าเอ็งไม่เอา ! “
“เฮ้ย..! เดี๋ยวสิ ให้เวลาตัดสินใจหน่อยได้มั้ย “
“งั้นเอ็งมีเวลาคิดแค่30 วินาที เริ่มนับถอยหลังแล้วนะ 30 29 28 “
“ พอๆ ไม่ต้องนับ ปวดหัว ยังไงก็ไม่มีทางเลิกอื่นนี่หว่า ถ้าฟรีจริง งั้นก็.. โอเค “
เสียงเพื่อนปลายสายหัวเราะอย่างขำขัน
“ ถ้าซื้อหวย คงได้เงินอื้อไปแล้ว.. เรื่องงกนี่เอ็งไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ “
“ เออน่า มันเป็นคุณสมบัติประจำตัว เปลี่ยนไม่ได้หรอก “ พรายแก้วตอบ ก่อนจะถามกลับอย่างนึกขึ้นได้
“แล้ว....ว่าแต่ไม่รบกวนเขาหรือแบบนี้”
“ไม่หรอกมั้งก็เขาเสนอเองนี่”
“แล้วมันอยู่แถวไหนล่ะ ไอ้บ้านที่ว่าเนี้ย “
“ อยู่แถวซอย.อารีย์ เดี๋ยวเที่ยงมาที่ร้านนะ จะแนะนำให้รู้จัก นัดพี่เขาไว้แล้วเหมือนกัน“


..............................................................

ติดตามตอนต่อไปพุธหน้าครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post01 Aug 2013 06:40

3......





ท่ามกลางความวุ่นวายของร้านกาแฟช่วงเที่ยง เสียงกระดิ่งที่ติดไว้หน้าประตูดังขึ้น ทำให้กระแสความวุ่นวายดูจะชะงักไปชั่วครู่ และเมื่อเด็กหนุ่มผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าหยุดยืนหอบอยู่หน้าประตู สายตาของใครหลายคนก็เหลียวมองตามอย่างพิศวง

“ ไอ้แก้ว! “
ทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร บริพัฒน์ก็โบกมือให้อย่างลิงโลด ผิดกับพรายแก้วที่ยืนทำหน้ายู่ กระพือพัดตัวเองยกใหญ่
“..ร้อนเป็นบ้าเลย ! “
“ เออ อย่าเพิ่งบ่นอะไรตอนนี้เลย เอ็งมาก็ดีแล้ว..... เอ้า...ใส่ซะ“
พูดจบผ้ากันเปื้อนก็ลอยมาอยู่ในมือ จากนั้นถาด บรรจุ บราวนี่ กับกาแฟปั่นเย็นฉ่ำก็ตามมา
“อะไรนี่..ให้ใส่ทำไม แล้วนี่เตรียมไว้ให้กินเหรอ แหม.. ดีจังกำลังหิวเลย”
กำลังจะหยิบกาแฟเย็นขึ้นดูดคลายร้อน ก็โดนมือใหญ่ๆตีเผี๊ยะเข้าให้ จนต้องหดมือกลับ
“ของเอ็งที่ไหน นี่มันของลูกค้า ใส่ผ้ากันเปื้อนเร็วๆ แล้วเอานี่ไปเสิร์ฟโต๊ะเจ็ด “
ใช้กันดื้อๆแบบไม่ให้ปฏิเสธ คนมาใหม่จึงยังงงทำอะไรไม่ถูก จนฝ่ายเจ้าของร้านต้องด่าซ้ำ
“ อ้าว! ยืนเซ่ออีก เร็วเข้าลูกค้ารออยู่ “
ด่าแล้วก็หันไปยุ่งกับเครื่องชงกาแฟ พรายแก้วยืนแยกเขี้ยวใส่ ก่อนจะยอมสวมผ้ากันเปื้อนและยกของไปเสิร์ฟให้แต่โดยดี...

จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ความวุ่นวายจึงค่อยซาลง และจนเมื่อลูกค้าคนสุดท้ายก้าวพ้นประตู พรายแก้วที่เพิ่งยกถาดถ้วยกาแฟไปเก็บหลังร้านก็เดินลากขามาแผ่หลาอยู่บนโซฟา
“แผ่เลยเหรอวะ“
บริพัฒน์เอ่ยถามในขณะที่เช็ดโต๊ะที่ยังทิ้งคราบกาแฟ คนถูกถามดีดตัวขึ้นค้อนควักพร้อมกับบ่นอุบ
“เออสิ ถามได้ มาร้อนๆ น้ำท่าก็ไม่ให้กิน แล้วแถมยังมาใช้งานกันอีก”
“ก็ แหม เผอิญขาดคนนี่หว่า แล้วเอ็งก็มาถูกจังหวะพอดี๊พอดี“
เจ้าของร้านลากเสียงยาวอย่างน่าหมั่นไส้ ก่อนจะเดินกลับไปยังเคาน์เตอร์ และกลับมาพร้อมกล่องโฟม
“ บ่นมากนัก... เอ้านี่...สปาร์เก็ตตี้กระเพราะกุ้ง กินซะ ยังไม่ได้กินไรมาใช่มะล่ะ “

น้ำย่อยในกระเพาะเดือดพล่านจนแทบจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้วตั้งก้าวมาในร้าน เมื่อมีอาหารมาล่ออยู่ตรงหน้า พรายแก้วจึงรีบคว้าหมับ และจัดการเปิดกล่องม้วนเส้นสปาเก็ตตี้เข้าปากอย่างไม่รีรอ จนคนเอามาให้ต้องเอ็ดเสียงดัง
“ช้าๆ เดี๋ยวติดคอตาย “
“ก็มันหิวนี่หว่า แล้วยิ่งให้เดินไปเดินมาก็ยิ่งหิวใหญ่”
“อ๊ะ ๆ ยังบ่นไม่เลิก...งั้นบอกมาเลยอยากกินอะไรเพิ่ม เดี๋ยวเลี้ยงเต็มที่ ”
“เอานมอัญชันไม่หวานมากนะใส่น้ำแข็งน้อยๆ แล้วก็เอาบลูเบอรี่ชีสเค้ก ขอสองชิ้น แล้วก็เอาวุ้นลิ้นจี่มาล้างปากด้วย”
“โอ้โห ไอ้แก้ว นี่กะจะกินให้ล่มจมกันไปข้างเลยเหรอนี่”
“อ้าว ก็ไหนบอกเลี้ยงเต็มที่ไง สั่งแค่นี่ได้แค่ครึ่งกระเพาะเองนะ “
“จ๊ะพ่อ จะกินเท่าไหร่ก็ได้ไม่ว่า แต่ถ้าไม่หมดข้าจะเอายีหัวเอ็ง”
“เอ็งไม่มีทางได้ยีหัวข้าหรอก รุ่นนี้แล้ว” พรายแก้วยักคิ้วให้สองแผล็บ ก่อนหันมองซ้ายขวา
“ แล้วไหนล่ะคนที่นัดไว้”
“มาแล้ว แล้วก็ไปแล้วด้วย”
“อ้าว...”
“ไม่ต้องอ้าวเอิ๊วล่ะ ก็เอ็งมาช้า ดูดิ..เลยไม่ได้แนะนำให้รู้จักกันเลย”
“แล้วแบบนี้จะยังไงล่ะ ตอนเย็นต้องนัดเจอกับพี่เขาอีกหรือเปล่า”
“ไม่ต้องหรอก พี่เขาฝากกุญแจไว้แล้ว เอ็งกินไปก่อนนะ เดี๋ยวไปหยิบมาให้”

ร่างสูงโปร่งของเพื่อนเดินหายลับเข้าหลังร้าน พรายแก้วมองตามก่อนจะเลื่อนสายตามองไปรอบๆร้าน บนผนังสีขาวด้านหนึ่งมีการตกแต่งเพิ่มเติมให้แปลกตาออกไปจากเมื่อหลายเดือนก่อน ด้วยภาพวาดหลายต่อหลายภาพประดับเรียงรายไว้ มองแล้วทำให้รู้สึกเหมือนเข้าในร้านขายงานศิลปะ แทนที่จะเป็นร้านกาแฟ
ภาพสวยงามที่ประดับไว้ล้วนแล้วแต่เป็นศิลปะแนวแอ็บแตรค อย่างที่เจ้าของร้านชอบ ภาพ แต่ละภาพ สวย ลึกล้ำและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังในทุกฝีแปรงที่สะบัดลงมา แสดงถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าของศิลปิน
สายตาพลันสะดุดเข้ากับภาพวาดดอกบัวแดงสะบัดพลิ้วเล่นลม ....ความคุ้นตาในทุกฝีแปรง ทุกสี ที่สะบัดลงบนผืนผ้าใบ ทำให้คอตืบตันจนกลืนอะไรไม่ลง

หัวใจที่เหือดแห้งเหมือนจะชุ่มชื่นจากหยาดน้ำประพรมลงมา หากแต่เพียงชั่วขณะก็รู้สึกแสบร้อนเมื่อรู้ว่าน้ำนั้นเป็นน้ำกรดที่ยิ่งกัดก่อนหัวใจให้เจ็บปวดยามที่ได้สัมผัส .....
.อดีตที่เคยหวัง หวนกลับมาให้เห็นอีกครั้ง..แต่...ก็เป็นเหมือนควัน.....ที่เมื่อสัมผัสทุกครั้ง ก็ทำให้เสียน้ำตา...
เด็กหนุ่มนิ่งงัน มองสิ่งที่เป็นร่องรอยอดีตของตน ก่อนจะกลบเกลือนความรู้สึกไว้ในใจตามเดิมเมื่อบริพัฒน์เดินกลับมา
“ชอบล่ะสิเอ็ง มองใหญ่เลย”
“อืม ร้านเอ็งรูปสวยๆเยอะดีนะ ทั้งหมดนี่ท่าจะหลายตังค์ “
“ ไม่เลย พวกนี้ของสะสมของพ่อทั้งแหละ “
“ ว่าแต่รูปนั้นน่ะ เอามาติดทำไม ไม่เห็นสวยเลย “ พรายแก้วชี้ไปยังภาพดอกบัว
“ ใครว่าไม่สวย รูปนี้น่ะ พ่อชมเปราะเลยนะ ว่าสะบัดฝีแปรงได้มีชีวิต เหมือนกับดอกบัวมันกำลังสะบัดเล่นลมอยู่จริงๆ นี่ยังบอกเลยว่าน่าเสียดาย ฝีมือขนาดนี้ถ้าได้ต่อจิตรกรรมคงจะไปไกล “
บริพัฒน์พูดพร้อมกับหันมาจ้องหน้าพรายแก้วที่ก้มหน้าก้มตากินอาหารกล่องไปอย่างเงียบๆ
“ ถามจริงๆเหอะ เพราะอะไรเอ็งถึงไม่เรียนต่อจิตรกรรมอย่างเอ็งฝันไว้วะ ”
“ถามช้าไปมั้ย ?“ พรายแก้วเงยหน้ามองเพื่อนก่อนจะยิ้มล้อเลียน “เอ็งจะอยากรู้ไปทำไมตอนข้าเรียนจบแล้ววะ“
“ก็เอ็งอยู่ให้ข้าถามหรือไง ตอนยังเรียนไม่จบน่ะ “
“เตรียมจะขุดเรื่องเก่ามาด่าข้าอีกแล้วหรือนี่”
“ก็มันจริงนี่ อยู่หรือเปล่าล่ะ?“
“เออออ ไม่อยู่ แต่เรื่องนี้มันไม่มีอะไรสำคัญอะไรนักหนาหรอก ....ข้าก็แค่ไม่อยากเรียนขึ้นมาเฉยๆ “
“ แล้วความสามารถของเอ็งล่ะ จะปล่อยให้มันตายไปกับตัวรึไง “
“ก็..........คงงั้นมั้ง “
ผู้เป็นเพื่อนยักไหล่ทำท่าไม่แคร์ หากสิ่งที่แอบสังเกตุได้คือดวงตากลมใสที่หม่นแสงลงจนเกือบจะเป็นเศร้า แต่แล้วเพียงชั่วแวบเดียวก็จางหายไปเมื่ออีกฝ่ายแย้มรอยยิ้มขึ้นอย่างยียวน อาการนั้นทำให้บริพัฒน์ถอนใจก่อนจะวางของที่ถือติดมือไว้ตรงหน้า

“ เอ้านี่กุญแจ ส่วนนี่ก็แผนที่ ให้พี่เขาเขียนไว้ละเอียด เอ็งคงไม่หลงนะ “
ผู้เป็นเพื่อนพยักหน้าหงึกอย่างเด็กๆว่าง่าย แล้วจึงเอื้อมมือมาหยิบกุญแจและแผนที่ไปไล่เลียง ก่อนเงยหน้าขึ้นถาม
“เออ ... ว่าแต่คุณเจ้าของห้องเค้าชื่ออะไรนะ “
“ ชื่อ สิทันดร์ อรุณรังษี “
“นามสกุลคุ้นๆแฮะ ว่าแต่หน้าตาท่าทางเป็นไงวะ ใจดีหรือเปล่า “
“ก็ดูใจดีนะ เสียดายเอ็งมาช้า คลาดกันนิดเดียวเอง นี่ถ้ามาเร็วกว่านี้อีกนิด คงได้รู้จักกันแล้ว“
“ก็แหม ขาข้ามันไม่ได้ยาวนี่ จะได้เร็ว แล้วนี้จะรู้มั้ยว่าเขาหน้าตาเป็นไง มีรูปให้ดูรึเปล่า”
“ถามเหมือนรู้แฮะ มีดิ พอดีเมื่อกี้ตอนมารอคนยังไม่เยอะ เห็นเขามานั่งเหม่อ ดูอาร์ตดี เลยแอบถ่ายรูปเก็บไว้ รอแป๊บนะเดี๋ยวเอามาให้ดู
พัฒน์ลุกขึ้นจะเข้าหลังร้าน แต่ต้องชะงักเพราะพรายแก้วร้องเสียงหลง
“ตายห่.... เที่ยงห้าสิบ.....จะเข้างานแล้ว .... ไอ้พัฒน์ข้าไปก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกัน “
เสียงกระดิ่งประตูดังขึ้นพร้อมกับร่างบางๆวิ่งฉิวออกไป บริพัฒน์ได้แต่ตะโกนไล่หลัง
“อ้าว เฮ้ย ยังไม่ได้ดูรูปเลยน๊า “

ไม่มีเสียงตะโกนกลับนอกจากอาการโบกมือลาหยอยๆ …บริพัฒน์จึงได้แต่อมยิ้มพร้อมไปกับส่ายหน้าให้กับนิสัยดั่งเดิมของเพื่อน....

.................................




แดดอ่อนแรงลงจนเหลือเพียงแสงสีเหลืองแกมส้ม ... รถไฟฟ้าขบวนยาวที่เพิ่งเข้าสถานีมาเมื่อชั่วครู่เคลื่อนตัวออกจากชานชาลาไปอย่างรวดเร็วจนเกิดแรงลม ดึงเส้นผมซอยสั้นที่ถูกเสยไว้ลวกๆให้ปลิวกระจายตาม จนเด็กหนุ่มที่เพิ่งก้าวลงมาหยุดยืนที่ชานชาลาต้องสะบัดหน้าไปอีกทางเพื่อไม่ให้ผมทิ่มเข้ามาในตา

หลังจากเบียดอยู่กับผู้คนที่โดยสารมาด้วยกันในรถไฟฟ้าได้พักใหญ่ ที่สุดก็มาถึงยังสถานีที่หมายพร้อมด้วยเป้ใบใหญ่บนหลัง ที่เหมือนจะหนักขึ้นหลังจากที่ต้องยืนแบกมาตลอดทาง ด้วยไม่มีที่ว่างพอให้วาง
ผู้คนที่โดยสารรถไฟฟ้ามาเที่ยวเดียวกัน ยังคงแย่งกันลงบันไดเพื่อรีบกลับบ้านจนทางลงสถานีแน่นขนัด...เด็กหนุ่มยืนมองดูความโกลาหลที่เป็นไปอย่างเงียบๆ ก่อนล้วงแผนที่จากในกระเป๋าเสื้อออกมาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง

ใกล้ถึงจุดหมายอีกที่แล้วสินะ....

หากคิดแล้วก็ต้องถอนใจ....เมื่อตระหนักได้ถึงสิ่งที่ลืมนึกถึงไป...

.....จริงๆแล้วในแง่ของความปลอดภัย เขาไม่รู้อะไรสักอย่างเลยเกี่ยวกับที่ที่ต้องอาศัยนอนในคืนนี้ ไม่รู้ว่าอยู่แถวไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของห้องหน้าตาเป็นยังไง

อาจเป็นเพราะกำลังเคว้ง จึงตกลงไปอย่างง่ายดายโดยไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน เพราะในตอนนั้น...สิ่งที่คิดมีเพียง...ขอแค่ไม่ต้องกลับบ้าน เรื่องที่ว่าจะอยู่อย่างไร จะเป็นอย่างไร.... ช่างมันเถิด อย่างไรก็คงไม่มีใครสนใจหรอก...

เพียงเท่านั้นความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนักอึ้งทับลงที่อกก็เกิดขึ้น เด็กหนุ่มพยายามสูดลมหายใจลึกๆเพื่อเรียกกำลังใจให้กับตนเอง ก่อนพับแผนที่เสียบเข้ากระเป๋าเสื้อ และก้าวลงบันไดเดินไปยังเส้นทางตามแผนที่อย่างเงียบๆ...


บ้านเรือนน้อยใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางความร่มรื่นของแมกไม้เริ่มเรียงรายให้เห็นอยู่เป็นระยะเมื่อเดินเข้าซอยมาได้ซักพัก สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ที่แข่งขันความเขียวสดของพุ่มใบ ตัดกับรั้วคอนกรีตหลากหลายรูปแบบ และซอยแตกย่อยที่ไม่รู้ว่ายาวไปถึงไหน

ที่นี่... ความจริงแล้ว ดูๆไปก็เหมือนกับที่เป็นหมู่บ้านที่อยู่ตามชานเมืองมากกว่า เพราะความที่มองไปทางไหนก็เจอแต่ความเงียบสงบ ต้นไม้เขียวชอุ่มสบายสายตา บ้านแต่ละหลังก็มีอาณาเขตกว้างขวาง แสดงให้เห็นว่าผู้อาศัยต้องมีฐานะดีมากพอที่จะไม่สนใจมูลค่าของที่ดินแถบนี้ที่พุงสูงขึ้นราวกับทอง

หลังจากเดินตามแผนที่ได้ชั่วระยะหนึ่ง ที่สุดพรายแก้วก็มาหยุดยืนอยู่หน้าซอยๆหนึ่งที่แตกย่อยออกมาจากถนนหลัก....

ป้ายไม้สีขาวยืนสงบนิ่งอยู่หน้าปากทางเข้า ใกล้กันคือ รั้วไม่ระแนงสีเดียวกับป้าย ที่ภายในมีต้นปีบอันแผ่กิ่งก้านและร่มเงาแลเลยออกมานอกรั้ว จนในยามที่ลมพัดผ่านดอกสีขาวก้านยาวจึงร่วงพราวเลยลงบนพื้นถนน...

ที่นี่งั้นหรือ...

..เด็กหนุ่มหยุดยืนมองป้ายพร้อมกับกางแผนที่ออกดูเพื่อให้แน่ใจ .....ชื่อซอยตรงกับแผนที่.... ซอยนี้เป็นซอยเล็กๆที่สามารถมองเห็นก้นซอยที่กั้นด้วยรั้วปูนไว้ได้ เท่าที่มองจากแนวรั้วที่อยู่ด้านซ้ายมือดูเหมือนจะมีบ้านอยู่หลังเดียวในซอย
แต่ในแผนที่ยืนยันมาอย่างนั้น แถมยังไม่ใช่บ้านหลังงามที่อยู่ต้นซอยนี้ด้วย ดังนั้นพรายแก้วจึงลองเดินเลาะริมรั้วไปเรื่อยๆ จนเมื่อสุดแนวรั้วเกือบสุดซอย จึงพบกับบางสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มเงาต้นชมพูพันธุ์ทิพย์...

ภายในลูกกรงเหล็กสนิมกรัง อาคารปูนหลังเล็กๆหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงแดดยามเย็น สีขาวมัวในแสงที่ส่องสะท้อน ให้ความรู้สึกเหมือนตึกนี้เป็นกล่องกระดาษเก่าๆเหลืองกรอบ
อาคารหลังนี้ดูเผินๆเหมือนกับจะเป็นส่วนหนึ่งของตึกขนาดชั้นครึ่งที่มีต้นไม้ล้อมรอบอย่างหนาแน่นอยู่ภายในรั้วปูนที่กั้นก้นซอย เนื่องจากมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แต่เมื่อสังเกตดีๆจึงจะพบว่าตึกหลังนี้ถูกแยกให้อยู่โดดเดี่ยวออกมาด้วยกำแพงปูนอันเดียวกับที่กั้นท้ายซอยไว้
และที่ทำให้อาคารหลังนี้ดูแปลกแยกออกมาอย่างชัดเจนก็คงจะเป็นความสูงที่มีมากกว่าอีกเกือบหนึ่งชั้น แถมดูเหมือนกับยังก่อสร้างไม่เสร็จ

เลขที่บนป้ายเหล็กที่โทรมไม่แพ้รั้วบอกชัดว่าใช่บ้านหลังที่หา พรายแก้วจึงคว้ากระเป๋าขึ้นมาค้นและหยิบกุญแจไขเปิดบานประตูเหล็กเลื่อนออก...
ภายในเมื่อก้าวเข้ามาเป็นพื้นที่โล่งที่เพียงลาดปูนไว้หยาบๆ ผนังทุกด้านที่ควรจะเป็นผนังปูนถูกแทนที่ด้วยลูกกรงเหล็กที่สูงจรดเพดานเพื่อบังสายตา
ตัวตึกสร้างเต็มพื้นที่มีอยู่น้อยนิดๆ ไม่เหลือพื้นที่ด้านหน้าและด้านข้างไว้ปลูกต้นไม้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีต้นหญ้าแห้งๆงอกขึ้นอยู่ตามรอยแตกของพื้นปูน
เลยไปด้านในสุดเป็นบันไดปูนซึ่งเวียนขึ้นไปชั้นบน เมื่อขึ้นไปจึงพบว่าเป็นพื้นที่ว่างเล็กๆที่สร้างต่างระดับ และสิ่งที่มองเห็นได้ในทันทีคือประตูสีไม้เข้มบนผนังสีขาวมอมัว

ความมืดพุ่งมาปะทะใบหน้าเมื่อเปิดประตู ความเงียบและกลิ่นอับของห้องที่อากาศไม่ถ่ายเททำให้รู้สึกหวั่นๆอย่างบอกไม่ถูก จนต้องยืนทำใจอยู่นานกว่าที่จะกล้าก้าวเข้าไปและใช้เวลาอีกเกือบนาทีกว่าจะควานหาสวิตซ์ไฟเจอ

เมื่อไฟสว่าง ความมืดมัวภายในห้องก็หายไป....และสิ่งที่เปิดเผยตัวขึ้นสู่สายตาคือสภาพที่เหมือนกับภายนอกไม่ผิดเพี้ยน
นั่นคือห้องที่ดูเหมือนยังสร้างไม่เสร็จ ด้วยเพราะผนังทุกด้านเป็นปูนเปลือยขัดมัน ไม่ทาสี เช่นเดียวกับพื้น

เบื้องหน้าอันเป็นพื้นที่ว่าง เดาได้ว่าน่าจะเป็นส่วนสำหรับนั่งเล่น เพราะมีพรมสีเทาผืนใหญ่ปูไว้กลางห้อง บนพรมมีกองหมอนหนุนสีดำและเทาหลายเฉดวางกระจัดกระจาย ด้านซ้ายเมื่อมองผ่านกำแพงปูนที่เจาะช่องเป็นแนวตั้งยาวๆหลายช่องคือพื้นที่ส่วนที่เป็นครัวและทางเข้าห้องน้ำที่ถูกซ่อนไว้อย่างแยบยล โดยมีแผงไม้ระแนงสีเข้มสูงจรดเพดานเป็นตัวกำหนดพื้นที่ของครัวกับห้องนั่งเล่นให้ชัดเจนขึ้น

ส่วนด้านตรงข้ามที่มีผนังปูนขวางไว้และเจาะช่องยาวๆเช่นกัน มีทางเว้นไว้ด้านซ้ายสุด คาดว่าน่าจะเป็นทางเข้าส่วนห้องนอน ซึ่งก็เป็นไปตามที่คิด เพราะเมื่อก้าวเข้าไป...เตียงนอนขนาดไม่ใหญ่ที่ตั้งชิดอยู่หลังกำแพงปูนคือสิ่งยืนยัน ข้างเตียงอีกด้านมีตั่งไม้สีดำสนิทที่วางโคมไฟไว้ด้านบนตั้งอยู่ ผนังด้านปลายเตียงที่อยู่ติดกับทางเข้าฝังตู้เสื้อผ้าที่บานประตูเป็นไม้ระแนงกรุกระจกขาวขุ่น ส่วนอีกด้านที่มีผ้าม่านสีทึมปิดบังไว้ น่าจะเป็นหน้าต่าง

ไวเท่าความคิด เด็กหนุ่มก้าวไปแหวกม่านออก สิ่งที่พบคือประตูบานเลื่อนกระจกใสยาวจรดเพดาน ที่กั้นระหว่างห้องกับระเบียงปูนขนาดกว้างประมาณสามเมตรซึ่งล้อมด้วยลูกรงเหล็กสูงระดับเอว

เมื่อเปิดประตูบานเลื่อนออก อากาศภายในจึงเริ่มหมุนเวียน ความอึดอัดจึงค่อยๆจางหายไป

แต่...ให้ยังไงรู้สึกแปลกอยู่นั่นเอง
อาจเป็นเพราะ ห้องๆนี้ ... ดิบ ขรึม และแห้งแล้งเหลือเกินในความรู้สึก ถึงได้รู้สึกเช่นนี้

....ความจริงหากตกแต่งอะไรบ้าง หรือเพิ่มสีสันเข้ามา ก็อาจทำให้ห้องดูดีขึ้น แต่...เจ้าของห้องคงชอบอะไรเรียบๆ ถึงได้ไม่มีอะไรเลยสักอย่างในห้อง ..ไม่มีแม้แต่รูปของตัวเอง

แล้วที่สำคัญคงจะไม่ค่อยใสใจกับความเป็นอยู่มากนัก....เพราะห้องนี้เหมือนกับไม่มีใครอยู่มาหลายวัน ดูได้จากเสื้อผ้าที่ใช้แล้วยังกองเต็มตะกร้า และฝุ่นบางๆจับเต็มพื้นห้อง
สภาพเหล่านี้ทำให้พรายแก้วต้องถอนใจยาว ก่อนจะปลดเป้ลงจากหลังแล้วลงมืดจัดการเก็บกวาดในสิ่งที่พอจะทำได้...

.........................




..พระอาทิตย์ดวงโตเคลื่อนต่ำลงจวนเจียนจะลับขอบฟ้าเมื่อก้าวออกมาจากห้องน้ำ แสงสว่างอันเคยเจิดจ้าในยามบ่าย ค่อยๆอ่อนลงจนจวนเจียนจะดับ และทำให้ห้องๆนี้มืดมัวตามลงไป
ส่วนที่ยังพอมีแสงสว่างก็มีอยู่เพียงส่วนห้องนอนที่ติดกับระเบียงเท่านั้น และยังไม่มืดพอจะเปิดไฟ พรายแก้วจึงเดินเข้าไปนั่งแปะลงที่ขอบประตูระเบียง

หลังจากจัดการทำความสะอาดห้องขนานใหญ่แล้ว ห้องทั้งห้องก็สะอาดเอี่ยมขึ้นทันตา แต่ตัวคนทำก็กลับขะมุกขะมอมไปด้วยคราบฝุ่น ยิ่งเมื่อผสมรวมกับเหงื่อด้วยแล้ว ก็ทำให้คันยุบยิบไปทั้งตัวจนต้องรีบไปอาบน้ำ

ลมร้อนละอุพัดผะแผ่วประทะใบหน้า ทำให้ผมที่เพิ่งหมาดจากการสระ แห้งและปลิวกระจาย ความร้อนจากละไอที่ถูกพัดเข้ามาทำให้เหงื่อเริ่มผุดขึ้นตามไรผม หากแต่พรายแก้วก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่านั่งพิงขอบบานประตูระเบียงที่เปิดกว้างอยู่และมองออกไปยังท้องฟ้าสีสวยอย่างเงียบๆ

ทุกสิ่งเริ่มเข้าสู่ความมืดมัวของรัติกาลเมื่อถึงเวลาเย็นย่ำ ลำแสงสุดท้ายที่ยังพยายามให้ความสว่างแก่พื้นโลกอย่างเต็มที่ แต่งแต้มท้องฟ้าที่เริ่มกลายเป็นสีเทาน้ำเงินให้เจือไปด้วยสีแดง ส้ม ชมพูและม่วง แซมสลับกันจนเกิดเป็นภาพอันน่าดู และเป็นดั่งถ้อยคำอำลาของพระอาทิตย์ที่มีต่อผืนแผ่นดิน



เจ้านกแก้วป่าเอย หลงเริงร่อนถลา จรมาในดงไกล

ลมหนาวพัดผ่าน ตะวันอ่อนแสง เจ้าก็อ่อนแรงทันตา

ปีกเจ้ายังอ่อน ขนเจ้ายังบาง จะทานน้ำค้างฤาไหว

*เอ๋ย....เจ้าดอกพุดซ้อน เจ้านกแก้วปีกอ่อน ค่ำนี้จะนอนไหนเอย เอ๋ยเล่าเจ้าแก้วเอย*


เพลงกล่อมเด็กที่ผุดพรายขึ้นในความคิดทำให้พรายแก้วชะงักงัน ก่อนจะถอนใจยาว

คิดถึงยาย...จัง

ความอ่อนแอเริ่มแทรกซึมเข้ามาเหมือนเคย พรายแก้วข่มกดความรู้สึกต่างๆที่ประดังเข้ามาลงสู่ที่เดิม
ก่อนพยายามปลุกปลอบใจตนเอง

...อย่าอ่อนแอ....อยู่คนเดียวแล้ว.....ต้องเข็มแข็งเข้าไว้


พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมตึกไปแล้ว เหลือเพียงสีแดงจางๆจับที่ตีนฟ้า..... ความงดงามของแสงสุดท้ายที่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อย นำพาให้ก้าวออกไปยังระเบียงห้อง

การจากลาของดวงอาทิตย์ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราว แต่กลับทำให้ท้องฟ้าที่เคยสดใสหม่นหมองลงทันตา
และเมื่อท้องฟ้าหม่นหมอง ก็พาให้บรรยากาศในโลกนี้เงียบงัน จนใจที่เคยปลุกเร้าให้ฮึดสู้ กลับเปลี่ยนเป็นวูบไหวลง
เด็กหนุ่มทอดสายตามองไกลแสนไกล ก่อนจะถอนใจ

ตอนนี้ก็ได้ออกมาอยู่โลกภายนอกแล้ว ได้อยู่คนเดียวอย่างที่ต้องการ.. แต่ทำไมถึงไม่ได้รู้สึกดีอย่างที่คิดเลย

ท่ามกลางเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยตึกสูง มองออกไปทางไหนก็มีแต่สิ่งน่าอึดอัด เสียงรถวิ่งกันขวักไขว่ดังแว่วมาจนถึงที่นี่แม้จะอยู่ห่างจากถนนใหญ่อยู่พอสมควร
ผิดกับบรรยากาศยามเย็นที่บ้าน....บ้านริมน้ำที่สุขสงบ ลำคลองใสที่ไหลรินเอื่อยๆ ดงดอกโสนสีเหลืองทองบานสะพรั่ง ....
ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงติดตรึงอยู่ในใจ...... ทุกอย่างที่เป็นอดีตไปแล้วเมื่อได้ก้าวออกมา....

ป่านนี้ที่บ้านจะเป็นอย่างไรบ้างนะ...... จะมีใครคิดถึงเราบ้างไหม......จะมีใคร......เป็นห่วงเราบ้าง...

ความชื้นของอารมณ์เข้าเกาะขนตา เด็กหนุ่มทรุดลงนั่งกอดเข่า เหม่อมองไปยังท้องฟ้าสีมัว

คงไม่มีหรอก .......ไม่มี.....


..............................


ราวกับผ่านไปชั่วกัลป์เมื่อรู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งจากความมืด ภาพพระจันทร์เสี้ยวสีซีดถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆสีเทาค่อยๆชัดเจนขึ้นในสายตา ความไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศรอบตัวทำให้ต้องมองไปรอบๆด้วยความงุนงง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน

หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ........

คราบน้ำตายังกรังอยู่เต็มสองแก้ม พรายแก้วถอนใจลูบหน้า

นี่เรา...มัวคร่ำครวญถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้วทำไมกัน ทั้งที่มันกลับไปไม่ได้แล้ว...


เด็กหนุ่มพยายามสะบัดหัวให้หายจากอาการงัวเงีย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเมื่อรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ตกลงสัมผัสผิวกายอย่างแผ่วเบา

ละอองน้ำเล็กๆกำลังพร่างพรมลงมา ฝอยมากมายที่ไม่อาจมองเห็นได้ แตะแต้มลงบนผิวจนรู้สึกถึงความเย็นชื้น จากนั้นจึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นหยดน้ำที่ใหญ่ขึ้นจนต้องรีบลุกก้าวเข้าห้อง

เสียงเปาะแปะดังตามหลังเมื่อปิดประตูกระจก เพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นซัดซ่าดังระงม เม็ดฝนภายนอกปลิวว่อนไปตามแรงลมเกรี้ยวกราด เมฆดำเข้าครอบคลุมจนมองไม่เห็นอะไรบนท้องฟ้า แสงสว่างวูบวาบเข้าแทนที่แสงจันทร์ซีดๆ ก่อนสายแสงจะวิ่งลงสู่เบื้องล่าง

เสียงคำรามดังกึกก้องสะท้านไปทั่วฟ้า ดังจนรู้สึกได้ว่าพื้นดินก็สะเทือนไปด้วย

...ดูท่าจะตกหนัก ก็ฟ้าครึ้มมาหลายวันแล้วนี่นะ

....เด็กหนุ่มสูดหายใจให้หายงัวเงียอีกครั้งก่อนจะพยายามเคลื่อนตัวไปยังโต๊ะหัวเตียง ควานมือหาและกดสวิตซ์เปิดไฟ

มืด.... ....ไฟดับ ....

เขาถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะคลำทางไปนั่งลงที่เตียงนอนหนานุ่ม

ไม่รู้กี่โมงแล้ว.... มืดๆแบบนี้มองอะไรไม่เห็น จะเดินไปไหนก็ไม่ได้ ห้องที่ไม่คุ้นเคยแบบนี้ ไม่รู้ว่าเทียนหรือไฟฉายเก็บไว้ไหน

อากาศเย็นลงจนเริ่มรู้สึกหนาว เรียกความง่วงงุนให้กลับมา พรายแก้วสลัดความคิดทุกอย่างออกจากหัว และถือวิสาสะซุกตัวลงบนเตียงอย่างจำใจ

ป่านนี้คุณเจ้าของห้องคงไม่กลับมาแล้ว

ผ้านวมหนานุ่มที่คลุมร่างอุ่นสบาย เด็กหนุ่มหลับตา ขดตัวกลมอยู่ในผ้าห่มเหมือนลูกแมวเกียจคร้าน และใช้เวลาเพียงไม่นานที่จะปล่อยจิตให้ล่องลอยไปสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง....

............................


เวลาค่อยๆเลื่อนไหลไป เช่นเดียวเมฆดำที่ค่อยๆเคลื่อนลอยออกอย่างช้าๆ ท้องฟ้ายังคงคร่ำครวญแม้ฝนจะซาเม็ดลง แสงวูบวาบที่เกิดขึ้นเป็นระยะก็เหมือนจะเกิดขึ้นห่างไกลออกไป..

ถึงแม้ฝนจะทำให้อากาศโดยรอบจะเย็นเยียบลง หากแต่ความอุ่นสบายก็ยังคงล้อมรอบตัวอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง มีเพียงความรู้สึกอึดอัดที่ปะปนเข้ามาเท่านั้นที่ทำให้พรายแก้วรู้สึกตัวขึ้นจากภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่นและลืมตาขึ้น

ภาพที่ปรากฎยังพร่าเลือนเพราะฟ้าไม่สว่าง สิ่งที่มองเห็นเป็นเพียงห้องมืดๆกับแสงฟ้าแลบวูบวาบ

อากาศหนาวเย็นเชิญชวนให้นอนต่อ เด็กหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง แต่ก็ต้องสะกิดใจเมื่อรู้สึกมีบางอย่างผิดปกติไป

....รู้สึกเหมือนกับร่างกายอิงอะไรอุ่นๆ แถมมีอะไรบางอย่างรัดตัวไว้จนขยับไม่ได้...

มือถูกส่งไปหาคำตอบหลังจากที่สมองเกิดคำถาม เมื่อแตะโดนก็ต้องชะงัก เพราะสัมผัสนั้นเย็นชืดและให้ความรู้สึกเหมือนกับ.....


...ท่อนแขนคน....

อาการงัวเงียหายวับเป็นปลิดทิ้ง แถมขนคอลุกชันขึ้นทันควัน ในหัวกระซิบคำๆหนึ่งที่ไม่อยากได้ยิน




ผี!


เท่านั้นร่างกายก็ดีดผึ่งออกจากเตียงไปอย่างรวดเร็ว แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็ปะทะกับบานกระจกโครมใหญ่

พรายแก้วล้มคว่ำลงไม่เป็นท่า เป็นจังหวะเดียวกับที่เงาดำบนเตียงผงกหัวขึ้น

แสงสว่างบนท้องฟ้าวาบขึ้นอีกครั้งก่อนจะส่งเสียงครืนครัน ใบหน้าของเงาดำปรากฏชัดเจนในแสงสว่างเพียงชั่วเสี้ยวนาที แล้วกลับซ่อนตัวในเงามืดดังเดิม หากแต่นั่นทำให้ต้องตะลึงงัน


นี่มัน!....







...............ผู้ชายคนเมื่อเช้า !!!!!!..........




...........................................................



พบกันใหม่พุธหน้าครับ

(ปล.พุธนี้เหนื่อยมากเผลอหลับไปก่อน เลยเอามาลงให้ก่อนไปทำงานแทนแล้วกันนะครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post07 Aug 2013 22:22

4.........



เมฆดำอันครอบคลุมอยู่ทั่วฝืนฟ้าค่อยๆเคลื่อนลอยออกไปอย่างอ้อยอิ่ง แสงวูบวาบอันเกิดขึ้นไกลๆเป็นระยะในกลุ่มเมฆบอกให้รู้ว่าพายุฝนลดอาการเกรี้ยวกราดลงแล้ว เหลือเพียงฝอยฝนเล็กๆพร่างพรมลงมาเกาะกระจกใสที่ก่อนหน้านี้เคยเปียกโชกไปด้วยฝนเม็ดโตที่ซัดกระหน่ำเข้ามา
ท้องฟ้าภายนอกยังคงมืดสนิท และทำให้ห้องนี้ยิ่งดูมัวๆ หากข้างบานกระจกเลื่อนอันกั้นห้องกับระเบียงมีร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ้ตขาวยับยู่กับกางเกงขายาวดำยืนนิ่ง ทอดสายตามองออกไปยังท้องฟ้าภายนอกไกลแสนไกล
ผิวขาวจัดจนแทบจะเรียกว่าซีด ยิ่งดูเผือดลงไปอีกในแสงไฟ ดวงตาลึกโรยไม่สดใสแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ใบหน้าซูบเซียวที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า รกไปด้วยหนวดเคราที่ยาวจนเกือบไม่เห็นริมฝีปาก
ถึงจะมองเห็นกันชัดๆแบบนี้ก็ไม่ยังอยากจะเชื่อสายตาอยู่ดี.... ผู้ชายคนเมื่อเช้า...คนที่ท่าทางแปลกๆไม่น่าไว้ใจคนนั้น... คนที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เจอกันอีก .แต่ตอนนี้เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้า แล้วแถมยังเป็นเจ้าของห้องที่ต้องมาอาศัยอยู่อีกด้วย... .

บังเอิญอะไรแบบนี้.....


“หัวเป็นยังไงบ้าง”

คำถามแผ่วเบาดังขึ้นหลังจากที่ความเงียบครอบคลุมอยู่ยาวนาน ทำให้พรายแก้วยกมือขึ้นแตะรอยแดงบนหน้าผากอย่างลืมตัว หากแล้วก็ต้องนิ่วหน้าเพราะรอยนั้นเริ่มออกอาการบวมช้ำ
“คุณคงจะเจ็บ“
ดวงตาคมเหลือบมาทันเห็นอาการที่เผลอแสดงออกมา ใบหน้าขาวจัดจึงยิ่งขรึมลง
“แค่หัวโนนิดหน่อยครับ ไม่เป็นอะไรหรอก”
พรายแก้วรีบบอก ถึงแม้ความจริงจะรู้สึกปวดหนึบๆ หรือจะตกใจจนแทบช๊อคก็ตาม แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย จะยอมรับว่าเขานั่นแหละทำให้ตกใจกลัวจนเจ็บตัวก็ดูจะใจดำเกินไป
“ขอโทษด้วย....ที่ทำให้ต้องเจ็บตัว”
โกหกไปก็ไม่ได้ผล.... เพราะยังไง ใบหน้าขาวๆที่เพียบไปด้วยเคราก็ยังขรึม....เด็กหนุ่มจึงได้แต่แอบกรอกตาไปมาก่อนจะพยายามบอกให้คลายความกังวลใจ
“ไม่ต้องขอโทษหรอกครับ ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก ผมต่างหากที่ต้องขอโทษที่ขึ้นไปนอนบนเตียงโดยไม่ได้ขอก่อน ”

แน่นอน...เรื่องนี้หากจะโทษว่าเป็นความผิดของใครก็คงต้องโทษตัวเอง เพราะถือวิสาสะไปนอนบนเตียงทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต แถมยังโวยวายทำเรื่องวุ่นจนตื่นกันหมด

แต่..ก็นะ.....บรรยากาศก็ทึมๆ แล้วอยู่ๆก็มีคนมานอนข้างๆ ใครบ้างจะไม่กลัว

นี่ถ้าไม่ติดว่าไฟสว่าง แล้วแก้วสีน้ำตาลมัวที่มองมานั่นมีแวว.... ป่านนี้คงได้เผ่นราบไปยืนสวดมนต์อยู่หน้าปากซอยเรียบร้อยแล้ว...
เมื่อนึกถึงตอนที่บึ่งหนีผีสุดชีวิต ก็ทำให้อดขำตัวเองไม่ได้........น่าอายชะมัด ไปโวยวายว่าเขาเป็นผี แล้วยังวิ่งไปชนกระจกเองอีก....ดีนะที่กระจกไม่แตก....

