ชีวา อาสัญ

Travel, Art, Film and Literature
ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ไม่อ้างว้างเดินร่วมทางไปด้วยกัน
ผลงานศิลปะทุกแขนง จัดแจงให้พวกเราเข้าชื่นชม
ภาพยนตร์ รวมพลคนคอหนัง
ผลงานวรรณกรรม งานเขียนทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

ชีวา อาสัญ

Post30 Jan 2009 22:13

1



ฟ้ายามราตรีประดับด้วยแสงสีเงินระยิบระยับพร่างพราว พระจันทร์ดวงใหญ่สีน้ำเงินลอยเด่นท่ามกลางเหล่าดาราที่มองเห็นเหนือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่แห่งนี้ช่างดูสวยนัก ต้นหญ้าพลิ้วไหวเป็นระลอกๆเมื่อสายลมพัดผ่าน

ปลายหญ้าเอนลู่ลมสะบัดไปมาราวกับจะเต้นระบำ ภายใต้แสงจันทร์ทอนวล ร่างๆหนึ่งกำลังเดินฝ่าทุ่งหญ้าที่สูงขึ้นมาเท่าเอวของเขาอย่างช้าๆ..อย่างใจเย็น หากแต่ลึกลงภายในใจที่ว้าวุ่นกลับแฝงปนด้วยอารมณ์ร้อนแรงเหมือนมีพลังบางอย่างที่น่าเกรงขามแผ่ซ่านออกมาจากตัวตลอดทุกจังหวะก้าวเดิน บุรุษผู้นั้นยกมือขึ้นที่ระดับเอวฝ่ามือคว่ำลง ตาหลับ ปล่อยให้อารมณ์รับสัมผัสที่แผ่วเบาของทุกๆต้นหญ้าที่ปลายของมันผ่านมือเขาไป

นานแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้
เท้าหนาใหญ่ยังคงก้าวต่อไป ตายังคงหลับอยู่ มือก็ยังคงเปิดรับสัมผัสของต้นหญ้าเหล่านั้น แล้วลมแรงก็พัดมาวูบหนึ่ง ผ้าคลุมหนาที่คลุมตัวสะบัดออก ร่างกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามภายใต้เกราะหนังติดโลหะสีเงินที่แกะสลักเป็นลวดลายสลักเสลาจึงได้สัมผัสกับสายลมเย็น
ร่างสูงใหญ่นั้นสะดุ้งเฮือก สายลมวูบนั้นทำให้ความทรงจำครั้งหนึ่งที่เกิดในทุ่งหญ้าแห่งนี้แจ่มชัดขึ้น

มือที่สัมผัสกับหญ้าลู่ลมนั้นบัดนี้ยกขึ้นเกาะกุมที่อก
ตรงตำแหน่งหัวใจของเขา มันเรืองแสง ส่องทะลุแม้แต่เกราะหนานั้น!
“เจ้าไปอยู่ที่ไหนกันนะ อลิซ” บุรุษผู้นั้นรำพึง แววตาคมกล้าหากแฝงความเศร้า “ข้าตามหาเจ้ามาตลอดสี่ร้อยปี แต่ก็ไม่พบ ..แม้แต่ดวงจิตของข้าก็ยังสัมผัสไม่ถึงดวงจิตเจ้า”
แต่เดิมพื้นที่นี้เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ..สวยนัก แต่พอหญิงอันเป็นที่รักไม่อยู่แล้วมันก็เปลี่ยนสภาพเป็นทุ่งหญ้ารกร้าง
อลิเซีย คือนามของนาง
เจ้าหญิงอลิเซีย สตรีที่ดอกไม้จะเบ่งบานต้อนรับเมื่อเท้าของนางเหยียบย่างไปถึง สตรีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต

ภาพความสดใสของอลิเซียปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น เธอสดใสเสมอ แม้แต่ลิลลี่ยามเช้ายังดูหมองไปเมื่อนางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เพื่อสูดกลิ่นหอม พลันนึกไปถึงว่าครั้งหนึ่งนางเคยเสด็จเยียวยาพฤกษาทิพย์ที่ยืนต้นแห้งตายด้วยอาเพศแผ่นดิน ระหว่างทางนางเห็นต้นกุหลาบต้นเล็กแห้งกรอบ ใบหน้าของอลิเซียดูหมองเศร้า นางยื่นหัตถ์ไปแตะที่กลีบกุหลาบสีน้ำตาลเกรียมที่ยังคงติดอยู่กับฐานชูช่อดอกที่จะหลุดมิหลุดแหล่อยู่แล้ว

อัศจรรย์นัก เป็นภาพที่ประทับใจข้ามิเคยลืม กลีบสีน้ำตาลไหม้นั้นกลับเปลี่ยนเป็นสีแดงสดชุ่มชื่นอย่างกุหลาบแรกแย้ม แล้วทั้งต้นก็กลับกลายเป็นสีเขียวมีชีวิตอีกครั้ง
เป็นอำนาจจากจิตอันบริสุทธิ์ของนาง...จิตที่ขาวเหมือนกับขนของพญาหงส์
ข้าเห็นรอยยิ้มดีใจของนางที่สามารถคืนชีวิตให้ต้นกุหลาบต้นนั้น
ประทับใจข้ามาก

