Gardenia

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

Re: Gardenia

Post12 Oct 2013 23:22

12.........




ถนนภายนอกคลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ แสงไฟจากร้านรวงฝั่งตรงข้ามเริ่มสว่างไสวเพราะท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ ผู้คนที่เดินไปมาบางตาลงไปกว่าเดิม เช่นเดียวกับภายในร้านที่ตอนนี้ไร้ผู้คน
แต่บรรยากาศก็ไม่เงียบซะทีเดียวเนื่องจากวันนี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าไม่มีเค้าฝน ร้านจึงยังมีลูกค้าเข้าๆออกๆ แต่ก็เป็นลูกค้าที่ซื้อขนมกลับบ้าน ไม่ใช่ลูกค้าที่มานั่งดื่มกาแฟ
ทีวีที่ติดไว้ที่ผนังห้องก็ยังส่งเสียงเจื้อยแจ้วจากรายการเพลง ช่วยให้บรรยากาศในยามร้านไม่มีคนไม่เงียบเหงา
หากคนกำลังถูพื้นอยู่อย่างขยันขันแข็งนั้นกลับเงียบงันอย่างน่าอึดอัด จนพัฒน์ที่นั่งเท้าค้างมองอยู่พักใหญ่ต้องพูดขึ้นมาอย่างอดรนทนไม่ได้
“นี่ไอ้แก้ว ข้าว่าเอ็งกลับบ้านไปนอนพักดีกว่านะ “
คนถูกเรียกหันหน้ามามองแวบหนึ่งก่อนจะหันกลับไปทำงานต่ออย่างไม่สนใจ คนพูดจึงถอนใจให้กับความดื้อที่หาใครเปรียบ
“กลับไปดีๆเหอะวะ อย่าให้ถึงกับต้องออกปากไล่เลยนะ”
คราวนี้คนถูกพูดถึงถอนใจบ้างก่อนจะหันมาพูดเบาๆ
“จะบ่นอะไรนักหนา ก็บอกแล้วไงว่าหายแล้ว ไม่เป็นอะไร “
บอกแล้วก็เดินเข้าไปยังหลังร้าน จนบริพัฒน์ต้องกลอกตาไปมาอย่างอ่อนใจ
..ดูมัน..เสียงยังแหบแบบนี้ยังจะบอกไม่เป็นไรอีก .....
จะว่าไปเขาเองก็พูดเรื่องนี้มาสองวันติดๆแล้ว แล้วผลลัพท์ก็เป็นอย่างที่เห็นอยู่...

เสียงน้ำดังขึ้นจากหลังร้าน บริพัฒน์เดินตามเข้าไป ร่างบางของผู้เป็นเพื่อนหันหลังให้ในขณะกำลังง่วนกับการล้างจาน
ใบหน้าที่เห็นเพียงเสี้ยวยังซีดเซียวอย่างคนที่เพิ่งฟื้นไข้แล้วยังพักผ่อนไม่เต็มที่ ร่างที่บางอยู่แล้วดูผ่ายผอมลงไปจนสังเกตได้
นี่เป็นเหตุผลที่เขาต้องบอกให้พรายแก้วกลับไปพักผ่อน เพราะหากปล่อยให้ทำงานหนักแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆอาการป่วยอาจจะหวนกลับมา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย
“จะตามมาพูดเรื่องเดิมอีกล่ะสิ ”
เสียงที่ดังมาจากคนที่ยืนหันหลังให้ทำให้บริพัฒน์หมั่นเขี้ยวเต็มแก่
“เปล่าไม่ได้พูดเรื่องนั้น แค่จะถามว่างานเอ็งจะเลี้ยงแขกด้วยอะไรวะ จะได้เตรียมถูก”
ใบหน้าหวานเกินชายหันมาแวบหนึ่งก่อนจะตอบแบบเฉยๆไม่สะทกสะท้าน
“คงเป็นข้าวต้มซี่โครงไก่มั้ง ถูกดี”
“แล้วโลงล่ะจะเอาแบบไหน “
“ขอโลงสีขาวนะ ไม้อะไรก็ได้ แต่ข้างในขอประดับด้วยดอกพุดซ้อน”
“เออออ” ชายหนุ่มลากเสียงยาวประชดประชัน “ตกลงเอ็งจะยอมตายในหน้าที่ใช่มะ”
“ก็ข้าบอกแล้วไงว่าหายแล้ว”
“หน้าเหลืองเป็นไก่ไหว้เจ้าค้างคืนแบบนี้ยังจะบอกว่าหายอีก ขอบอกไว้เลยนะถ้าเอ็งไม่หยุดพักตอนนี้รับรองเอ็งได้หายไปจากโลกนี้แน่”
“เอ็งก็เวอร์เกิน เป็นไข้หวัดแค่นี้เอง”
“ไม่รู้ล่ะ ก็เอ็งยังป่วยอยู่นี่ คนป่วยก็ต้องพักผ่อนมากๆซิวะ จะได้หายป่วย”
“เฮ้อออออ “ คนที่กำลังล้างจานหันกลับมาทำหน้าหน่าย
“ถ้าข้าหยุดแล้วใครจะอยู่ช่วยงานเอ็งล่ะ “
โดนถามกลับมาแบบนี้ก็เล่นเอาอึ้งไปได้เหมือนกัน หากพัฒน์ก็ยังพอเฉไฉไปได้
“ก็...ไม่รู้หล่ะ ข้ายอมทำงานคนเดียวดีกว่าให้คนป่วยอย่างเอ็งมาทำงานให้”
“ถ้าเอ็งไม่มีใครช่วยงั้นข้าก็ยังไม่กลับ”
ประโยคนั้นบริพัฒน์ก็ได้แต่ทำตาโต อ้าปากค้าง พูดไม่ออก …สรุปผลได้เยี่ยมจริงๆไอ้นี่