แต่....จะว่าไปก็เหมือนผีจริงๆนี่.... ขาวๆซีดๆ แถมยังทือๆพิกล

คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองผู้ที่กำลังแอบนินทาในใจ.... แล้วก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายจับจ้องมา

ความรู้สึกเหมือนกับมองลงไปในบ่อน้ำที่ยากจะหยั่งถึงก้นบึ้งเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เหมือนกับแววประหลาดบางอย่างปรากฏขึ้น ก่อนจะเลือนหายเมื่อใบหน้าขาวจัดเบือนหนีไปอีกทาง
พรายแก้วนิ่งงันกับสิ่งที่เกิด เช่นเดียวกับเขาคนนั้นที่ทอดสายตาออกไปภายนอกไกลแสนไกล...

ความเงียบเข้าครอบคลุมจนรู้สึกอึดอัด จนที่สุดร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งก็ทนเฉยไม่ไหว จึงต้องพาตัวเองเดินออกไปจากส่วนห้องนอน

“อีกนานกว่าจะเช้า...คุณ...นอนต่อเถอะ”

ใบหน้าขาวจัดเหลียวกลับมาบอกเบาๆเมื่อเดินเลยไปจนเกือบถึงทางเข้าห้องนอน จากนั้นเดินเร็วๆเข้าไปในห้องน้ำเหมือนกับกำลังหนีอะไรบางอย่าง ทิ้งพรายแก้วที่ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้มองตามด้วยความไม่เข้าใจ

...............................

ท้องฟ้าที่มองผ่านหน้าต่างกระจกของรถไฟฟ้ายังคงเป็นสีกุหลาบเหมือนเช่นเดิมอย่างตอนที่ก้าวออกจากที่พัก พระอาทิตย์ดวงโตยังเคลื่อนไม่พ้นจากเส้นขอบฟ้าเต็มดวง แสงสว่างที่ทอทอดมาอ่อนบางจนแทบมองไม่เห็นเมื่อยามตกกระทบลงสู่พื้น
ช่างเป็นเช้าที่เชื่องช้าเหลือเกิน...บรรยากาศรอบตัวก็ยังงัวเงียอยู่ในเงาของรติกาลที่หลงค้างอยู่ ทั้งที่เวลาก็เลยหกโมงครึ่งไปแล้ว
เสียงประกาศเตือนว่าใกล้ถึงที่หมายทำให้เด็กหนุ่มละสายตาจากท้องฟ้าและลุกขึ้นเดินไปยืนรอหน้าประตู จากนั้นก็ก้าวลงไปยังชานชาลาเมื่อรถเข้าเทียบและประตูเปิด
มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเหลือเกินสำหรับคืนแรกของการนอนนอกบ้าน ความตื่นเต้นตกใจ ประหลาดใจ หรืออีกมากมายต่างๆนานาที่เข้ามาพร้อมกันในระยะเวลากระชั้นชิด ทำให้ประสาทการรับรู้ตื่นตัวจนตาแข็งค้างและไม่อาจหลับลงได้อีกเลย กระทั่งท้องฟ้าภายนอกสว่างคาตา
และด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ต้องออกมาทำงานแต่เช้าตรู่ ....ผิดกับคุณเจ้าของห้อง....ที่อาศัยพรมกลางห้องเป็นที่นอนเพราะสละเตียงให้... เขาคนนั้นหลับยาวไม่รู้สึกตัวเลยจนเช้า

ริ้วสีกุหลาบจากดวงอาทิตย์ที่แต่งแต้มอยู่บนท้องฟ้าเรียกสายตาให้ทอดมองขณะที่เดินลงจากสถานีรถไฟฟ้า จนเมื่อเดินมาถึงบริเวณสวนหย่อมหน้าตึกสำนักงานอันเป็นที่ที่มองเห็นท้องฟ้าได้ดีที่สุด เด็กหนุ่มจึงนั่งลงกับเก้าอี้และทอดสายตามองท้องฟ้าไปอย่างใจลอย
ท้องฟ้าหลังฝนในยามเช้านั้นงดงามนัก แต่สมองก็ไม่อาจเก็บความงดงามที่ประจักษ์อยู่ในสองตาได้ เพราะในหัวยังคงวุ่นวายไปด้วยภาพของเมื่อค่ำคืนกลับผุดขึ้นในสมอง

....ร่างสูงใหญ่ขาวจัดที่ตัดกับสีดำสนิทของฝืนฟ้าภายนอกผนังกระจก ใบหน้าซูบซีดที่เต็มไปด้วยเคราหนา ดวงตาสีสนิม...ที่สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นในใจ

ดวงตาคู่นั้น.......ทำไมเศร้าเหลือเกิน...





คำถามที่ถามตัวเองซ้ำไปมาหลายรอบทำให้เด็กหนุ่มเริ่มจะรำคาญตัวเอง

.... .. คิดอะไรอยู่ได้....ไม่ได้เกี่ยวกับเราซักหน่อย ...รีบขึ้นไปเคลียร์งานเก่าให้เสร็จดีกว่า สายๆจะได้เริ่มเรียนงานใหม่....



คิดแล้วก็ลุกขึ้นและเดินเร็วๆไปยังบันไดหินอ่อนอันทอดไปสู่โถงด้านล่างของตึกสำนักงาน จากนั้นก็มุ่งตรงไปยังลิฟต์ที่อยู่เกือบด้านหลังอันติดกับลานจอดรถ
ประตูลิฟต์เปิดออกในทันทีที่กดเรียก เด็กหนุ่มเดินเข้าไปภายใน กดปิดแล้วกดเลือกชั้น จากนั้นก็ถอยไปพิงหลังกับผนังด้านในสุดและกอดอกมองตัวเลขสีแดงที่ไล่จากหนึ่งไปสองไปสามอย่างเชื่องช้า
จะเพราะความเชื่องช้าหรือความเงียบที่ห้อมล้อมอยู่รอบตัวไม่รู้ที่ทำให้ความคิดเริ่มล่องลอย และในที่สุดภาพเดิมก็วิ่งวนกลับมาอีกครั้ง ภาพที่ยังคงทำให้ความสงสัยค้างอยู่ในหัว

ตาเศร้าแบบนั้น....ท่าทางแบบนั้น...เหมือนคนกำลังมีความทุกข์...


ระหว่างที่ความคิดกำลังเลื่อนลอยไปอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ จู่ๆเสียงสัญญาณเตือนว่าถึงที่หมายก็ดังขึ้นพร้อมๆกับประตูลิฟต์ที่เปิดอ้าออก พรายแก้วที่เพิ่งหลุดจากภวังค์ความคิดตัวเองจึงรีบผลุนผลันออกไปจากลิฟต์ก่อนที่ประตูจะปิดลง


แต่ความรู้สึกที่เหมือนมีอะไรขวางหน้าทำให้ต้องชะงักเท้า ในวินาทีที่เหลือบตาขึ้น สิ่งที่เห็นในทันทีนั้นคือสีน้ำเงินเข้ม ก่อนจะรู้สึกเหมือนตัวเองปะทะเข้ากับกำแพงอย่างจัง

ร่างทั้งร่างกระดอนหงายหลังจากแรงปะทะ แต่ก่อนที่ลงไปกองกับพื้น ก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างมาคว้าเอวไว้
กลิ่นบุหรี่ฉุนเฉียวที่ปะปนกับกลิ่นน้ำหอมเย็นๆที่อยู่ใกล้จมูกทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมอง สิ่งที่อยู่ในสายตาทั้งสองข้างคือใบหน้าสีน้ำผึ้งที่คางเขียวไปด้วยรอยเครา
ดวงตาคมกริบใต้คิ้วหนาที่ขมวดจนแทบจะพันกันจ้องตอบมา ...หน้าเข้มแบบนี้ ตาแบบนี้....

....คุณเจ้านาย....

คำที่ดังขึ้นในสมองเป็นสิ่งที่ทำให้พรายแก้วได้สติและรีบดันตัวเองออกจากอ้อมแขนแข็งแรงของ ’กำแพง’ ที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

“เป็นอะไรหรือเปล่า”
เสียงห้าวเอ่ยถามหลังจากนิ่งตะลึงไปชั่วอึดใจ ดวงตาคมกริบมองมาพยายามสำรวจหาสิ่งผิดปกติ
“ผมไม่เป็นอะไรครับ ขอบคุณ”
พรายแก้วบอกก่อนจะพยายามเบี่ยงตัวหลบร่างสูงใหญ่ที่ยืนขวางเพื่อออกจากลิฟต์ แต่ประตูปิดลงเสียก่อนเขาจึงเอื้อมมือจะไปกดใหม่ หากช้ากว่าคนร่างสูงที่จิ้มนิ้วลงบนปุ่มเลขหนึ่งไปก่อน
ลิฟต์เคลื่อนตัวลง ก่อนที่จะทำอะไรได้ เท่านั้นพรายแก้วก็ขมวดคิ้วและเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าสีเข้มที่ทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการคำอธิบายของการกระทำนี้
เท่านั้นใบหน้าสีเข้มจึงเหลียวกลับมา ดวงตาคมหรี่ลงจ้องกลับ
“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า”
“อะไรครับ?”
คำถามนั้นยิ่งทำให้ต้องขมวดคิ้ว... ลืมอะไร...เขาไม่ได้ลืมอะไรสักอย่าง คนถามมากกว่าที่ลืมให้เขาออกจากลิฟต์
“ก็เดินชนคนอื่นแล้ว ไม่คิดจะขอโทษกันเลยหรือไง”
มุมปากสีสดโค้งขึ้นเหมือนจะยิ้มเยาะ ....นี่มันแกล้งกันชัด....
“ผมคิดว่าผมไม่ได้ชนคุณนะครับ”
เด็กหนุ่มตอบกลับไปอย่างไม่ยอม..แน่ล่ะสิ..กำลังออกจากลิฟต์ดันมีกำแพงเข้ามาชน แล้วนี่ยังโดนกำแพงโทษว่าวิ่งไปชนอีก
“แหม ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก”
ใบหน้าสีเข้มส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนจะเท้ามือยันกับผนังด้านข้างและพูดเสียงเข้ม
“นี่ ไอ้การที่คุณวิ่งผลุนผลันออกมาจากลิฟต์แล้วชนผมนี่ คิดว่าใครควรจะเป็นคนผิดดีล่ะ ผมหรือเปล่า แต่ก็เอาเถอะถ้ายังคิดไม่ได้ก็ลืมมันไปซะ ผมก็ไม่ได้หวังให้คนที่เขาไม่สำนึกผิดจริงๆมาขอโทษหรอกนะ ถึงแม้เขาจะทำให้ผมเจ็บตัวก็ตาม แต่ขอร้องอะไรอย่าง คราวหน้าคราวหลังคุณช่วยระมัดระวังในการเดินหน่อย เพราะมันเป็นอันตรายทั้งตัวคุณและกับคนอื่น”
ดวงตาคมกริบที่มองมาด้วยแววตาเยาะๆทำให้รู้สึกกรุ่นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก แต่พรายแก้วก็เถียงไม่ขึ้นเนื่องจากเขาเองก็ผิดเต็มๆที่ผลุนผลันออกไป ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือรีบ”ชิ่ง”ให้เร็วที่สุด
“ผม...ขอโทษครับ”
แทบจะเรียกได้ว่ากัดฟันพูด อีกฝ่ายก็คงจะสังเกตุได้จึงหัวเราะหึๆออกมา
“อืม อย่างนี้ค่อยเป็นเด็กดีหน่อย แล้วคราวหลังก็เดินระวังหน่อยแล้วกัน อย่าเที่ยวซุ่มซ่ามไปชนใครเขาอีกล่ะ”
มุมปากสีจัดดูเหมือนจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะหมุนตัวเดินออกจากลิฟต์เมื่อประตูเปิด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นบุหรี่และน้ำหอมจางๆให้ลอยอยู่ในอากาศ พรายแก้วมองตามอย่างเข่นเขี้ยวก่อนจะกดเลือกชั้นที่เพิ่งไปถึงแต่ไม่ได้ลงอีกครั้งด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
...หนอย...มาว่าเราเป็นเด็กไมได้ ซุ่มซาม...ตัวเองก็เดินไม่ระวังเหมือนกันแหละ...ตาขี้เก็ก

คิดแล้วก็แยกเขี้ยวใส่เสียทีหนึ่งก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลง โดยไม่ทันสังเกตุเห็นร่างสูงที่เพิ่งเดินออกไปหยุดชะงัก.เมื่อเห็นเงาสะท้อนในกระจกเบื้องหน้า






.......................................................

รถเมล์สภาพเก่าแก่ครางฮือเมื่อวิ่งเข้าเทียบป้าย อาการไหวโยกไปทั้งคันจนเครื่องจวนเจียนจะดับในยามที่จอดสนิทชวนให้คิดว่าคงไปต่อไม่ไหวแน่ หากเมื่อผู้โดยสารขึ้นลงกันจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว รถเมล์ก็ยังคงเคลื่อนต่อไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
ปลายฟ้าที่เคยแดงจัดจ้าในตอนที่ก้าวออกจากตึกที่ทำงานเปลี่ยนแปรเป็นม่วงคล้ำเมื่อยามก้าวลงจากรถเมล์ หมู่ตึกสูงที่เคยงดงามในยามเที่ยงที่แสงแดดจัดเปลี่ยนเป็นทะมึนทึมจากความมืดที่ครอบคลุม
ผิดกับร้านแผงลอยริมถนนใต้สถานี ที่สว่างไสวขึ้นจากไฟสีส้มดวงน้อยๆที่พ่วงจากแบตเตอรี่รถยนต์เก่า ยิ่งฟ้ามืดลงเท่าไรก็ดวงไฟก็ยิ่งสว่างไสวจนร้านค้าเล็กๆเหล่านั้นดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
ผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อของยังมากมายเช่นเดิม เสียงพูดคุย เสียงเรียกลูกค้า เสียงเพลงจากร้านขายซีดีที่เปิดเพลงดังกระหึ่มคละเคล้าไปกับเสียงรถยนต์ ทำให้ริมถนนใต้สถานีนี้ดูสับสนวุ่นวาย จนหัวที่มึนอยู่แล้วจึงยิ่งมึนหนักเมื่อต้องเดินผ่าน
แต่เมื่อเดินเข้าซอยไกลออกมาเสียงต่างจึงค่อยซาลง แต่ไฟริมถนนก็ยังคงสว่าง เช่นเดียวกับบ้านเรือนสองข้างทางเปิดไฟสว่างไสว
หากแต่เมื่อมาถึงยังซอยทางเข้าไปยังที่พักที่เพิ่งเข้าไปอยู่ได้เมื่อวาน ความรู้สึกเปลี่ยนไปทันที เพราะไม่ว่าจะเป็นบ้านหลังใหญ่ต้นซอยหรือบ้านหลังน้อยที่เขาพัก ต่างก็มืดสนิทไม่มีแสงไฟเล็ดลอดออกมาเลยแต่น้อย ดูแล้วน่าวังเวงอย่างบอกไม่ถูก จนพาให้จินตนาการอันไม่พึงประสงค์ผุดพรายขึ้นในหัวอยู่ร่ำไป
พรายแก้วกลั้นใจเดินเร็วๆฝ่าความมืดและเงียบเข้าไปยังที่พัก โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องกลั้นใจ จนเมื่อถึงบ้านก้นซอยอันซ่อนตัวทะมึนอยู่ในเงาต้นไม้เขาก็รีบไขกุญแจประตูรั้วและเดินเร็วๆเข้าไป
ใจชื้นขึ้นมาหน่อยเมื่อเห็นว่ารถเต่าสีดำจอดอยู่ นั้นแสดงว่าคุณเจ้าห้องกลับมาแล้ว.. อาการเดินเร็วจึงเปลี่ยนเป็นช้าลง
จนเมื่อเปิดประตูห้องและเปิดไฟสว่างไปทั้งห้องแล้ว เขาก็ถอนใจก่อนจะค่อยๆเดินเอาของไปเก็บยังที่ จากนั้นก็เดินกลับยังครัว หยิบน้ำขึ้นกลอกปากแล้วนั่งลงอย่างตุ๊กตาหมดลาน
ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าสดใสในตอนกลางวันกลับกลายเป็นสีน้ำเงินเทาเมื่อเวลาแห่งรัติกาลเคลื่อนผ่านมา ทุกอย่างที่เคยดำเนินไปในช่วงเวลาของการดำรงชีวิตก็หยุดลง เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อยได้พักผ่อน
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจน.....ที่สุดก็หมดไปอีกหนึ่งวัน...
พรายแก้วกรอกน้ำเข้าปากอีกอึกและเหลือบมองนาฬิกา

...เกือบๆสองทุ่ม....เจ๋งชะมัด...

ด้วยเพราะอยากจะประหยัด จึงคิดลองนั่งรถเมล์กลับจากที่ทำงาน ผลที่ได้คือ กลับมาถึงห้องเอาตอนจะสองทุ่ม... ความจริงจะเรียกว่านั่งรถเมล์ก็ไม่ใช่ เพราะตั้งแต่ขึ้นรถมาจนลงรถก็ยังไม่ได้นั่งสักเสี้ยวนาที
และคำว่ารถเมล์ น่าจะมาจากคำว่ารถตังเมเพราะ ตรงกับสำนวนที่ว่า ‘ติดเป็นตังเม’...คือติดแหงกอยู่กับที่ไม่ยอมขยับขยื้อนไปไหนเลย
ดังนั้นเวลาที่ใช้กลับมาที่ห้อง จากแค่ไม่เกินยี่สิบนาทีหากมารถไฟฟ้า ก็เปลี่ยนเป็นหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาทีเมื่อมาด้วยรถเมล์...
แถมทำให้แทบจะหมดแรงเดินเพราะยืนโหนมาตลอดทาง จนข้าวเย็นที่เดินไปกินจากตลาดหลังสำนักงานย่อยไปจนเกือบหมดแล้ว
ทำไมรถถึงได้ติดแบบนี้..น่าจะเป็นเพราะฝนที่ตกลงมาห่าใหญ่ครึ่งชั่วโมงก่อนงานเลิก แต่ละคนจึงพยายามจะรีบกลับบ้านเพื่อหนีรถติด แต่เขาเหล่านั้นคงลืมไปหลายคนก็คิดแบบเดียวกัน
เมืองหลวงกับปัญหารถติด ยังไงก็หนีกันไม่พ้น ยังไงซะก็ต้องพยายามทำให้ให้ชินเข้าไว้
เด็กหนุ่มบอกตัวเองก่อนจะลุกขึ้นเก็บน้ำเข้าตู้เย็น ล้างแก้วแล้วเตรียมตัวไปอาบน้ำ หากเมื่อเดินไปยังส่วนห้องนอนแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว
เตียงนอนยังคงตึงเรียบเหมือนไม่เคยผ่านการนอน แต่ตะกร้าผ้าที่ว่างเปล่าในตอนเช้า ตอนนี้กลับมีเสื้อและกางเกงตัวใหญ่ยักษ์ของใครบ้างคนกองขยุ้มไว้
แล้วเจ้าของล่ะไปไหน....
พรายแก้วเหลียวมองไปรอบๆห้อง รวมถึงชะโงกไปดูที่ห้องน้ำ ...ทุกที่ว่างเปล่า ไม่มีใครเลยสักคนนอกจากตัวเขาเอง
...คุณเจ้าของห้องยังไม่กลับมาหรือนี่ เห็นรถจอดอยู่นึกว่ากลับมาแล้วซะอีก....

ตกแล้ว...อยู่ห้องคนเดียวหรือนี่

ก่อนความคิดจะหลอนตัวเองไปมากกว่านี้ เขาก็เดินไปยังตู้เสื้อผ้า หยิบผ้าขนหนูและเสื้อผ้าสำหรับผลัดแล้วตรงไปยังห้องน้ำ ใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่จึงออกมาจากห้องน้ำในชุดเสื้อยืดเก่าย้วยกับกางเกงนักเรียนขาสั้นเก่าๆสีซีด

ท้องฟ้าภายหลังออกจากห้องน้ำดูจะสีเข้มขึ้นกว่าเดิม เวลาก็ล่วงเลยมาสามทุ่มกว่าแล้ว น่าจะถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนได้เสียทีสำหรับวันนี้
แต่พรายแก้วก็ยังไม่ได้รีบเข้านอนอย่างที่ควรจะเป็นด้วยเพราะยังไม่ง่วงและอยากจะรอคุณเจ้าของห้องกลับมาก่อน เขาจึงเดินไปหยิบหนังสือที่ติดเอามาด้วยจากบ้านและเดินไปนั่งเอนหลังพิงเตียงนอน จากนั้นก็เริ่มอ่านเพื่อฆ่าเวลาระหว่างรอ

จนเมื่อผ่านเวลาไปพอสมควรและตาก็เริ่มล้าเพราะแสงไม่พอ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองไปยังภายนอกเพื่อพักสายตา
แสงวูบวาบจากท้องฟ้าไกลๆเรียกสายตาให้จ้องมอง...กลุ่มเมฆดำมัวกลุ่มใหญ่ค่อยๆเคลื่อนตัวเข้ารวมกันจนท้องฟ้าภายนอกมืดมัว ดาวที่เคยส่งประกายวิบวับในช่วงหัวค่ำหายลับไปจนสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้พรายแก้ววางหนังสือลงก่อนจะเดินไปเกาะกระจกบานเลื่อนและเมียงมองไปยังท้องฟ้าภายนอก

...เมฆเยอะชะมัด มาจากไหนก็ไม่รู้ ทั้งๆที่หัวค่ำฟ้าก็ยังใสไร้เมฆอยู่เลยแท้ๆ...
...ฟ้าฝนจะตกหรือเปล่านะคืนนี้...

หากยังคิดไม่ทันจบฟ้าก็ส่งละอองน้ำหยดเล็กๆลงมาเกาะบนบานกระจกใสเป็นคำตอบและค่อยๆเพิ่มจำนวนขึ้นเหมือนต้องการยืนยันว่าอย่างไรคืนนี้ฝนต้องตกแน่ๆ

..ฝนตกหนักอีกแล้ว...แบบนี้น้ำท่วมแน่ๆ...
...ไม่รู้ที่บ้านจะเป็นอย่างไรบ้าง ตอนที่ออกจากบ้านมาน้ำก็มากจนเกือบล้นตลิ่งแล้ว...

ความคิดที่ล่องลอยทำให้รู้สึกตัวว่าเริ่มเผลอไผลก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่ควรคิดถึง เด็กหนุ่มถอนใจก่อนจะเดินมาทิ้งตัวแผ่หลาลงกับเตียงนอนและเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีมัวภายนอก


....สองวันแล้วสินะที่อยู่นอกบ้าน สองวันที่อยู่เพียงลำพังอย่างเข็มแข็ง เหมือนที่เคยบอกกับตัวเองเมื่อยามก้าวเดินออกจากบ้านและพยายามจะแสดงให้ใครๆได้เห็น
แต่พรายแก้วรู้ดีว่านั่นไม่จริงเลย เขาไม่ได้เข็มแข็งขึ้นอย่างที่พยายาม เพราะใจยังคงอ่อนไหวไปกับสิ่งที่ยังติดค้างอยู่

สิ่งต่างๆยังวนเวียนอยู่ในใจให้หวนคิดถึง สิ่งที่ยังอาลัยอาวรณ์ สิ่งที่ยังคงเป็นเหมือนบาดแผลที่ตรึงอยู่ในหัวใจ หรือแม้แต่สิ่งที่จากไป

ถึงรู้ดีว่าทุกอย่างในห้วงความคิดล้วนเป็นอดีต ตอนนี้เขาอยู่ในปัจจุบัน คิดถึงอย่างไรก็กลับไปหาไม่ได้ เหมือนเรื่องบางเรื่อง แต่ถึงรู้ก็ไม่อาจหยุดคิดได้ ....
หรือถึงแม้จะปัจจุบันจะกลับไปหาได้ แต่ก็มีเหตุผลบางอย่างที่เป็นเหมือนรั้วลวดหนามบางๆที่มองไม่เห็นคอยกางกั้นไว้ ที่หากฝืนที่จะฝ่าเข้าไปก็รังแต่เจ็บปวด

หัวใจหม่นมัวลงจนรู้สึกเศร้า...บ้าชะมัด......เป็นแบบนี้อีกแล้ว.......ทั้งที่พยายามจะไม่คิดถึง...แต่สุดท้ายทุกอย่างก็เข้ามาในหัวยามที่อยู่เงียบๆคนเดียว.....
.......ความเศร้าก่อหลุมพรางไว้มากมาย.....และ...เขามักจะเผลอตกลงไปสู่หลุมพรางนั้นเมื่อยามที่อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้เสมอ.....

เพราะแบบนี้...ถึงไม่ชอบที่นี่เลย.....

แล้วเขาคนนั้น...คุณเจ้าของห้อง ทนอยู่ห้องเงียบเหงาหดหู่แบบนี้ไปได้อย่างไรนะ...หรือว่าจะชินชาไปแล้ว

...ยุ่งเรื่องของคนอื่นทำไมกันนี่...

เด็กหนุ่มตำหนิตัวเองก่อนเอื้อมมือวางหนังสือลงที่ตั่งข้างหัวเตียง จากนั้นก็ลุกขึ้นคุกเข่ากราบลงกับหมอน สวดมนต์เร็วๆ ดับไฟ และซุกตัวลงกับเตียงนอนพยายามสงบจิตใจให้ก้าวเข้าสู่ห้วงนิทรา

หากก็ยังหลับลงไม่ได้ทั้งที่รู้สึกล้าเหลือเกิน เพราะบรรยากาศรอบๆตัวยามดับเมื่อไฟแล้วสร้างความรู้สึกหลอนๆขึ้นในหัว ความมืดและอุณหภูมิที่ต่ำลงจากสายฝนทำให้ห้องๆนี้วังเวงขึ้นอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่มีอะไรแต่ก็อดรู้สึกหวาดๆไม่ได้

จิตที่ไม่สงบจึงยังจับเสียงเม็ดฝนที่กระหน่ำใส่บานกระจกใส ดวงตาใสแจ๋วมองนาฬิกา สลับไปกับมองเม็ดฝนที่โปรยปราย

เกือบห้าทุ่มกว่าแล้ว ... คุณเจ้าของห้องยังไม่กลับเสียที ฝนก็ตกแบบนี้แล้วด้วย



เสียงแง้มประตูดังแทรกเสียงเม็ดฝนเข้ามาในภวังค์ พรายแก้วผงกหัวขึ้น เพ่งมองผ่านช่องว่างของผนังผ่าเข้าไปในความมืดสลัวอย่างระแวดระวังภัย

ร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งก้าวเข้ามายืนพิงประตูห้องเป็นเงาตะคุ่มๆอยู่ในความมืดมัว อาการหยุดนิ่งที่กินเวลาไปเกือบครึ่งนาทีก่อนจะโผเผเข้าห้องน้ำทำให้รู้สึกว่าร่างนั้นเหมือนลังเลอะไรบางอย่าง

ไฟห้องน้ำสว่าง... ภาพคุณเจ้าของห้องกระจ่างชัดกลางแสงไฟในระยะที่ไม่เห็นสีหน้า มีเพียงสภาพเสื้อผ้าเปียกชุ่มและผมที่จับกันเป็นก้อนจากการตากฝนที่ตกกระหน่ำภายนอกเท่านั้นที่พอจับรายละเอียดได้

ร่างสูงใหญ่หยุดยืนมองตัวเองในกระจกนิ่งนานอยู่เกือบสองนาทีราวกับรูปปั้น ก่อนใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยเคราหนาจะหันมาทางเตียงนอน จากนั้นก็นิ่งไปอีกอึดใจกว่าเขาจะถอดเสื้อออกจากตัวโยนใส่อ่างล้างหน้า ปิดไฟและเดินโซเซมาล้มตัวลงนอนบนผืนพรมกลางห้อง


ทุกอย่างนิ่งสงบลงเมื่อเวลาผ่านไปอีกชั่วครู่ พรายแก้วที่แอบมองภาพเหตุการณ์อยู่บนเตียงเงียบๆจึงค่อยเอนตัวลงนอน

ตะกอนที่ติดอยู่ในใจเริ่มฟุ้งกระจายจนคมของมันบาดรอยแผลเก่า เด็กหนุ่มพลิกตัวกลับ ดวงตาที่เบิกโพลงในความมืดเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าภายนอกผ่านแผ่นกระจกใสที่เกาะเต็มไปด้วยหยดน้ำด้วยสายตาซึมเศร้า

นี่...เรา....ทำให้คนอื่นเดือดร้อนอีกแล้วสินะ..


................................................


...................................

ขออนุญาติแก้ไขหน่อยนะครับ เผลืมดูว่ามันเป็นของเก่าที่ยังไม่ได้แก้
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post14 Aug 2013 23:32

5.......




อรุณรุ่งเยื้องย่างเข้ามาพร้อมกับความสว่าง ท้องฟ้าอันเหมือนเฟรมผ้าใบสีน้ำเงินเทาขนาดใหญ่เริ่มเจือจางลงและถูกแทรกซึมไปด้วยสีชมพูอมส้ม ก่อให้เกิดเป็นภาพอันงดงามน่าดู....

รัติกาลกำลังเคลื่อนจากไป.....ทุกสิ่งยังคงผันเปลี่ยนเวียนวนไปเรื่อยๆตามกระแสเวลา....... แต่ถึงอย่างนั้น...ณ ที่แห่งนี้กลับเหมือนเวลาจะหยุดนิ่ง เพราะทุกสิ่งยังคงถูกครอบคลุมไปด้วยเงามืดสลัว จนดูราวกับเป็นแดนสนทยา

เข็มสั้นของนาฬิกาขยับเข้าใกล้เลขหกอย่างจวนเจียน เป็นสัญญาณให้ต้องลุกออกจากเตียงนอน หากเมื่อยันตัวขึ้นนั่งแล้วก็ต้องถอนใจ
..หัวมึนงงจนรู้สึกเบลอ...กระบอกตาปวดหนึบและแสบเคือง.....อาการของร่างกายฟ้องชัดว่าย่ำแย่ ด้วยเพราะเมื่อคืนไม่ได้นอนหลับสนิทอย่างที่ควรจะเป็น...
หากจะโทษว่าเพราะเสียงฝนฟ้าที่กระหน่ำคร่ำครวญ คือสาเหตุที่ทำให้นอนไม่หลับ ก็ดูเป็นเหตุผลที่เหมาะสม.. แต่พรายแก้วรู้ดีว่านั่นไม่ใช่....
เพราะจริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้นอนไม่หลับนั่นคือ....เสียง....ที่ดังก้องอยู่ในหัว เสียงที่คอยตอกย้ำให้รับรู้ว่าตนเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ใครหลายคนต้องเดือดร้อน

เด็กหนุ่มถอนใจยาว ก้าวลงจากเตียงและมุ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างเร็วๆตามความเคยชิน หากแต่เมื่อก้าวพ้นส่วนห้องนอนก็ต้องชะงัก
กลางห้อง..ร่างของผู้เป็นเจ้าของห้องยังคงนอนหลับเหยียดยาวบนพรมในท่าเดิม ไม่มีอาการไหวติงใดๆราวกับไม่มีชีวิต ยกเว้นแต่เสียงลมหายใจเบาบางเท่านั้นที่ยังคัดค้านอยู่
ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก .... หากก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ไปมากกว่าก้มหน้ามุ่งตรงไปยังห้องน้ำอย่างเงียบๆ....


น้ำเย็นทำให้เช้าวันใหม่สดชื่นขึ้น... แสงจางๆเริ่มเล็ดลอดผ่านม่านเข้ามาจนห้องสว่าง .....พระอาทิตย์ดวงโตโผล่รำไรขึ้นขอบฟ้าเป็นอาณัติสัญญาณให้ชีวิตในวันใหม่เริ่มต้น
พรายแก้วแต่งตัวอย่างเร็วๆหลังจากออกจากห้องน้ำ ผมที่เพิ่งสระยังค่อนข้างชื้น หากก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะเช็ดให้แห้ง เพียงแต่ใช้มือเสยขึ้นลวกๆพอไม่ให้ปรกหน้า
ท้องฟ้าภายนอกสว่างขึ้นมากจนต้องเหลียวมองนาฬิกา หากสิ่งพบก่อนนาฬิกากลับเป็นกระเป๋าเงินที่วางไว้ใกล้กันบนตั่งข้างเตียง..

เด็กหนุ่มนิ่งมองเหมือนไม่เคยเห็นอยู่อึดใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบและเปิดดู....
สิ่งที่พบข้างในเป็นธนบัตรเก่าใหม่คละกัน แต่จำนวนที่สำรวจด้วยสายตาทำให้ต้องถอนใจ
มีติดกระเป๋าแค่สองพันเท่านั้นเอง.....
..แต่ถ้าใช้ประหยัดจริงๆคงพอจนถึงสิ้นเดือน ..

สิ้นเดือนนี้.... ถ้าเงินเดือนแรกออกเมื่อไหร่....คงต้องลองหาหอใหม่ดู ถึงจะยังมีเงินไม่มากพอก็ตาม แต่จะอยู่รบกวนเขาไปมากกว่านี้ไม่ได้...



“อย่า...”
เสียงของใครสักคนดังขึ้นในความเงียบ เรียกความคิดที่เลื่อนไหลให้กลับคืนมา แม้เสียงนั้นเบาจนจับใจความแทบไม่ได้ แต่ก็เชิญชวนให้ต้องย่องเข้าไปดู
ต้นเสียงมาจากห้องนั่งเล่น เมื่อเดินเข้าไปใกล้จึงพบว่าร่างที่นอนเหยียดยาวบนพรมกลางห้องกำลังหอบหายใจและดิ้นรนโบกมือเปะปะทั้งที่ยังหลับตา
“... อย่าไป”
เสียงแผ่วเบาเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แทบจะมองไม่เห็น..ใบหน้ารกครึ้มบิดเบี้ยวทุรนราย จนรู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวในสีหน้านั้น

ดูท่าจะกำลังจะฝันร้าย ถึงได้ละเมอแบบนี้.......

...ปลุกดีไหมนะ....

ลังเลอยู่ชั่วครู่ ที่สุดจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปแตะที่ข้อมือของผู้เป็นเจ้าของห้องเบาๆ
“คุณ .... คุณครับ”

ทันทีที่มือสัมผัสมือ ร่างของผู้เป็นเจ้าของห้องก็สะดุ้งเฮือกขึ้นสุดตัว และเมื่อดวงตาสีสนิมที่สั่นระริกเหลือบแลมา ร่างหนาทั้งร่างก็ผวากอดพรายแก้วไว้แน่น
“อย่าไปนะ อย่าจากผมไป”

ความรวดเร็วของเหตุการณ์ทำให้พรายแก้วตะลึงอึ้งอย่างทำอะไรไม่ถูก จนเมื่อรับรู้ได้ถึงความร้อนจากอ้อมกอดที่แนบแน่นสั่นเทาและเสียงกระซิบห้าวเครือ จึงพยายามขยับตัวและร้องบอกเบาๆ
“เอ่อ..คุณ... คุณครับ”
ใบหน้าร้อนจัดที่ซบซุกอยู่ที่เรือนผมชะงักนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนอ้อมแข็งแรงจะค่อยๆคลายออกเปิดทางให้ขยับตัวออกมา

ความรู้สึกแปลกประหลาดที่เหมือนกับเมื่อครั้งได้พบกันครั้งแรกบนรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้ก็รุนแรงจนต้องเอ่ยอะไรออกมาสักอย่างเพื่อพยายามระงับสติอารมณ์

“ เอ่อ... ผม... เห็นคุณละเมอ...ก็เลยปลุก.....เอ่อ.... คุณ ..เป็นอะไรหรือเปล่าครับ“
เจ้าของห้องที่หันหน้าหนีไปอีกทางนิ่งงันอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันยิ้มเซียวๆให้
“ ผม....ไม่เป็นอะไร”
เป็นคำตอบที่ไม่น่าเชื่อเลยแม้แต่น้อย หากอีกฝ่ายก็คงรู้ว่าเขาไม่เชื่อจึงยืนยันคำเดิม
“ผมไม่เป็นอะไรแล้ว คุณไปทำงานเถอะ “
เมื่อบอกมาชัดเจนแบบนี้ พรายแก้วจึงทำได้แค่ถอยกลับมายังส่วนที่ห้องนอนและหยิบสัมภาระทุกอย่างใส่กระเป๋า จากนั้นจึงพาตัวเองไปยังหน้าห้องและเปิดประตูก้าวออกไป..

เสียงประตูปิดเบาๆเจือจางลงในความเงียบ แสงแดดอ่อนๆผ่านทะลุม่านเข้ามายังในห้อง ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามวันเวลา หากแต่ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องยังคงนั่งนิ่งและเหม่อมองไปในความว่างเปล่าของอากาศด้วยแววตาที่ร้าวราน



......................................








ฟ้ากว้างใสสะอาดสว่างตา เมฆครึ้มดำที่เคยปกคลุมท้องฟ้าอยู่เกือบทุกวันอันตรธานหายไป เหลือเพียงพระอาทิตย์ที่ทอแสงเป็นประกายจัดจ้าอยู่เบื้องบนกึ่งกลางฟ้าชวนให้คิดว่าผ่านพ้นฤดูฝนไปแล้ว
สายลมแผ่วๆหอบเอาละไอแดดมาปะทะหน้า แต่กลับสร้างความสดชื่นให้กับใบหน้าที่ชื้นเหงื่อได้อย่างประหลาด ฟองฟูฟ่องในกาละมังยุบตัวเมื่อโดนลม ทำให้เห็นเสื้อสีหมองหลายตัวนอนนิ่งอยู่ในน้ำ

วันอาทิตย์ที่อากาศดีๆแบบนี้ ทำให้นึกอยากจะออกไปเดินเล่นพร้อมกับหาหนังสือดีๆสักเล่มอ่านแก้เบื่อ แต่เพราะช่วงนี้โรคทรัพย์จางกำเริบ สิ่งที่คิดไว้ต่างๆนาๆจึงเป็นอันต้องล้มเลิก และต้องเปลี่ยนไปเป็นเก็บผ้าที่กองอยู่เต็มตะกร้าไปซัก พร้อมๆไปกับนั่งทอดสายตามองท้องฟ้าสีครามที่สวยจับใจจากใต้ร่มเงาของกันสาดแทน


เสียงเพลงที่คุ้นเคยดังระรัวขึ้นในความเงียบ บอกให้รู้ว่ามีคนโทรเข้ามาที่มือถือ เด็กหนุ่มเงยหน้าจากกาละมังที่เต็มไปด้วยฟองฟู ชายตามองไปมองยังตำแหน่งที่วางทิ้งไว้ แล้วก็ก้มหน้าขยี้ผ้าที่ยังค้างในมือต่อโดยไม่สนใจเสียงหงุงหงิงและอาการสั่นระรัวของมือถือที่วางอยู่บนตั่งข้างเตียง

......ก็มือเปื้อนอยู่ จะให้รับสายได้อย่างไร แล้วมีงานอีกหลายอย่างต้องทำให้เสร็จด้วย ให้มีเวลาว่างก่อนแล้วเดี๋ยวค่อยโทรกลับก็แล้วกัน....

แต่ด้วยความพยายามอันแรงกล้าของคนโทรเข้า โทรศัพท์จึงดังไม่หยุด และนานพอที่จะทำให้รู้สึกรำคาญ ด้วยเหตุนี้ พรายแก้วจึงต้องถอนใจ เช็ดมือกับเสื้อตัวเอง ก่อนเปิดบานกระจกบานเลื่อนเข้าไปในห้อง และคว้าโทรศัพท์ที่สั่นกุกกักมากดรับสาย

“โฮ้ย ! ไอ้แก้ว ทำอะไรอยู่วะ ตั้งนานกว่าจะรับได้ “
เสียงตะโกนพูดดังลั่นๆมาทันทีที่กดรับ จนต้องรีบดึงโทรศัพท์ออกจากหู
... คนชอบตะโกนใส่หูโทรศัพท์แบบนี้เห็นจะมีแต่บริพัฒน์คนเดียว...
“ ก็มือไม่ว่างอยู่ กำลังซักผ้า แล้วเอ็งมีธุระสำคัญอะไรนักหนาหรือไง ถึงได้โทรจิกอยู่ได้แบบนี้”
พรายแก้วตะโกนกลับเมื่อตั้งตัวได้ เสียงปลายสายจึงค่อยเบาลง
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่จะโทรมาถามว่าอยู่ได้หรือเปล่าแค่นั้น“
“เอออออออออ อยู่ได้ “
“ เอ้ออออออออ.. ก็แค่นั้นแหละที่อยากรู้“
ปลายสายลากเสียงยาวยืดเลียนแบบ ทำให้อดยิ้มกับความทะเล้นของเพื่อนไม่ได้
“แล้ว เพิ่งมาอยากรู้ตอนผ่านมาจะสัปดาห์เนี่ยนะ นี่ถ้าข้าโดนฆ่าหมกส้วมคงเน่าไปแล้วมั้ง”
เด็กหนุ่มแกล้งแดกดันผู้อยู่ปลายสาย

“แหม ดูพูดเข้า อย่างเอ็งใครมันจะกล้า ดุอย่างกับหมาแบบนี้”
ปลายเสียงหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี
“ แล้วนี่ตกลงเจอกะพี่เขาแล้วใช่มั้ย? “
“เออ เจอแล้ว ตั้งแต่วันจันทร์นู้น ”
ไม่อยากจะบอก... เจอกันบนเตียงด้วยซ้ำไป..
“แล้วเป็นไงมั่ง โอเคมั้ย ”
“ ก็....โอเค..“
“โอเคแล้วทำไมทำเสียงแบบนั้นวะ? มีอะไรหรือเปล่า หรือว่า..เขาปล้ำเอ็ง!”
“ไม่ใช่โว๊ย! ” เด็กหนุ่มแหวใส่โทรศัพท์ “ แหมไอ้นี่นิ...“
“อ้าวไม่ใช่เหรอ“ อีกฝ่ายหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเต็มที่ “ แหม๊มม...อุตสาห์ลุ้น แล้วว่าแต่ตกลงมีอะไรหรือเปล่า ?”
“ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่เห็นเขาเงียบ ๆ แปลกๆ เลยกลัวเขาจะอึดอัดข้าเท่านั้นเอง”
“ ไอ้เงียบนี่ข้าก็เห็นว่าเขาเป็นมานานแล้วนะ กับข้าเขายังไม่ค่อยคุยด้วยเลย ไม่เห็นแปลกตรงไหน เอ็งนี่คิดมากนะเนี่ย ”

เรื่องเงียบไม่แปลกนั้นไม่เถียงหรอก แต่ที่เห็นว่าแปลกมันเป็นเรื่องอื่นมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นเช้าวันนั้น ซึ่งยังคงค้างคาอยู่ใจมาจนถึงเดี๋ยวนี้...
แต่ถึงจะค้างคาอย่างไร เรื่องนี้ก็เล่าให้บริพัฒน์หรือใครๆฟังไมได้เด็ดขาด เพราะไม่งั้นได้โดนซักฟอกจนขาวแน่...