..สำนึกผิดว่าเป็นเพราะข้าที่ทำให้กุหลาบต้นเล็กไร้ประโยชน์อันใดต้นนั้นแห้งตาย

ใช่! ข้าเป็นบุรุษที่ทุกชีวิตจะต้องสยบลงเมื่อเท้าของข้าเหยียบย่างไปที่ใด!
ช่างตรงข้ามกันกับเจ้า ตั้งแต่ข้าเกิดมา ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่ข้าเกลียดพลังของตัวเอง
เพราะเจ้าทีเดียว ..อลิเซีย

อีกครั้ง..ภาพสลดใจกลับมาอีกครั้ง ที่นี่คือที่ที่เจ้าจากข้าไป
อลิเซียอยู่ในชุดแต่งงานสีขาว สวยกว่านางใดในแผ่นดิน สวยยิ่งกว่าดอกไม้ดอกใด...งานแต่งงานของข้ากับอลิเซีย
แต่ชุดสวยกลับเปื้อนด้วยเลือด..
คำพูดสุดท้ายของเจ้ายามอยู่ในอ้อมอกข้า
“ไม่ว่าจะนานเท่าไรข้าก็จะเป็นของเจ้าเท่านั้น ตามหาข้าให้พบนะ ข้าจะรอเจ้าคนเดียว” น้ำเสียงของนางเริ่มขาดหาย “ข้ารักเจ้า...กีเซล”
แล้วเจ้าก็จากข้าไป

เกลียด คนที่ทำให้อลิเซียต้องตาย
โกรธ ที่ตัวเองปกป้องคนที่รักไม่ได้
“ข้าเกลียด กฎเกณฑ์ ที่พรากเจ้าไป”
ตะโกนก้องทุ่งหญ้า ผ้าคลุมหนาโบกสะบัด นัยน์ตาแดงฉาน แล้วพลังที่หลับใหลอยู่ในตัวก็พุ่งพล่านออกมา

พลังที่ตรงข้ามกับของคนรัก

ต้นหญ้าทั่วทั้งทุ่งถูกพลังนั้นดันออกไปให้ห่างจากบุรุษผู้ถูกพรากรักจนล้มลงนอนติดกับพื้นคล้ายยอมศิโรราบให้ จากนั้นเริ่มแห้ง เกรียม ไม่พ้นแม้แต่สัตว์เล็กใหญ่ที่อยู่ในรัศมี พวกมันยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำว่าวิญญาณได้หลุดออกจากร่างเสียแล้ว พลังแห่งชีวิตของพวกมันได้ถูกชายผู้นี้ทำลายไปเสียแล้ว
“ข้าจะตามหาเจ้าไม่ว่าจะนานสักเท่าไร ไม่ว่าจะต้องเดินทางไปยังโลกใบไหน รอข้าเถิด” ผู้ควบคุมพลังด้านมืดปรารภ..ข้าสัญญา
แค่วูบเดียวที่อารมณ์กราดเกรี้ยวประทุ พลังด้านมืดในตัวถูกปลดปล่อย สรรพชีวิตที่อยู่รอบตัวเขาจะถูก ‘ปลดปล่อย’
กีเซล เจ้าชายอสูรที่ทุกชีวิตจะต้องสยบเมื่อเท้าของเขาเหยียบย่างไปยังที่แห่งใด

สายลมแรงพัดมาอีกวูบหนึ่ง พัดพาซากใบหญ้าทั้งทุ่งให้ปลิวว่อน ก่อนลำแสงสว่างจ้าจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยมีพระจันทร์กลมโตสีน้ำเงินนั้นเป็นสักขีพยานในการเดินทางอีกครั้ง
ร่างสูงใหญ่ของกีเซลหายวับไปพร้อมกับเมื่อลำแสงดับลง