เสียงกระดิ่งหน้าประตูร้านดังขึ้น ขัดจังหวะการต่อปากต่อคำ บริพัฒน์เดินออกไปหน้าร้านก็พบรอยยิ้มหวานฉ่ำที่ส่งมา
“บีมมมมมมจ๋า” บริพัฒน์ร้องเรียกอย่างดีใจก่อนจะโผเข้าไปกอด หากแต่ถูกสาวเจ้ายันหน้าหงายออกมาก่อน
“ทะลึ่งแระๆ”
“แหมก็เค้าคิดถึงนี่นา”
“จะมาคิดถึงอะไรนักหนา เมื่อสองวันที่แล้วก็เพิ่งเจอกันนะ”
“ตั้งสองวันแล้วต่างหาก”
พูดแล้วก็ทำตาปรอยใส่ จนอีกฝ่ายทำหน้ายี้
“ไม่ต้องมาทำเล่นลิ้นเลย แล้วนี่แก้วไปไหนล่ะ ซื้อขนมจีบซาลาเปามาฝากน่ะ”
“ล้างจานอยู่นู้นแน่ะ” ชายหนุ่มพยักหน้าไปทางหลังร้านอย่างเอือมๆ “ บีมมาก็ดีแล้ว มาช่วยไล่มันกลับบ้านทีเหอะ “
“อ้าว...มีอะไรกัน ทำไมต้องไล่ด้วย“
“ก็มันไม่สบาย ไล่ให้กลับก็ไม่ยอมกลับ พูดมาสามวันสามคืนแล้วนะนี่“
คนถูกพูดถึงเดินออกมาทันได้ก่อนที่จะจบประโยค
“แอบใส่ไฟอะไรข้าอีกวะพัฒน์”
“แก้วยังไม่สบายอยู่เหรอนี่” หญิงสาวถามเมื่อได้มองเพื่อนเต็มตา หากอีกฝ่ายกลับยิ้ม
“หายแล้ว ไอ้พัฒน์มันเว่อร์ บ่นให้กลับไปนอนพักทุกวันเลย”
“แต่บีมว่าแก้วน่าจะต้องพักอีกหน่อยนะ หน้ายังซีดอยู่เลย”
“โอ๊ย รุ่นนี้แล้วไม่เป็นอะไรหรอก อีกอย่างอยู่ที่ห้องเฉยๆไม่มีอะไรทำน่าเบื่อแย่”
ดวงตากลมหม่นแสงลงเล็กน้อยก่อนที่จะสะดุดลมหายใจตัวเองจนไออกมา
“นั่นไง ไอแบบนี้ยังบอกว่าหายแล้วอีก ”
บริพัฒน์โพล่งออกมาอย่างคนกำชัยชนะไว้ในมือ อีกฝ่ายจึงได้แต่ยิ้มแหย
“ไม่เป็นอะไรหรอกน่าแค่ไอนิดหน่อย”
“ไม่เป็นอะไรไม่ได้ ร้านขายของกิน เป็นหวัดอย่างนี้เดี๋ยวเอาหวัดไปติดลูกค้าจะทำไง”
“นั่นสิแก้ว ไปพักให้หายก่อนดีกว่า เรื่องงานที่ร้านไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวบีมอยู่ช่วยพัฒน์เอง”
คนดื้อนิ่งอั้นอยู่ชั่วครู่ก่อน จะรับคำเมื่อจำนนกับคำพูด
“ก็ได้..งั้นวันนี้ขอเบี้ยวงานวันนึงนะ”
ทั้งบริพัฒน์และบราลีแอบถอนใจอย่างโล่งอกให้กันก่อนจะเอื้อมมือรับผ้ากันเปื้อนที่อีกฝ่ายถอดส่งให้
“หลายๆวันก็ได้ เอาให้หายดีก่อน แล้วค่อยมา ทางนี้ให้ว่าที่เถ้าแก่เนี๊ยะเขาดูแลมั่….”
พูดยังไม่ทันจบประโยคบราลีก็ถองศอกเข้าไปเต็มรักจนบริพัฒน์ต้องงอตัวกุมท้อง พรายแก้วได้แต่ยิ้มจางๆให้กับคนทั้งคู่ ที่โบกมือลาก่อนเปิดประตูและเดินออกไปอย่างเงียบๆ

..............



แสงสว่างที่เล็ดลอดออกจากบ้านหลังงามที่เคยมืดมิดยามเดินผ่านในทุกค่ำคืนสร้างความประหลาดใจให้เกิดขึ้นจนต้องหยุดยืนมอง
ไฟสีส้มมัวจากโคมไฟในสวนส่องให้เห็นบ้านหลังใหญ่ที่ภายในสว่างไสวด้วยไฟสีนวลดูอบอุ่น เงาของผู้คนที่เดินวอบแวบไปมา กับเพลงที่เปิดคลอไว้เบาๆทำให้บ้านที่เคยเงียบงันดูมีชีวิตชีวา

เจ้าของบ้านคงกลับมาแล้ว....บ้านหลังนี้จึงได้สมบรูณ์ขึ้นทันตา

หากแต่ภาพที่เห็นกลับทำให้รูสึกปวดแปลบในใจจนต้องรีบออกเดินไปยังที่พักของตนที่ยังมืดมิด.

...เจ้าของห้องคงยังไม่มาเหมือนเดิม....ดีเหมือนกันจะได้หลับไปก่อนจะเจอกัน

เด็กหนุ่มคิดในขณะไขกุญแจเปิดประตูเข้าห้อง อากาศร้อนอบจากภายในดันพลุ่งออกมา ก่อนค่อยๆจางหาย แสงสลัวจากนอกห้องที่ทะลุผ่านบานกระจกใสในห้องนอนและความเคยชินจากการที่ได้อาศัยในห้องนี้ทำให้เด็กหนุ่มสามารถเดินไปยังที่ต่างในห้องเพื่อทำกิจวัตรประจำวันโดยไม่ต้องเปิดไฟ

อาการปวดเมื่อยเนื้อตัวยังคงสะสมอยู่ในร่างกายทั้งที่ได้อาบน้ำอุ่นๆไปแล้ว คงเพราะยังไม่หายจากหวัดสนิทจริงๆอย่างที่พัฒน์บอก ค่ำนี้ถึงได้รู้สึกล้าเป็นพิเศษ อีกทั้งเนื้อตัวก็ยังรุมๆเหมือนจะจับไข้ขึ้นมาอีก จนต้องค้นยาออกมากินอีกรอบ

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่นั่งรถเมล์กลับเพราะเงินที่มีอยู่ตอนนี้เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่แล้ว หากโดยสารรถไฟฟ้าอย่างตอนขาไปทำงาน คงจะไม่พอใช้ไปถึงสิ้นเดือน ซึ่งเวลาก็เหลืออีกตั้งเกือบสิบวัน
ข้อดีของการนั่งรถเมล์คือประหยัดเงินได้เยอะ หากแต่ก็กินเวลาไปเกือบชั่วโมง จริงๆแล้วก็ตั้งใจถ่วงเวลาให้ถึงห้องช้าๆ แต่อย่างไรมันก็ได้แค่ถึงหน้าปากซอยแค่สามทุ่ม

เวลาตอนนี้เพิ่งจะสี่ทุ่ม...ผ้านวมบางๆถูกปูไว้ในที่เดิม เตรียมพร้อมสำหรับการนอนพักผ่อน แต่พรายแก้วก็ยังไม่ทอดตัวลงนอนอย่างที่ควรจะทำ ถึงแม้จะกินยาลดไข้ไปแล้วก็ตาม
เพราะในทุกครั้งที่ก้าวเข้ามาในห้องนี้นอกจากความเงียบเหงาที่รายล้อมอยู่รอบๆตัวแล้ว ความรู้สึกที่เหมือนกับตัวเองเป็นสิ่งอันผิดที่ผิดทางที่ไม่ควรจะอยู่ในห้องๆนี้ก็ทำให้จิตใจร้อนรุ่มจนไม่อาจหลับลงได้
อยากจะไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรบกวนเขาคนนั้นมากไปกว่านี้ แต่ที่อยู่ใหม่ก็ยังหาไม่ได้ เงินก็ไม่มี จึงจำต้องทนบากหน้าอยู่ที่ห้องแห่งนี้ต่อไป
ความรู้สึกที่อัดอยู่ในอกทำให้ต้องลุกขึ้นก้าวออกไปยังระเบียง สายลมที่พัดแผ่วหอบสียงเพลงเบาๆจากข้างบ้านที่เปิดไฟสว่าง กลิ่นหอมคุ้นเคยกรุ่นจางมาตามลมทำให้เด็กหนุ่มต้องเดินไปยังทิศทางที่ลมรำเพยมา
กลิ่นดอกพุดซ้อน....หอมจัง บ้านนี้ก็ปลูกด้วยหรือ
จริงสินะ ฝนชุกแบบนี้... ป่านนี้ที่บ้านคงออกดอกขาวเต็มต้นแล้ว....

บ้าน....

ความคิดที่ล่องลอยทำให้เผลอไผลตกลงสู่หลุ่มแห่งความทุกข์ ทั้งที่พยายามจะหลีกเลี่ยงอย่างดี เด็กหนุ่มนั่งลงกอดเข่าทอดสายตาไปยังแสงไปสว่างนวลเหมือนต้องการซึบซับความอบอุ่นมาสู่อกที่เย็นเยียบและปวดร้าว

ไม่ว่าที่นี่หรือแม้แต่ที่บ้านที่ถวิลหา ทุกทีไม่มีใครต้องการเราเลยสักแห่ง เรามันเป็นแค่ส่วนเกินของทุกที่ เป็นเหมือนกับนกหลงทางที่ใครต่อใครก็ปฏิเสธจะให้พักนอนยามไร้หนทาง

....เจ้าดอกพุดซ้อน ฉันร่อนเร่พเนจร ค่ำนี้จะนอนไหนเอย เอ๋ยโอ้...หัวอกเอย....

นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่นั่งกอดเข่าเหม่อมองไปยังท้องฟ้าอันแสนไกล จนรู้ตัวอีกทีก็เมื่อเสียงฝีเท้าแผ่วๆของใครสักคนดังอยู่ใกล้ๆ
เมื่อเหลียวมอง ร่างสูงใหญ่ที่เห็นเป็นเงารางๆอยู่ในความมืดสลัวเคลื่อนเข้ามาใกล้ เด็กหนุ่มเบือนหนีไปอีกทางเพราะหลักฐานของความอ่อนแอยังตกค้างอยู่เต็มใบหน้า
เสียงผ้าเสียดสีกับพื้นดังอยู่ข้างกาย กลิ่นหอมที่จำได้ติดจมูกโชยชายอยู่ใกล้ๆ ทำให้เด็กหนุ่มก้มหน้าหน้างุดลงกับเข่าและพยายามเช็ดคราบน้ำตาให้แห้ง
“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้มืดๆ ยุงไม่กัดหรือยังไง”
เสียงห้าวยังคงเคร่งขรึมเช่นเดิม...มีเพียงหางเสียงเท่านั้นที่ทอดอ่อนลง
“ผม.....มา..นั่งรับลมเล่นครับ”
“งั้นหรือ” เสียงห้าวตอบรับเบาๆ
“อึดอัดหรือเปล่าที่ต้องมาอยู่ร่วมกับคนอย่างผม”
คำถามนั้นทำให้พรายแก้วต้องเหลียวมองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ จนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายทอดสายตามองมาจึงก้มหน้าลงกับเข่าตามเดิม
“ไม่ครับ ผมสบายดี”
“ถ้าอย่างนั้น...ทำไมถึง...ร้องไห้”
“ผม......”
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเห็นความอ่อนแอของตนที่พยายามจะปกปิด พรายแก้วก็พูดอะไรไม่ออก
“เอาเถอะ ไม่ต้องพูดอะไรหรอก ถ้าผมเป็นคุณ ก็คงอึดอัดเหมือนกันที่ต้องอยู่กับคนอารมณ์ขึ้นลงๆแบบนี้”
“ไม่ใช่นะครับ แค่คุณให้ผม...อยู่ที่นี่....ก็เป็นความกรุณามากแล้ว เพียงแต่ผม...คิดถึงเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมา...เท่านั้น”
“’งั้นหรือ” ใบหน้ารกเรื้อเหลียวมองก่อนจะทอดสายตาไปยังท้องฟ้ากว้างไกล
“นั่นสินะ เรื่องบางเรื่องถึงแม้จะทำให้เป็นทุกข์มากมาย แต่เราก็ลืมไม่ลงเสียที”
คำพูดแผ่วเบานั้น ไม่แน่ใจว่าบอกกับใครกันแน่ เพราะดวงตาคมที่เหม่อมองไปไกลแสนไกลนั้นเหมือนมีแวววูบไหวเกิดขึ้นภายใน

สายลมแผ่วพัดมาในความเงียบ หอบเอากลิ่นหอมของดอกไม้ให้ลอยอวลอยู่ในอากาศอีกครั้ง ใบหน้าคมสันอันรกไปด้วยเคราที่เหม่อไปไกลแสนไกลแหงนขึ้นสูดความหอมนั้นเข้าไปจนเต็มปอด
“หอมดีนะ....ตรงนี้ได้กลิ่นดอก Gardenia ชัด คุณคงจะชอบ”
พรายแก้วหันมองด้วยความสงสัยว่าคนตัวโตข้างๆนี่รู้ได้อย่างไร หากอีกฝ่ายก็เฉลยเบาๆ
“วันนั้นผมเห็นดอกไม้กลิ่นแบบนี้วางอยู่บนเตียง ชื่อไทยเรียกดอกพุดซ้อนใช่มั้ย“
“ครับ ดอกพุดซ้อน ”เด็กหนุ่มยิ้มจางๆให้กับตนเองและเหม่อมองไปไกลแสนไกล
“ ที่บ้านผมปลูกไว้หลายต้น ริมหน้าต่างห้องผมก็มี ต้นใหญ่ที่สุดด้วยครับ เวลาฝนตกชุกๆดอกจะดก หอมฟุ้งไปหมด ยิ่งตอนหัวค่ำที่ฝนเพิ่งหยุดตก ดอกจะเริ่มบานขาวสะพรั่งไปหมดทั้งสวน จนเรา.............”
ลมหายใจสะดุดเมื่อความเผลอไผลทำให้คิดถึงในสิ่งที่พยายามบอกตัวเองว่าไม่ให้คิด เด็กหนุ่มพยายามอดกลั้นความรู้สึกเจ็บอัดเกิดขึ้นในอก หากแต่แรงกดดันคงมีมากเกิน น้ำภายในใจจึงถูกดันเอ่อออกมาทางดวงตา
“ดึกแล้ว ... ผม...ขอตัวไปนอนก่อนนะครับ”
เด็กหนุ่มรีบลุกขึ้นเดินหนีเข้าห้องก่อนที่จะใครจะได้เห็นความอ่อนแอ โดยไม่สนใจร่างสูงใหญ่ที่มองตาด้วยสีหน้าห่วงใย

.................................................



ช้าหน่อยนะครับ สต็อคที่เขียนไว้ใกล้จะหมดแล้ว
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Re: Gardenia

Post20 Oct 2013 01:00

13...........