“เออๆ ข้าคงไม่ชินเองแหละ แล้วตกลงนี่โทรมาถามสารทุกข์สุกดิบอย่างเดียวใช่มั้ย ถ้าไม่มีเรื่องอื่นจะวางแล้วนะซักผ้าค้างอยู่”
“เฮ้ย อะไรวะ รีบร้อนจริง เออ ๆ ไปซักผ้าเลยไป แล้วถ้าว่างก็มาอยู่ร้านเป็นเพื่อนมั่งนะ ปิดเทอมยัยบีมไม่ยอมมาหาเลย เหงาว่ะ เอ็งมาจะได้มีเพื่อนคุยมั่ง อย่าลืมนะเว้ยมาหาข้ามั่ง”

บอกเท่านั้นแล้วก็วางสายไปโดยที่ไม่รอคำตอบ พรายแก้วถอนใจ วางโทรศัพท์ลงที่เดิมก่อนจะเลื่อนบานกระจกก้าวออกไปยังระเบียง

เสื้อเชิ้ตตัวสุดท้ายถูกหยิบออกจากตะกร้า ปกคอ สาบเสื้อหรือแม้แต่ขอบข้อมือมีคราบจางๆฝั่งแน่น ทำให้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเสื้อตัวนี้เป็นของใคร
หากกลิ่นหอมจางๆที่ยังหลงเหลืออยู่กับเสื้อนั้นเป็นกลิ่นที่คุ้นเคย ทำให้รู้ว่าเสื้อตัวนี้เป็นตัวที่คุณเจ้าของห้องใส่เมื่อวันที่ได้พบเจอกันครั้งแรก...
สิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจผุดพรายขึ้นมาในหัว....

....เขาคนนั้น..ไม่ได้เจอหน้ากันอีกเลยตั้งแต่เช้าวันนั้น ...

เขา...ไม่ได้กลับมานอนที่ห้อง เพราะบนเตียงที่ขึงผ้าปูที่นอนไว้ตึงเปรียะ ไม่มีร่องรอยการนอน หากแต่ทุกเย็นกลับไปก็จะมีเสื้อผ้าที่ใช้แล้วกองอยู่ในตะกร้าผ้า
นั้นคือหลังจากที่พรายแก้วออกไปทำงาน อีกฝ่ายก็กลับมาที่ห้องเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า...
แต่เสาร์ที่ผ่านมาเขาก็ไม่กลับ ไม่รู้ว่าคุณเจ้าของห้องทำงานอะไร ถึงมีเวลาเข้าออกไม่ปกติ แต่เท่าที่เห็นคงจะยุ่งน่าดูถึงได้กลับบ้านไม่เป็นเวลาแบบนี้

จริงๆมันก็เป็นเรื่องของเขา ที่จะกลับมานอนหรือไม่นอน หรือจะไม่กลับก็ได้ แต่ทำไมกันนะ.....กลับรู้สึกเหมือนเขากำลังหลบหน้า...




สีของท้องฟ้าเปลี่ยนไปเรื่อยๆเมื่อเวลาผันเปลี่ยนไป จากสีฟ้าสวยของยามบ่าย เป็นแดงคล้ำของเย็นย่ำ และกลายเป็นสีเทามัวเมื่อถึงเวลาค่ำ
ยิ่งเวลาผ่านไปมากขึ้นเท่าใด ท้องฟ้าก็ยิ่งดำมืด เมฆดำที่ไม่รู้มาจากไหนทยอยเข้ารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน และเริ่มจะทะมึนมัวส่อเค้าพายุฝน
คงเพราะวันนี้ท้องฟ้าใส จนคนใต้ฟ้าหลายคนเริ่มคิดว่าหมดฤดูฝนไปเสียแล้ว ดังนั้นในคืนนี้เจ้าเมฆฝนดำทะมึนจึงเตรียมตัวสำแดงให้ดูว่าไม่ใช่อย่างที่คิด
ท้องฟ้าเริ่มจะมองไม่เห็นดาว ยิ่งดึกมากขึ้นเท่าไหร่เมฆก็ยิ่งหนาตาจนพอจะเดาได้ว่าไม่พ้นคืนนี้ฝนคงตกแน่


ปีนี้..ฝนโปรยปรายยาวนานกว่าทุกปีที่ผ่านมาและดูไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่ายทั้งที่ล่วงเลยมาจนเกือบจะปลายปีแล้วก็ตาม..

ความจริงหน้าฝนเป็นฤดูที่เกษตรกรโปรดปราน เพราะนั่นหมายถึงช่วงเวลาที่จะเริ่มต้นการหว่านกล้าลงสู่พื้นดินที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝน
แต่ในตอนนี้หน้าฝนกลับน่าหวั่นเกรง เพราะปริมาณน้ำฝนที่ตกอาจจะมากกว่าเกินกว่าพื้นที่กักเก็บจะรับไหว...

และถ้าเป็นแบบนี้อีกไม่นานน้ำก็คงจะท่วม ที่บ้านก็คงจะลำบาก โดยเฉพาะกล้วยไม้รุ่นใหม่ ที่พึ่งลงแทนรุ่นเก่าได้ไม่นานนี้...

ความคิดที่ล่องลอยชะงักเพียงแค่นั้น หลังจากนั้นก้อนอะไรบางอย่างแล่นมาจุกที่อกจนรู้สึกหายใจติดขัด

คิดถึงทำไมกัน....ไม่ใช่เรื่องอะไรของเราสักหน่อย..ตอนนี้ชีวิตเราก็มีอยู่แค่เรา ที่ต้องทำงานเลี้ยงตัวเอง...

พรายแก้วพยามสงบอารมณ์ที่พลุ่งพล่านด้วยการหอบผ้าที่พับเรียบร้อยแล้วไปจัดเก็บเข้าตู้ จากนั้นจึงหันไปดึงผ้านวมที่พับเก็บไว้ข้างๆเตียง จัดการปูบนพื้นที่เช็ดจนสะอาด และคลานเข้าไปนั่งตรงกลาง คุกเข่าลงกราบหมอน

บทสวดมนต์ที่คุ้นเคยถูกนำมาสวด ก่อนจะกราบลงกับหมอนอีกครั้งเมื่อสวดจบ จากนั้นจึงเอื้อมมือไปดับไฟจากโคมบนตั่งข้างเตียง

ทุกอย่างจึงตกอยู่ในความมืดและเงียบ ยกเว้นแต่เพียงสมองเท่านั้นที่ยังมีเรื่องต่างๆวิ่งวนไปมา จนไม่อาจข่มตาหลับลงได้
เด็กหนุ่มจึงได้แต่นอนมองเมฆดำที่เคลื่อนคล้อย โดยที่แผ่นหลังก็ยังกำซาบความเย็น....

หลายคืนแล้วที่ลงมานอนบนพื้นแบบนี้ ถึงแม้จะไอเย็นจากพื้นปูนที่ทะลุผ่านผ้านวมขึ้นมาทำให้นอนไม่สบายนัก แต่ก็ให้ความสบายใจมากกว่าการนอนบนเตียง
แค่มาอาศัยกับคนไม่รู้จักกันแล้วทำให้ต้องเดือนร้อน ก็รู้สึกแย่พออยู่แล้ว หากยังนอนบนเตียงอย่างสบายๆ ในขณะที่เจ้าของห้องต้องนอนพื้น ก็คงทำให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่แย่ไปมากกว่านี้แน่
แต่ถึงแม้จะลงมานอนที่พื้นแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะเจ้าของห้องไม่กลับมานอนอีกเลย ท่าทางคงจะอึดอัดที่มีเรามาอาศัยอยู่ด้วย

เด็กหนุ่มถอนใจ.....เหลียวขึ้นไปบนเตียงที่ว่างเปล่า...

....นี่ก็เป็นอีกเรื่อง ที่ไม่รู้จะคิดวนเวียนไปทำไม ทั้งที่ก็บอกตัวเองไม่ใช่เรื่องอะไรของเราที่ต้องมาใส่ใจ แต่สุดท้ายก็อดคิดไม่ได้


เขาเป็นอะไรกันนะ อาการแปลกๆแบบนั้น มันคืออะไร

ความคิดถูกดึงให้หวนไปนึกถึงเหตุการณ์เช้าวันนั้น...ภาพต่างยังคงแจ่มชัดแม้เวลาจะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม

อ้อมกอดแนบแน่นสั่นเทาที่ผวาเข้าหาในตอนที่ไม่รู้ตัวร้อนจัดและชื้นไปด้วยเหงื่อ ดวงตาแดงก่ำที่รื้นไปด้วยน้ำตามีแววเศร้าจนทำให้หัวใจวูบไหวขึ้นอย่างประหลาด เสียงห้าวแหบที่กระซิบพร่ำเพ้ออยู่ข้างหูยังคงชัดเจนอยู่ในสมอง

“อย่าไปนะ อย่าจากผมไป”

ภาพในสมองยังคงวนเวียนไม่ยอมหยุดจนพรายแก้วต้องถอนใจและหันไปมองยังท้องฟ้าภายนอก

.... คุณเจ้าของ...... ทำไมถึงได้เศร้าแบบนั้น


มีอะไร......เกิดขึ้นกับเขานะ.....


เสียงเม็ดฝนกระทบกระจกดังเปาะแปะบางเบาทำให้หลุดจากหล่มแห่งความมืดหม่น พรายแก้วถอนใจยาวให้กับตัวเองก่อนจะหลับตาลง

หากแต่หลับตาไปได้ชั่วระยะหนึ่ง เด็กหนุ่มก็ต้องลืมตาอีกครั้ง เมื่อเสียงกุกกักดังขึ้นในความเงียบของห้อง

เสียง..อะไร..?


ความสงสัยเรียกให้ค้นหา เด็กหนุ่มเอื้อมมือเปิดไฟที่โคมหัวเตียง ก่อนจะพยายามเงี่ยหูฟัง...

ต้นเสียงดูเหมือนจะมาจากทางหน้าห้อง ถึงแม้จะรู้สึกหวาดๆ แต่ความอยากรู้ก็ทำให้ต้องลุกเดินเข้าไปหา

ที่ประตู... มีอะไรบางอย่างอยู่อีกด้าน ....

ชั่งใจอยู่ระหว่างความกลัวกับอยากรู้ ที่สุดก็ตัดสินใจเอื้อมมือปลดล็อคและเปิดประตู...

วัตถุบางอย่างหนึ่งในเงามืดโอนเอนเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยความว่องไวและแข็งแรงพอ ทำให้สามารถรับสิ่งนั้นไว้และตั้งหลักได้ทันก่อนที่จะโดนล้มทับ
ตกใจอยู่ชั่วครู่ก่อนรู้สึกได้ว่าวัตถุนั้นสูงใหญ่กว่าตนและค่อนข้างหนา มือที่โอบรัดวัตถุนั้นไว้สัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มและชื้น
เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปกดสวิตซ์ไฟ ภาพวัตถุตรงหน้าที่หายใจได้จึงชัดเจนอยู่ในดวงตา


....คุณเจ้าของห้อง... กลับมาแล้ว......

แต่ทำไมถึงอยู่ในสภาพแบบนี้ได้...

กลิ่นแอลกฮอลล์ที่โชยมาคือคำตอบ กลิ่นฟุ้งตลบรวมถึงอาการทรงตัวไม่อยู่แสดงให้รู้ว่าปริมาณที่มีอยู่ในเส้นเลือดคงจะมากเอาการอยู่.

นี่คงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงได้เป็นคนเงียบๆ โทรมๆหนวดเครารุงรังนัก.. ก็กินเหล้าหนักแบบนี้ ถึงได้ไม่ใสใจดูแลตัวเอง ไม่ใส่ใจกับใครๆ
ว่าแต่ทำไมเขาถึงต้องเมาขนาดนี้ อกหักหรือไงกัน.... ก็คงจะอย่างนั้นหรอกมั้ง เขาว่ากันว่า คนกินเหล้าถ้าไม่ได้ชอบสังสรรค์ก็คงมีทุกข์
แต่ทุกข์ขนาดไหนก็ไม่ควรเลยที่จะต้องพึ่งเหล้า

ร่างโงนเงนที่หายใจรวยรินอยู่ในอ้อมแขนไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว ราวกับว่าได้นอนหลับบนเตียงนอนอันแสนสบายแล้ว พรายแก้วได้แต่กลอกตาอย่างหน่ายๆ ก่อนพยายามพยุงไปยังเตียงนอน

ก็นะ......เมาขนาดนี้ แถมตัวชื้นๆ ถ้าปล่อยนอนกลิ้งอยู่หน้าประตู ไม่แคล้วหวัดกินแน่...

...อยู่ด้วยกันยังไงก็ต้องช่วยกัน...

และด้วยความที่อีกฝ่ายทั้งหนาทั้งใหญ่กว่าเขาเกือบเท่าตัวจึงทุลักทุเลอยู่พอสมควรกว่าจะพายังเตียงนอนได้ จนเมื่อพาร่างสูงใหญ่มาไว้บนเตียง จัดท่าทางให้นอนได้สบายและห่มผ้าให้เป็นที่เรียบร้อย เด็กหนุ่มก็ทรุดตัวลงนั่งแปะกับผ้านวมที่ตนไว้ ก่อนถอนใจยาวอย่างโล่งอกที่พาอีกฝ่ายมาถึงเตียงได้ตลอดรอดฝั่ง


เสียงเม็ดฝนร่วงหล่นจากฟ้าดังขึ้นเรื่อยๆ เด็กหนุ่มเอื้อมมือปิดไฟและล้มตัวลงนอนอีกครั้ง...จากนั้นเพียงไม่ถึงนาทีก็ดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว


ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องจนเวลาล่วงเลยผ่านไปสู่วันใหม่ .... ในความมืด....ร่างเงาหนาที่เคยนอนนิ่งอยู่บนเตียง ค่อยๆขยับลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในเงาดำ หันมามองยังข้างเตียงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจเหยียดยาวอย่างคนกลัดกลุ้มหนัก...






...............................................




พบกันใหม่พุธหน้าครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post21 Aug 2013 21:22

6............




แสงสว่างเจิดจ้าลอดผ่านม่าน ตกกระทบลงพื้นปูนขัดเงา สาดสะท้อนหักเหรัศมีความสว่างไสวก่อกวนความมืดในห้องไปทุกๆที่ ไม่เว้นแม้แต่ความมืดในห้วงนิทรา
ที่สุดความมืดก็พ่ายแพ้เมื่อเด็กหนุ่มผู้ดำดิ่งอยู่ในห้วงนิทรางัวเงียลืมตาขึ้นมองแสงสว่างที่กำลังแยงตาอย่างรำคาญใจ...

ความเจิดจ้าของแสงทำให้สะดุ้งขึ้นสุดตัว และเมื่อหันมองนาฬิกา.........

เจ็ดโมงห้าสิบ...

ตายห่.....สายแล้ว !

ความง่วงงุนถูกโยนทิ้งไปอีกทางพอๆกับผ้านวมและหมอนที่กระจายกันไปคนละทิศ หากแต่เมื่อได้สติ ก็หันมาพับเก็บเครื่องนอนไว้ข้างเตียงอย่างลวกๆ จากนั้นเมื่อคว้าผ้าขนหนูวิ่งหน้าตั้งไปยังห้องน้ำ

ประตูห้องแง้มอยู่ เด็กหนุ่มผลักเข้าไปอย่างไม่รีรอ แล้วต้องชะงัก...

ร่างสูงใหญ่กลางห้องน้ำที่มีเพียงกางเกงสีดำสนิทสวมไว้หันมามอง หนวดรุงรังที่ไล่มาจากริมฝีปาก คาง และ ต้นคอ ตัดกับผิวท่อนบนขาวจัดที่เปลือยเปล่าและพราวไปด้วยหยาดน้ำเกาะอันอยู่ตามแผ่นผิว
ร่างกายนั้นสมสัดส่วนเต็มไปด้วยเลือดเนื้อแบบผู้ชาย และเมื่ออยู่ในแสงเงายามเช้าแบบนี้ก็ทำให้นึกไปถึงรูปสลักโรมันของช่างฝีมือเอก

“ตื่นแล้วหรือ”
เสียงห้าวแหบพร่าเอ่ยถามเบาๆ ในขณะที่กำลังซับผมที่ยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำให้แห้ง เตือนสติให้พรายแก้วต้องฝืนยิ้มรับ
”เข้ามาสิ ผมอาบเสร็จแล้ว”
ร่างสูงใหญ่ก้าวผ่านประตูออกมา พรายแก้วเบี่ยงตัวหลบ ผิวไหล่เปลือยเปล่าผ่านหน้าไปด้วยความห่างไม่ถึงคืบ กลิ่นหอมเบาบางแตะจมูกจนต้องเหลียวมอง
กลิ่นนี่...เหมือนดอกพุดซ้อนจัง...
ใบหน้ารกครึ้มเหลียวกลับเมื่อรู้ตัวว่าคนมีคนมองอยู่ ดวงตาคมกริบจับจ้องมา จนพรายแก้วชะงักและรู้สึกตัว

อยู่ๆเลือดก็วิ่งพล่านขึ้นใบหน้า จนต้องหันหนีและรีบผลุนผลันเข้าห้องน้ำอย่างเร็วที่สุด




บรรยากาศยามเช้าวันนี้ปลอดโปร่ง... คงเพราะเมื่อคืนฝนตก เช้านี้ท้องฟ้าจึงสดใส จนเห็นพระอาทิตย์ดวงโตค่อยๆเคลื่อนสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า
แต่พรายแก้วกลับไม่รู้สึกปลอดโปร่งตามไปด้วยเสียเลย เมื่อคิดถึงเรื่องก่อนออกจากห้อง
โธ่เอ๋ย...ก็ดันทำสิ่งที่ผู้ชายส่วนให้ใหญ่ไม่ทำ นั่นคือการมองร่างเกือบเปลือยของผู้ชายด้วยกัน...
ความจริง...ไม่ได้ตั้งใจจะดูซักหน่อย เพียงแค่หันตามกลิ่นไป ดันหันกลับมาทำไมก็ไม่รู้....
นี่เขาจะหาว่าเรา..แอบคิดอะไรไม่ดีกับเขาหรือเปล่านี่....
คงไม่หรอกน่า....แต่ถ้าจะคิดก็คงจะห้ามไม่ได้แล้ว....ก็มองไปแล้วนี่
เด็กหนุ่มถอนใจและมองไปรอบๆ
สถานีรถไฟฟ้าตอนแปดโมงกว่าคนยังไม่มากอย่างที่คิดไว้ บนชานชาลามีคนยืนรอรถไฟฟ้าอยู่เพียงไม่กี่คน ทั้งที่ตามจริงตอนนี้เป็นเวลาเร่งด่วน
และเพราะตอนนี้เป็นเวลาเร่งด่วนนี่แหละที่ทำให้พรายแก้วก้มลงมองตัวเองแล้วได้แต่ส่ายหน้า
..นี่ถ้ายายเห็นเข้าก็คงจะเหน็บให้ว่า...

‘เจ้าแก้ว... เราวิ่งผ่านน้ำมาหรืออย่างไรกัน ทำไมมันถึงได้เร็วขนาดนี้’

ก็แหม... ตื่นสายขนาดนี้ จะให้มานั่งขัดสีฉวีวรรณเอาขมิ้นลงเหมือนคนจะบวชพระได้ยังไง

ที่ทำได้ก็แค่.. เอาน้ำราดหัว ฟอกสบู่ และแปรงฟันให้เสร็จภายในหนึ่งนาที จากนั้นก็รีบบึ่งออกมาแต่งตัว ...แล้วก็ออกจากห้องมาในอีกห้านาทีต่อมาด้วยสภาพที่ตัวเองยังไม่กล้าส่องกระจก
จะให้ทำไงได้.... ก็เมื่อคืนกว่าจะได้นอนตั้งดึก ..แถมยังลืมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ซะอีก....

. แต่ที่น่าแปลกใจที่สุด ก็คนข้างๆนี่แหละ... ทำไมถึงได้ตื่นเร็วกว่า ก็เมื่อคืนเมาหนักขนาดนั้น เช้านี้ไม่น่าจะตื่นไหว.. ถึงแม้จะไหว ก็ต้องมีเมาค้างกันบ้าง
แต่นี่กลับไม่เห็นเป็นอะไร ยังนิ่งเรียบเฉยเมยเป็นรูปปั้นยังไงก็อย่างงั้น มีแต่เรานี่สิที่นอนยาวกินบ้านกินเมืองอยู่คนเดียว...แถมตอนนี้ยังกลายเป็นเด็กพังค์หัวฟู
พรายแก้วมองไล่ความเรียบร้อยของตนเอง ก่อนจะหันไปมองคนที่ยืนข้างๆ.
เสื้อขาวที่ใส่ยับยู่เป็นรอยไปทั้งตัว เหมือนกับเพิ่งโดนขยุ้มมา..ซึ่งแน่ใจได้เลย ว่าเป็นเสื้อที่เพิ่งซักให้เมื่อวาน และยังไม่ได้รีด..

..จริงๆก็ว่าจะรีดให้อยู่หรอกนะ แต่ปัญหาคือไม่รู้ว่าเตารีดเก็บอยู่ไหนนี่สิ...

แต่ถ้าพูดกันตามจริงแล้ว... ถึงแม้เสื้อจะยับ หนวดเคราผมเผ้าจะยาวรุกรัง อย่างไรก็ยังดูดี ร่างสูงใหญ่ผึ่งผาย แต่งแบบนี้ก็ยังน่าดูไปอีกแบบ ถึงจะดูดุๆขรึมๆก็เหอะ
แต่ก็แปลก ...คนที่ดูเหมือนไม่ใส่ใจเรื่องแต่งตัว ทำไมใช้น้ำหอม แถมไม่ใช่น้ำหอมแนวสปอร์ตซะด้วย...

ตานี่มีอะไรแปลกๆแฮะ.....ทำอะไรดูขัดๆกันพิกล

ดวงตาคมกริบเหลือบมองมาเหมือนกับได้ยินความคิดของพรายแก้ว และดูท่าเขาจะรู้ทันว่าพรายแก้วแอบมองอย่างพิจารณาอยู่ ถึงได้ถอนใจยาว
“...มีอะไร ?”
คำถามแผ่วเบานั้นขรึมจนเหมือนดุ ทำให้พรายแก้วรู้สึกแหยงๆขึ้นมา
“เปล่าครับ ..เอ่อ คุณตื่นนานแล้วเหรอครับ?”
“ก็ก่อนฟ้าสว่าง... มีอะไรหรือ?”
“เอ่อ..ไม่มีอะไรครับ แค่เห็น.....เมื่อคืนคุณดื่มหนัก เลยไม่คิดว่าเช้านี้จะไหว”
อีกฝ่ายสีหน้าขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาที่ล้ำลึกราวกับบึงน้ำ มีริ้วรอยร้าวรานราวกับโดนกวนตะกอนในใจ หากแต่วูบเดียว แววตาเศร้านั้นก็หายไป
“..ไม่เป็นไรหรอก ผมชินแล้ว“
เป็นคำตอบที่ค่อนข้างตัดบท และดูท่าคนตอบไม่ค่อยอยากพูด พรายแก้วจึงหับปากไว้แค่นั้น ทั้งที่จริงอยากจะชวนคุยเพื่อสร้างความคุ้นเคย....
งานนี้สงสัยจะยากเสียแล้ว....แต่ช่างเหอะ มาอาศัยแค่ไม่นาน ไม่ต้องสนิทกันก็ได้....
“เมื่อคืน..ทำไมถึงลงไปนอนที่พื้น?”
จู่ๆคำถามก็หลุดออกมาโดยที่ไม่ทันตั้งตัว พรายแก้วสะดุ้งเฮือก และหันมองหน้าที่รกไปด้วยหนวดเคราที่มองมา
“อะ..เอ่อ..ผม....ไม่ชินนอนเตียงน่ะครับ”
ดูท่าเขาจะโกหกไม่เก่งเพราะคู่สนทนามองหน้าแล้วก็ถอนใจ
“งั้นหรือ”

ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกหน จนพรายแก้วเริ่มรู้สึกว่าอากาศรอบๆเริ่มถูกบีบอัดจนหายใจไม่สะดวก หากไม่มีคำถามที่ถามขึ้นมาลอยๆอีกรอบมาช่วย
“คุณทำงานอยู่ที่ชั้นไหน?”
“หา..เอ่อ....อยู่ชั้น 20ครับ“
“บริษัทในเครือบริษัทก่อสร้างนั่นน่ะเหรอ ” คนถามยักหน้าไปทางป้ายโฆษณาแผ่นใหญ่ที่อยู่เหนือตึกฝั่งตรงข้าม
“.ครับ... ทำไมรู้?” เด็กหนุ่มถามอย่างสงสัย
“ก็อยู่ตึกเดียวกัน ผมอยู่ชั้น 12”
“หือ ชั้น 12 บริษัทคอมพ์ที่อยู่อีกฝั่งน่ะหรือครับ?”
“...ใช่..”
“เป็นโปรแกรมเมอร์เหรอครับ”
“ ก็..ประมาณนั้น“
“ดีจังครับ...โปรแกรมเมอร์ รายได้ดี “
“.บางอย่าง มันก็ไม่ดีอย่างที่คิดหรอก “
อีกฝ่ายปฏิเสธด้วยเสียงที่แหบพร่า ดวงตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าใสสว่างอย่างเลื่อนลอย
“ ...การได้ทำในสิ่งที่รัก บางทีมันก็มีความสุขมากกว่าสิ่งที่ต้องทนทำไปวันๆ เหมือนกับการมีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆโดยที่ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร เพื่อใคร อยู่แล้วไม่มีความสุข ก็สู้ไม่มีชีวิตดีกว่า จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน “

ความรู้สึกเคว้งคว้างที่สัมผัสได้ ทำให้พรายแก้วมองร่างสูงใหญ่ข้างๆอย่างเต็มตา....

...คำพูดดูเศร้าจัง... เขาเป็นอะไรหรือเปล่านะ...

ใบหน้าครึ้มไปด้วยเคราหันกลับมาอีกครั้งเมื่อรู้ตัวว่าถูกมอง ดวงตาคมที่ลำลึกราวกับบ่อน้ำประสานสายตานิ่งกับพรายแก้วอย่างลืมตัวก่อนเบือนหน้าหนีไปอีกทาง

เสียงล้อเหล็กเสียดสีกับรางดังมาจากที่ไกลๆ พรายแก้วมองชายหนุ่มร่างสูงที่ยืนเคียงข้างอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะได้ยินเสียงห้าวที่พยายามบังคับไม่ให้สั่น
“ช่วงนี้ผม... คงไม่ค่อยได้กลับบ้าน ...เรื่องเตียงนอน คุณ...ไม่ต้องเป็นกังวลนะ ใช้ได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจ”

.....................................


ผู้คนมากมายหลั่งไหลออกมาจากรถไฟฟ้าเมื่อยามรถจอดสนิท แดดที่แรงขึ้นทุกขณะบอกเวลาได้เป็นอย่างดีโดยไม่ต้องมองนาฬิกา ทำให้ใครหลายๆคนเดินลงไปด้านล่างอย่างรีบเร่ง
หากมีพรายแก้วคนเดียวที่ไม่ได้เร่งรีบอย่างเช่นคนอื่น เขายังคงยืนนิ่งและมองตามร่างสูงใหญ่ที่ก้าวออกจากรถไฟฟ้าพร้อมกันและหายลับไปท่ามกลางฝูงชน ด้วยความไม่เข้าใจ

ไม่มีคำพูดใดๆอีกเลยออกมากจากเขาคนนั้นในขณะโดยสารบนรถไฟฟ้ามาด้วยกัน ไม่แม้กระทั่งจะมองมาทั้งที่ยืนอยู่ใกล้กัน
ใบหน้ารกครึ้มนั่นหันไปมองภายนอกอยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเขาไม่อยากมองหน้า

เด็กหนุ่มเดินลงบันไดอย่างใจลอย ในขณะพยายามคิดหาเหตุผล แต่ความคิดก็สะดุดเมื่อเกือบสะดุดขอบฟุตบาท

ตึกสำนักงานตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ทำให้ต้องกระพริบตาเรียกสติอยู่ชั่วครู่
...บ้าชะมัด เหม่อซะเพลิน ดีนะไม่เดินชนอะไรเข้า.... คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่ได้ เขาจะเป็นอะไรยังไงไม่เกี่ยวกับเรานี่นา...

คิดแล้วก็พาตัวเองก้าวขึ้นพื้นยกระดับอันเป็นลานพื้นกรวดล้างกว้างๆที่ถูกตกแต่งเป็นสวนหย่อม

หากกลิ่นบุหรี่ฉุนเฉียวที่ลอยเข้ามารบกวนจมูกทำให้ต้องยู่หน้า เด็กหนุ่มเหลือบมองอย่างอดไม่ได้เพราะเคืองตงิดๆที่มีควันพิษมาทำลายปอดแต่เช้า...

ต้นตอมาจากสวนหย่อมเล็กๆที่เรียงรายไปด้วยต้นหูกระจงริมประตูทางเข้า ที่นั้นมีผู้ชายหนึ่งคนนั่งเอ้อละเหยบนเก้าอี้เหล็กดัดแบบที่นิยมตั้งในสวนสาธารณะ กำลังละเลียดควันจากมวนกระดาษที่ติดไฟแดงวาบอันคีบอยู่ระหว่างนิ้วและทอดสายตาคมกริบมองมา
ใบหน้าสีเข้มที่คุ้นตาทำให้พรายแก้วหยุดชะงักอยู่กับที ผิดกับฝ่ายมองมา ที่เมื่อเห็นว่าพรายแก้วรู้ตัวแล้วจึงใช้ดวงตาคมกริบหรี่มองก่อนจะก้มลงมานาฬิกาและเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้วมองอีกครั้ง
ท่าทางนั้นดูน่าหมั่นไส้เสียเต็มประดา แต่เมื่อมองนาฬิกาของตนบ้างจึงพบว่าเหลืออีกแค่ห้านาทีเท่านั้นก็จะถึงเวลาเข้างาน

เท่านั้นพรายแก้วก็เผ่นพรวดไปจากที่ตรงนั้นโดยลืมเรื่องก่อนหน้าไปเสียสนิท...


เวลาที่มาถึงโต๊ะทำงานคือแปดโมงครึ่งพอดิบพอดี ความเฉียดฉิวที่ลุ้นระทึกทำให้พรายแก้วถอนใจอย่างโล่งอก ก่อนแผ่ลงกับเก้าอี้อย่างหมดแรง
“แผ่เลยเหรอ”
สาวรุ่นพี่ที่กำลังปัดแก้มอย่างอารมณ์ดีเอี้ยวตัวมามอง เช่นกันกับหนุ่มแว่นอีกคนที่มองมาอย่างสนใจ
“วิ่งมาน่ะครับพี่”
“จากหน้าลิฟต์เรอะ” คนถามยังสงสัยเพราะระยะจากหน้าลิฟต์มาห้องทำงานไม่ไกลพอทำให้เหนื่อยได้
“เปล่าครับ จากข้างล่าง”
“ฮู้ “คนถามมีสีหน้าทึ่ง” วิ่งขึ้นมาทำไมเนี่ย ตั้งชั้น 20..”
“ก็..สายแล้วเดี๋ยวเข้างานไม่ทัน”
คนฟังได้แต่พยักหน้าหงึกๆอย่างเข้าใจ เพราะลิฟต์ที่นี่มีน้อยกว่าปริมาณคนใช้มากนัก ยิ่งช่วงเวลาเร่งด่วนด้วยแล้ว หากจะใช้ต้องรอหลายนาที ดังนั้นในบางครั้งการเดินขึ้นมาเองจึงเป็นสิ่งที่หลายคนใช้ หากอยู่ในเวลาเร่งรีบและอยู่ชั้นที่ไม่สูงนัก

เมื่อได้ความแล้ว คนฟังก็พากันหันกลับไปทำงานต่อ พรายแก้วจึงหันไปเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และนั่งกระพรืบพัดตัวเองให้เหงื่อที่ซึมออกมาแห้ง

เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานดังขึ้นในระหว่างรอ เด็กหนุ่มคว้าหูโทรศัพท์ขณะคิดในใจว่าใครหนอโทรมาแต่เช้า.....
“สวัสดีครับ”
“เข้ามาหาผมหน่อย”
เสียงห้าวที่ฟังไม่คุ้นสวนออกมา เด็กหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย... ...
“นี่...ผมพูดกับคุณ ได้ยินมั้ย”
ปลายถามอีกเมื่อเห็นว่าเขาเงียบไป
“เอ่อ..ใครครับนี่”
“นี่คุณจำไม่ได้จริงๆเหรอ”
“เอ่อ..... ขอโทษครับ คุณเป็นใครครับ”
“เฮ้ออ” เสียงปลายออกแนวรำคาญ “นี่ผมเอง...ยุทธี เจ้านายคุณ”
เท่านั้นเด็กหนุ่มก็ร้องอ๋อในใจ หากอีกฝ่ายก็ยังคงส่งเสียงฮึดฮัดอยู่ปลายสาย
“ผมเป็นเจ้านายคุณนะ ทำไมจำเสียงผมไม่ได้”
คำพูดนั้นทำให้พรายแก้วต้องถอนใจ..ก็เพิ่งเข้ามาได้แค่อาทิตย์เดียวใครจะจำได้เล่า
“ขอโทษด้วยครับ ผมไม่คิดว่าเป็นคุณ ตอนมาเห็นยังอยู่ข้างล่าง”
“วันหลังจำเอาไว้นะว่านี่เสียงผม เวลาโทรมาจะได้ไม่ต้องเสียเวลาซักความมาก”
“ครับ”
“เข้ามาหาผมด้วย เดี๋ยวนี้นะ”

สัญญาณตัดฉับพลันทั้งที่ยังไม่ได้รับคำ พรายแก้วดึงหูโทรศัพท์ออกมาขมวดคิ้วใส่
...อะไรของเขาวะเนี่ย เหวี่ยงแต่เช้า.....
เด็กหนุ่มเบ้ปากใส่ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ลงแป้น อาการนั้นทำให้ชายหนุ่มใส่แว่นโต๊ะข้างๆที่หันมามองพอดีต้องเลิกคิ้ว
“คุณเจ้านายน่ะครับ โทรมาเรียกให้เข้าไปพบ”
พรายแก้วบอกอย่างเขินให้ดวงตาใต้แว่นกรอบดำที่มองมาอย่างพิจารณา ก่อนจะรีบก้าวยาวๆไปห้องเจ้านายตามสั่ง


เมื่อมาถึงประตูที่ยังปิดอยู่ พรายแก้วก็สูดลมหายใจลึกๆอยู่สองสามรอบเพื่อเรียกสติให้มั่นคงพอจะทำให้อดทนได้นานๆ ก่อนจะเคาะประตู และเปิดเข้าไป...

แสงสว่างจากผนังกระจกใสนั้นจ้าจนแสบตา แต่ภาพที่ชัดเจนอยู่ในดวงตากลับทำให้ไม่อาจเบือนหน้าไปทางอื่นได้.....

ในแสงสว่างจากผนังกระจก ร่างที่ยืนพิงกรอบกระจกต้านแสงสว่างและมองไปยังท้องฟ้าหลังผนังกระจกนั้น ดูราวกับกับรูปปั้นนักรบโรมันที่สง่างามและน่าเกรงขามอยู่ในที
...แสงเงาสวยแฮะ น่าจับเป็นแบบวาดรูป

ใบหน้าคมสันที่เห็นเพียงเสี้ยวหันมาเมื่อพรายแก้วหยุดยืนเก้กังอยู่หน้าโต๊ะ ดวงตาคมดำสนิทมองมา คงจะเป็นเพราะแสงยามเช้า จึงทำให้รู้สึกว่าตาคู่นั้นเป็นประกายวาววับ
“นั่งสิ”
คำสั่งห้วนๆที่ลอยมาทำให้ความรู้สึกชื่นชมหายวับไปทันตา พรายแก้วสูดลมหายใจลึกๆก่อนเดินไปนั่งยังเก้าอี้อย่างว่าง่ายเพราะยิ่งจบเรื่องเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งพาตัวเองออกไปได้เร็วขึ้นเท่านั้น....
“ตื่นสายหรือไงวันนี้ ถึงมาช้า”
คำถามที่หลุดออกมาทำให้เด็กหนุ่มเริ่มนับเลขในใจ... กะแล้วเชียวว่าต้องโดนเรื่องนี้ ทำไมนะเวลาซื้อหวยไม่เก็งถูกเลขแบบนี้บ้าง
“เป็นพนักงานของบริษัทนี้ ต้องตรงต่อเวลา ถ้าคุณเข้างานสาย อาจทดลองงานไม่ผ่านนะ”
“ผมไม่ได้สายครับ ผมเข้างานเวลาแปดโมงสามสิบนาทีตรง!”
พรายแก้วบอกกลับและเน้นคำสุดท้ายอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ผมก็ไม่ได้ว่าว่าคุณมาสายนี่ เพียงแค่เตือนว่าอย่าเข้างานสาย ”
เลขห้าที่นับค้างไว้ปลิวหายไปไหนแล้วไม่รู้ เมื่อมุมปากสีสดนั้นกระตุกขึ้นเหยียดยิ้ม ดวงตาคมกริบที่มองมาอย่างคนกำลังสนุกเต็มที่ เหมือนกำลังร้องเย้ยว่า ’ร้อนตัว‘
นั่นทำให้พรายแก้วแทบจะลุกขึ้นโต้กลับออกไปอย่างฉุนเฉียว หากต้องพยายามระงับอารมณ์ไว้ เพราะรู้ดีว่าการเถียงคนที่มีอำนาจเหนือกว่าอย่างไรก็ไม่ชนะ
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัวนะครับ”
“เชิญ”
เท่านั้นเด็กหนุ่มลุกพรวดขึ้นและออกจากห้องนี้โดยเร็วที่สุด จนเมื่อออกมาได้ก็หันไปแลบลิ้นใส่หน้าห้องซึ่งเป็นกระจกเงาระบายอารมณ์เสียที่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องทำงานโดยไม่รู้ว่าห้องนั้นอีกด้านเป็นกระจกใส และคนที่อยู่ในห้องได้แต่หัวเราะหึๆออกมา

.................................

ผู้คนมากมายเดินผ่านไปมาท่ามกลางแดดยามเที่ยงอันแรงกล้า เช่นเดียวกับใต้ร่มผ้าใบหลากสีหน้าตึกแถวซึ่งเรียงรายอยู่ตามสองข้างทางที่ดูราวกับดอกเห็ดนั้นก็เต็มไปด้วยผู้คน ความจอแจที่เกิดขึ้นทำให้บรรยากาศที่ควรจะดูเงียบเหงาจากอากาศร้อนระอุกลับกลายเป็นสับสนวุ่นวาย
ที่นี่คือตลาดสดหลังสำนักงาน...สถานที่อันเป็นที่ที่พนักงานออฟฟิศบนตึกนี้รวมถึงตึกอื่นๆที่อยู่ไม่ห่างนัก ฝากปากท้องไว้ ด้วยว่าที่นี่เป็นแหล่งจับจ่ายของสดเก่าแก่ของชุมชนที่อาศัยอยู่แถบนี้ ซึ่งเมื่อมีตึกสำนักงานโผล่ขึ้นมาผู้ที่อาศัยอยู่แถบนี้จึงดัดแปลงบ้านของตัวเป็นร้านขายอาหารเพื่อรองรับผู้คนที่เพิ่มมากขึ้น

ไอน้ำจากหม้อต้มพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ กลิ่นหอมของน้ำซุปกระจายไปทั่วทั้งร้าน เด็กเสิร์ฟหน้าตาบ่งบอกว่าไม่ใช่คนไทย เดินสวนกันไปมาอย่างเร่งรีบในยามลูกค้าล้นร้านเช่นนี้


พรายแก้วทอดสายตามองความโกลาหลอย่างเงียบๆ หากแต่ในหัวยังคงครุ่นคิดกับเรื่องที่ไม่เข้าใจ

“ใจลอยไปถึงไหนจ๊ะ”

คำถามที่ดังขึ้นกลางวงทำให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด และเมื่อหันมาจึงพบกับสายตาที่มองมาเป็นจุดเดียว
“คิดอะไรอยู่ คุยด้วยตั้งหลายคำก็ไม่ได้ยิน”
“เอ่อ...อ๋อ....ไม่มีอะไรครับ แค่คิดเรื่องงาน”

เมื่อหาข้ออ้างได้อย่างทันท่วงทีแล้วก็ได้แต่ลอบถอนใจ ก็นะ...จะให้บอกคนอื่นไปได้ยังไงว่าคิดถึงเรื่องผู้ชาย....

ถึงแม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องแปลกที่เฝ้าครุ่นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น และการถูกผู้ชายกอดไม่ใช่สิ่งน่าเก็บกลับมาคิดซ้ำไปซ้ำมานักหรอก หากไม่เป็นเพราะอาการผิดปกติที่อีกฝ่ายแสดงออกมาเมื่อเช้า ทำให้เขาต้องหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปแล้วกลับมาคิดใหม่อีกหลายต่อหลายครั้ง
และนั่นก็ทำให้ความสงสัยยิ่งติดค้างอยู่ในหัว และทำให้ลืมอาการเพลียจากการนอนไม่พอไปเสียสนิท แต่อีกนัยก็ทำให้เช้านี้ทั้งเช้าทำงานพลาดไปหลายรอบเพราะได้แต่เฝ้าคิดถึงเรื่องนั้นอยู่ไม่เลิก

“เรื่องงานจริงเร้ออ.. ไม่ได้คิดถึงพ่อหนุ่มคนที่ยิ้มให้เมื่อกี้เหรอ”
คำพูดนั้นทำให้พรายแก้วต้องขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่ดลยาพูดคงจะหมายถึงผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ยิ้มให้ในระหว่างที่เดินมากินข้าวเมื่อกี้...
ความจริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่าใครอะไรยิ้มให้ ด้วยไม่ค่อยอยากจะใส่ใจกับสายตาของคนรอบๆข้าง ถ้าไม่เพราะเจ้าหล่อนชี้ให้ดู เขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าผู้ชายคนนั้นยิ้มให้ตัวเอง...
เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องแสนน่ารำคาญ แต่สำหรับสาวรุ่นพี่เพื่อนร่วมงานที่เพิ่งจะรู้จักกันดูท่าทางจะสนอกสนใจเป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้านี้เมื่อครั้งที่ไปกินข้าวด้วยกันครั้งแรก เจ้าหล่อนก็เอาแต่จ้องหน้าอยู่นานแล้วก็โพล่งคำพูดที่ทำให้พรายแก้วแทบพ่นข้าวที่เคี้ยวอยู่ในปากออกมาว่า
“ทำไมถึงได้สวยอย่างนี้”
...ไม่ได้ดีใจหรอกนะว่ามีคนชมแบบนี้ ออกจะแย่ด้วยซ้ำที่เป็นผู้ชายแท้ๆแต่กลับโดนชมว่า ’สวย’...