☼☼☼☼☼☼☼☼☼☼

ฟ้ายามราตรีประดับด้วยแสงสีเงินระยิบระยับพร่างพราว พระจันทร์ดวงใหญ่สีเหลืองนวลลอยเด่นท่ามกลางเหล่าดาราที่มองไม่ค่อยจะเห็นเหนือเมืองใหญ่ ด้วยว่าแสงไฟจากบ้านเรือน ตึกระฟ้าหรือคอนโดสูงส่องสว่างเกินไป แต่คงไม่มีใครในเมืองหลวงสนใจจะชมดูความงามของเหล่าดาราเหล่านั้นสักเท่าไร
แสงจันทร์สีนวลส่องผ่านหน้าต่างกระจกเข้าไปยังห้องหนึ่งบนชั้นยี่สิบสอง ตอนนี้เจ้าของห้องกำลังดำดิ่งอยู่ในความฝัน
อีกแล้ว ความฝันแบบเดิม
แต่กระนั้นโชติวิทย์ก็ยังก้าวไปข้างหน้า หนทางลางเลือน แล้วก็ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ในชุดสีขาวการตัดเย็บและรูปแบบแปลกตา เธอยื่นมือมาให้เขา
ขี้เกียจจะยื่นมือออกไปคว้าหาบางสิ่ง ทุกครั้งที่ฝันก็จะทำแบบนั้น..คราวนี้ก็ยังยื่นมือออกไป
แล้วหล่อนก็หันหลังให้ จากนั้นตัวเธอเริ่มห่างออกไป..ลอยห่างออกไป โชติวิทย์พยายามวิ่งตามแต่ก็ไม่ทัน..ไม่เคยทัน
ยิ่งห่างออกไปเรื่อยๆทั้งๆที่เห็นอยู่ว่าหล่อนเดินเพียงช้าๆ เหมือนจะรอ เหมือนเจตนาให้ตามไปยังที่ไหนสักแห่ง
เธอหยุดเดิน โชติวิทย์ก็หยุด...ทำไมนะ ทำไมไม่เข้าไปให้ถึงตัว...แต่ทุกครั้ง ฝันจะเป็นแบบนั้น
ที่เธอยืนอยู่เต็มไปด้วยดอกไม้เบ่งบานสดใส แต่ใบหน้าหล่อนกลับเศร้าสร้อย
โชติวิทย์ก้าวเข้าไปใกล้ ยังไม่ทันถึงตัวความมืดก็เข้าครอบคลุม ดอกไม้รอบๆตัวเธอค่อยๆเหี่ยวเฉา คืบคลานเข้าไปใกล้ร่างบอบบางนั้น จนสุดท้ายหล่อนถูกความมืดเข้าครอบงำ ร่างถูกยกลอยขึ้น เธอหันหน้ามา สายตามองตรงมาทางโชติวิทย์ ริมฝีปากเธอขยับ เธอพูดกับเขา แต่มันแผ่วเบามาก ใบหน้าเธอยังเศร้าสร้อยไม่เปลี่ยน ก่อนที่ร่างของเธอจะถูกความมืดกลืนกินมีแสงสว่างจ้าดวงเล็กๆ ส่องแสงสีเขียวมรกต หลุดลอยออกมา

..ลอยอ้อยอิ่ง..คล้ายอาลัย แล้วพุ่งหายขึ้นสูง
แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท

ฉับพลันรอบตัวก็ถูกกลืนกินด้วยแสงสว่างจ้า..ค่อยๆหรี่ลงจนเหลือเพียงเสาลำแสงเข้ม..
ครั้งนี้แปลกไป..ฝันนี้ไม่เคยมีแสงสว่างจ้าเหมือนครั้งนี้

โชติวิทย์สะดุ้งตัวจากห้วงฝัน ม่านตาปรับชินกับความมืดยามค่ำคืน ถึงได้รู้สึกตัวว่าตนมายืนเกาะอยู่ที่หน้าต่าง ใบหน้าแนบติดกับกระจกใส ฉงนใจ..นี่เขาละเมอเดินมาหรือ

ชายหนุ่มยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ พิศมองใบหน้าและรูปร่างของตนอย่างพึงใจ ชายหนุ่มผิวขาวยืนอยู่ในกระจก มัดกล้ามที่เป็นผลมาจากการเข้าฟิตเนสเป็นประจำทำให้รูปร่างสมส่วนดูเป็นชาย ใบหน้าเกลี้ยงเกลา คิ้วยาวเรียว รับกับดวงตาสีน้ำตาล จมูกโด่งได้รูปและริมฝีปากบางสีชมพู
ด้วยหน้าตาที่จะดูว่าหล่อก็หล่อ จะดูว่าสวยไปทางผู้หญิงก็ดูสวยได้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โชติวิทย์หันไปเข้าฟิตเนสเพื่อเพิ่มความกำยำสมชายดึงจุดสนใจออกไปจากใบหน้าหวานๆนี้ได้บ้าง

ชั่วโมงต่อมาโชติวิทย์ก็มาถึงที่ทำงาน เขาเป็นหัวหน้าวิศวกรก่อสร้างดูแลฝ่ายโครงการบ้านทั้งหมดของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ แลนด์แอนโฮม
“สวัสดีค่ะ คุณวิทย์” วรนุชกล่าวทักเมื่อเห็นเจ้านายเดินมาใกล้
“สวัสดีครับ นุชเดี๋ยวช่วยเอาเอกสารโครงการที่เชียงใหม่เข้าไปให้ผมด้วยนะ” โชติวิทย์สั่งก่อนเดินเข้าห้องทำงานส่วนตัว
“ค่ะ” เลขาสาวรับคำอย่างกระฉับกระเฉงก่อนจะหันไปจัดเตรียมแฟ้มที่โชติวิทย์ต้องการ