ท่ามกลางแสงแดดจัดจ้าในยามบ่ายแก่ ร่างสูงใหญ่คุ้นตาที่กำลังเดินเข้ามาลิบๆจากปากซอยทางเข้าทำให้ปานวาดต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มรับเมื่อฝ่ายนั้นเดินเข้ามาใกล้
“ดูท่าวันนี้พายุจะเข้ากรุงเทพนะนี่”
คำพูดนั้นทำให้ชายหนุ่มที่กำลังทำความเคารพขมวดคิ้วและเงยหน้ามองท้องฟ้ายามบ่ายแก่ที่แดดยังจัดจ้า
“หรือครับ? ผมไม่ได้ดูพยาการณ์อากาศ”
“ประชดจ๊ะ”คนมีศักดิ์เป็นน้าค้อนให้วงใหญ่
“ก็เห็นวันนี้กลับบ้านแต่หัววันได้ ปกติไม่มืดไม่กลับ ดูสิ กลับดึกจนเคยตัว พอเจอแดดเจอนายเข้าหน่อยเหงื่อแตกซิกเชียว ”
คนตัวโตยิ้มเขินที่โดนค่อน ใบหน้าขาวจัดที่รกไปด้วยหนวดเครายาวครึ้ม จึงดูมีชีวิตชีวาขึ้นทันตา
“น้าวาดออกมาทำอะไรหน้าบ้านหรือครับ”
“ออกมาดูพวกต้นไม้ริมรั้วน่ะ ว่าจะให้คนสวนของหมู่บ้านมาตัดให้โล่งขึ้นหน่อย กลัวขโมยขโจรขึ้นบ้าน ช่วงนี้เห็นนังนิดบอกว่าเจอคนแปลกหน้าเดินผ่านหน้าบ้านวูบๆวาบๆ เลยต้องกันไว้ก่อน”
ผู้เป็นน้าเปรยออกมาขณะชี้ชวนให้มองตาม สิ่งของที่หิ้วไว้ในอีกมือจึงแกว่งไกว จนสิทันดร์ต้องมองตาม
“นั่นอะไรหรือครับ”
“นี่น่ะหรือจ๊ะ”
พวงแท่งโลหะส่งเสียงกังวานเมื่อชูสูงขึ้น ลูกปัดแก้วที่ติดกับนกใบลานตัวเล็กส่งประกายวูบวาบล้อแสงแดด
“กระดึงลมจ๊ะ น้าเห็นมันตกอยู่ในสวน เพิ่งเก็บได้เมือกี้นี้เอง ของใหญ่โดนลมพัดหลุดมาหรือเปล่าจ๊ะ”
ชายหนุ่มสายหน้า คุณปานวาดจึงได้แต่ขมวดคิ้ว
“แล้วของใครกันนะ มาอยู่สวนได้ยังไงก็ไม่รู้ หงส์ใบลานสวยๆแบบนี้ เจ้าของคงเสียดายแย่ เขียนสีฝีมือละเอียดเหลือเกิน เสียดายพวงหางที่เป็นผ้าแก้วโดนกิ่งไม้เกี่ยวขาดไปซะแล้ว ”
คุณปานวาดช้อนนกตัวน้อยสีทองแกมน้ำเงินอมเขียวขึ้นชมก่อนหันหาหลานชายเพื่อขอความเห็น แต่สิ่งที่พบกลับเป็นคิ้วหนาขมวดปมกับดวงตาคมกริบที่มองวัตถุในมือเหมือนจะระลึกอะไรได้บางอย่าง
“หรือจะเป็นของ...เด็กนั้น...”
เสียงพึมพำเบาๆทำให้คุณปานวาดยิ่งขมวดคิ้ว
“เมื่อกี้ใหญ่ว่าอะไรนะ ?”
คำถามนั้นทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว ดวงหน้ารกครึ้มจึงขรึมลง
“เอ่อ... เปล่า ครับ ไม่มีอะไร”
คำว่า ‘ไม่มีอะไร’ เมื่อบวกกับท่าทางอ้ำๆอึ้งๆ แล้วกลับทำให้รู้สึกว่ามี ‘อะไร’ แน่ๆ...
“แต่เมื่อกี้น้าได้ยินใหญ่พูดว่าของเด็กนั้นนะ”
คุณปานวาดกวาดสายตามองใบหน้าที่นิ่งและขรึมลงจนคล้ายจะกลายเป็นรูปสลักหิน ก่อนจะถอนใจยาว
“ตกลง ใหญ่รู้ใช่มั้ยว่าของนี่มาจากไหน”




แก้วเย็นจัดจนขึ้นฝ้าที่ภายในบรรจุน้ำสีแดงกับมะนาวฝานเป็นแว่นลอยฟ่องถูกยกมาวางไว้ตรงหน้าด้วยกริยากระชดกระช้อยยิ่งของคนเสิร์ฟ และเมื่อเสิร์ฟเสร็จเจ้าหล่อนก็ยังปักหลักยืนยิ้มแป้นอยู่ไม่ยอมไปไหน
“นังนิด เสิร์ฟน้ำเสร็จก็ไปได้แล้วย่ะ มายืนบิดอยู่ได้”
คุณปานวาดร้องอย่างรำคาญใจ จน‘คนยืนบิด’หน้ายู่หุบยิ้มลงทันควันก่อนจะสะบัดหน้าพรือและยอมจากไปแต่โดยดี
“ดื่มน้ำก่อนสิ ร้อนแบบนี้กินอะไรหวานๆเย็นๆหน่อยจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น”
เธอเชิญชวน หากร่างสูงใหญที่นั่งอยู่ตรงหน้าได้แต่นิ่ง ดวงตาที่เลี่ยงไปจับจ้องยังพุ่มดอกพุดซ้อนมีแววครุ่นคิดอย่างหนัก
“ใหญ่...เป็นอะไรไปหรือเปล่าจ๊ะ”
“เอ่อ..เปล่าครับ ”
อีกฝ่ายปฏิเสธพร้อมกับหยิบแก้วน้ำขึ้นจิบตามคำเชิญ
“แล้วนี่ตกลงบอกน้าเรื่องกระดึงลมอันนี้ได้หรือยัง”
คำถามนั้นทำให้แววลังเลปรากฏขึ้นในดวงตา จนปานวาดรู้สึกได้ถึงความอึดอัดใจของอีกฝ่าย
“ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่าก็ได้นะ”
ใบหน้าขาวจัดหันกลับมา ดวงตาคมกริบสบตามอง ก่อนจะหลุบลง
“มัน..ไม่ใช่เรื่องที่ไม่อยากเล่าหรอกครับ เพียงแต่ผม...ไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนดี”
ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องกระดึงลมธรรมดาเสียแล้ว...ปานวาดคิดกังวล หากแต่ก็ยังรักษาอาการให้เป็นปกติ
“งั้นก็บอกในส่วนที่ใหญ่อยากจะบอกน้าก็แล้วกัน”
ร่างสูงใหญ่นิ่งเงียบไปอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะบอกออกมาอย่างแผ่วเบา
“..ครับ....คือ...ของอันนี้ น่าจะเป็นของเด็กที่มาอาศัยอยู่ด้วยครับ”
“เด็ก..เหรอจ๊ะ?”
“ครับ เด็ก...เด็กผู้ชาย มาอาศัยอยู่กับผมตั้งแต่เมื่อต้นเดือน”
ดวงหน้าที่สวมแว่นร้อยสายสร้อยยาวมองมาอย่างพิจารณาก่อนจะเอ่ยถามเบาๆ
“แล้ว..ทำไมถึงมาอยู่กับใหญ่ได้”
“น้องเขา....มี...ปัญหานิดหน่อยกับเรื่องที่พักตอนกำลังจะย้ายไปอยู่ครับ ผมเห็นว่าเป็นเพื่อนน้องของพรต ก็เลยให้มาพักที่ห้องไปก่อน น้าจำพรตได้นะครับ”
“พรต...ที่เป็นหมอน่ะหรือ”
“ครับ เด็กคนนั้นเขาเป็นเพื่อนกับพัฒน์น้องของพรต”
“งั้นหรือ...”
คุณปานวาดรำพึง ก่อนจะบอกกับสิทันดร์อย่างพยายามไม่ให้ดูจริงจังมากนัก
“ถ้างั้นน้าฝากเอาไปคืนด้วย แล้วว่างๆก็พามาให้ดูตัวหน่อยนะ จะได้รู้จักกันไว้”
“ครับ”
“เอ๊ะ นังนิดไปไหนนะ ทำไมยังไม่เอาขนมมาให้อีก ใหญ่รอแป๊บนะ ขอน้าเข้าไปดูมันก่อน”


การสนทนา จบลงเมื่อคนเป็นน้าลุกขึ้นและก้าวเข้าตัวบ้านไป เพียงเท่านั้นความรู้สึกที่อัดอยู่ในอกก็คลายลงอย่างประหลาด ด้วยเพราะไม่ต้องพูดอะไรที่รู้อยู่เต็มอกว่าบางสิ่งนั้น ‘โกหก’ ให้รู้สึกย่ำแย่ไปมากกว่านี้ และดูเหมือนผู้เป็นน้าจะรู้ถึงความรู้สึกนั้นได้จึงไม่ได้ซักถามอะไรไปมากกว่านี้

สิ่งที่ที่เกิดขึ้น...ความจริงที่มันซับซ้อนเกินกว่าที่จะบอกเล่าให้คนอื่นเข้าใจได้ง่ายๆ ถึงแม้น้าวาดเป็นบุคคลที่เขานับถือเสมือนแม่ และเป็นคนที่ดูจะเข้าใจเขามากที่สุดในขณะนี้ก็ตาม แต่...สำหรับเรื่องแบบนี้...ไม่แน่ใจนักว่าผู้เป็นน้าจะเข้าใจหรือไม่