ดูเหมือนดลยาจะไม่รู้ว่าเขาค่อนข้างลำบากใจกับสิ่งที่ติดอยู่กับตัวมาแบบนี้ เพราะเจ้าหล่อนยังออกอาการปลาบปลื้มกับการที่มีคนมองมาหรือยิ้มให้ จนเอาแต่คุยเรื่องนี้ได้ไม่หยุดหย่อน
“นี่ๆ รู้มั้ยคนที่ยิ้มให้น่ะ เป็นวิศวะคอนซัลที่อยู่ชั้น15 เชียวนะ หล่อม้ากก ขับบีเอ็มด้วย สาวๆงี้กรีดเขาตรึมเลย”
“อ๋อ.... ครับ”
พรายแก้วรับคำเรียบๆเพราะไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ไปมากกว่านั้น
“อ้าว ไม่สนใจเลยเหรอ ”
เด็กหนุ่มส่ายหัวดิก สาวเจ้าจึงเบ้หน้าและบ่นเบาๆ
“ชิ๊ ทำเป็นเล่นตัว มีคนมาสนใจก็ไม่ชอบ ออกจะหล่อรวยขนาดนั้น เป็นชั้นหน่อยละไม่ได้ แม่จะทิ้งสายตายั่วให้เดินตามเล่นให้สนุกไปเลย”
“เฮ้ออออ อากาศร้อนๆนี่มันทำให้โรคบ้าผู้ชายกำเริบหรือไงน้า”
หนุ่มแว่นอีกคนในกลุ่มขัดคอขึ้น มีผลให้เจ้าหล่อนส่งค้อนวงเบ้อเริ่มให้ ก่อนจะหันมาคุยกับพรายแก้วต่อ
“แต่ถ้าเค้ายิ้มให้แก้วก็แสดงว่าเป็นพวกเก้งสินะเนี่ย เฮ้อออ...แย่... ผู้ชายดีๆกลายพันธุ์ไปหมดแล้ว เสียดายจัง...รายนี้หล่อซะด้วยสิ แต่ก็น้อยกว่าคุณยุทธีเจ้านายเราเนอะ ว่ามั้ย”
เจ้าหล่อนยังคงพรรณนาสาธยายให้ฟังอย่างคนช่างพูด บทสนทนานั้นทำให้นึกไปถึงอีกคนแปลกๆขึ้นมาได้
ใช่..คุณเจ้านายนั่นแหละ นี่ก็คนแปลกๆอีกคน ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยชอบหน้าเรา ไม่งั้นคงไม่ทำหน้าดุใส่อยู่ได้ทุกทีหรอก

หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม ดูท่าคงเป็นพวกแมนเต็มร้อยที่ไม่ชอบใจกับคนรูปร่างหน้าตาแบบเราละมั้ง

“คุณยุทธีนี่เป็นคนยังไงเหรอครับเจ๊”
คำถามของพรายแก้วทำให้ดลยาหยุดบ่นงึมงำและหันมาด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ ไม่รู้สิ เพิ่งทำงานกับเขาได้ไม่ถึงปีเลยยังไม่ค่อยคุ้นกันเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้พี่ทำงานอยู่ที่บริษัทใหญ่น่ะ แล้วพอดีบริษัทเขาขยายเครือข่ายธุรกิจมาทำเกี่ยวกับออกแบบแล้วก็ตกแต่งภายใน เลยถูกดึงตัวมา....แต่..เท่าที่ดู... ก็ไม่มีอะไรนะ เงียบๆขรึมๆตามประสาผู้บริหาร แล้วก็ชอบอะไรเร็วๆแบบพวกจบนอก แต่ที่สำคัญที่สุดนะ หล่อมากกกกกกกกก”
รุ่นพี่สาวทำท่าเคลิ้มเมื่อเอ่ยถึงบุคคลผู้กำลังถูกพูดถึง พรายแก้วที่นิ่งฟังอย่างตั้งใจ ได้แต่แอบกลอกตาไปมา ...
เฮอะ... ไอ้หล่อมันก็หล่อดอก แต่หน้างอเป็นถั่วงอกบางทีก็ไม่ไหว
“ว่าแต่อยู่ๆทำไมถึงถามถึงคุณยุทธีล่ะ”
คำถามที่มาในขณะที่ยังคิดอะไรเพลินๆทำให้ต้องสะดุ้ง
“.. ก็... ไม่อะไรหรอกครับ แค่เห็นคุณเจ้านายเขาท่าทางดุๆ เลยถามข้อมูลไว้ก่อน จะได้หาทางหนีทีไล่เวลาต้องเข้าหน้า”
“โอ๊ย โล่ง นึกว่าแอบปิ้งคุณยุทธีเข้า ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เจ๊ก็คงต้องยอมหลีกทางให้ เพราะถ้าแข่งกันเจ๊ก็คงจะแพ้หลุดลุ่ย ทำไงได้ล่ะเจ๊มันของอาร์ต จะมีสักกี่คนที่ชอบแบบนี้”
“ของอาร์ตหรือของอุบาทว์วะไอ้ดล ฟังไม่ถนัด”
“ของอาร์ตเว้ย ของอุบาทว์น่ะมันแกไอ้แว่นบ้า หนอย หุบปากไปเลยนะ หมาในปากแกออกมาแย่งข้าวฉันกินหมดแล้ว”
คำทุมเถียงเสียงดังลั่นร้านนั่นทำให้พรายแก้วต้องส่ายหน้า ด้วยทั้งขำทั้งเพลียใจ
โลกมันเพี้ยนไปแล้วหรือไงนะ ผู้หญิงสนับสนุนให้ผู้ชายได้กับผู้ชาย ....
แล้วจะหาใครไม่หา...ดันเป็นคุณเจ้านายจอมโหดอีก แค่คิดก็สยองไปถึงไหนถึงไหนแล้ว....

มือเที่ยงที่แสนวุ่นวายในความรู้สึกได้ผ่านพ้นไป เช่นเดียวกับเวลาพักที่ใกล้หมดลง ผู้คนจึงพากันทยอยกลับตึกสำนักงานเช่นเดียวกับพรายแก้ว
ทางกลับเป็นทางเดียวกับขามา นั่นคือซอยเล็กๆที่ตัดผ่านบ้านเรือนในรั้วสูง ซึ่งมากมายไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ทอดกิ่งก้านออกมานอกรั้วให้ร่มเงากับสองข้างทาง
และเนื่องด้วยวันนี้เป็นวันพุธ ทั้งสองข้างทางจึงเต็มไปด้วยแผงลอยที่มาจับจองที่ขายของนาๆชนิดซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ของสาวออฟฟิศ ดังนั้นทางเดินนี้จึงเต็มไปด้วยสาวน้อย สาวใหญ่และไม่สาว
พรายแก้วเดินเมียงมองไปสองข้างทางไปอย่างช้าๆ ตลาดนัดก็เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้พบเจอเท่าไหร่ ด้วยเพราะเขาเองก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนมาไหนนัก...
หนึ่งสาวผู้ร่วมวงกินข้าวหายไปแล้ว ด้วยเพราะเจอร้านเสื้อเจ้าประจำเข้าให้ ตอนนี้คนที่เดินข้างๆจึงมีเพียงณสรณ์คนเดียว ซึ่งก็ทำให้พรายแก้วรู้สึกสบายหูขึ้นเป็นกอง เพราะณสรณ์นั้นเป็นคนไม่ค่อยพูด

หากแต่คนไม่พูด อยู่ๆก็ถามขึ้นมาจนทำให้เขาต้องชะงัก
“นายไม่ได้มีปัญหาเรื่องงานอย่างที่บอกไอ้ดลนั่น..ใช่มั้ย?”
นี่เองที่พรายแก้วรู้สึกได้ว่าคนไม่ค่อยพูด จับสังเกตได้เก่งชะมัด
“ก็..ครับ.. ”
“แล้วนายมีปัญหาเรื่องอะไร”
“เรื่องไม่เป็นเรื่องครับ นิดหน่อยๆ”
“เรื่องส่วนตัวสินะ”
คนถามพยักงานอย่างเข้าใจ
“ก็ดีแล้วที่นายไม่ไว้ใจใคร ที่นี่.. สังคมการทำงาน บางทีมันก็มีหลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ นอกเหนือจากงาน แล้ว นายต้องเจอกับคนอีกหลากหลาย แต่ละคนที่เข้ามาบางทีก็หน้าเนื้อใจเสื้อไว้ใจไม่ได้ เพราะงั้นนายก็ควรจะระวังตัวไว้ คิดให้ละเอียดก่อนที่จะทำอะไรลงไป เพราะหากพลาดแล้ว ไม่มีทางจะกลับมาแก้ไขให้เหมือนเดิมได้ ”
พรายแก้วมองคนข้างๆด้วยอาการงงๆ.... เข้าใจว่าอยากจะเตือน แต่ที่งงคือกำลังเตือนเรื่องอะไรกันแน่ ....

คนเตือนซึ่งดันแว่นที่เลื่อนลงเมื่อเห็นตาแป๋วๆ ก็ยิ้มบางๆ
“ไม่เข้าใจก็ช่างเหอะ ว่าแต่ถ้ามีปัญหาอะไรนายปรึกษาเราได้นะ รับรองไม่เหยียบกระจายเหมือนไอ้ดำนั่นหรอก”
ณสรณ์บอกอย่างใจดี ใบหน้าที่อยู่ใต้แว่นกรอบดำหนายิ้มใสราวกับเด็ก
“ได้ทุกเรื่องจริงเหรอครับพี่”
“จริงดิ”
พรายแก้วกรอกตาไปมาอย่างนิ่งคิด ก่อนอมยิ้มเจ้าเล่ห์
“งั้น.....ขอตังค์ซื้อหนมสองพันดิพี่”
คนที่ทำตัวเป็นพี่ผู้ใจดีถึงกับสะอึกจนตัวโยน ก่อนจะหันมาแยกเขี้ยวใส่พรายแก้วที่ยิ้มยิงฟันทำหน้าทะเล้น
“ยกเว้นเรื่องยืมเงินเรื่องเดียวเฟ้ย”
“โห...ผมล้อเล่นน่า แต่..ตอนนี้มีสักสองร้อยมั้ยล่ะ”
คนใส่แว่นถลึงตาใส่จนเกือบจะค้อน แล้วเดินหนีเข้าไปหนังสือเก่าใต้ร้านต้นไทรข้าง พรายแก้วหัวเราะร่วนจึงหยุดยืนรออยู่หน้าร้านไปพร้อมกับเมียงมองนิตยสารแต่งบ้านเก่าๆ

สายตาเหลือบไปเห็นภาพหน้าปกเล่มหนึ่งอันเป็นบ้านสไตล์โมเดิร์น ทั้งรูปทรงและความดิบของผนังทำให้นึกที่พัก และที่สุดภาพของเจ้าของห้องก็หวนกลับมาในความคิดอีกรอบ
เท่านั้นเด็กหนุ่มส่ายหน้ากับตัวเองอย่างเบื่อหน่าย

เปล่าประโยชน์.... คิดให้หัวแตกยังไงก็ไม่ได้คำตอบหรอก ถึงจะถามก็เถอะ ยังไงก็คงไม่พูดแน่ เพราะงั้นก็เลิกคิดกลับไปกลับมาได้แล้ว



“ปากก็แดง แก้มก็ใส น่ารักจังเลย”
คำพูดที่แว่วมาทำให้พรายแก้วเหลือบตามอง เสียงนั้นมาจากผู้ชายสองคนที่นั่งกระดกของเหลวจากกระป๋องสีขาวขุ่นอยู่ในเพิงสังกะสีฝั่งซ้ายมืออันติดกับประตูทางเดินด้านหลัง ดูจากลักษณะที่สวมเสื้อกั๊กกับผิวค่อนข้างคล้ำก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นพวกมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
“สวยๆแบบนี้ มีแฟนรึยังจ๊ะ ถ้ายังไม่มีแฟน มาเป็นแฟนกับพี่มั้ยจ๊ะ ”
ในครั้งแรกคิดพวกปากเปราะเมาเบียร์กลางวันแสกๆคงจะแซวสาวออฟฟิศที่เดินผ่านเข้าออกไปมา แต่ตั้งแต่ยืนอยู่หน้าแผงจนเกือบนาทีก็ไม่เห็นว่ามีใครผ่านซักคน แล้วพวกนี้มันแซวใคร....
ความคิดที่วูบขึ้นเมื่อฉุกคิดได้นั้นทำให้รู้สึกมีคนวิ่งเข้ามาตบหน้าฉาดใหญ่ ฤทธิ์ของมันทำให้พรายแก้วหน้าชาไปชั่วครู่...

ไม่ต้องบอกแล้ว...ว่าหมายถึงใคร...
“สวยเหมือนผู้หญิงแบบนี้ พี่รับรองจะพาน้องไปเบิ้ลให้มันส์ไปเลย”

เสียงหัวเราะบ่งบอกถึงความชอบใจและประโยคสุดท้ายทำให้โทสะพลุ่งพล่านจนอยากจะหันกลับไปตอบโต้อะไรบ้าง แต่เมื่อคิดว่าคงไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้นเพราะคนเหล่านั้นคงเมา เขาจึงพยายามระงับอารมณ์และเดินเข้าไปในร้านหนังสือเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เป็นอะไรรึเปล่านาย หน้าแดงๆ”
“ไม่เป็นไรครับพี่”
คำถามจากคนตาไวข้างๆทำให้พรายแก้วต้องฝืนยิ้มและตอบออกไป ทั้งที่ในหัวกำลังเดือดพล่าน
...ช่างมัน อย่างไปใส่ใจ แค่คำพูดพล่อยๆ เท่านั้น เรื่องธรรมดา ของแบบนี้มันเกิดขึ้นบ่อยๆแล้วไม่ใช่หรือ ....

เด็กหนุ่มพยายามท่องอยู่ในใจ แต่ถึงแม้จะคิดอย่างนั้น หากความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็สร้างแปลบปลาบอยู่ในใจที่พยายามจะเก็บซ่อนอารมณ์ไว้
...โทษใครไม่ได้หรอก เกิดมาอย่างนี้เอง

...
...
...
บรรยากาศรอบตัวกลับมาสงบเหมือนเดิมเมื่อกลับมายังสำนักงานหลังจบมื้อเที่ยง พรายแก้วเป็นคนขึ้นมาคนแรกเพราะขอตัวจากณสรณ์โดยบอกกว่าจะมาเข้าห้องน้ำ หากแต่ความจริงคือมาสงบจิตใจด้วยการอยู่ในที่เงียบๆ
เพราะกลุ่มของพรายแก้วพักก่อนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นเมื่อขึ้นมาคนในสำนักงานจึงลงไปพักกันหมด บรรยากาศในห้องทำงานจึงเงียบอย่างที่ต้องการ และสงบมากพอที่อาจจะทำให้จิตใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์ต่างสงบลงได้

เขาเดินมายังโต๊ะทำงาน นั่งลงอิงหลังกับเก้าอี้ ก่อนจะทอดสายตามองออกไปใกลแสนไกล
แดดร้อนแรงจัดจ้า ท้องฟ้าสีฟ้าจางเกือบขาวที่ไม่มีเมฆเลยแม้สักก้อนนั้นสวยจนไม่อาจละสายตาได้ แต่สมองกลับไม่อาจซึมซับความงดงามนั้นได้เพราะในหัวยังมีความคิดต่างๆที่ไม่อยากจะคิดวิ่งวนไปมา

คำพูดของใครบางคนที่อยู่ในความทรงจำเก่าๆก้องสะท้อนไปมาอยู่ในหัว ยิ่งคิดถึงก็ยิ่งเจ็บแสบไปทุกขุมขน จนอยากจะกรีดร้อง
พอสักที หยุดได้แล้ว แค่นี่ก็เจ็บมากพอแล้ว
จบสักที่ได้มั้ยเรื่องแบบนี้....


พรายแก้วทุบโต๊ะปึงอย่างพยายามจะขับไล่เสียงเหล่านั้น ก่อนจะคว้าถ้วยน้ำลุกขึ้นเดินออกจากห้องไปยังแคนทีนเล็กๆที่อยู่อีกฝั่ง

น้ำร้อนที่ไหลเป็นสายลงสู่ถ้วยกระเบื้องเคลือบหนาทำให้เกิดไอน้ำฟุ้งขึ้น หากแต่ไม่มีกลิ่นของกาแฟหรือโกโก้ลอยตามขึ้นมาด้วยเพราะก้นถ้วยนั้นว่างเปล่า
คนอื่นๆอาจติดกาแฟหรือชา แต่พรายแก้วนั้นติดน้ำร้อน โดยไม่จำเป็นต้องใส่อะไรอย่างอื่นผสมในน้ำ ด้วยเพราะอยู่กับยายที่ชอบจิบน้ำร้อนเปล่าๆ ดังนั้นเขาก็เลยติดนิสัยกินน้ำร้อนๆตามไปด้วย
เมื่อนึกถึงยาย ทำให้นึกถึงคำพูดของยาย หากยายรู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ก็คงจะบอกว่า
‘ ใครจะมองเปลือกนอกเรายังไงก็ช่างมันสิลูก เรารู้ตัวตนภายในของเราเป็นพอ ’
จริงอย่างที่ยายบอก.....หากแต่ความรู้สึกแปลบๆที่เหมือนเป็นเสี้ยนเล็กๆในใจกลับไม่ทำให้คิดเช่นนั้น

เสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามาทำให้ต้องละเรื่องความนึกคิดของตนเอง ก่อนจะหันไปทางต้นเสียงที่มาหยุดยืนเต็มความสูงอยู่ไม่ห่าง
“ไง”
เสียงทักทายห้วนห้าวมาพร้อมกลิ่นบุหรี่จางๆ ด้วยความสูงที่มีมากกว่าของอีกฝ่ายทำให้พรายแก้วต้องเงยหน้าทุกครั้งที่มีการพูดคุย
“กินข้าวแล้วหรือ”
ใบหน้าสีเข้มที่ตัดกับไรหนวดเขียวบางนั้นน่าดู หากแต่ดวงตาคมริบที่มองมากลับมีแววเหมือนจะหาเรื่อง
“ครับ”
“แย่จริง กินข้าวกันหมดแล้ว หาเพื่อนกินข้าวไม่ได้เลย”
ผู้มายืนอยู่ใกล้บ่นงึมงำ ก่อนดวงตาคมจะแลเลยไปยังถ้วยของพรายแก้ว
“แล้วนั่น... กินอะไร”
“..น้ำร้อนครับ”
“ไม่ใส่อะไรหรือ ที่นี่มีกาแฟนะ ชาก็มี ”
“ไม่ครับ ผมกินแต่น้ำร้อน”
“อ้าว ทำไม”
“ผมอยากกินน้ำร้อนเปล่าครับ ไม่ได้อยากกินกาแฟร้อน หรือชาร้อน”
เมื่ออยู่ในอารมณ์ที่ไม่อยากตอบคำถาม พรายแก้วก็ตอบกลับไปอย่างที่รู้สึกเพื่อปิดการสนทนาเร็วๆ ซึ่งคำตอบนั้นคงฟังกวนประสาท ดวงตาคมกริบของคุณเจ้านายจึงมองเป๋งมาอย่างขุ่นๆ
“ดูท่าคุณไม่ค่อยอยากคุยกับผมเท่าไหร่เลยนะ”
คำพูดตรงๆนั้นทำให้เด็กหนุ่มยกยิ้ม ตานี่ความรู้สึกไวดีชะมัด แต่แบบนี้ก็ดีแล้วจะได้รีบไปๆเสียที
“ขอโทษด้วยครับ เผอิญมีเรื่องต้องคิด”
เมื่อถามตรงก็ต้องตอบตรง ฝ่ายคนถามที่ไม่คิดว่าจะได้คำตอบเช่นนี้จึงนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหัวเราะเบาๆในลำคอ
“เอาเถอะ ผมขอโทษที่รบกวนเวลา ไว้คุยกันใหม่ก็แล้วกัน”
บอกเพียงเท่านั้นร่างสูงใหญ่หมุนตัวเดินออกจากแคนทีน พรายแก้วถอนใจยาวก่อนจะหันไปกดน้ำร้อนใส่ถ้วยให้เต็ม
“นี่ ”
เสียงห้าวๆเรียกให้พรายแก้วต้องหันไปหาต้นเสียง....ใบหน้าสีเข้มที่หันกลับมาเห็นเพียงเสี้ยวนั้นเรียบเฉย หากแต่ดวงตาที่พราวพรายและมุมปากที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยนั้นขัดกันอย่างสิ้นเชิง
“คุณนี่... มีอะไรให้ผมแปลกใจได้ตลอดจริงๆ”

.................................................



เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากก้มหน้าทำงานเมื่อหมดเวลาพักเที่ยง ซึ่งเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกทีก็พบว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะเลิกงาน
งานที่ได้รับมอบหมายยังคงค้างอีกไม่มากและข้อสำคัญคือเขายังไม่อยากกลับห้องในตอนนี้ เพราะอารมณ์ยังไม่ปกตินัก ดังนั้นเมื่อคนอื่นๆเก็บของเข้าที่และเตรียมตัวกลับบ้านพรายแก้วจึงยังก้มหน้าก้มตาทำงานต่อ จนณสรณ์ที่นั่งโต๊ะใกล้กันต้องออกปาก
“นายยังไม่กลับบ้านหรือ ห้าโมงแล้วนะ?”
“ยังครับ ผมว่าจะทำงานให้เสร็จก่อน”
“ไม่เสร็จก็ทำต่อพรุ่งนี้ก็ได้ ” ดลยาที่อยู่โต๊ะข้างหน้าหันกลับมาบอกเบาๆในขณะกำลังแต่งหน้า”กลับด้วยกันเหอะ ยังเพิ่งต้นเดือนแบบนี้ไปเดินห้างแก้เครียดกันดีกว่า”
“ขอบคุณครับ แต่พี่บอยกะเจ๊ไปกันเหอะ ผมอยู่ทำงานดีกว่า เหลืออีกนิดเดียวเอง อีกอย่างช่วงนี้รถติด ไว้อีกสักครึ่งชั่วโมงค่อยกลับครับ”
พรายแก้วบอกยิ้มๆ ทั้งสองจึงได้แต่พยักหน้าและเดินออกจากห้องทำงานไปอย่างเงียบๆ
แสงแดดภายนอกอ่อนแรงลงจนกลายเป็นสีทอง สำนักงานเงียบสนิทจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศได้ชัดเจน
ความงดงามและอ่อนโยนของลำแสงยามเย็นทำให้พรายแก้วละมือจากแป้นพิมพ์และเท้าคางมองทิวทัศน์ภายนอกผนังกระจกอย่างใจลอย
ความจริงยามเย็นของกรุงเทพก็งดงาม ตึกรามบ้านช่องต่างๆกลายเป็นสีทองอมชมพูเมื่ออาบไล้ลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ก่อนแสงไฟจะค่อยๆฉายประกายราวกับเพชรเมื่อฟ้ามืดลง
ยามใกล้ค่ำแบบนี้ทำให้ใจกระหวัดไปถึงภาพท้องทุ่งดอกเลาไหวเอนสีขาวหม่นที่ตัดกับท้องฟ้าสีชมพูอมม่วงในยามโพล้เพล้ ที่เคยวิ่งเล่นถลาไล่ไขว่คว้าสายลมในยามเด็ก
...ก็คงได้แต่คิดถึง แต่คงจะไปหาอย่างที่อยากทำไม่ได้ เช่นเดียวกับหลายๆเรื่องที่อยากทำแต่ไม่อาจทำได้

ความสุขในวัยเยาว์ ความหวังทุกอย่าง ปลิวไปกับสายลมหมดแล้ว ตั้งแต่เติบโตขึ้น

ที่เหลือก็มีเพียงแค่ร่างกายที่ต้องทนอยู่ไปเรื่อยๆ ทนกับทุกอย่างที่ประดังเข้ามา

เสียงกริ๊งโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ เด็กหนุ่มดึงสติตัวเองกลับมาก่อนจะยกหูขึ้นรับสาย
“ยังไม่กลับอีกหรือ?”
เสียงห้าวฟังไม่คุ้นสวนออกมา เด็กหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัย... ... แต่เมื่อผ่านสักครู่ถึงนึกขึ้นได้

...ก็เสียงอย่างนี้ใครจะจำไม่ได้ ห้าวๆห้วนๆ ดุๆแบบนี้มีคนเดียวแหละ..
“ครับ”
“ทำอะไรอยู่ ทำไมยังไม่กลับบ้าน”
“ผมทำงานอยู่ครับ ”
“จะกลับบ้านหรือยัง” เสียงปลายสายเริ่มสงบลงเล็กน้อย
“ก็....กำลังจะกลับครับ”
“งั้นหรือ ถ้างั้นเดี๋ยวก่อนกลับ คุณเข้ามาหาผมที่ห้องด้วยนะ”
“คุณยุทธ...มีอะไรหรือครับ?”
“จะถามทำไมนักหนา ให้มาก็มาเหอะน่า”
เสียงปลายสายเอ็ด ทำให้พรายแก้วต้องแอบถอนใจ
“ครับ”


ทางเดินอันปูหินแกรนิตสีดำมืดสลัวเมื่อไฟหลายดวงปิดลง แต่ถึงอย่างนั้นความมืดกลับเน้นละอองทองภายในให้ยิ่งส่องประกายเด่นชัดขึ้นจนคล้ายกับดาวดวงเล็กดวงน้อยกำลังส่องแสง จนพรายแก้วอดคิดไม่ได้ว่าตนเองกำลังเดินทางไปในอวกาศที่ยาวไกล
แต่ระยะทางจากห้องทำงานไปยังห้องของกรรมการผู้จัดการไม่ได้ไกลถึงเพียงนั้น ถึงแม้พรายแก้วจะอยากจะให้ทางเดินมันยาวออกไปกว่านี้ เพื่อที่จะได้ยืดระยะเวลาท่องเลขสงบอารมณ์ให้ถึงร้อยเสียก่อนที่จะเผชิญหน้ากับผู้เป็นเจ้านายก็ตาม
การที่อารมณ์ยังไม่ปกติ แล้วอาจต้องทนฟังอะไรที่ไม่ชอบใจนัก คงต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งขณะนี้แน่ใจได้เลยว่ายังมีไม่พอ
ดูท่าคุณยุทธีจะไม่ชอบหน้าเราจริงๆ......สงสัยจริงว่าเคยไปเหยียบตาปลาไว้ตอนไหน....
แต่จะว่าไปเราก็ไม่ค่อยชอบเขาเท่าไหร่เหมือนกันแหละ

คิดไปคิดมาสุดท้ายก็เดินมาถึงหน้าประตูห้อง พรายแก้วถอนใจก่อนจะเคาะและผลักประตูเข้าไปในห้อง

ห้องสีขาวสะอาดตาที่เคยเข้ามา ดูแปลกไปเมื่อมูลี่ถูกรูดขึ้นจนสุดเพดาน เผยให้เห็นผนังกระจกใสที่ถ่ายทอดความงดงามของแสงไฟยามค่ำในเมืองกรุงได้อย่างชัดเจน
กึ่งกลางของผนังกระจกที่กั้นฉากหลังมืดสนิท...ร่างสูงใหญ่ของผู้เป็นเจ้าของยืนนิ่งหันหลังให้ ด้วยเพราะเจ้าตัวคงกำลังทอดสายตามองทิวทัศน์ภายนอกกระจกด้วยความเพลิดเพลิน พรายแก้วจึงมีโอกาสมองช่วงไหล่กว้างอย่างพิจารณา
แม้จะมองผ่านเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม แต่สำหรับคนเรียนด้านกายวิภาคมา บอกได้เลยว่าเขาคนนี้ต้องมีกล้ามเนื้อที่สวยงาม ก็ดูเถอะแค่หันหลังให้ ท่าทางก็ยังผึงผายน่ามองราวกับรูปสลักโรมัน
“มาแล้วหรือ? ”
เสียงห้าวดังขึ้นทั้งที่ยังเจ้าของเสียงยังไม่หันหน้ามา พรายแก้วแอบถอนใจเพราะมั่นใจว่าต้องโดนฟาดหัวฟาดหางอีกแน่
“คุณยุทธีมีอะไรกับผมหรือครับ”
“ถ้าไม่มีอะไรผมเรียกคุณมาพบไม่ได้หรือไง?”
คนพูดหันมาทำเสียงเข้มใส่ แต่ก็ลดเสียงลงเมื่อเห็นว่าพรายแก้วยืนนิ่งมองตาแป๋ว
“ไม่มีอะไรหรอก เห็นคุณอยู่ทำงานมืดค่ำ ก็เลยอยากจะถามดู”
ใบหน้าสีเข้มคลายความดุดันลง มีเพียงดวงตาที่ยังคงเป็นประกายน่าพิศวง
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า วันนี้ถึงได้กลับค่ำ”
“ก็ไม่มีอะไรนี่ครับ”
“ไม่มีจริงหรือ?” คนจ้องจ้องหน้าเหมือนจะคั้นเอาคำตอบ
“ครับ แล้วคุณยุทธีคิดว่าผมมีปัญหาอะไรหรือครับ”
เมื่อโดนถามกลับ คนเป็นเจ้านายไม่ตอบ แต่กลับกอดอกเอียงคอมองแบบเดียวกับวันแรกที่เจอกัน
“ไม่มีปัญหา งั้นแล้วทำไมถึงยังไม่กลับ เล่นเกมส์อยู่หรือไง?”
นั่นไง ....ว่าแล้วเชียว ไอ้ท่าเอียงคอแบบนี้มันท่าทางตอนหาเรื่องชัดๆ
“ไม่ได้เล่นครับ ผมทำงานอยู่ เพียงแต่ที่อยู่ค่ำเพราะอยากทำงานของวันนี้ให้เสร็จ พรุ่งนี้จะได้เริ่มเรียนงานใหม่ได้เลย”
“ก็แล้วไป”อีกฝ่ายยักไหล่ “งั้นนี่ตกลงทำงานเสร็จแล้วใช่มั้ย”
“ครับ..”พรายแก้วรับคำ จะถามต่อว่าถามทำไม แต่หับปากไว้ทันเสียก่อน
“ดี.....งั้นก็ไปกันได้แล้ว”
“เอ๊ะ ไปไหนครับ?”
“เอ๊า ก็กลับบ้านไง กลับด้วยกัน เดี๋ยวผมจะไปส่งคุณที่บ้าน”
“ไปส่งบ้าน....เหรอครับ”
คำพูดของคุณยุทธีคราวนี้ทำให้งงจริงๆ เพราะอยู่ๆอีกฝ่ายก็เกิดใจดีขึ้นมาจากที่เมื่อกี้ยังดุจนแทบจะกระโดดกัด
“ใช่สิ..ไปส่งบ้าน ทำไม..มีปัญหาอะไร?”
ใจดีอยู่ได้ไม่นานก็เริ่มที่เหวี่ยงใส่อีก พรายแก้วแอบถอนใจกับอารมณ์ขึ้นลงๆของอีกฝ่าย
“ไม่มีครับ แต่ผมกลับเองดีกว่า”
“ทำไม?”คราวนี้ดูท่าจะไม่พอใจเพราะน้ำเสียงเริ่มแข็ง
“ตอนนี้ค่ำแล้ว รถคงจะติดหนัก ถ้าไปส่ง คุณยุทธีคงต้องถึงบ้านดึก ผมกลับเองสะดวกกว่าครับ ”
สายตาที่มองมาดูก็รู้ว่าไม่พอใจอย่างหนัก หากเจ้าตัวหันกลับไปยังทิวทัศน์นอกกระจกภายนอกอีกครั้งและบอกเบาๆ
“งั้นก็แล้วแต่คุณแล้วกัน”
เสียงห้าวๆนั้นราบเรียบเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฟังแล้วก็ยิ่งทำให้สงสัย ...นี่...ตกลงแล้ว เขาจะอยู่ในอารมณ์แบบไหนกันแน่ แล้วเรียกมาพูดเรื่องแค่นี้หรอกหรือ....
“ ไม่มีอะไรแล้ว คุณกลับไปได้”
“ครับ”
เด็กหนุ่มหันหลังและก้าวออกจากประตูห้องไปด้วยความสงสัย จึงไม่เห็นว่าว่าร่างสูงใหญ่หันกลับมามองด้วยแววตาประหลาด.....

.......................................................................





เจอกันใหม่พุธหน้าครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post01 Sep 2013 23:23

เห้อ.....จากพุธลากยาวมาวันอาทิตย์....





7...........






อากาศเย็นเยียบ..หมอกขาวจัดเบาบางเคลื่อนลอยอยู่รอบๆตัว ทำให้ทุกสิ่งที่เห็นคล้ายมองผ่านผ้าขาวโปร่ง ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าอ่อนจางจนเกือบขาว.. แสงที่ทอทอดลงมาก็ดูนุ่มนวลอย่างน่าพิศวง แม้กระทั่งพุ่มพฤกษ์รอบตัวก็กลายเป็นเงามัวๆสีเขียวอ่อนละมุนละไม

...ที่ไหนกัน...

เสียงฮัมเพลงที่ใสราวกับแก้วดังลอยมาจากที่ใดที่หนึ่ง ทำให้ต้องเหลียวหา จนเมื่อพยายามเพ่งมองไปข้างหน้าจึงพบกับร่างของใครคนหนึ่งยืนเด่นอยู่บนโขดหินเล็กๆที่ด้านล่างมีธารน้ำไหลผ่านเอื่อยๆ

ชุดขาวบางเบาราวกับหมอกที่รายล้อมตัว ตัดกับผมยาวดำอันพริ้วพรายไปตามสายลม มงกุฎดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์อันสวมไว้บนศีรษะส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ ร่างนั้นหันหลังเอามือไพล่หลังไว้และยืนนิ่งไม่ไหวติงเหมือนกำลังเพลิดเพลินกับการชมความงดงามของธรรมชาติ

..เธอ..เธอนั่นเอง...

ความคุ้นเคยเจนตาที่มีเกือบทั้งชีวิตทำให้รู้ว่าร่างนั้นคือใครทั้งที่ยังไม่เห็นหน้า และเพียงเท่านั้นหัวใจที่ขาดวิ่นก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด
มาเยี่ยมเรางั้นหรือ ..... เราก็คิดถึงเธอนะ

เด็กหนุ่มก้าวไปข้างหน้าเพื่อพาตัวเองไปให้ถึงร่างนั้น แต่ยิ่งเดินหมอกก็ยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ จนที่สุดร่างนั้นก็กลืนหายไปกับสายหมอก

หายไปไหน..หายไปไหนแล้ว

เขาพยายามจะวิ่งหาแต่ทุกแห่งก็ขาวโพลนไปหมด ขาวจนมองไม่เห็นอะไรนอกจากตัวเอง

จู่ๆข้างหน้าก็ปรากฎเงารางๆขึ้นเป็นรูปร่างคน เขาวิ่งเข้าคว้าไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่ร่างนั้นจะหายไปในสายหมอก

“รอด้วย อย่าเพิ่งไป รอเราด้วย”
เขาละล่ำละลักบอก หากเมื่อมองไปยังร่างก็ต้องผงะ

“อ้าวววว ว่าไงจ๊ะน้องคนสวย จะไปไหนจ๊ะ ไปเที่ยวกับพวกพี่มั้ย รับรองความมันส์นะ”

ร่างที่หันกลับมานั้นไม่ใช่คนที่ต้องการจะพบ หากแต่กลับเป็นไอ้สองกระจั๊วที่เจอในตลาดหลังสำนักงาน ทั้งคำพูด สีหน้าและแววตาอันโลมเลีย ทำให้รู้สึกเดือดดาลจนต้องเดินหนี

รอบตัวกลับกลายเป็นสีดำภายในพริบตา ความมืดมัวเข้าล้อมรอบตัวและยิ่งขับให้ชายสองสองที่เดินตามหลังมาดูคลับคลายกับเป็นปีศาจที่กำลังไล่ล่าจะลากวิญญาณลงสู่ขุมนรก

“จะหนีไปไหนเล่า อยู่คุยกันก่อนซี พวกพี่มีไอติมแท่งใหญ่ให้อมให้ดูดน้า”
“ไปให้พ้น อย่ามายุ่งกับกู ”
เขาตะโกนไล่ และพยายามเดินหนี แต่เสียงก็ยังดังตามหลังมาเรื่อยๆไม่ยอมห่างจนสุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนเป็นวิ่ง

“ไปให้พ้น!”


สมองสั่งขาให้วิ่ง และวิ่ง ไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมาย ไปโดยที่มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด
จนเมื่อเริ่มรู้สึกเหมือนกับหัวใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมานอกอก และคงทิ้งระยะห่างมาพอสมควรเพราะเสียงต่างๆเงียบหายไป เขาจึงหยุดทรุดตัวกับพื้นลงหอบหายใจถี่ๆ


“คนอย่างแก นอกจากจะชอบทำให้คนอื่นเดือนร้อนแล้วยังอ่อนแอป้อแป้อย่างกับผู้หญิงอีก รู้ไว้ด้วยว่าท่าทางของแกมันน่าสะอิดสะเอียน”

จู่ๆเสียงๆหนึ่งก็ดังก้องขึ้นมาที่ไหนสั่งแห่ง เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของไอ้กระจั๊วสองตัว ไมใช่เสียงใครอื่นๆ แต่เป็นเสียงที่คุ้นเคย...

ร่างกายทำปฏิกิริยาต่อต้านด้วยอาการชาและหนาวเยือกทั้งที่เหงื่อออกเต็มตัว จากนั้นก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นมาในหัวใจอย่างที่สุด

ไม่มีอะไร...ไม่มีอะไร

เขาพยายามบอกตัวเองก่อนจะลุกขึ้นมองรอบๆด้วยสีหน้าซีดเผือด แล้วจึงรีบเดินต่อไปข้างอีกครั้ง

แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นอีก และคราวนี้เสียงนั้นดังขึ้นรอบทิศทาง.....

“แกมันน่าสะอิดสะเอียน!”

“แกมันน่าสะอิดสะเอียน!”

“แกมันน่าสะอิดสะเอียน!”

“แกมันน่าสะอิดสะเอียน!”

“แกมันน่าสะอิดสะเอียน!”

โอ๊ยย....หยุด ....พอแล้ว พอที ไม่อยากฟังแล้ว

เด็กหนุ่มอุดหูและพาตัวเองออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเพื่อที่จะหนีให้พ้นจากเสียงๆนี้ หากขณะที่พุงไปข้างดวงตาก็กลับเห็น วัตถุสีดำขนาดมหึมาพุ่งเข้ามาในระยะกระชั้นชิด

เขาตะเบ็งสุดเสียงอย่างตกใจ ก่อนจะสะดุ้งตื่นลืมตาขึ้นสุดตัว

ภาพห้องสีเหลี่ยมทึมๆที่เป็นเงาตะคุ่มชัดเจนอยู่ในสายตา ลมเย็นพัดมาจากช่องบานกระจกที่แย้มไว้ให้ลมพัดเข้ามาทำให้ม่านที่รูดปิดไว้ครึ่งหนึ่งไหว จนเห็นท้องฟ้าสีเทาจางเจือไปด้วยสีชมพูสวย

นี่เรา...ฝันหรือนี่....

บอกกับตัวเองแล้วพยายามปรับลมหายใจถี่กระชั้นให้เป็นปกติก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้า แต่คำพูดอันแหลมคมที่ยังติดอยู่ในหัวก็บาดเข้าที่เนื้อหัวใจจนเกิดอาการปวดแปลบ

..ตามมาทำร้ายกันแม้กระทั่งในฝัน...

เด็กหนุ่มยิ้มขื่นให้กับตนเอง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วมุ่งตรงไปยังห้องน้ำ


......................................


มูลี่ถูกดึงขึ้นสุดเพดานจนผนังกระจกเผยภาพท้องฟ้าสีส้มจัด ที่ประปรายไปด้วยริ้วเมฆสีทอง พระอาทิตย์ดวงโตค่อยๆเคลื่อนตัวขึ้นจนเกือบจะพ้นเส้นขอบฟ้า นกตัวน้อยๆสามสี่ตัวบินโฉบเฉี่ยวเล่นลมยามเช้าอยู่ภายนอก
ความสดใสของบรรยากาศคลอบคลุมไปทุกพื้นที่ แต่ในสมองกลับไม่ปลอดโปร่งเพราะยังมึนงงและสบสนวุ่นวายไปหมด
ภาพต่างวนเวียนไปมาในหัวอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างแจ่มชัดราวกับเพิ่งได้ประสบกับเหตุการณ์นั้น แม้กระทั่งคำพูดทิ่มแทงที่ยังทำให้ใจปวดแปลบมาได้จนเดี๋ยวนี้

ทำไมถึงขวางมันทิ้งไปไม่ได้เสียที....ทั้งที่ตอนนี้ก้มีแต่เราก็เป้นอิสระจากทุกสิ่งแล้ว..