วรนุชเดินเข้ามาในห้องหลังจากโชติวิทย์นั่งประจำโต๊ะได้ไม่นาน
หล่อนวางแฟ้มไว้ตรงหน้า
“เดี๋ยวครับนุช เห็นแคคตัสของผมหรือเปล่า” โชติวิทย์ถามถึงพืชทะเลทรายกระถางเล็กที่ปกติจะวางไว้ข้างๆคอมพิวเตอร์ รายงานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์บอกว่ามันช่วยดูดซับรังสีจากคอมพิวเตอร์ได้ เขาจึงมักจะหามาวางไว้ตลอด บางทีทำงานเครียดๆพอได้จ้องสีเขียวๆในกระถางเล็กๆก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้
“อ้อ นุชเอาไปตากแดดที่ระเบียงน่ะค่ะ คิดว่าจะให้มันได้โดนแดดบ้าง เดี๋ยวนุชเอามาให้ค่ะ” เลขาสาวกล่าวจบก็หันหลังตรงไปที่ระเบียง
“นี่ค่ะ” หล่อนกลับมาพร้อมกับแคคตัสต้นนั้นพลางวางเข้าที่เดิม “อึดมากเลยนะคะเจ้าต้นเล็กนี่ ขนาดไม่ได้รดน้ำ ไม่โดนแดดเลยนะคะ ยังทำท่าว่าจะออกดอกอยู่เลยค่ะ” หล่อนชี้ปุ่มเล็กที่นูนขึ้นมาเป็นลูกกลมๆเล็กๆ
“จะว่าผมไม่ดูแลอย่างนั้นล่ะสิ” โชติวิทย์แกล้งวางหน้านิ่ง สายตาจดจ่ออยู่กับงานในแฟ้ม
“เปล่าค่ะ นุชจะบอกว่าต้นไม้มันรักคุณวิทย์มากกว่านะคะ อยู่ด้วยแล้วไม่ตาย” วรนุชแก้คำกล่าวหา
“รอดไปได้นะ” โชติวิทย์หัวเราะร่วนให้กับความหัวไวของวรนุช
ว่าแล้วเขาก็สังเกตปุ่มเล็กๆนั้น ความรู้สึกประหลาดบางอย่างเกิดขึ้น รู้สึกเหมือนชุ่มชื่นในใจหรือเหมือนความรู้สึกตอนที่ได้เจอใครสักคนที่ไม่ได้เจอกันมานานมาก..แวบหนึ่ง ฉากในความฝันผุดขึ้น
หญิงสาวคนนั้น...ใบหน้าเลือนรางของหล่อน แต่โชติวิทย์รู้ดีว่าหล่อนยิ้ม เมื่อดอกไม้สักดอกหนึ่งผลิ เมื่อต้นไม้สักต้นทักทายหล่อน

“คุณวิทย์คะ”
โชติวิทย์กระพริบตาถี่ติดกันสองสามทีเมื่อรับรู้ถึงเสียงเรียกของวรนุช
พริบตาเขารู้สึกเหมือนสภาพรอบตัวบิดเบี้ยวก่อนจะกลับสภาพเป็นห้อง เป็นโต๊ะ เป็นโซฟา..
“เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนเหรอคะ” วรนุชยิ้มก่อนจะแฟ้มไว้บนโต๊ะ “จะรับกาแฟสักถ้วยหน่อยไหมคะ”
“ก็ดีครับ” โชติวิทย์งุนงงกับตัวเอง “ผมมึนๆยังไงไม่รู้ ขอกาแฟสักหน่อยก่อนประชุมคงจะดี”
“คะ?” วรนุชเลิกคิ้ว สีหน้าประหลาดใจ
“ว่าไงครับนุช” โชติวิทย์ถามเมื่อเห็นวรนุชทำหน้าเหมือนยังมีเรื่องจะรายงาน
“ก็..สรุปเรื่องที่ประชุมเมื่อตอนสิบโมงอยู่นั่นไงคะ” หล่อนเดินเข้ามาใกล้ สีหน้าเป็นห่วง
โชติวิทย์เพิ่งสังเกตถึงแฟ้มหนังสีดำที่วางอยู่หน้าตัวเอง
“เอ้อ..ครับ” ชายหนุ่มยิ่งงงหนักเพราะยังรู้สึกเหมือนว่าเขาเพิ่งจะเข้ามานั่งโต๊ะเมื่อกี้นี้เอง มือเปิดแฟ้มสรุปการประชุมแต่สายตาชำเลืองมองเวลาที่ข้อมือ

สามโมงเย็นแล้ว!

“ไม่สบายรึเปล่าคะคุณวิทย์” วรนุชเป็นห่วงอาการแปลกๆของหัวหน้า
“นั่นสิ ไม่สบายรึเปล่าเนี่ยเรา” คนเป็นหัวหน้าอดยกมืออังหน้าผากไม่ได้..ตัวก็ไม่ร้อนนี่นะ
แม้จะงงกับเรื่องแปลกที่เกิดกับตัวเอง แต่แบบนี้ก็ดีนะโชติวิทย์นึกเล่นๆในใจ เช้ามานั่งปุ๊บเย็นปั๊บ ไม่ต้องทำงานสบายแฮ สงสัยเมื่อคืนจะนอนดึกเกินไปจริงๆ แต่ก็แค่ห้าทุ่มเองนี่ แต่เอาเถอะคิดมากเดี๋ยวเพี้ยน
“อย่างนั้นผมกลับก่อนแล้วกันนะนุช”
“ค่ะ พักผ่อนเยอะๆนะคะ มีอะไรที่นุชพอจะช่วยเคลียร์ให้ได้ก็โทรมาได้เลยนะคะ” เลขาสาวยิ้มให้เจ้านายแล้วหันไปทำงานที่คั่งค้าง
“ขอบคุณครับนุช” โชติวิทย์ว่าพร้อมกับหยิบกุญแจรถเดินออกไป
กฤช
อนุบาล อนุบาล
Posts: 13
Joined: 30 Jan 2009 21:44