ลมเบาๆพัดวนเข้ามาในสวน ดอกไม้สีขาวดอกใหญ่ไหวเอนไปมาราวกำลังเริงระบำ ทำให้กลิ่นหอมยิ่งฟุ้งกระจายอบอวลไปในอากาศ จนต้องลุกขึ้นก้าวเข้าไปหายังพุ่มไม้ใบเขียวเป็นมัน
กลิ่นหอมนั้นทำให้ความรู้สึกต่างๆที่เครียดขึงจางลงไปได้อย่างประหลาด ชายหนุ่มช้อนดอกอันบานเต็มที่ดอกหนึ่งไว้ในอุ้งมือ ก่อนจะก้มลงสัมผัสกลิ่นหอมอีกครั้ง
“ดูท่าใหญ่จะชอบกลิ่นของพุดซ้อนเอามากๆนะ”
ร่างแบบบางที่หายไปซักพักกลับมาพร้อมจานคุกกี้ที่มีอยู่หลากหลายชนิด
“ครับ”
เขาตอบรับ หากใจคิดไปถึงอีกคนที่ชอบดอกพุดซ้อนนี่เช่นกัน ..
ภาพร่างเล็กๆที่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ในความมืดของระเบียงห้อง ใบหน้านิ่งเรียบที่ดวงตาดำโตวาววับไปด้วยน้ำที่คลอคล่ำจนเกือบจะหยด ภาพนั้นติดตรึงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ
คงจะคิดถึงบ้าน..ถึงได้ร้องไห้แบบนั้น เห็นเคยบอกว่าที่บ้านมีต้นพุดซ้อนอยู่ใกล้ๆริมหน้าต่าง ถ้าที่ห้องมีต้นพุดซ้อนไปปลูกก็คงช่วยให้คลายความคิดถึงบ้านลงได้บ้าง
“อยากได้หรือเปล่าล่ะ”
“ก็...อยากได้ครับ แต่ไม่รู้จะไปหาซื้อได้จากที่ไหน”
“น้ามีต้นที่ลงใส่กระถางไว้ สนใจจะเอาไปเลี้ยงต่อหรือเปล่า”
คำพูดที่พูดขึ้นมาลอยๆทำให้ชายหนุ่มต้องกระพริบตาปริบๆด้วยความประหลาดใจ
“ครับ? น้าวาด..ว่าไงนะครับ?”
“ยังไม่แก่เลยหูตึงเสียแล้ว” คนสูงวัยกว่าเย้า
“น้าถามว่าใหญ่สนใจจะเอาต้นพุดซ้อนไปปลูกมั้ย พอดีน้าลงกระถางไว้ว่าจะเอาไปตั้งตรงเทอเรซต้นนึง เห็นว่าใหญ่ชอบเลยจะยกให้ ”
ทุกอย่างช่างเหมาะเจาะจนน่าพิศวง แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็อดรู้สึกยินดีไม่ได้
“ให้จริงๆหรือครับ”
“จริงซิ แต่ต้นยังไม่ใหญ่นะ ดอกก็ยังไม่มี เอาไปเลี้ยงพักก็คงมีดอก เขาว่ากลิ่นของพุดซ้อนนี่ช่วยทำให้รู้สึกอบอุ่นผ่อนคลาย ถ้าเอาไปตั้งไว้ตรงระเบียง เวลาดอกบานจะได้ดมกลิ่นมันทุกวัน จิตใจจะได้ผ่อนคลาย”
ชายหนุ่มก้มลงมองดอกสีขาวกลางพุ่มไม้ใบสีเขียวด้วยความหวังที่ผุดพรายขึ้นมา
..คงจะช่วยให้เด็กนั่นหายคิดถึงบ้านลงได้บ้าง....ถึงจะไม่ทั้งหมด แต่ก็คงทำให้สดใสขึ้น หรือไม่...อย่างน้อยก็ขอให้ยิ้มได้บ้าง...
.ยิ้ม....ที่เคยเยี่ยวยาจิตใจอันแห้งแล้งของเขาให้ชุ่มชื่น...
..ยิ้ม...ที่เขาอยากจะเห็นเหมือนเช่นในอดีต...

...........................................................



“เข้ามาพบผมหน่อย”
ทันทีที่รับสายจากโทรศัพท์ที่ดังระรัว เสียงห้าวห้วนก็ดังสวนออกมา สั้นๆ เพียงเท่านั้น แล้วจึงตามมาด้วยเสียงวางหูดังสนั่น บ่งบอกถึงอารมณ์ของคนปลายสายได้ดี
พรายแก้วถอนใจ ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ลงแป้นแล้วลุกขึ้นเดินไปหาบุคคลที่ ‘เรียกพบ’อันอยู่อีกห้องหนึ่ง เสียงเกรี้ยวกราดจากในโทรศัพท์คงดังลอดออกมาจนคนรอบข้างได้ยิน เพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่ไม่ไกลจึงเมียงมองตาม

เมื่อเคาะประตูและเปิดเข้าไป ใบหน้าสีน้ำผึ้งที่คางเขียวเป็นปื้นมองตรงมา ดวงตาคมกริบเรียบเฉย แต่มองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่ามีโทสะคุกรุ่นอยู่ภายใน
“นั่งสิ”
พรายแก้วทำตามอย่างว่าง่ายด้วยอาการสงบ แต่ท่าทีนั้นคงจะขวางลูกตาของฝ่ายตรงข้าม แฟ้มที่อยู่ในมือจึงถูกเหวี่ยงมากองตรงหน้า
“นี่มันอะไร”
เด็กหนุ่มหยิบแฟ้มมาเปิดดู ไล่อ่านไปอย่างช้าๆที่ละตัว แล้วจึงสะดุดกับตัวเลขที่ผิดไปหนึ่งหลักในท้ายข้อความ
“เอกสารนี่คือแบบยื่นประมูลเสนอราคาตกแต่งภายในโรงแรมมาลาคีรี โรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ เป็นเอกสารสำคัญที่ข้อความจะผิดพลาดไม่ได้ โดยเฉพาะตัวเลขราคาเสนอประมูล แล้วตัวเลขในเอกสารนั่นมันคืออะไร จำนวนเงินขนาดนี้ใครมันจะมาจ้างบริษัทผมทำงาน ห๊ะ คุณทำพลาดแบบนี้รู้รึเปล่ามันจะทำให้บริษัทเสียรายได้ไปกี่สิบล้าน”
กริยาท่าทางที่ลุกขึ้นเท้าโต๊ะและโน้มตัวมาตะคอกใส่บอกได้ว่าคนพูด ‘หลุด’อารมณ์ที่อดกลั้นไว้จนหมดสิ้น จนเมื่อรู้ตัวจึงนั่งลงเช่นเดิม ก่อนจะถามด้วยเสียงห้วน
“ในสามสี่วันนี่ คุณทำงานพลาดมาเกือบจะสิบรอบอยู่แล้ว นี่ยังไม่ได้นับเรื่องที่คุณหยุดไปโดยไม่ได้แจ้งลานะ ไหนบอกผมหน่อยสิ คุณมีปัญหาเรื่องงานอะไรหรือเปล่า”
ดวงตาคมกริบจ้องมายังใบหน้าที่ก้มต่ำอย่างยอมรับผิดแต่โดยดีของพรายแก้ว และเมื่อเห็นแต่อาการนิ่งเงียบอีกฝ่ายก็ได้แต่ถอนใจ
“คุณอาจจะยังเด็กเกินไปสำหรับจะรับผิดชอบเรื่องงาน ความจริงอีกอาทิตย์นึงก็จะครบกำหนดทดลองงานแล้ว การประเมินผลการทำงานของคุณ คุณก็คงจะรู้ผลแล้วว่ามันจะเป็นอย่างไร”
ใบหน้าเรียวที่ค่อนข้างซูบเงยขึ้น ดวงตากลมใสว่างเปล่าสบนิ่งกับดวงตาคมกริบของยุทธีก่อนจะหลุบลงเช่นเดิม
“แต่ผมจะให้โอกาสคุณอีกครั้ง ในอีกเดือนข้างหน้าถ้าไม่เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นอีก คุณก็จะได้บรรจุเป็นพนักงานประจำตามที่ได้ตกลงกันในสัญญา”
ร่างสูงใหญ่ที่นั่งบนเก้าอี้หนังนุ่มตรงข้ามเอนตัวลงกับพนักพิงและทอดสายตามองมาอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะบอกเสียงหนักๆ
“เอางานกลับไปแก้ แล้วเอามาส่งผมใหม่ภายในเย็นนี้ อ้อ.. แล้วจำไว้ให้ดี ถ้าพลาดคราวนี้จะไม่มีคราวหน้า”
บอกเท่านั้นใบหน้าสีเข้มก็หมุนเก้าอี้หันหน้าไปยังพนังกระจกใสไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป พรายแก้วจึงหยิบแฟ้มมากอดไว้กับอกก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ

“โดนเรื่องอะไรเข้าล่ะวันนี้”
ทันทีที่นั่งลงที่โต๊ะทำงานของตนเอง สาวพี่เลี้ยงที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะหน้าก็หมุนเก้าอี้มาเกาะโต๊ะไต่ถาม
“พิมพ์ตัวเลขผิดครับ”
พรายแก้วตอบเสียงแผ่ว ทั้งที่พยายามจะพูดให้เป็นปกติดังเดิม
“ห๊ะ”คนถามตาโต “แล้วทำไมถึงโดนด่าเสียงดังลั่นแบบนั้นเล่า”
ไม่ถามเปล่าเจ้าหล่อนเอื้อมมาหยิบแฟ้มบนโต๊ะไปเปิดดูก่อนจะถอนใจเมื่อรู้เหตุ
“มิน่า..ถึงได้ว๊ากซะ... เอกสารสำคัญขนาดนี้... แก้วหนอแก้ว ไปเผลอเรออีท่าไหนเข้าถึงได้ผิดจังเบ้อเร่อแบบนี้”
ฝ่ายคนโดนถามไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มให้จางๆอย่างฝาดฝืน ก่อนจะหันไปไล่เปิดแฟ้มงานจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อแก้งาน จนสาวหน้าคมหันไปมองตากับหนุ่มแว่นโต๊ะข้างๆ
“ช่วงนี้นายเป็นอะไรน่ะ ดูหงอยๆมาหลายวันแล้วนะ”
หนุ่มแว่นที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอีกคนเอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“นั่นสิ ยังไม่สบายอยู่หรือเปล่า เจ๊ว่าแก้วหน้าก็ยังเซียวๆอยู่เลยนะ”
“ไม่เป็นอะไรหรอกครับ ผมสบายดี”
บอกและพยายามยิ้มให้สดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาลงทำงานไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พี่เลี้ยงทั้งสองคนจึงได้แต่มองหน้ากันแล้วหันกลับไปทำงานของตนต่อ
เมื่อทุกคนต่างสนใจกับงานของตน พรายแก้วก็ได้แต่แอบถอนใจก่อนจะพยายามสนใจกับการแก้งานเพื่อให้เสร็จทันตามที่ได้ถูกกำหนดไว้
แต่งานตรงหน้ากลับไม่ได้คืบหน้าไปถึงไหนเพราะหัวสมองถูกรบกวนด้วยคำพูดของยุทธี
ต่อเวลาทดลองงาน.... นั่นแปลว่า.... เงินที่จะได้ในเดือนนี้ก็เป็นแค่เงินเบี้ยเลี้ยงสะสมรายวันเท่านั้น
เงินแค่ 4500.... แค่กินอยู่ให้พ้นเดือนหน้ายังเกือบจะไม่พอ แล้วแบบนี้เรื่องย้ายหอใหม่คง.....
ความรู้สึกแปลบยอกในอกทำให้ขอบตาร้อนผ่าว เด็กหนุ่มพยายามกัดฟันข่มก่อนจะเริ่มทำงานต่อไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

.................

แสงของวันหมดลงเมื่อรถเมล์มาจอดที่ป้ายรถเมล์ใกล้หน้าปากซอย ช่วงเย็นจนเกือบค่ำเป็นช่วงเวลาที่คนทำงานกำลังเดินทางกลับบ้าน ดังนั้นป้ายรถเมล์ ท้องถนน รวมถึงบนรถเมล์จึงแน่นขนัดไปด้วยคน
อาการเมื่อย ล้า และหนักหัว จากไข้หวัดดูเหมือนจะหมุนเวียนไปมาไม่ยอมหาย ทั้งที่ในช่วงเกือบสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำงานหนักหนาอะไรจนทำให้ไข้กลับมาอีก
คงเพราะวันหนึ่งๆกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ร่างกายเลยยังไม่แข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรคได้....
เด็กหนุ่มสรุปกับตัวเอง แล้วก็ต้องถอนใจ
...ก็เงินเหลืออยู่แค่ไม่ถึงพันแล้ว....จะทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีกเล่า....
ชีวิตที่ต้องอยู่ในเมืองที่ต้องใช้เงินในการครองชีพ เมื่อไม่มีเงิน ก็ไม่ต่างอะไรจากหมาตัวหนึ่ง... หมาที่ต้องคอยอาศัยเศษอาหารจากคนอื่นเพื่อประทังชีวิตให้รอดไปวันต่อวัน
รอยยิ้มขื่นๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าซูบเซียวที่พยายามทำใจรับความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ก่อนจะพาตัวเองเดินเข้าสู่ที่พักอย่างเงียบๆ

แสงสว่างนวลตาที่ได้พบหลังจากที่เปิดประตูทำให้ต้องประหลาดใจ หากแต่เมื่อเห็นร่างเงาสูงใหญ่วอบแวบอยู่ที่ระเบียงความรู้สึกนั้นก็มอดลง
คุณเจ้าของห้อง.....กลับมาแล้ว
เพียงแค่คิดว่าต้องเผชิญหน้ากัน ความรู้สึกอึดอัดก็เกิดขึ้นในอก จนคิดจะหันหลังก้าวออกไปจากห้องอีกครั้ง หากแต่ร่างสูงใหญ่นั้นกลับหันมาเห็นเสียก่อน
“กลับมาแล้วเหรอ”
เสียงทักทายดังมาก่อนเจ้าของที่ก้าวยาวๆออกมายังส่วนห้องนั่งเล่น แววตาคมทอดมองมาอ่อนโยนจนใบหน้ารกครึ้มไปด้วยหนวดเคราไม่น่ากลัวเหมือนก่อน
...แต่ให้อย่างไรก็ยังทำให้รู้สึกอึดอัดอยู่ดี....