เด็กหนุ่มเบนสายตาไปยังนกที่บินเล่นลมอยู่ภายนอก หากในหัวกลับยังแว่แต่คำพูดที่อยุ่ในความทรงจำซ้ำไปซ้ำมา

“ไง”

เสียงห้าวดังก้องไปทั้งห้องทำงานที่เงียบสงัดทำให้หลุดออกจากภวังค์ เมื่อหันกลับไปก็พบกับเจ้าของเสียงเดินผ่านประตู
ร่างสูงหนาก้าวยาวๆมาหยุดยืนตรงหน้า กลิ่นบุหรี่ปนน้ำหอมเย็นๆ โชยชายมาเหมือนกับที่เจอกันครั้งแรก

“มาเช้าอีกแล้วนะ“
ถึงแม้จะคิดว่าวันนี้คงจะฤกษ์ไม่ดีแต่เช้าเพราะเจอคนไม่ถูกชะตา แต่ด้วยความที่อีกฝ่ายเป็น’เจ้านาย’พรายแก้วจึงยกมือไหว้เมื่อรู้สึกตัว
“ผมแก่ขนาดต้องไหว้เลยหรือ”
ฝ่ายที่ถูกไหว้ขมวดคิ้ว ดวงตาคมหรี่มองเหมือนจะไม่พอใจ แต่พรายแก้วกลับรู้สึกสะใจอยู่เล็กๆ
“กินอะไรมาหรือยัง?“
คำถามที่ถามขึ้นลอยๆทำให้ต้องขมวดคิ้วเนื่องจากไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกต้อง จนอีกฝ่ายเอ็ดซ้ำเมื่อไม่ได้รับคำตอบ
“นี่! ผมถามว่ากินอะไรหรือยัง”
เสียงห้าวดุทำให้ความรู้สึกขวางเกิดขึ้นในหัว เขาเงยหน้าขึ้นสบตาดวงตาคมกริบที่จ้องอยู่และตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ยังครับ”
“ดี..งั้นก็ไปด้วยกัน”
“ห๊ะ...อะไรครับ?”
“เอ๊า จะอะไรล่ะก็ไปกินข้าวไง ไปกับผม”
ประโยคที่ว่า ’ไปกับผม’ ทำให้ต้องชะงักนิ่งอยู่กับที่...เอ๊ะ...หูแว่วหรือประสาทหลอนกันนี่
“อ้าว นั่งนิ่งทำไม ลุกขึ้นสิ”
คำพูดนั้นทำให้ต้องถอนใจด้วยความรำคาญ.. คนเป็นเจ้านายนี่เขาถนัดบังคับอย่างเดียวละมั้ง..
“ขอบคุณครับ แต่ผมไม่หิว “
เด็กหนุ่มบอกก่อนจะหันไปสนในหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่ต้องชะงักเมื่อร่างสูงจู่ๆก็เท้าแขนลงบนโต๊ะแล้วยื่นหน้ามาพูดเบาๆ
“กลัวผมเหรอ ถึงไม่กล้าไปกินข้าวด้วยกัน”
ทั้งสายตา ทั้งน้ำเสียงนั้นยียวนให้อารมณ์ยิ่งขุ่นมัว จนต้องโต้กลับไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่ครับ”
บอกออกไปแล้วก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นหลุมพราง ส่วนอีกฝ่ายที่รู้ว่ากับดักของตนได้ผลดีเยี่ยมก็ยิ้มกริ่ม
“ถ้าไม่กลัวงั้นคุณก็คงจะไม่ปฎิเสธที่จะไปกินข้าวเช้ากับผมสินะ”




กลิ่นกาแฟหอมกรุ่นล่องลอยกระทบจมูกเมื่อมาถึงห้องกระจกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่เลยจากตึกสำนักงานมาเล็กน้อย ภายในร้านไม่มีลูกค้าเพราะยังค่อนข้างเช้า หากภายในก็ยังดูคึกคักและสดใสไปด้วยเสียงเพลงที่เปิดคลอเบาๆกับดอกกุหลาบแดงสดแรกแย้มที่ปักอยู่ในแจกันเซรามิกขาวทรงสูง
ร้านแห่งนี้ถึงจะไม่ใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้แคบอย่างร้านที่ปรับปรุงมาจากตึกแถวทั่วไป ด้วยเพราะตัวตึกแถวแบบเก่ามีหน้ากว้างมากกว่าตัวตึกแถวที่สร้างในปัจจุบันมาก การตกแต่งนั้นยังเหลือเค้าดั้งเดิมของตัวตึกที่งดงามไว้ เช่นปูนปั้นลวดลายเครือเถาองุ่นตรงคำยันกันสาด หัวเสาแบบเดียวกันที่เป็นลายเฉพาะ
ภายในเหมือนกับต้องการจำลองบรรยากาศของประเทศฝรั่งเศสไว้ด้วยภาพพิมพ์ขาวดำขนาดใหญ่รูปหอไอเฟลบนผนังที่บังพื้นที่หลังร้านไว้ รับกับโต๊ะเก้าอี้สีเข้มขรึม
ถึงแม้จะตกแต่งสวย จนดูราวกับเป็นร้านตามริมถนนในฝรั่งเศส แต่ดูจากรูปการแล้ว คนใช้บริการคงจะน้อย เพราะมีที่นั่งไม่ถึง 20 ที่
และสิ่งหนึ่งที่การันตีได้ว่าคงจะมีคนมาใช้บริการน้อยแน่ๆนั่นคือราคาอาหาร

“คุณจะสั่งอะไร?”
คนนั่งตรงข้ามถามขึ้นเมื่อสั่งเมนูที่ต้องการไปแล้ว พรายแก้วที่กำลังไล่เมนูไปเรื่อยๆเหลือบมองด้วยความรำคาญ ก่อนจะทำไม่สนใจก้มหน้าดูเมนูไปต่ออย่างพิจารณา
“เอ้า! ว่าไง น้องเขารออยู่นะ”
เสียงห้าวเร่งเร้าพร้อมกับชายตาไปยังเด็กรับรายการอาหารที่ยืนนิ่งอยู่ข้างโต๊ะ พรายแก้วถอนใจแรงๆก่อนปิดเมนูและหันไปบอกกับเด็กรับรายการอาหาร
“โจ๊กหมูใส่ไข่ชามนึงครับ”
“เอ่อ... ขอโทษครับ ร้านเรามีแต่ชุดอาหารเช้าครับ”
“นี่คุณ สั่งอะไรที่มันมีในเมนูสิ”

ฝ่ายตรงข้ามกระซิบบอก หากเด็กหนุ่มกลับทำไม่สนใจ... จริงๆก็เห็นแล้วแหละว่าไม่มีในเมนู แต่อยากจะถามประชดคนชอบเร่งเร้ามากกว่า...
...ตามที่ดูในเมนูชุดอาหารเช้าที่นี่ก็มีแต่ อเมริกันเบรคฟาสท์ กับเฟรนซ์โทรสต์ ....เช้าๆแบบนี้ จะให้รับ ขนมปังปิ้ง ไส้กรอก ไข่ดาวเนย..คงจะเลี่ยนตาย...แถมแพงอีกต่างหาก.....ไม่ไหว....แบบนี้ขอลาไปกินโจ๊กหมูหน้าตลาดแถวโรงเรียนเก่าซะยังดีกว่า...

“มีข้าวไหมครับ”
“เอ่อ..มีครับ”
“งั้นเอาเป็นข้าวไข่เจียวครับ”
เด็กเสิร์ฟทำหน้าเหรอหราเพราะของที่สั่งไม่มีในเมนูอีก คนที่นั่งตรงข้ามเขม่นมองมาก่อนพยักหน้าให้เด็กเสิร์ฟทำตามที่แจ้ง คนรับเมนูจึงถอยออกไป
“คุณนี่จริงๆเลยนะ”
คนนั่งตรงข้ามมองส่ายหน้า และมองมาเหมือนเห็นของแปลก
“แล้วนี่ตอนเช้าคุณกินข้าวไข่เจียวเลยหรือ ไม่อึดอัดแย่หรือไง กินหนักแต่เช้า”
..กินข้าวไข่เจียวตอนเช้าไม่เห็นแปลกตรงไหนเลย กินให้หนักท้องไว้สิดี ถ้ากินแค่ขนมปังไข่ดาวกาแฟสิ คงได้เป็นลมไปก่อนลงมือทำงานแน่เพราะไม่อยู่ท้อง...

“ไม่ครับ” พรายแก้วตอบเรียบๆอย่างไม่อยากจะพูดอะไรต่อ
“แล้วไม่เอากาแฟหรือ ที่นี่กาแฟสดเขาโอเคนะ”
“ไม่ครับ”
ตอบแล้วก็หันไปมองยังริมถนนภายนอกร้านที่เริ่มมีคนทำงานเดินไปมาบ้างแล้ว

“ดูเหมือนคุณ....จะไม่ค่อยชอบหน้าผมเท่าไหร่นะ”
คำถามขุ่นๆของคนตรงหน้าที่เปลี่ยนไปเอนหลังพิงพนักเอามือกอดอกทำให้ต้องหันกลับมา จนตาประสานเข้าดวงตาคมกริบที่มองมาอย่างพิจารณา
เด็กหนุ่มยิ้มกับคำพูด......ความจริงก็รู้สึกแบบเดียวกันกันไม่ใช่หรือไงครับคุณเจ้านาย....
“ทำไมคุณยุทธีถึงคิดว่าผมไม่ชอบหน้าคุณล่ะครับ”
“ก็เวลาผมคุยด้วย คุณทำเหมือนไม่อยากคุยกับผม ”
“ขอโทษด้วยครับ ผมคงเป็นคนไม่ค่อยช่างพูดเท่าไหร่ ”
“ผมว่าคุณไม่ค่อยช่างพูดกับผมมากกว่ามั้ง”
คำถามมีแววชวนทะเลาะ พรายแก้วจึงเลี่ยงที่จะไม่ตอบด้วยการนิ่งเฉย คนนั่งตรงข้ามจึงมองมาด้วยแววตาประหลาด
“ทำไมเงียบ ...หรือคุณยอมรับว่าไม่อยากพูดกับผม”
“ไม่ครับ แค่ผมเห็นว่ามันไม่มีประโยชน์ เก็บเวลาไปคุยเรื่องงานดีกว่า”
ดวงตาที่มองมาหรี่ลง มุมปากสีสดกระตุกขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะยักไหล่
“โอเคๆ เรื่องงานก็ได้ งั้นผมถามหน่อย ตอนนี้คุณอายุเท่าไหร่”

พรายแก้ว มองหน้าคนถาม....ในใบสมัครก็มีอยู่จะถามอีกทำไม..หากก็ต้องตอบอย่างเสียไม่ได้
“อีกไม่กี่เดือนจะยี่สิบครับ”
“อายุเท่านี้ทำไมถึงรีบเรียนจบนัก ”
“ผมอยากทำงานเร็วๆครับ”
“แล้วทำไมถึงอยากทำงานเร็วๆ”
“เพราะผมต้องการที่จะพึ่งพาตัวเองได้เร็วๆ จะได้ไม่ต้องทำให้ใครเดือนร้อนกันมาก”
คำพูดที่แน่วแน่นั้นทำให้คนฟังมองหน้านิ่งก่อนจะผิวปากหวือ
“อุดมการณ์ดีจริง... แล้ว....มีแฟนหรือยัง”

คำถามนั่นทำให้ต้องขมวดคิ้ว...นี่ไม่เห็นจะเกี่ยวกับเรื่องงานตรงไหน...หากอีกฝ่ายอธิบายสีหน้าปกติ
“ขอโทษที่ต้องถาม มันเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วงนี้บริษัทกำลังขยายตัว การทำงานอาจจะต้องมีล่วงเวลาบ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทุกวันหรอกนะ ส่วนใหญ่จะช่วงเดือนเคลียร์บัญชีหรือมีโปรเจคใหญ่เท่านั้น”
ดวงตาคมกริบชำเลืองมาที่พรายแก้วอย่างมีเลศนัย
“ถ้าคุณมีคนห่วงใย ’พิเศษ’ แล้วก็อาจจะมีปัญญาเรื่องกลับบ้านไม่เป็นเวลาได้”
คำว่า’คนห่วงใย’วาบเข้ามาในสมอง แต่กลับสร้างความรู้สึกปวดหนึบขึ้นในอกอย่างบอกไม่ถูก
“พูดแค่นี้ถึงกับต้องใจลอยหากันเลยหรือ”
“เปล่าครับ”
“เปล่าที่ว่านี่คือไม่ได้นึกถึงใครหรือไม่มีใครล่ะ”
“ทั้งคู่ครับ”
คำตอบของพรายแก้วทำให้ดวงตาคมกริบที่มองมาพราวพราย ก่อนจะบอกออกมาอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก
“โอเค ไม่มีก็ดีจะได้มุ่งทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอะไรมากวนใจ”
ถ้วยกาแฟบ้านจานรองถูกวางไว้ตรงหน้าของยุทธี ทำให้บทสนทนาจบลงโดยปริยาย ของเหลวสีดำสนิทที่หอมกรุ่นค่อยเปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลนวลเมื่อถูกเติมนมลงไป พรายแก้วมองตามควันกรุ่นที่ลอยขึ้นมา หากแต่ใจกลับลอยไปไกลแสนไกล
ภาพหลายภาพวนเวียนผ่านมาในสมอง บางภาพมีรอยแตกร้าว เศษเล็กๆที่หล่นร่วงก็ปลิวเข้าบาดเนื้อตรงส่วนหัวใจให้รู้สึกปวด
...คนคอยห่วงใยหรือ ไม่มีใครเลยสักคน ยิ่งคนที่ควรจะต้องเป็นห่วงเรา....แต่กลับไม่เคยจะแยแสเลยสักนิด ...ไม่แม้แต่จะสนใจว่าจะเจ็บปวดจากคำพูดที่พูดออกมาโดยไม่คิดขนาดไหน

เด็กหนุ่มพยายามข่มใจไม่ให้ความเจ็บช้ำแสดงออกทางสีหน้า สูดลมหายใจลึกๆให้ความอึดอัดในอกคลายลง ก่อนจะหันไปยิ้มขอบคุณเด็กเสิร์ฟที่นำจานอาหารที่สั่งมาวางไว้ตรงหน้า และลงมือกินไปอย่างเงียบๆ










..................................................









ความครึ้มมัวของท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างคลี่คลายเมื่อเมฆดำเคลื่อนผ่านไป ภาพหมู่ตึกน้อยใหญ่ที่อยู่ในความครึ้มมัวเกือบทั้งบ่ายแจ่มชัดขึ้นในสำแสงอ่อนบาง
พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงจนเกือบจะมืดทั้งที่ยังไม่หกโมงเย็น เลยเวลาเลิกงานมากกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่เพราะสายฝนที่โปรยปรายตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงเย็นทั้งที่ไม่มีเค้าทำให้หลายคนต้องติดแหงกอยู่ในตึกสำนักงาน
จนเมื่อฝนซาเม็ดลงแล้ว เหลือเพียงละอองเล็กๆที่ยังโปรยปราย ผู้คนบางส่วนจึงทยอยออกจากตึก หลายคนออกมาพร้อมกับร่มสีสดใส หลายคนก็วิ่งตะลุยไปยังป้ายรถเมล์ใกล้ๆ หรือขึ้นไปยังสถานีรถไฟฟ้า ไม่ปล่อยมัวโอ้เอ้ให้ผ่านไปจนถึงค่ำ


ดวงตาดำจัดเหลียวมองตามไปยังรถเมล์ที่เต็มแน่นไปด้วยผู้คนกำลังแล่นผ่านไป ก่อนจะถอนใจยาว

ที่สุดก็เหลือแต่เราเพียงคนเดียว...ที่ไม่มีบ้านให้กลับเหมือนคนอื่น......มีแต่ห้องๆนั้นที่ใช้ซุกหัวนอน ที่ให้อย่างไรก็ไม่อยากจะเหยียบย่างเข้าไป

แต่.....จะไปไหนได้ล่ะ...สำหรับคนไม่มีที่ไปอย่างเรา...นอกจากห้องๆนั้น

ละอองฝนปลิวเข้ามาปะทะใบหน้าพร้อมๆกับสายลมหนาวเย็น .พรายแก้วเงยหน้าขึ้นมองละอองฝนที่ยังพร่างพรม

....มาแล้วหรือ....ฤดูหนาว.....ฤดูที่มีแต่ความแห้งแล้ง กลางวันจะสั้นกว่ากลางคืน และทำให้เวลาแห่งความสนุกสนานน้อยลง
แต่อากาศที่เย็นสบาย และภาพไอหมอกในยามเช้าที่คลอเคลียอยู่กับทุ่งนาสีเขียว ก็มีเสน่ห์มากพอที่จะทำให้รักทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นฤดูหนาว
เพียงแค่คิด ใจก็ล่องลอยกลับไปยังที่ตรงนั้น ท้องนาเย็นชื้นที่เคยละไล่ไอหมอกเล่นในเช้าที่หนาวจัด ที่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในปุยเมฆ
แต่ปีนี้คงจะไม่ได้เห็นภาพที่คุ้นตาทุกปี เพราะเป็นปีแรกที่จะได้อยู่ดูหน้าหนาวในเมืองกรุง .....และเป็นปีแรกที่จะได้นอนหนาวอยู่นอกบ้าน....
ความคิดที่เหมือนกับมีดโกนแฉลบผ่านหัวใจจนรู้สึกเจ็บปลาบ พรายแก้วสูดลมหายใจลึกขณะที่หักห้ามใจไม่ให้คิดถึง

ช่างเถอะ ....จะนอนที่ไหนก็หนาวเหมือนกัน......


....................................................





ความมืดพุ่งออกมาจากประตูเหมือนอย่างที่คาดคิด กลิ่นอับๆของห้องทึบที่ไม่ได้เปิดให้อากาศผ่านเข้ามาทำให้พรายแก้วถอนใจก่อนจะเอื้อมมือไปแตะสวิตซ์ไฟ
แสงสว่างที่วาบขึ้นทำให้ตาบอดไปชั่วขณะก่อนที่จะปรับสภาพได้ ห้องที่อาศัยนอนในช่วงเกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแจ่มชัดขึ้นดวงตา
พื้นปูนขัดมัน เฟอร์นิเจอร์สีทึมที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้น ม่านหนาหนักปิดกั้นบานกระจกยาวจากพื้นจรดเพดาน
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม เหมือนครั้งแรกที่เข้ามา เป็นห้องที่ไร้จิตวิญญาณของคำว่าบ้าน และรู้สึกหดหู่ทุกครั้งที่ก้าวเข้ามา

ในเวลาที่เคลื่อนผ่านไปจนพ้นเลยหนึ่งสัปดาห์ จะเพราะจิตใจที่อ่อนไหวหรือจะเพราะอะไรก็ตาม ทำให้ความรู้สึกที่มีกับห้องๆนี้ยิ่งรุนแรงขึ้น เขารู้สึกแย่ทุกครั้งที่ต้องเข้าไปต้องเหยียบย่างเข้า และอึดอัดใจอย่างที่สุดที่เจ้าของไม่กลับนอน
เพราะมันคอยย้ำเตือนให้ระลึกอยู่เสมอว่าตอนนี้กำลังมีคนเดือดร้อนเพราะเขา และทำให้เสียงๆหนึ่งที่ฝังอยู่ในความทรงจำที่ไม่อยากจำดังก้องสะท้อนไปมาอยู่ในหัว...


พรายแก้วระบายลมหายใจช้าๆพยายามทำใจสงบไม่ให้ฟุ้งซ่าน ก่อนจัดการล๊อคประตู เก็บรองเท้า เอาของส่วนหนึ่งวางไว้ที่เคาน์เตอร์ในครัว จากนั้นก็เอากระเป๋าสะพายไปเก็บไว้บนชั้นวางของแล้วจึงย้อนกลับมาหยิบน้ำจากตู้เย็นกรอกปาก


กลิ่นหอมที่กรุ่นกำจายมาจากถุงที่วางไว้บนเคาน์เตอร์ทำให้ต้องเดินไปหยิบขึ้นมาชื่นชม..... นี่คือผลพลอยได้จากการเดินฆ่าเวลาเพราะหลังจากที่ออกจากสำนักงาน ด้วยความที่ยังไม่อยากกลับมาที่นี่ จึงเดินเล่นตามริมถนนไปเรื่อยๆ จนผ่านตลาดนัดแผงลอยริมทางหน้าห้างใหญ่
ดวงไฟสีส้มจากร้านรวงที่เหลืออยู่ไม่กี่ร้านให้แสงมัวๆท่ามกลางท้องฟ้าที่ยังชื้นฝน ผู้คนที่เคยมากมายบางตาลง ตลาดที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คนในยามค่ำคืนกลับเปลี่ยนเป็นเงียบเหงาในคืนฝนพร่ำเช่นนี้
ในขณะที่กำลังเดินผ่านไป ภาพของคุณยายตัวบางหลังงุ้มงอที่นั่งอยู่ตรงซอกเล็กๆระหว่างตู้โทรศัพท์กับป้ายรถเมล์ทำให้ต้องหยุดชะงัก เบื้องหน้าของคุณยายมีกระจาดบรรจุช่อดอกพุดซ้อนสีขาวดอกใหญ่อันตัดกับใบสีเขียวสดเป็นมันที่ชุ่มไปด้วยน้ำฝนไว้เต็มแน่น ที่เมื่อเห็นแล้วก็อดที่จะช่วยซื้อไม่ได้ เพราะดูท่าว่าขายไม่ออกเอาเสียเลยในวันฝนตกแบบนี้

กลิ่นดอกพุดซ้อนที่หอมฟุ้งทำให้นึกไปถึงบ้าน....ในยามลมพัด กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ในสวนก็จะหอมฟุ้งตามลมไปทั่งบริเวณ... จนบางทีอดไม่ได้ที่จะแอบไปนอนแผ่อยู่บนลานดินชื่นชมกลิ่นหอมนั้นด้วยกัน....



ความคิดเริ่มจะพาไปยังวังวนเดิม เด็กหนุ่มส่ายหน้าสลัดความฟุ้งซ่านออกจากหัว วางช่อดอกไม้ลงบนเตียงก่อนเดินไปหยุดที่ม่านหนาหนักและตัดสินใจแหวกม่านเปิดบานกระจกเลื่อนออกให้กว้าง
ลมเย็นชื้นพรั่งพรูเข้ามาปะทะหน้า ทำให้ความรู้สึกอึดอัดคลายลงอย่างประหลาดและ อดไม่ได้ที่จะก้าวออกมายังระเบียงที่ยังเปียกชื้นไปด้วยน้ำฝน
ชมพูพันธุ์ทิพย์ต้นใหญ่อันเป็นของบ้านข้างๆกวัดไกวกิ่งก้านที่แผ่มาจนเกือบถึงระเบียงไปตามแรงลม ความเบาบางของใบบอกให้รู้ว่าเริ่มเข้าสู่การทิ้งใบเพื่อเตรียมตัวออกดอก และเป็นอาณัติสัญญาณว่าฤดูหนาวจะมาถึงอีกไม่ช้า
เกือบสุดผนังด้านที่ติดกับต้นชมพูพันธุ์ทิพย์ ในความมืดสลัวที่เกือบจะมองไม่เห็นอะไร ตากลับสะดุดเข้ากับเหล็กเส้นขนาดกลางที่ดัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมมุมมนยาวเกือบฟุต ที่ยึดติดอยู่กับผนังและเรียงกันเป็นบันไดจากพื้นขึ้นไปจนถึงหลังคา
เมล็ดแห่งความอยากรู้อยากเห็นที่ถูกโปรยไว้ตั้งแต่เข้ามาอยู่แรกๆเริ่มจะงอกเงย ถึงแม้จะคอยบอกตัวเองว่าห้ามยุ่งวุ่นวายโดยเด็ดขาดเพราะเป็นแค่คนอาศัยไม่ควรจะเสียมารยาท หากแต่เมื่อเข้าสู่ช่วงที่ไม่รู้จะทำอะไรแบบนี้ ก็ทำให้ยั้งใจไว้ไม่อยู่
ในความสูงเพียงแค่3เมตรนั้นไม่เป็นปัญหา แต่เพราะหยาดน้ำที่ค้างอยู่จากฝนที่เพิ่งตกไปหมาดๆทำให้บันไดค่อนข้างลื่นจนต้องค่อยๆปีนขึ้นไป

จนเมื่อขึ้นไปมาถึงข้างบน และเหลียวกลับมา.... ภาพที่ได้พบก็ทำให้ต้องนิ่งค้างอยู่ในท่านั้นหลายวินาที......
ในสายลมที่พัดกรรโชก.....ท่ามกลางความมืดมัว...แสงไฟจากที่ไกลๆที่พอจะมองเห็นได้ กำลังส่องประกายระยิบระยับอยู่ทั่วทั้งผืนดินราวกับดาวดวงเล็กๆที่เคยมีอยู่เต็มท้องฟ้าในวันที่อากาศแจ่มใส ตึกสูงที่พุ่งทะยานชี้ขึ้นสู่ทองฟ้ากลายเป็นแท่งสีทองสง่างาม จากแสงไฟที่ทาบทา
ความงดงามที่แฝงตัวอยู่ในความสับสนและวุ่นวายปรากฏขึ้นสู่สายตา ดึงดูดให้ต้องนั่งลงทอดสายตามองไปยังทิวทัศน์ตรงหน้าอย่างชื่นชม
ความจริง......ที่นี่ก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่นักหรอก ดูสิ เพียงแค่ขึ้นมาที่ตรงนี้ก็เห็นแสงสีของกรุงเทพยามค่ำคืนได้อย่างชัดเจน

แต่...ถึงแม้ที่นี่จะสวยเพียงใด น่าอยู่กว่านี้เพียงใด มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นได้ ในเมื่อจิตใจยังคงอ่อนไหวและโหยหาถึงที่ที่จากมา

..ถึงแม้ที่นั่นจะไม่ต้องการเราก็เถอะ

เด็กหนุ่มถอนใจกับความคิดของตนเอง ......เอาเถอะ จะยังไงก็ช่าง.... ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ต้องพยายามปรับตัวให้ได้ คิดซะว่าที่นี่คือบ้าน

ความคิดแล่นไปถึงสิ่งหนึ่ง....พรายแก้วลงจากหลังคาอย่างเร่งรีบและก้าวเข้าห้องตรงไปยังตู้เสื้อผ้า รื้อค้นกระเป๋าสัมภาระของตนเองและหยิบกล่องสังกะสีเล็กๆใบหนึ่งออกมา จากนั้นจึงกลับมาที่ระเบียงโดยหยิบอะไรบางอย่างที่อยู่ในกล่องติดมือมาด้วย

เสียงแท่งโลหะกระทบกันดังกังวานใสราวกับเสียงดนตรีในยามที่หยิบชูขึ้น ลูกปัดแก้วที่ห้อยอยู่กับหงส์ใบลานตัวน้อยแกว่งไกวตามแรงเกิดประกายวิบวับในความมืดสลัว
นี่คือเพื่อนร่วมเดินทางของเรา... แท่งโลหะสั้นยาวต่างระดับที่ส่งเสียงกังวาน เป็นสิ่งที่เคยแขวนไว้ในห้องนอนเลียนแบบระฆังทองเหลืองใบน้อยที่ชายคาบ้านใหญ่
ทุกครั้งยามเมื่อลมพัดผ่าน หงส์ใบลานที่ยายทำให้ก็จะโบกบิน และเกิดเสียงไพเราะราวกับเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์ ทุกครั้งที่ได้ฟังเสียงนั้น จิตใจที่ว้าวุ่นก็สงบลงได้อย่างประหลาด
สิ่งนี้... อาจจะช่วยให้เราอยู่ได้อย่างเป็นสุขมากขึ้น
เพราะอย่างน้อยการได้เห็นของที่ยายทำให้ ก็ทำให้ระลึกได้ว่ายายยังอยู่กับเราเสมอ และ รู้ว่าไม่ได้โบยบินออกสู่โลกภายนอกเพียงลำพัง

รอยยิ้มน้อยๆแย้มบานอยู่บนใบหน้าและความคิด...พรายแก้วเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า

ต่อไปไม่ว่าอยู่ไหน ทุกที่ก็คือ......บ้าน...ของเรา



.............................................

สายลมอ่อนๆที่วิ่งผ่านร่างกายไปอย่างนุ่มนวลและแผ่วเบา ในยามที่เปิดประตูห้องทำให้ชายหนุ่มที่เพิ่งก้าวเข้ามาหลังจากลังเลอยู่หักใหญ่ชะงักอยู่หน้าประตูและขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงและความแปลกไปของบรรยากาศ

กลิ่นหอมบางเบามาพร้อมกับสายลม กลิ่นดอกไม้ที่คุ้นเคยและติดตรึงใจอยู่เรื่อยมา หากไม่รู้ชื่อและไม่เคยเห็นหน้าตา

ใครเอาดอกไม้นี้มาไว้ในห้อง....เขาถามตัวเองก่อนจะได้คำตอบว่าคงเป็นคนร่วมห้องอีกคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่เมื่อไม่นาน....

สายลมโบกโบยเข้ามาอีกครั้งจนกลิ่นหอมกำจายไปทั่วท้องห้อง ความหอมหวานที่ล่องลอยอยู่ในอากาศทำให้ชายหนุ่มต้องหลับและสูดลมหายใจกักเก็บมันไว้
..... นานมากแล้วที่ไม่ได้สัมผัสกลิ่นหอมแบบนี้ นานมากแล้วที่ไม่เปิดกระจกบานให้ลมพัดผ่านเข้าห้อง และ นานมาก.....ที่ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายแบบนี้

นั่นคงเพราะเขาเองยังจมความทุกข์ที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้ลืมเลือนที่จะดูแลสิ่งรอบๆข้าง ลืมดูแลตัวเอง.....ลืมแม้กระทั่งจะแยกแยะถูกผิด..

และด้วยเหตุนั้นทำให้เขาพยายามจะไม่พบเจอ ด้วยการไม่พาตัวเองกลับมายังที่แห่งนี้ เพราะเริ่มรู้สึกตัวว่ากำลังแสดงอาการประหลาดออกมามากมาย
แต่ถึงจะสั่งกับตัวเองแบบนั้น แต่จิตใต้สำนึกที่คอยร้องบอกอยู่ตลอดเวลาว่าความต้องการนั่นเป็นสิ่งที่สมควรได้รับ ทำให้เขาพาตัวเองกลับมา

และ ถึงแม้จะรู้ว่าความต้องการเจือไปด้วยความเห็นแก่ตัวก็ตาม แต่เขาก็อ่อนแอเกินกว่าจะปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นและไม่อาจสลัดความเศร้าโศกที่เกาะติดอยู่ในจิตใจอันเป็นสาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสียที จึงต้องติดอยู่ในสภาพแบบนี้ตลอดมา

สิทันดร์ถอนใจให้กับตัวเอง ก่อนจะเดินหาต้นตอกลิ่น ........ ในห้องนอนที่ยังมืด.... ช่อดอกไม้สีขาวที่ตัดกับใบสีเขียวสดเป็นมันอันมัดเป็นช่อเล็กๆส่งกลิ่นรวยรินบนหมอน

.....เจ้าดอกไม้สีขาวดอกใหญ่นี่เองหรือที่เป็นเจ้าของกลิ่นนี้.......ที่สุดก็ได้รู้จักหน้าตากันเสียที
ว่าแต่ชื่ออะไรกันนะ...

.....คนซื้อมาคงจะบอกได้......

ชายหนุ่มเอื้อมไปหยิบดอกไม้ขึ้นดมอย่างเบามือ ก่อนเหลียวมองไปรอบๆ .....ที่นอนยังเรียบตึง ข้างเตียงว่างเปล่าไร้เงาของผู้ร่วมอาศัย จะมีก็เพียงกองผ้านวมที่พับเก็บไว้อย่างเรียบร้อยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

..เด็กนั้นไปไหน....

สายลมที่พัดผ่านร่างกายในตอนก้าวเข้าห้องทำให้สมองคิดไปถึงระเบียง และสั่งเท้าให้เดินไปหา และเมื่อเลื่อนบานกระจกที่แง้มไว้เปิดกว้าง สายลมรุนแรงก็วิ่งเข้าปะทะร่างกายจนเส้นผมพลิ้วไหว ผ้าม่านเบาบางที่รูดปิดไว้สะบัดปลิวจนเผยให้เห็นพื้นระเบียง...

ในแสงเลือนลางของความมืดมิดภายนอก ของเหลวสีแดงเข้มที่นองพื้นหย่อมใหญ่ส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปในสายลม

ร่างๆหนึ่งนอนนิ่งอยู่กลางแสงไฟสลัว ความซีดเผือดราวกับกระดาษของใบหน้าที่ฟุบนิ่ง ตัดกับสีแดงเข้มจากของเหลวที่ยังคงไหลรินมาจากแผลเล็กๆที่ท้ายทอย

ความเย็นวาบไล่ขึ้นจากเท้าไปสู่หัว ช่อดอกไม้ในมือร่วงลงสู่พื้น ก่อนจะถลันเข้าหาเมื่อได้สติ




พรายแก้ว!




.............
พบกันใหม่พุธหน้า(มั้ง)
Last edited by glass on 07 Sep 2013 22:55, edited 1 time in total.
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post07 Sep 2013 22:33

สัปดาห์นี้ก็ลากอีกแล้ว....... :11:






8.............






“ไม่เป็นอะไรแล้ว”

บุคคลผู้เพิ่งก้าวออกมาจากประตูกระจกบอกเบาๆเมื่อชายหนุ่มที่นั่งเฝ้าอยู่บนเก้าอี้ยาวหน้าห้องผุดลุกขึ้นทันทีที่เห็นเขาออกมาจากห้องฉุกเฉิน
“แผลไม่ใหญ่มาก ปลอดภัยดี แต่คงเสียเลือดมากไปหน่อย เลยยังสลบอยู่ ถ้าฟื้นก็พากลับบ้านได้เลย แต่ต้องดูอาการไปก่อนนะ ถ้าปวดหัวและก็อาเจียนหนักก็ให้พามาด่วนเลย เผื่อในหัวมีเลือดคั่ง”
ใบหน้าเคร่งเครียดผ่อนคลายลง หากแต่ก็ยังไม่วายมีริ้วรอยกังวล
“ขอบใจมากนะหมอ”
“ไม่เป็นไร มันเป็นหน้าที่”
ชายหนุ่มที่ยังอยู่ชุดเสื้อเชิ๊ตเปื้อนเลือดชะเง้อมองผ่านช่องกระจกเหมือนทำท่าจะเข้าไปยังห้องฉุกเฉิน จนนายแพทย์ที่ยืนมองอาการเหล่านั้นอยู่ข้างๆ ต้องเอ่ยปาก
“ปล่อยให้พยาบาลเขาทำงานไปก่อน เดี๋ยวถ้าน้องเขาตื่นเราจะให้ไปเรียก ส่วนนายตามมานี่ เรามีเรื่องจะคุยด้วย”


ห้องทำงานเล็กๆสว่างจ้าไปด้วยแสงไฟ บนโซฟายาวสีน้ำเงินเข้ม ร่างสูงใหญ่นั่งนิ่งสงบทอดสายตาไปยังผนังกระจกใสที่ภายนอกระยิบระยับไปด้วยแสงไฟ
ใบหน้าที่ต้องแสงไฟเพียงเสี้ยว ดูคล้ายรูปสลักหินอ่อนเนื้อดี ทั้งด้านความงามคมสันอันไร้ที่ติ และไร้ซึ่งชีวิตชีวา

นายแพทย์หนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องได้แต่ถอนใจเมื่อมองภาพนั้น
ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม.....ไม่เคยเปลี่ยน หลายปีก่อนเป็นแบบไหน ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น
ให้ทำอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้รูปสลักกลายเป็นมนุษย์ได้เหมือนเดิม

“นายมีอะไรจะพูดกับเราหรือหมอ”
คำถามเบาๆดังขึ้นในความเงียบ ...พรตวางถ้วยกาแฟในมือลงตรงหน้าชายหนุ่มผู้เต็มไปด้วยหนวดเครา ก่อนจะเดินไปนั่งเก้าอี้ประจำของตน
“กินกาแฟก่อนสิ”
มือขาวจัดเอื้อมมาหยิบถ้วยกาแฟสีแดงเข้มขึ้นจิบ และทอดสายตาไปยังนอกผนังกระจกอีกเช่นเคย
“นายเป็นยังไงบ้างช่วงนี้ ”
พรตเริ่มคำถามหลังจากที่บรรยากาศเงียบไปพักใหญ่ อีกฝ่ายเองก็นิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเบาๆ
“ก็..สบายดี ”
“งั้นหรือ” ผู้เป็นแพทย์มองเพื่อนอย่างพินิจ “ แล้วเด็กคนนั้น มาอยู่กับนายนานแล้วหรือ”
“ยังไม่นาน แค่สองอาทิตย์”
“ นายไปเจอกันได้ไง ทำไม..มาอยู่กับนายได้”
ดวงตาคมเศร้ามองมาด้วยแววตาเหนื่อยหน่ายก่อนจะบอกเบาๆ
“ที่นายอยากจะพูดกับเราคือเรื่องนี้ใช่มั้ย”
“อืม”นายแพทย์หนุ่มรับคำ “ความจริงเราก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่เราอยากจะเตือนไว้ในฐานะหมอ การทำแบบนี้อาจจะทำให้นายอาการแย่ลง ”
ไม่มีคำพูดใดๆนอกจากความเงียบ เพื่อนผู้ไร้ชีวิตชีวาก็ยังคงนิ่งเฉยราวกับเป็นรูปปั้น มีเพียงลมหายใจเบาบางและดวงตาที่ฉายแววร้าวรานๆเท่านั้นที่ยืนยันว่ายังใช่คน

เสียงอินเตอร์คอมดังขึ้นในความเงียบ พรตกดรับ เสียงแหลมของผู้หญิงดังลอดเข้ามา
“คุณหมอคะ คนไข้ฟื้นแล้วค่ะ”
ร่างสูงใหญ่บนโซฟา ลุกขึ้นและผลุนพลันก้าวออกไปในทันที เหมือนกับไม่อยากจะรับฟังอะไรอีก พรตได้แต่มองตามและถอนใจยาว

ไม่ว่ายังไง ไม่ว่าผ่านมานานเท่าไหร่ ผู้เป็นเพื่อน ก็ยังปล่อยให้อดีตกัดกินใจอยู่ไม่เว้นวาย




..................






เวลาก้าวล่วงเข้าสู่วันใหม่แล้ว หากในเมืองกรุง ท้องถนนยังสว่างไสว ร้านรวงในที่เที่ยวมีคนดื่มกินอยู่มากมาย รถยนต์ยังคงวิ่งขวักไขว่ สมกับฉายากรุงเทพไม่เคยหลับ
อาการปวดหัวหนึบเริ่มเข้ามาแทนที่ความชา ไม่ร้ายแรงจนถึงขนาดทนไม่ได้ เพราะหากได้ยาแก้ปวดสักหนึ่งเม็ดก็คงจะทุเลา
แต่อาการเพลียจากการเสียเลือด ดูจะมีพลังมากพอทำให้ตาเกือบปิด หากที่ยังฝืนข่มไม่ทำตามคำเรียกร้องของร่างกายเป็นเพราะตอนนี้ยังไม่ได้อยู่บนที่อันควร
พรายแก้วเหม่อมองแสงสว่างของไฟบนยอดเสา ในทุกครั้งที่รถวิ่งผ่านความมืดสลัวในรถก็จะถูกแสงสีส้มหม่นเข้าแทนที่ และใบหน้าของผู้นั่งหลังพวงมาลัยก็จะปรากฏชัดอยู่ในหางตา

ใบหน้าที่เคร่งขรึมเหมือนกับรูปปั้น และอาการนิ่งเฉยเงียบงัน ทำให้รู้สึกอึดอัดได้อย่างประหลาด จนไม่กล้าจะมองใบหน้านั้นให้เต็มตา
ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกอึดอัดได้ขนาดนี้ หากแต่ที่รู้สึกได้ก็คือ เขาคนนี้กำลังคิดอะไรบางอย่าง...... บางอย่างที่ทำให้ใบหน้ารกครึ้มเงียบงันจนน่ากลัว
หรืออาจเป็นเพราะคำตอบที่เขาได้รับจากการถามถึงสาเหตุที่ต้องเจ็บตัวจนถึงขั้นเลือดตกยางออกแบบนี้

“ผม....ปีนขึ้นไปติดโมบายที่กันสาด แล้ว....”

ก็คงจะใช่....เพราะตั้งแต่พูดเท่านั้น อีกฝ่ายก็เงียบมาตลอด



แสงสีของกรุงเทพเริ่มห่างหายเมื่อเลี้ยวเข้าซอยที่พัก ละอองฝนโปรยปรายลงมาเกาะอยู่ทั่วกระจก จนเมื่อรถเข้าที่จอดสนิทจึงเริ่มหนาเม็ด
ใกล้ถึงที่นอนแล้ว....เด็กหนุ่มบอกตัวเองขณะเปิดประตูรถ และพยายามจะพยุงตัวเดินไปอย่างช้าๆ
แต่ไม่กี่ก้าวโลกก็หมุนติ้วจนต้องเซไปเกาะลูกกรงเหล็ก แล้วจู่ๆก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างที่อุ่นๆรัดเข้าที่เอว

เป็นแขนใหญ่ขาวจัดของเจ้าของตึกนั่นเองที่โอบเอวไว้ จากนั้นอีกฝ่ายก็พยุงกึ่งลากขึ้นบันได และใช้เวลาเพียงไม่ถึงนาทีก็พาพรายแก้วมาถึงเตียงนอน

“ถ้าปวดหัวก็เรียกนะ”

เสียงแหบห้าวบอกเบาๆในขณะจัดแจงให้เขานอน เด็กหนุ่มทำตามอย่างว่าง่ายเพราะไม่มีแรงจะค้าน จึงได้แต่นิ่งๆและหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย.....




เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ หากเสียงเม็ดฝนกระหน่ำปะทะกระจก ยังแว่วอยู่ในหู คละเคล้าไปกับเสียงฟ้าครวญคร่ำ.....
อากาศรอบตัวเย็นเยียบจน พรายแก้วต้องลืมตาขึ้นทั้งที่หัวยังมึนงงและคอแห้งผากราวกับได้กลืนทรายคั่วที่ร้อนระอุลงไป
อาการเจ็บร้าวที่หัวเกิดขึ้นเมื่อยกมือขึ้นเสยผมชุ่มเหงื่ออย่างลืมตัว และทำให้คิดเรื่องเมื่อคืน....

..เพียงแวบเดียวแท้ๆ เพียงแค่คว้าโมบายที่ปลิวหลุดมือไป ไม่นึกเลยว่าจะทำให้ตกจากหลังคาและกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตแบบนี้

ในความมืดที่มองไม่เห็นว่านาฬิกาบนหัวนอนบอกเวลากี่โมง หูยังคงได้ยินเสียงหนึ่งผสานกับเสียงเม็ดฝน
..เสียงนั้นแผ่วเบา จนแทบไม่ได้ยิน แต่ก็เหมือนเสียงจะดังมาจากที่ไหนสักแห่งที่ไม่ไกล

ที่สำคัญเสียงนั้นเหมือนคนละเมอ

ทั้งที่ยังมึนงง แต่ด้วยความสงสัย เด็กหนุ่มจึงลุกขึ้นนั่งและมองไปรอบๆ

แสงสว่างจากโคมไฟดวงเล็กๆในห้องนั่งเล่นที่ไม่ได้ไกลกัน ดึงดูดสายตาให้มองผ่านช่องว่างของผนัง..

ในความสว่างที่ทอดรัศมีไปได้ไม่ไกลเกินหนึ่งไม้บรรทัด แสงจับร่างๆหนึ่งที่ทอดเหยียดยาวลงบนกองหมอนมุมห้องจนเห็นเป็นเงาตะคุ่ม
เสี้ยวหนึ่งของใบหน้าที่ต้องแสงนั้นทำให้รู้ว่าเขาหลับ หากแต่เป็นหลับที่ทุกข์ทรมานไปด้วยฝันร้ายเพราะใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราบิดเบี้ยวทุรนทุราย
เสียงพร่ำเพ้อคร่ำครวญผสานไปกับเสียงฝน ถึงแม้จะแผ่วเบาจนจับไม่ได้ว่าพูดอะไร หากแต่ก็ทำให้รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก

แสงสว่างวาบขึ้นบนท้องฟ้าก่อนที่สายฟ้าจะผ่าเปรี้ยงลงมา ทำให้ร่างๆนั้นสะดุ้งขึ้นสุดตัว ใบหน้าตื่นตระหนกเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ
เขานั่งนิ่งทอดสายตามองไปยังท้องฟ้ามืดสนิทอยู่พักใหญ่ ก่อนจะโถมตัวซุกใบหน้าลงทุบตีกองหมอนคนเดียวราวกับคนเสียสติ
“ทำไม..... ทำไมต้องเป็นแบบนี้...... ทำไมทุกคนต้องโชคร้ายแบบนี้ด้วย แก... เพราะแก..แกคนเดียว ไอ้สารเลว ไอ้ชั่ว แกมันไอ้ตัวโชคร้าย แกมันไอ้ตัวซวย.... ไอ้ตัวซวย”

เนิ่นนานกว่าเสียงคร่ำครวญซ้ำไปซ้ำมาจะค่อยๆจางหายไปพร้อมอาการนิ่งสงบของร่างสูงใหญ่ ฝนภายนอกยังไม่ซาเม็ด พรายแก้วเบือนหน้าไปจากภาพนั้นและทอดสายมองไปนอกหน้าต่าง

หน้าอกเจ็บปลาบเหมือนโดนมีดโกนปาดเฉือน ภาพบางอย่างที่มีส่วนคล้ายกันไหลรินมาจากก้นบึ้งของจิต ตะกอนความเจ็บปวดที่เคยสงบนิ่ง พัดปลิวขึ้นมาบาดหัวใจอีกครั้ง


.....เรื่องที่เกิดขึ้น เรื่องที่หัวแตก มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเขาเป็นต้นเหตุ

ตัวโชคร้ายไม่ใช่เขา หากแต่เป็น.