Re: ชีวา อาสัญ

Post30 Jan 2009 22:15

แอกเค้านท์ใหม่จ้า
Brownni นะค้าบบ
เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วนะคับ
มาพร้อมนิยายเรื่องใหม่ (ยังเขียนไม่จบค้าบ)
ดองไว้หลายปีละ
กฤช
อนุบาล อนุบาล
Posts: 13
Joined: 30 Jan 2009 21:44

Re: ชีวา อาสัญ

Post30 Jan 2009 22:18

2



ขับรถออกจากบริษัทได้ไม่ไกลก็ติดอยู่กับที่เกือบสิบนาที ขณะที่รถค่อยๆเคลื่อนไปได้บนถนนที่คุ้นเคย เหมือนมีอะไรบางอย่างทำให้โชติวิทย์หันไปสนใจกับร้านเล็กๆที่อยู่ปากซอยแคบๆ หน้าร้านเป็นกระจกใสมีชั้นวางแคคตัสลดหลั่นตามระดับ
อาจเพราะเขาชอบซื้อแคคตัสกระถางอยู่แล้วกระมัง

โชติวิทย์ย่นหัวคิ้วเพราะสงสัย ขับรถผ่านทุกวัน ไม่เคยเห็นร้านนี้มาก่อน สภาพร้านใหม่คงเพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน แต่เท่าที่จำได้ตรงนั้นมันเคยเป็นที่ว่าง..เมื่อวานนี้เอง
และอะไรบางอย่างนั้นทำให้โชติวิทย์อดไม่ได้ที่จะหาที่จอดรถข้างทางแล้วเดินย้อนกลับมา
อะไรบางอย่างที่..เหมือนแรงดึงดูด
ร้านเล็กๆ ไม่มีชื่อร้าน หน้าร้านเป็นกระจกใสมีชั้นวางแคคตัสแปลกๆหลายพันธุ์
เสียงกรุ๊งกริ๊งจากแท่งโลหะสามแท่งที่ทำเป็นโมบายแขวนติดกับประตูดังขึ้นเมื่อโชติวิทย์เปิดประตูเข้าไป
ภายในร้านออกแบบทันสมัย โชติวิทย์อดทึ่งไม่ได้ที่ภายในร้านดูกว้างกว่าภายนอกมาก และไม้กระถางแปลกตาที่ประดับตามจุดต่างๆหลายจุดแทนที่จะดูรกเรื้อกลับเหมาะเจาะดูแล้วลงตัว

“สวัสดีครับ”
“ครับ” โชติวิทย์หันไปตามเสียงก็พบชายหนุ่มร่างสูง คิดว่าคงร้อยแปดสิบเซนติเมตรได้ ผมสีดำสนิท คิ้วยาวเรียวเส้นขนเรียงกันเป็นระเบียบตั้งแต่หัวคิ้วไปจนถึงปลาย ตาสีดำโตวาววับเข้ากับคิ้วยาวเรียวรับกับจมูกโด่งและปากที่หนาพอดีเข้ากับจมูก
“เชิญนั่งก่อนครับ” ชายหนุ่มเดินนำไปทางโต๊ะมุมหนึ่งของร้าน เขาขยับเก้าอี้ให้
โชติวิทย์ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องรู้สึกแปลบๆในใจ..เหมือนคนดีใจ เหมือนมีบางอย่างเต้นระริกอยู่ข้างใน โดยไม่รู้ตัวเองว่าเขาได้สังเกตชายหนุ่มคนนี้อย่างละเอียด
บุคลิกดูขรึมๆ ท่าเดินสงบมั่นคง ใบหน้านิ่งเหมือนมีมนต์สะกดผู้คนได้แม้ไม่มีรอยยิ้ม แค่เพียงกล่าวเชิญก็ดูมีเสน่ห์ลึกล้ำ
“ขอบคุณครับ” โชติวิทย์กล่าวก่อนจะนั่งลงอย่างรู้สึกขัดๆ ก็ยังไม่เคยมีผู้ชายคนไหนมาเลื่อนเก้าอี้ให้เขานั่งเลยสักหน
“เมนูครับ” หนุ่มหล่อส่งเมนูเล่มเล็กๆให้
โชติวิทย์ถึงได้รู้ว่าที่นี่เป็นร้านกาแฟนี่เอง นึกว่าเป็นร้านขายต้นไม้เสียอีก
“ที่นี่เป็นร้านกาแฟนะครับ แต่ถ้าคุณสนใจต้นไม้พวกนั้นก็เดินดูได้ตามสบายครับ” ชายหนุ่มพูดเหมือนรู้สิ่งที่โชติวิทย์คิด ก่อนจะกลับไปที่เคาน์เตอร์พร้อมออร์เดอร์
“ครับ” โชติวิทย์รับคำ รู้สึกเหมือนโดนมนต์สะกด สมองยังจำภาพประกายสีดำวิบวับที่เต้นในตาของชายหนุ่มตัวสูงคนนั้น..จนกระทั่งกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นโชยมาแตะจมูกก็เหมือนหลุดจากภวังค์ ถึงได้รู้สึกตัวว่ากาแฟวางอยู่ตรงหน้าแล้ว
โชติวิทย์ดื่มกาแฟพลางชื่นชมกับต้นไม้ที่ไม่เคยเห็นพวกนั้น บางต้นลำต้นหงิกงอตะปุ่มตะป่ำแต่ใบกลับเป็นสีเขียวสดมันปลาบสะท้อนแสงแล้วดูเหมือนมรกต บางต้นเป็นสีแดงสดทั้งต้นและใบ