“ครับ”
พรายแก้วยิ้มรับอย่างฝืนๆ ก่อนจะเดินเลี่ยงไปยังส่วนห้องนอนเพื่อเก็บของและหยิบเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำในทีเดียว

ไฟในส่วนห้องนอนสว่างไสวผิดกับในหลายวันที่ผ่านมา ทำให้พอจะมองเห็นว่าม่านกรองแสงเบาบางไหวน้อยๆตามแรงลมจากประตูบานเลื่อนที่เปิดแง้มไว้ และคงจะไม่มีอะไรแปลกหากเสียงกรุ๊งกริ๊งไม่ดังแว่วมาตามลม จนพรายแก้วต้องละมือจากประตูตู้และหันมอง
แสงวิบวับของอะไรบางอย่างอยู่อีกด้านของม่านขาวโปร่ง เมื่อรูดเปิดออกจึงได้เห็นว่าแสงนั้นมาจากพวงแก้วที่หงส์ใบลานตัวน้อยที่กำลังโบกบินคาบไว้

นี่มัน....กระดึงลม.....ที่หายไปตั้งแต่วันนั้น....


...เด็กหนุ่มก้าวออกไปยังระเบียงเพื่อจะมองให้ชัดเจน และเอื้อมมือขึ้นแตะพวงหางที่ขาดหายไปอย่างทะนุถนอนราวกับนกนั้นเป็นของจริง
...มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน
ก่อนที่จะคิดอะไรได้ ตาก็กลับเหลือบไปเห็นพุ่มต้นอะไรสักอย่างวางแอบอยู่ริมระบียงในเงามืด
ทรงพุ่มที่สูงโปร่งเจนตา ใบเขียวเป็นมันล้อแสงไฟจากในห้อง... เพียงแค่นี้ก็รู้ได้เลยว่าเป็นต้นอะไร... และอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปใกล้และเอื้อมมือไปสัมผัสใบอ่อนที่นุ่มมือ
..ต้นสมบรูณ์ดีเหลือเกิน อีกไม่นานดอกคงจะเต็มต้น...
“คนให้มาบอกว่าเลี้ยงไว้อีกสักพักก็จะออกดอกนะ”
เสียงห้าวที่ดังขึ้นจากเบื้องหลังทำให้ต้องรีบชักมือกลับ เมื่อหันมาจึงพบว่าร่างสูงใหญ่ของคุณเจ้าของห้องมายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ชอบหรือเปล่า ”
“..อะไรครับ?”
พรายแก้วขมวดคิ้วไม่เข้าใจกับคำถาม ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในเงามืดจึงยิ้มจนเห็นฟันขาว ก่อนจะบอกอย่างอ่อนโยน
“ก็นี่ไง โมบาย คุณน้าข้างบ้านเขาเก็บได้แล้วคืนมา แล้วก็แขวนไว้ให้ ส่วนนี่ก็ต้นการ์ดีเนีย เห็นคุณเคยบอกว่าชอบ ผมเลยขอน้าข้างบ้านมาให้ ”
“ให้..ผม... หรือครับ”
“ใช่ ให้คุณ แล้วก็วางไว้ใกล้ๆกับหน้าต่างห้องนอน เหมือนกับเคยเล่าให้ฟังไง ”
คนพูดนั้นพยายามอย่างยิ่งที่จะเอาใจใส่ในรายละเอียด ดวงตาคมใสเป็นประกายวาววับราวกับดาวนั้นน่าดู หากพรายแก้วกลับยิ่งรู้สึกอึดอัด
“คุณ...ไม่น่า..ต้องลำบาก”
“ไมได้ลำบากอะไรหรอก ผมแค่อยากทำให้คุณคุ้นเคยกับที่นี่ขึ้นบ้างเท่านั้น”
“คง......ไม่ต้องทำให้คุ้นเคยหรอกครับ ผม...คง...อยู่รบกวน..ไม่นาน”

ใบหน้ารกครึ้มเจือนยิ้มลงในทันทีที่พูดจบ และเหมือนจะเครียดขึงขึ้นมากะทันหัน จนบรรยากาศรอบตัวเงียบงันลง

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในความเงียบ ราวกับเป็นระฆังช่วยชีวิต ร่างสูงใหญ่ฉีกตัวเดินเข้าข้างในห้อง ครู่ต่อมาจึงได้ยินเสียงตอบรับเบาๆหลายคำ สลับกับดวงตาคมกริบที่มองมา
จนเมื่อวางสายหลังจากคุยไปไม่กี่อึดใจ ร่างสูงใหญ่ก็เดินกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับบอกเบาๆ
“คุณน้าข้างบ้านท่านชวนไปทานข้าว ท่านให้ผมชวนคุณไปด้วย”
เสียงห้าวที่ค่อนข้างเฉยชา ทำให้พรายแก้วยิ่งอยากจะไปจากการเผชิญหน้าตรงนี้เร็วๆ
“ขอบคุณครับ แต่ผม..ไม่หิว ฝากขอโทษท่านด้วยครับ”
บอกแล้วเขาก็หันหลังเดินเข้าห้องห้องและมุ่งตรงไปยังห้องน้ำตามที่คิดไว้แต่แรก หากร่างสูงใหญ่กลับเดินตามมาคว้าหมับเข้าที่ข้อมือแล้วกระตุกไว้
“ไปกับผม”
พูดเท่านั้นแล้วก็ลากให้เดินตามไปอย่างเอาแต่ใจ โดยที่ไม่สนใจอาการขัดขืนต่อต้านของพรายแก้วเลยแม้แต่น้อย


บ้านหลังงามที่เคยชื่นชมนั้นงามกว่าที่คิดไว้เมื่อได้เข้ามาสู่เขตตัวบ้าน ถึงแม้จะเป็นเวลาค่ำแต่สวนก็ยังคงงดงามด้วยโคมไฟที่ให้แสงสว่างตามจุดต่างๆ น้ำพุขนาดไม่ใหญ่นักรูปกามเทพบรรเลงเพลงพิณยังคงพวยพุ่งเป็นสายสะท้อนแสงไฟส้มนวลจากในบ้าน
มือแข็งราวคีมเหล็กคลายออกเมื่อเข้ามาถึงหน้าบ้าน ที่ตรงนี้ไฟสว่าง..ข้อมือผอมเล็กจึงเห็นเป็นรอยแดงห้านิ้วอย่างชัดเจน จนคนทำต้องเอ่ยปากถามด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิด
“เจ็บหรือเปล่า”
เด็กหนุ่มได้แต่นิ่งขรึมด้วยอารมณ์กรุ่นๆ... ป่วยการที่จะตอบ เจ็บหรือไม่ก็ได้ถูกกระทำไปแล้วมิใช่หรือ...