....เรา....

.................................


ฝนที่ตกกระหน่ำเกือบทั้งคืนค่อยๆหยุดลงเมื่อฟ้าสาง ภายในห้องเริ่มสว่างขึ้น หากแต่ไม่มากพอที่จะเห็นทุกอย่างได้แจ่มชัด

ท้องฟ้ายังไม่ระเรื่อไปด้วยสีแดงเหมือนอย่างที่ควรจะเป็น คงเพราะความอึมครึมจากเมฆฝนที่กระหน่ำลงมาเมื่อคืน แต่ถึงอย่างนั้นที่ปลายขอบฟ้าดวงอาทิตย์สีแดงจัดดวงเล็กก็กำลังค่อยๆไต่ขึ้นมา

เกือบทั้งคืนที่ไม่อาจข่มตานอนลงได้ คงเพราะจิตใจไม่สงบพอที่จะหลับ จึงทำได้เพียงนอนมองเม็ดฝนที่ตกกระหน่ำอยู่ในความมืด

สายฝนชุ่มเย็นตกลงสู่พื้นพสุธา ชะล้างรอยเลือดไปจนสิ้น และยังกลบเสียงทุกอย่างไว้ได้อย่างมิดชิด...

ดีแล้วที่ฝนตก ฝน...จะได้ช่วยขจัดสิ่งต่างๆที่เป็นของตัวโชคร้ายออกไปให้หมดสิ้น...

พรายแก้วเหลือบมองผ่านช่องว่างผนังกั้นห้องไปยังกองหมอนที่มุมห้องอีกฝั่ง
เสื้อขาวที่เต็มไปด้วยรอยด่างสีแดงเข้ม กองอยู่กับพื้นใกล้กับขวดเหล้าว่างเปล่า ข้างๆกันคือร่างสูงใหญ่ที่นอนเหยียดยาวอยู่เต็มพื้นที่
เด็กหนุ่มถอนใจเบาๆก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้
กลิ่นเหล้าคลุ้งอยู่ในอากาศ เนื้อตัวยังมีครบเลือดติดอยู่จางๆ ใบหน้าขาวจัดที่หนาไปด้วยเคราเป็นมันย่อง

เมื่อมองใบหน้าที่ยังคงเครียดขรึมทั้งที่ยังหลับ ความรู้สึกผิดก็แทรกซึมเข้ามาในใจอย่างห้ามไม่อยู่ จนต้องพยายามสูดหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อทำให้จิตใจสงบและก้มลงเก็บเสื้อที่วางกองอยู่ข้างร่างสูงใหญ่ที่นอนสงบนิ่ง
ความรู้สึกวิงเวียนหวิวๆเหมือนจะเป็นลมเกิดขึ้นเมื่อก้มตัว คงเพราะเสียเลือดไปมาก..แต่เขาก็พยายามฝืนและเก็บขวดกลิ้งเกลื่อนบนพื้นต่อเพราะคิดว่ายังไหว
แต่มือเจ้ากรรมดันอ่อนแรงขึ้นมาเฉยๆ ขวดเปล่าในมือจึงร่วงลงพื้นเสียงดัง และทำให้ร่างสูงใหญ่สะดุ้งตื่น
ดวงตาแดงก่ำที่มองมาในครั้งแรกฉายแววหงุดหงิด แล้วก็กลับเปลี่ยนเต้นระยับเหมือนกับครั้งแรกที่ได้เจอกัน แต่ในอีกไม่ถึงชั่วเสี้ยววินาทีแววตานั้นก็ดับลง กลับมาเป็นดวงตาที่เฉยชาแกมหงุดหงิดเช่นเดิม

“จะทำอะไร? ”
ผู้เป็นเจ้าของห้อง ลุกขึ้นนั่งเสยผมอย่างหงุดหงิดและเบือนหน้ามองออกไปภายนอกผนังกระจก
“เอ่อ...เสื้อเลอะเลือด.... ผม... จะเอาไปซักให้”
“หายดีแล้วหรือไง ถึงลุกขึ้นมาเดินแบบนี้? ”
เสียงนั้นห้วนจัดจนแทบจะแข็ง ทำให้พรายแก้วได้แต่ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก
“ผม.....ไม่เป็นอะไรแล้วครับ”
“หัวกระแทกพื้นจนสลบเลือดไหลอาบไปนี่น่ะหรือไม่เป็นอะไร ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเลือดจะคั่งหรือเปล่า”
ใบหน้ารกครึ้มหันกลับมา คราวนี้ดวงตาแดงก่ำเหมือนจะลุกไหม้ไปด้วยเพลิง หากแต่เมื่อเห็นพรายแก้วหน้าเสีย อีกฝ่ายก็เบือนหน้าหนีและบอกด้วยเสียงที่พยายามระงับความเกรี้ยวกราดไว้
“คุณกลับไปนอนพักซะ เสื้อนี่ไม่ใช่ธุระอะไรของคุณที่จะต้องจัดการ”
“แต่... ผมไม่เป็นอะไรแล้วจริงๆ”
“ผมบอกให้คุณไปนอนไง”

เสียงห้าวตวาดขึ้นอย่างคนหัวเสียทำให้พรายแก้วชะงัก มือหนาใหญ่เอื้อมมากระชากเสื้อไปจากอ้อมแขน ก่อนที่เดินดิ่งไปยังถังขยะและยัดเสื้อลงไป จากนั้นก็มุ่งตรงเข้าห้องน้ำ
ปฏิกริยาของผู้เป็นเจ้าของห้องทำให้ ความรู้สึกๆหลายๆอย่างประดังเข้ามาในหัว เด็กหนุ่ม พยายามสะกดกลั้นตะกอนในใจให้สงบนิ่ง ไม่ให้ความแหลมคมราวกับมีดโกนปลิวเข้าเฉือนแฉลบหัวใจ ก่อนเดินกลับไปยังเตียงนอนเงียบๆ ทั้งที่ไม่ได้ง่วงเลยแม้แต่น้อย

แสงแดดอ่อนที่ทอทอดผ่านบานกระจกเข้ามาทำให้ต้องมองออกไปยังระเบียง
สีขาวของอะไรบางอย่างเด่นอยู่กลางพื้นระเบียง เมื่อเพ่งมอง....สิ่งนั้นคือช่อดอกไม้สีขาวดอกใหญ่ที่นอนจมน้ำที่ยังขังอยู่บนพื้น

ดอกไม้สวยๆต้องช้ำเพราะตากฝนแทนเรา

เด็กหนุ่มหันหลังกลับ ถอนใจและหลับตาลงช้า....


คงต้อง.......หาที่อยู่ใหม่แล้วสินะ


......................................




“พยากรณ์อากาศในวันนี้ ลมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดเข้ามาปกคลุมทะเลอันดามัน และประเทศไทยทำให้ด้านรับลมทางตะวันตกของประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนอง เกือบทั่วไปและมีฝนตกหนักบางแห่ง จึงขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ระวังอันตรายจากฝนตกหนักในระยะ 1-3 วันนี้”

เสียงพยากรณ์อากาศจากวิทยุดังแผ่วๆจากมุมห้องที่เงียบงัน ละอองฝนเล็กๆยังคงโปรยปรายอยู่ภายนอกผนังกระจกใสหลังจากที่ฝนห่าใหญ่หยุดกระหน่ำ ผู้คนภายใต้ลมสีสดใสเดินกันขวักไขว่ไปมา แต่ไม่มีใครเลยในกลุ่มนั้นที่คิดจะแวะเข้ามา
ฝนกับการค้าขาย ดูจะเป็นสิ่งที่สวนทางกัน จำนวนของลูกค้าจะแปรผันตามจำนวนฝน เพราะถ้าวันไหนฝนตกหนัก นั่นก็แปลว่าวันนั้นจะไม่ค่อยมีลูกค้า
วันนี้ก็เช่นกันที่ลูกค้าแทบจะไม่มีเลย อย่างมากก็แค่ลูกค้าเจ้าประจำรายสองราย ที่แวะเข้าซื้อเค้กแล้วก็จากไป

ก็นะ...จะทำไงได้ วันฝนตกแทบจะไม่หยุดอย่างนี้ แถมเป็นเย็นวันศุกร์ ใครๆก็กลัวที่จะติดแหงกอยู่บนท้องถนนและที่ทำงานทั้งนั้น ถ้าเลือกได้ก็ขอกลับนอนซุกตัวในผ้าห่มอุ่นที่บ้านมากกว่า...

เสียงกระดิ่งที่ติดอยู่ตรงประตูดังขึ้น เด็กหนุ่มเจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก่อนขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าผู้ผลักประตูเข้ามาเป็นใคร



“ อ้าว! ไอ้แก้ว”
รอยยิ้มจางๆเป็นใบหน้าที่แตะแต้มไปด้วยละอองฝนถูกส่งมาให้แทนคำทักทาย หากแต่พัฒน์ก็ยังขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ทำไมมาถึงที่นี่ได้วะวันนี้ “
ที่ถามก็เพราะแปลกใจ เนื่องจากที่นี่ถึงแม้จะอยู่ใกล้กับสำนักงานของพรายแก้ว แต่ก็แทบจะนับครั้งได้ที่อีกฝ่ายจะโผล่หน้ามาให้เห็นได้บ่อยๆอย่างที่ควรจะเป็น
“ก็.....ยังไม่อยากกลับห้อง ไม่รู้จะไปไหน เลยมาหาเอ็งน่ะ”
แววตาที่มองมานั้นนิ่งขรึม ให้ความรู้สึกเหมือนท้องฟ้าภายนอกร้าน ทำให้พัฒน์รู้ว่าเพื่อนกำลังอยู่ในภาวะไม่ปกตินัก
“เออ มาหเห็นหน้าบางก็ดี อยู่ใกล้กันแค่นี้ ไม่โผล่หัวมาเลยนะเอ็งน่ะ”

เด็กหนุ่มบอกในขณะที่อีกฝ่ายหยิบผ้าเช็ดหน้าสีฟ้าจางขึ้นซับหยดน้ำบนหน้า เมื่อเห็นสภาพของเพื่อน เขาก็อดบ่นไม่ได้
“เปียกมาเชียว ทำไมไม่กางร่มมาวะ”
“ขี้เกียจถือ จากสำนักงานมาที่นี่ก็แป็บเดียวเอง ไม่เปียกเท่าไหร่หรอก”
“เอ๊อออออ”
คำพูดนั้น ทำให้เขาลากเสียงยาวอย่างหมั่นเขี้ยว
“ ถ้าไม่สบายมาจะสมน้ำหน้าให้”
“หัวแข็งขนาดนี้ รับรองไม่เป็นอะไรไปง่ายๆหรอก”
บอกมาอย่างนี้ พัฒน์จึงได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอาใจ …..ไอ้นิสัยแบบนี้นี่เองที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย....ดื้อไม่ฟังใครไปซะทุกเรื่อง
“งั้นเอ็งกินอะไรร้อนๆหน่อย ร่างกายจะได้อุ่นขึ้น”
ตาโตๆจ้องเป๋งมายังถ้วยโกโก้ที่ยื่นให้ก่อนจะขมวดคิ้ว จนพัฒน์ต้องดุ
“กินไปเหอะน่า แค่โกโก้แก้วสองแก้ว ร้านข้าไม่เจ๊งหรอก”
“ขอบใจนะ”
อีกฝ่ายบอกเบาๆก่อนจะรับถ้วยโกโก้ไปจิบ อาการวางตัวเป็นผู้ใหญ่ค่อยๆกลับกลายเป็นเด็กเหมือนเดิม จนพัฒน์ต้องแอบอมยิ้ม
“เออ ไม่ต้องขอบจงขอบใจอะไรนักหรอก ”
บอกแล้วก็หันกลับไปเก็บของเข้าที่ หากแล้วก็ต้องชะงักและหันกลับมา เนื่องจากสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอะไรบางอย่าง
“ หัวไปโดนอะไรมา?”
แม้จะไม่มีผ้าพันแผลให้เห็น แต่รอยผมที่แหว่งหายไปเป็นหย่อมก็ยังคงสะดุดตาจนสังเกตได้
“ก็... หัวแตกนิดหน่อย “
เสียงตอบนั้นแผ่วเบาอย่างไม่ค่อยเต็มใจจะตอบ
“รู้แล้วว่าหัวแตก แต่ไปทำอะไรมาหัวถึงแตก?”
“ฮื้อ... ไม่มีอะไรมากหรอกน่า”
อีกฝ่ายทำเสียงรำคาญ แล้วลุกเดินเข้าไปหลังร้าน แล้วจึงตะโกนออกมา
“จะต้มมาม่า เอ็งจะกินด้วยหรือเปล่าจะต้มเผื่อ”
“เออ”
พัฒน์ตอบพร้อมแยกเขี้ยวใส่ไอ้เพื่อนตัวดื้อก่อนจะถอนใจยาว

การไม่ได้พบกันในช่วงสามปี ทำให้อะไรๆของพรายแก้วเปลี่ยนไปมาก แต่ก่อนตอนยังเรียนอยู่ด้วยกัน ผู้เพื่อนเป็นคนเปิดเผย ร่าเริง และดูจะไม่ค่อยเก็บอะไรไว้ในใจ
ผิดกับตอนนี้ ที่ดูเหมือนจะมีอะไรหลายๆอย่างเก็บกดไว้อยู่ในตัว และถูกกลบเกลื่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มที่แสร้งให้คนอื่นเห็นว่าร่าเริงอยู่ตลอดเวลา
เกิดอะไรขึ้นในช่วงสองปีที่เพื่อนของเขาหายไป อะไรบางอย่างที่เขาอยากจะถาม และก็รู้ดีว่าคงไม่ได้คำตอบ

“วันนี้บีมมาหรือเปล่า”
คำถามลอยมาเบาๆเมื่อชามมาม่าถูกวางลงบนเคาน์เตอร์ เป็นผลให้พัฒน์ที่กำลังเช็ดแก้วหน้างอลง
“ไม่มาร๊อก พรุ่งนี้ที่มหา’ลัยเขามีงานรับปริญญา ปานนี้คงนั่งจัดซุ้มถ่ายรูปอยู่ละมั้ง”
“รับปริญญาเหรอ”
“เออสิ ได้หยุดเรียนตั้งหลายวัน จะมาหากันสักหน่อยเป็นไม่มี ห่วงแต่ทำกิจกรรม เฮอะ “เด็กหนุ่มบ่นงึมงำอย่างไม่พอ ก่อนจะหันมาทางพรายแก้วเมื่อนึกอะไรได้
“....เออ จริงสิ ว่าแต่เอ็งน่ะจะรับปริญญาเมื่อไหร่วะ มหา’ลัยเขากำหนดวันหรือยัง จะได้บอกไอ้พวกนั้น”

คำถามที่ถามถึงเรื่องที่เพิ่งนึกออกทำให้ฝ่ายนั้นนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบออกมาเบาๆ
“คง....เกือบๆกลางปีหน้าละมั้ง แต่..ช่างมันเหอะ ไม่ต้องบอกใครหรอก ข้าว่าจะไม่รับดีกว่า”
“อ้าว ทำไมวะ”
“ก็... ไม่รู้สิ รับหรือไม่รับ ค่ามันก็เท่ากัน”
“เท่ากันยังไง ถ้าเอ็งไม่รับที่บ้านเอ็งเขาไม่ว่าเอาหรือ ลูกเรียนจบทั้งที ยังไงก็ต้องมาถ่ายรูปวันงานเก็บไว้ให้ชื่นใจบ้างสิวะ”
สีหน้าของคู่สนทนาเหมือนจะหมองลง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มให้จางๆเมื่อรู้ว่าถูกมองอยู่
“ที่บ้านคง.....ไม่มีใครมาหรอก..... แล้วอีกอย่างจะได้ไม่ต้องลางาน แถมไม่เปลืองด้วย”
พูดจบก็ก้มหน้าลงผุ้ยเส้นบะหมี่เข้าปากเหมือนต้องการจะปิดบังรอยยิ้มที่ขมขื่น พัฒน์ที่มองอาการอยู่เงียบๆจึงได้แต่พูดให้กำลังใจ
“แต่พวกข้าไปนะ ยังไงๆพวกข้าก็ไป”
“ขอบใจนะพัฒน์ แต่ไม่ต้องหรอก ข้าไม่รับดีกว่า จะได้ไม่ต้องวุ่นวาย”
“ไอ้แก้ว คิดดูให้ดีก่อน นี่มันครั้งหนึ่งในชีวิตนะ ครั้งหนึ่งที่จะไม่มีทางกลับจุดเดิมไอ้อีก ถึงเอ็งจะไม่สนใจ แต่เอ็งจะไม่ให้พวกข้าได้ถ่ายรูปกับครั้งหนึ่งในชีวิตของเอ็งเลยหรือ”
คำพูดนั้นทำให้อีกฝ่ายเงียบงันไปชั่วครู่ก่อนจะถอนใจยาว
“อือ แล้วจะลองคิดอีกที”
ก็ถือว่ามีหนทางสำเร็จไปได้กว่าครึ่งเมื่อยังไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เพราะสำหรับพรายแก้ว...หากลองได้ตัดสินใจแล้ว ไม่ว่ากล่อมอย่างไรก็ไม่มีทางจะสำเร็จ
คิดแล้วก็เหลือบมองเพื่อนที่ยุติการสนทนาด้วยการมองออกไปภายนอกผนังกระจก สิ่งที่ได้เห็นในตอนนี้ทำให้พัฒน์ได้แต่ถอนใจ

เรื่องนี้เป็นเพียงไม่กี่เรื่องที่พรายแก้วไม่เปลี่ยนไปจากเดิม จากที่ทุกคนในกลุ่มลงความเห็นไว้ว่าการกลับมาคราวนี้ มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป อะไรหลายๆอย่างที่ต้องคอยลอบสังเกตจึงจะรู้ได้

แต่ที่ชัดเจนที่สุดดูเหมือนจะเป็นแววตานิ่งขรึม ที่เผลอเมื่อไหร่ก็มักจะแสดงออกมาว่ามีบางสิ่งซ่อนเร้นอยู่ในใจ....

ภายนอกร้านค่อยๆมืดลง ยามพลบค่ำบรรยากาศช่างขมุกขมัว ท้องฟ้าสีเทามัวไม่มีร่องรอยริ้วสีของแสงยามเย็นที่งามจับตาพาดผ่านเหมือนดังทุกวัน ผู้คนเริ่มห่างหายไปจากทางเท้าสัญจร เหลือเพียงเสียงสีส้มมัวที่ทอดผ่านม่านละอองฝนเล็กๆ ลงมาจากโคมไฟบนเสาสูง
เพลงแจ๊สจากลำโพงมุมห้อง ดังแผ่วๆในความเงียบ ถึงจับไม่ได้ว่าเป็นเพลงอะไร แต่เสียงแซกโซโฟนที่คร่ำครวญและโหยไห้ก็ทำให้รู้สึกหนาวลึกเข้าไปในอก โดยที่ความอุ่นของเครื่องดื่มไม่อาจช่วยได้
ความเงียบงันของบรรยากาศทำให้รู้สึกได้ถึงความเศร้าและหดหู่ที่เข้าควบคุมจิตใจ จนแม้คนปกติก็ยังคล้อยตาม
..แล้วหากเป็นคนจิตใจอ่อนไหวล่ะ..

ใบหน้านิ่งเรียบเท้าคางเหม่อมองไปภายนอกกระจกซึ่งฝนยังพรำลงมาบางๆไม่ขาดสาย พัฒน์เหลือบมองอย่างพิจารณาโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว
....และก็เหมือนเดิม แววตาที่เหม่อมองไปภายนอกนั้นลอยไกลแสนไกล เหมือนกำลังคิดคำนึงถึงเรื่องอะไรบางอย่าง ที่ฝังตรึงอยู่ในใจ

“ ตกลงหัวเอ็งไปทำอะไรมา ถึงแตก”
คำถามที่จงใจจะดึงเพื่อนกลับสู่โลกของความจริงทำให้คนถูกถามกระพริบตาปริบก่อนจะทำหน้าหน่าย
“ถามอะไรนักหนาวะ กวนใจจริง”
“งั้นเอ็งก็บอกมาสักทีสิว่าไปทำอะไรมา จะให้ข้าถามวกวนกวนใจอยู่ทำไม”
อีกฝ่ายถอนใจเฮือกอย่างต้องการให้รู้ว่ารำคาญ ก่อนจะหันมาทำหน้ายุ่งใส่
“ก็แล้วจะรู้ไปทำไม?”
“อ้าว ถ้าเผื่อเอ็งตายไปข้าจะได้บอกคนอื่นได้ถูกว่าเอ็งเป็นอะไร”
“เออออออ...” คนถูกบังคับให้ตอบลากเสียงยาว “ ข้าตกลงมากระแทกพื้นหัวแตกสลบไปเมื่อคืนนี้ที่ระเบียงห้อง หลังจากที่พยายามปีนขึ้นไปติดโมบายที่กันสาด แค่นี้พอใจหรือยัง?”
พัฒน์พยักหน้าหงึกว่ารับทราบ แต่ก็ยังไม่วายสงสัย
“ ก็แล้วไป นึกว่าโดนใครทำร้ายมา ว่าแต่แล้วทำไมถึงต้องทำอะไรแบบนั้นด้วยวะ เอ็งไม่รู้หรือว่ามันอันตราย?”
อีกฝ่ายหยิบช้อนกับส้อมขึ้นมาทำเป็นสัญญาณให้ระงับการสนทนา พัฒน์จึงได้แต่ส่ายหน้ากับความรั้นของเพื่อนก่อนคว้าจานชามเข้าไปจัดการหลังร้าน และกลับมาพร้อมไม้ถูพื้น

“พัฒน์ ข้าอยากจะย้ายหอ เอ็งช่วยหาให้ข้าได้มั้ย?”
คำถามลอยๆที่ดังขึ้นหลังจากเงียบกันมาได้พักใหญ่คงเป็นเหตุผลหลักที่มาหา แต่สิ่งที่อยากรู้นั่นคือเพื่อนกำลังมีปัญหาอะไร พัฒน์จึงหยุดมือจากงานและหันกลับมายังเพื่อน
“ทำไมอยู่ๆถึงอยากจะย้าย?”
“ไม่มีเหตุผลอะไรหรอก แค่...อยากอยู่คนเดียว”
“แล้วตอนนี้เอ็งมีเงินพอที่จะย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้วหรือ ”
คำถามนั้นทำให้อีกฝ่ายนิ่งงัน ด้วยเพราะตอบไม่ถูกหรือคำพูดนั้นจี้ใจดำก็ไม่แน่ใจ แต่เมื่อเห็นว่าไม่พูดอะไรต่อพัฒน์จึงก้มหน้าถูกพื้นต่อไป
“เด็กช่วยงานลาอีกแล้วเหรอวะวันนี้”
คำถามที่ถามกลับดูเหมือนจะหาเรื่องแก้เก้อ แต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มลอบถอนใจก่อนจะบอกเบาๆ
“เออ ลาไปตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว แต่ไม่ใช่ลาป่วยหรอกนะ ลาออกไปเลยแหละ เห็นว่าได้งานใหม่เงินดีกว่า “
“แล้วนี่เอ็งต้องทำทุกอย่างคนเดียวหมดเลยหรือ?”
“เออ ยังหาคนช่วยไม่ได้น่ะ นี่อาศัยว่าอยู่ในช่วงทำทีซีสหรอกนะถึงได้ว่างมาทำได้”
“แล้วไหวหรือ? ทำทุกอย่างคนเดียวแบบนี้“
“ไม่ไหวก็ต้องไหวแหละ ทำไงได้ คนอื่นไม่ว่างนี่ ”
พูดแล้วพัฒน์ก็ก้มหน้าก้มตาเช็ดพื้นให้เสร็จเร็วๆ ในขณะที่พรายแก้วยังนั่งนิ่งเงียบอย่างใช้ความคิด
“งั้น..ข้ามาช่วยเอามั้ย?”
คำพูดนั้นทำให้พัฒน์หยุดชะงัก และมองอีกฝ่ายอย่างไม่แน่ใจ
“เมื่อกี้เอ็งว่าอะไรนะ?”
“ข้าบอกว่าข้าจะช่วยเอ็งทำงาน ”
“โอ๊ย...ไม่เอา..” เด็กหนุ่มส่ายหัวดิก หน้าเบ้...
“อ้าว ทำไมล่ะ ขาดคนอยู่ไม่ใช่เหรอ “
“มันก็ใช่! “พัฒน์ค้อนขวับ“ แต่ถ้าได้ไอ้ตัวดื้อแบบเอ็งมาทำงานด้วยนะ ข้ายอมทำงานคนเดียวดีกว่า”
“ฮูย ดูพูดเข้า ข้าออกจะเป็นเด็กดี เรียบร้อยว่านอนสอนง่าย”
“เห๊อะ ว่าแล้วงอน สอนแล้วปากฉีกจนตายล่ะสิไม่ว่า”
“แหม แต่ถึงยังไงข้าก็ยังเป็นเด็กดีนะ แล้วที่สำคัญข้าก็อยากหาอะไรช่วงเย็นกับเสาร์อาทิตย์ทำอยู่พอดี เพราะฉะนั้นให้ข้าช่วยเอ็งแหละดีแล้ว จะได้เป็นการตอบแทนที่เอ็งช่วยหอถูกๆที่ใหม่ให้ไง“
เด็กหนุ่มหันกลับมามองหน้าเพื่อนอย่างต้องการจะค้าน หากเมื่อเจอแววตาจริงจัง ก็พูดไม่ออกจึงได้แต่ถอนใจ
“ตกลงแน่ใจแล้วนะที่จะย้ายหอใหม่?”
“ชัวร์ ล้านเปอร์เซ็นต์”
“งั้นข้าจะลองถามๆให้ แล้วจะลองคุยเรื่องค่าประกันที่พักให้ด้วยว่าจะจ่ายที่หลังได้หรือเปล่า แต่เอ็งก็เตรียมหาเงินไว้บ้างแล้วกัน ส่วนเรื่องมาทำงานที่ร้าน ข้าให้เอ็งมาช่วยก็ได้แต่เอ็งต้องรับเงินค่าจ้างนะ”
“เรื่องนั้นข้าไม่สนใจหรอก ขอแค่ได้มาช่วยงานเอ็งกับหาที่อยู่ที่ใหม่ราคาถูกให้เร็วๆแค่นั้นก็พอ”
ใบหน้านั้นยิ้มกว้างสดใส หากดวงตากลับดูแห้งแล้งขัดแย้งกันอย่างประหลาด จนทำให้รู้สึกเอะใจ
“เอาหล่ะ ไหนๆก็ได้งานแล้ว งั้นเริ่มทำเลยแล้วกันนะ ”
ผู้เป็นเพื่อนบอกก่อนจะแย่งไม้ถูพื้นไปถูต่ออย่างแข็งขัน พัฒน์จึงได้แต่มองตามท่าทางนั้นด้วยรู้สึกกังขา

ต้องมีอะไรแน่ๆ....มันน่าจะมีเหตุผลอื่นนอกจากนี้....




..................................



พบกันใหม่พุธ(เอ๊ะ) .....เปลี่ยนเป็นสัปดาห์หน้าแล้วกันครับ
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post14 Sep 2013 22:54

9.........




เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในความเงียบสงบของยามเช้า ชายหนุ่มที่อยู่ในอาการงัวเงียผงกหัวขึ้นมองก่อนเอื้อมมือกดปิดนาฬิกาปลุกดิจิตอลที่ตั้งบนโต๊ะโคมไฟ และเหลียวมองไปรอบๆ
ม่านระเบียงรูดปิดไว้เพียงครึ่งทำให้เห็นท้องฟ้าภายนอกได้ชัดเจน...
เป็นเช้าที่อากาศขมุกขมัว เลยเจ็ดโมงแล้วแต่ฟ้ายังสลัวจากเมฆฝนที่เคลื่อนต่ำ
...ฝนปีนี้ยาวนาน หลายคนบอกว่าฝนสุดท้ายคงจะเกือบสิ้นตุลา ....

ผ้านวมกองโตพับเก็บไว้เรียบร้อยข้างเตียงเหมือนเช่นเดิม ห้องทั้งห้องว่างเปล่า ไร้เงาของผู้ร่วมอาศัย

ไปก่อนอีกแล้วหรือนี่...

สิทันดร์ถอนใจ.....ก่อนจะลุกขึ้นหยิบผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำทำกิจกรรมประจำวันเพื่อเริ่มต้นวันใหม่...


.ในหลายวันที่ผ่านมา..... เด็กคนนั้น... ทำเหมือนกำลังหลบหน้า..

ก็คงจะจริง..เพราะนับตั้งแต่วันนั้น.....วันที่เขายั้งอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เขาก็แทบจะไม่ได้เจอหน้าของอีกฝ่ายเลย ในทุกวันที่ผ่านไปจะพบกันก็ต่อเมื่อดึกดื่นจนเกือบๆจะเที่ยงคืน และเมื่อเช้าตื่นขึ้นมาก็พบกับความว่างเปล่าเช่นเดิม

เด็กนั่นหายไปเหมือนกับรอยสีแดงคล้ำที่เคยอยู่บนเสื้อขาวสะอาดเอี่ยมที่แขวนไว้กับราวแขวนผ้าหน้าห้องน้ำ

เสื้อเชิ้ต....ที่จำได้ว่ายัดลงถังขยะไปแล้ว....



ละอองน้ำเล็กๆพร่างพรมลงมาจากท้องฟ้ามัว ไม่มากพอที่จะต้องใช้ร่ม หากแต่เมื่อเดินออกจากซอยไปยังสถานีรถไฟฟ้า ร่มหลากสีที่กางเป็นดอกเห็ดก็ยังมีให้เห็นอยู่มากมาย
บนสถานีรถไฟฟ้า ผู้คนหนาตามากกว่าทุกวัน อาจเป็นเพราะเช้านี้ฟ้าครึ้มฝน ผู้คนจึงเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้าแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวที่อาจจะทำให้การจราจรติดขัด
ท้องฟ้าขาวมัวจนมองไม่เห็นพระอาทิตย์ อากาศรอบๆตัวเย็นชื้นไปด้วยระไอฝน จนบางครั้งก็ทำให้รู้สึกสะท้านเข้าไปถึงในอก
ชายหนุ่มแหงนมองเบื้องบน... ท้องฟ้าครึ้มมัว สายฝนที่พร่างพราย และความเงียบงัน ชวนให้ความว้าเหว่ในใจกำเริบขึ้นทุกที จนบางทีเกือบเก็บกลั้นไว้ไม่อยู่
เสียงกรีดร้องของรางรถไฟฟ้า ดังมาจากที่ไกลๆ ลิบตาออกไปคือรถไฟฟ้าคันยาวสีขาวกำลังแหวกม่านมัวๆมาอย่างเชื่องช้า
ประตูเลื่อนเปิด ผู้โดยสารอัดแน่นที่อยู่หลังประตูก้าวออกมา ทำให้พอมีที่ว่างที่จะโดยสารไปได้ จนเมื่อก้าวเข้าไปข้างในแล้วถอนใจ...

...ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางคนมากมาย แต่ก็ยังรู้สึกโดดเดี่ยว

รถไฟฟ้าค่อยๆเคลื่อนออกจากสถานีด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น สิทันดร์เหม่อมองไปยังทิวทัศน์ภายนอกด้วยอาการใจลอย
บอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไม...ถึงไม่ชินเสียทีกับความเงียบงัน ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดในบางครั้ง หรือคงเพราะจิตใจ...ยังไม่ปกติเหมือนเดิม


เสียงประกาศเมื่อใกล้ถึงสถานีถัดไป ทำให้เกิดแรงผลักดันจากผู้ที่จะเตรียมตัวลง ชายหนุ่มขยับตัวเบียดแอบไปกับพื้นที่ด้านข้างที่ว่างเพราะคนเก่าที่จับจองเพิ่งจะก้าวออกไป
ความชุลมุนเกิดขึ้นเมื่อประตูเปิด คนข้างในก้าวออกไป คนข้างนอกก้าวสวนเข้ามา ผู้คนขวักไขว่สับสน จนแทบลายตา และใช้เวลาอยู่ชั่วครู่กว่ารถไฟฟ้าจะเคลื่อนตัวออกจากสถานีอีกครั้ง
วันนี้คนค่อนข้างมาก จนทำให้คิดถึงวันนั้น ....

ไม่ควร..ไม่ควรเลย คนอย่างเราควรจะอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวต่อไป


ความวูบไหวของอารมณ์ประดังเข้ามาจนชายหนุ่มต้องถอนใจ พยายามไม่คิดอะไรฟุ้งซ่านให้จิตใจหวั่นไหว และละสายตาจากทิวทัศน์ภายนอกกลับมามองนาฬิกา ก่อนเหลือบไปเจอสายตาคู่หนึ่งเข้า
ความประหลาดใจเกิดขึ้นเมื่อสายตานั้นยังไม่ละสายตาไปดังสายตาอื่นๆที่ถูกจับได้ว่าแอบมอง แต่ยังคงมองมาแน่วแน่
ใบหน้าอิ่มใสที่รับกับริมฝีปากบางเงยขึ้น ดวงตายาวที่ล้อมด้วยแพขนตาที่จับจ้องมามีแววประหลาด...

เหมือนหล่อนจะรู้จักเขา หากแต่เขาจำไม่ได้เลยว่าเคยรู้จักเด็กสาวคนนี้ที่ไหน หรือบางทีอาจจะเคยพบ แต่ก็ไม่ได้ถูกบันทึกลงในความทรงจำ
เพราะในตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีแต่ความเจ็บปวดเท่านั้นที่ยังฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของเขาจนไม่อาจลบเลือน จนไม่อาจบันทึกใครเขาไปได้อีก

“ไม่ได้พบกันนานหลายปี คุณ...สบายดีหรือคะ”
คำถามเบาๆดังขึ้นหลังจากที่อีกฝ่ายเห็นว่าเขารู้ตัวจึงแหวกผู้คนเข้ามา สิทันดร์จ้องมาใบหน้าราวตุ๊กตานั้นก่อนจะตอบเบาๆ
“เอ่อ...ครับ สบายดี”
“คุณคงจะจำชมพูไม่ได้แล้ว ”เจ้าหล่อนเปรยขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของเขา “ ช่างมันเถอะคะ สิ่งที่ผ่านมาไม่มีอะไรน่าจดจำนักหรอก”
รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นบนใบหน้า ดวงตาฉายแววเต้นระยับประหลาด
“เรื่องเก่าๆลืมมันไปให้หมดก็ดี”
สิทันดร์นิ่งงันกับคำพูดที่คลุมเครือ หล่อนจะต้องรู้จักเขาแน่ หาก แต่เขาจำหล่อนไม่ได้เลย ไม่ว่าจะพยายามนึกอย่างไร
รถไฟฟ้าค่อยๆเคลื่อนเข้าสถานีข้างหน้า แรงผลักดันจากผู้โดยสารที่ต้องการจะลง ก็เกิดขึ้นอีก และทำให้ร่างแบบบางของเด็กสาวผู้นั้นเคลื่อนเฉียดชิดเข้ามา
ในชั้นแรกร่างนั้นค่อยๆกระเถิบเข้ามาจนเกือบจะแนบชิดกัน หากแต่แล้วก็กลับชะงักงันไปชั่วขณะก่อนเงยหน้าขึ้นมองด้วยดวงตาที่หม่นมัว

รถไฟฟ้าค่อยๆเคลื่อนออกจากสถานี ความเงียบเกิดขึ้นเมื่อการสนทนาขาดช่วง เด็กสาวผู้ที่ทำท่าว่าจะชวนคุยก็กลับเบือนมองทิวทัศน์ภายนอกด้วยด้วยอาการนิ่งเงียบ สิทันดร์ได้แต่มองความผิดปกตินั้นอย่างไม่เข้าใจ

ผ่านไปหลายนาทีกว่าที่ความเงียบจะถูกทำลายลงด้วยเสียงประกาศเตือนก่อนถึงสถานีถัดไป เด็กสาวผู้นั้นเบือนหน้ากลับจากทิวทัศน์ภายนอก
“ชมพูต้องไปแล้ว”เจ้าหล่อนบอกเบาๆ
“ครับ”
“ดีใจที่ได้เจอคุณนะคะ ถึง..คุณจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม.... เลยก็ตาม”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ เจ้าหล่อนจึงยิ้มจางๆ
“ไม่ว่าผ่านมานานเท่าไหร่ คุณก็ยังไม่เคยลืม ”
ดวงตาที่จ้องมองมาหม่นหมอง ทำให้สิทันดร์นิ่งงัน จิตใจที่ระงับให้สงบไหววูบไปกับการรับรู้
“คุณคงยังรักเจ้าของกลิ่นนี้มากสินะคะ”
เจ้าถามด้วยเสียงขื่นๆ ก่อนจะเบี่ยงตัวออกไปยังประตูเปิดกว้าง ทิ้งให้สิทันดร์นิ่งงันกับความทรงจำกำลังที่ไหลหลากมาราวน้ำป่า

.... ผู้หญิงคนนี้รู้เรื่องของเรา







ยาคลายความวิตกถูกส่งเข้าปาก และตามด้วยน้ำ ก่อนที่ชายหนุ่มเอนตัวลงกับเก้าอี้และเหม่อมองไปภายนอกกระจกหน้าต่าง
ความครึ้มมัวยังคงปกคลุมท้องฟ้า พระอาทิตย์ที่เคยจัดจ้า ในวันนี้มีเพียงลำแสงเล็กๆที่ลอดผ่านเมฆสีเทาเข้ม
แทบจะดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อเช้า ถึงแม้ตอนนี้จะบ่ายหากบรรยากาศภายนอกผนังกระจกก็ยังหดหู่หม่นหมอง หมู่ตึกดูเหมือนจะลบเลือนไปในเมฆหมอก นกน้อยที่เคยบินว่อน ไม่ยอมออกจากรวงรังเพราะเข้าใจว่าใกล้เวลามืดค่ำ
ตามท้องถนนคับคั่งไปด้วยรถยนต์ ที่ค่อยเลื่อนไหลไปตามท้องถนน ถึงแม้วันนี้ฝนจะยังไม่ตกหนัก แต่ก็ดูเหมือนผู้คนก็ยังแตกตื่นกับความมืดมัวของท้องฟ้า จนต่างคนต่างกระวีกระวาดกลับบ้านตั้งแต่ยังไม่ค่ำ ทั้งที่วันนี้เป็นวันศุกร์สิ้นเดือน ที่มักจะเป็นวันสังสรรค์
บ่ายแก่จวนใกล้เลิกงาน แต่ในหัวยังคงเหมือนเครื่องเล่นวีดีโอเสียๆ ที่ดึงภาพต่างๆออกมาไม่หยุด จนไม่เป็นอันทำการทำงาน
วันนี้ทั้งวันจึงต้องพึ่งแต่ยา แต่ถึงอย่างนั้นยาก็ไม่ได้ทำอะไรได้มากไปกว่าระงับอาการปวดหัว


ภาพบางภาพวูบวาบเข้ามาในหัว คงไม่มีทางแล้วที่จะหยุดมัน ชายหนุ่มหยุดนิ่งและหลับตาลง ซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบ ก่อนที่ภาพนั้นจะดับไปในเสี้ยววินาที

ถึงแม้จะเจ็บปวดในทุกครั้งที่ได้นึกถึง แต่ภาพนั้นสวยงามนัก
และยากจะลืมเลือนถึงแม้จะนานแล้วก็ตาม






...............................



ฝนเย็นเยียบหล่นร่วงไม่ขาดสายลงจากฟากฟ้า ละอองเล็กๆโปรยปรายเบาบาง เปลี่ยนพื้นถนนดำสนิทให้กลายเป็นเป็นกระจกเงา ส่องสะท้อนดวงไฟที่ทอทอดแสงสีส้มหม่นจากยอดเสา
ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวันฟ้าครึ้มมัว ที่ฝนจะตกเวลาไหนอีกก็ได้ เพราะวันนี้ทั้งวันก็ตกๆหยุดๆอยู่หลายรอบ จะมีหนักเม็ดก็ตั้งแต่ช่วงเย็นมาจนถึงตอนนี้
ฝนพร่ำๆ อากาศเย็นเยียบ ..... บรรยากาศแบบนี้ชวนให้นึกถึงผ้าห่มอุ่นๆ ที่นอนนิ่มๆ.... คงจะสบายไม่น้อยหากได้นอนขดตัวอยู่ในที่นอนอบอุ่น
แต่ทั้งที่ตอนนี้ฝนตก อากาศก็เย็น ผู้คนกลับยังไม่กลับบ้าน เพื่อซุกตัวลงในผ้าห่มอุ่นๆอย่างที่คาดคิด คงเพราะหลายคนยังคงติดแหงกอยู่กับที่ หรือไม่ก็ยังไม่อยากเผชิญการจราจรที่แสนติดขัดอย่างในคืนวันฝนตกแบบนี้
นั่นทำให้ที่ร้านผู้คนดูหนาตาขึ้นกว่าหลายคืนก่อน เพราะเป็นที่หลบฝนจำเป็น
แต่ถึงผู้คนจะมากขึ้น บรรยากาศก็กลับยังคงหม่นเศร้า ลูกค้าหลายคนนั่งจิบเครื่องดื่มอย่างเงียบงัน ไปพร้อมๆกับมองภาพการจราจรแสนวุ่นวายผ่านกระจกที่มัวไปด้วยฝาไอน้ำ
ไม่รู้ด้วยเพราะความเย็นเยียบของอากาศ หรือเป็นเพราะกระแสความคิดอันถูกเก็บกดในใจ ที่ถูกดึงดูดออกมาด้วยเม็ดฝนที่ร่วงลงมาเหมือนน้ำตา ทำให้บรรยากาศหม่นเศร้า.... จนทำให้ใครหลายคนเงียบขรึมลง

....โดยเฉพาะเพื่อนของเขา

ในหลายวันที่ผ่านมา เท่าที่สังเกตได้..พรายแก้วดูจะเงียบขรึมและเหนื่อยล้าลงกว่าเดิม
ถึงแม้จะไม่มีคำพูด ไม่มีความรู้สึกใดๆแสดงออกมาทางสีหน้า แต่อะไรบางอย่างบอกว่าพรายแก้วกำลังไม่ปกติ
อาจเป็นความนิ่งขรึม รอยยิ้มจางๆ อันแสนฝาดเฝื่อน หรือดวงตาไร้แววแจ่มใสที่แต่ก่อนไม่เคยปรากฏกับผู้ที่ร่าเริงอยู่เสมอ

ยิ่งท่าทางเหม่อมองเม็ดฝนภายนอกผ่านกระจกมัวๆแบบนี้ ดวงตาสีน้ำตาลแก่ดูจะหม่นลงเหมือนท้องฟ้า ใบหน้าเสี้ยวหนึ่งก้าวข้ามเข้าไปในเงามืด จนทำให้เห็นโครงหน้าที่ตอบลงอย่างชัดเจน

อีกแล้ว.....ท่าทีเหมือนกับคิดครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ที่เขาเองไม่มีทางรู้ได้จากปากของพรายแก้วว่าเรื่องอะไร

แม้จะเป็นเพื่อนกันมานาน สนิทกันมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครรู้รายละเอียดของพรายแก้วเลย ข้อมูลที่มีก็แค่พรายแก้วคือลูกชาวสวนซึ่งอยู่ที่ไหนสักแห่งในเมืองนนท์
ถึงในตอนนั้นไม่มีใครสนใจในรายละเอียดในส่วนนี้ เพราะยังไงพรายแก้วคือเพื่อน และรายละเอียดส่วนตัวไม่ได้สลักสำคัญอะไรไปมากกว่ามิตรภาพที่มีให้แก่กัน

แต่ในตอนนี้....เมื่อเห็นเพื่อนต่างไปจากเดิม จากคนที่เคยเฮอา วิ่งไปวิ่งมาร่าเริงอยู่ได้ทั้งวัน กลับเงียบขรึมราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ เพื่อนๆจึงได้แต่เฝ้ามองด้วยความเป็นห่วงและต่างก็อยากรู้เรื่องราวในช่วงที่พรายแก้วหายออกไป....