โชติวิทย์อยากจะถามชายหนุ่มคนนั้น..คิดว่าคงจะเป็นเจ้าของร้านเพราะเห็นมีแต่เขาอยู่คนเดียว ว่าต้นไม้พวกนี้ชื่ออะไรบ้าง แล้วสายตาก็สะดุดอยู่ที่สองกระถางที่วางแยกกลุ่มออกไป

เป็นพันธุ์ไม้ที่แปลกมาก...คงจะเป็นพืชที่ใช้หัวปลูกอยู่ใต้ดินเพราะมีแต่ใบสองใบโผล่พ้นดินขึ้นมาเป็นรูปตัววี มีก้านชูตรงขึ้นตรงกลาง ที่ปลายก้านมีดอกตูมอยู่ ลักษณะเหมือนทิวลิป แต่ไม่ใช่...หรือจะเป็นทิวลิปพันธุ์ใหม่กันนะ
ที่ว่าแปลกเพราะว่าทั้งต้นนั้นใสคล้ายกับว่าเป็นงานประดิษฐ์ดอกไม้จากการเป่าแก้วอย่างนั้น!

ต้นหนึ่งใสเหมือนคริสตัล เหมือนแก้ว อีกต้นใสแต่มีสีดำเหมือนนิล

“คุณสนใจสองต้นนี่หรือครับ” ร่างตระหง่านยืนมั่นคงอยู่ด้านหลังโชติวิทย์ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้เอ่ยขึ้น
“ตอนแรกผมนึกว่าเป็นคริสตัลเสียอีกนะครับ ตะกี้เห็นใบพลิ้วลมเลยเดินมาดูใกล้ๆ” เขาพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าลุกจากโต๊ะมาตั้งแต่เมื่อไร “เรียกว่าต้นอะไรครับ”
“เป็นต้นไม้จากนอกครับ ในไทยยังไม่มี แต่ถ้าจะเรียกเป็นภาษาไทยล่ะก็คงจะชื่อต้นชีวากับต้นอาสัญ
ล่ะมั้งครับ” ดวงตาสีนิลวิบวับดูขุ่นมัวลงเล็กน้อย เขาจ้องต้นชีวากับต้นอาสัญอย่างกับมีความหลังกับมันมามาก
“ต้นใสๆเหมือนคริสตัลนั่นคือชีวา ต้นสีดำนั่นคืออาสัญ เป็นพืชที่มีพลังในตัวเอง เป็นพืชตระกูลที่หายากเพราะสูงที่สุดก็แค่สิบเซนติเมตร ชีวาขึ้นหนึ่งต้นจะถูกพืชอื่นขึ้นบดบังเพราะชีวามีพลังของชีวิตที่เผื่อแผ่ออกไป ตรงข้ามกัน อาสัญขึ้นหนึ่งต้น พืชที่ขึ้นรอบข้างจะแห้งเหี่ยวตายทั้งยืนต้น เพราะอาสัญคือความตาย มันดูดพลังชีวิตของทุกสิ่งที่อยู่รอบข้าง พลังของมันทำให้ไม่อยากมีใครเข้าใกล้และหามันพบ เป็นพืชที่เติบโตด้วยความมืด”
“โห อย่างนั้นคุณก็เก่งมากเลยนะครับที่หามาได้” โชติวิทย์กล่าวขณะสายตาชื่นชมแสงระยิบระยับเป็นประกายราวคริสตัลกับนิลเมื่อแสงส่องกระทบ “อ๋อ อย่างนี้นี่เองถึงได้เอาไปวางแยกต่างหาก”
“ก็เป็นเหตุผลหนึ่งครับ แต่ต้องวางไว้คู่กันด้วย เพราะชีวาเป็นผู้ให้พลัง อาสัญเป็นผู้สูบพลัง พลังต่างขั้วกันทั้งสองต้นจะข่มพลังกันเอง ต้นไม้อื่นๆในร้านถึงได้อยู่ปกติ ขณะเดียวกันต่างก็ได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน” ใบหน้าคมคายดูลึกลับแต่ว่ามีเสน่ห์ยังอธิบายต่อ “เพราะมาอยู่ด้วยกันมันถึงออกดอก”
“แล้วเมื่อไรจะบานล่ะครับ ท่าทางดอกมันคงจะสวยมาก” โชติวิทย์อดตื่นเต้นด้วยไม่ได้ ทั้งที่พื้นเพนิสัยเขาไม่ใช่คนที่จะมาสนใจเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้
“มันยังไม่บานหรอกครับ” สายตาคมกริบจับมาที่ใบหน้าของโชติวิทย์ “เพราะมันยังไม่ถึงเวลา”
“คะ...ครับ” โชติวิทย์รู้สึกเหมือนโดนสะกดอีกแล้ว ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะมนต์อะไรแต่เพราะใบหน้าหล่อเหลานั้นต่างหากล่ะ ให้ตายเถอะคนอะไรจะหล่อขนาดที่ทำให้ผู้ชายแท้ๆทั้งแท่งอย่างเขาตะลึงได้
โชติวิทย์ถูกชายหนุ่มคนนั้นจ้องหน้านิ่ง เขาเลยต้องจ้องกลับบ้าง เพราะไม่รู้จะทำอะไรดีไปกว่านั้น
“หึ หึ” เสียงหัวเราะในลำคอเบาๆดังขึ้นพร้อมกับใบหน้าเรียบแฝงเสน่ห์นั้นเปลี่ยนเป็นยิ้มน้อยๆ แต่ก็ยังไม่หลุดกรอบบุคลิกขรึมเสียทีเดียว
“หะ...หัวเราะอะไร” โชติวิทย์ปรับตัวไม่ทัน
“คุณเชื่อเรื่องที่ผมเล่าด้วยเหรอ”
“นั่นสินะ จะมีต้นไม้แบบนั้นได้ไง...ผะ ผมกลับก่อนล่ะ” โชติวิทย์ยิ้มแหย รีบเดินไปที่หน้าร้าน
“เดี๋ยวครับ” เสียงนุ่มดังขึ้นข้างหูพร้อมกับมือใหญ่จับที่ข้อมือของโชติวิทย์เบาๆ
“ร้านผมเพิ่งเปิด กลับมาอีกนะครับ” ชายหนุ่มยื่นถุงกระดาษเล็กๆให้