“มากันแล้วหรือจ๊ะ”
ความเคลื่อนไหวภายนอกคงจะทำให้บุคคลที่อยู่ในบ้านรู้ว่ามีคนมา ร่างบางของสตรีในชุดลำลองจึงออกมาเปิดประตูต้อนรับ
“เข้ามากันสิ อาหารพร้อมแล้ว”
พรายแก้วก้มลงทำความเคารพทั้งที่ยังมองหน้าไม่ชัด จนเมื่อเงยหน้ามองตรงๆไปยังสตรีสูงวัยที่มองจ้องมาอย่างเขม็ง ความรู้สึกคุ้นตากับใบหน้านั้นก็ทำให้ต้องชะงัก
“อาจารย์!”
“ตายจริง... นั่นพรายแก้วรึนี่”
เสียงอุทานอย่างประหลาดใจดังขึ้นก่อนที่ร่างแบบบางนั้นจะตรงเข้ามาหา
“โอ๊ย บังเอิญอะไรอย่างนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นแก้ว แล้วไปยังไงมายังไงกันถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
สตรีร่างบางเข้ามาลูบหน้าลูบหลังอย่างดีใจ ในขณะที่พรายแก้วได้แต่ยืนนิ่งเพราะยังตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนร่างสูงใหญ่ที่ยืนมองคนนู้นทีคนนี้ทีสลับกันไปมาหลายรอบนั้นขมวดคิ้วด้วยความงุนงงก่อนจะถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“นี่...รู้จักกันด้วยหรือครับ”
“ไม่ใช่แค่รู้จักจ๊ะ นี่แหละศิษย์รักเลย จำกลอนกลบทดอกพุดซ้อนที่เคยเล่าให้ฟังได้ไหม นี่แหละเจ้าของหละ”
ดวงหน้าที่เรื่อสีเลือดจากความตื่นเต้นของพรายแก้วเผือดลงในทันตา จนผู้เป็นอาจารย์ที่หันมองมาทักขึ้นเมื่อสังเกตุได้
“แก้วหน้าซีดจังเลยเป็นอะไรหรือเปล่า”
ประโยคนั้นทำให้พรายแก้วต้องแสร้งยิ้ม และจะหันไปบอกว่าไม่เป็นอะไร..หากโดนตัดหน้าด้วยเสียงห้าวๆเสียก่อน
“คงจะหิวน่ะครับ”
“เออ จริงด้วยสิ” ผู้อาวุโสที่สุดหัวเราะร่า “น้าก็มัวแต่ดีใจ ป่านนี้กับข้าวคงเย็นหมดแล้ว มาๆเข้ามากันเถอะ”
คุณปานวาดพยักหน้าชวนและจับจูงเดินนำไปยังโต๊ะอาหาร พรายแก้วจึงต้องเดินตามอย่างไม่มีทางเลือก ส่วนคุณเจ้าของห้องก็เดินรั้งท้าย จนเมื่อนั่งลงเด็กรับใช้ร่างกลมจึงตรงเข้ามาตักเข้าใส่จาน
“เราไม่ได้เจอกันมากี่ปีแล้วนะแก้ว 5 ปีกว่าใช่มั้ย”
คุณปานวาดที่นั่งหัวโต๊ะชวนคุยขณะรอให้เด็กรับใช้ตักข้าวให้กับทุกคน
“ครับ ”
“ตัวโตขึ้นมากแล้วนะนี่ แต่หน้าตาก็ยังเหมือนเดิม เจอปุ๊บจำได้ปั๊บ ว่าแต่ทำไมผอมจังเลย ดูซิผอมจนหน้าตอบเชียว ไปทำอะไรมา”
พรายแก้วไม่รู้ว่าจะตอบว่าอย่างไรจึงได้แต่ยิ้มรับ จนเป็นโอกาสให้คนที่นั่งตรงข้ามพูดสวนขึ้นมา
“เพิ่งหายไข้ครับ แต่คงยังไม่หายดีเท่าไหร่ เพราะไม่ค่อยกินข้าว อย่างเมื่อกี้ชวนให้มากินข้าวก็จะไม่ยอมมา”
“ถึงว่าสิ ” คุณปานวาดหันมาทำตาดุใส่ “คนเพิ่งหายไข้ยังไงก็ต้องกินเยอะๆเข้าไว้ ร่างกายจะได้แข็งแรง ถ้าไม่ค่อยกินแบบนี้เดี๋ยวก็ป่วยไปอีกหรอก”
พูดไม่พูดเปล่ามือเกลี้ยงเกลาสะอาดก็ตักกับข้าวนู่นนี่มาใส่จนเต็มจาน
“กินเข้าไปเยอะๆ จะได้มีเนื้อมีหนังกับเขาขึ้นมาบ้าง”
พรายแก้วได้แต่นิ่งมองกับข้าวที่พูนจานของตน... ทั้งที่ท้องหิว แต่ความรู้สึกเปร่าๆในปากก็ทำให้ไม่นึกอยากจะกินอะไร หากก็ต้องฝืนใจตักข้าวใส่ปากเมื่อเห็นสายตาคมที่มองมาแกมบังคับ
“พรุ่งนี้ใหญ่พาน้องมากินข้าวเย็นด้วยอีกนะ น้าอยากจะขุนให้อ้วนไวๆ”
“ได้ครับ”
คนนั่งตรงข้ามรับคำก่อนจะหัวเราะในลำคอ จนพรายแก้วต้องมองอย่างประหลาดใจ
หัวเราะเป็น....ด้วยหรือนี่.....

“เออ แล้วอีกคนนึงล่ะ เป็นยังไงบ้าง”
คำถามที่ดังขึ้นจากอดีตอาจารย์ดึงความสนใจไปจากคนนั่งตรงข้าม แต่ด้วยความที่ฟังไม่ถนัดพรายแก้วจึงไม่เข้าใจคำถามและได้แต่ขมวดคิ้ว จนคนถามต้องถามซ้ำ
“ก็คู่รักของเธอยังไงล่ะ เป็นยังไงบ้าง สบายดีหรือเปล่า ตอนนี้เรียนอยู่ที่ไหน แล้วนี่จวนจะได้แต่งงานกันรึยัง”

ลมหายใจเหมือนจะหยุดชะงักเมื่อได้ยินคำถาม ใบหน้าซีดยิ่งเผือดสีลงเป็นเขียวจนราวกับโดนสูบเลือดออกไปหมดตัว หัวใจเองก็เหมือนจะหยุดเต้น หากในหัวกลับรู้สึกราวกับมีใครเอาค้อนมาทุบหัวจนเส้นประสาททุกเส้นในร่างกายเครียดเขม็งจวนเจียนจะขาดผึงออกจากกัน กระเพาะเกิดแรงบีบรัดขึ้นอย่างรับไม่อยู่จนเป็นเหตุให้น้ำขมๆจากกระเพาะที่ผสมกับอาหารที่เพิ่งกลืนเข้าไปพุ่งขึ้นมา

พรายแก้วทะลึ่งพรวดขึ้นและวิ่งปิดปากตัวเองออกไปจากที่ตรงนั้นอย่างเร่งด่วน จนเมื่อพ้นตัวบ้านสิ่งที่กลั้นไว้ก็ทะลักออกจากปาก น้ำที่ทั้งขมและขื่นอันถูกขย้อนออกจากท้องอย่างทรมานนั้นทำให้น้ำตาไหลริน และเมื่อหมดสิ้นเด็กหนุ่มก็ได้แต่นั่งคุกเข่าตัวสั่นเทากับพื้นปูนด้วยร่างกายไร้เรี่ยวแรงที่จะขยับ

“ตายจริง ไม่สบายมากขนาดนี้เชียวหรือ ”
“ผมขอตัวพากลับไปพักก่อนดีกว่าครับ”
อ้อมแขนอุ่นๆที่โอบเอวประคองตัวขึ้นทำให้ต้องพยายามฝืนจะยืนเอง หากอาการโงนเงนก็ทำให้ร่างสูงใหญ่ไม่ยอมปล่อยมือ
“.ใหญ่ไปเถอะ ยังไงก็ฝากดูแลด้วยนะ”
“ครับ”
เพียงเท่านั้นร่างกายก็ลอยขึ้นจากพื้น และถูกโอบอุ้มอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรง พรายแก้วจึงได้แต่ปล่อยตามเลยและหลับตาลงอิงไหล่ของคนโอบอุ้มอย่างเหนื่อยอ่อน

เหนื่อยเหลือเกิน....เหนื่อยอะไรอย่างนี้

หากพรุ่งนี้...ไม่ต้องตื่นมาพบกับทุกๆสิ่งอีก ไม่ต้องคอยตอบคำถามเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาอีก ก็คงจะดีไม่น้อย...




.............................

อีกตอนเดียวก็จะหมดสต๊อคที่เขียนไว้แล้วนะครับ อาจได้หายไปสักหน่อย ช่วงนี้หัวไม่แล่น เขียนไม่ได้ซักตอนเดียวเลย
glass
ประถม ประถม
Posts: 104
Joined: 31 Dec 2007 00:45

Previous