ในเสียวหนึ่งของใบหน้าที่อยู่ในแสงสว่าง หากตาไม่ฝาดเขาเหมือนจะเห็นความแวววาวของแผ่นน้ำยามกระทบแสงบนดวงตาสีน้ำตาลแก่ที่หม่นเศร้านั้นวูบ ก่อนที่เจ้าของจะหันกลับมาจัดเรียงถ้วยกาแฟที่เพิ่งเช็ดเสร็จลงลัง

“แก้ว... เอ็งเป็นอะไรหรือเปล่า ”
พัฒน์ถามอย่างอดไม่อยู่ ถึงแม้รู้ว่าต้องได้คำตอบเดิม
“เปล่านี่ ”
คนบอกยังคงหันหลังยุ่งอยู่กับลัง
“แต่ช่วงนี้ดูเอ็งเงียบผิดปกติไปนะ”
ใบหน้าที่หายไปในเงามืดหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มเซียวๆ
“ไม่มีอะไรหรอก คงจะเหนื่อยน่ะ”
“นั่นซิ ช่วงนี้เอ็งซูบไป หยุดพักบ้างดีมั้ย”
“อย่าเลย ข้าไม่ได้เป็นอะไร”
คนพูดยิ้มให้อีกครั้งเหมือนจะยืนยันคำพูดตน ก่อนลุกขึ้นหอบลังถ้วยแก้วขึ้นในอ้อมแขน และหันหลังเข้าครัวเงียบๆ
พัฒน์มองตามหลังร่างบางๆของเพื่อนที่เดินหายเข้าไปในประตูหลังครัว และถอนใจเฮือกใหญ่อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

....นี่แหละเพื่อนของเขา เพื่อนผู้ไม่เคยปริปากบอกใครในเรื่องราวของตน .....




เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังกังวานขึ้นในความเงียบ เรียกความสดใสได้ชั่วครู่ก่อนจะถูกความเงียบงันครอบงำเช่นเดิม

หญิงสาวผู้หนึ่งก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ท่ามกลางแสงหม่น แสงไฟสลัวจับใบหน้าอิ่มใสที่ถูกแต่งแต้มด้วยละอองฝน เรือนผมหยิกเป็นลอนสลวยและเสื้อผ้ามีรอยเปียกชื้น
ใบหน้านั้นดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบชั้นดี หากแต่ความขรึมของสีหน้าทำให้ความน่ามองลดลง

หลังจากหยุดมองไปรอบร้านอยู่ชั่วครู่ที่สุดเจ้าหล่อนก็มุ่งตรงไปยังที่นั่งริมสุดของร้านด้านติดกับผนังกระจกฝามัว ส่วนอีกด้านเป็นผนังทึบที่เต็มไปด้วยภาพถ่ายและรูปวาด
หล่อนเลือกที่จะนั่งหันหน้าเข้าหากำแพงทึบ ดวงตากลมที่ล้อมไปด้วยขนตาหนาเป็นแพ เหม่อมองไปยังรูปภาพ แสงไฟที่ลอดผ่านมาจากด้านนอกผนังกระจก จับเสี้ยวหน้าที่หันข้างให้ กระทบกับแผงขนตาเกิดเป็นเงาคล้ายกับปีกผีเสื้อ

“จะรับอะไรดีครับ”
คำถามของพัฒน์เมื่อเดินเข้าไปยื่นเมนู ทำให้ร่างนั้นสะดุ้งน้อยๆและหันกลับมา ดวงตากลมโศกที่ล้อมไปด้วยขนตาหนาเหลือบมอง ก่อนจะบอกเบาๆ
“ขอ...ชาร้อนคะ”
“รับขนมอย่างอื่นเพิ่มด้วยมั้ยครับ เมนูแนะนำวันนี้เป็นเค้กลูกตาล”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณ”
ใบหน้าขรึมหันกลับไปสนใจรูปภาพบนผนังต่อ พัฒน์จึงถอยกลับมาที่เดิม แต่ก็ยังคงเหลือบมองท่าที.....


....สีหน้า แววตา และอาการเหมือนกับลูกค้าอีกหลายๆคนในร้าน รวมถึง..พรายแก้วด้วย

อาการขรึมเศร้า ดูเหมือนจะเป็นโรคติดต่อในช่วงหน้าฝน ไม่รู้ร้านนี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อหรือเปล่า ผู้คนที่เข้ามาที่นี่จึงมีอาการแบบนี้ทุกราย..

หรือไม่...ก็มีเชื้ออยู่ในตัวอยู่แล้ว.....



ไอร้อนอ้อยอิ่งที่ลอยออกจากถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อบางราวกำลังเริงระบำ ให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งมือ กลิ่นหอมของอู่หลงก้านอ่อนจากดอยแม่สลองช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายได้อย่างประหลาด
ชา..นอกจากจะมีประโยชน์กับหัวใจแล้ว กลิ่นหอมอ่อนๆของมันยังช่วยให้ผ่อนคลายได้
เขาเองก็หวังให้เป็นอย่างนั้น อยากให้ชาถ้วยนี้ช่วยให้ลูกค้าสาวคนนั้นดีขึ้น เพราะการเห็นใครสักคนเศร้าซึม มันรู้สึกไม่ค่อยดีนัก ถึงแม้คนๆนั้นไม่ใช่เพื่อนหรือคนรู้จักก็ตาม

“ชาครับ”
เสียงในความเงียบงัน เรียกใบหน้าที่อาบไปด้วยแสงสีจากนอกผนังกระจกให้หันมา หลังจากถ้วยชา นมและน้ำตาลวางไว้ตรงหน้ารอยยิ้มฝาดเฝื่อนก็ถูกส่งมาแทนคำขอบคุณ ก่อนเจ้าของจะหันกลับมองไปภายนอกเช่นเดิม

...ดูท่าจะไม่ได้ผล อะไรในใจที่เกาะกินอยู่ มีอิทธิผลต่อจิตใจมากกว่า เพราะเจ้าหล่อน ไม่มีทีท่าสนใจถ้วยชาที่แสนอบอุ่น

จนเหมือนจะได้สติว่ากำลังฟุ้งไปกับเรื่องราวต่างๆ เจ้าหล่อนจึงหันกลับมาสนใจถ้วยชาตรงหน้า แต่ด้วยใจคงยังลอย เมื่อมือแตะโดนถ้วยร้อนๆก็สะบัดเร่าจนปัดโถนมตรงหน้าล้มกลิ้ง

น้ำนมสีขาวไหลนอง และหยดลงเปรอะเปื้อนบนชุดกระโปรงสีน้ำเงินเบาบางอย่างรวดเร็วก่อนลุกหนีทัน
“เป็นอะไรมั้ยครับ”
พัฒน์รีบเข้ามาหาลูกค้าสาวที่ยังคงตกตะลึง พร้อมด้วยผ้าเช็ดโต๊ะ
“ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ ”
เจ้าหล่อนบอกเบาหลังจากที่ลุกยืน พัฒน์จึงเข้าไปจัดการเคลียร์พื้นที่
“ขอโทษ..นะคะ”
ดวงตาที่มองมามีแววสำนึกผิดอยู่เต็มที่
“ไม่เป็นไรครับ คุณรีบไปล้างตัวเถอะ ห้องน้ำอยู่ในประตูตรงนั้นครับ”
ลูกค้าสาวเดินไปยังประตูหลังร้านอย่างหงอยๆ ในขณะที่พัฒน์หันกลับมาจัดการเรื่องตรงหน้า...

....................................

โคมไฟบนเพดาน สาดแสงขาวนวลให้สว่างไปทั่วทั้งห้องที่ปูกระเบื้องสีขรึม จนเห็นภาพต่างๆรอบ ตัว โดยเฉพาะกระจกเงาตรงหน้า
ภาพที่สะท้อนอยู่ภายใน คือความงดงาม ใบหน้าเนียนขาวราวกระเบื้องเคลือบ ผมเป็นลอนสลวยสีน้ำตาลอ่อนจนเกือบทอง ดวงตากลมสีดำสนิท
ถึงแม้ใจหนึ่งจะชื่นชมในความงดงามที่เห็นจากตรงหน้าเหมือนอย่างที่ใครๆชื่นชม แต่ใจอีกเสี้ยวกลับตะโกนก้อง
หึ....สวยแล้วยังไง ดูสิ เขาคนนั้นไม่หันมาสนใจเลยด้วยซ้ำ....

คำเยาะเย้ยจากจิตใจเบื้องลึกทิ่มแทงความรู้สึกจนเจ็บแปลบหัวใจ หญิงสาวนิ่งขึงมองเข้าไปในดวงตาของตัวเองเหมือนจะหาคำตอบ

ทำไมนะ.... ทั้งที่ตอนนี้ก็มีใครผ่านเข้ามาให้เลือกมากมาย แต่กลับยังคิดถึงแต่เขาคนเดียว แม้รู้ทั้งรู้ว่า..เขา...ไม่เคยเหลียวแล ไม่ว่าจะเป็นพวงชมพูคนนี้ หรือพวงชมพูคนเดิม....
อุปทาน...ภาพที่สะท้อนกลับในตอนนี้กลับเปลี่ยนเป็นเด็กหญิงอ้วนกลมแว่นหนา ผมดำยุ่ง
ภาพเก่าๆวนเวียนเข้ามาปรากฏอยู่ในหัวอีกครั้ง หล่อนสะบัดหัวแรงๆ ไล่ภาพเหล่านั้น ก่อนพยายามสูดลมหายใจลึกๆ

ไม่...เรื่องมัน.....ผ่านมาแล้ว......
ลืมมันไปซะ ลืมมันไป

แสงขาวนวลสว่างไสวเปลี่ยนเป็นความมืดสลัวเมื่อก้าวออกจากห้องน้ำ... อากาศเย็นจนรู้สึกหนาว เมื่อมองไปผ่านประตูไปยังหน้าร้านก็เห็นว่าฝนยังคงโปรยปราย
เพียงแค่มองเม็ดฝนที่ร่วงหล่น ก็ทำให้รู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
คงเพราะมองแล้วทำให้นึกถึงเรื่องต่างๆที่ผ่านมา....
ฝนจะตกไปถึงเมื่อไหร่นะ อยากจะกลับบ้านเหลือเกิน อย่างน้อยที่บ้านก็มีพ่อแม่อยู่เป็นเพื่อน ไม่ต้องนั่งเหงาจนคิดอะไรหดหู่ฟุ้งซ่านแบบเมื่อกี้
นี่ถ้าญาติผู้พี่ของหล่อนที่ตกปากรับคำไว้อย่างดีว่าจะไปส่งบ้านหลังจากที่ดูหนังเสร็จ ไม่ผิดคำพูดด้วยการหนีไปเที่ยวกับเพื่อนที่บังเอิญมาเจอกันหน้าโรงหนัง ป่านนี้ก็คงถึงบ้านแล้ว...
คิดแล้วก็ทำให้หล่อนต้องถอนใจ ยังไม่ชินอีกหรือ ก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร...
กุลลดา...ญาติผู้พี่ของหล่อน เป็นคนเอาแต่ใจมาแต่เด็ก คงเพราะเป็นธิดาของนักธุรกิจใหญ่ ซึ่งเป็นลุงเขยของพวงชมพู และเพราะเป็นลูกคนเดียวทำให้พ่อแม่ตามใจกันสุดฤทธิ์ อยากได้อะไรก็ต้องได้ จึงมีนิสัยไม่สนใจใครนอกจากตัวเองแบบนี้...

และเป็นเพราะหล่อนเองที่เป็นคนอ่อนแอ จึงกลายเป็นลูกไล่ของญาติผู้นี้ไปโดยปริยาย


กลิ่นของแป้งที่เพิ่งต้มสุกใหม่ๆลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ผสานไปกับกลิ่นหอมของซอสอะไรบางอย่างที่กำลังเดือดพล่าน เรียกให้ได้สติจากความคิดที่ยุ่งเหยิง
เมื่อมองตามไปยังแสงไฟสว่างที่พวยพุ่งออกมาในความสลัวของทางเดินสั้นๆ ก็พบว่ากลิ่นนั้นมาจากห้องหนึ่งซึ่งน่าเป็นห้องครัว
กลิ่นหอมแสนอบอุ่นเชิญชวนให้เดินตาม จนที่สุดก็หยุดอยู่หน้าประตูที่ไร้บาน เจ้าหล่อนมองเข้าไปด้วยความอยากรู้
ผนังบุกระเบื้องสีขาวเงาวับเป็นประกายล้อแสงไฟ โต๊ะไม้มะฮ๊อกกะนีสีเข้มตั้งโดดเด่นอยู่กลางห้องเข้าชุดกับตู้แขวนผนัง เตาอบขนมว่างเปล่าขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตาไฟที่ด้านบนมีหม้อบรรจุอะไรบางอย่างกำลังเดือดปุดจนไอน้ำพลุ่งพล่านไปทั่ว
เบื้องหน้าอ่างล้างจานมีร่างๆหนึ่งยืนอยู่ สิ่งที่มองเห็นจากด้านหลังคือเสื้อเชิ๊ตขาวกางเกงดำรวมถึงผ้ากันเปื้อนที่มัดเป็นปมหลวมๆ
คุณเจ้าของร้านน่ะเอง นี่คงกำลังเก็บล้างถ้วยที่หล่อนทำซุ้มซ่ามไว้เมื่อกี้
น่าอายจริง ทำให้คนอื่นเดือดร้อนแบบนี้ คงต้องขอโทษอีกครั้ง
พวงชมพูก้าวผ่านประตูเข้าสู่เขตห้องครัว เสียงฝีเท้าทำให้ผู้ที่กำลังง่วนอยู่กับอ่างล้างจานหันกลับมา..


ใบหน้าที่ชัดเจนในแสงสว่างทำให้รู้สึกเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหิน ดวงตาสีน้ำตาลแก่ที่จ้องมองมาเหมือนสูบเลือดออกจากตัวไปจนหมด
“พ.........

เสียงพูดขาดห้วงไปกับลมหายใจที่ติดขัด ภาพเก่าๆมากมายวิ่งเข้าพุ่งชนสมองจนสติเลอะเลือน ใบหน้าเห่อชาและเหมือนจะมืดวูบไป ขาอ่อนสองข้างอ่อนแรงลงจนพยุงตัวไม่ไหว
หล่อนไขว้คว้าหาที่เกาะ เสียงแก้วแตกที่ดังตามมาทำให้ประสาทยิ่งสั่นกระตุกจนวูบไป
“คุณ ! “
สัมผัสจากมือเย็นเฉียบคว้าร่างไว้ทันก่อนที่ทรุดลงกองกับพื้นที่เต็มไปด้วยเศษแก้ว พวงชมพูจับจ้องใบหน้านั้นอย่างไม่ละสายตา ในหัวปั่นปวนจนแทบอยากจะกรีดร้อง
“ไม่เป็นไรนะครับ”
ชายหนุ่มผู้นั้นพยุงร่างขึ้นนั่งแก้วอี้ใกล้ๆก่อนจะหันไปค้นของในตู้ยา ใบหน้าสวยเกินชายขรึมและนิ่งเรียบ ไม่มีท่าทีสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น
หรือ.......เขารู้.......งั้น....เขา...
“คุณ....เป็นใคร...คะ”
พวงชมพูถามออกมาเมื่อตั้งสติได้ ชายหนุ่มผู้นั้นก้มหน้านิ่งกับตู้ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ

“ผม...ชื่อ...พรายแก้ว”




ฝนหยุดเม็ดลงจนได้ในที่สุด เมฆฝนที่เคยก่อตัวหนาเคลื่อนย้ายกันไปคนละทิศทาง แต่ถึงอย่างนั้นท้องฟ้ายังไม่ใสพอที่จะเห็นดาว...
ลูกค้าค่อยๆทยอยกลับไปที่ละคนสองคนเมื่อฝนหยุด ที่สุดร้านก็ว่างเปล่า เหลือเพียงแค่พัฒน์กับพรายแก้ว

เสียงเข็มนาฬิกาเดิน ดังอยู่ในความเงียบ พัฒน์ได้แต่นั่งสังเกตุผู้เป็นเพื่อนที่นั่งเหม่ออยู่ริมผนังกระจกซึ่งก่อนหน้าเคยมีหญิงสาวหน้าตาน่ารักนั่งอยู่ด้วย
ความประหลาดใจก่อเกิดให้ความสงสัย ลูกค้าสาวคนนั้นกับพรายแก้ว....ทำไมจู่ๆถึงมานั่งด้วย
ไม่รู้ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นหลังร้าน... เพราะเมื่อได้ยินเสียงแก้วตกแตก และรีบวิ่งไปดู ก็พบพรายแก้วกำลังค้นหายาที่อยู่ในตู้
ไม่มีคำตอบอื่นใดนอกจากบอกว่าลูกค้าเป็นลม ซึ่งก็ดูจะจริงเพราะสาวน้อยคนนั้นหน้าซีดเอามากๆ

เมื่อเก็บกวาดเสร็จและออกจากครัว ก็เป็นภาพดังเช่นที่เห็น ทั้งคู่นั่งด้วยกัน คุยกันด้วยสีหน้าขรึมและด้วยเรื่องที่เขาไม่รู้ว่าเรื่องอะไร
จนเมื่อฝนหยุดตก สาวน้อยคนนั้นก็จากไป ทิ้งพรายแก้วให้นั่งอยู่ที่เดิมตามลำพัง

ความจริงเรื่องลูกค้าสาวกับพรายแก้วอยู่ในประเด็นที่ต้องซักถาม แต่ทั้งที่อยากรู้ พัฒน์เลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้ เพราะเมื่อมองภาพตรงหน้าแล้วเกิดเปลี่ยนใจ

แสงสีส้มจากไฟหน้าร้าน ส่องให้เห็นใบหน้าขรึมๆ ซึ่งหันมองไปนอกผนังกระจกอย่างใจลอย ใบหน้านั้นเสี้ยวหนึ่งหายเข้าไปในของเงามืด ส่วนอีกเสี้ยวอยู่ในแสงสว่าง โดยมีจมูกเล็กแหลมเชิดปลายเป็นตัวกั้นกลาง ดวงตาเศร้าที่ล้อมด้วยขนตายาวเหม่อลอยสะท้อนแสงสียามราตรี มือทั้งสองวางไว้บนโต๊ะและประสานกันแน่นราวกับพยายามระงับการสั่นไหวไว้

‘ความเศร้าที่งดงาม’....

คำๆนี้หลุดออกมาจากในหัว คิดได้พัฒน์ก็หยิบกล้องบันทึกภาพนั้นไว้ และเปิดภาพขึ้นดู
ภาพนั้นไม่มีที่ติ ทั้งแสงเงาและอารมณ์
ความจริงก่อนหน้านี้ ตอนที่ลูกค้าสาวยังนั่งเหม่ออยู่คนเดียว เขาก็เห็นว่าเป็นภาพที่สวยและได้อารมณ์แล้ว หากแต่เมื่อได้เห็นภาพของผู้เป็นเพื่อน คำๆนี้ก็หลุดออกมาอย่างไม่เคยนึกถึงมาก่อน จนอดที่จะเก็บภาพนั้นไว้ไม่ได้
เมื่อมองภาพนี้แล้วทำให้นึกถึงอีกรูปอีกใบที่ถ่ายก่อนหน้า ชายหนุ่มไล่ดูภาพย้อนหลังและหยุดลงเมื่อภาพนั้นปรากฏ
ในที่เดียวกัน โต๊ะตัวเดียวกัน ต่างกันเพียงเวลา แต่อากัปกริยาเหมือนกัน ใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดเครา เหม่อมองไปนอกผนัง มือสองข้างวางบนโต๊ะและประสานกัน ดวงตาคมมีแววเศร้า..

คนทั้งคู่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย แต่กลับมีความเศร้าเป็นสิ่งที่ทำให้เหมือนกัน.....

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ก่อนประตูจะเปิดออก คนที่ก้าวเข้ามาทำให้ความรู้สึกสดใสเข้ามาเยือนแก่พัฒน์
“เป็นไงกันมั่งหนุ่มๆ”
บราลีโบกมือให้หยอยๆ พัฒน์นั้นถึงจะยิ้มกว้างแต่ก็อดดุไม่ได้
“ดึกแล้วนะ ทำไมยังไม่กลับบ้านอีก”
“ก็เพิ่งทำรายงานเสร็จ แล้วหิว เลยแวะมาหาอะไรกินหน่อย”
“โห ไอ้เราก็นึกว่าคิดถึงเลยมาหา ที่แท้มาหาของกิน น้อยใจว่ะ”
“แหม ทำเป็นคนหัวล้านไปได้ เอ...แต่จริงๆก็เริ่มล้านแล้วนะ ว่ามั้ย แก้..... ”
อาการของพรายแก้วทำให้ต้องบราลีชะงัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นดวงตาที่แวววามไปด้วยม่านน้ำ
“แก้ว....”
เสียงเรียกของบราลีทำให้รู้ตัวว่าถูกมอง รอยยิ้มเจื่อนๆจึงถูกส่งมากลบเกลื่อนทั้งดวงตายังฟ้องทุกสิ่งอยู่
“พัฒน์ บีม เรา...กลับก่อนนะ “
ร่างบางๆลุกขึ้นก้าวออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว พัฒน์และบราลีมองตามด้วยความรู้สึกเป็นห่วง
“ตั้งแต่แก้วกลับมา ถึงไม่ร่าเริงเหมือนเดิม แต่ก็ไม่เคยเห็นเศร้าได้ขนาดนี้มาก่อนเลย”
“นั่นสิ “ชายหนุ่มเจ้าของร้านตอบรับแฟนสาวของตน ก่อนมองตามร่างที่เดินลับหายไปในความมืด
“มันมีเรื่องอะไรกันนะ เด็กผู้หญิงคนนั้น คุยอะไรกับไอ้แก้ว ”

.........................................



รอบๆข้างมีแต่ความมืดสลัวเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ต้นพิกุลข้างทางแผ่พุ่มใบหนาเป็นเงาทึบ จนแสงไฟสีส้มมัวจากยอดเสาไม่อาจลอดผ่าน
ท้องฟ้ายังหม่นมัว บรรยากาศรอบๆตัวเงียบงัน ไม่มีใครเลยสักคนแถวนี้ มีเพียงเขาที่ยืนอยู่เพียงลำพัง บนฟุตบาทว่างเปล่าที่ชื้นแฉะ..
ร่างทั้งร่างเหมือนจะชาไปหมด ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ยจนสุดจะก้าวเดินต่อไปได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้.....ขาคู่นี้พาร่างเดินออกมาจากมาร้านมาอย่างรวดเร็วก็ตาม
คงเพราะเสียงที่ดังอยู่ในหัว ที่บอกให้ออกจากร้านให้เร็วที่สุด อย่าให้ใครเห็นสภาพแบบนี้......

ก้อนเนื้อในช่องอกเหมือนจะบีบรัดตัวจนรู้สึกปวด ความอึดอัดไล่ลามจากอกมาจุกที่คอ ทำให้ลมหายใจติดขัด จนต้องพยุงตัวเองไปยังเก้าอี้เหล็กริมทาง

นี่คง..เป็นการลงโทษ.....
ความดื้อรั้นของเรา...

“เธอ...เป็นคนดีมากๆ ไม่น่าอายุสั้นเลยนะคะ”

เสียงของเด็กสาวผู้นั้นยังคงก้องอยู่ในหัว ซ้ำไปซ้ำมาหลายต่อหลายครั้ง คำพูดนั้นคือค้อนที่กระหน่ำทุบลงที่หัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ใช่... ทำไมคนดีอย่างเธอถึงต้อง..อายุสั้น ทำไมเธอต้องจากฉันไป
ทั้งที่เราเกิดมาคู่กัน เธอและฉัน เราเหมือนวิญญาณดวงเดียวกัน ที่ไม่สามารถแยกจากกันได้
แต่เธอ....กลับทิ้งฉัน เธอ.....ทิ้งฉันไว้เพียงลำพัง....


หยดน้ำโปรยปรายร่วงลงมาจากฟากฟ้า จากเบาบางเปลี่ยนเป็นหนาเม็ดในชั่วไม่กี่วินาที.......
ฝน...หยาดน้ำตาแห่งท้องฟ้า

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองทั้งดวงตาพร่าเลือน เม็ดฝนเย็นเฉียบปลิวว่อนอยู่ในแสงสีส้มมัว ตกลงกระทบใบหน้า ปะปนกับหยดน้ำร้อนๆที่กำลังเนืองนอง

ทำไมนะ...
ทำไมคนที่จากไปต้องเป็นเธอ….


ไม่ใช่ฉัน

............................................................






โปรดติดตามตอนต่อไป
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post29 Sep 2013 21:11

10........



...เสียงน้ำหยดดังก้องอยู่ในความมืด ...อากาศเย็นเยียบ ทำให้หนาวจนต้องห่อตัว

....หนาวจัง....ที่นี่ที่ไหน.....ทำไมมืดแบบนี้...มืดจนไม่เห็นอะไรเลย..... แม้แต่ดาวสักดวง

ทำไมไม่มีใครเลย ไม่มีใครสักคน.....มีแต่เพียงเรา......คนเดียว

จริงสินะ.....ทุกคนที่เรารัก.........ทิ้งเรา......ไปหมดแล้ว


หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงอย่างระงับไม่อยู่ เมื่อรับรู้ได้ถึงความอ้างว้าง พอๆกับหัวใจที่มลายลงเมื่อคิดถึงความจริง......

ก่อนที่ความมืดมนจะกลืนกินจิตใจ จู่ๆกลิ่นหอมรวยรินของบางอย่างก็กระทบเข้ามาในโสตประสาท ถึงแม้เจือจางแต่กลิ่นนั้นคุ้นเคย และสร้างความอบอุ่นใจอย่างประหลาด

..กลิ่นพุดซ้อน..

....เธอเหรอ.....

ความมืดมัวตรงหน้าค่อยๆจางหายเมื่อแสงสว่างจัดจ้าที่ทำให้ดวงตาพร่าเลือนเข้ามาแทนที่
ในความสว่างระยิบระยับ ภาพที่เห็นผ่านม่านน้ำตาคือร่างๆหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา ความพร่าเลือนของดวงตาทำให้มองเห็นโครงร่างและใบหน้าได้ไม่ชัดเจน หากแต่กลิ่นที่คุ้นเคยกลับชัดเจนในโสตประสาท
มือขาวสะอาดเอื้อมมาแตะใบหน้าและเช็ดน้ำตาให้อย่างแผ่วเบา ความอ่อนโยนที่ได้รับรวมถึงความอาวรณ์ที่ค้างอยู่ในใจทำให้น้ำตาที่พยายามอดกลั้นไว้ยิ่งไหลพรู
“อย่าจากเราไปไหนอีกนะ อย่าจากไปไหนอีก”
อ้อมแขนโอบกอดรอบตัวแทนคำตอบรับ ความอบอุ่นจากอ้อมกอดเข้ามาแทนที่ความหนาวเหน็บและทำให้อารมณ์ที่อ่อนไหวค่อยๆสงบลง จนที่สุดก็ก้าวเข้าภวังอันสงบนิ่งเหมือนเช่นเดิม

อุ่น.... อุ่นเหลือเกิน อยากอยู่แบบนี้ตลอดไป....

....
....
....


ยามเช้าของวันใหม่มาเยือนอีกครั้ง แสงพร่างพรายเล็ดลอดเข้ามาทางช่องผ้าม่าน ทำให้ต้องเปิดเปลือกตาขึ้นมาอย่างงุนงง

เช้าแล้ว.....

สติที่เลือนรางชัดเจนขึ้นพร้อมกับความสว่าง ภาพความสุขที่ลอยอ่อยอิ่งอยู่ในหัวค่อยๆละลายหายไป เหลือเพียงคราบน้ำที่ยังเกาะติดขนตา

ที่สุดก็แค่ฝันเท่านั้นเอง

หัวใจพองฟูที่เพิ่งได้รับการเติมเต็มจากความความฝัน ห่อเหี่ยวลงเมื่อได้รับรู้ถึงความจริงๆ

ทุกสิ่งมันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว...เราเองก็รู้ดี

แต่หัวใจที่ร้าวรานไม่เคยสนิทลงเสียที ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าใด....


ความอ่อนแอหนที่ร้อยเริ่มเข้ามารุกราน เด็กหนุ่มพยายามสงบใจ และบอกกับตัวเองอีกครั้ง

ต้องไม่อ่อนแอ อย่าอ่อนแอ

อย่าร้องไห้ ลุกขึ้น...ไปทำงาน




เขายันตัวให้ลุกขึ้นจากที่นอนตามคำสั่งของตัวเอง แต่แล้วกลับต้องฟุบลงที่เดิมเพราะหัวที่หนักอึ้ง

โลกรอบตัวดูเหมือนจะหมุนได้ รู้สึกร้อนผ่าวๆอยู่ข้างในกายเหมือนใครเอาไฟมาสุม หนำซ้ำลมหายใจที่ออกมาก็ร้อนกว่าเดิมจนรู้สึกได้

เป็นไข้หรือนี่.......

นั่นสินะ...เมื่อคืนตากฝนขนาดนั้น

ภาพสายฝนที่พร่าเลือนวิ่งเข้าในความคิด ร่างกายยังคงจดจำสัมผัสของของเม็ดฝนเย็นเฉียบ ที่ทำให้หนาวเย็นจนสั่นจนชาไปทั้งตัว
ฝนที่ชุ่มเย็นช่วยให้พื้นพสุธาชุ่มชื้น แต่ไม่ได้ช่วยชะล้างความเจ็บปวดที่ยังคงเต็มเปี่ยมอยู่ในอกให้หมดไป ทุกสิ่งยังคงติดตรึงอยู่ที่เดิม..ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้
พรายแก้วสะบัดหัวไล่ความคิดเมื่อความเศร้าค่อยคืบคลานเข้ามา ก่อนพยายามลุกขึ้นนั่งอีกรอบ แต่แล้วก็ต้องฟุบลงที่เดิมอีก

...ลุกไม่ขึ้นเลย แบบนี้ไปทำงานไม่ไหวแน่

ความมึนงงเล่นงานจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง ร่างกายที่ต้องการการเยียวยาพยายามจะดึงสติให้เข้าไปในห้วงนิทรา

ไม่ได้ ต้องไหว ต้องไปทำงาน ทำงาน...จะได้มีเงิน

ยา...ต้องกินยา...แล้วเดี๋ยวสักพักคงจะดีขึ้น

เด็กหนุ่มบอกกับตัวเองในขณะที่แข็งใจลุกจากที่นอน ฝืนใจเก็บผับที่นอนให้เรียบร้อยทั้งที่หัวมึนตื้อ จากนั้นก็พยายามบังคับร่างกายไปยังเป้าหมายโดยไม่ให้โซเซ

เขาหยิบยาแก้ไข้มาสองเม็ดออกจากแฝงที่ค้นเจอในช่องเก็บของเล็กๆในกระเป๋า เพ่งมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจำใจใส่ปากและกลืนลงคอ

รสชาตฝาดเฝื่อนในลำคอทำให้เด็กหนุ่มแทบจะจะขย้อนออกมา แต่ก็ต้องกลั้นใจกลืนให้ลงคอ จนที่สุดก็สำลักน้ำตาเล็ดออกมา
ยาเม็ดขาวๆนี่ขมนัก แต่ก็ขมน้อยกว่ายาเขียวของยาย ที่เป็นไข้เมื่อไหร่มักโดนจับกรอก... นี่เองที่ทำให้ไม่ค่อยอยากจะป่วยนัก จะได้ไม่ต้องกินยาที่ขมแสนขม...
แต่ตอนนี้...ถึงแม้ไม่ชอบสักเพียงใด ถึงแม้จะขมแสนขมแค่ไหนก็ต้องทนกลืน
เพราะ.....ตัวคนเดียวแล้ว...ยังไงก็ต้อง...ดูแลตัวเอง
ความอ่อนแอค่อยๆหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ดวงตาจนเกือบจะหยด หากเด็กหนุ่มพยายามสูดลมหายใจลึกๆและบอกกับตัวเอง

อย่ามัวมาเศร้า ต้องรีบอาบน้ำ แต่งตัว ไปทำงาน



น้ำเย็นๆยามเช้าช่วยให้ความร้อนของร่างกายลดลงไปบ้าง แต่หัวก็ยังรู้สึกมึนงงอยู่ไม่หาย จนเมื่อแต่งตัวเสร็จเตรียมจะออกเดิน พื้นใต้ฝ่าเท้าก็ไหวไปมาจนต้องทรุดนั่งลงกับกองหมอนกลางห้อง
โลกรอบๆตัวหมุนจนต้องหลับตาและล้มตัวนอนลงอีกครั้ง ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ จนเมื่อรู้สึกได้ว่ามีอะไรอุ่นๆแตะลงที่หน้าผาก เขาจึงลืมตาขึ้น

ในความพร่าเลือนของดวงตา สิ่งที่เห็นคือ มือใหญ่ๆที่วางอยู่บนหน้าผาก เมื่อมองไล่ไปจึงพบกับใบหน้าขาวจัดที่รกเรื้อไปด้วยเครา
คุณเจ้าของห้อง...
เด็กหนุ่มกัดฟันลุกขึ้นนั่ง พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่ให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นความผิดปกติ
“จะลุกไปไหน ไม่สบายอยู่ไม่ใช่เหรอ ”
ดวงตาคมกริบมองมาด้วยแววตาห่วงใย แต่มันยิ่งทำให้พรายแก้วรู้สึกแย่ เพราะเหมือนตนเองกำลังจะกลายเป็นภาระแก่คนอื่นอีกครั้ง
“ผมจะไปทำงานครับ สายมากแล้ว”
“ไปทำงาน ? “ คนถามนิ่วหน้า จนคิ้วเข้มขมวดปม “จะไปได้ยังไง คุณยังมีไข้อยู่นะ”
“ผมไม่ได้เป็นอะไรครับ”
เด็กหนุ่มรีบปฏิเสธ และพยามลุกขึ้นเดินไปยังหน้าห้อง หากก็โดนคว้าข้อมือไว้ก่อน
“ไม่ได้เป็นอะไรได้ยังไง ตัวร้อนจี๋แบบนี้ ผมว่าคุณลาหยุดเถอะ เดี๋ยวผมจะพาไปหาหมอ”
ความรู้สึกที่ย่ำแย่ลงจากคำพูดนั้นทำให้เด็กหนุ่มสะบัดข้อมือออกและตวัดเสียงใส่อย่างลืมตัว
“ก็บอกแล้วไงว่าผมไม่เป็นอะไร !”
อาการชะงักงันของอีกฝ่ายทำให้พรายแก้วรู้สึกตัวว่าทำสิ่งที่ไม่สมควรออกไป แต่ก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เขาจึงได้แต่ก้มหน้าเดินไปหยิบร้องเท้าและบอกเบาๆ
“ขอโทษครับ ผม..ต้องไปทำงานแล้ว “


..................................

อาการมึนงงตามมาเล่นงานเข้าให้อีกเมื่อก้าวออกจากเขตบ้านได้เพียงไม่กี่ก้าว แดดจัดจ้ายามเช้าที่ลอดผ่านกิ่งก้านต้นไม้ริมทางทำให้ดวงตาพร่าเลือน แต่เด็กหนุ่มก็พยายามฝืนตัวเดินต่อไปทั้งที่รู้สึกหัวหนักเสียจนแทบจะพุ่งลงปักพื้น
ระยะทางจากที่พักออกไปยังถนนหลักไม่ได้ไกลเลยสักนิด หากแต่วันนี้กลับรู้สึกเหมือนมันไกลแสนไกล..
เหนื่อย.....เหมือนใจจะขาด ทั้งที่เพียงแค่เดินพ้นซอยทางเข้าที่พักมาเท่านั้น อีกตั้งไกลกว่าจะถึงสถานีรถไฟฟ้า..แต่ตอนนี้หัวหนักและมึนงงไปหมดแล้ว กระบอกตาก็ร้อนผ่าวจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น
ต้องไหว...ต้องไหว
ต้องไม่เป็นภาระของใครอีก

ความอ่อนแอค่อยๆหลั่งไหลมารวมตัวกันที่ดวงตาจนเกือบจะหยด เด็กหนุ่มพยายามกดความรู้สึกเจ็บปวดลงสู่ที่เดิม
ก่อนพยายามจะก้าวต่อไป แต่เพียงไม่กี่ก้าว ความมึนงงกลับมาปั่นป่วนในหัวจนเห็นภาพตรงหน้าไหวเอน
อยู่ๆโลกรอบก็ตัวหมุนคว้าง จนต้องแวะเข้ายืนพักข้างทาง ใจสั่นหวิวๆจนรู้สึกเหมือนกำลังจะวูบ ... เด็กหนุ่มพยายามเกาะต้นปีบไว้เป็นหลักเพื่อไม่ให้ตัวเองรูดลงไปกองกับพื้น
สติเริ่มขาดหายเหมือนทีวีเสีย ที่สุดก็วูบดับไป

รู้ตัวอีกทีเมื่อสติที่พอจะเหลืออยู่บ้างรายงานว่าร่างกายเหมือนมีอะไรสักอย่างที่อบอุ่นมารับไว้ ความอบอุ่นนั้นโอบล้อมอยู่รอบตัวและรัดเอวไว้แน่น
ถึงแม้จะรู้สึกสบายหากแต่ ลมอุ่นที่รดลงหน้าผากมาแรงๆ ทำให้เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น
สิ่งที่เห็นอันดับแรกคือไหล่กว้างหนาที่มีเสื้อเชิ้ตขาวเนื้อดีแต่ยับยู่ยี่ปิดทับไว้...
.เสื้อนั้นคุ้นตา..... เช่นเดียวกับกลิ่นหอมที่คุ้นเคย

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าคมสันที่เครารุงรังเลื้อยลงมาถึงคอชัดเจนอยู่ในดวงตา



“คุณใหญ่”


ดวงตาคมกริบมองกลับมา สีหน้าที่นิ่งเฉยที่มีคิ้วขมวดปมอยู่ยืนยันว่าใช่คุณเจ้าของห้องแน่ๆ...
และถึงแม้ไม่แน่ชัดนักว่าคนตรงหน้านี้มาได้อย่างไร แต่การได้พบหน้ากันในเวลาแบบนี้กลับทำให้รู้สึกแสลงยอกปวดปลาบในอก
...เป็นภาระให้คนอื่นอีกแล้วหรือนี่....
เด็กหนุ่มนึกอยากจะดันตัวออกจากอ้อมแขนของคนๆนั้น แต่เรียวแรงกลับไม่มีเอาเสียเลย
“รู้อยู่ว่าตัวเองไม่ไหวแล้วดื้อออกมาทำไม”

เสียงห้าวบ่นพึมพำอย่างไม่ค่อยจะพอใจนัก และเพียงแค่คำพูดนี้คำเดียวเท่านั้น พรายแก้วก็ไม่รู้ว่าหาเรี่ยวแรงมาไหนผลักตัวเองออกจากอ้อมแขนอีกฝ่ายได้สำเร็จ หากแต่เมื่อออกมาได้ก็เซซวนจนเกือบจะล้มลงไปวัดพื้นถนนโรยกรวดหากอีกฝ่ายคว้าไว้ไม่ทัน
“ดื้อพอหรือยัง?”
เสียงถามเกรี้ยวกราด ใบหน้าที่รกไปด้วยเคราเคร่งเครียด ก่อนจะพยายาม’หิ้ว’เขาติดอ้อมแขนเดินกลับไปยังทิศทางเดิม
“ปล่อยผม !”
พรายแก้วร้องประท้วงลั่นและพยายามดันตัวออก ดวงตาคมที่แลเลยไปจึงหันมาชำเลืองมองมาแวบหนึ่งก่อนจะทำไม่สนใจ
“ปล่อยผม ! บอกให้ปล่อย”
พยายามทั้งผลักทั้งดัน ทั้งทุบทั้งตี ด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่สะเทือนเพราะขนาดที่ต่างกันเกินไป เด็กหนุ่มทั้งเหนื่อยทั้งโมโหจึงได้แต่ตะโกนใส่ลั่นๆ
“ปล่อยผมนะ ผมไม่ไปไหนกับคุณทั้งนั้น ผมต้องไปทำงาน ผมต้องทำงาน !”