ชายหนุ่มร่างสูงนัยน์ตาคมขรึมมองตามหลังจนโชติวิทย์เดินพ้นร้านถึงกับปล่อยหอบฮัก
ทันใดนั้นพืชพันธุ์แปลกที่ตั้งประดับตามจุดต่างๆก็พากันงอกรกเรื้อและออกดอกบานสวยในฉับพลันเหมือนได้ปุ๋ยเร่งชั้นดี

อลิซ!

..ไม่แน่หรอก อาจจะเป็นมันก็ได้..ไอ้ฟาดิล
กำปั้นแน่นทุบลงที่โต๊ะจนหักงอเมื่อนึกถึงชื่อฟาดิล จิตฟุ้งซ่านชั่วขณะทำให้เผลอปล่อยพลังออกมา อาจเพราะเมื่อกี้เขาต้องคอยควบคุมพลังงานในร้านให้คงที่ด้วย
เพราะพลังที่แผ่ออกมาจากชายคนนั้น..พลังแห่งชีวา!

เขาต้องแผ่พลังด้านตรงข้ามออกมาต้าน มิเช่นนั้นทั้งร้านคงจะกลายเป็นป่าไปแล้ว
ดูเหมือนการมาครั้งนี้เขาจะเลือกไม่ผิด อย่างน้อยก็ได้พบส่วนหนึ่งของดวงจิตที่เฝ้าตามหามานาน..ไม่ว่าครั้งนี้จะได้เจออลิเซียหรือฟาดิล

ดอกแคคตัสขยายขนาด ชูช่อสีเหลือง ขาว ชมพูเต็มร้าน ต้นสุริยันมีสีแดงจัดมากขึ้นและโตขึ้นเกือบเมตร ตรงสุดปลายยอดชูดอกสีแดงสดไม่แพ้ลำต้นและใบ ต้นผิวคางคกก็เหมือนกัน ดอกสีดำสนิทงอกออกมาจากตุ่มทั่วต้น ใบเขียวสดราวมรกตนั้นเป็นมันปลาบสวยงามกว่าเดิม
และที่แยกกลุ่มออกไปนั้น สองกระถางวางคู่..ชีวา อาสัญ..พืชที่ดูเหมือนแก้วผลึก ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดผิดไปจากเดิม แต่เพียงเห็นแวบเดียวมันก็ทำให้คนที่ควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดีเช่นกีเซลใจเต้นรัวได้ ตอกย้ำว่าการมาที่นี่ไม่เสียเที่ยวจริงๆ
ดอกชีวาขยับกลีบแย้ม!

☼☼☼☼☼☼☼☼☼☼


ออกจากร้านกาแฟแล้วโชติวิทย์ก็กลับไปที่รถ ขับต่อไปตามทางได้สักพักก็นึกได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่ากาแฟ แถมยังได้ถุงนี่มาด้วย เขาเหลือบมองถุงกระดาษที่วางอยู่ที่นั่งข้างคนขับ จังหวะรถติดจึงเอามาแกะดู

ที่ริมหน้าต่าง แคคตัสในกระถางเล็กๆที่ได้จากร้านกาแฟถูกวางเอาไว้ กลีบดอกสีชมพูสวยซ้อนกันหลายชั้นหุบกลีบตูมพร้อมจะเบ่งบานเมื่อได้แสงอาทิตย์ ในขณะที่เจ้าของคนใหม่ของมันนอนหลับอยู่บนเตียงนุ่ม โดยไม่รู้ตัวเลยว่าขณะนี้มีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ทุกอิริยาบถของเขา

จากนอกหน้าต่างนั้น..จากชั้นยี่สิบสอง!

ประกายตาสีดำสนิทสะท้อนแสงจันทร์วาววับบนใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ร่างสูงและดูแข็งแกร่งนั้นยืนสง่าบนความว่างเปล่า ราวกับเขากำลังยืนอยู่บนอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
โชติวิทย์เปลือยท่อนบน ร่างดูกำยำแต่ก็ไม่เท่ากับของชายเจ้าของประกายตาสีดำที่อยู่นอกหน้าต่าง สักพักเขาเริ่มกระสับกระส่าย เม็ดเหงื่อผุดพรายซึมอยู่เต็มหน้า มือข้างหนึ่งยื่นออกมาราวกับจะคว้าหาอะไรสักอย่าง จากนั้นร่างเปลือยท่อนบนนั้นก็ลุกขึ้น เท้าก้าวลงจากเตียง
แคคตัสต้นเล็กค่อยๆโตขึ้นๆ ดอกสีชมพูปริยอดชูช่อแทบจะเต็มต้น ต่อยอดออกไปเรื่อยๆ

โชติวิทย์ฝันแบบเดิม เขากำลังเอื้อมมือตอบหญิงสาวในฝัน หากแต่เธอก็ลอยห่างออกไป
ร่างกายขยับไปเอง เท้าทั้งสองข้างพาร่างไร้สติของเขาไปยังหน้าต่าง จนมือที่ยื่นออกไปสัมผัสกับกระจก
ในฝันโชติวิทย์กำลังมองร่างบอบบางนั้นถูกความมืดครอบงำ ร่างถูกยกลอยขึ้น..
ฝันแบบเดิม..แสงสีเขียวมรกต หลุดลอยออกมาจากความมืด..ลอยอ้อยอิ่ง..คล้ายอาลัย แล้วพุ่งหายขึ้นสูง
แล้วทุกอย่างก็มืดสนิท

โชติวิทย์รู้สึกเหมือนตัวเองลอยเคว้งอยู่ในความดำมืดนั้นแล้วฉับพลันก็มีแรงดูดมหาศาลดึงร่างให้จมดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เหมือนโดนแรงดึงดูดของโลกกระทำให้ตกจากที่สูง..เหมือนดวงจิตถูกดึงกลับสู่ร่าง!
ฉับพลันเขารู้สึกตัว ตาเปิดขึ้นทันทีก็พบกับดวงตาคู่หนึ่งข้างนอกนั่น

“กี..” เหมือนพูดออกมาโดยอัตโนมัติ
“อ๊ะ” ความรู้สึกเหมือนเข็มทิ่มเพิ่มความมีสติสัมปชัญญะให้มากขึ้น เขายังทันเห็นว่าแคคตัสต้นนั้นสูงกว่าหนึ่งฟุต หนามแหลมตำเข้าที่นิ้ว แต่พอกระพริบตาทุกอย่างก็หายวับไป ข้างนอกยังคงเป็นวิวกรุงเทพฯจากตึกสูง..
ไม่มีใครอยู่ข้างนอก แคคตัสก็ยังเป็นต้นเล็กๆวางอยู่ที่เดิม
แต่ความรู้สึกชาเหมือนเข็มทิ่มยังคงอยู่
โชติวิทย์ทบทวนเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นแล้วคิดหาคำตอบให้ตัวเอง เพราะแน่ใจว่าเขาไม่ได้ตาฝาดหรือคิดไปเองแน่ๆ ทุกสิ่งเหมือนยากจะอธิบาย แต่ในจิตใจส่วนลึกกลับสงบนิ่งอย่างประหลาด ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อะไรที่น่าแปลกใจ!
..แล้วทำไม ดวงตาที่ดูนิ่งเหมือนจะสูบเขาเข้าไปในความดำมืดนั้น ของชายที่ร้านกาแฟถึงได้ยังติดตาอยู่จนถึงตอนนี้
กฤช
อนุบาล อนุบาล
Posts: 13
Joined: 30 Jan 2009 21:44

Re: ชีวา อาสัญ

Post07 Mar 2009 21:57

:31:
User avatar
Musci
อนุบาล อนุบาล
Posts: 90
Joined: 30 Dec 2007 07:16


cron