คำพูดนั้นดูเหมือนจะทำให้ความอดกลั้นสิ้นสุดลงเพราะคราวนี้ร่างสูงใหญ่หยุดชะงัก ดวงตาคมกริบตวัดมองมา สันกรามนูนขึ้นเหมือนกำลังกัดกรามด้วยความเดือดดาล สองมือใหญ่ๆตะปบและบีบที่ต้นแขนแน่น
“ไหนบอกอีกทีสิ ว่าจะไปไหน ?”
“ผมจะไปทำงาน !”
ใบหน้าที่รกเรื้อไปด้วยเคราเครียดขมึงถึงขึ้นอย่างน่ากลัว ดวงตาคมกริบวาวขึ้นจนพรายแก้วรู้สึกได้ถึงโทสะภายใน มือที่จับต้นแขนก็บีบแรงเสียจนเจ็บจนต้องนิ่วหน้า
“อวดดี! ไม่สบายจะตายอยู่แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าจะไปทำงานอีก ดูตัวเองมั่งสิว่าเดินไหวหรือเปล่า ตัวร้อนอย่างกับไฟแบบนี้ ยังมาดื้อเถียงว่าไม่เป็นอะไรอีก รู้มั้ยว่ามันอันตรายแค่ไหน เกิดเป็นอะไรกลางทางขึ้นมาใครจะช่วย แล้วถ้าเป็นอะไรไป พ่อแม่คุณจะทำยังไง”

เสียงห้าวที่ตะโกนใสอย่างเกรี้ยวกราดรวมถึงแรงบีบที่เหมือนจะทำให้แขนหักแหลกไปคามือไม่ได้มีผลอะไรกับพรายแก้วมากนัก ผิดกับทุกคำพูดที่อีกฝ่ายพูดออกมานั้นให้ความรู้สึกเหมือนหัวใจโดนเข็มสักพันเล่มทิ่มเข้าตรงกลางจนเจ็บแปลบ ลิ่มเลือดไหลมาจุกที่คอจนหายใจไม่ออก

ห่วงใยหรือ....สนใจหรือ...
ใครล่ะ ใครกัน มีด้วยหรือ
ตอนนี้..ไม่มีใครสนใจเรื่องของเราอีกแล้วนี่...
ไม่มีใคร...ไม่มีใครเลย

อาการเจ็บอัดในอกขับบางอย่างในกระเพาะให้พุ่งขึ้นมา พรายแก้วผลักคนตัวโตตรงหน้าให้ออกห่าง ก่อนขย้อนน้ำขมๆที่ทะลักพรวดจากปากออกไปจนหมด
เรี่ยวแรงถูกสูบไปจนไม่เหลือแม้แต่แรงจะยืน เขาทรุดลงคุกเข่าทั้งที่พยายามจะเกาะต้นปีบไว้แน่น คนที่ยืนอยู่ไม่ห่างจึงตรงเข้ามาพยุงเข้าสู่อ้อมแขนเช่นเดิม
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัวกลายเป็นสิ่งไร้ตัวตน ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะในหัวตอนนี้มีเพียงภาพในความทรงจำที่เคยพยายามกลบเลือน ฉายซ้ำไปมาไปรู้จบสิ้น
จนเมื่อตึกสีขาวมัวปรากฏอยู่ในสายตา คนที่คอยพยุงไว้จึงเปลี่ยนเป็นช้อนตัวเขาไว้อ้อมแขน โดยที่พรายแก้วได้แต่นิ่งเงียบไม่ขัดขืน




แผ่นหลังสัมผัสกับที่นอนนุ่มในอีกชั่วอึดใจ ผ้าห่มถูกดึงมาคลุมตัวพร้อมกับเสียงพูดที่ยังไม่ค่อยปกตินัก

“ นอนพักไปก่อน เดี๋ยวตื่นแล้วผมจะพาไปหาหมอ”

เสียงฝีเท้าค่อยๆห่างออกไป พรายแก้วตะแคงตัวหันไปยังระเบียง

ท้องฟ้าใสสะอาด ประกายระยิบระยับของแสงแดดสาดส่องมายังระเบียงจนห้องสว่างขึ้น

แต่จิตใจกลับหม่นมัวลง ในหัวยังคงมีคำๆหนึ่งก้องไปมา

“แกมันก็ดีแต่ทำให้คนอื่นเขาเดือนร้อน...”

ท้องฟ้าสว่างเหลือเกิน สว่างจนแสบตา .... เขาหลับตาลงพยายามจะสงบสติอารมณ์

หากน้ำที่คั่งค้างอยู่ในใจกลับไหลทะลักออกมาอย่างระงับไม่อยู่....


.......................................




.......................................


โปรดติดตามตอนต่อไป
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post05 Oct 2013 00:02

11......






แสงส้มนวลจากโคมไฟโป๊ะที่แขวนอยู่เหนือรถเข็นส่องสว่างท่ามกลางความมืดสลัว โจ๊กข้นคลั่กในหม้อใบใหญ่ที่ตั้งอยู่บนเตาไฟข้างรถเข็นส่งกลิ่นหอมฟุ้งเชิญชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านเข้ามาอุดหนุน ตู้กระจกเล็กๆ ด้านขวาบนรถเต็มไปด้วยชามที่บรรจุตับลวก ไส้ต้ม หมูปั้นก้อน ขิงและผักชี
โต๊ะเหล็กสีแดงคลาคล่ำที่ด้านบนวางพวงพริกน้ำส้ม รายรอบด้วยเก้าอี้พลาสติกเก่าจนกรอบที่ไร้คนนั่ง ทั้งที่ทุกวันที่นั่งทุกที่จะถูกจับจ้องจนเต็ม แต่วันนี้ผู้คนกลับบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด
นั่นคงเพราะเค้าเมฆดำทะมึนที่ปกคลุมอยู่เหนือท้องฟ้าในแถบนี้ ทำให้ผู้คนที่เคยออกมาเดินกันขวักไขว้ต่างพากันหลบเข้าที่พักไม่ออกมาหาของกินอย่างเช่นทุกวัน
เสียงพูดคุยออกคำสั่งดังแว่วมาจากหน้าเตาไฟผสานไปกับเสียงรถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมา เจ้าของร้านโจ๊กกับเด็กผู้ช่วยยังคงวุ่นวายกับออเดอร์ใหญ่ที่เพิ่งมาสดๆร้อนๆ จึงยังไม่มาเก็บเงินและนำโจ๊กที่สั่งใส่ถุงมาให้เมื่อเรียกให้คิดเงิน
ชายหนุ่มจึงได้แต่มองถนนที่วุ่นวายไปด้วยรถยนต์ฆ่าเวลา หากภาพที่ผุดขึ้นในหัวกลับเป็นภาพเดิมที่ฉายซ้ำไปมา


...เม็ดฝนยังคงกระหน่ำซัดลงที่บานกระจก ฟ้ามืดมิดครวญคร่ำครืนครัน.... เหมือนกำลังโศกกำสรวล
ในแสงสลัวที่พอจะมองเห็น หลังจากที่ลืมตาขึ้นมาด้วยความสงสัย.... บนผ้านวมผืนบาง ร่างเล็กๆที่มานอนอยู่บนนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ขดจนตัวกลม และพร่ำเพ้ออะไรบางอย่างที่จับใจความไม่ได้
อาการนั้นทำให้ต้องแตะมือลงบนแก้ม แล้วก็ต้องชะงัก เพราะผิวที่สัมผัสได้ร้อนจัดอย่างคนเป็นไข้

“หนาว”
คำพูดที่พอจะจับความใจได้หลุดออกมาจากริมฝีปากแห้งกรัง หากแต่สิ่งที่ทำให้ต้องขมวดคิ้วกลับเป็นปลายนิ้วที่สัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น.....




“ทั้งหมดห้าสิบค่ะ “
เสียงเด็กสาวตัวเล็กๆหน้าเป็นมันที่ยืนอยู่ตรงหน้าเรียกความคิดที่กำลังล่องลอยกลับคืนมา ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ก่อนล้วงเงินจากกระเป๋ากางเกงส่งให้ และหยิบถุงโจ๊กที่อีกฝ่ายนำมาวางไว้ให้เดินออกจากร้าน

ถึงแม้จะยังคงติดใจกับเรื่องราวเมื่อคืน หากแต่ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่ เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำลงไป...


จะเพราะอะไรไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือ......เมื่อคืนเขากอดเด็กนั่นไว้ทั้งคืนและรู้ตัวอีกทีก็ใกล้รุ่งสางเข้าไปแล้ว

มันเกิดขึ้นอีกครั้ง เหมือนเช่นคืนแรก ที่เขาเผลอไผล

และนั่นเป็นบ่อเกิดของอารมณ์ร้ายๆที่ปะทุขึ้นในยามที่เขาตระหนักได้ถึงความเป็นจริง

เขาเองก็ไม่ได้อยากจะให้เป็นแบบนี้ แต่ก็ไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์ตัวเองอย่างไร ความผิดหวังที่ถูกกดเก็บไว้มันประทุขึ้นทุกครั้งที่เด็กนั่น ทำให้เขาหลุดจากโลกในจินตนาการที่สร้างขึ้น และต้องรับรู้ถึงความเป็นจริงที่เขาไม่เคยยอมรับได้

ความผิดหวังทำให้เขาโทษทุกอย่างที่ทำให้ต้องเป็นแบบนี้ แล้วพาลไปถึงเด็กนั่น .. จนเมื่อเห็นสีหน้าที่หวาดหวั่นกับพายุอารมณ์ของตัวเองนั่นแหละ จึงได้สำนึกว่าฝ่ายนั้นไม่รู้เรื่องและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย

เพราะแบบนั้นเขาจึงรู้สึกผิด ..... ผิดที่ดึงเด็กนั่นเขามาเกี่ยวข้องด้วย .....

..................

ห้องมืดลงกว่าเดิมเมื่อมาถึง ท้องฟ้าที่มองผ่านช่องปูนมืดมัวลงจนไม่เหลือแสงสีแดงอมม่วงของยามเย็นตกค้าง พระจันทร์เสี้ยวบางที่กำลังเคลื่อนตัวขึ้นสู่ฟากฟ้า อ่อนแสงจนแทบกลืนไปกับท้องฟ้า เมฆดูหนาตาผิดปกติ
ความเงียบครอบคลุมภายในจนราวกับเป็นอีกมิติ ลมพัดผ่านม่านโปร่งที่รูดกั้นแสงไว้จนไหวน้อยๆ ความเย็นชื้นของลมที่สัมผัสได้บอกเป็นนัยว่าอากาศอาจจะเปลี่ยนแปลง
สายลมเย็นทำให้รู้สึกสดชื่น แต่คงจะไม่ดีสำหรับคนป่วย...
ชายหนุ่มฝ่าความมืดเข้าไปวางของลงในครัวอย่างคุ้นเคยก่อนจะย่องเงียบไปเพื่อปิดบานกระจกเลื่อนและปลุกคนป่วยขึ้นมากินข้าว

หากแต่เมื่อถึงเตียงก็พบแต่ความว่างเปล่า ไร้เงาของคนป่วย อารมณ์หงุดหงิดเริ่มวิ่งขึ้นมาเป็นริ้วๆ

......ไปไหนของเขา.....

สิทันดร์เหลียวมองไปรอบๆห้อง จนหางตาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของอะไรบางอย่างอยู่ที่ระเบียงภายนอกผ่านม่านขาวโปร่งที่กางกั้นไว้
เมื่อมองดีๆจึงเห็นว่านั่นคือเจ้าเด็กร่วมห้อง ที่นั่งกอดเข่านิ่งอยู่ท่ามกลางความมืด...

“ยังไม่หายดี ออกมานั่งตากลมทำไม ”

เสียงห้าวออกจะเกี้ยวกราดของเขาทำให้ร่างที่นั่งกอดเข่าสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหันกลับ

ในความมืดสลัว หากตาไม่ฟาด ดวงตากลมใสคู่ที่เหลือบมองมาก่อนจะหลุบลง วาววับเป็นเงาล้อแสงเหมือนกับมีอะไรใสๆคลออยู่เต็มดวงตา
นั่นทำให้หวนกลับไปคิดถึงเรื่องเมื่อคืนอีกครั้ง....ความเปียกชื้นที่นิ้วมือทำให้เกิดคามสงสัยจนต้องเปิดไฟที่โคมหัวเตียง
เมื่อไฟสว่างจึงได้เห็นดวงตาที่ปิดสนิทมีหยาดน้ำเกาะอยู่เต็มขนตา...

ร้องไห้........เด็กนี่..กำลังร้องไห้


“ ผม...หนาว..ก็เลยออกมา...ขอโทษครับ”
อารมณ์หงุดหงิดเหมือนจะเหือดหายไปเมื่อเห็นเงาวาววับในดวงตาคู่นั้น ยิ่งได้ฟังคำตอบที่แผ่วเบาราวกับกำลังหวั่นเกรงก็ทำให้ยิ่งรู้สึกผิด เขาจึงได้แต่อ้อมแอ้มถาม
“ไข้ขึ้นอีกหรือเปล่า”
ชายหนุ่มเอื้อมจะแตะหน้าผากวัดไข้ หากอีกฝ่ายกลับก้มหน้าหนี
“ผม..ไม่เป็นอะไรแล้วครับ”
อาการของอีกฝ่ายทำให้สิทันดร์ต้องถอนใจยาว
“ ถ้างั้นเดี๋ยวผมจะเพิ่มอุณหภูมิให้ คุณก็เข้ามาในห้องเถอะ นั่งอยู่แบบนั้นโดนน้ำค้างจะไม่สบายไปอีก”
ชายหนุ่มเดินไปหยิบรีโมทกดเพิ่มอุณหภูมิให้อย่างที่บอก ก่อนหันมองร่างเล็กบางที่เดิมตามเข้ามานั่งกอดเข่าพิงกองผ้านวมอยู่ข้างเตียง
“24 องศา โอเคมั้ย “
“ครับ”
บอกเท่านั้น ร่างเล็กบางก็ขยับตัวไปดึงเอาผ้านวมที่พับไว้ออกมาคลี่ปู สิทันดร์มองตามก่อนขมวดคิ้ว
“จะทำอะไร? ทำไมไม่นอนบนเตียง?”
“ผม..นอนพื้นได้ครับ”
“ไม่สบายอยู่จะนอนได้ยังไง พื้นปูนมันเย็นนะ เดี๋ยวก็ไข้ขึ้นอีกหรอก”
ดวงตากลมใสหลุบลงมองพื้น อาการนิ่งของฝ่ายนั้นคือคำตอบ หากน่าจะแปลว่าไม่ทำตามมากกว่า ชายหนุ่มถอนใจ พยายามอดกลั้นที่จะไม่โมโห ก่อนจะบอกเบาๆ
“ ขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะ ไม่ต้องเกรงใจผม”
เมื่อบอกแล้วก็หันไปหยิบผ้าขนหนูในตู้ก่อนหันกลับมาอย่างนึกขึ้นได้
“ผมซื้อโจ๊กมาให้ วางไว้ในครัว ”
ดวงตาที่หลุบลงเหลียวมองขึ้นมาก่อนจะหลุบลงอีกรอบ และก็เช่นเคย.. นิ่งแทนคำตอบรับ จนเขาต้องกำชับ
“คุณไปกินซะ กินแล้วจะได้กินยา”
บอกเท่านั้นเขาก็ก้าวยาวหยิบผ้าขนหนูและเดินดิ่งไปยังห้องน้ำ....

นานเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าที่ชายหนุ่มจะออกจากห้องน้ำมาอีกครั้ง วันนี้ทั้งวันเขาไม่ได้อาบน้ำ และผมก็ไม่ได้สระมาหลายวัน ดังนั้นเวลาที่ใช้ในห้องน้ำจึงนานกว่าปกติ
ความสดชื่นหลังจากที่สายน้ำผ่านร่างกายทำให้จิตใจดีขึ้น น้ำเย็นทำให้จิตใจสงบลง อารมณ์ร้ายๆที่มีอยู่ดูเหมือนจะมลายไปกับน้ำ
หยดน้ำจากผมยาวที่เสยไปเบื้องหลังไหลเรื่อยลงไปจนขอบกางเกงขาสั้นสำหรับนอนชื้น ผิวท่อนบนที่เปลือยเปล่ายังพราวไปด้วยหยาดน้ำ ชายหนุ่มเช็ดผมที่ยังเปียก และหันไปมองทางเตียงนอน
หากบนเตียงกลับว่างเปล่า บานประตูกระจกก็ยังเปิดกว้าง จนสายลมโบกโบยเข้ามาจนม่านปลิวไหว

ยังไม่เข้ามาอีกหรือเนี่ย....เดี๋ยวก็ป่วยไปอีกหรอก

ชายหนุ่มเข่นเขี้ยวก่อนจะเดินไปยังส่วนห้องนอน แต่เมื่อเดินมาถึงเตียงนอนก็ต้องชะงัก
บนพื้นที่ว่างข้างเตียงนอน ในกองผ้านวมผืนใหญ่ ร่างๆหนึ่งคุ้ดคู้อยู่ภายในจนตัวกลม มีเพียงใบหน้าที่โผล่ออกมาเพียงเล็กน้อย

ภาพที่เห็นทำให้ต้องถอนใจ ก่อนจะช้อนร่างบางๆขึ้นวางบนเตียงและห่มผ้าให้อย่างเบามือ
ดื้อจริงๆ เด็กนี่ ให้นอนบนเตียงก็ยังนอนพื้นข้างล่างอยู่ได้ อย่างนี้สิถึงได้ป่วย พื้นปูนเย็นออกขนาดนี้ แล้วผ้านวมที่ปูไว้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลยเพราะบางเสียเหลือเกิน
ชายหนุ่มลองเอามือแตะใบหน้าที่หลับสนิท ตัวยังคงอุ่นๆ ไม่ร้อนมากอย่างเมื่อคืน บนโต๊ะหัวเตียงมีแผงยาแก้ไขที่มีร่องรอยฉีกแกะวางทิ้งไว้กับขวดน้ำพลาสติกที่พล่องไป
คงจะหลับไปอีกเพราะฤทธิ์ยา... ชายหนุ่มสรุปกับตัวเองและจึงหันหยิบเสื้อยืดคอกลมเนื้อนิ่มจากในตู้มาสวม และเดินเข้าครัวเพื่อหาน้ำดื่ม
หากแต่ไปแล้วเห็นถุงโจ๊กวางอยู่บนโต๊ะไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ก็ทำให้เขาต้องถอนใจอีกเฮือกหนึ่ง แล้วก็คิดกับตัวเองอย่างนึกขันๆว่าตั้งแต่เจอเด็กนี่ เขาถอนใจมาได้เกือบร้อยทีแล้วมั้ง


เสียงกล่องดนตรีแผ่วเบาดังมาจากที่ไหนที่แห่งในห้อง เรียกสายตาให้เหลียวหา จนเมื่อตั้งใจฟังจึงรู้ว่าดังมาจากกระเป๋าที่วางอยู่ในกองเสื้อผ้าในตะกร้าหน้าห้องน้ำ
มือถือเครื่องเล็กๆสั่นระรัวไปพร้อมกับส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งราวกับกล่องดนตรี หน้าจอที่มีแสงวูบวาบมีชื่อผู้โทรเข้ามาเขาคุ้นเคย


“ว่าไงพัฒน์”
ปลายสายนั้นเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบกลับเมื่อนึกได้
“เอ่อ....พี่ใหญ่เหรอครับ”
“อืม..ผมเอง”
“ไอ้แก้วไม่อยู่เหรอครับ”
“อยู่ แต่หลับไปแล้ว ไม่สบายน่ะ”
“หือ ไม่สบายหรือครับ ”
“ ใช่ เป็นไข้น่ะ
ปลายสายอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะบ่นออกมาอย่างปลงๆ
“ กะแล้วเชียวต้องเป็นแบบนี้ ตากฝนแน่ๆเมื่อคืน”
“พัชร์มีธุระอะไรกับแก้วหรือเปล่า”
“เปล่าครับ แค่เห็นว่าวันนี้ไอ้แก้วมันมาที่ร้านผิดเวลา ก็เลยโทรมาตาม ”
“ มาผิดเวลา......ที่กลับดึกนี่เขาอยู่กับพัฒน์เหรอ? ”
“ก็..ครับ ช่วงนี้ร้านผมขาดคน ไอ้แก้วมันเลยมาช่วยผมที่ร้าน จริงๆผมก็ไม่อยากให้มันมาหรอก เพราะเห็นมันซูบๆ ก็ตั้งแต่หัวแตกมันก็ไม่ได้พักฟื้นเลย บอกให้มันหยุดพักมันก็ไม่ยอม ที่สุดก็เลยไม่สบายไปแบบนี้”
ปลายสายบ่นยาวเหยียดก่อนจะถอนใจยาว
“ฝากบอกมันด้วยนะครับว่า พักให้หายดีแล้วค่อยมา ส่วนเรื่องหอให้รอไปก่อน”
คำพูดนั้นทำให้สิทันดร์ต้องขมวดคิ้ว
“เรื่องหอ?”
“อ้าว ไอ้แก้วไม่ได้บอกเหรอครับ “
“ไม่..ไม่ได้บอก“
“ก็...เรื่องที่มันจะย้ายน่ะครับ มันมาคุยกับผมว่าอยากจะย้ายให้หาหอใหม่ให้ คิดว่ามันคงเกรงใจที่รบกวนพี่น่ะครับ เลยอยากจะย้ายออกเร็วๆ”
รู้สึกเหมือนลมหายใจติดขัดและโหวงในอกอย่างบอกไม่ถูก เสียงปลายสายยังคงดังก้องอยู่ในความรู้สึก
“ยังไงช่วงนี้ผมฝากดูแลมันต่อไปอีกสักพักจนกว่ามันจะย้ายนะครับ”
..............................



ดวงอาทิตย์ยามสายฉายแสงจัดจ้าสว่างไสว ท้องฟ้าภายนอกขาวโพลนสะอาดตา แถมเมฆฝนที่เคยปกคลุมอยู่ทุกเช้าค่ำจู่ๆก็พากันหายไปหมด จนทำให้วันนี้ดูไม่เหมือนกับวันที่อยู่ในฤดูฝนที่ควรจะมีแต่ความอึมครึม
เช้าวันใหม่ที่สดใสก้าวเข้ามาอีกครั้ง แต่ความรู้สึกภายในกลับไม่ได้สดใสตาม เพราะหัวปวดหนึบจนรู้สึกเหมือนจะปริร้าว ทำให้วันนี้แทบจะลุกไม่ขึ้น

หากไม่เพราะวันนี้กำหนดไว้แล้วว่ามีประชุมสำคัญ เขาจะไม่มีทางลุกขึ้นและไปทำงานเด็ดขาด


ชายหนุ่มถอนใจก่อนหยิบยาใส่ปากและกรอกน้ำตามเมื่อเริ่มรู้สึกทนไม่ไหว สองคืนแล้วที่เป็นแบบนี้ ความรู้สึกว้าวุ่นที่รุมเร้าอยู่ในสมอง จนทำให้นอนไม่หลับ

ดวงตาคมที่หรี่ปรือเหลือบมองข้างเตียงที่มีผ้านวมพับกองอยู่อย่างเป็นระเบียบ

เด็กนั่น....ไปก่อนอีกแล้ว.

หลังจากที่นอนซมอยู่กับห้องหนึ่งวัน เช้าอีกวันถัดมาร่างที่เคยนอนนิ่งบนเตียงก็หายไป... หายไปอย่างเงียบๆราวกับไอน้ำที่หายไปในอากาศ ...และเป็นเช่นนั้นไปอีกในเช้าวันต่อๆมา


ชายหนุ่มทอดสายตาออกไปยังท้องฟ้าภายนอก ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปไกลแสนไกล ก่อนจะยิ้มขื่นให้กลุ่มเมฆที่ล่องลอยอย่างอิสระ

...วิธีปลอบใจของคุณใช้ไม่ได้ผลแล้ว...


เวลาล่วงเลยมาจนเกือบสิบโมงเช้ากว่าที่จะมาถึงบริษัท ด้วยสภาพที่ค่อนข้างอิดโรย ทำให้คนที่นั่งรออยู่ต้องเอ่ยปาก
“นายเป็นอะไรหรือเปล่าวะ ทำไมสภาพเป็นแบบนี้”
แบบนี้ที่ว่านั่นคือดวงตาแดงก่ำ ขอบตาก็คล้ำจนน่ากลัว
“ไม่เป็นไรหรอก แค่ปวดหัวหน่อยๆ นอนไม่ค่อยหลับน่ะช่วงนี้”
“แล้ววันนี้ไหวหรือเปล่าเนี้ย กลับบ้านก่อนมั้ย”
ชายหนุ่มโบกมือเป็นเชิงบอกว่ายังไหวให้เพื่อน แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่วางใจ...
ความจริงก็อยากจะพักอยู่หรอก แต่วันนี้วันประชุมใหญ่ ลูกค้ารายสำคัญจะมาเข้าร่วมด้วย แผนงานเรื่องการวางระบบโปรแกรมที่อุตส่าห์ทำมาเกือบสามเดือนจะล้มไม่ได้
ถึงแม้งานของเขาไม่จำเป็นต้องเข้าทำงานทุกวัน และหุ้นส่วนในบริษัทที่ร่วมกันก่อตั้งกับเพื่อนก็มีอยู่น้อยนิด แต่งานคือสิ่งเดียวที่จะตอบแทนน้ำใจให้กับเพื่อนที่ช่วยประคับประคองในยามที่เขาไม่เป็นผู้เป็นคน
สิ่งนี้เองที่ยังคงเป็นเส้นใยดึงรั้งเขาไว้ในยามที่ไม่เหลือใครอีกเลยในหลายปีที่ผ่านมา
“ถ้างั้นนายนอนพักไปก่อน แล้วเดี๋ยวใกล้ประชุมจะให้คนมาเรียก”
อีกฝ่ายบอกก่อนจะหันหลังเดินออกไป สิทันดร์ปรือตามองก่อนจะบอกเบาๆ
“อย่าบอกไอ้หมอนะเป้”
“เออ”
คนรับคำส่ายหน้า แล้วก้าวออกจากห้องไป สิทันดร์ยกมือกดที่หัวคิ้ว ก่อนจะหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย....


การประชุมเสร็จสิ้นลงเมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงเย็น ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีหลังจากที่ได้หลับไปชั่วครู่หนึ่งก่อนประชุม แต่เพราะคงยังอ่อนเพลีย เมื่อออกมาเขาก็ทรุดลงนั่งกับเก้าอี้และหลับตาอย่างอ่อนแรง

“ทำไมสภาพเป็นแบบนี้วะ ”
เสียงที่คุ้นเคยทำให้สิทันดร์ที่พักสายตาได้ชั่วครู่ต้องลืมตาขึ้น ใบหน้าในแว่นกรอบเงินที่ชัดเจนในสายตาทำให้ต้องถอนใจ
“นายมาได้ไงน่ะหมอ ? ”
ชายหนุ่มถามเบาๆก่อนจะหันไปมองอีกคนที่น่าจะเป็นตัวต้นเรื่อง จนคนโดนสายตาทิ่มแทงต้องรีบแก้ตัวพัลวัล
“ก็เห็นนายดูแย่นี่หว่า เราก็เลยโทรไปปรึกษาไอ้หมอ”
“เราไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก พวกนายไม่ต้องห่วง”
“สภาพอย่างนี้น่ะเรอะที่บอกว่าไม่เป็นอะไร ”
คนใส่แว่นเอ็ดเสียงเขียว จนสิทันดร์พูดอะไรต่อไม่ออก เพราะจำนนด้วยหลักฐาน
สภาพของเขาในตอนนี้ คนที่ได้พบถึงแม้ไม่ใช่หมอ ก็คงตีความได้ง่ายๆเลยว่าไม่สบาย ด้วยเพราะใบหน้าที่ซีดจนเกือบจะไร้สีเลือด ตาแดงก่ำ ขอบตาคล้ำ ริมฝีปากแห้งแตกอย่างคนไม่สบาย
แต่เขาเองกลับไม่ได้รู้สึกอะไร สภาพที่คนภายนอกเห็นจะเป็นอย่างไรไม่รับรู้ เท่าที่รับรู้มีเพียงอกที่โหวงหวิวในทุกครั้งที่สมองคิดถึงสิ่งที่ได้รับรู้จากพัฒน์ ซึ่งสิ่งนั้นทำให้เขานอนไม่หลับมาหลายคืน

“นายมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
พรตที่ยืนมองอยู่ถามออกมาเมื่อเห็นว่าเขานิ่งไป หากชายหนุ่มได้ใส่ใจกับคำถามมากไปกว่าจะบอกเบาๆ
“ไม่มีหรอก เราไม่ได้เป็นอะไร แค่เพลีย พักแป๊บเดียวก็หาย พวกนายไม่ต้องห่วงหรอก กลับไปทำงานเหอะ”
“เรื่องเด็กคนนั้นกำลังจะย้ายใช่หรือเปล่า?”
คำถามที่สวนกลับมาทำให้ชายหนุ่มชะงัก
“นายรู้ได้ไง?”
“ไอ้พัฒน์บอก ความจริงจะว่าบอกก็ไม่เชิง แค่มันมาถามเรื่องหอพักราคาถูก เราก็เลยถามถึงได้รู้”
คำบอกเล่านั้นทำให้สิทันดร์นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร จนคนใสแว่นถอนใจ
“แล้วที่เป็นอยู่แบบนี้เพราะไม่อยากให้เขาไปสินะ”
ดวงตาคมกริบมองมาที่เพื่อน ในดวงตานั้นมีความหวาดหวั่นที่อาจปิดบังได้
“ถ้าเรื่องมันต้องเป็นไปแบบนี้ นายก็ควรจะทำใจยอมรับมันให้ได้ เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว”
เหมือนคำๆนี้จี้เข้ากลางใจ ใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยหนวดเคราเขม็งเครียด กรามนูนขึ้นเป็นสัน ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะลุกขึ้นและเดินหนีไปอย่างไม่ไยดี

เมื่อร่างของเพื่อนลับสายตาไป พรตก็ได้ถอนใจยาวอีกครั้ง
..เพื่อนของเขา...คงต้องใช้เวลาอีกนานในการเยียวยา
หลายปีแล้วที่รู้ว่าสิทันดร์มีปัญหา และเขาพยายามกล่อมให้เข้ารับการรักษา แต่ไม่เคยสำเร็จเลยสักครั้ง
เพื่อนของเขายังคงฝังตัวเองอยู่กับอดีตที่รู้ว่าไม่สามารถจะนำกลับมาได้แล้ว จนในที่สุดก็เผลอไขว่คว้าเงาของอดีตมาเพื่อไว้กับตัว
นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้อาการกำเริบ และเป็นอย่างที่คิดกลัวไว้ไม่มีผิด เพื่อนของเขาเหมือนคนใกล้จมน้ำที่เมื่อเห็นเพียงใบไม้ที่ลอยมาก็ไขว่คว้า หวังให้ใบไม้นั้นดึงไม่ให้ตนจมลงสู่ก้นบึ้งน้ำที่เย็นเฉียบ โดยหารู้ไม่ว่านั่นไม่ได้ช่วยอะไร

ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ยอมรับรู้ในสิ่งที่เขาบอกในตอนนี้ แต่เขาในฐานะเพื่อน อย่างไรก็ต้องทำให้อีกฝ่ายรับรู้ความจริงให้ได้ว่า ถึงอย่างไร ใบไม้ก็ไม่อาจช่วยให้ไม่จมน้ำได้นอกจากจะช่วยตัวเอง ...


“มีเรื่องอะไรกันวะหมอ ? “
ปรีติที่ยืนฟังพรตและสิทันดร์พูดเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้อยู่อย่างเงียบ ได้โอกาสที่จะเอ่ยถามเรื่องที่อยากรู้เมื่ออยู่กันสองคนกับพรต
“จะอยากรู้ไปทำไมวะ ไม่ใช่เรื่องของนายสักหน่อย”
พรตที่กำลังเคร่งเครียดหันมาว๊ากใส่เพื่อน
“เอ๊า ไอ้ใหญ่มันก็เพื่อนเราเหมือนกันนี่หว่า มีเรื่องอะไรก็บอกมาสิวะ จะได้ช่วยกันแก้”
“เออ เล่าก็ได้ แต่เรื่องมันยาว เล่าไปกินข้าวไปดีกว่า”
“เฮอะ ไอ้หมองก หาเหตุมาให้เลี้ยงข้าวนี่หว่า”
.......................................

ลมแรงที่พัดผ่าน...กระโชกเส้นผมและเสื้อผ้าไปตามแรงลม แต่ละอณูที่สัมผัสผิวกายให้ความรู้สึกเหมือนกับละอองไฟที่ร้อนรวง
เบื้องหน้าคือความว่างเปล่าอันเวิ้งว้างของท้องฟ้า ต่ำลงไปลิบๆคือพื้นแผ่นดินที่เมื่อมองจากตรงนี้ผู้คนข้างล่างตัวเท่ามดเล็กๆ
ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งอยู่ริมขอบอันกั้นด้วยตาข่ายเหล็ก ดวงตามองเหม่อไปไกลแสนไกลมีแววเหนื่อยหน่าย
คำพูดที่บาดลึกในจิตใจก้องสะท้อนไปมาในหัว ....ถึงรู้ว่าคนพูดหวังดี แต่เขาก็ไม่เคยรับมันได้เลยในยามที่ได้ยิน
ใช่...มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น....ไม่มีใครห้ามได้.....แต่ทำไม...มันถึงต้องเกิดขึ้นแต่กับคนที่เขารัก...
แล้วทำไมถึงไม่เกิดขึ้นกับเขาด้วย ทำไมเขาถึงยังต้องอยู่ต่อเพื่อรับรู้ถึงรสชาติแห่งทุกข์นั้นอยู่เพียงเดียวดาย
ทำไม....
ชายหนุ่มมองจ้องไปยังกลุ่มเมฆเหมือนจะขอคำตอบ หากสิ่งที่ได้กลับคือความว่างเปล่า...

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ ชายหนุ่มล้วงมือถือขึ้นจากกระเป๋าก่อนกดรับอย่างเรียบๆ
“สิทันดร์ครับ”
“เป็นไงจ๊ะ วันนี้ไม่อยู่บ้านเหรอ? “
เสียงนั้นทำให้ชายหนุ่มยิ้มออกได้เป็นครั้งแรกในรอบเดือน
“กลับมาถึงเมื่อไหรครับ ไม่เห็นโทรบอกผม”
“ก็มาถึงเมื่อเช้ามืดนี่แหละ เลยนอนพักไปซะครึ่งวัน กะว่าวันนี้จะชวนมาทานข้าวที่บ้าน แต่ให้นังนิดเดินไปดู เห็นบ้านปิดเงียบเชียว เลยคิดว่าต้องไปทำงานแน่ “
“เผอิญเป็นงานด่วนครับเลยต้องมา “
“เหรอจ๊ะ แล้วเสร็จทันเย็นมั้ย วันนี้ทำของโปรดของใหญ่ด้วยนะ อยากให้มา”
น้ำเสียงที่ฟังดูกระตือรือร้น ทำให้สิทันดร์ยิ้มจางๆ เมื่อรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวซะทีเดียวนัก
“ครับ งั้นเดี๋ยวผมจะรีบไป”


เกือบๆห้าโมงเย็นที่ชายหนุ่มมาถึงหน้าประตูรั้ว เมื่อมองลอดเข้าไปภายใน บรรยากาศของบ้านที่อยู่กลางแมกไม้ยังคงเงียบสงบ ต้นไม้สูงในเขตรั้วเอนไหวไปตามลม
“อุ๊ย คุณใหญ่มาแล้ว”
เสียงร้องดีใจที่ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบดังลอดรั้วมาก่อนที่ประตูจะเปิดออก จนเผยให้เห็นร่างที่กำลังยืนทำท่าเอียงอายชม้ายชายตาราวกับนางกวางน้อย
หากแต่ร่างนั้นให้มองอย่างไรก็เหมือนกระสอบนุ่น และยิ่งเมื่อใส่เสื้อยืดรัดติ้วสีชมพูสดอันตัดกับผิวคล้ำๆก็ยิ่งทำให้รู้สึกขำขันกับท่าที
“คุณวาดอยู่ในบ้านค่ะ กำลังง่วนอยู่เลย”
ชายหนุ่มได้ยิ้มบางๆให้ก่อนจะก้าวเข้าไปภายในอาณาเขตของบ้าน โดยมีเด็กสาวหุ่นอวบยังคงส่งสายตาหวานเชื่อมเดินตามหลังมาติดๆ
กลิ่นอาหารโชยชายทันทีที่ก้าวเข้ามาในครัว แม่ครัวผู้กำลังปรุงอาหารหน้าเตาไฟหันมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ก่อนจะยิ้มกว้าง ใบหน้าใจดีในกรอบผมซอยสั้นทะมัดทะแมงดูอ่อนเยาว์ไม่เหมือนกับคนวัยล่วงเลยมาจนเกือบหกสิบปีแล้ว
“มาเร็วจัง ยังเคี่ยวซุปไม่ได้ที่เลย”
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยังไม่ค่อยหิว”
สายตาของผู้มีศักด์เป็นหน้ากวาดสำรวจไปมาก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ
“ผอมจัง ตอนน้าไม่อยู่กินข้าวบ้างหรือเปล่านี่”
“กินครับ”
ชายหนุ่มตอบพลางยิ้มจางๆ
“หน้าตาดูอิดโรยไปนะ นอนหลับดีมั้ย เครียดอีกหรือเปล่า ”
“ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกครับ แค่...เรื่องงานนิดหน่อย”
“นึกว่าไม่สบายไปซะอีก “
แม่ครัวรำพึงเบาก่อนจะหันหน้าไปยังเตาไฟแล้วจึงหันมาออกคำสั่ง
“เอาหล่ะ ขอน้าเร่งมือก่อน ใหญ่รอเดี๋ยวนะ ไปนั่งเล่นในสวนก่อนก็ได้ เสร็จแล้วจะไปเรียก ”
เมื่อบอกชายหนุ่มแล้วก็หันไปดุ’กระสอบนุ่น’ที่ยังยืนส่งสายตาเชื่อมไม่เลิก
“นังนิด ! จะมองหลานชั้นทำไมนักหนายะ”
ชายหนุ่มเลี่ยงออกไปอีกทางตามที่แม่ครัวสั่ง เสียงทุ่มเถียงเบาๆยังตามไล่หลังมาให้ได้ยิน
“แหม ก็คุณใหญ่เขาหล๊อหล่อนี้ค่ะ เคราครึ้มๆ โหดๆเถื่อนๆ โอ๊ย ! เห็นแล้วจะใจละลาย”
“แหมนังนี่ เห็นผู้ชายล่ะเป็นไม่ได้ ไม่ต้องมาเพ้อเจ้อเลย มาช่วยทำกับข้าวเร็ว ๆ“

แดดยามเย็นลอดผ่านใบไม้ที่ไหวตามแรงลม แสงวิบวับส่องเข้าตาจนต้องยกมือป้อง
กลิ่นหอมที่ลมรำเพยมาทำให้ต้องยืนนิ่งอยู่กับที่ และทอดสายตามองไปยังทิศทางที่ลมพัดมา
พุ่มใบเขียวสดเป็นมัน ถูกแต่งแต้มด้วยดอกสีขาวบริสุทธิ์ดอกใหญ่ที่กำลังแรกแย้ม เชิญชวนให้เข้าไปหา และเมื่อเข้าใกล้กลิ่นกรุ่นที่อบอวลไปทั่วนั้นคุ้นเคยจนทำให้ต้องก้มลงสูดกลิ่น

หอมเอยกลิ่นเจ้าเชยนาสา
ดอกกรุ่นรำเพยพาเมื่อแย้ม
พุดเอยขาวพร่างแข่งดาว
ซ้อนกลีบเกลียวดุจรัก ยากแท้คลี่คลาย

เสียงนั้นทำให้สิทันดร์เหลียวมองและยิ้มบางๆให้กับผู้เป็นน้าที่ยิ้มกว้างเดินเข้ามาหา
“ชอบเหรอจ๊ะ”
“ครับ... หอมดี”
“ กลิ่นเดียวกับน้ำหอมใหญ่นี่นะ”
สิทันดร์มองดอกสีขาวขนาดใหญ่ซึ่งมีกลีบซ้อนแน่น.... ดอกไม้กลิ่นเดียวกับกลิ่นที่ติดกายเขาอย่างนั้นหรือ ...

ในระยะเวลาที่ผ่านมา เขาไม่รู้เลยว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นของดอกอะไร รู้เพียงว่ามันเป็นกลิ่นที่ย้ำเตือนความทรงจำ..
“ดอกอะไรหรือครับ”
“อ้าว ไม่รู้จักหรอกเหรอนี่”
“ครับ เคยเห็น แต่ไม่รู้ชื่อ”
“ในกลอนเมื่อกี้ก็บอกไว้แล้วนี่”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วครุ่นคิดจนผู้เป็นน้าอมยิ้ม
“ดอก gardenia หรือพุดซ้อนไงจ๊ะ” คุณปานวาดบอกขณะช้อนเชยดอกสีขาวอย่างชื่นชม “บางคนเขาก็ว่ามันฉุน แต่น้าว่าหอม แถมดอกยังสวยอีกต่างหาก ปลูกก็ง่าย ดูสิ ให้นังนิดลงดินไว้ แล้วไม่อยู่บ้านตั้งเดือนกว่านึกว่าจะตาย กลับโตพุ่มใหญ่ขนาดนี้ แถมยังออกดอกต้อนรับเสียด้วย ”
“คงได้ฝนช่วยมั้งครับ เพราะก่อนหน้านี้ฝนตกเกือบทุกวัน”
“นั่นสิ คนขายบอกว่าพุดชอบน้ำ ฮืม.. เห็นดอกพุดแบบนี้แล้วนึกถึงเจ้าของกลอนจัง”
คุณปานวาดรำพึงออกมาเบาๆก่อนจะถอนใจ จนสิทันดร์ต้องเอ่ยปากถาม
“ใครหรือครับเจ้าของกลอน”
“เด็กคู่หนึ่งจ๊ะ เป็นลูกศิษย์ของน้าเอง เขาชอบดอกพุดซ้อนด้วยกันทั้งคู่ เลยแต่งกลอนไว้ กลอนที่ท่องให้ฟังเมื่อกี้เป็นของผู้หญิง ส่วนของผู้ชายก็เพราะจนกินกันไม่ลงเลยทีเดียว อยากฟังไหม?”
ผู้เป็นน้าหันมาถาม ก่อนจะยิ้มน้อยเมื่อเห็นว่าทีท่าที่สนใจฟัง

รื่นรื่นชื่นรสติดนาสา
กลิ่นกรุ่นอุ่นอุรายามต้อง
พุดเอยกระจ่างขาวนวลตา
ซ้อนกลีบหอมทนแท้ เทียบรักมั่นเฮย

สายลมพัดแผ่วจนต้นไม้สะบัดใบ ดอกสีขาวที่หอมกรุ่นไหวเอนเหมือนกำลังเริงรำไปกับบทกลอนของตน บทกลอนทำให้คิดถึงความจริง ...
“ทำไมอยู่ๆเงียบไปจ๊ะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
คงเพราะสีหน้าและแววตาที่หม่นเศร้าลง ผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ไม่ห่างจึงสังเกตได้ ชายหนุ่มจึงพยายามที่จะฝืนยิ้ม
“ไม่มีอะไรครับ แค่รู้สึกว่า ช่วงชีวิตดอกไม้มันสั้นเหลือเกิน เติบโต เบิกบาน และส่งกลิ่นหอมอยู่ได้ไม่นานก็ต้องโรยรา สุดท้ายก็สลายไปไม่เหลืออะไรไว้ให้จดจำเลย”
“ทุกอย่างมันเป็นไปตามธรรมชาติ “ผู้อาวุโสเปรยเบาๆอย่างคนที่ผ่านโลกมามากว่า
“ แต่ก็ใช่ว่าดอกไม้ที่โรยราไปแล้วจะไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้จดจำหรอกนะ “
ชายหนุ่มเหลียวมองผู้มีศักดิ์เป็นน้าอย่างไม่เข้าใจ อีกฝ่ายยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะบอกเบาๆ
“กลิ่นไงจ๊ะ กลิ่นหอมที่อย่างน้อยก็ยังติดอยู่ในความทรงจำของเราไปตลอด”
ร่างสูงใหญ่เพ่งไปยังดวงดอกไม้ดอกใหญ่สีขาวที่เด่นชัดอยู่ในความมืดของยามพลบค่ำด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ

ใช่...เหลือเพียงกลิ่นที่ยังตราตรึงอยู่ในใจ... กลิ่นที่ทำให้ต้องนึกถึงดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ที่โรยราไปชั่วนิรันดร์




..............................
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Next